ขอให้17ส.ส.ปชป.ลาออกแล้วไปตั้งพรรคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422215?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอให้17ส.ส.ปชป.ลาออกแล้วไปตั้งพรรคใหม่

14 มีนาคม 2563 – 08:25 น.
สส,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

ขอให้17ส.ส.ปชป.ลาออกแล้วไปตั้งพรรคใหม่ คอลัมน์…  ลึกกว่าข่าว

ตอนนี้คนส่วนใหญ่มัวพะวงกับโควิด-19 ทั้งรัฐบาล หมอ พยาบาล และอาสาสมัคร ต่างคนต่างช่วยกัน ไม่มีเวลามาเล่นการเมือง

ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดมาเพื่อเล่นการเมืองอย่างเดียว

โดยเฉพาะ 17 ส.ส.ที่ประกาศว่าจะไม่ “พายเรือให้โจรนั่ง” ก็ไม่เข้าใจว่า 17 ส.ส.สายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเอาอย่างไร

เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ มีมติเข้าร่วมรัฐบาล มีเพียง ส.ส.กลุ่มนี้ไม่อยากเข้าร่วม แต่ต้องทำตามมติพรรค ครั้นร่วมรัฐบาลไปสักระยะ ก็เริ่มมีปฏิกิริยาจาก ส.ส.กลุ่มที่ไม่อยากร่วมนี้ออกมาป่วนรัฐบาลเป็นระลอก

คนกลุ่มนี้ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ ส.ส. คนกลุ่มนี้ไม่เข้าใจการเมืองหรืออย่างไร ว่าเมื่อตกลงร่วมรัฐบาลได้จัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี เลขาฯ ที่ปรึกษา และผู้ช่วยรัฐมนตรี ไปจนถึงโควตาเก้าอี้ต่างๆ ในสภาแล้ว ก็ถือว่าจบ

เป็น ส.ส. หากไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ก็ทำหน้าที่ในสภา นำความเดือดร้อนของประชาชนมาตั้งเป็นกระทู้ถามรัฐมนตรี หรืออภิปราย เสนอกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

คือให้คุ้มกับเงินเดือนที่รับมาจากประชาชนเดือนละแสนกว่าบาท และสิทธิประโยชน์อย่างอื่นอีก…

หากไม่ชอบรัฐบาลนี้ ทำไงได้เมื่อพรรคมีมติร่วมรัฐบาลแล้ว ไม่ใช่พอจะใช้สิทธิ์ใช้เสียงในสภา อาศัยจุดอ่อนที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ก็มีเงื่อนไขอย่างโน้นอย่างนี้ถึงจะช่วยโหวต

แบบนี้เขาเรียกว่าเล่นการเมืองแบบตีรวน

พอฝ่ายค้านเขาเสนอญัตติอะไรที่ต้องการประณามหยามเหยียดรัฐบาล ก็ไปเอากะฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล หรือที่เรียกว่า หอกข้างแคร่

เข้าใจและเห็นใจเพราะหลายคนที่ไม่พอใจพรรคก็ลาออกไปแล้ว อย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ลาออกไปอยู่กับพรรคกำนันสุเทพ, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ และกรณ์ จาติกวณิช ลาออกไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ กล้า

คนเหล่านี้เขามีจุดยืน เมื่อไม่สามารถร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ก็ลาออกจาก ส.ส. ลาออกจากพรรคไปสังกัดพรรคใหม่ หรือไปตั้งพรรคใหม่ อันนี้สิถือว่าแน่

ตรงข้ามกับ 17 ส.ส.ที่ประกาศว่า จะไม่พายเรือให้โจรนั่ง ทำไมถึงทำอย่างนี้ หากไม่ประสงค์จะร่วมรัฐบาลหรือคิดว่าเรือที่พายอยู่เป็นเรือโจร ทั้ง 17 ส.ส.ควรจะลาออกจากพรรค ลาออกจาก ส.ส. ไปตั้งพรรคใหม่ แน่นอนว่าไม่มีใครบังคับแน่นอน

แทนที่จะมาประกาศ มาข่มขู่ หรือมายื่นเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ มันเพื่ออะไร เพราะในเมื่ออาศัยชายคาพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคประชาธิปัตย์ยังร่วมรัฐบาลอยู่ แล้ว 17 ส.ส.ไม่พอใจ ไม่อยากร่วมรัฐบาล

ก็ต้องลาออกจาก ส.ส.และลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ จะได้พ้นพันธนาการว่าเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะได้พ้นพันธนาการว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ดีกว่าให้เขาด่าว่า “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ”

เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422198?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร”

14 มีนาคม 2563 – 08:10 น.
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,คารม พลพรกลาง
เปิดอ่าน 647 ครั้ง

เปิดใจ”คารม พลพรกลาง”เสียความรู้สึกแต่ยังรัก”ธนาธร-ปิยบุตร” คอลัมน์… Excusive Talk

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคก้าวไกล เป็นอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างมาก ภายหลังมี ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบไปพร้อมเข้าสังกัดถึง 55 คน และกำลังจะได้ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เป็นผู้นำพรรคคนใหม่

พรรคก้าวไกล ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมสานงานและอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่อย่างต่อเนื่องแต่ก่อนจะไปถึงภารกิจนั้น ปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งภายในเรื่องการจัดโครงสร้างพรรคถึงขนาดที่ ‘คารม พลพรกลาง’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่กำลังตัดสินใจเข้าพรรคก้าวไกล ต้องทบทวนจุดยืนตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าพรรคไม่ได้เน้นการทำงานการเมืองในภาคอีสานมากนัก

ในเรื่องเหล่านี้ ‘คารม’ เปิดใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจว่า การออกมาตั้งข้อสังเกตของโครงสร้างพรรคนั้น ผมพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจที่เห็นว่าพรรคควรจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร โดยไม่ได้ไปแตะบุคคลใดเลย หากผมพูดตรงนี้ไม่ได้ มันจะเป็นพรรคการเมืองที่ประชาธิปไตยได้อย่างไร เราต้องพูดได้ เพราะเราเข้ามาในพรรคด้วยอุดมการณ์ การที่ผมพูดถึงภาคอีสานเพราะเป็นพื้นที่บ้านผม”

“ผมต้องการให้พรรคการเมืองใหม่ตอบโจทย์จริงๆ รองหัวหน้าพรรคที่กำหนดไว้ไม่มีภาคอีสานเลยนะครับ ผมพูดอย่างนี้แล้วไม่ต้องมาตั้งผมเป็นรองหัวหน้าพรรคนะ”

สำหรับกระแสโต้กลับของคนในพรรคที่ออกมาแสดงความไม่พอใจกับท่าทีของ ‘คารม’ โดยเฉพาะจาก ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. และ อภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ทำให้คารมยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า “เสียความรู้สึก”

“ไม่ว่าใครอยู่เบื้องหลังคุณณัฐชา คุณอภิชาติ มาต่อว่าผมเหมือนผมไม่มีราคา เป็นการดูถูกผมเป็นการส่วนตัว ทั้งๆ ที่ผมพูดถึงภาพรวมของพรรคเท่านั้น เมื่อพูดอย่างนี้แทนที่ผมจะไม่ไปไหนเลย ทำให้ผมคิดกลับไปเลยนะครับ ผมยอมรับว่าผมได้เป็น ส.ส.เพราะพรรคอนาคตใหม่ แต่ผมก็ช่วยพรรคอนาคตใหม่เต็มที่ ในร้อยเอ็ดผมก็ทำทุกอย่าง จนได้คะแนนมาจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เขตของนักศึกษา”

“ผมอายุตอนนี้จะ 60 ปีแล้ว คุณณัฐชาเป็นเด็กมากต้องมีคนกำกับข้างหลังแน่นอน เมื่อออกมาต่อว่ากันอย่างนี้ ผมก็รู้สึกไม่ดีเลย ผมก็ดูเหมือนกันว่าถ้าก้าวล่วงผมแบบนี้ ผมก็เป็นทนายความนะก็ดูอยู่เหมือนกัน ส่วนคุณอภิชาติก็ดูแคลนผมมาก ผมเล่นการเมืองมาตั้งแต่ปี 2539 จึงเป็นคำพูดที่แย่มากและเสียความรู้สึก ผมกำลังตรวจสอบทุกอย่างเพื่อจะได้รู้ว่าวางตัวอย่างไรดี”

ขณะเดียวกัน ‘คารม’ ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าแม้จะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันกับพรรคอนาคตใหม่หรือพรรคก้าวไกล แต่ก็ไม่เคยเป็นงูเห่า อีกทั้งยังเคารพในการทำงานของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ และ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’

