ดึงเชื่อมั่นศรัทธาฝ่าวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดึงเชื่อมั่นศรัทธาฝ่าวิกฤติ

12 มีนาคม 2563 – 08:21 น.
โควิด-19,หน้ากากอนามัย,เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

ดึงเชื่อมั่นศรัทธาฝ่าวิกฤติ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563

สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทั่วโลกกำลังเผชิญและยังไม่รู้ว่าในส่วนประเทศไทยจะสามารถสกัดการระบาดได้อย่างดีแค่ไหน แม้ปัจจุบันรัฐบาลย้ำว่าไทยยังอยู่ระยะที่ 2 ซึ่งหลายประเทศถึงขนาดต้องปิดประเทศ ขอให้พลเมืองอยู่แต่ในบ้านยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ และในหลายประเทศก็ประกาศสถานการณ์ขั้นฉุกเฉิน เชื้อไวรัสลามไปแล้วกว่า 113 ประเทศ โดยจะเห็นมาตรการต่างๆ ที่ผู้นำประเทศที่เผชิญวิกฤตินำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและมีระดับความสำคัญตั้งแต่ขอความร่วมมือไปจนถึงมาตรการเข้มทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้อย่างเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของผู้นำและคณะบริหารของรัฐบาลในแต่ละประเทศ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวัตถุประสงค์ในเรื่องความปลอดภัยของพลเมืองเป็นหลัก เพื่อยับยั้งการระบาดลดจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตให้น้อยที่สุด

อ่านข่าว…  วอนนักบุญช่วยด่วน!! พิษโควิด-19 “ศิริราช”ขาดเลือดขั้นวิกฤติ
ขณะที่สถานการณ์ในไทยก็วิกฤติในหลายด้าน ทั้งปัญหาอุปกรณ์ของใช้จำเป็นที่ต้องมีไว้เป็นเครื่องป้องกันซึ่งเกี่ยวกับสุขภาพความเป็นความตายทั้งเรื่องหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่ขาดแคลนหาซื้อยาก ที่หาได้มีขายก็โก่งราคาจนเข้าถึงยากเหลือเกิน ยิ่งเกิดเหตุกล่าวหาคนสนิทของรัฐมนตรีร่วมขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัยจำนวนมากส่งออกขายราคาแพงในต่างประเทศและในประเทศด้วยแล้ว จึงเกิดคำถามคาใจกับสังคมและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ ถัดมายังมีปัญหาเรื่องแรงงานทั้งถูกและผิดกฎหมายที่กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องมีมาตรการรัดกุมรอบคอบ แต่รัฐบาลกลับล่าช้าไม่ชัดเจน รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศเสี่ยงก็เช่นกันซึ่งอาจมองอีกด้านในเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจ แต่สถานการณ์เช่นนี้ควรมุ่งปกป้องดูแลประชาชนเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญมากคือบุคลากรทางการแพทย์ที่ถือว่าเป็นด่านแรกในการต่อสู้กับไวรัสกลับต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดความเพียงพอ รวมไปถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องจัดหาให้มีอย่างเหมาะสม ไม่ควรอย่างยิ่งที่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปดิ้นรนจัดการกันเองตามยถากรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์วิกฤติที่นับวันมีแต่ถาโถมแรงขึ้นและเสียงสะท้อนหนาหูว่ารัฐบาลบริหารจัดการล่าช้า ทำงานไร้ประสิทธิภาพ ไม่ตัดสินใจเด็ดขาด จนนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาเชื่อมั่นแทบจะติดลบแล้ว ดังนั้นในช่วงที่ประเทศอาจหลบเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าสู่ระยะ 3 รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งวางแผนรับมือเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ไปถึงโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์และสถานที่ต่างๆ ต้องพร้อมเต็มกำลัง

ท่ามกลางวิกฤติของประเทศและประชาชนทุกคน ต่างต้องการผู้นำและฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งเพื่อพาฝ่าภยันตรายครั้งนี้และพร้อมร่วมแรงร่วมใจในการต่อสู้ไวรัสมรณะ ซึ่งรัฐบาลต้องฉับไวรอบคอบกล้าตัดสินใจอย่าโลเลเปลี่ยนไปมา เพราะจะสร้างปัญหาให้ฝ่ายปฏิบัติตามนโยบายอย่างมาก และต้องเป็นผู้นำชี้ขาดและแก้ปัญหาทุกจุดอย่างโปร่งใส จะทำให้เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้และทำให้สังคมเกิดความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกันร่วมฝ่าวิกฤติ หากยังเดินหน้าไปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็คงมาถึงจุดที่หลีกไม่พ้นอย่างที่ฝ่ายค้านบอกไว้ “ฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาล” และนับเป็นเรื่องดีที่มีการขยับตัวก่อนสายเกินแก้เมื่อรัฐบาลมีมติให้ยกเลิก VOA 18 ประเทศ รวมทั้งฟรีวีซ่าของอิตาลี เกาหลีใต้ และฮ่องกง เป็นการบล็อกป้องกันการระบาดซึ่งเป็นการปกป้องประชาชนเพราะยามนี้ “เอาชีวิตให้รอดไว้อย่างอื่นกู้ฟื้นภายหลังได้”

นาซาเร่งสำรวจ “ดาวทองคำ Psyche 16 “..ขุมทรัพย์โลหะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นาซาเร่งสำรวจ “ดาวทองคำ Psyche 16 “..ขุมทรัพย์โลหะ

11 มีนาคม 2563 – 19:25 น.
นาซา,ขุมทรัพย์ทองคำ
เปิดอ่าน 1,494 ครั้ง

โดย ทีมข่าวรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แร่ธาตุบนโลกมนุษย์ลดน้อยลงทุกที โดยเฉพาะแร่โลหะที่นำมาใช้ผลิตสินค้าสำคัญต่าง ๆ ทำให้ “นาซา” เกิดไอเดียขอความร่วมมือกับมหาเศรษฐีพันล้าน “อีลอน มัสก์” ออกสำรวจดาวโลหะ “ไซคี 16 ” ที่คาดว่ามีแร่ธาตุสำคัญจำนวนมากรวมถึง “ทองคำ” หากนำกลับมาโลกมนุษย์ได้ อาจมีมูลค่าเป็นตัวเลขหลัก “ล้านล้านล้าน” !

ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2020 มีการปล่อยข่าวในหมู่นักสำรวจอวกาศว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ “นาซา”กำลังจัดทีมปฏิบัติการล่าแร่โลหะนอกโลกในอีก 2 -3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2023 โดยเป้าหมายคือ ดาวเคราะห์น้อย “ไซคี 16” (Psyche 16) อยู่ห่างจากดาวโลกไปประมาณ 500 – 700 ล้าน กม. เปรียบเทียบได้กับโลกที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์ 150 ล้านกม. แสดงว่าดาวนี้อยู่ห่างไปอีก 4 – 5 เท่าจากดวงอาทิตย์

ดาวนี้ถูกพบว่ามีลักษณะรูปร่างคล้าย “หัวมันฝรั่ง” (potato) ขณะที่โลกเป็นดาวเคราะห์มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 12,756 กม. “ไซคี 16” มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 200 กม. จึงถูกเรียกเป็น ดาวเคราะห์น้อย ส่วนพื้นผิวที่มองเห็นเบื้องต้นจากภาพถ่ายนั้น ประกอบด้วยแร่ธาตุ “โลหะ” มากกว่า ก๊าซ หิน ดิน ฝุ่น แบบดาวดวงอื่น ๆ

 โครงการสำรวจ “ไซคี 16” เพิ่มความน่าสนใจตรงที่ มหาเศรษฐีพันล้านชื่อดัง “อีลอน มัสก์” (Elon Musk) ตกลงเป็นหุ้นส่วนร่วมด้วยช่วยกัน “อีลอน” มีชื่อเสียงจากการตั้งบริษัท สเปซเอ็กซ์ ผลิตสินค้าและบริการเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งเรือดำน้ำ รถไฟฟ้า เครื่องบินไฟฟ้า ทัวร์อวกาศ รวมถึงการวางระบบขนส่งความเร็วสูง “ไฮเปอร์ลูป” แต่ที่คนไทยรู้จักดีก็ตอนที่เขาบินมาเชียงราย เพื่อช่วยปฏิบัติการกู้ภัยถ้ำหลวงค้นหา “ทีมหมูป่า” โดยบรรทุกเรือดำน้ำจิ๋วใส่เครื่องบินส่วนตัวมาด้วย หวังจะขนย้ายเด็ก ๆ ออกมาจากถ้ำ แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้อุปกรณ์ตัวนี้ แต่ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจมาก

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ “อีลอน” จะเข้าร่วมโครงการสำรวจดาว “ไซคี 16” หรือเรียกกันว่า “ดาวโลหะ” เนื่องจากแร่ธาตุต่าง ๆ ในโลกถูกมนุษย์ขุดขึ้นมาใช้แทบจะหมดแล้ว วินาทีนี้ยังไม่มีใครประเมินได้ว่าโลหะสำคัญบนดาวนี้นอกจาก “นิกเกิล”แล้วจะมีอะไรอีกบ้าง คาดว่าหากขนทั้งหมดกลับยังโลกได้ มูลค่าอาจสูงระดับ “ล้านล้านล้าน” เหรียญสหรัฐ หรือ ตัวเงินที่มีศูนย์อยู่ไม่ต่ำกว่า 18 ตัว

  “รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายให้คมชัดลึกฟังว่า ดาวไซคี 16 เป็นชื่อและตัวเลขจากการค้นพบดาวเคราะห์น้อย (Asteroids) ลำดับที่ 16 เนื่องจากดาวที่พบลำดับที่ 1 ก็จะถูกตั้งชื่อแล้วใส่ตัวเลขตามลำดับไปเรื่อย ๆ เช่น  เซเรส 1, พัลลาส 2, จูโน 3,  เวสตา 4 ฯลฯ

