ชาวนาเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชาวนาเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ

10 มีนาคม 2563 – 09:50 น.
ชาวนา,ราคาข้าว,ภัยแล้ง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ชาวนาเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน’ เราได้ยินคำกล่าวนี้ตลอดมาและเวลานี้ชาวนาดูเหมือนจะถูกลืมไปเสียแล้ว

ไหนจะเรื่องการเมืองที่มีแต่จะสร้างความเสื่อมศรัทธา หรือไวรัส ‘โควิด-19’ ซึ่งทำให้คนไทยและทั่วโลกตื่นตระหนก ส่งผลกระทบ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างเหลือคณานับ และเวลานี้ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร ?

อ่านข่าว…  “ช่างชาวนา”ปรับวิถีตามยุคสมัยลดต้นทุนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนข่าวที่ว่ารัฐบาลเตรียมช่วยเหลือชาวนาโดยเฉพาะเรื่องราคาข้าว และปัญหาภัยแล้ง

ขอเตือนแจ้งมายังทุกคนที่เกี่ยวข้องกับข้าวและชาวนาว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และหลายรัฐมนตรีที่ผ่านมาเจอคดีเกี่ยวกับประกันราคาข้าว – จำนำข้าว – ฯลฯ จนเป็นคดีดังทราบกันอยู่

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ มีแผนการนโยบายช่วยเหลือชาวนา 100% ดังเป็นข่าวทราบกันอยู่

แต่ผู้ปฏิบัติระดับล่างๆ รองลงไปจะทำได้หรือเปล่าเพราะอันตรายมากๆ!

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคการเมืองที่ดูแลเรื่องข้าวคือกระทรวงเกษตรฯ และราคาข้าวคือกระทรวงพาณิชย์ มาจากพรรคประชาธิปัตย์ !

นายกรัฐมนตรีจะสั่งการได้แค่ไหนถึงจะมีการสนองตอบ-น่าคิด!
อ๊อด เทอร์โบ


 การบินไทยจะล้มละลาย?
จดหมายจากคุณ ‘ไพเราะ’ ลาดพร้าวต่อไปนี้ มีข้อมูลต่างๆ เรื่องการบินไทยและมีคำถามส่งผ่านไปยังผู้บริหารว่าขาดทุนขนาดนี้จะอยู่รอดหรือไม่ ?

หลายๆ คนบอกว่าถ้าเป็นบริษัทเอกชนแล้วการบินไทยจะต้องปิดหรือล้มละลายไปแล้ว เพราะในอดีตกาลที่ผ่านมามีการเมืองและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างมากจนการบินไทยเป็นบ่อเงินบ่อทองดังทราบกันอยู่

2563 ทั่วโลกมีแต่ปัญหาแล้วการบินไทยจะขาดทุนมากแค่ไหน?
อ๊อด เทอร์โบ


 การบินไทยขาดทุน
 2563 กว่า 1.2 หมื่นล้าน
(ผ่านไปยัง ‘การบินไทย’)

ผมเป็นคนไทยที่อาศัยบริการของการบินไทยมาตลอดเพราะเห็นว่าเป็นสายการบินแห่งชาติหรือรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของ และมีหนทางเดียวที่จะช่วยได้คือช่วยซื้อตั๋วโดยสารการบินไทยเป็นการอุดหนุนกัน

แม้ว่าจะมีเรื่องราว-เส้นสายหรืออะไรก็ตามก็ขัดอารมณ์บ้างก็ให้อภัยเพราะมีสติว่านานาจิตตัง อายุก็มากแล้วแต่ที่เขียนจดหมายมานี้ไม่สบายใจอย่างยิ่ง พูดตรงๆ ว่ากลัวการบินไทยจะล้มละลาย เพราะ พ.ศ.2563 มีข่าวว่าขาดทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

ขอสรุปข่าวมาดังนี้ จากหลายๆ สำนักข่าวว่า ผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา การบินไทยมีผลขาดทุน 12,042 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันปี 2561 ที่ขาดทุน 11,625 ล้านบาท เพราะบริษัทต้องเผชิญผลกระทบจากปัจจัยลบ ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี ภัยธรรมชาติ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการรับรู้ค่าชดเชยตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้รวม 184,046 ล้านบาท ตํ่ากว่าปี 2561

ผมเป็นคนธรรมดาๆ ไม่รู้เรื่องธุรกิจการบิน แต่คิดว่า พ.ศ. 2563 นี้จะขาดทุนมากกว่าเดิมเพราะคนโดยสารน้อย จากผลโควิด-19 ที่หลายประเทศปิดการเข้า-ออก โดยเฉพาะคนไม่ไปเที่ยว

ข่าวว่าผู้บริหารมีการลดเงินเดือนหรือมีการเอาคนออก จะช่วยได้หรือไม่ ช่วยบอกต่อที
ไพเราะ (ลาดพร้าว)


น้ำใจเหนือมาตรการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำใจเหนือมาตรการ

10 มีนาคม 2563 – 09:09 น.
ผีน้อย,โควิด-19,นักท่องเที่ยว,ประเทศเสี่ยง
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

น้ำใจเหนือมาตรการ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2563

ลำพังมาตรการอันเข้มข้นจากหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐ เห็นทีว่า อาจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควรกับการสร้างเกราะปราการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในประเทศไทย หลังจากที่มีข่าวว่า กลุ่มแรงงานผู้ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายในประเทศเกาหลีใต้ หรือผีน้อย เดินทางกลับประเทศก่อนประเทศไทยจะใช้มาตรการกักกันตัว ได้หลบหนีการกักตัวไปหลายสิบคน นั่นยิ่งทำให้น่าวิตกว่า บรรดาผู้เดินทางกลับจากประเทศสุ่มเสี่ยง 4 ประเทศ คือ จีนรวมทั้งมาเก๊าและฮ่องกง เกาหลีใต้ อิตาลี และอิหร่าน ซึ่งตามกติกาแล้วจะต้องลงทะเบียน และรายงานตัวแจ้งอาการตามความเป็นจริงทุกวันตลอด 14 วัน รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากประเทศดังกล่าวจะหลบหนีมาตรการนี้ด้วยหรือไม่

อ่านข่าว…  หนุ่มควักเงินส่วนตัวบวกถูกหวยซื้อหน้ากากอนามัยแจกกว่า 22 รพ.

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องยาก แม้ว่ารัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาย้ำเตือนว่า ควรร่วมกันระมัดระวังและป้องกันดีกว่า ความตื่นตระหนก ซึ่งจะสร้างความเสียหายได้มากกว่า ดังเช่นกรณีการปิดโรงเรียน 5 วัน ที่ อ.บ่อพลอย กาญจนบุรี พร้อมกับรวมพลังองค์กรท้องถิ่น บุคลากรครูผู้ช่วย ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวจำนวนหลายสิบคน ช่วยกันฉีดน้ำล้างโรงอาหาร ห้องเรียน ฯลฯ เพราะก่อนหน้านี้มีผู้ปกครองของนักเรียน 2 คนเพิ่งเดินทางกลับจากบาห์เรนและมาส่งลูกที่โรงเรียน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ นี่คือความหวาดผวา หรือเป็นความละเอียดรอบคอบ หรือว่า กลัวไว้ก่อนปลอดภัยกว่า

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ก็ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องรัฐร่วมราษฎร์ข้ามปัญหาโควิด-19 ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า ข่าวคราวเกี่ยวกับโควิด-19 สร้างความวิตกกังวลในหลากหลายมิติด้วยกัน อย่างเช่น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 90 ติดตามข่าวไวรัสโควิด-19 และร้อยละ 75.2 กังวลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มผีน้อย คนมาจากประเทศเสี่ยงสูง ว่าจะขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ร้อยละ 67.9 กังวลผลกระทบต่อสุขภาพและสาธารณสุข ร้อยละ 63.2 กังวลเรื่องผลกระทบธุรกิจการท่องเที่ยว ร้อยละ 46.4กังวลธุรกิจขาดทุน คนตกงาน ร้อยละ 44.5 กังวลเรื่องจะเกิดความกลัวในหมู่ผู้คน รวมทั้งยังสนับสนุนให้กักตัวผู้มาจากประเทศแพร่ระบาดสูงจาก 14 วัน เป็นเวลา 27 วัน

อีกหนึ่งความวิตกกังวลก็คือ มาตรการเข้มข้นเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจาก 4 ประเทศเสี่ยง ล่าสุดสำนักงานการบินพลเรือนได้ออกประกาศให้นักท่องเที่ยวต้องผ่านการตรวจจากประเทศตนเองก่อนออกบอร์ดดิ้งพาส ถ้าตรวจไม่ผ่านก็ห้ามขึ้นเครื่องมาไทย แม้ประกาศนี้จะมีขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม หลังมีข่าวผีน้อยหลบหนีก่อนหน้านั้น แต่ก็ยังถือว่า เป็นมาตรการที่ดีเพื่อระงับยับยั้งชาวต่างชาติที่สุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาใหญ่ขณะนี้ จึงน่าจะอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและยอมเสียสละ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ ซึ่งที่สุดก็จะเป็นความปลอดภัยของคนไทยทั้งชาติ