“ผมไม่ใช่งูเห่านะครับ เพราะเวลาพรรคอนาคตใหม่มีมติอย่างไร แม้ผมจะเห็นต่างแต่ก็ทำตามมติพรรค ผมมีมารยาทและรู้กฎหมายและประเพณีการปกครองประชาธิปไตย แต่พอบ้านถูกพายุไปแล้ว เวลาเราจะไปบ้านใหม่ก็ต้องสร้างด้วยความสามารถของคนในบ้าน ผมพูดก็ตามหลักการเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าเมื่อพูดหลักการไปแล้วกลับมาด่ากันในเรื่องส่วนตัว เรื่องนี้เรื่องใหญ่ แสดงว่าพรรคนี้ไม่มีเด็กไม่มีผู้ใหญ่ ถ้าเห็นต่างด่ากันได้หมด”

“ถ้าผมจะไปจากพรรคนี้ทำไมผมไม่ไปตั้งแต่แรกครับถูกไหม ผมมีเหตุมีผล แต่เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การตัดสินใจมันง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับว่าจะอยู่หรือจะไป การมาใส่ความเรื่องส่วนตัวดูหมิ่นดูแคลนส่วนตัว มันเป็นการบอกอย่างหนึ่งว่าคนบางกลุ่มบางพวกมันไม่ได้เห็นความเป็นคนเหมือนกันไง เราเป็นส.ส.ก็มีอาวุโส คำพูดนี้มันอันตรายมากสำหรับคนทำงานการเมือง การพูดอย่างนี้เป็นการพูดของนักการเมืองเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีสัมมาคารวะ แต่ผมยังเคารพทั้งคุณธนาธรและอาจารย์ปิยบุตรเหมือนเดิม”

ถึงที่สุดแล้ว ‘คารม’ ย้ำชัดเจนว่าการทำงานการเมืองในภาคอีสานควรมีการกำหนดให้ส.ส.รับผิดชอบอย่างชัดเจน เพราะจะเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคได้เปิดพื้นที่และมีสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้น

“ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าสมัครสมาชิกพรรคการเมืองใดทิ้งสิ้น เพียงแต่คำพูดจากณัฐชาและอภิชาติทำให้การตัดสินใจของผมง่ายขึ้นเยอะเลย ผมถามจริงๆ ว่าภาคอีสานภาคใหญ่ขนาดนั้น จะมอบให้ส.ส.ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อเอาสมาชิกเข้าพรรค และให้เขาทำหน้าที่บ้างมันจะเป็นอะไรนักหนา” ทนายคารม ทิ้งท้าย

ล่าหน้ากาก ‘พันธ์ยศ’ ปริศนา’ภราดรภาพ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล่าหน้ากาก ‘พันธ์ยศ’ ปริศนา’ภราดรภาพ’

13 มีนาคม 2563 – 10:23 น.
พรรคภราดรภาพ,ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี,แหม่มโพธิ์ดำ,บอย ไนท์มาร์เก็ต,กักตุนหน้ากาก,เจาะประเด็นร้อน,รชฏ พิสิษฐบรรณกร,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 996 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 มี.ค.63

******************************

หลังตั้งหลักได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชม “แหม่มโพธิ์ดำ” เป็นเพจน้ำดีที่นำเสนอข้อมูลการกักตุนหน้ากากอนามัย และส่งออกไปขายต่างประเทศ พร้อมกันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. กำกับหน่วยพิเศษเฉพาะกิจ เพื่อติดตาม สืบสวนสอบสวน จับกุม ดำเนินคดีการกักตุนหน้ากากอนามัย และขายเกินราคา

ผู้ที่ต้องลุ้นระทึก น่าจะเป็นประธานยุทธศาสตร์ พรรคภราดรภาพ เจ้าของอาคารไทยเฮลท์ ย่านหนองแขม เพราะ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” ได้ทำการถ่ายทำคลิป “หน้ากาก 200 ล้านชิ้น” ภายในตึกหลังนี้

อ่านข่าว-“พันธ์ยศ” ยันบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยว “เสี่ยบอย” กักตุนหน้ากาก

อายุน้อยร้อยล้าน

ด้วยเหตุที่ “ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี” หรือ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” ได้ใช้สถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน (สพท.) ถ่ายคลิป ทำให้คนดูเข้าใจว่า เป็นจุดกระจายสินค้าหน้ากากอนามัย ซึ่งสำนักข่าวอิศรา ได้โทรศัพท์ติดต่อไปสอบถามข้อมูล ตามหมายเลข 0-2807-7434 แต่ไม่สามารถติดต่อได้

คลิปกล่องหน้ากากของบอย

เมื่อสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลเบอร์โทรศัพท์หมายเลข 0-2807-7434 จากบริการ 1133 พบว่า จดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ในนาม บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด

พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ยังมีตำแหน่งเป็นประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน

พันธ์ยศ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ

10 ปีที่แล้ว พันธ์ยศ เป็นนักธุรกิจดาวรุ่ง ที่เติบโตมาจากธุรกิจขายตรง ขายเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ โดยอาศัยวิทยุออนไลน์ พ่วงวิทยุชุมชน และทีวีดาวเทียม เป็นเครื่องมือขายสินค้า ในนาม “เรดิโอโอเค” ที่มีคลื่นโอเคฮุกโอเคเลิฟ และโอเคลูกทุ่ง

ควบคู่กับการทำธุรกิจขายตรง พันธ์ยศได้ก่อตั้งประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน เป็นสะพานเชื่อมไปทำมาค้าขายกับคนจีน

2 ปีมานี้ ธุรกิจขายตรงเบ่งบานในทีวีดิจิทัล ส่งผลกระทบถึงการขายตรงผ่านทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชน อีกด้านหนึ่ง วิทยุออนไลน์ของพันธ์ยศ เหมือนเกิดก่อนกาล เรดิโอโอเคจึงหายไป

พันธ์ยศจึงมุ่งหน้าสู่ตลาดการเมือง ตามคำชักชวนของ “เด็กเก่าวังน้ำยม” ผู้มีประสบการณ์โชกโชน

บอย” ซุ้มใคร?

2 ตัวละครที่ถูกอ้างถึงในละครสั้นเรื่อง ตามล่าหาหน้ากาก คือ พิตตินันท์ รักเอียด คณะทำงาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันถูกปลดแล้ว

อีกรายหนึ่งคือ “ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี” เจ้าของบริษัท ภาอภิภา จำกัด และเป็น กต.ตร. สถานีตำรวจภูธรหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ภายหลังเกิดเหตุหน้ากาก 200 ล้านชิ้น กต.ตร.สภ.หนองปรือ มีมติถอด “บอย ศรสุวีร์” ออกจากตำแหน่งแล้ว

ข้อมูลจากเมืองชล เล่าว่า “บอย” นั้นพื้นเพเป็นคนตลาดหัวกุญแจ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีอาชีพเป็นผู้จัดตลาดนัด ให้พ่อค้าแม่ค้าได้มาขายของ มีอุปนิสัยเป็นคนช่างคุย ชอบคบหาคนดัง ถ่ายรูปเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก

บอย กับทนายความ

ต่อมา มีความขัดแย้งกับเจ้าพ่อตลาดนัดคนดังย่านเมืองชลบุรี จึงย้ายถิ่นฐานไปหากินในเมืองพัทยา ทำธุรกิจเปิดร้านอาหาร และเปิดตลาดนัดกลางคืน

หลายคนว่า บอยสังกัดซุ้มบ้านใหญ่ จริงๆ แล้ว คนทำมาหากินแถวพัทยาก็ต้องอ้างว่า เป็นเด็กบ้านใหญ่ทุกคน

ต้นทาง“พรรคมุสลิม”

แรกเริ่มเดิมที พรรคภราดรภาพ” มีโฉมหน้าที่เป็นอิสลามบางส่วน แต่ก็ไม่ทิ้งวิถีวัฒนธรรม จึงเน้นวิถีศาสนา วิถีธรรม วิถีไทย ก่อตั้งโดยชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่ง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 4 ซ.สุภาพงษ์ 1 แยก 7 ถ.ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม.

กลางเดือนตุลาคม 2561 มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ภายในพรรคภราดรภาพ เมื่อ บุญญา หลีเหลด อดีต ส.ว.สงขลา และอดีตที่ปรึกษาพรรค ได้นำกรรมการบริหารพรรคบางส่วน ไปร่วมงานกับพรรคประชาชาติ

นอกจากมีจุดร่วมเป็นพรรคอิสลาม อดีตพรรคภราดรภาพ ก็มีจุดยืนที่ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองของ คสช. ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพรรคประชาชาติ

รชฏ หัวหน้าพรรคภราดรภาพ

วันที่ 23 ตุลาคม 2561 พรรคภราดรภาพ จึงมีการเปลี่ยนโลโก้ และย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ 539/6 ถ.ลาดพร้าว 71 ถ.สังคมสงเคราะห์ 11 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กทม.