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบและตั้งชื่อไว้แล้วประมาณ 2 หมื่นดวง ส่วนใหญ่วงโคจรอยู่ที่ “บริเวณแถบดาวเคราะห์น้อย” (Asteroid Belt) ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส สำหรับความหมายของ “ไซคี” (Psyche) มาจากชื่อสาวงามภรรยา “เทพคิวปิด” คนไทยรู้จักกันดีเพราะชอบมาแผลงศรแห่งความรักในวันวาเลนไทน์  ลักษณะพิเศษของดาวดวงนี้ 16 คือมีส่วนผสมของโลหะจำนวนมาก เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนอาจเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เหมือนโลกมนุษย์ แต่โดนแรงดึงดูด แรงกระแทก แรงพุ่งชนต่าง ๆ ขณะที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ทำให้เปลือกนอกที่เป็นส่วนประกอบจำพวกหินฝุ่นทรายต่าง ๆ กะเทาะออกไป เหลือแต่ส่วนประกอบแกนกลางที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะเหล็กกับนิกเกิลที่คาดว่าจะมีจำนวนมหาศาล

“แกนกลางของโลกมนุษย์เราก็เป็นโลหะทั้งเหล็กและนิกเกิลเหมือนกัน ทำให้องค์การนาซาอยากไปสำรวจดาวไซคี 16 เพื่อใช้เครื่องมือทดสอบองค์ประกอบพื้นผิวอย่างละเอียด อยากรู้ว่ามีส่วนคล้ายแกนกลางของโลกเราแค่ไหน แต่การส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยนั้น มีต้นทุนแพง คาดว่าเงินลงทุนผลิตเบื้องต้นก็ไม่ต่ำกว่า 117 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.5 พันล้านบาทแล้ว ทำให้ต้องไปชวนกลุ่มนักธุรกิจที่สนใจมาร่วม อีลอน มัสก์ เป็นเจ้าของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทำธุรกิจผลิตจรวดส่งยานอวกาศออกไปนอกโลก ทำให้นาซาไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด คราวนี้ก็คงใช้ ฟัลคอน เฮฟวี (Falcon Heavy) เป็นยานปล่อยตัวผลิตโดยสเปซเอ็กซ์”

“รศ.บุญรักษา” กล่าวต่อว่า การสำรวจดาวไซคี 16 ครั้งแรกนี้ ทีมวิจัยนาซาประกาศว่ายังจะไม่มีการเก็บเอาโลหะอะไรกลับมาบนโลกมนุษย์ เน้นไปศึกษาพื้นผิวและสิ่งแวดล้อมต่าง  ๆ  โดยเฉพาะสำรวจแร่ธาตุว่ามีอะไรบ้าง มีปริมาณเท่าไร มีแร่อะไรเหมือนโลกของ มนุษย์จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะนอกจากแร่นิกเกิลและเหล็กแล้ว น่าจะมีทองคำ ทองเหลือง ทองแดง แพลตินัม อีกจำนวนไม่น้อย

“คาดว่าการส่งยานอวกาศครั้งแรก คงไม่มีมนุษย์ไปด้วย เพื่อความปลอดภัยและประหยัดงบประมาณ ที่ผ่านมาโครงการสำรวจอวกาศหลายประเทศไปไกลถึงนอกระบบสุริยะแล้ว เพราะฉะนั้นแค่พื้นที่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก ตอนนี้จะปรึกษากับทีมนักดาราศาสตร์ของไทยที่ดูแลหอดูดาวแห่งชาติว่า หากใช้กล้องโทรทรรศน์ถ่ายรูปดาวไซคี 16 จากประเทศไทยจะได้หรือไม่ ที่ผ่านมาพวกเราก็เคยถ่ายดาวที่อยู่บริเวณนั้นได้เหมือนกัน” รศ.บุญรักษา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ “นิกเกิล” แร่ธาตุส่วนประกอบสำคัญของดาวไซคี 16 นั้น มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของโลหะต่าง ๆ กว่า 3 พันชนิด เช่น สเตนเลส อัลลอยด์ หรือโลหะที่ไม่เป็นสนิม เนื่องจากนิกเกิลมีลักษณะเนื้อแข็ง สีเงินมันวาวมีความทนทานสูง ใช้ฉาบผิวโลหะสินค้าหลายประเภทได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเป็นโลหะที่ใช้ผลิตอาวุธและอุปกรณ์ไฮเทคหลายชนิด เช่น จรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ฯลฯ

  แผนการปล่อยจรวดออกไปสำรวจดาว “ไซคี 16” คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2023 ใช้เวลาเดินทางผ่านห้วงอวกาศไม่น้อยกว่า 3 ปี ถึงจะลงแตะดาวไซคี 16 ได้ในปี 2026  หมายความว่าอีก 6 ปีข้างหน้า มนุษย์ถึงจะยืนยันได้ว่า “ดาวโลหะ” นี้เป็น “ดาวทองคำ” จริงหรือไม่ ?

ปรับครม.กู้วิกฤติ โควิด-กักตุนหน้ากาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421670?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับครม.กู้วิกฤติ โควิด-กักตุนหน้ากาก

11 มีนาคม 2563 – 18:20 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,หน้ากากอนามัย,กักตุน,ผู้กองนัส,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 363 ครั้ง

ปรับครม.กู้วิกฤติ โควิด-กักตุนหน้ากาก คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ปัญหาการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซ้ำด้วยข้อกล่าวหาแรงๆ ว่าด้วยคนในรัฐบาลอาจจะเกี่ยวพันกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย ทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลและ “นายกฯ ลุงตู่” ดิ่งลงอย่างหนัก เรียกว่าเจอพิษ “โควิด” จนเข้าขั้น “โคม่า”

อ่านข่าว-โควิด-19″หนักกว่า”วิกฤติต้มยำกุ้ง

ถึงนาทีนี้กระแสปรับ ครม.มาแรงอย่างยิ่ง (จริงๆ มาแรงน้อยกว่ากระแสให้ลุงตู่ลาออก) โดยรัฐมนตรีอันดับ 1 ที่ถูกเรียกร้องให้ปรับออกคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ “ผู้กองนัส” รมช.เกษตรและสหกรณ์

จะว่าไป “ผู้กองธรรมนัส” ก็โดนกระแสกดดันให้ปรับพ้นครม.มาก่อนแล้ว หลังจากโดนรุมยำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนทำให้ได้คะแนนไว้วางใจต่ำสุดในจำนวน 6 รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย ขณะที่ “กลุ่ม 17 ส.ส.” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาประกาศไม่ไว้วางใจ “ผู้กองธรรมนัส” ด้วยเช่นกัน แต่อ้างว่าต้องจำยอมต้องโหวตไว้วางใจตามมติพรรค

ล่าสุด “สหายผู้กอง” ยังมาโดนกระแสพัวพันขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัยซ้ำอีก แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่กระแสเรียกร้องให้ลาออกก็หยุดไม่อยู่ มีทั้งจากในพรรค นอกพรรค โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ถึงขนาดใช้วาทกรรม “หยุดพายเรือให้โจรนั่ง”

งานนี้ต้องวัดใจนายกฯ ว่าจะเอาอย่างไร เพราะ “ผู้กองธรรมนัส” มีผลงานพา ส.ส.เหนือตอนบน ตอนล่าง และอีสานบางส่วน เข้าสภาให้พรรคพลังประชารัฐจำนวนมากจนสามารถตั้งรัฐบาลได้ ทั้งยังทำหน้าที่ “คนเลี้ยงลิง” คอยแจกกล้วยดูแลพรรคเล็กที่ออกมาเรียกร้องเขย่ารัฐบาลอยู่เนืองๆ ด้วย ถือว่ามีบทบาทสูงมากต่อเสถียรภาพรัฐบาล

และเจ้าตัวก็เพิ่งออกมายืนกรานแบบมั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ไม่ลาออก

การปรับ ครม.ดูจะเป็นจังหวะก้าวการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะ
1.นายดอน ปรมัตถ์วินัย น่าจะลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ค่อนข้างแน่ จึงต้องมีการปรับ ครม.