เรื่องเล่า”6 ตุลา”ฉบับใต้เตียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421477?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องเล่า”6 ตุลา”ฉบับใต้เตียง

10 มีนาคม 2563 – 08:22 น.
6ตุลา,เรื่องเล่า6 ตุลาฉบับใต้เตียง,รัฐธรรมนูญ,พลอฉลาด หิรัญศิริ
เปิดอ่าน 438 ครั้ง

เรื่องเล่า”6 ตุลา”ฉบับใต้เตียง  คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… บางนา บางปะกง

วันมหาปีตินำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง แต่ศูนย์อำนาจใหม่ “พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา” ผู้บัญชาการทหารบก  “พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ ก็ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองหลายสิบพรรค

พรรคการเมืองหลักๆ ในเครือข่าย “กฤษณ์” และพวก นำโดย ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ พรรคสังคมชาตินิยม (พล.อ.กฤษณ์) และทวิช กลิ่นประทุม พรรคธรรมสังคม (พล.อ.อ.ทวี)

ศูนย์อำนาจใหม่ปั้น “หม่อมคึกฤทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยร่วมมือกับ “กลุ่มซอยราชครู” นายทหารนอกราชการ ตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค

กลุ่มทหารสายอำนาจเก่าได้ฟื้นคืนชีพเพราะ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีกลาโหมสมัยนั้นถ่วงดุลอำนาจ “กฤษณ์” โดยดัน พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พล.อ.กฤษณ์ สมัยเป็น รมว.กลาโหม รัฐบาลเสนีย์

พล.อ.ฉลาด เริ่มโดดเด่นขึ้นมาจากการได้เข้าไปคุมสนามม้านางเลิ้ง ซึ่งหลังยุคถนอม-ประภาส แกนนำพรรคชาติไทยได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือสนามม้านางเลิ้งจึงมอบให้ “เสธ.ฉลาด” เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ ร่วมกับ พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา แม่ทัพภาคที่ 1 สมัยนั้น

สถานการณ์ด้านความมั่นคงช่วงปี 2518 แม้กลุ่มกฤษณ์จะยึดกองทัพบกไว้แต่มี “อำนาจแฝง” หนุนนายทหารอย่าง พล.ต.สุตสาย หัสดิน แอบไปจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดง เปิดศึกข้างถนนกับขบวนการนักศึกษา

กลางปี 2518 พล.อ.ฉลาด วางแผนก่อการรัฐประหาร ด้วยการร่วมมือกับ “พรรคขนาดเล็ก” ที่มีเครือข่ายนักศึกษา กรรมกรและชาวนา จัดตั้ง “กองกำลังใต้ดิน” เพื่อปฏิบัติการป่วนเมือง สร้างเงื่อนไขให้กองทัพต้องเข้ามายึดอำนาจ

พล.อ.ฉลาด ใช้ “ทหารหนุ่ม” จากกองพล 9 กาญจนบุรี ไปฝึกการรบพิเศษให้นักศึกษา-ชาวนา ที่ค่ายฝึกทับลาน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี แต่ฝึกได้เพียง 1 รุ่น กลุ่มกฤษณ์ได้กลิ่นปฏิวัติ พล.ต.อ.ประมาณ จึงสั่ง พล.อ.ฉลาด ให้เบรกเกมใต้ดิน

พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ

การเปลี่ยนถ่ายอำนาจ 1 ตุลาคม 2518 พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ส่งไม้ต่อให้ พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ เป็น ผบ.ทบ. เวลาเดียวกัน “กฤษณ์” วางแผนยึดอำนาจเงียบ “ปลดหม่อมคึกฤทธิ์” ตั้งรัฐบาลใหม่ แต่หม่อมซอยสวนพลูไม่ยอม ตัดสินใจยุบสภา

หลังเลือกตั้งปี 2519 พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก กลุ่มกฤษณ์จึงเจรจากับ “ปีกซ้ายประชาธิปัตย์” จัดตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรคคือ ปชป., ชาติไทย (กลุ่มซอยราชครู), สังคมชาตินิยม (กลุ่มกฤษณ์) และธรรมสังคม (กลุ่มทวี) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 โดย “หม่อมเสนีย์” เป็นนายกรัฐมนตรี

พล.อ.กฤษณ์ เป็นรัฐมนตรีกลาโหมได้ 2 วัน ก็เสียชีวิตอย่างลึกลับ และเวลานั้นถือว่าเป็นช่วงปลอดอำนาจ ระหว่างการจัดแถวในกองทัพ มีรายการเด้งฟ้าผ่า พล.อ.ฉลาด ถูกย้ายจากกองทัพบกไปประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด

เดือนมิถุนายน 2519 “ทหารหนุ่ม” กลุ่มหนึ่งประมาณ 20 กว่าคน ก็เข้าพบนายกฯ เสนีย์ ที่บ้านพัก หนึ่งนายทหารที่เข้าพบครั้งนี้คือหัวหน้าหน่วยฝึกกองกำลังใต้ดินของ พล.อ.ฉลาด

สถานการณ์ในกองทัพบกแตกเป็นเสี่ยง นายทหารกุมกำลังเริ่มแยกขั้ว ฝ่ายหนึ่งอยู่กับ พล.อ.ฉลาด และอีกฝ่ายหนึ่งยังอยู่ซีกรัฐบาล

กลุ่มชนชั้นนำที่ต้องการก่อรัฐประหารได้สร้างสถานการณ์การเผชิญหน้าของคนไทย 2 ขั้ว จนนำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาภายในธรรมศาสตร์ เมื่อรุ่งเช้า 6 ตุลาคม 2519 ตกค่ำ คณะปฏิรูปการปกครองได้ยึดอำนาจ

รัฐบาลผสม 4 พรรค ก่อน 6 ตุลา

คณะปฏิรูปมีคำสั่งให้นายทหารไปรายงานตัวต่อคณะปฏิรูป พล.อ.ฉลาด ไม่ไปรายงานตัว และวันถัดมา พล.อ.ฉลาด เรียกนายทหารคุมกำลังไปประชุมที่บ้านลาดพร้าว แต่คณะปฏิรูปไม่ปล่อยให้นายทหารคนดังเคลื่อนไหว จึงสั่งปลด พล.อ.ฉลาดออกจากราชการทหาร

ปี 2520 พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกส่งไปจองจำร่วมกับ “นักโทษการเมือง 6 ตุลา” ที่คุกบางขวาง ปิดตำนานนายทหารใหญ่ที่คิดก่อการยึดอำนาจ 2 ครั้งไม่สำเร็จ

คำถาม พันธกิจคณะอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421473?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำถาม พันธกิจคณะอนาคตใหม่

10 มีนาคม 2563 – 08:17 น.
คณะอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

คำถาม พันธกิจคณะอนาคตใหม่ โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

วันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวบรรยายพิเศษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เรื่อง “เมื่ออนาคตใหม่เป็นอดีต อะไรจะเกิดขึ้นกับฝ่ายค้านต่อไป” เมื่อได้อ่านสิ่งที่นายธนาธรพูดและตอบคำถามผู้สื่อข่าว ก็เกิดคำถาม ข้อสังเกต ความรู้สึกทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามพันธกิจของคณะอนาคตใหม่

ประเด็นแรก นายธนาธรบอกว่า คณะอนาคตใหม่ต้องการต่อต้านเผด็จการและสนับสนุนความเท่าเทียมและความเป็นประชาธิปไตยในสังคม ในประเด็นนี้จะไม่ขอโต้แย้งเรื่องการต่อต้านเผด็จการเพราะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ในตอนนี้ไม่ต้องการเผด็จการ แต่คำถามในประเด็นนี้คือ อะไรคือความเท่าเทียมกันในความหมายของคณะอนาคตใหม่ เป็นความเท่าเทียมกันที่ผลลัพธ์หรือโอกาส หากเป็นการเท่าเทียมกันของผลลัพธ์ (Equality of Outcome) นั้น ขอไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะหากมีคนกลุ่มหนึ่งขยันทำมาหากิน มีความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่คนอีกกลุ่มเป็นพวก Free-Rider วันๆ ไม่ทำอะไร รอแต่แบมือขอจากรัฐ แต่ผลลัพธ์กลับเป็น ทุกๆ คนในสังคมกลับได้รับผลประโยชน์ที่เท่ากัน อย่างนี้เรียกว่าไม่ยุติธรรม แต่จะขอสนับสนุนหากเป็นความเท่าเทียมกันของโอกาส (Equality of Opportunity) ที่รัฐและสังคมให้ทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การเมืองหรือสังคม โดยผลลัพธ์อาจจะไม่เท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันของแต่ละคน (แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายนะ)