จากนั้น พรรคภราดรภาพ ก็เข้าสู่ยุค “พรรคพ่อค้า” มี ม.ร.ว.ดำรงดิศ ดิศกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นหัวหน้าพรรค, พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ เลขาธิการพรรค และ ร.อ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค

ชั่วโมงนี้ “รชฏ” อดีตคนการเมืองสังกัดวังน้ำยม กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จึงถูก “หวยผู้กอง” แบบไม่ทันตั้งตัว

‘แดงพัทยา’ กับทนาย ‘บอย หน้ากาก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/422058?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แดงพัทยา’ กับทนาย ‘บอย หน้ากาก’

13 มีนาคม 2563 – 10:20 น.
ชูธงทวนกระแส,พตอศุภชัย ผุยแก้วคำ,ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี,บอย หน้ากาก,กักตุนหน้ากาก,พรานข่าว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 2,600 ครั้ง

‘แดงพัทยา’ กับทนาย ‘บอย หน้ากาก’ คอลัมน์… ชูธงกระแสทวน โดย… พรานข่าว

********************************

ข่าวหน้ากากอนามัยกับนักการเมืองโด่งดังทั้งแผ่นดิน เมื่อ บอย ไนท์มาร์เก็ต” หรือศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี ชาวหัวกุญแจ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ถ่ายคลิปขายหน้ากากอนามัย แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 ต.หนองข้างคอก อ.เมือง จ.ชลบุรี “บอย ไนท์มาร์เก็ต” พร้อมด้วย “วันเฉลิม กุนเสน” หัวหน้าสำนักงานทนายความ สำนักงานกฎหมายซื่อตรง ได้เดินทางมาพบ พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ภ.2 เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการโพสต์ขายหน้ากากอนามัยจำนวนเป็นล้านชิ้น

เรื่องราวของ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” หรือ “บอย หน้ากาก” คงมีข่าวสารความคืบหน้าให้อ่านกันไปเยอะแล้ว แต่หลายคนสะดุดตา สะดุดชื่อทนายความของเสี่ยบอย

วันเฉลิม กุนเสน” หัวหน้าสำนักงานกฎหมายซื่อตรง ซึ่งชื่อนี้ติดหราอยู่ในทำเนียบ “แดงพัทยา” สายบู๊ เมื่อปี 2551-2553 

ทนายวันเฉลิม

นปช.แดงพัทยา เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายมวลชนเข้มแข็งที่สุดในกลุ่มแดงภาคตะวันออก โดยมีผู้นำชื่อ จุรีพร สินธุไพร” น้องสาวของนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน นปช.

“จุรีพร” มีความสัมพันธ์อันดีกับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงตัว ทักษิณ ระหว่างการพบปะทั้งในและต่างประเทศ

ช่วงการชุมนุมใหญ่ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ปี 2552-2553 จุรีพรได้รับมอบหมายให้นำทัพจัดขบวนคนเสื้อแดงภาคตะวันออก เข้ามาชุมนุมร่วมกันในกรุงเทพฯ “วันเฉลิม” เวลานั้น อายุ 21 ปี ได้เป็นหน่วยหน้ากล้าตายของแดงพัทยา

ปี 2552 ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่พัทยา กลุ่มแดงพัทยาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยบุกทะลวง นำทัพหลวง นปช.บุกล้มการประชุมอาเซียน ตอนนั้น วันเฉลิมยังไม่เป็นทนายความ มีฉายาว่า “ดีเจบอย” แกนนำแดงพัทยาสายบู๊

สมัยทำกิจกรรมคนอยากเลือกตั้ง

กล่าวสำหรับ จุรีพร สินธุไพร เป็นใจถึงพึ่งได้ และรักพวกพ้อง ถึงไหนถึงกัน ด้วยพื้นฐานครอบครัว มีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง เปิดร้าน “ตำนานคนอีสาน” 2 สาขา รวมไปถึงธุรกิจที่ดิน ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจส่วนตัวอีกมากมาย

สมัยนั้น จุรีพรจึงเป็นแกนนำเสื้อแดงที่ค่อนข้างมีฐานะ เป็นที่รู้จักของคนในภาคตะวันออก ช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแลคนในพื้นที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ที่สำคัญ จุรีพรเป็นภรรยาของ พ.ต.อ.ศุภชัย ผุยแก้วคำ” อดีต ผกก.สภ.เมืองพัทยา และ สภ.บางละมุง ซึ่งนายตำรวจคนนี้อยู่ในพื้นที่พัทยามายาวนาน จึงมีกลุ่มเพื่อนผุย 48 และวันเฉลิมก็อยู่ในกลุ่มนี้

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 หน้าเฟซบุ๊ก วันเฉลิม กุนเสน มีข้อความว่า “แสดงความยินดีกับ พ.ต.อ.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย (ศุภชัย ผุยแก้วคำ) รอง ผบก.ยศ. กับตำแหน่งใหม่ ด้วยนะครับ”

แม้วันเฉลิมจะรู้ว่า จุรีพร อดีตรองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด จะสร้างปรากฏการณ์ “แดงช็อกโลก” ไปสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ และเดินสายหาเสียงทั่วไทย แต่แดงพัทยาส่วนใหญ่ก็เข้าใจสภาวะที่จำเป็นต้องเลือกของอดีตแม่ทัพใหญ่แดงตะวันออก

หลังเลือกตั้ง 2562 จุรีพรก็เหมือนจบสิ้นภารกิจ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐ และไม่ได้รับตำแหน่งทางการเมือง เหมือนสุภรณ์ อัตถาวงศ์

จุรีพร สินธุไพร และสามี-นายตำรวจใหญ่

สำหรับอดีตแกนนำแดงพัทยาสายบู๊ ก็ยังคงเดินแนวทางสายเดิม จึงได้ไปร่วมทำกิจกรรมการเมือง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา

ตอนเลือกตั้งทั่วไป ทนายวันเฉลิมได้ช่วยพรรคไทยรักษาชาติหาเสียง ในเขตเลือกตั้งแถวพัทยา แต่เมื่อไทยรักษาชาติถูกยุบ กองเชียร์แดงพัทยาก็เทคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่

เมื่อ กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.เขต 7 ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ โหวตสวนมติฝ่ายค้าน และมีท่าทีสนับสนุนรัฐบาล ทนายวันเฉลิม ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จึงเปิดเวทีที่ลานชายหาดพัทยากลาง ล่ารายชื่อกดดันให้กวินนาถ ลาออกจาก ส.ส.

ในเฟซบุ๊กของทนายวันเฉลิม มักจะรายงานกิจกรรมของเขาอยู่สม่ำเสมอ แต่การรับหน้าที่เป็นทนายให้ “บอย ไนท์มาร์เก็ต” กลับไม่ได้รับการเผยแพร่ผลงาน

ทนายวันเฉลิม คงเข้าใจหัวอกจุรีพร อดีตแดงตัวแม่แห่งพัทยา ที่จำเป็นต้องไปเล่นบทคนพลังประชารัฐ ด้วยเงื่อนไขบางอย่างของครอบครัว

ความล้มเหลวของรัฐบาลสู้ ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความล้มเหลวของรัฐบาลสู้ ‘โควิด-19’

12 มีนาคม 2563 – 12:13 น.
ความล้มเหลว,รัฐบาล,สู้ โควิด-19
เปิดอ่าน 1,145 ครั้ง

‘วิกฤตโควิด-19’  ทำให้รัฐบาลต้องตกอยู่ใน ‘ภาวะวิกฤต’ตามไปด้วย เพราะมีหลายเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ‘โควิด-19’  ทั้งเรื่อง หน้ากากอนามัย-ผีน้อย-ขาดมาตรการเชิงรุกเอาแต่ตั้งรับ-ล่าช้ากว่าสถานการณ์

“วิกฤตโควิด-19”  ทำให้รัฐบาลต้องตกอยู่ใน “ภาวะวิกฤต”ตามไปด้วย แม้ว่าจะเพิ่งสอบผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจไปอย่างง่ายดาย แต่แทบไม่มีความหมายเมื่อมาเจอกับ “โควิด-19”  ที่ไม่เพียง เป็นแค่’เชื้อโรค’ที่คุกคามมนุษย์โลก รวมทั้งคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีผลฉุดรั้งให้เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ทรุดหนักลงไปอีก  ห้างสรรพสินค้า  ร้านอาหาร  แทบร้าง เช่นเดียวกับถนนหนทางแทบโล่งรถเบาบางไปเยอะมาก อาจเป็นเพราะพิษภัยจาก’ โควิด- 19′ และภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
ที่ผ่านมาการควบคุมการระบาดของ ‘โควิด -19’  ยังทำได้ดีในระดับหนึ่ง มีผู้เสียชีวิต 1 คน  และอาการหนักอีก 1คน  ด้วยการทำหน้าที่อย่างดีของบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข  แต่ไม่ใช่ฝีมือของ”รัฐบาล” อย่างแท้จริง