2.พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคต้องการปรับ ครม. เพื่อเพิ่มโควตาให้พรรคตัวเอง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ เพิ่มมา 9 คน และพรรคเล็ก 4 พรรคที่ไปรวมตัวกันเป็น “กลุ่มกิจสังคมใหม่” มีเสียงสนับสนุน 7 เสียง ถ้ารวมกับพรรคเล็กที่เหลือก็จะมีเสียงสนับสนุนสิบกว่าเสียง น่าจะได้รัฐมนตรี 1 เก้าอี้

3.กลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีราวๆ 6 กลุ่ม ก็มีกระแสเรียกร้องจากบางกลุ่มให้ปรับ ครม. โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร และกลุ่ม “สุชาติ-วิรัช”

แต่ปัญหาคือกลุ่มที่เหลือแม้ไม่ได้ขอตำแหน่งแต่ก็ไม่ยอมเสียเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ยากของ “นายกฯ ลุงตู่” ว่าจะปรับ ครม.อย่างไร เนื่องจากดูตอนนี้มีเก้าอี้รัฐมนตรีว่างแค่ 2 เก้าอี้ คือ นายดอนที่มีแนวโน้มลาออกแน่ๆ กับ “ผู้กองธรรมนัส” ถ้าถูกปรับออก

หากนำ 2 เก้าอี้นี้ไปเพิ่มให้พรรคภูมิใจไทย กับกลุ่มกิจสังคมใหม่ เก้าอี้ที่ว่างอยู่ก็จะหมดลง แล้วกลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐจะทำอย่างไร

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในพรรคพลังประชารัฐ ตำแหน่งรัฐมนตรีมีทั้งโควตากลาง คือโควตานายกฯ กับโควตาของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรค ปัจจุบันนับได้ 6 กลุ่มเป็นอย่างน้อย เริ่มจากกลุ่มสามมิตร, กลุ่ม “สุชาติ ชมกลิ่น-วิรัช รัตนเศรษฐ”, กลุ่มผู้กองธรรมนัส, กลุ่ม กทม., กลุ่มภาคใต้ หรือกลุ่มด้ามขวานไทย และกลุ่มสนธิรัตน์

จะเห็นได้ว่าแต่ละกลุ่มมีตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในครอบครอง ยกเว้นกลุ่มภาคใต้ที่มี ส.ส.13 คน แต่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว ขณะที่กลุ่มสนธิรัตน์ ที่นำโดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีพลังงาน ไม่มี ส.ส.เลย แต่กลับมีเก้าอี้รัฐมนตรีถึง 3 เก้าอี้ (สนธิรัตน์, อุตตม, สุวิทย์) ทำให้ระยะหลังต้องดึง ส.ส.มาเป็นฐาน

นี่คือความยุ่งยากของการปรับครม. เพราะทั้ง 6 กลุ่ม มีทั้งที่ต้องการเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่ม หรือไม่ขอเพิ่มแต่ก็กางปีกรักษาเก้าอี้เดิมเอาไว้ ขณะที่บางกลุ่มที่ยังไม่เคยได้ ก็ต้องขอเก้าอี้บ้างในการปรับ ครม.หนนี้ เช่นกลุ่มภาคใต้ แต่เก้าอี้รัฐมนตรีทั้งหมดมีเท่าเดิม

คำถามคือใครจะต้องเป็นผู้เสียสละ?
ทางออกที่พอมองเห็นก็คือ นายกฯ อาจต้องสละ “โควตากลาง” นอกจากนายดอนที่จะลาออกอยู่แล้ว ก็ยังเหลือตำแหน่ง รมช.กลาโหม ของ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล

ทว่ากลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐที่รอเก้าอี้อยู่มีมากกว่าตำแหน่งว่าง และที่ผ่านมาก็เคลื่อนไหวแสดงพลังกันเป็นระยะ เช่น กลุ่มสามมิตร กับกลุ่ม “สุชาติ-วิรัช” ก็ผลักดัน “2 ฮ.” คือ “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย กับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี นี่ยังไม่นับเสียงเรียกร้องให้รื้อใหญ่ทีมเศรษฐกิจอีกด้วย

ทั้งหมดจึงเป็นโจทย์ยากที่จะวัดบารมี “นายกฯ ลุงตู่” ว่ายังมี “กำลังภายใน” มากพอที่จะจัดการทุกอย่างให้ลงตัว หรือจะเริ่มนับถอยหลังจมรัฐนาวา

หรืองานนี้จะมีขับบางพรรคออกจากการร่วมรัฐบาล แล้วดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาเสียบแทน ตามที่เคยมีสูตรการเมือง “รัฐบาลเสียงท่วมท้น” มาก่อนหน้านี้

เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421673?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา”

11 มีนาคม 2563 – 14:55 น.
ปรับครม,ยุบสภา,พลประยุทธ์ จันทร์โอชา,รอธรรมนัส,ร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 764 ครั้ง

เปิด2ทางเลือกนายกฯ “ปรับครม.-ยุบสภา”

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จับดูอาการของรัฐบาลมานับแต่ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดยเฉพาะจำนวนมือจำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อย่างประชาธิปัตย์

เป็นพรรคการเมืองที่ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ระแวงที่สุด และระแวงมานับแต่ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลด้วยซ้ำไป

ตอนที่ “ดีล” กับพรรคอื่นๆ ปัญหาทุกพรรคจบ รอเพียงประชาธิปัตย์ เพราะต้องรอกระบวนการการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลาออกเพราะแพ้เลือกตั้ง ในบรรดากลุ่มคนที่ลงสมัครชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มร่วมรัฐบาล กับ กลุ่มไม่ร่วมรัฐบาล

ตัวเต็งหัวหน้าพรรคอย่าง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คือกลุ่มที่ยังกั๊กๆ ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วม แต่กลุ่มที่ร่วมชัดเจนคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และกรณ์ จาติกวณิช โดยมี ส.ส.กลุ่มอภิสิทธิ์ ที่ไม่ร่วมรัฐบาลเป็น “ตัวแปร”

สุดท้ายคะแนนสวิงไปที่ จุรินทร์ ทำให้จุรินทร์ชนะเลือกตั้ง ท่ามกลางข้อครหาว่า มีพรรคการเมืองอื่น มีคนนอกเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกลุ่มอภิสิทธิ์เพ่งเล็งไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ

แต่หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์มีมติเข้าร่วมรัฐบาลแล้วแบ่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี กลุ่มอภิสิทธิ์ ที่ไม่เข้าร่วมแต่แรกไม่ได้รับโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้เกิดความไม่พอใจ

ปัญหาในพรรคประชาธิปัตย์ จึงลามมาเป็นปัญหาของรัฐบาลในเวลานี้

เป็นกลุ่มเดิมที่คอยบ่อนแซะและด้อยค่าการบริหารของ จุรินทร์ เนื่องจาก อภิสิทธิ์ ต้องการจะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก

คนในประชาธิปัตย์จึงเปิดเกมการเมือง เล่นทั้งในรัฐบาล ในสภา และในพรรคเอง โดยอาศัยจังหวะข่าวที่เกิดขึ้น เริ่มจากอาศัยการโหวตลงมติไว้วางใจรัฐมนตรี ที่มี ส.ส. 17 คนไม่เห็นด้วยกับการโหวตให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ถือว่าเป็น “จุดอ่อน” ที่สุด

ประชาธิปัตย์ นำเอาประเด็นคะแนนเสียงมาเป็นเหตุให้ปรับ ร.อ.ธรรมนัส ออก แต่มีวาระซ่อนเร้นคือหากกำจัด ร.อ.ธรรมนัส ออกไปได้ จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ สอบตกน้อยลง

ประการต่อมา พอมีเรื่องหน้ากากอนามัย ที่มีคณะทำงานของ ร.อ.ธรรมนัส เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ความเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการขจัดจุรินทร์ และ ร.อ.ธรรมนัส อยู่แล้ว จึงโหนกระแสเรื่องนี้ทันที

แรงถึงขนาดให้ถอนตัวจากรัฐบาลและเปรียบเปรยว่า ไม่ควรพายเรือให้โจรนั่ง

เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบปัญหามาตั้งแต่ก่อนจะตั้งรัฐบาล จึงรู้กลเกมของพรรคประชาธิปัตย์ดี ว่าแต่ละเกมต้องการอย่างไร มันมีควันไฟมาตั้งแต่การที่ เทพไท เสนพงศ์ ไปโหวตร่วมกับฝ่ายค้านเรื่องญัตติสืบทอดอำนาจ

ถึงขนาด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 ทวงบุญคุณว่า ตอนปี 53 ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้อง อภิสิทธิ์ ตอนเป็นนายกฯ แต่วันนี้ประชาธิปัตย์ มาทำแบบนี้

ทำให้เมื่อนักข่าวไปถาม พล.อ.อนุพงษ์ เรื่องประชาธิปัตย์จะถอนตัวไม่อยากพายเรือให้โจรนั่ง จึงได้คำตอบจากบิ๊กป๊อกถึงคำว่า มารยาท ของการร่วมรัฐบาล

เช่นเดียวกับ ท่าทีอันแข็งกร้าวจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่สวนไปเลยว่า “ก็ถอนสิ”

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” จึงขอถอดรหัสร้อนดังนี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ รู้ปัญหาในพรรคประชาธิปัตย์ดี และได้รับรายงานจาก จุรินทร์ และเฉลิมชัย ศรีอ่อน ตลอดเวลา แต่เสียงส่วนใหญ่ในประชาธิปัตย์ อยู่ฝ่ายจุรินทร์ คือยังร่วมรัฐบาล

หากรัฐบาลปรับครม.เพื่อเอา ร.อ.ธรรมนัส ออก อาจเอาใจพรรคประชาธิปัตย์ได้ชั่วคราว แต่ปัญหาจะไม่จบ เพราะว่ากลุ่ม ส.ส.อภิสิทธิ์ ไม่เอานายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่น่าจะใช่การแก้ปัญหา แถมจะเปิดจุดอ่อนให้ส.ส.กลุ่มอภิสิทธิ์ คอยเล่นเกมไม่จบสิ้น โดยเฉพาะเกมแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นเสมือนระเบิดเวลา

พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะงัดไม้แข็งคือการยุบสภา มาสยบการเคลื่อนไหวนี้ เนื่องจากในสภาวการณ์นี้ไม่มีใครอยากเลือกตั้ง

หรืออีกทาง ให้บรรดาพรรคร่วมไปรวบรวม ส.ส.เพื่อมาชดเชย 17 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ จุรินทร์เองยอมรับว่า คุมเสียง ส.ส.กลุ่มนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ แต่ยังให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลต่อไป เพียงแต่จะต้องลดโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีลง เพื่อนำไปจัดสรรให้กลุ่มพรรคเล็กที่เข้ามาสนับสนุนรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ ไม่กล้าถอนตัวแน่ และไม่พร้อมเลือกตั้ง เทพไท จึงส่งสัญญาณเพียงว่าต้องการให้ปรับ ครม. ตัดเนื้อร้าย ซึ่งก็หมายถึง ร.อ.ธรรมนัส ออกเท่านั้น ทำให้ยิ่งเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า ประชาธิปัตย์ต้องการขจัดแม่ทัพภาคใต้ของพลังประชารัฐออกไป

หรือหากประชาธิปัตย์กล้าจริง ถอนตัวจากรัฐบาลโดยอ้างการแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยล้มเหลว เท่ากับปัดความรับผิดชอบ และจะไม่พ้นตัว เพราะประชาธิปัตย์รับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ จึงปัดสวะไม่พ้นตัว จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีก

แต่ถ้ารัฐบาลไม่มีทางเลือก เพราะปรับประชาธิปัตย์ออกไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะต้องเจอกับสภาวะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ส่งผลให้เห็นว่า รัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ

มีคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำพรรคอื่นเข้าร่วม อาทิ เพื่อไทย หรือก้าวไกล หรือไม่ใช่สองพรรคนี้ แต่อาจจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย แต่พรรคเหล่านั้นก็เป็นสาขาของทักษิณ คงเป็นไปได้ยาก นี่ไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติเลย

สุดท้ายสองทางเลือกหากปรับครม.แล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ นายกฯ คงเลือกทางสุดท้ายคือยุบสภาไปเลือกตั้งกันใหม่.