ประเด็นที่สอง พันธกิจการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นของคณะอนาคตใหม่ โดยนายธนาธรพูดถึงปัญหาการผูกขาดการเมืองท้องถิ่นโดยบางครอบครัว และการประกาศต้องการยืนอยู่ตรงข้ามกับการซื้อเสียง

1.ในประเด็นนี้ต้องขอเตือนก่อนว่าการตัดสินใจสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในการเมืองท้องถิ่นจะทำให้พรรคก้าวไกลที่คณะอนาคตใหม่สนับสนุนเกิดปัญหาในการเลือกตั้งระดับชาติเพราะผู้พ่ายแพ้หรือชนะแบบเหนื่อยมากในการเมืองท้องถิ่นจะผูกใจเจ็บและรอแก้แค้นในเวทีระดับชาติ ในการเมืองแบบไทยๆ นักการเมืองระดับชาติจำนวนมากจะไม่ยุ่งกับการเมืองท้องถิ่นเพราะคู่แข่งขันในการเมืองท้องถิ่นทั้งหมดอาจเป็นฐานทางการเมืองของนักการเมืองระดับชาติผู้นั้น การเลือกข้างเท่ากับการทำลายหม้อข้าวตัวเอง

2.นายธนาธรควรทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นแบบไทยๆ ให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะสังคมอุปถัมภ์ของไทย บอกได้เลยว่าคนไทยส่วนใหญ่ล้วนผ่านการเป็นผู้ถูกอุปถัมภ์หรือ/และผู้อุปถัมภ์มาแล้วทั้งนั้น นายธนาธรก็มาจากภาคธุรกิจก็น่าจะเข้าใจคำว่า คอนเนกชั่น ที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและ/หรือการอุปถัมภ์ในทางธุรกิจ การที่บางครอบครัวผูกขาดชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเขาให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่ท้องถิ่นนั้นๆ มาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนรวมหรือเรื่องส่วนตัว เช่น ลูกเข้าโรงเรียน พ่อแม่เข้าโรงพยาบาล พี่น้องถูกจับ เงินทองติดขัด หรือจะจัดงานบวช งานแต่ง งานศพ เป็นต้น พฤติกรรมทางการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องปกติในท้องถิ่นชนบทที่สมาชิกคณะอนาคตใหม่ต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าไปแบ่งแยกชนชั้นอย่างที่อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เคยกล่าวหานักการเมืองที่ไปงานศพ งานบวชว่าเป็นนักการเมืองตลาดล่าง

3.เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการต่อต้านการซื้อเสียงที่ทำให้การเมืองไทยไปไม่พ้นวงจรอุบาทว์ แต่ก็ขอตั้งคำถามว่าจะแก้ไขอย่างไรในเมื่อพฤติกรรมทางการเมืองแบบนี้เกือบจะเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไปแล้ว นายธนาธรเคยได้ยินคำว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” หรือเปล่า และที่สำคัญเงิน 300–1,000 บาท อาจดูไม่มากสำหรับคนเมือง แต่มีความหมายมากกับคนชนบทที่ยากจน ขอทิ้งข้อนี้ไว้ให้เป็นการบ้านไปคิดเวลาว่าง

ประเด็นที่สามเกี่ยวกับพันธกิจที่สองของคณะอนาคตใหม่ที่ต้องการสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมและแนวคิดแบบประชาธิปไตย
1.แนวคิดแบบเสรีนิยมของนายธนาธรและคณะอนาคตใหม่มีลักษณะอย่างไร การที่คนเห็นต่างจากนายธนาธรและคณะอนาคตใหม่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงในโซเชียลมีเดีย การที่มีผู้ออกมาแสดงการไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล การที่นักศึกษาต้องการชักธงดำขึ้นแทนธงชาติไทย ความพยายามปลุกแฟลชม็อบให้ออกไปชุมนุมประท้วงบนท้องถนน รวมถึงการมองฮ่องกงโมเดล เป็นแนวทางในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และการที่มีบุคคลบางกลุ่มแสดงออกระหว่างการชุมนุมหรือนอกที่ชุมนุมในทำนองล่วงละเมิดสถาบัน พฤติกรรมเหล่านี้คือเสรีนิยมแบบของนายธนาธรและคณะอนาคตใหม่ต้องการ ใช่หรือไม่

2.คนไทยส่วนใหญ่ในสังคมต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบไปที่ละขั้นละตอน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงในแค่ค่ำคืนหรือเปลี่ยนแบบพลิกกลับด้าน วิธีเปลี่ยนแปลงต้องไม่ก้าวร้าว แต่ที่สำคัญต้องไม่ทำลายฐานความคิดหลักของสังคมที่ได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเคารพในสถาบัน ฉะนั้นจะเป็นเสรีนิยมยังไงก็ตาม ต้องไม่ทำลายสถาบันและไม่ลดความสำคัญของสถาบันลง

ประเด็นที่สี่ในการเดินสายของนายธนาธรเพื่อสร้างเครือข่ายประชาชนทั้ง 77 จังหวัดในการปกป้องประชาธิปไตย ในกรณีนี้อยากทำ ทำไปเลย ตราบใดที่ไม่มีการละเมิดสถาบันหรือปล่อยให้มีบางกลุ่มถือโอกาสกระทำการหรือปลุกปั่นให้ละเมิดสถาบัน ตราบใดที่ไม่มีการปลุกปั่นให้เกิดภาวะอนาธิปไตยในสังคม และตราบใดที่การกระทำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมาย

ประเด็นที่สี่เรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม ที่มีการกล่าวหาว่ารัฐสนับสนุนให้ทำ คำถามคือแน่ใจหรือว่าฝ่ายต่อต้านรัฐไม่ได้ทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่จงใจสร้างความเกลียดชังในสังคม พวกที่ชอบตั้งและติดแฮชแท็กประชดประชันหรือด่าฝ่ายรัฐบาลหรือบางแฮชแท็กเลยเถิดเป็นกึ่งๆ ละเมิดสถาบัน การกระทำเหล่านี้เป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไม่และใครทำ

ประเด็นที่ห้านายธนาธรยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแฟลชม็อบของนักศึกษาและมั่นใจว่าการชุมนุมจะไม่บานปลายเหมือนฮ่องกง ในประเด็นนี้ขอภาวนาให้จริงเถอะ จะได้เชื่อว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ของเยาวชนจริง ๆ แต่อย่าให้เห็นนะว่ามีแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่หรือคณะอนาคตใหม่หรือเครือข่าย รวมถึงแกนนำพรรคก้าวไกลเข้าไปผสมโรงกับแฟลชม็อบ และหากเกิดการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามสันติวิธี นายธนาธรต้องแสดงความจริงใจด้วยการออกมายุติการชุมนุมนั้น เพราะไม่เช่นนั้นคนในสังคมอาจตั้งคำถามว่านายธนาธรและคณะอนาคตใหม่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมหรือเปล่า

ประเด็นที่หกคือนายธนาธรเชื่อว่านักศึกษาต้องการให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ รวมถึงเชื่อว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาคน 47% มีจุดยืนไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีเพียง 25% ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และอีก 27% เลือกพรรคที่ไม่แสดงจุดยืนชัดเจน ทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน

1.คำถามคือใน 47% ที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ พวกเขาสนับสนุนนายธนาธรอย่างนั้นหรือ และหากพรรคที่ไม่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนกลับข้างและตัดสินใจไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แล้วไปอยู่ข้างนายธนาธร ในกรณีนี้จะสะท้อนความต้องการของประชาชนหรือไม่

2.พลพรรคอดีตพรรคอนาคตใหม่อย่าหลงดีใจกับ 6 ล้านเสียงที่เคยได้และใช้เป็นข้ออ้างความชอบธรรมของพรรค ลองคิดให้ดีสิว่าหากพรรคไทยรักษาชาติไม่ถูกยุบไปก่อนการเลือกตั้ง ในความเป็นจริงอดีตพรรคอนาคตใหม่ควรได้คะแนนเท่าไรกันแน่

3.หากมีการเลือกตั้งใหม่วันนี้แล้วพรรคที่ชนะการเลือกตั้งคือพรรคที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือสนับสนุนใครก็ตามที่เป็นกลุ่มเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายธนาธรกับคณะอนาคตใหม่จะว่าอย่างไร

ประเด็นสุดท้ายที่นายธนาธรบอกว่าได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวดว่าการหักหลังเป็นเรื่องธรรมดาทางการเมืองนั้น ยินดีด้วยที่เข้าใจได้สักที ในตรรกะทางการเมืองนั้น อมตวาจาคือ “ไม่มีมิตรแท้และศรัตรูที่ถาวร” “มีแต่อำนาจและผลประโยชน์เท่านั้นที่เที่ยงแท้” เมื่อเข้าใจดีแล้วก็อย่าโกรธนะ หากมื้อเย็นที่ซอยทองหล่อจะไม่เป็นอย่างที่คุยกันไว้ หรือหากในอนาคต พรรคก้าวไกลจะมีท่าทีที่เปลี่ยนไป

…การเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้

ควบคุมการระบาดของโควิด-19ด้วยองค์ความรู้แบบบูรณาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ควบคุมการระบาดของโควิด-19ด้วยองค์ความรู้แบบบูรณาการ

9 มีนาคม 2563 – 18:30 น.
ควบคุม,ระบาด,โควิด-19,ไวรัส
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

ควบคุมการระบาดของโควิด-19ด้วยองค์ความรู้แบบบูรณาการ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในหลายประเทศ แถมยังมีข่าวจากฮ่องกงที่สร้างความตกอกตกใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะคนเลี้ยงสัตว์ ที่ว่าสุนัขของครอบครัวผู้ป่วยโควิด-19 มีการติดเชื้อในระดับต่ำ ถือเป็นรายงานครั้งแรกของโควิด-19 ที่มีการแพร่เชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์

 ศ.นสพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า โรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คนเรียกว่า Zoonosis ที่ผ่านมาในอดีตพบว่าต้นตอของเชื้อไวรัสเกิดจากสัตว์ เช่น ค้างคาว และแพร่สู่สัตว์ตัวกลาง ก่อนจะส่งผ่านมายังมนุษย์เป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ โคโรนาไวรัสสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็น 4 กลุ่ม คือ อัลฟ่า เบต้า แกมม่า และเดลต้า ซึ่งแต่ละชนิดพัฒนาในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างกัน สำหรับโควิด-19 จัดเป็นโคโรนาไวรัสกลุ่มเบต้า อยู่ในตระกูลเดียวกับโคโรนาไวรัสที่เป็นต้นกำเนิดโรค SARS-COV และ MERS-COV เช่นในอดีต

“ในอดีตที่ผ่านมามีโรค MERS-COV ที่มีต้นกำเนิดจากค้างคาวและแพร่ไปอูฐ ก่อนมายังมนุษย์ รวมถึงโรค SARS-COV เกิดจากค้างคาวไปสู่ชะมดก่อนมาสู่คน ถามว่าเพราะเหตุใดค้างคาวมักเป็นตัวเก็บเชื้อหลัก สาเหตุเป็นเพราะร่างกายของค้างคาวมีอุณหภูมิสูง ไวรัสอยู่ได้แต่ไม่เพิ่มจำนวนมาก และภูมิคุ้มกันของค้างคาวมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา มีการทำงานร่วมกับเชื้อไวรัสทำให้อยู่ร่วมกันได้ไม่ก่อโรคมากนัก แต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่มีความเครียด เชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากและสามารถขับออกมาสู่สิ่งแวดล้อมได้”

อาจารย์รุ่งโรจน์ชี้ว่า การทำงานเพื่อค้นหาต้นตอของการระบาดของไวรัสที่มีศักยภาพในการก่อโรคอุบัติใหม่ ต้องอาศัยความร่วมมือและองค์ความรู้แบบบูรณาการกันจากหลายภาคส่วนตามหลักการของ สุขภาพหนึ่งเดียว เพราะเมื่อเป็นโรคที่มีต้นตอมาจากสัตว์ป่า ก็ต้องอาศัยการร่วมมือกันของหน่วยงานหลายฝ่ายเช่น นักธรรมชาติวิทยา กรมอุทยานแห่งชาติฯ สัตวแพทย์ และแพทย์ รวมถึงบุคลากรในวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

เหล่านี้จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันของ Thailand One Health University Network หรือเครือข่ายความร่วมมือกันของสหสาขาวิชาการเพื่อรับมือและตั้งรับสถานการณ์โรคระบาดปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในเมื่อมันเป็นโรคที่มาจากสัตว์ป่า เราก็ต้องเข้าไปดูว่าเพราะอะไรมันถึงเกิดการระบาด เราเข้าไปดูว่ามีเชื้ออะไรที่เป็นความเสี่ยงหรือมีอะไรที่จะเป็นพาหะได้ เพราะจากประสบการณ์ในอดีตมีโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดสู่หมูและสัตว์ปีกและสามารถก่อโรคในคนได้ ซึ่งเมื่อถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสดูและศึกษาทางพยาธิวิทยาและระบาดวิทยา ก็สามารถเข้าใจการก่อโรคและวางแผนควบคุมและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ อาจารย์รุ่งโรจน์อธิบายว่า การติดเชื้อโคโรนาไวรัสในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด จะติดได้หรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับตัวรับในเซลล์ หรือ Receptor ที่มีชื่อว่า ACE2 และจากการวิจัยพบว่าสัตว์ตระกูลลิง รวมถึงมนุษย์มีลักษณะตัวรับที่ใกล้เคียงกัน ก็น่าจะติดเชื้อได้ ขณะเดียวกัน สุนัขและสัตว์อื่นๆ ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมที่แตกต่าง อาจมีตัวรับบางตำแหน่งที่สามารถจับกับไวรัสได้บ้าง

“กรณีสุนัขเราพบว่ามีตัวรับที่สามารถจับได้ 1 ตำแหน่งจาก 3 ตำแหน่ง และจากการตามข่าวพบว่า สุนัขตัวที่ติดเชื้อในระดับต่ำ อาจมีการปนเปื้อนไวรัสในช่องจมูก ช่องปาก แต่ไม่พบในระบบทางเดินอาหารหรือทวารหนัก แสดงว่าสุนัขมีความน่าจะเป็นที่จะมีการปนเปื้อนไวรัส แต่ก็ต้องตามดูอาการต่อว่าจะสามารถตรวจพบไวรัสได้นานแค่ไหนและมีปริมาณไวรัสสูงในระดับไหน หากต้องการทดสอบว่าเป็นการติดเชื้อจริง ต้องมีการแยกไวรัสและนำไวรัสไปใส่ในสัตว์ทดลอง หากสัตว์ทดลองมีอาการทางคลินิกและสามารถแยกเชื้อออกมาได้อีก ก็สามารถสรุปได้ว่าไวรัสดังกล่าวก่อโรคในสัตว์จริง”

ทั้งนี้อาจารย์รุ่งโรจน์แนะนำว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากการสัมผัสสัตว์เลี้ยง หรือปศุสัตว์ ควรหลีกเลี่ยงและกักกันโรคตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข

“สภาวะติดเชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์ หรือ Reverse Zoonosis (Anthroponosis) เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนปี 2009 หรือไข้หวัดใหญ่ H1N12009 ระบาด เกิดจากคนเลี้ยงสัตว์ไปจามใส่หมู หมูติดเชื้อ” อาจารย์รุ่งโรจน์กล่าว พร้อมย้ำว่าเมื่อไม่มีการยืนยันที่แน่นอนว่าสัตว์เลี้ยงจะสามารถติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้มากน้อยแค่ไหน และยังไม่ทราบว่าหากสัตว์ติดไวรัส ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์หรือไม่ จึงควรป้องกันการติดเชื้อไปมาระหว่างกันไว้จึงจะดีที่สุด

อาจารย์รุ่งโรจน์ยังเพิ่มเติมอีกว่าเนื่องจากโควิด-19 มีระยะการฟักตัวที่ยาวนานกว่า และมีระยะเวลาการแพร่เชื้อในขณะที่ไม่มีอาการ รวมทั้งอัตราการตายของผู้ติดเชื้อน้อยกว่าโรค SARS-COV และ MERS-COV ที่เคยระบาดในอดีต ก็อาจจะอนุมานได้ว่า จะมีจำนวนประชากรป่วยมากขึ้น และหากเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการติดเชื้อ ก็จะมีผู้เสียชีวิตสูงขึ้นทั่วโลก แต่หากไวรัสไม่มีการกลายพันธุ์ ประชากรมนุษย์ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ เสมือนเป็นโรคประจำถิ่น เพราะมีภูมิคุ้มกันในประชากรบ้างแล้ว

“ต้องย้ำว่า เราต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม และหมั่นป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ เพราะเชื้อมันอยู่ในป่า ถ้าเราไม่รุกรานป่า ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่กินเนึ้อสัตว์ป่า ไม่ทำลายระบบนิเวศ ก็จะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้ามีการสัมผัสระหว่างสัตว์ป่ากับมนุษย์ (Human animal interface) รวมถึงการมีการป่วยหรือมีอาการผิดปกติหลังจากสัมผัสสัตว์ หรือหากติดเชื้อแล้วก็ให้แยกตัวเองเพื่อกักกันโรคจากคนและสัตว์ และให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสอย่างละเอียดเพื่อประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและรักษา ถือเป็นการรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมที่ดี” อาจารย์รุ่งโรจน์สรุปและให้คำแนะนำอย่างสมบูรณ์

รวมพลคนสละเรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รวมพลคนสละเรือ

9 มีนาคม 2563 – 17:30 น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,รตอเฉลิม อยู่บำรุง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย,สละเรือ
เปิดอ่าน 2,345 ครั้ง

รวมพลคนสละเรือ  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย….  สถิตย์ ธรรม

ฝ่ากระแสเชื้อโรคร้ายโควิด-19 มาดูความเป็นไปของเหล่าคณะนักการเมืองไทยกันสักหน่อยครับ เพราะภายหลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในรัฐบาล “ลุงตู่” ที่ผ่านมา ทำให้เห็นร่องรอยความอลหม่านของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

อย่างที่ สถิตย์ ธรรม เคยเล่าถึงความไม่พร้อมของการเตรียมข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังมีกรณี ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ตีโพยตีพายด้วยความไม่พอใจพรรคเพื่อไทยเล่นไม่ซื่อ ดูดเวลาการอภิปรายของ ส.ส.อนาคตใหม่ จนต้องออกมาอภิปรายนอกสภา

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ต้องยอมรับล่ะครับ ความเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย มีความไม่พร้อมจริงๆ เป็นความไม่พร้อมนับตั้งแต่เสร็จศึกเลือกตั้งหรือเมื่อปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ จะเห็นถึงบรรดาคนเก่าคนแก่ คนที่มีความภักดีต่อพรรคนายใหญ่เริ่มถอนสมอไปทีละคนสองคน

รอยแยกในพรรคเพื่อไทยที่มีหลังพ่ายเก้าอี้ สร.1 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปนั้น แม้จะมีการยกเครื่องการทำงานในพรรคเพื่อแบ่งใหม่หลายคณะก็ตาม แต่ความจริงแล้ว รอยปริมันร้าวลึก ไม่เช่นนั้นจะมีคนทยอยไขก๊อกทำไม ?

เอาล่ะ…จะยกบางตัวอย่างที่พอเห็นรอยปริลึกของพรรคนี้ให้ยลเป็นกระสาย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเพื่อไทย คนนี้เคยเป็นรมช.และรมว.คมนาคม สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแล้ว จึงไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอเลยว่าสังกัดขั้วใด แต่ชัชชาติก็เผยตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แบบอิสระ จนภาคกทม.ของพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าพรรคก็จะส่งผู้สมัครพ่อเมืองหลวงเช่นกันและไม่มีการฮั้วทางการเมืองกับชัชชาติจนเป็นข่าวใหญ่ในตอนนั้น แต่เอาจริงๆ แล้วชัชชาติไปเพราะบทข่มของสตรีนางหนึ่งใน OAI Tower มากกว่า

สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงรายหลายสมัย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไขก๊อกรองหัวหน้าพรรคเพราะขัดกับมติพรรคในการเลือกผู้สมัครนายกอบจ.เชียงราย เพราะหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันส่งลูกสะใภ้ลงประชัน แต่สามารถหนุนตระกูลวันไชยธนวงศ์ ที่เป็นเครือข่ายพท.เช่นกัน งานนี้จึงแยกทางเดินกันชัด

  ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคที่ขอไปตั้งพรรคใหม่ แต่จับยามสามตาแล้ว แทบไม่มีผลใดๆ “เจ๊ต้อย” แม้มีดีกรีอดีตรมช.แรงงานและสวัสดิการสังคม รวมทั้งเคยเป็นแกนนำนปช.พะเยา แต่ปัจจุบัน “เจ๊ต้อย” แทบไร้ประวัติงานในยุคเพื่อไทยยามนี้ ดังนั้นแม้จะลาออกก็ไม่มีอะไรกระทบ เว้นแต่ข่าวว่าพท.ร้าวอีกรอยเท่านั้น

วันนี้เพื่อไทย พรรคที่มี ส.ส.มากสุด แบ่งกลุ่มอำนาจเป็นสามแท่งคือก๊วนหัวหน้าพรรคคนใหม่, กลุ่มเด็กเจ๊หน่อย, ขั้วน้าเหลิม บางบอน สามแท่งอำนาจที่อ้างอิงคนไกลบ้านในการทำงานบริหารพรรคที่ไม่ลงให้กันและกัน แค่นี้ก็ยุ่งเหมือนลิงแก้แหแล้ว

เพราะแกนนำทั้งสามแท่งอำนาจไม่มีใครยอมใคร จังหวะจึงกระตุกแบบงงๆ และเพิ่มรอยร้าวในใจคน

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและเคยเป็นแคนดิเดตชิงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้สวมบทผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมพงษ์ แม้ได้ลูกเก๋าการเมืองแต่ภาพจำของสังคมในเวทีการเมืองนั้น อดีตแกนนำกลุ่ม 16 คนนี้เรตราคาไม่ดีนัก

 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ ก็เข้ามาในบทเฉพาะกิจเช่นศึกซักฟอกและเหมือนมาคานอำนาจในบางจุด

แต่สองแท่งอำนาจข้างต้นจับมือกันได้สะดวกใจกว่าอีกหนึ่งแท่งที่คล้ายมีปัญหากับหลายคน

ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคที่ชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นั้น หลายกรณีที่คนในพรรคเพื่อไทยมินิยมบทบาทของ “เจ๊หน่อย” เพราะอะไรนั้น? ลองค้นหาข่าวเก่าๆ อ่านดูแล้วจะกระจ่างใจกันทั่ว

และบทของ “เจ๊หน่อย” นี่เอง..ที่หลายคนมิพอใจจนส่งเสียงไปยังคนไกลบ้านให้รู้เป็นระยะ แต่แว่วว่าคนไกลบ้านยังเกรงใจ “เจ๊หน่อย” เพราะอยู่กันมาตั้งแต่พรรคพลังธรรม แม้บางบทจะทำให้คนไกลบ้านมิแฮปปี้แต่ก็ยังต้องมอบบทให้ เพราะเอาจริงๆ แล้วคนไกลบ้านไม่มีขุนพลระดับแถวหน้าไว้ขายกับสังคมเท่าใดนัก

ไม่แน่นักว่าพรรคเพื่อไทยจะไปไกลแค่ไหน จากรอยร้าวข้างต้น เพราะยามไร้นปช., บางขุนพลแตกตัวไปก่อนในยุคพรรคไทยรักษาชาติกลับรัง, ไร้บุคคลชื่อดังมาร่วมงานด้วยนั้น เพื่อไทยจะวางหมากเช่นใด

ส่องประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” รับเผือกร้อน..อมหน้ากากฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” รับเผือกร้อน..อมหน้ากากฯ

9 มีนาคม 2563 – 14:35 น.
COVID19,โควิด19,ไวรัสโคโรน่า,คมชัดลึกออนไลน์,คนสนิท,ธรรมนัส,พิตตินันท์ รักเอียด่,พลังประชารัฐ,่ สุราษฏร์ธานี
เปิดอ่าน 4,267 ครั้ง

ส่องประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ เขต 6 จากสุราษฎร์ธานี อ้าง “คนสนิท รัฐมนตรี” รับเผือกร้อนๆ ข้อหาอมหน้ากากอนามัย

จากหน้ากากอนามัยกองโตเป็นภูเขา โผล่ขายทางโลกออนไลน์ว่อนโลกโซเชียล แต่ประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงไม่สามารถหาซื้อได้ นั่นก็โหดร้ายในความรู้สึกของคนไทยค่อนประเทศมากพอแล้ว

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง   

      : กองปราบบุกด่วน ลุยค้นบ้าน “ศรสุวีย์” ปมหน้ากากฉาวขาย ตปท.