 แต่ล่าสุด( 12 มี.ค. 63 )สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 11 ราย เป็นการติดเชื้อแบบ”กลุ่มก้อน”ครั้งแรก  และขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมรวม 70 ราย
หากประมวลความล้มเหลวที่ผ่านมาของรัฐบาลในการแก้ปัญหา’ โควิด – 19′  มีอยู่หลายเรื่อง 
 1.การบริหารจัดการหน้ากากอนามัย ไม่มีประสิทธิภาพ
-เกิดภาวะขาดแคลนหน้ากากอนามัย ซึ่งรวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ที่ไม่มีหน้ากากอนามัยที่เพียงพอต้องมีความเสี่ยงสูงกับการติดเชื้อจากโรคนี้, ในส่วนของประชาชนก็ไม่สามารถเข้าถึงการ
จำหน่ายหน้ากากอนามัยอย่างเท่าเทียมกัน ทั่วถึง ด้วยราคาที่เป็นธรรม และไม่มีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้กับคนยากจนที่ไม่มีเงินซื้อ
– หน้ากากไม่พอใช้เพราะเหตุใด หน้ากากหายไปไหน  ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนถึงทุกวันนี้
-เกิดการกักตุน ฉวยโอกาส แสวงหากำไร จากการขายหน้ากากอนามัย มีการประกาศขายหน้ากากอนามัยตามเพจต่างๆ เกินราคาที่ทางการควบคุมมานานแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการจากทางการ ปล่อยปละละเลย เพิ่งมาตื่นดูแลเรื่องนี้ ก็ช่วงหลังๆแล้ว
-เกิดข่าวฉาวพันไปถึงคนติดตามรัฐมนตรี ว่ามีเอี่ยวเกี่ยวกับการกักตุนหน้ากากอนามัย ฉวยโอกาสขาย ฟันกำไร
– ครม.อนุมัติงบกลาง 225 ล้านบาท ให้ผลิตหน้ากากผ้าจำนวน 50 ล้านชิ้น โดยให้ประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับการอบรมจากเจ้าหน้าที่เป็นผู้ผลิต ทำให้มีคำถามว่า หน้ากากผ้าที่ผลิตออกมาจะได้มาตรฐานป้องกัน โควิด-19 ได้หรือไม่


2. การตรวจสอบ-คัดกรอง แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายที่เดินทางกลับไทย หรือที่เรียกว่า” ผีน้อย”ล้มเหลว  
-ปล่อยให้มีการหลุดรอด “การกักตัว”  14 วันจากทางการไว้รอดูอาการก่อน   ปรากฏจากข่าวที่ ” ผีน้อย”  ที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็แยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา บางคน เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ก็ไปเที่ยวตามจังหวัดซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ไปกินอาหาร ดื่มกาแฟ จนทำให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่   ต้องถึงกับปิดร้าน “บิ๊กคลีนนิ่ง ”  กันยกใหญ่
-นอกจากนั้นเมื่อ “ผีน้อย” ล็อตใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงจำนวน 200 คน  กลับมาถึงเมืองไทย ก็มีการหลุดรอดการกักตัวจากทางการอีกประมาณ 70-80 คน
-ตัวเลข ” ผีน้อย ” ที่หลุดรอดการกักตัวจากทางการเมื่อกลับถึงไทย จนถึงขณะนี้ยอดจำนวนของ “ผีน้อย”  เป็นจำนวนเท่าไหร่ ยังไม่มีการสรุปออกมา และคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ทางการได้ตามหาตัวครบหมดหรือยัง และได้มีการกักตัวครบกำหนดแล้วหรือไม่

   3. มีแต่ “ตั้งรับ”ขาดมาตรการ ‘เชิงรุก ‘ ในการป้องกัน

ไม่มีการ’สุ่มตรวจ’ ประชาชนทั่วไป แต่รอให้’คนที่มีอาการไข้’ เดินเข้าหาหมอ

  4. มาตรการของรัฐบาลที่ออกมามักจะช้ากว่าสถานการณ์ก้าวหนึ่งเสมอ
อย่างกรณีชาวต่างชาติ ที่เดินทางจากต่างประเทศเข้าในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยว และคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่ผ่านมาเข้าได้โดยง่าย ไม่มีการกักตัว หรือคัดกรอง หรือ จำกัดเที่ยวบิน หรือจำกัดวีซ่าในการเข้าประเทศ ทางการเพิ่งมาไหวตัวออกมาตรการต่างๆที่เข้มงวดเหล่านี้กับชาวต่างชาติในช่วงระยะหลังนี้ ซึ่งชาวต่างชาติที่ปล่อยเข้ามาได้โดยง่ายก่อนหน้านี้ มีจำนวนมากที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นตัวแพร่เชื้อสู่คนไทยได้

 5.การให้ข้อมูลข่าวสารของทางการ ยังไม่ตรงกัน อาทิ ข้อมูลจากศูนย์ฯของกระทรวงสาธารณสุข กับข้อมูลของศูนย์ที่รัฐบาลตั้งขึ้น บางครั้งก็ไม่ตรงกัน เข้าลักษณะต่างคนต่างทำ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่คนในชาติต้องช่วยกันให้กำลังใจกัน ในการสู้กับภัยต่อมนุษยชาติครั้งใหญ่นี้ แต่ในส่วนของ ‘รัฐบาล’ แนวร่วมกองเชียร์ที่เคยมี ก็หายหน้ากันไปเยอะเพราะผิดหวังและเข้าทำนอง ‘เชียร์ไม่ขึ้น’ กับความล่าช้าของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้

ช่วงค่ำของวันที่ 11 มีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด 19 เป็น’แพนเดมิก’ (pandemic) หรือ’ระบาดทั้งโลก’ไปเรียบร้อยแล้ว
ต่อสถานการณ์ ‘แพนเดมิก’ของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่เกิดขึ้นแล้ว จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ และกำหนดยุทธศาสตร์ภาพรวมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามโรคระบาดครั้งนี้ใหม่ เพื่อให้สังคมไทยทั้งสังคมตื่นตัวในการรับมือวิกฤตนี้ทั้งกรณีฉุกเฉินและกรณียืดเยื้อร่วมกัน

“ธรรมนัส-สิระ” เทียบฟอร์มวีรกรรมแสบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421869?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธรรมนัส-สิระ” เทียบฟอร์มวีรกรรมแสบ

12 มีนาคม 2563 – 10:10 น.
สิระ เจนจาคะ,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

“ธรรมนัส-สิระ” เทียบฟอร์มวีรกรรมแสบ

โอ๊ยยยย กองเชียร์บอกเกิดอะไรขึ้น? กองเฉ่งบอกมันสะใจจริ๊ง !!

กับความระส่ำระสายที่คนในเล่นกันเอง จากปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐที่ สิระ เจนจาคะ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ แสดงความรับผิดชอบจากกรณีปัญหาคนสนิทกักตุนหน้ากากอนามัยหรือไม่ ?

อ่านข่าว…  อย่าเพิกเฉยช่วยแจ้ง”กักตุน-หลอกขาย” หน้ากากอนามัย

คนคู่นี้ถึงไม่ปะฉะดะกันตรงๆ แบบเผชิญหน้า แต่หลายคนก็อดที่จะเอาสองคนนี้มาเทียบมวยกันไม่ได้ คือต่อให้ไม่รู้จะวัดตรงไหน เพราะรายหนึ่งออกแนวเชียร์ลีดเดอร์โป๊งชึ่ง แต่อีกฝ่ายก็ออกแนวเทพพลังยุทธ

แต่ถ้าจะเอาพอเป็นสีสันมันๆ ก็ต้องบอกว่าต่างคนต่างก็มีดีกรี-วีรกรรมและเส้นทางคนดังในแบบฉบับแซบๆ ของตนเองทั้งคู่

++

      สิระ-สายลุย
เชื่อว่าคนไทยได้รู้จักประวัติความเป็นมาของ ส.ส.กรุงเทพฯ ชื่อสิระมาบ้างแล้ว และที่ต้องบันทึกคือชายคนนี้ลุยงาน จับงานมาหลายแวดวงมาก

คร่าวๆ สิระเป็นชาวตาคลี จ.นครสวรรค์ เคยมีเส้นทางในแวดวงมวยไทย ในนาม “เสี่ยวอลโว่” ผู้นำเข้ารถจากต่างประเทศ ทั้งเบนซ์ และวอลโว่ นั่นแหละ

นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของค่ายมวย “ส.สิระดา” อันโด่งดัง จากนั้นวางมือ แล้วหันมาจับ “ธุรกิจบ้านทรงไทย” รุ่งเรืองร่ำรวยจนหลายคนต้องอ้าปากค้าง

ธรรมดาคนเราเมื่อมีเงินเส้นทางต่อไปคือ “อำนาจบารมี” สิระตัดสินใจลงการเมืองสนามใหญ่ราวปี 2554  สมัคร ส.ส.ในนาม “พรรครักษ์สันติ” ที่มี ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

แต่ชาวเขต 11 หลักสี่ ดอนเมือง (แขวงสนามบิน) ยังไม่ต้อนรับเขาเท่าไร เพราะใจเทไปให้พรรคค่ายแดงกระแสนารีขี่ม้าขาว