โควิด-19:ไวรัสป่วนโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โควิด-19:ไวรัสป่วนโลก

11 มีนาคม 2563 – 14:40 น.
ไวรัสร้ายโควิด-19,โควิด-19,COVID-19,คมชัดลึกออนไลน์,ไวรัสโควิด-19 ป่วยโลก,ธนรัตน์ ยงวานิชจิต
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

โควิด-19:ไวรัสป่วนโลก …..โดย ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

 ไวรัสโควิด-19 (วค.-19) เป็นไวรัสหวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ร้ายกาจมาก แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก ง่ายกว่าหวัดธรรมดาหลายเท่า ซึ่งก็ติดต่อกันได้ง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งยังทำสถิติผู้ป่วยตายได้ไม่น้อยกว่าสิบเท่าของไวรัสหวัดธรรมดา เราจึงน่าจะหันมารู้จักไวรัสอัปมงคลนี้ไว้ ในทำนอง “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”

วค.19 เริ่มเป็นข่าวเมื่อ 31 ธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น ประชากร 11 ล้านคน ประเทศจีน ต่อมา ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยมากมายอย่างคาดคิดไม่ถึงมาก่อน ผู้ชายมีสถิติตายเป็นสองเท่าของผู้หญิง อาจเพราะผู้ชายจีนส่วนใหญ่นิยมสูบบุหรี่ เข้าใจว่าวค.19 มาจากสายพันธุ์หนึ่งของไวรัสโคโรนาหลายสายพันธุ์ในค้างคาว ซึ่งกระโดดผ่านอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปกลายพันธุ์ในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยใช้เวลา 1-14 วันฟักตัวเงียบๆอยู่ในร่างกายเราก่อนที่จะสำแดงอาการป่วยและแพร่เชื้อออกมา

    เมื่อ 1 มีนาคม 2563 ทั่วโลก มีผู้ป่วย 89,077 ราย ตาย 3,053 ราย หายป่วยแล้ว 45,141ราย รับการเยียวยาอยู่ 40,883 ราย

ขณะนี้ ผู้ป่วยวค.19 ทั้งหมด มีอัตราการตายอยู่ที่ 1%- 2% ส่วนผู้ป่วยไวรัสหวัดธรรมดาทั้งหมดมีอัตราการตายอยู่ที่ 0.1% ทั่วโลกในหนึ่งปี แสดงว่าวค.19 มีอานุภาพพิฆาตผู้คนได้ไม่น้อยกว่า 10 เท่าของไวรัสหวัดธรรมดา ทั้งนี้ ยังมิอาจทำนายได้ว่าเจ้าไวรัสร้ายกาจนี้จะกลายพันธุ์ในเรือนร่างเราต่อไป จนมีเขี้ยวเล็บที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมอีกหรือไม่

เรารับเชื้อวค.19 ได้โดยตรงจากลมหายใจของผู้ป่วย โดยเฉพาะจากละอองน้ำฝอยในขณะพูดหรือไอออกมา ดังนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ป่วย เราต้องสวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ (ติดตามกระทรวงสาธารณะสุข) โดยเฉพาะต้องให้ขอบผ้าหน้ากากปิดทาบใบหน้ากับคออย่างแนบสนิท ไม่เปิดช่องว่างไว้ให้ละอองเชื้อรอดผ่านเข้าไปในจมูกขณะหายใจเข้าออก และให้อยู่ห่างผู้ป่วยอย่างน้อยหนึ่งเมตร ต่อนี้ไป เราควรฝึกตนให้หมั่นล้างมือด้วยสบู่กับน้ำหรือใช้เจลล้างมืออย่างทั่วถึงจริงๆบ่อยๆ หากต้องเข้าไปในบริเวณที่มีการระบาดหนัก ก็ต้องสวมถุงมือยางกับหน้ากากอนามัยไว้

          นอกจากนี้ ก็ให้ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ทานอาหารร้อนที่มีคุณค่าโภชนาการ รักษาการขับถ่ายหนักเบาให้ปกติไว้ หมั่นออกกำลังกาย และนอนหลับครบชั่วโมงตามวัย หากสูบบุหรี่อยู่ก็ควรลดละเลิกโดยด่วน

เบื้องต้น ผู้ป่วยวค.19 จะมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเจ็บตามร่างกาย เหนื่อยล้า อาเจียน ท้องร่วง หรือหายใจติดขัดจนแทบหายใจไม่ได้ ในกรณีป่วยหนัก ผู้ป่วยอาจมีโรคปอดบวมเข้าแทรก เมื่อไม่แน่ใจว่าป่วยหรือไม่ ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วนที่สุด เพื่อรับการรักษาตัวเองและปกป้องมิให้ผู้อื่นติดจากเราต่อไป

เมื่อได้ไปเยือนสถานที่ที่มีการระบาดวค.19 อยู่ ทุกคนต้องมีจิตสำนึกมงคลแจ้งให้แพทย์ทราบตามความเป็นจริงทั้งหมด ห้ามโกหกปิดบังเพียงเพื่อหลบหลีกความไม่สะดวกสบายจากการถูกกักกันเฝ้าดูอาการชั่วคราว 1-14 วัน อย่าลืมว่า เชื้อไวรัสร้ายกาจตัวนี้ เมื่อเข้าในร่างกายเราแล้ว จะแพร่กระจายออกสู่ผู้อื่นได้ง่ายกว่าไวรัสหวัดธรรมดามากๆ ดังนั้น ผู้ใดที่โกหกว่าไม่ได้แวะเยือนสถานที่ที่มีการระบาดอยู่ ผู้นั้นก็กำลังหยิบยื่นความตายให้กับตัวเองและผู้อื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกนับไม่ถ้วน

วค.19 อาจฉวยโอกาสใช้จุดอ่อนในระบบสาธารณะสุขของหลายประเทศในการแพร่กระจายเชื้อได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งน่าเป็นห่วงยิ่ง ตัวอย่าง เมียรมาร์มีชายแดนติดจีนยาว 2,240 กม. ประกอบด้วยด่านเข้าออกประเทศหลายแห่งที่มีผู้คนมากมายเข้าออกทุกวันอย่างเสรี ส่วนกัมพูชา อินโดนีเซีย ก็มีเครื่องบินพาณิชย์บินไป-กลับจากศูนย์ไวรัสอู่ฮั่นเป็นประจำ

โดยประเทศดังกล่าวยังขาดปัจจัยจำเป็นต่างๆอยู่มาก อาทิ ยาตรวจเชื้อวค.19 เครื่องมืออุปกรณ์เยียวยา ตลอดจนสมรรถภาพของแพทย์พยาบาลที่จะเยียวยาผู้ป่วย หากมีผู้ป่วยเผลอหลุดเข้าประเทศแม้เพียงหนึ่งราย ก็จะเกิดการระบาดที่รุนแรงรวดเร็วน่าสลดใจยิ่ง นี่คือระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้อีกไม่นานเกินรอ

  วค.19 จะพ่ายแพ้อันตรธานไปกับอากาศอุ่นที่กำลังย่างเข้ามาหรือไม่?

วค.19ไม่น่าจะหายไปไหน แม้ว่าอากาศอุ่นจะไม่เป็นมิตรต่อไวรัสตัวนี้ ในขณะที่จีน ยุโรป และสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่ค่อนไปทางขั้วโลกเหนือ จะได้รับอากาศอุ่นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งกำลังเริ่มผลัดกันย่างเข้ามากลางเดือนมีนาคม 2563 แต่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งอยู่ใกล้ขั้วโลกใต้ ก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวและมีอากาศหนาวเย็นออกมาต้อนรับวค.19 ต่อไป ทั้งนี้ ส่งผลให้ไวรัสตัวนี้สามารถอยู่รอดต่อเนื่องและย้ายกลับไประบาดที่กลุ่มประเทศใกล้ขั้วโลกเหนือดังกล่าวได้อีก พูดง่ายๆ ไวรัสอัปมงคลนี้สามารถหมุนเวียนระบาดไปทั่วโลกได้ตลอดปี

  “ภาวะโลกร้อน” เป็นมิตรหรือศัตรูของวค.19?