  :บอย ศรสุวีย์ยืดอกคนในคลิปผมเองอยากโชว์ออฟ รู้เท่าไม่ถึงการณ์

หน้ากากอนามัย

เพจดังยังปูดข่าวต่อเนื่องมีขบวนการ “กักตุนหน้ากากอนามัย” มูลค่าหลักร้อยล้าน อุต๊ะ!! ไทยแลนด์กลายเป็นดินแดนสนธยาแล้วหรืออย่างไร??  งานนี้เล่นเอาผู้นำประเทศ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีถึงกับหน้าถอดสีเมื่อถูกสื่อซักถาม จำต้องสวมบทเตมีย์ใบ้  แบะๆๆ “พูดไม่ออก บอกไม่ถูก” เอาเลยจริงๆ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

โลกยุคดิจิทัจ ไม่ต้องรอนานข้ามวันกันอีกแล้ว เมื่อเพจดังออกมาแฉ มีคนใกล้ชิดรัฐมนตรีคนดัง มีเอี่ยวพันการกักตุนหน้ากากอนามัยด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขา...พิตตินันท์ รักเอียด

เปิดประวัติ “พิตตินันท์ รักเอียด” อดีตผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ เขต 6 จากสุราษฎร์ธานี คนสนิท “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ล่าสุด “ธรรมนัส” แจง 4 ข้อ ปัดปมเพจดังแฉ “คนสนิท รมต.” กักตุนหน้ากากอนามัย ยัน “ศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี” ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตนเอง มอบคนในทีมงานแจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว

   “ธรรมนัส” แจง4ข้อดังนี้

(1) จากการตรวจสอบพบว่าผู้กักตุนและขายหน้าหากอนามัย คือ นายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับข้าพเจ้า

(2) ส่วน นายพิตตินันท์ รักเอียด ซึ่งเป็นคณะทำงานของข้าพเจ้านั้น ได้ยืนยันกับข้าพเจ้าว่าตนได้ไปพบกับนายศรสุวีร์ ตามคำแนะนำของเพื่อน เพื่อพูดคุยเรื่องหน้ากากอนามัยจริง โดยได้ไปพบกันที่โรงแรมแมริออท (ประตูน้ำ) กรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้มีการซื้อขายหน้ากากอนามัยกัน และไม่เคยรู้จักกันกับนายศรสุวีร์มาก่อน โดยเป็นการพบกันครั้งแรก

(3) เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ขอให้นายพิตตินันท์ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์ ในความผิดฐานกักตุนหน้ากากอนามัยและขายสินค้าเกินราคา และในความผิดที่ถูกนายศรสุวีร์แอบอ้างนำข้อความไปโพสต์ดังกล่าว พร้อมกับให้นำหลักฐานการแจ้งความมาแถลงข่าว เพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบอีกทางแล้วโดยนายพิตตินันท์จะดำเนินการในวันนี้

(4) อนึ่ง นายพิตตินันท์ รักเอียด เคยเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 6 จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคพลังประชารัฐ ได้ขอมาเป็นคณะทำงานของข้าพเจ้าจริง แต่หากพบว่านายพิตตินันท์ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายศรสุวีร์ดังกล่าว ข้าพเจ้าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือดำเนินคดีกับนายพิตตินันท์ทันที

ร.อ.ธรรมนัส

ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 09.50 น. ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีคนใกล้ชิดกักตุนหน้ากากอนามัย อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าจะดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี อย่างเด็ดขาด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากติดตามเฟซบุ๊กของคนๆ นี้ จะเห็นว่า ด่ารัฐบาลมาตลอด จึงไม่ทราบสาเหตุเบื้องลึกว่าคืออะไร

สำหรับประวัติของ  “นายพิตตินันท์ รักเอียด” หรือ เทพ อายุ 49 ปี บ้านเดิมอยู่ที่ ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา นายพิตตินันท์ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ได้ผลการลงคะแนนไปทั้งสิ้น 8,770 เสียง

โดยอันดับที่ 1 คือ นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 40,672 เสียง และอันดับที่ 2 คือ นายภูมิ เทือกสุบรรณ รวมพลังประชาชาติไทย ได้คะแนน 17,261 เสียง

ดูเหมือนว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์สื่อของ “พิตตินันท์ รักเอียด” ยังย้อนแย้งกันในหลายประเด็น จับตาเผือกร้อนๆ กับข้อกล่าวหาอมหน้ากากอนามัย  ใครพูดจริง ใครโกหก  บนความเดือดร้อนของประชาชน ในยามโควิด-19 ระบาดหนัก

น้ำใจคนไทย ไม่ทอดทิ้งกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำใจคนไทย ไม่ทอดทิ้งกัน

9 มีนาคม 2563 – 10:20 น.
น้ำใจคนไทย,โควิด-19,เลื่อนกิจกรรม
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

น้ำใจคนไทย ไม่ทอดทิ้งกัน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีความเชื่ออยู่เสมอว่าคนไทยมีน้ำใจและไม่ทอดทิ้งกัน ซึ่งแม้จะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้างแต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้

โอกาสนี้ขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบข่าวจาก ‘รศ.นพ.นริส กิจณรงค์’ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ รพ.ศิริราช เรื่องขอบริจาคเลือด

ประกอบกับได้รับจดหมายจากคุณ ‘สุรเดช’ ท่าพระจันทร์ มาในข่าวเดียวกัน จึงขอประชาสัมพันธ์มาให้ทราบ

เวลานี้ทุกอย่างที่เป็นกิจกรรมต่างๆ ได้เลื่อนหรือยกเลิกไป อย่างงาน ‘วันไหล’ ซึ่งมีมานานที่บางแสนก็ยกเลิกไป

โปรดคอยติดตามข่าวสารว่างานมหกรรมสงกรานต์วันปีใหม่ไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ กำลังขอปรึกษากับนายกรัฐมนตรี / กระทรวงสาธารณสุขอยู่

ขอให้ยึดหลัก ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ อย่างอื่นมาทีหลัง !
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง ศิริราชรับบริจาคเลือดด่วน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักในประเทศจีน และอีกหลายระเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ล่าสุดโรงพยาบาลศิริราช ออกจดหมายวอนขอประชาชนร่วมกันบริจาคเลือด หลังพบปริมาณเลือดสำรองของธนาคารเลือดไม่เพียงพอ จากสถานการณ์ “โควิด-19”

โดยเฉพาะเอ บี และ โอ ขณะที่กรุ๊ป AB มีเลือดสำรองเพียงพอ ดิฉันจึงอยากมากระจายข่าวให้ประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงร่วมบริจาคเลือด เพื่อให้มีเลือดเพียงพอที่จะรักษาผู้ป่วยค่ะ

ทั้งนี้ สามารถบริจาคได้ที่ ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ตึก 72 ปี ชั้น 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2419-9808-1 ต่อ 123, 128

สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคเลือดขอให้เตรียมร่างกายให้พร้อม โดยพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง น้ำหนัก 48 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อที่จะนำเลือดมาปั่นแยกเอาผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างอื่นร่วมด้วย และต้องไม่มีโรคประจำตัว

ทั้งนี้ สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ตามปกติ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง งดสูบบุหรี่ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งขอความร่วมมือหากท่านที่มีไข้ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ หรือมีประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โปรดงดบริจาคเลือดในช่วงนี้
สุรเดช (ท่าพระจันทร์)


 เรื่อง 5 สิทธิพิเศษ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนมีนาคม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ยังคงเป็นโครงการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ที่ทางรัฐบาลยังคงมอบเงินอุดหนุนในด้านต่างๆ ล่าสุดเดือนมีนาคม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิพิเศษหลายรายการ ผมจะแจ้งให้ทราบคราวๆ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์กัน

วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน จะได้รับเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา จากร้านธงฟ้าประชารัฐ 200-300 บาทต่อเดือน (ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้) ผู้มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี และค่าเดินทาง โดยรถโดยสารสาธารณะ แบ่งเป็น รถเมล์ รถไฟฟ้า (รฟม.และ BTS) 500 บาท, รถ บขส. 500 บาท และรถไฟ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าเกิน 500 บาท ต้องออกเงินเพิ่มเติมเอง

วันที่ 15 มีนาคม เริ่มแจก คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% ให้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน เช่น ใช้จ่ายผ่านบัตรคนจน 100 บาท ได้คืนแวต 5% เงินจะเข้าบัตรคนจนเดือนถัดไป 5 บาท ใช้จ่ายผ่านบัตรคนจน 1,000 บาท ได้คืนแวต 5% เข้าบัตรคนจนเดือนถัดไป 50 บาท โดยโอนเข้ากระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ (E-Money) โดยสามารถนำบัตรฯ ไปกดเป็นเงินสดออกมาได้ หรือใช้รูดซื้อสินค้า-บริการกับร้านค้าที่ร่วมโครงการ

วันที่ 18 มีนาคม เริ่มแจก เงินช่วยเหลือ ค่าน้ำประปา ไม่เกินคนละ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และเงินช่วยเหลือ ค่าไฟฟ้าได้ ไม่เกินคนละ 230 บาทต่อครัวเรือน ผู้รับสิทธิ์นี้ได้ คือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์เรียบร้อย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – กันยายน 2563 รวมระยะเวลา 11 เดือน และครัวเรือนใช้ น้ำประปา –ไฟฟ้า ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกำหนดวันที่เงินเข้าบัญชีแน่นอน แต่เนื่องจากผู้มีสิทธิ์มีจำนวนมาก บางท่านอาจได้รับเงินหลังจากวันที่ระบุไว้ และหากใครอยากรู้สิทธิสวัสดิการปัจจุบันตนเองยังมีอะไรอยู่บ้าง

สามารถตรวจสอบสิทธิสวัสดิการสังคมได้ที่เว็บไซต์ govwelfare.cgd.go.th โดยกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน แล้วกดปุ่มตรวจสอบ
บุญมี (กทม.)