นารีทำงานไม่นานเจอกระแสขับไล่จากคนนับล้านปลายปี 2556 แต่ฟากสิระมีผลงานพิเศษจากการเปิดบ้านทรงไทยของตนเองริมถนนแจ้งวัฒนะให้อดีต “พระพุทธะอิสระ” ทำเป็นกองบัญชาการของเวที กปปส.ภาค 7 จนกลายเป็นศิษย์ท่านไปโดยปริยาย

ดังที่ทราบงานนี้ส่งผลให้หลังรัฐประหาร 2557 สิระได้รับแต่งตั้งเป็น สปช.สายสังคม มีผลงานคัดค้านการเปิดบ่อนกาสิโน ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งไปเพราะเกิดไปแต่งตั้ง “วิภาวี เจนจาคะ” คนใกล้ชิดเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว

จริงๆ คนไทยวงกว้างยังไม่รู้จักเขามากนัก จนกระทั่งมาเห็นวีรกรรมครั้งที่ดุเด็ดเผ็ดมันที่สุดแล้วหลังเข้ามาเป็น ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐช่วงปี 2562

ในพรรคคือวีรกรรมที่เขาเคยออกมาประกาศไล่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอนที่พรรคมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ ระหว่างรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

แน่นอนสิระทำในฐานะของ ส.ส. ที่มาจากกลุ่มสามมิตร เพราะเขาเป็นมือขวาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ทำหน้าที่ดูแลสมาชิกกลุ่มสามมิตร

สำหรับวีรกรรมนอกพรรคที่คนไทยไม่มีวันลืม คือไปปรากฏตัวในคลิปวิดีโอกำลังมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูเก็ต ระหว่างเดินทางไปตรวจสอบการก่อสร้างอาคารชุดซึ่งได้รับการร้องเรียนว่าเป็นที่พักอาศัยบนที่ดินที่ได้เอกสารสิทธิไม่ชอบตามกฎหมาย ทำให้คนไทยจดจำเขาว่าเป็น ส.ส. “กร่าง” นับแต่นั้น

กระทั่งมาโด่งดังแบบโป๊ะแตกอีกครั้ง เพราะเกิดไปควักกระเป๋าซื้อหน้ากากอนามัยไม่ได้มาตรฐานแจกชาวบ้าน เจ้าตัวบอกถูกหลอกแต่ทำด้วยหัวใจรักประชาชน

นี่ยังไม่นับวีรกรรมแท็กทีมกับ ส.ส.ปารีณา จน กมธ.ป.ป.ช. ป่วนไปหมด จนล่าสุดเมื่อได้จังหวะที่ ร.อ.ธรรมนัส เจอพิษหน้ากากกักตุน เจ้าตัวก็ได้ทีรีบผสมโรงขย่ม

งานนี้ไม่รู้เพราะจะได้กลบข่าวความหน้าแตกของตนเองงวดก่อน หรือเพราะเป็นภารกิจของก๊วนในพรรคกันแน่

++

   ธรรมนัส-สายเทพ
เกริ่นเลยว่านี่คือ “เทพประสานสิบทิศ” ที่มีกำลังภายในแรงกล้าของพรรคพลังประชารัฐ ก้าวย่างของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จึงไม่ได้มาเล่นๆ

เอาแค่ชื่อแซ่ก็มากจนไม่รู้ว่าเจ้าตัวจำตัวเองได้หรือไม่ เช่น ยุทธภูมิ โบพรหม, พชร โบพรหม, พชร พรหมเผ่า และมนัส พรหมเผ่า หลายคนเรียกเขาสั้นๆ ว่า “ผู้กองตุ๋ย” แต่จริงๆ แล้วมีชื่อเล่นจากพ่อแม่ตั้งให้ว่า “นัส”

เส้นทางแรกเริ่มของหนุ่มพะเยา ผู้ซึ่งมีบิดา อินจันทร์ พรหมเผ่า เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา

เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 และจบนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 36 รุ่นเดียวกันกับ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ

ตามข้อมูลทุกแหล่งระบุตรงกันว่า ธรรมนัสเป็นที่รักของเพื่อนนักเรียนในรุ่น ยาวมาถึงชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยความเป็นคนใจกว้าง ใจนักเลง ช่วยเหลือผู้คนมากมี

แต่ก็น่าแปลกใจที่ในอีกด้านของเหรียญ ชีวิตของเขาพัวพันกับเรื่องราวมากมายที่พูดได้ว่าเป็น “วีรกรรมสีเทา” เมื่ออาชีพข้าราชการทหารของเขาต้องถึงทางตันราวปี 2542

เพราะเข้าไปมีเอี่ยวกับคดีฆาตกรรมหนุ่มนักเรียนนอก (กับพวกรวม 3 คน) ตอนนั้นเขาใช้ชื่อ ร.อ.พชร ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าบ้านที่เกิดเหตุ แต่ที่สุดในปี 2546 ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องตัวเขากับลูกน้องที่เป็นทหารในคดีนั้น

เมื่อฝันในเส้นทางกระบี่ไขว้สายทหารม้าไม่ได้ไปต่อ ก็หันมาทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย บริษัท ธรรมนัส การ์ด (ปัจจุบันขายกิจการไปแล้ว) โดยจับมือกับผู้ใหญ่คนสนิทแนบแน่นอย่าง “เสธ.ไอซ์” พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต

อย่างว่า คนที่โลดแล่นในเส้นทางธุรกิจที่ต้องอาศัยเส้นสายกำลังภายใน อย่างรถเมล์, อสังหาริมทรัพย์, ตลาด และยี่ปั๊วขายสลากฯ  หจก.ขวัญฤดี ซึ่งเคยเป็น 1 ใน 5 เสือกองสลาก ธรรมนัสจะนับว่าเป็นผู้กว้างขวางขนาดไหน

จนกระทั่งลมแห่งอำนาจพัดพาเขาเข้ามาสูดกลิ่นการเมือง บางคนอาจลืมไปว่า ร.อ.ธรรมนัส เข้าสู่เส้นทางการเมืองที่่พรรคไทยรักไทยราวปี 2542 และยังเคยเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2557 ครั้งที่เจอประท้วงจนต้องเป็นโมฆะ

กระทั่งมาได้ยินอีกทีว่าเขาหันไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เป็นถึงประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือดูแลพื้นที่เลือกตั้ง แถมยังทำผลงานเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่อย่างจังจนได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ มากอด

แต่ชีวิตคนไม่จบง่ายเหมือนละคร ผู้กองนัสโดนขุดคุ้ยวีรกรรมสีเทาอื่นๆ ออกมาเผาซ้ำ คือการที่เคยถูกปลดออกจากราชการในปี 2534 เนื่องจากขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และในปี 2536 หนีราชการในเวลาประจำการ แต่เจ้าตัวก็ทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการใหม่ทั้งสองครั้ง

หากปะติดปะต่อดีๆ รอยต่อช่วงนั้นเองที่คาบเกี่ยวกับอีกวีรกรรมเด็ดที่เขาเคยทำไว้ในต่างประเทศ คือถูกจับเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2536 ที่โรงแรมพาลาจใกล้ชายหาดบอนได ประเทศออสเตรเลีย พร้อมพวกอีก 3 คน และเฮโรอีนของกลาง 3.2 กิโลกรัม โดยบันทึกของศาลระบุว่า “มนัส โบพรหม” รับสารภาพเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 ศาลตัดสินในปี 2537 จำคุก 6 ปี แต่จำคุก 4 ปีก่อนถูกเนรเทศกลับไทย

แต่เจ้าตัวปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แม้แต่ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจล่าสุด เขาก็รอดมาได้ด้วยเสียงไว้วางใจมากกว่า

จนกระทั่งมาเจอวิบากล่าสุดเรื่องคนสนิทกักตุนหน้ากากอนามัย ที่หลายคนพูดตรงกันว่าดูๆ แล้ว เทพถิ่นเหนือของพรรคจะเป็นสนิมเนื้อในเรือเหล็กของรัฐบาลลุงเสียมากกว่าหรือไม่น่ะสิ

บางคนบอกได้กลิ่นว่าจะมีคนถูกโดดเดี่ยว ลาลาลอยแพด้วยซ้ำ รอดู

‘ไผ่’แรง ‘สิระ’ ลาม สงครามตัวแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ไผ่’แรง ‘สิระ’ ลาม สงครามตัวแทน

12 มีนาคม 2563 – 09:25 น.
หน้ากากอนามัย,พรรคพลังประชารัฐ,สิระ เจนจาคะ,ไผ่ ลิกค์,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,กลุ่มชากังราว,กลุ่มสามมิตร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 มี.ค.63

******************************

ไม่น่าเชื่อว่า ปัญหา “หน้ากากอนามัย” ขาดแคลน จะกลายเป็นประเด็นร้อน เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลประยุทธ์ เมื่อเกิดกรณีคณะทำงานรัฐมนตรีคนหนึ่ง ไปโผล่ในเฟซบุ๊กของบุคคลที่อ้างว่า มีหน้ากากอนามัยมากมายไว้ขาย

สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เมื่อ สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เรียกร้องให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลาออกจากรัฐมนตรี

จากเรื่องนี้ ยังลามไปในไลน์กลุ่ม ส.ส.พลังประชารัฐ เมื่อ ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร เปิดศึกโต้ตอบ “สิระ” จนลามไปถึงเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร

กองหน้าสามมิตร?