แม้อากาศอุ่นจะไม่เอื้ออำนวยต่อวค.19 แต่ “ภาวะโลกร้อน” คือมิตรของไวรัสนี้

โดยปกติ เมื่อมีเชื้อโรคผ่านเข้ามาในร่างกาย ภูมิคุ้มกันเราจะออกมาต่อสู้กำจัดเชื้อที่บุกรุกเข้ามา ส่งผลให้ร่างกายมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ขึ้นมา ซึ่งจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของเราให้ทำงานอย่างมีผลดียิ่งขึ้นไปอีก ในที่สุด เชื้อโรคก็จะค่อยๆอ่อนกำลังลงจนอยู่รอดในร่างกายต่อไปอีกไม่ได้

โดยธรรมชาติ ค้างคาวมีเชื้อไวรัสโคโรนาอีกหลายสายพันธุ์อยู่ในตัว แต่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวสัตว์เอง เมื่อโลกร้อนขึ้น ค้างคาวจะปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นรอบตัว โดยจะอุ่นอยู่ราว 37 ํซ. – 41.1 ํซ. คือ อุ่นมากสุดขณะกำลังบิน ทั้งนี้ ส่งผลให้เชื้อไวรัสในตัวค้างคาวปรับตัวให้เข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วย ในที่สุด วค.19 ในค้างคาวจะมีสมรรถภาพทนทานต่อความอุ่นในร่างกายเราที่ทรงตัวอยู่ที่ 37ํ ํซ. ผลก็คือ วค.19 ในภาวะโลกร้อนจะสามารถอยู่ในร่างกายเราได้สบายกว่าเดิม แถมยังสามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนไวรัสได้อย่างมีผลดีอีกด้วย พูดง่ายๆ “ภาวะโลกร้อน” จะตัดทอนสมรรถภาพภูมิคุ้มกันโรคของเราให้ถดถอยลงไปได้มากทีเดียว

ทั้งนี้ มิใช่เป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎีเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์ได้พบเชื้อราแคนดิดา ออริส ระบาดในบริเวณเอเซียใต้ เวเนซูเอลา และอาฟริกาใต้ ระหว่างปี 2555 – 2558 เนื่องจากภูมิอากาศในบริเวณดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์ของเชื้อราร้ายกาจตัวนี้ และไม่พบหลักฐานการแพร่กระจายเชื้อดังกล่าวจากคนสู่คนในภูมิภาคดังกล่าว เมื่อเชื้อราระบาดตามภาวะภูมิอากาศได้ เชื้อไวรัสก็น่าจะระบาดโดยเหตุสนับสนุนจากภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนตามภาวะโลกร้อนได้

ความอยู่รอดของมนุษยชาติจากวค.19 อยู่ที่การพัฒนายาวัคซีนปัองกันเชื้อไวรัสร้ายกาจตัวนี้ขึ้นมา โดยปกติ ตามขั้นตอนปกติของการผลิตวัคซีนที่ใช้เชื้อไวรัสหวัดธรรมดาปรุงแต่งกับสารมีชีวิต นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 1 ปี แต่อาจนานถึง 3 หรือ 6 ปี อย่างไรก็ตาม นับเป็นข่าวน่ายินดีที่นักวิทยาศาสตร์จีนสามารถถอดรหัสวค.19 ได้สำเร็จมาตั้งแต่มกราคม 2563 ขณะนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน “วิทยาการบำบัดโรคทางหน่วยพันธุกรรม” ทั่วโลกกำลังเร่งรีบปรุงแต่งรหัสวค.19 กับดีเอ็นเอของสารมีชีวิตอยู่อย่างเร่งรีบ เพื่อให้ได้ผลออกมาเป็นยาที่ใช้กำหราบไวรัสตัวนี้ได้อยู่หมัด ทั้งนี้ เป็นวิถีทางผลิตยาวัคซีนแบบสมัยใหม่ล่าสุดที่มีขั้นตอนรวดเร็วกว่าการใช้เชื้อไวรัสมาปรุงแต่งกับสารมีชีวิต ดังเช่นที่ใช้ผลิตวัคซินป้องกันไวรัสหวัดธรรมดา

นอกจากยาวัคซีนแล้ว เรายังต้องหันมาพึ่งตัวเองด้วยการดูแลรักษาสุขภาพตนตามคำแนะนำที่ศึกษาได้จากผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบาดวิทยา ข้อสำคัญ เราต้องไม่วิตกกังวลเกินเหตุ จนทานอาหารไม่ได้/นอนไม่หลับ ซึ่งจะบั่นทอนสุขภาพ โดยเราอาจทำสมาธิให้จิตใจตั้งอยู่กับจุดศูนย์กลางหรือสายกลางระหว่างความเป็นกับความตาย (มรรคแปด) แสดงจิตอาสาเสริมสร้างสังคม และเสริมสร้างศรัทธาในสมรรถภาพของตัวเราเอง ให้สมกับที่นักมานุษวิทยาได้ตั้งชื่อมนุษย์อย่างเราท่านไว้ว่า “มนุษย์ฉลาด” (Homo sapiens) เนื่องจากเรามีสติปัญญาหลักแหลมสามารถเอาตัวรอดจากโรคภัยไข้เจ็บบนพิภพนี้มาได้นานถึง 6 ล้านปี

ในขณะเดียวกัน เราน่าจะทบทวนรำลึกถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนให้เรามองเห็นธรรมะในธรรมชาติว่า โลกนี้เป็นโลกของ “เหตุ” และ “ผล” โดยผลย่อมมาจาก “เหตุ” อาทิ ผลของแผ่นดินไหวมาจากเหตุของแผ่นหินใต้เปลือกผิวโลกมีการเคลื่อนที่ และ “อุบัติเหตุ” ที่เกิดขึ้นเองไม่มี เพราะอุบัติเหตุเป็นผลที่เกิดจากเหตุ อาทิ ความประมาทของผู้เกี่ยวข้อง

โดยนัยนี้ วค.19 คือผลกรรมของเราที่ออกมาเตือนเราให้ตระหนักว่า เราจะต้องหันมาช่วยกันหยุดยั้งกิจกรรมพิศดารทั้งปวงที่เป็น “เหตุ” อาทิ การบริโภคอาหารแบบพิศดารสุดโต่ง (สัตว์ป่า) โดยเฉพาะการเผาผลาญเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (แข่งรถวนรอบสนาม) แบบไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงอย่างคนสติเสีย เพราะการหันมาอนุรักษ์นิเวศวิทยาจะสามารถชะลอลด “ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้ชะลอลดการละลายของกำแพงน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ และชะลอลดการปลดปล่อยเชื้อโรคสารพัดจำพวกจากดึกดำบรรพ์ที่ได้รับการแช่แข็งมานับล้านปี ให้ลงสู่ทะเลและเข้าสู่ตัวเราโดยผ่านทางอาหารสัตว์ทะเล

อย่าลืมว่า เมื่อเราทำเหตุมงคลไว้ ผลมงคลก็จะเกิดขึ้นตามมาสนองเรา ตาม “กฎแห่งกรรม” อย่างแน่นอน.

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลความรู้ต่อไปนี้
https://www.worldometers.info/coronavirus/
https://www.who.int/emergencies/diseases/novel-coronavirus-2019/events-as-they-happen
https://www.cdc.gov/media/dpk/diseases-and-conditions/coronavirus/coronavirus-2020.html
http://weekly.chinacdc.cn/en/article/id/e53946e2-c6c4-41e9-9a9b-fea8db1a8f51 https://www.who.int/docs/default-source/coronaviruse/who-china-joint-mission-on-covid-19-final-report.pdf
https://time.com/5779156/wuhan-coronavirus-climate-change/?utm_source=newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=the-brief-pm&utm_content=20200207&xid=newsletter-brief
https://www.pri.org/file/2020-01-30/coronavirus-vaccine
https://time.com/5632961/candida-auris-global-warming/
https://www.theatlantic.com/health/archive/2020/02/covid-vaccine/607000/
https://www.theguardian.com/world/2020/feb/29/worse-than-flu-busting-coronavirus-myths

ย้อนรอยพรรคสีฟ้า รักแท้แต่ชอบ”เท” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอยพรรคสีฟ้า รักแท้แต่ชอบ”เท”

11 มีนาคม 2563 – 13:10 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พลอเปรม ติณสูลานนท์,ชวน หลีกภัย,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 436 ครั้ง

และแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังทำให้คนไทยมองตากันปริบๆ อีกครั้งว่าจะเอายังไง หลังกระแสข่าวไลน์กลุ่มอันร้อนแรง กรณีการกักตุนหน้ากากอนามัยนับล้านชิ้นที่มีชื่อของรมต.ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เลยทำให้ต้องย้อนอดีตดูไทม์ไลน์เส้นทางพรรคที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้อีกครั้งว่าเคยร่วมสังฆกรรมเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลมากี่ครั้งกี่หน แล้วเคยทำอะไรไว้บ้างหลังจากนั้น

อย่างที่รู้หลังพรรคประชาธิปัตย์ถือกำเนิดขึ้นในปี 2489 และโลดแล่นในสนามการเมืองไทย อาจพูดได้ว่าบรรยากาศการเมืองไทยในรอยต่อก่อนและหลังปี 2500 ยังไม่ใช่เวลาของพรรคประชาธิปัตย์เท่าไหร่ แต่เป็นยุคสมัยของจอมพล.ป. พิบูลสงคราม อันยาวนาน จนหลายคนพูดตรงกันว่าเป็นยุคแห่งความอดอยากปากแห้ง (คือพูดเยอะไม่ได้) ของคนเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างยิ่ง

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์หากนับจากการก่อตั้งพรรคจนถึงปัจจุบันที่มีการเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 25 ครั้ง รวมแล้วพรรคนี้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 7 ครั้งคือปี 2491, 2518, 2519 (2 ครั้ง), 2535, 2540 และ 2551 และยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 4 ครั้งเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกหลายครั้ง