เรียนคุณ ‘บุญมี’ กทม.
ขอรีบนำเสนอจดหมายของคุณเป็นการด่วนเพราะมีรายละเอียดชัดเจน และเกรงว่าจะล่าช้าเกินไปเพราะบัตรคนจนมีประโยชน์มาก

บัตรคนจนนี้อย่าเห็นว่าเป็นการเมืองหรือหาเสียงเพราะที่ผ่านมาได้ประโยชน์มากๆ

เวลานี้การกินอยู่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองมีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าดังเป็นที่ทราบกันอยู่ – เราต้องช่วยกัน
อ๊อด เทอร์โบ


ก้าวไกล “นอมินี” ใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421294?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวไกล “นอมินี” ใคร

9 มีนาคม 2563 – 09:50 น.
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,พรคคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,นอมินี
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

เปิดตัวเข้าสังกัดพรรคใหม่ ชื่อก้าวไกล ทั้ง 55 คน

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในฐานะประธาน ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ ยืนยันว่า ส.ส. 65 คนของอดีตพรรคอนาคตใหม่ เข้าสังกัดพรรคก้าวไกล 55 คน

โดยทั้ง 55 คนจะสืบทอดอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมดคือ ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านการสืบทอดอำนาจ

อ่านข่าว…  “พิธา”นำทัพ 55 ส.ส.สู่พรรคก้าวไกลเดินหน้าต้านสืบทอดอำนาจ

หากลองวิเคราะห์และถอดรหัสคำพูดของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของพรรคอนาคตใหม่ ในสองช่วงเวลา จะเห็นนัยสำคัญแฝงเร้นอยู่

ช่วงแรก ธนาธร เขียนเฟซบุ๊กถึง ส.ส.ของอนาคตใหม่ ให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค ด้วยประโยคดังต่อไปนี้

ผมขอฝากเพื่อน ส.ส. ที่เคยทำงานด้วยกันว่า คุณต้องทำมากกว่านั้น ต้องยืนยันหลักการ ต่อสู้ร่วมกับประชาชน สนับสนุนพวกเขา

อย่าให้ตำแหน่งที่คุณมีกลายเป็นโซ่ตรวน เป็นพันธนาการของตัวเอง จงใช้มันเพื่อรับใช้มวลชน

ส่วนตัวผมเอง ขอทำหน้าที่การรณรงค์ทางความคิดและการเคลื่อนไหวทางสังคมนอกสภา ต่อสู้และต่อต้านระบอบรัฐประหารร่วมกับประชาชนให้ถึงที่สุด รณรงค์สนับสนุนพวกคุณ และเมื่อวันหนึ่งหากคุณได้เป็นรัฐบาล ผมหวังว่าคุณจะใช้อำนาจที่พี่น้องประชาชนให้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ผลักดันวาระก้าวหน้า และสร้างฝันของเราให้เป็นจริง

ธนาธร ยังบอกด้วยว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาของนิสิต นักศึกษาและประชาชน ดังนั้น ส.ส.ต้องไม่ทรยศต่อประชาชน

การที่ ธนาธร ประกาศไม่สามารถตามไปบ้านใหม่ คือพรรคก้าวไกลได้ แต่จะทำงานการเมืองระดับท้องถิ่น และเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

ย่อมแสดงให้เห็นว่า ธนาธร ไม่ทิ้งการเมือง ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ร่วมกับกรรมการบริหารคนอื่นๆ รวม 15 คน เช่นนี้แล้วจะให้ตีความการกระทำของ ธนาธร ว่าอย่างไร

ยังไม่พอ เพราะธนาธรยังโพสต์เฟซบุ๊กพร้อมกับแนะนำหนังสือที่เขาเขียนคำนิยมให้ในหนังสือแปลเล่มนี้

วันนี้ผมจึงขอแนะนำหนังสือชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ “จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาและเขียนงานจำนวนมากเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง โดยผมถือว่าหากเราอยากอ่านหนังสือสักเล่ม หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นหนังสือเล่มแรกในรายการหนังสือบังคับอ่านของวิชา “ต่อสู้เผด็จการ101” สำหรับผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกที่ยังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการและอยากเปลี่ยนแปลงสังคมตนเอง

ธนาธร ยังยึดมั่นในการที่จะต่อสู้โค่นล้มรัฐบาล ที่เขาเรียกว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ สืบทอดอำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตย

ไล่เลี่ยกัน พิธา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัวเอาไว้ว่า

สานต่อภารกิจ “อนาคตใหม่”

ก้าวต่อไปยัง “สู้เหมือนเดิม”

อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพวกเรา ส.ส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการทำงานของ “พรรคใหม่” ที่เราจะก้าวไปด้วยกัน ซึ่งจะมีการแถลงข่าวให้ทราบอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคมนี้

ผมในฐานะตัวแทนของ ส.ส. ที่กำลังจะไป “พรรคใหม่” ด้วยกัน ขอยืนยันอีกครั้งตรงนี้ว่า ภารกิจของพวกเรา คือ “สานต่อภารกิจอนาคตใหม่”

“ด้านนโยบาย” ทั้ง 12 นโยบายนั้น ยังเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างให้สำเร็จ

ไม่ว่าจะยุติระบบราชการรวมศูนย์, สร้างสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร, ปฏิรูปกองทัพ, ปฏิวัติการศึกษา, ทลายเศรษฐกิจผูกขาด, ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน, เกษตรก้าวหน้า, เศรษฐกิจดิจิทัล, เปิดข้อมูลรัฐกำจัดทุจริต, โอบรับความหลากหลาย, สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

และ “ปักธงประชาธิปไตย ล้างมรดกรัฐประหาร สร้างการเมืองแบบใหม่ เจ้านายคือประชาชน”

การเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อทำให้คนไทยเท่าเทียมกันและประเทศไทยเท่าทันโลก ยังเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของพวกเรา ซึ่งจะบรรลุได้ก็ต่อเมื่อพวกเรา “อ่อนน้อม” ต่อประชาชน และ “ยืนตัวตรง” ต่ออำนาจอยุติธรรมที่กดทับสังคมไทยเอาไว้

ก้าวต่อไป “พรรคใหม่” ยัง “สู้เหมือนเดิม”

ความสอดคล้องต้องกันของ ธนาธร และพิธา ทั้งในแง่คิด อุดมการณ์ และการสานงานต่อของพรรคก้าวไกล ก็คือเนื้อเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ แตกต่างแค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น

และล่าสุดทั้ง พิธา และธนาธร ไปปรากฏตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่อาคารมณียา จุดที่ ธนาธร เคยประกาศเอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเขาให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง ที่ต่อมากลายเป็นจุดตายนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ได้นำคำพูดของธนาธร และพิธา มาลงเฟซบุ๊กของพรรค และลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของธนาธร โดยระบุหัวข้อว่า

“อุดมการณ์เดียวกัน แค่เดินคนละเส้นทาง”

ชัดเจนว่า วันนี้ การยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ธนาธรพูดตลอดว่า อนาคตใหม่มี ส.ส. 81 คน มีผู้สนับสนุน 6.3 ล้านเสียง แต่ถูกยุบเพราะคน 7 คน เป็นการพูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นองค์กรอิสระด้วยการเปรียบเทียบตัวเลขจำนวนคน แต่ไม่ได้อธิบายถึงอำนาจหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ธนาธร ได้ย้ำที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า “ในตอนนี้ผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใดๆ แล้ว ทำให้ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายอีกต่อไป แต่ด้านดีคือ ในขณะเดียวกันผมก็ได้ถูกปลดปล่อยจากกฎเกณฑ์ ข้อจำกัดต่างๆ ของการเป็นพรรคการเมือง ตอนนี้ผมเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น”

ธนาธร ประกาศทำการเมืองนอกสภาด้วย 3 ภารกิจ ดังนี้ 1.การเลือกตั้งท้องถิ่น 2.เคลื่อนไหวนอกสภา 3.สร้างเครือข่าย 77 จังหวัด

โดยภารกิจแรกคือ สร้างการเมืองใหม่ให้กับการเมืองท้องถิ่น ภารกิจที่สองคือทำในสิ่งที่ธนาธร และอนาคตใหม่ถนัดคือ เปิดปฏิบัติการไอโอ ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ ออนแอร์ และออนกราวน์ และภารกิจสุดท้ายคือ ปลุกประชาชนลุกขึ้นมาสู้กับพลังของทหาร

จะเห็นได้ว่าความเคลื่อนไหวผ่านแนวคิดของ ธนาธร และพิธา ในสองสามวันก่อนจะเปิดตัวพรรคก้าวไกล นั้นเป็นแนวคิดที่ยึดติดชนิดแยกไม่ออกระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคก้าวไกล ทั้งตัวตนคนนำและแนวทาง

และในวันที่ พิธา ประกาศเป็นผู้นำก้าวไกล สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เดินตามทางของอนาคตใหม่ที่ได้ทำเอาไว้แล้วด้วยการสานต่อภารกิจให้จบสิ้น