ลีลาห้าวเป้งของสิระ เจนจาคะ เจ้าของเรือนไทยริมถนนแจ้งวัฒนะนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวันนี้ เฉพาะช่วงที่เปิดตัวเป็นโฆษก “กลุ่มสามมิตร” เมื่อกลางปี 2561 ให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง ก็สร้างความฮือฮาให้แก่นักข่าวมานักต่อนัก

ถ้ายังจำกันได้ สิระเคยรับบทหัวหมู่ทะลวงฟันให้กลุ่มสามมิตร ขับไล่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แต่เคลียร์กันได้ เรื่องก็จบไป

สิระ ขาบู๊

พักหลัง สิระพยายามแสดงตัวว่าเป็น “สายตรง” บ้านป่ารอยต่อฯ อย่างกรณีวิวาทะกับ “ไผ่ ชากังราว” สิระอ้างถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่บอกให้ใจเย็นๆ กินข้าวมากๆ พักผ่อนบ้าง

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ระดม ส.ส.พลังประชารัฐ 40 คน รับประทานอาหารกลางวันที่ รร.สุโกศล สิระก็นั่งร่วมโต๊ะกับแกนนำสามมิตร

เช็กทุกสายข่าว สิระยังเป็นศูนย์ดาวเด่นของสามมิตร เอฟซี และมีภารกิจเขี่ยลูกบอลให้ “ลุงตู่” เตะเปลี่ยนเกม สู่รัฐนาวา “ตู่ 2/2” 

ซุ้มกำแพงเพชร

ดังที่รู้กัน กลุ่มการเมืองกำแพงเพชร ที่ยกก๊วนจากเพื่อไทย มาอยู่พลังประชารัฐ ยังไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันเสียทั้งหมด “ไผ่ ลิกค์” จึงส่งน้องชาย ภูผา ลิกค์ ไปเป็นเลขานุการ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ

ขณะที่ 2 ส.ส.กำแพงเพชร อย่างปริญญา ฤกษ์หร่าย และอนันต์ ผลอำนวย ไปสังกัดกลุ่มสามมิตรเต็มตัว ส่วนไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ก็ยังเกาะเกี่ยวกับกลุ่มสามมิตร และ “ผู้กองธรรมนัส”

ไผ่ ซุ้มชากังราว

ไผ่” ผงาดบนถนนการเมือง เพราะบารมีพ่อ เรืองวิทย์ ลิกค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร สมัย และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เรืองวิทย์เป็นเจ้าของ “กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา” ซึ่งในอดีต ไวพจน์ก็เติบโตมาจากซุ้มนี้

ธรรมนัสและ ไผ่ ลิกค์

บังเอิญช่วงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร ซีกไผ่ ลิกค์ หวังส่งจุลพันธ์ ทับทิม สายตรงเรืองวิทย์ ลงสมัคร แต่กลุ่มวราเทพ หนุน “เพชรภูมิ” ลูกชายไวพจน์

ระหว่างไลน์เดือด สิระจี้จุดแทงใจไผ่ว่า “คนไม่ช่วยลูกพี่ไวพจน์” ทำไมไม่ลาออก?

ซุ่มดัน‘วราเทพ’

ไม่นึกว่า ปมเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร ยังคาใจ สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่รับบทแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร

ย้อนไปดูภาพรวมเลือกตั้งซ่อม วราเทพ รัตนากร” พร้อม 2 ส.ส.เมืองชากังราว เดินเกมหาเสียงเต็มสูบ ร่วมกับทีม ส.ส.พิจิตร กลุ่มสามมิตร ที่ยกกำลังไปช่วยลูกไวพจน์

สิระไปหาเสียงช่วยลูกไวพจน์ ไม่เห็นไผ่โผล่มาเลย

อีกด้านหนึ่ง กลับมีภาพ จุลพันธ์ ทับทิม ผู้พลาดหวังจากการลงสนามเป็นตัวแทนพลังประชารัฐ ไปช่วยกัมพล ปัญกุล ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายเพื่อไทย โดยอ้างว่า รู้จักกันเป็นการส่วนตัว กัมพลเคยเป็นรองนายก อบจ. สมัยจุลพันธ์เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งซ่อมเป็นไปตามคาด เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ได้รับเลือกตั้ง สมศักดิ์ เทพสุทิน และวราเทพ รัตนากร ยิ้มหน้าบาน

วราเทพ สมศักดิ์ อุ้มลูกไวพจน์เข้าสภาฯ สำเร็จ

พลันที่มีข่าว “ปรับ ครม.” หลังเสร็จศึกซักฟอก ภายในกลุ่มสามมิตร จึงวาดฝันจะดัน “วราเทพ” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยอาจจะขยับสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ซุ้มเพชรบูรณ์ ออกไปนั่งข้างสนามชั่วคราว

ลึกๆ แล้ว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ก็หวังสลับเก้าอี้กับสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน แต่ก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากสนธิรัตน์มีผลงานเข้าตานายกฯ ลุงตู่

สบโอกาส “สหายผู้กองพลาด” เพราะคนใกล้ตัว จึงถูกผีหน้ากากตามหลอน จนมีอาการมึนๆ คนกันเองจึงบรรเลงเพลงไล่ ดังลั่นบ้าน

ถ้าเก้าอี้ว่าง โอกาสที่หนุ่มใหญ่ คนกำแพงเพชรจะจอดป้ายทำเนียบ ก็มีความเป็นไปได้สูง

นักการเมืองทำอะไรบ้างในโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองทำอะไรบ้างในโควิด-19

12 มีนาคม 2563 – 09:13 น.
โควิด-19,นัการเมือง
เปิดอ่าน 77 ครั้ง

นักการเมืองทำอะไรบ้างในโควิด-19 คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… สถิตย์ ธรรม

“ใช่จังหวะหรือเปล่าออกมาไล่รัฐบาล “ลุงตู่” ในตอนนี้” ดูอาจเป็นคำถามลอยๆ จากผู้คนที่กำลังเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ส่งถึงบรรดานักการเมือง ที่วันๆ ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการส่งเสียงปลุกระดมแต่หาได้มีข้อเสนอแนวคิดดีๆ ร่วมไม้ร่วมมือกับทุกฝ่ายในการผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปให้ได้

ในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ กำลังกรำศึกอย่างหนัก หรือแม้แต่คนหน้าด่านอย่าง ตม. ต้องคอยคัดกรองผู้คนเดินทางเข้าออกประเทศ แทบไม่ได้พักผ่อน กระทั่งพบการติดเชื้อแล้วสองราย ซึ่งควรจะหันกลับมาตระหนักในการให้ความดูแลบุคลากรเหล่านี้ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ปรากฏว่าแทบไม่ได้ยินได้ฟัง “บรรดาผู้เคยมาบริหารบ้านเมือง” จะเสนอแนวทางไอเดียใหม่ หรือติดตามสถานการณ์โลกว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพราะไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรอกที่กำลังวุ่นวายกับปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเดียวกัน ต่างพยายามหาทางแก้ปัญหาไปทีละเปลาะ

นักการเมืองที่ถนัดแหกปากเรียกร้องประชาธิปไตยสามเวลาหลังอาหาร ทราบบ้างหรือไม่ บรรดาประเทศที่เจริญแล้วกำลังเผชิญสถานการณ์อย่างไรบ้าง ญี่ปุ่น โดย ชินโซะ อาเบะ อาจต้องตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อิตาลีกำลังประสบวิกฤติเมื่อยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 631 ราย หรืออิหร่านที่มีบรรดานักการเมืองระดับสูงต้องเสียชีวิตเป็นใบไม้ร่วงจากพิษโรคภัย
นักการเมืองแต่ละประเทศไม่มีเวลาออกมาพ่นวาทกรรมโจมตีกันในเวลานี้เลย มีแต่ประเทศไทยนี้ล่ะครับที่ นักการเมืองสัปปะรังเค ไม่ได้รู้สึกรู้สาหรือโรคร้ายยังไม่ถึงตัวกระมังจึงสนุกอยู่กับการโหนกระแสความโหดร้ายโรคภัยโยงให้เป็นเรื่องการล่มสลายของรัฐบาลให้ได้
“โควิด-19 กำลังเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาล หากผลปรากฏความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้มีอำนาจคงมิอาจหลีกเลี่ยงผลที่จะต้องเผชิญ และเชื่อว่าสิ่งที่จะได้รับจะเป็นผลตอบแทนที่ประชาชนจะมอบให้อย่างสาสมจากความไม่พึงพอใจของพี่น้องประชาชน ต้องเผชิญกับวิกฤติที่จะส่งผลอันไม่อาจคาดคิด ถ้าไร้ความสามารถก็ควรเปิดหนทางให้สังคมไทย และคนไทยมีโอกาสตัดสินใจเลือกอนาคตของเขาด้วยตัวเขาเองได้เวลานายกฯ และกลุ่มผู้มีอำนาจทั้งหลายจะแสดงความกล้าหาญและแสดงความรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน….ฟางเส้นสุดท้ายของประชาชนใกล้จะขาดเต็มทีแล้วครับ” ภูมิธรรม เวชยชัย  ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคเพื่อไทย กล่าวไว้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563