โดยในที่นี้หากถามเฉพาะในหน้าที่พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไม่นับช่วงที่ได้เป็นรัฐบาลรับเชิญของคณะรัฐประหาร 2490 โดย ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกฯ รักษา ก็คงเป็น 3 ครั้งที่น่าจดจำ

++

        ชีวิตนี้ให้ป๋า
ตอนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยการซาวด์เสียงของทั้ง ส.ว. และส.ส. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 ในครั้งนั้นมีพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลเปรม 1 จำนวน 4 พรรค คือ กิจสังคม ชาติไทย สยามประชาธิปไตย และแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์

ว่ากันว่าช่วงนั้นบรรยากาศสะตอสามัคคีฉลองไปทั่วพรรคร่วมเพราะประชาธิปัตย์ทำหน้าที่หนุนค้ำบัลลังก์ป๋าชนิดทุ่มสุดตัว เพราะต้องไม่ลืมว่าป๋าเปรมคือบุตรแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาขวัญใจชาวปักษ์ใต้

สะตอสามัคคีใจเดียวให้ป๋าตั้งแต่เปรม 1 ถึงเปรม 5 จนกระทั่งสามัคคีต่อไปไม่ไหว เมื่อคนในพรรคเริ่มไม่เอาด้วยเกิดเป็นกลุ่ม 10 มกราขึ้น นำโดย “ไข่มุกดำ” วีระ มุสิกพงศ์ (หรือวีระกานต์ในปัจุจบัน) และคณะ

ก็อย่างที่รู้กลุ่ม 10 มกรา ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกลุ่มวาดะห์ โดยไม่ยกมือสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรจนทำให้ พล.อ.เปรม ต้องประกาศยุบสภาในปี 2531

++

    ร่วม(ล่ม)เรือน้าชาติ
จนเมื่อ พล.อ.เปรม ลงจากตำแหน่งในปี 2531 เมืองไทยมีการเลือกตั้งในปีนั้น คนไทยได้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ร่วมลงเรือเป็นรัฐบาลในครม.น้าชาติ สานฝันเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

แต่แล้วประชาธิปัตย์ในยุคที่มี สนั่น ขจรประศาสตน์ เป็นแม่บ้านพรรค ก็ออกลวดลาย กล่าวคือในวันที่ 12 ธันวาคม 2533 พรรคประชาธิปัตย์ได้ขอถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล โดยประกาศต่อสาธารณชนว่าเพราะไม่ต้องการให้เกิดสภาพเผด็จการรัฐสภา เนื่องจากส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้านหลายเท่าตัว ทำให้ยากต่อการตรวจสอบรัฐบาลผ่านกระบวนการทางสภา

แม้ลีลาหนนี้ทำเอาน้าชาติต้องร้องเพลงอ่าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้ แต่เรื่องนี้ก็ส่งผลให้พรรคสีฟ้าดูหล่อขึ้นหลายเท่าตัวที่ไม่มีภาพซ้อนทับกับ “บุฟเฟต์ คาบิเนต” ของรัฐบาลชาติชาย

เป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างทันท่วงที จนกระทั่งรัฐบาลชุดนั้นถูก คณะรสช.รัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และนำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” 2535 ในที่สุด

++

          ผงาดที่รังลุง
แน่นอนตลอดมาพรรคประชาธิปัตย์ฟุ้งว่าตนเองเป็นพรรคที่มีบทบาทต่อต้านเผด็จการเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนและทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแข็งขันมาตลอดหลายรัฐบาล

ถ้านับหลังปี 2535 พรรคนี้ก็อยู่ฟาดฟันรัฐบาลมาแล้วเพียบ ไล่ตั้งแต่รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา, ชวลิต ยงใจยุทธ, ทักษิณ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในห้วงขณะเดียวกันพรรคนี้ก็เคยมีนายกฯ ที่ไม่เอาเผด็จการทหารอย่าง นายหัวชวน หลีกภัย ที่ชนะเลือกตั้ง ปี 2535 มาด้วยคะแนนท่วมท้นมาแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันอีก พรรคนี้ก็เคยมีนายกฯ ที่ถูกชาวบ้านร้านตลาดสงสัยว่าไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหารมาแล้วอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปี 2551

นี่ยังไม่นับวีรกรรมพรรคประชาธิปัตย์ตอนที่ สนั่น ขจรประศาสน์ เจ้าเก่า สร้างตำนาน “งูเห่า” ขึ้นมา ด้วยการฉกลูกพรรคประชากรไทยของ สมัคร สุนทรเวช มาหลายคนหลายเสียงจนทำให้ชวนได้นั่งนายกฯ อีกครั้งในปี 2540

อย่างไรก็ดีมาถึงปี 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์มีวันที่แพ้เลือกตั้งราบคาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ก็ยังมีจำนวนส.ส.มากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชารัฐแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จัดหนักไปหลายเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ

แต่ประวัติศาสตร์เป็นกงล้อ วันนี้ก็มาถึงวันที่คนไทยต้องจับตาดูพรรคนี้อีกครั้งว่าจะเอายังไงกับการร่วมเรือลุงในปรากฏการณ์พิษหน้ากากการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ เชื่อว่าหลายคนมีคำตอบ

เกมวัดใจเขย่า ครม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมวัดใจเขย่า ครม.

11 มีนาคม 2563 – 11:30 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,หน้ากากอนามัย,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 343 ครั้ง

เกมวัดใจเขย่า ครม.

เป็นอีกครั้งที่ศึกในพรรคประชาธิปัตย์กลับมาปะทุ ในประเด็นที่พุ่งเป้าไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสมในการร่วมคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยเฉพาะคำชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปจนถึงบุคคลใกล้ชิดเข้าไปมีส่วนได้เสียหน้ากากอนามัย ไปขัดแย้งกับเงื่อนไขมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในการร่วมรัฐบาล

อ่านข่าว…  ธรรมนัส ยันภาพกักตุนหน้ากาก แค่ตัดต่อ จ่อเอาผิดสื่อออนไลน์

ทำให้เผือกร้อนขณะนี้ถูกส่งไปไปที่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค จะรับเรื่องที่ “อันวาร์ สาเเละ” ส.ส.ปัตตานี ในหมวกรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ภายหลังได้ยกเลิกกำหนดการเดิมเมื่อ 7 มีนาคม 2563 เพื่อเป็นเวทีกลางหารือถึงมติพรรคจะถอนตัวร่วมรัฐบาลหรือไม่

ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่า ส.ส.และอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคน คัดค้านจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขัดแย้งกับคำประกาศอุดมการณ์ของพรรคในข้อ 4.จะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใด

ทำให้ตลอดการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ยังมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนคนละขากับแกนนำพรรคที่มีตำแหน่งในรัฐบาล เคลื่อนไหวแสดงจุดยืนมาโดยตลอด จนกระทั่งเป็นภาพชินตาไปถึงสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ตั้งฉายา “จุรินทร์” เป็นรัฐอิสระที่ไม่สามารถควบคุม ส.ส.ในพรรคได้ สร้างความหวาดระแวงภายในรัฐบาลตลอดเวลา ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐ

แต่เป็นสิ่งที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคนออกมาตอกย้ำว่า ความคิดเห็นทางการเมืองภายในพรรคทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เป็นธรรมชาติของคนประชาธิปัตย์ จะเปิดประเด็นถกเถียงอย่างดุเดือดกันข้ามวันข้ามคืน ไม่ว่าจะมีเสียงเห็นด้วยหรือคัดค้าน แต่สุดท้ายจะไปจบลงที่มติพรรคทุกครั้ง

การจุดประเด็นถอนตัวร่วมรัฐบาลจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กำลังถูกส่งไปที่ “จุรินทร์” จะนัดเปิดประชุมเพื่อเคลียร์ประเด็นภายในพรรคหรือไม่ เพราะกลไกที่ประชาธิปัตย์วางไว้ หากมีการยื่นเรื่องเข้ามาที่เกี่ยวกับการบริหารพรรค เป็นสิ่งที่กรรมการบริหารพรรค ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณา

โดยเฉพาะมติพรรคอื่นใดต้องมาจากการประชุมคณะกรรมการบริหาร และ ส.ส.รวม 81 คน จะเป็นผู้ชี้ขาดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาล ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ไวรัสโควิด-19 หรือคำชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็น “วาระ” สำคัญให้ประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงเรือลำเดียวกันต่อหรือไม่

ถึงแม้การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 4 มิถุนายน 2562 ต่อเสียงการลงมติ 61 เสียงร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ จะพาให้ประชาธิปัตย์หันหัวร่วมลงเรือแป๊ะ แต่จากหลักฐานในแชทกลุ่มไลน์ “อดีตส.ส.ปชป.ปี 62” ซึ่งมีสมาชิกรวม 169 คน เป็นแรงกระเพื่อมสำคัญไปถึงมือโหวตตัดสินใจถอนตัว ที่มาจากกลุ่มเห็นด้วยและคัดค้าน

ประเด็นสำคัญที่ประชาธิปัตย์จะตัดสินใจ จะถูกโฟกัสไปที่ 3 เรื่องตามเงื่อนไขร่วมรัฐบาล 1.รับนโยบายประกันรายได้ 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 3.มีการทุจริตคอร์รัปชั่น หากแยกให้ชัดว่าประชาธิปัตย์ให้น้ำหนักกับเงื่อนไขใดเป็นเรื่องแรก เพราะทุกเงื่อนไขมีความสำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของประชาธิปัตย์ ตั้งแต่การเดินหน้านโยบายประกันรายได้พืชผลการเกษตร ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ได้เร่งออกนโยบายหลายมาตรการ และเป็นผลงานสำคัญที่ประชาธิปัตย์นำไปต่อยอดหาเสียงในอนาคต

เงื่อนไขที่ 2 การแก้รัฐธรรนูญ ขณะนี้อยู่ระหว่างที่สภาประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เป็นอีกเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์ต้องการเดินหน้าเพื่อเข้าไป “ปลดล็อก” รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับเปลี่ยนกติกาที่มีผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง

หรือกระทั่งเงื่อนไขที่ 3 เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังถูก “ตีความ” ในกรณีของ ร.อ.ธรรมนัสอย่างไร เมื่อรมช.เกษตรฯ ออกมายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย คงเหลือเพียงคำชี้แจงในประเด็นที่ฝ่ายค้านตรวจสอบประวัติที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัสออกมาปฏิเสธเช่นกัน

สุดท้ายแล้วแรงกระเพื่อมในประชาธิปัตย์ กำลังถูกท้าทายในเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาลทั้ง 3 ข้อ จะได้ข้อสรุปเช่นเดียวกับมติวันที่ 4 มิถุนายน หรือไม่ เพราะทุกการตัดสินใจหลังจากนี้ มีผลต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทั้งสิ้น.