เมื่อก้าวไกล ประกาศสานต่อภารกิจของอนาคตใหม่ จึงไม่ต้องมีคำถามว่า ทั้งสองพรรคคือพรรคเดียวกันหรือไม่ แต่ที่คนถามมากที่สุดคือ พิธา และก้าวไกล จะเอาเงินมาจากไหนในการลงทุนทางการเมืองให้แก่พรรคตั้งใหม่

พิธา คือตัวตนของพิธา หรือแค่ตัวแสดงแทนธนาธร เท่านั้น ในวันที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศจัดขึ้น ก็เป็นเพียงการ “จัดฉาก” สร้างภาพให้ พิธา และธนาธร ของกลุ่มคนข่าวต่างประเทศที่นิยมในแนวคิดเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกับอนาคตใหม่

เพราะเชื่อได้เลยว่า พรรคก้าวไกล จะไม่มีทางประสบความสำเร็จทั้งในทางการทำงานในสภา และจำนวนตัวเลข ส.ส. เนื่องจาก ส.ส. 55 คน ที่ย้ายมาสังกัด ทุกคนล้วนแต่ได้รับเลือกตั้งเพราะปัจจัยแค่ 2 อย่างคือ

ตัวธนาธร และพรรคอนาคตใหม่

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนเขาเลือกธนาธร คนเขาเลือกอนาคตใหม่ เพราะทั้งตัวธนาธรและอนาคตใหม่นี้แยกกันไม่ออก

ต่อมาเมื่อไม่มีธนาธร และไม่มีอนาคตใหม่แล้ว มีเพียง พิธากับก้าวไกล น่าจะยังไม่ถึงขั้นที่คนจะเชื่อคนจะศรัทธาในตัวพิธาและพรรคก้าวไกล เหมือนธนาธรกับอนาคตใหม่

มีอยู่หนทางเดียวที่จะให้คน 6.3 ล้านคนยังไปลงคะแนนให้แก่พิธา และพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คือให้คนเข้าใจว่า พิธา คือ ธนาธร และก้าวไกล ก็คือ อนาคตใหม่

เพียงแต่ทำการเมืองแบบ “อุดมการณ์เดียวกัน แค่เดินคนละเส้นทาง” เหมือนที่ประกาศเอาไว้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศฯ เท่านั้น

การตั้ง “นอมินี” ในทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตเราได้เห็น ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคไทยรักไทย พลังประชารัฐ (สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์) และเพื่อไทย (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) มาแล้ว

จึงไม่แปลกเลยหาก ก้าวไกล จะเป็น “นอมินี” ของ อนาคตใหม่ และพิธา จะเป็นร่างทรงของ ธนาธร

ไม่เปลี่ยนสี ‘แดงอีสาน’ กองหนุนนักศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่เปลี่ยนสี ‘แดงอีสาน’ กองหนุนนักศึกษา

9 มีนาคม 2563 – 09:45 น.
แดงอีสาน,คนเสื้อแดง,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,อาภรณ์ สาราคำ,ขวัญขัย ไพรพนา,สำนักยูดีดีนิวส์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 9 มี.ค.63

*****************************

หลัง “แรมโบอีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ จัดกิจกรรมคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดง โดยมีคนเสื้อแดง อีสาน 20 จังหวัด มารับป้าย “เรารักประเทศไทย” ตามนโยบายสลายสีเสื้อ ที่ชัยภูมิ

ถัดมาไม่นาน กลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสาน ได้นัดรวมพลที่ร้านอาหารแถวเมืองน้ำดำ ประกาศอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนสีแปรธาตุ ยังแดงทั้งตัวและหัวใจ พร้อมจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ด้านหนึ่งก็คงตอบโต้กิจกรรมเรารักประเทศไทย ของแรมโบ้อีสาน

ช่วงปี 2552-2557 เสื้อแดงทั่วไทย มีมากกว่า 200 กลุ่ม และทุกกลุ่มก็ไม่ได้ขึ้นต่อ นปช.ทั้งหมด อย่างกรณีของ “อพปช.” ของแรมโบ้อีสาน ก็มีแดงกลุ่มย่อยเป็นสมาชิก อพปช.ทั่วอีสาน

แดงไม่ตาย

วันที่ 7 มีนาคม 2563 สำนักยูดีดีนิวส์ รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสานมาจากหลายจังหวัด ประมาณ 250 คน ได้รวมตัวกันที่ร้านอาหารบ้านไม้ชายทุ่ง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เพื่ออ่านแถลงการณ์ คนเสื้อแดงภาคอีสาน อุดมการณ์ดังขุนเขา ไม่เอาเผด็จการ”

คนเสื้อแดงภาคอีสาน รวมตัวที่กาฬสินธุ์

ในข่าวชิ้นนั้น ไม่ระบุว่า ใครเป็นแกนนำบ้าง เพียงแต่มีการถ่ายภาพรวมหมู่ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ และดูเหมือนว่า จะมีสำนักข่าวยูดีดีนิวส์เท่านั้น ที่ได้นำเสนอข่าวชิ้นนี้

“โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “เมื่อเสื้อแดงไม่มีแกนนำ (หลัก) และก่อรูป ก่อร่างขึ้นเองโดยประชาชนเหมือนกัน อันนี้น่าสนใจ”

อดีตแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ที่ลาออกจากพนักงานการไฟฟ้านครหลวงมาสมัคร ส.ส. ยังมองว่า การรวมตัวของเสื้อแดงอีสาน “..เป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลเผด็จการว่า กองหนุน ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน”

โตโต้เพื่อนรักของรังสิมันต์ โรม คงฝันเห็นการผนึกกำลังนักศึกษาและชาวนา โค่นเผด็จการ

สื่อสาย“ธิดา”

สำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์” กระบอกเสียงของ นปช. คำว่า “ยูดีดี” เป็นชื่อย่อภาษาอังกฤษของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. (United Front of Democracy Against Dictatorship – UDD)

ปลายปี 2561 แกนนำ นปช. กลุ่มที่แยกวงออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว  อย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง ได้เปิดสำนักข่าว ยูดีดีนิวส์” (UDD News) ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์ ถ.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี

สำนักข่าวเสื้อแดง

ธิดา ในฐานะที่ปรึกษา นปช. เป็นแกนหลักของปีกนี้ และมีหมอเหวง โตจิราการ เป็นคู่คิด ได้อาศัยสื่อออนไลน์ยูดีดีนิวส์ เป็นเครื่องมือเชื่อมร้อยกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

ป้าธิดา ขวัญใจเสื้อแดง

มาถึงวันนี้ องค์กร นปช. ก็แบ่งออกเป็น 2 สายคือ สายจตุพร กับสายธิดา ขณะที่มวลชนคนเสื้อแดงกระจัดกระจายไปตามสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมเหมือนในอดีต

พลันที่เห็นแฟลชม็อบผุดขึ้นทั่วไทย แดงรากหญ้าก็อดไม่ได้ที่จะแสดงพลัง โดยเฉพาะแดงสายป้า

ขวัญชัย”สบายดี

พูดถึงภาคอีสาน ก็ต้องถามหา ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร ซึ่งไม่ได้หายหน้าไปไหน ยังปักหลักอยู่ที่คลื่นมวลชนสัมพันธ์ FM 97.50 MHz. ชมรมคนรักอุดร หมู่ 11 บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี

ขวัญชัย ออกงานแทน ส.ส. อาภรณ์

หลายคนอาจไม่ทราบว่า ชมรมคนรักอุดร ก่อเกิดมาครั้งแรกจากการเป็น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร” ก่อนจะขยับเป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชน

เมื่อขวัญชัยวางมือ ถอดเสื้อแดงทิ้ง ก็มานั่งบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมคนรักอุดร พร้อมดูแลลูกน้องให้จัดรายการวิทยุออนไลน์ บอกข่าวเล่าความ เปิดเพลง และโฆษณาขายสมุนไพร

อาภรณ์ สาราคำ

สำหรับภรรยา อาภรณ์ สาราคำ” เป็น ส.ส.อุดรธานี เขต 4 (อ.หนองหาน, อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.เมืองอุดรธานี) ดังนั้น ขวัญชัย และดีเจคลื่นมวลชนสัมพันธ์บางคน จึงทำหน้าที่ “ผู้ช่วย ส.ส.” ไปงานบุญ งานบวช งานศพ แทน ส.ส.อาภรณ์ ในช่วงมีสมัยประชุมสภา

ขวัญชัยหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน หลังรัฐประหาร 2557 แต่สุดท้ายเขาก็ข้ามพรมแดน กลับมามอบตัว และรับโทษทัณฑ์อยู่ปีเศษ

แดงมีหลายเฉดสี ขวัญชัยไม่ใช่แดงประเภทมีอุดมการณ์เปลี่ยนระบอบ จึงกลับมาสู้ในกติกา