เป็นตัวอย่างตามที่กล่าวข้างต้นนั่นล่ะครับ นักการเมืองบ้านเรามีความสามารถเพียงแค่การสร้างวาทกรรมขับไล่ไปวันๆ เพื่อหวังจะกลับเข้ามาสู่อำนาจ โดยไม่ได้คิดถึงวันวานอันขมขื่นที่ตนเองเคยบริหารบ้านเมืองจนสร้างความวิบัติให้แผ่นดินมาอย่างไรบ้างจนทหารต้องเข้ามายึดอำนาจ
ก่อนหน้านั้นเคยมีคำเตือนของสังคมที่ยิงไปยังอดีตนายกรัฐมนตรีจากสาเเหรกชินวัตร ..พวกท่านรับฟังเสียงสะท้อนบ้างไหม..
มรดกบาปเช่น จำนำข้าว นิรโทษกรรมสุดซอย   แปลงสัญญาสัมปทานเอื้อชินคอร์ป ที่ดินอัลไพน์ ฯลฯ บังเกิดช่วงที่มี สร.1 ถึงห้าคน (ทักษิณ ชินวัตร สองสมัย, สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) จากการลุเเก่อำนาจในยามที่มีส.ส.หนุนให้เป็นรัฐบาล (ไทยรักไทยสองสมัย, พลังประชาชน, เพื่อไทย)
หากพลพรรคคนเชียร์ชินวัตรออกมาเเสดงความเห็นเชิงลบกับ “ลุงตู่” เยี่ยงนี้ จะเข้าตำรา “ว่าเเต่เขา อิเหนาเป็นเอง” หรือไม่ในวันนี้? เหตุเมื่อวันวานพวกท่านก็เคยสวมบทนี้เเละดื้อดึงไปไม่เเพ้กัน เเละยังสร้างวาทกรรมที่ทำให้คนไทยเคยเเบ่งสีเสื้อกันมาเเล้ว
เพราะยามนั้นพวกท่านทระนงกับ 19 ล้านเสียงเเละสิบห้าล้านเสียงที่เชื่อว่าเป็นกองหนุนเก้าอี้ สร.1 โดยวันนั้นพวกท่านเเยเเสเสียงอีกส่วนหนึ่งในสังคมบ้างไหม?

วิงวอนว่าการเเสดงความเห็นใดๆ ทางการเมืองนั้น พวกท่านพินิจสักนิดเถิดว่าวันนี้จะติชมใดๆ ขอให้ยืนบนหลักที่ถูกต้อง มิใช่ใช้วาทกรรมสร้างกลเกมการเมืองรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อทิ่มเเทงขั้วตรงข้ามโดยมิมองผลระยะยาวของบ้านแมือง
ขณะเดียวกันพลพรรคขั้ว “ลุงตู่” ควรฟังเสียงเเละข้อเสนอเเนะของสังคมไว้ด้วย

ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากการทำงานของส.ส.เเละรมต.ชุดปัจจุบันเช่นกัน ดังนั้นวันที่ชาวประชาฝากความหวังไว้กับพวกท่าน ขอเพียงว่าพวกท่านในเพลานี้อย่าดื้อรั้นเเละประคองตัวอยู่บนฐานอำนาจเเบบมิฟังใคร

มิเช่นนั้นบทเรียนประวัติศาสตร์จะย้อนมาฉายภาพหลอนคนไทยอีกคราว

เราไม่ได้บอกว่าจะ”แก้” หรือ”ไม่แก้” รัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421865?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราไม่ได้บอกว่าจะ”แก้” หรือ”ไม่แก้” รัฐธรรมนูญ

12 มีนาคม 2563 – 08:37 น.
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,แก้รัฐธรรมนูญ,รธน
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” “เราไม่ได้บอกว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ คอลัมน์… Exclusive Talk

การเมืองว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ได้เป็นกระแสใหญ่ของสังคม แต่ในมุมหนึ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการนั้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจพอสมควรเลยทีเดียว

อ่านข่าว…   แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

ทั้งนี้ เป็นเพราะการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ใกล้สิ้นสุดลงในเดือนเมษายนนี้ ตามเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดเอาไว้ จึงเป็นจังหวะดีที่จะได้มีโอกาสสนทนากับประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นหรือไม่

พีระพันธุ์ เริ่มต้นอธิบายว่า “การทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความคืบหน้าไปถึง 60% และมีคณะอนุกรรมาธิการอีกสองชุดที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป โดยคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มีท่านวัฒนา เมืองสุข เป็นประธาน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากประชาชนในกลุ่มต่างๆ ด้วยว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร และอีกคณะคือ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ที่มีท่านไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ซึ่งจะไปวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ในรัฐธรรมนูญและนำมาเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในแต่ละสัปดาห์”

กับคำถามที่ถามว่าเป้าประสงค์ต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า “ไม่ใช่ครับ เราต้องการให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้บังคับอยู่มีบทบัญญัติไหนที่ดีอยู่แล้ว หรือว่าถ้าจะดีกว่านี้หากมีการเพิ่มตรงนั้นตรงนี้เข้าไปหรือปรับปรุงแก้ไข หรือพิจารณาว่ามีบทบัญญัติอะไรบ้างที่ควรมีแต่ไม่มี เราจะสรุปเป็นรายงานและข้อเสนอแนะไปว่ารัฐธรรมนูญควรปรับปรุงแก้ไขส่วนไหนบ้างเป็นเรื่องๆ แต่เราจะไม่ได้บอกว่าจะแก้มาตรานั้นมาตรานี้ เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้”

“พยายามชี้แจงมาตลอดตั้งแต่ต้นว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดนี้ไม่ได้จะมาบอกว่าต้องแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่เราจะเสนอให้เห็นว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ส่วนจะมีการแก้ไขหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง”

ขณะเดียวกัน ในมุมหนึ่งพีระพันธุ์ ยอมรับว่าได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาพอสมควร และคิดว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับฉบับอื่นๆ ในภาพรวมมากนัก เว้นแต่ในเรื่องการเลือกตั้งและอำนาจหน้าที่ของส.ว.

“ผมอ่านแล้วจริงๆ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ มากมายเท่าใดนัก แต่ที่ต่างมากๆ คือ ระบบและวิธีการเลือกตั้ง โครงสร้างอำนาจหน้าที่ของส.ว.”

“ที่แตกต่างที่ผมเรียน เช่น รัฐธรรมนูญในอดีตไม่เคยมีการใช้เสียงของ ส.ว.มาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และวิธีการเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ส่งผลเรื่องการนับคะแนน ซึ่งนี่เป็นรูปแบบใหม่ แต่ในส่วนของสิทธิเสรีภาพก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าอาจต้องเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจ หรือการให้ประชาชนใช้สิทธิของตัวเองตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น”

“รูปแบบการเขียนรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา จะมีการล้อวิธีการเขียนแบบเดียวกัน คือ การเขียนที่เมื่ออ่านแล้วต้องโยงไปโยงมา เช่น คุณสมบัติของส.ส.ได้กำหนดไว้อย่างหนึ่ง แต่พอถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีก็ไปโยงเอาคุณสมบัติของส.ส.แต่ยกเว้นข้อนั้นข้อนี้ เวลาเราอ่านไม่สามารถทำความเข้าใจได้ พอถึงตรงนี้ต้องกลับไปดูที่ผ่านมาอีก ใครมันจะจำได้หมด มันไม่ควรเป็นแบบนี้ ควรจะเขียนลงไปเลย ไม่ต้องโยนหน้าโยนหลัง”

สำหรับการเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมีวุฒิสภาเป็นอุปสรรคสำคัญนั้น พีระพันธุ์ มองว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธการวิสามัญชุดนี้โดยตรง เพราะคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีหน้าที่เพียงแค่ศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ผมมองคนละรูปแบบนะครับ ผมมองว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญแค่ทำหน้าที่ศึกษาเท่านั้น ยังไม่ได้มีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อเราทำรายงานเสร็จก็จะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและจะลงมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็ส่งรัฐบาล ยังไม่ไปเกี่ยวข้องกับส.ว. การจะไปเกี่ยวข้องกับส.ว. คือ ขั้นตอนที่จะมีการแก้ไขจริง”