ถอดหน้ากาก ‘ภราดรภาพ” เด็กเก่าวังน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421668?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดหน้ากาก ‘ภราดรภาพ” เด็กเก่าวังน้ำยม

11 มีนาคม 2563 – 10:13 น.
หน้ากากอนามัย,พรรคมัชฌิมาธิปไตย,ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี,พรรคภราดรภาพ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 944 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 มี.ค.63

*************************

เย็นวันที่ มีนาคม 2563 ตำรวจ สน.หนองแขม เข้าตรวจค้นอาคารไทยเฮลท์ ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ แขวงหนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพฯ เพราะอาคารดังกล่าว ปรากฏในคลิปที่เผยแพร่ในโซเชียล ที่มีผู้ชายลักษณะคล้าย “บอย” ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี พูดว่า “พร้อมจำหน่ายหน้ากากอนามัย มีสินค้าประมาณ 200 ล้านชิ้น”

อาคารพาณิชย์ คูหา สูง ชั้นครึ่ง เนื้อที่กว่า ไร่ ยังเป็นที่ตั้งที่ทำการพรรคภราดรภาพสมาพันธ์นักธุรกิจหนองแขม และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยจีน

เจ้าของอาคารนี้คือ “พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งบริษัทไทยเฮลท์ จำกัด ขณะนี้ได้ปิดกิจการไปแล้ว 

พันธ์ยศ” ยอมรับว่ารู้จักกับศรสุวีร์ ที่มาประสานขอให้ตนหาหน้ากากอนามัย เพื่อจะนำมาบริจาค ล้านชิ้น โดยเขาเป็นแค่ตัวกลางในการติดต่อหาหน้ากากอนามัยให้หน่วยงานภาครัฐของประเทศจีน

คนหนองแขม

10 กว่าปีมานี้ คนหนองแขมรู้จัก “พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” ประธานชมรมผู้ประกอบการหนองแขม ในฐานะนักธุรกิจหนุ่ม ผู้ประสบความสำเร็จมาจากไทยเฮลท์ กรุ๊ป ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ

พันธ์ยศ  นักธุรกิจหนุ่ม

ปี 2550-2556 “พันธุ์ยศ” ดำเนินธุรกิจรูปแบบขายตรง โดยมีช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงผู้บริโภค ผ่านเครือข่ายวิทยุหลักและวิทยุชุมชนกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ พร้อมทีวีดาวเทียม

นอกจากนั้น พันธุ์ยศยังเป็นประธานสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยจีน ผู้อยู่เบื้องหลังส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย ทั้งเป็นที่ปรึกษาให้แก่กลุ่มนักธุรกิจไทยและจีน

คนหนุ่มแห่งหนองแขมต้องเผชิญศึกหน้ากากการเมือง โดยไม่ได้ทันตั้งตัว

พรรคขายตรง

ย้อนไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 พรรคภราดรภาพได้จัดประชุมใหญ่สามัญ และเปิดตัวผู้สมัคร ส..ที่ศูนย์ประสานงานพรรคภราดรภาพ อาคารไทยเฮลท์ หนองแขม กรุงเทพฯ

อาคารไทยเฮลท์ หนองแขม เป็นที่ทำการพรรค

พรรคภราดรภาพ เริ่มก่อการเตรียมเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง ช่วงกลางปี 2561 ที่ประชุมใหญ่เลือก “ม...ดำรงดิศ ดิศกุล” อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นหัวหน้าพรรค และ “พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์” เป็นเลขาธิการพรรค

ตัวละครคนสำคัญของพรรคภราดรภาพคือ “ร..รชฏ พิสิษฐบรรณกร” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1

...ดำรงดิศ อดีตหัวหน้าพรรค

รชฏ” เป็นคนชักชวนพันธ์ยศให้เข้าสู่วงการเมือง และรับบทแม่บ้านพรรค แต่พรรคภราดรภาพไปไม่ถึงฝั่งฝัน ได้คะแนนรวมทั้งประเทศ 27,799 คะแนน

ปลายปี 2562 พรรคภราดรภาพ ปรับทัพอีกครั้ง ที่ประชุมใหญ่เลือก ร..รชฏ พิสิษฐบรรณกร เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ม...ดำรงดิศ ดิศกุล ประธานที่ปรึกษาพรรค และพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค

ภารกิจพิเศษบางอย่าง ทำให้พรรคภราดรภาพ ต้องเปลี่ยน “หัว” ในช่วงที่มีกระแสข่าวยุบอนาคตใหม่

เด็กเก่าวังน้ำยม

สำหรับ “..รชฏ พิสิษฐบรรณกร” เตรียมทหาร 34 และ จปร.45 เคยรับราชการที่กองทัพภาคที่ จากนัั้นได้ลาออกจากราชการมาทำงานการเมือง

เลือกตั้งปี 2548 “..รชฏ” ชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส..กรุงเทพฯ เขต พรรคไทยรักไทย และนายทหารหนุ่มคนนี้ ได้เข้าสังกัด “กลุ่มวังน้ำยม” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้ที่บารมีเบ่งบานในยุคนั้น

เมื่อประมุขวังน้ำยมไปก่อตั้ง “พรรคมัชฌิมาธิปไตย” ลงสู้ศึกเลือกตั้งปี 2550 สมาชิกวังน้ำยมจำนวนหนึ่งยกทีมไปร่วมงานด้วย โดยอดีต ส..อย่าง ร..รชฏ นำทีมลงสมัคร ส..กรุงเทพฯ แต่สอบตกยกพรรค

รชฏ อดีต ส.ส.กทม.และหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม พรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เข้าร่วมรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย ร..รชฏ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีพาณิชย์ (...บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.พาณิชย์

หลังจากนั้น ร..รชฏ ยุติบทบาททางการเมืองเป็นระยะเวลา ปี เนื่องจากพรรคเก่าถูกยุบ ตอนนั้น เขาเป็นรองเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย

ช่วงเว้นวรรคการเมือง ร..รชฏไปทำธุรกิจสายการบิน และประธานสโมสรฟุตบอลเลยซิตี้ รวมถึงเป็นโปรโมเตอร์มวยไทยของสนามมวยเวทีลุมพินี 

เมื่อปี่กลองดัง ร..รชฏ จึงไปนำพรรคเก่าที่จดทะเบียนกับ กกต.ไว้แล้วอย่างพรรคภราดรภาพ มาปัดฝุ่นใหม่

คนวงในรู้ดีว่า “ร..รชฏ” ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ “สมศักดิ์” ประมุขวังน้ำยม(เก่ามิต่างจาก “เสี่ยจ๊ะ” อดีตมือขวาเจ้าพ่อไก่ชน 

อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421666?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำ

11 มีนาคม 2563 – 08:42 น.
โควิด-19,ไวรัส,โคโรน่า,งดกิจกรรม
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

อย่าปล่อยให้ต่างคนต่างทำ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 11 มีนาคม 2563

โลกของเรา หลังจากเผชิญวิกฤติโควิด-19 เข้าเดือนที่ 4 กำลังก้าวสู่ความโกลาหลอย่างเหลือคณา แม้ว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย และเสียชีวิตในจีนจะเริ่มอยู่ในอัตราที่ลดลง แต่ในบางประเทศกลับส่อแสดงว่า ไวรัสมรณะตัวนี้จะเขย่าโลกต่อไปอีกพอสมควร โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม จูเซปเป คอนเต นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ประกาศปิดประเทศ โดยที่ก่อนหน้านั้นจำกัดขอบเขตเอาไว้เพียงปิดบางเมือง ทั้งนี้เพราะ ณ วันที่ 9 มีนาคม อิตาลี มีสถิติผู้เสียชีวิตรองจากจีนที่จำนวนใกล้แตะระดับ 500 คน การตัดสินใจปิดประเทศครั้งนี้ ทำให้ทุกพื้นที่เป็นเขตควบคุม รัฐบาลสั่งห้ามผู้คนเดินทางยกเว้นไปทำงานหรือเหตุฉุกเฉินในครอบครัว พร้อมสั่งเลิกกิจกรรมต่างๆ เช่น การชุมนุม การแข่งขันฟุตบอล และท่องเที่ยวยามค่ำคืน

อ่านข่าว…  เจาะลึกทีมแพทย์…”เปิด 11 สูตรยา” รักษาโควิด-19

สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขยืนยัน สถานการณ์โควิด-19 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 3 คน เป็นหญิงไทยอายุ 41 ปี 1 คน และอีก 2 คน เป็นคู่สามี-ภรรยา ซึ่งภรรยาเดินทางกลับมาจากประเทศอิตาลี รวมผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยล่าสุด 53 คน รักษาตัวในโรงพยาบาล 19 คน หายดีกลับบ้านได้แล้ว 33 คน ส่วนผู้เสียชีวิตยังเป็นรายเดิมจำนวน 1 คน กระทรวงสาธารณสุขได้เน้นย้ำอีกครั้งขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่ที่เชื้อโรคนี้ระบาดอยู่ โดยเฉพาะในยุโรป หากจำเป็นต้องเดินทางควรระมัดระวังอย่างเต็มที่ ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ฝรั่งเศสก็ยังเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าเป็นห่วง โดยสรุปก็คือ ที่ต้องระวังกันมากที่สุดขณะนี้ก็คือ กิจกรรมชุมนุม และ/หรือการเดินทาง

ในด้านกิจกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องใช้มาตรการที่เข้มข้น อย่างเช่น กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ประกาศงดกิจกรรมสงกรานต์ประจำปี 2563 ที่ถนนสีลม ถนนข้าวสาร และบริเวณราชประสงค์ งดจัดกิจกรรมอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์แห่ขบวนรอบกรุง รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือภาคเอกชนให้งดกิจกรรมลักษณะเดียวกัน สำหรับในต่างจังหวัด หลายๆ ภาคส่วนก็พร้อมใจยกเลิกกิจกรรมที่เป็นการชุมนุมหรือการรวมตัวของคนหมู่มากเช่นกัน เหล่านี้ต้องยอมรับว่า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับรายได้จากการท่องเที่ยว แต่เดิมคาดว่าจะหดหายไปประมาณกว่า 3 แสนล้านบาทจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง 6 ล้านคน ก็พุ่งทะยานเป็น 5 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว

มาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น เที่ยวเมืองรอง ท่องเที่ยวชุมชน จับจ่ายในตลาดน้ำประชารัฐ สนับสนุนสินค้าโอท็อป ฯลฯ นับเป็นอีกทางออกหนึ่งที่จะช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดหนักลงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้อย่างเลวร้ายสุดๆ แต่กระนั้น รัฐบาลเองก็ต้องมีแผนงานทั้งระยะสั้น และระยะยาวเพื่อเป็นโมเดลให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน ยกตัวอย่าง การท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการระงับการแพร่เชื้อ ก็ต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวในแบบที่ปลอดภัย และพยุงรายได้ให้ผู้ประกอบการในทุกๆ ส่วน ด้านการขนส่งคมนาคม ก็ต้องมีแผนงานเป็นระบบ เช่นเดียวกับด้านการศึกษาที่อยู่ในช่วงสอบเข้า ม.4 หรือกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก ล้วนแต่ต้องมีแนวทาง และมี “ผู้นำ” ควบคุมสถานการณ์ ปล่อยไปแบบต่างคนต่างทำไม่ได้แน่

ไหวมั้ย ‘แฟลชม็อบ’ ฤาแค่วิบวับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421485?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไหวมั้ย ‘แฟลชม็อบ’ ฤาแค่วิบวับ

10 มีนาคม 2563 – 10:05 น.
ม็อบ นศ,ไล่ประยุทธ์,เพนกวิน,พริษฐ์ ชิวารักษ์,โบว์ ณัฎฐา มหัทธนา,วิ่งไล่ลุง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 318 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 มี.ค.63

********************************

เย็นวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย จัดกิจกรรมรำลึกและไว้อาลัยผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ และความยุติธรรมที่หายไป ที่ลานประติมากรรม 6 ตุลา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้คนบางตา จึงมีคำถามว่า แฟลชม็อบยังไปต่อไหวมั้ย? เพราะกิจกรรมนี้จัดโดยแม่งานใหญ่แฟลชม็อบ

สัปดาห์ที่ผ่านมานักศึกษาแต่ละสถาบันกำลังสอบกลางภาคเลยทำให้แฟลชม็อบหลายแห่งมีคนร่วมชุมนุมน้อยและส่วนหนึ่งอาจไม่มาเพราะเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ด้วยเหตุนี้กลุ่มลูกพ่อขุนฯ โค่นล้มเผด็จการ จึงจัดกิจกรรม “ปิดเทอมใหญ่ ซ้อมไล่เผด็จการ​” music fest วันที่ 10 มีนาคมนี้ ที่ลานพ่อขุน รามคำแหง หัวหมาก ขอทดสอบกำลังนักศึกษาอีกครั้ง

อ่านข่าว-‘พีระพันธุ์’ มอบ ‘วัฒนา’ ไปรับฟังความเห็น ‘แฟลชม็อบ’

เสียงจาก“โบว์”

อันเนื่องจาก “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด และอดีตแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ไปพูดในรายการขยี้ข่าวทอล์ก เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วในประเด็นพลังนักศึกษาถึงไหนแล้ว

“โบว์” ไม่ใช่นักกิจกรรมจากรั้วมหาวิทยาลัยแบบรังสิมันต์ โรม แต่เธอเป็นคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผ่านการทำกิจกรรมต้าน คสช.มาหลายปี

โบว์วางมือ

เมื่อผู้ดำเนินรายการขยี้ข่าวทอล์ก ถามว่าพลังนักศึกษาที่จัดแฟลชม็อบ “จุดติด” หรือไม่? โบว์ตอบว่า “จุดยังไม่ติด ในระดับที่เราคิดจะเปลี่ยนแปลงได้”

โบว์ประเมินจากกิจกรรมซ้อมชุมนุมใหญ่หน้าหอประชุมใหญ่ เกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นการชุมนุมเปิดที่ให้คนนอกเข้าร่วม ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่เกิน 2 พันคน

“ถ้าจุดติดคนเข้าร่วมต้องหลักหมื่น” โบว์กล่าว หากเปรียบเทียบกับกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่มีคนเข้าร่วมมากกว่า 2 หมื่นคน

วิ่งไล่ลุง คนมากกว่าแฟลชม็อบ

อย่างไรก็ตามวิ่งไล่ลุงเป็นกิจกรรมที่ไม่ชัดว่าเป็นม็อบบนท้องถนน ผู้คนจึงมองว่าปลอดภัย นี่คือทัศนคติของคนไทยที่ยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพตัวเอง

โบว์สรุปตรงไปตรงมา พลังประชาชนยังไม่มากพอ..ลุงตู่จึงอยู่ต่อได้

บอล”หายไปไหน

นักกิจกรรมจากรั้วจุฬาฯ ที่มีชื่อเสียงจากกิจกรรมวิ่งไล่ลุงคือ “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ ที่ร่วมกับ “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ จัดวิ่งไล่ลุงที่สวนรถไฟ มีคนเข้าร่วมมากกว่าหมื่นคน

ขณะที่บทบาทของ “บอล” ในกิจกรรมแฟลชม็อบกลับเงียบไป และเพิ่งไปโผล่ที่กิจกรรมแฟลชม็อบที่ลานศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บอลวิ่งไล่ลุง

จะว่าไปแล้ว “บอล” กับ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ก่อตั้งสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) มาด้วยกัน แต่ช่วงหลังบอลกับเพนกวินมีระยะห่างจากกันนับแต่มีกิจกรรมวิ่งไล่ลุง

ในแฟนเพจธนวัฒน์ วงค์ไชย – Tanawat Wongchai บอลยังไลฟ์วิจารณ์รัฐบาลลุงตู่และแสวงหาแนวร่วมจากทุกเสื้อสี “..อดีตอาจจะเคยคิดอีกอย่างหนึ่ง หากวันนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ยินดีต้อนรับทุกคนครับ”

บอลคงคิดเหมือนโบว์ ปล่อยให้คนไทยเกิดอาการ “ตาสว่าง” เอง..แล้วลุงตู่ก็อยู่ไม่ได้

เพนกวิน”มีปัญหา

แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ หลังเจอเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากการปราศรัยที่ ม.เกษตรฯ ก็เงียบไปเหมือนกัน

อันเนื่องจากการติดแฮชแท็ก #ไม่เอาเพนกวินปราศรัย และพาดพิงไปถึงเรื่องฉาวโฉ่ของนักศึกษาคนหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต

เพนกวิน ดาวไฮด์ปาร์ค

บังเอิญว่าเพนกวินสวมหัวโขนแกนนำพรรคโดมปฏิวัติ และนักศึกษาผู้ก่อเหตุฉาวเป็นสมาชิกพรรคโดมปฏิวัติ เมื่อวันก่อนเพนกวินจึงได้ชี้แจงผ่านแฟนเพจ เนื่องจากมีคนกล่าวหาว่า ตัวเขาปกป้องอดีตสมาชิกที่มีข่าวว่าไปข่มขืนคนอื่น

“ผมเป็นคนประสานอาจารย์จากกองกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้ดำเนินการทางวินัยต่อไป ซึ่งตามวินัยนักศึกษาแล้ว เพื่อให้พิสูจน์ความผิดและหากผิดจริงจะมีโทษถึงขั้นพักการให้ปริญญา ก็คือจะส่งผลให้เรียนไม่จบตามกำหนดครับ”

เพนกวินยังแจกแจงยาวยืดเพื่อให้ประชาคมธรรมศาสตร์ได้เข้าใจและไม่เคยปกป้องคนกระทำผิด ซึ่งทางพรรคโดมปฏิวัติได้ขับนักศึกษาคนนั้นออกจากพรรคแล้ว

“ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้เรียกร้องมหาวิทยาลัยบ้างครับ ว่าขอให้จริงจังกับเรื่องนี้บ้าง ขอให้เดินเรื่องได้เร็วเหมือนที่ฝ่าย รปภ. ไปปลดป้ายประท้วงออกบ้าง..”

ต้องรอดูแฟลชม็อบรามคำแหง เพนกวินจะไปโผล่ปราศรัยหรือไม่?