“อย่างในเรื่องบทเฉพาะกาลก็แล้วแต่มุมมองนะครับ มุมมองของคนร่างรัฐธรรมนูญก็คงคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังไม่สามารถที่จะยืนยันเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศและประชาชน ก็ต้องมีมาตรการอย่างไรเพื่อให้รัฐบาลทำงานเดินหน้าให้เกิดความสงบตามขั้นตอน จึงคิดว่าควรจะให้ส.ว.เข้ามามีส่วนร่วม แต่คนที่มองอีกด้านหนึ่งอาจมองว่าอย่างนี้พวกคุณเตรียมการไว้ให้เฉพาะคุณเท่านั้น เอาอำนาจส.ว.มาบวก ทั้งหมดก็แล้วแต่คนจะมอง แต่สิ่งสำคัญผมคิดว่าไม่ว่าจะมองอย่างไร ขอให้มองเหมือนกันว่าประเทศชาติได้หรือไม่ประโยชน์ในเรื่องตรงนี้”

ช่วงท้ายของการสนทนา แม้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่ออกตัวมาตลอดว่ามีหน้าที่แค่ศึกษาเท่านั้นโดยไม่เกี่ยวกับการแก้ไข แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้มีเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ประโยชน์และประเทศชาติมั่นคง

รัฐธรรมนูญที่ดีต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ประโยชน์และประเทศชาติมีความมั่นคง สังคมมีความสงบ มีความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม เวลาเกิดความไม่ถูกต้องและเกิดความไม่ยุติธรรม ประชาชนสามารถได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งนี่จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ในมุมมองผมไม่ใช่เรื่องเลือกตั้ง ไม่ใช่กระบวนการใช้อำนาจ นั่นเป็นแค่รูปแบบการบริหารราชการ แต่รัฐธรรมนูญจะดีที่สุดต่อเมื่อประชาชนใช้เป็นประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้” พีระพันธุ์ ทิ้งท้าย

งด”สงกรานต์”เพื่อความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421862?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งด”สงกรานต์”เพื่อความปลอดภัย

12 มีนาคม 2563 – 08:29 น.
โควิด-19,หน้ากากอนามัย,หน้ากากผ้า,สงกรานต์,งดกิจกรรม
เปิดอ่าน 105 ครั้ง

งด”สงกรานต์”เพื่อความปลอดภัย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมาย 2 ฉบับถึงเรื่องร้อนแรงและทุกคนพูดถึงกันอยู่เกี่ยวกับโควิด-19

คุณ ‘เดชา’ สีลม แจ้งเรื่องสงกรานต์ใน กทม.มา ซึ่งหลายแห่งได้งดจัดไปแล้วและโปรดติดตามข่าวว่าจังหวัดใดจะงดอีกหรือลดขนาดลงมา

อ่านข่าว…  พิษโควิด 19 เทศบาลเมืองพะเยางดกิจกรรมสงกรานต์กว๊านพะเยา

ต่อด้วยเรื่องของหน้ากากอนามัยจากคุณ ‘ศรชัย’ ซึ่งสนับสนุนแนะนำให้ทำเองซึ่งไม่ยากเกินความสามารถเราเลย

จึงขอเรียนมาให้ทราบและโปรดพิจารณาว่าจะทำอย่างไรได้บ้างซึ่งขอให้ทุกคนมีสุขภาพดีและปลอดภัย
อ๊อด เทอร์โบ


ทำเองก็ได้-ไม่ยากเลย
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก มีประชาชนหลายสิบประเทศติดเชื้อและดูเหมือนว่ายอดติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในประเทศไทยของเราเองก็หนีไม่พ้นสถานการณ์อันเลวร้ายนี้

ส่งผลให้ช่วงเวลานี้หลายคนหาหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นไอเทมสำคัญสำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัสตัวร้ายมาตุนเก็บไว้กันเป็นจำนวนมาก แต่ก็ขาดแคลนหรือถ้าหาซื้อได้ก็มีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน กระทรวงสาธารณสุขก็แนะนำว่าในช่วงที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนให้ใช้หน้ากากที่ทำจากผ้าเป็นทางเลือก

จากปัญหานี้เองทำให้หลายคนหันมาสนใจที่จะเรียนรู้การเย็บหน้ากากอนามัยชนิดผ้าใช้เอง ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นควันและเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากใช้เสร็จแล้วสามารถนำไปซักแล้วนำกลับมาใช้ได้อีก

อย่างล่าสุดเลยครับ เพจเฟซบุ๊กสกลนคร ซิตี้ ได้โพสต์ภาพและข้อความขณะพระภิกษุหลายรูปใน จ.สกลนคร กำลังช่วยตัดเย็บหน้ากากอนามัยแบบผ้าจากจีวร โดยระบุว่าพระภิกษุวัดป่าโนนขุมเงิน อ.โพนนาแก้ว เร่งตัดหน้ากากอนามัยจากผ้าจีวร เพื่อแจกจ่ายให้พระสงฆ์ในเขต จ.สกลนคร โดยมีพระราชวิสุทธินายก เจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ.) และพระวิทยา จันทร์ฉลอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เข้าเยี่ยมอนุโมทนา

ปรากฏว่าในสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่าการสวมหน้ากากแบบผ้าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีหรือไม่

ผมได้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและพบว่าทางกระทรวงสาธารณสุขออกมาให้ข้อมูลว่าหน้ากากผ้ายังเป็นทางเลือกของคนไม่ป่วยในการป้องกันไวรัสโควิด-19 แต่สิ่งสำคัญคือลดการสัมผัส ไปไหนมาไหนไม่จำเป็นต้องสัมผัสสิ่งของก็อย่าจับ แต่ก็เป็นไปยาก ดังนั้นจึงแนะนำว่าให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำหรือสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งการล้างมือช่วยได้ดีมาก

การประดิษฐ์หน้ากากกันเองนั้น แนะนำว่าผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ ผ้าสาลู กลุ่มนี้สามารถนำมาผลิตเป็นหน้ากากผ้าได้ ยิ่งซักยิ่งเล็ก เพราะใยจะออกมาเหลือประมาณ 1 ไมครอน โดยไวรัสโควิด-19 ขนาดอยู่ที่ 5 ไมครอน ซึ่งไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ถึง 54-59% ถือว่าเพียงพอสำหรับคนทั่วไปที่ใช้ในพื้นที่แออัด โดยเรานำมาใช้และซักใหม่ได้

ผมอยากเชิญชวนทุกคนหันมาทำหน้ากากผ้ากันเองด้วยครับ จะเก็บไว้ใช้เองหรือแจกจ่าย เป็นจิตอาสาแบบนี้ก็ได้ครับ ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมากๆ ที่กรมอนามัยและสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ เขาเชิญชวนมา ตัวผมเองขอสนับสนุนครับ
ศรชัย (สกลนคร)


 เรื่อง กรุงเทพฯ งดจัดสงกรานต์
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังชาว กทม.)

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายจังหวัดประกาศยกเลิกจัดสงกรานต์ ผมก็เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่กรุงเทพฯ จะประกาศสักที เพราะกรุงเทพฯ จัดเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

เพราะหากยังมีการจัดกิจกรรมตามเดิมคาดว่าจะเกิดการรวมตัวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ และยังอาจเป็นการแพร่เชื้อได้โดยตรงจากการสาดน้ำและกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย

ล่าสุด กทม.มีมติงดจัดงานสงกรานต์ประจำปีนี้ ลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ทั้งการสาดน้ำที่ถนนข้าวสาร สีลม ราชประสงค์ รวมทั้งการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระที่ลานคนเมือง งดจัดกิจกรรมอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์แห่ขบวนรอบกรุงให้ประชาชนสรงน้ำขอพร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื่อไวรัสโควิด-19

ขอความร่วมมือภาคเอกชน อาทิ เอเชียทีค เซ็นทรัลเวิลด์ งดจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จะเป็นจุดชุมนุมคนเป็นจำนวนมากเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย หากเอกชนหรือประชาชนจะเล่นน้ำสงกรานต์ กทม.ไม่มีสิทธิ์เข้าไปห้ามไม่ให้เล่นน้ำสงกรานต์ได้ แต่ขอให้ทบทวนให้รอบคอบเนื่องจากหากมีการแพร่ระบาดจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง และหากยังคงยืนยันที่จะจัดงานผู้จัดจะต้องเตรียมมาตรการป้องกันให้รัดกุม โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองผู้เข้าไปร่วมงาน

ผมว่าหากเป็นไปได้ควรสั่งงดเล่นน้ำสงกรานต์ทั่วประเทศ หรือมีมาตรการควบคุม เพราะเชื่อว่าจะมีบุคคลบางกลุ่มที่ดื้อรั้นออกมาเล่นกัน และตราบใดที่ประเทศไทยเรายังควบคุมการแพร่เชื้อไม่ได้โอกาสไปเป็นระดับ 3 ก็มีสูง เพราะการสาดน้ำจะเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ ถึงเวลานั้นควบคุมไม่อยู่แน่ๆ
เดชา (สีลม)
