ทำไงดี?? เมื่อ “ผีน้อย” อยากกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไงดี?? เมื่อ “ผีน้อย” อยากกลับบ้าน

8 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
กลุ่มผีน้อย,โควิด19,อยากกลับบ้านนา,พลเอกประยุทธ์,อนุทิน,่ เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 326 ครั้ง

ทำไงดี?? เมื่อ “ผีน้อย” อยากกลับบ้าน หลัง”โควิด-19″พ่นพิษ สถานการณ์ที่.. กลืนไม่เข้า!! คายไม่ออก !! โดย กมลทิพย์ ใบเงิน

คลิปที่ 1

กลายเป็นประเด็นร้อน ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ กรณีแรงงานไทยจากเกาหลีใต้ คาดมีประมาณ 5,000 คนจะเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ที่กำลังระบาดหนักมีผู้ติดเชื้อกว่า 4,000 คน และเสียชีวิต

 อ่านข่าว :  เคาะแล้ว..เยียวยาเศรษฐกิจแจกคนละ 2,000 บาท

ชาวทวิตเตอร์ติดแฮชแท็ก #ผีน้อย (ซึ่งเป็นคำที่กลุ่มแรงงานผิดกฎหมายชาวไทยในประเทศเกาหลีใต้ใช้เรียกตัวเอง) กรณีแรงงานไทยในประเทศเกาหลีใต้ ร้องขอเดินทางกลับไทยกว่า 5,000 คน หลังจากที่ โฆษกกระทรวงต่างประเทศบอกว่า #ผีน้อย จากเกาหลีที่จะลงชื่อกลับไทยไม่มีมาตรการกักตัว เนื่องจากเกาหลีใต้ไม่มีมาตรการปิดเมือง แต่ให้กักตัวเอง 14 วัน

กระแสทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ กังวลว่ากลุ่มแรงงานที่มาจากเกาหลีใต้ ไม่น่าจะกักตัวเองอยู่ที่บ้าน

โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะช่วยเหลือกรณีแรงงานไทยที่อยู่แบบผิดกฎหมายกลับมาไทย

 รู้จัก“ผีน้อย”

มีข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่มา ต่างก็นิยามคำว่า “ผีน้อย” ในความหมายที่ใกล้เคียงกัน เป็นต้นว่า..

“ผีน้อย”เป็นศัพท์เรียกแทนคนไทยที่โดดวีซ่าลักลอบเดินทางไปทำงานอย่างผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีใต้ มีข้อมูลจากกระทรวงแรงงานของไทย ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2562 มีคนไทยทำงานในเกาหลีใต้ประมาณ 160,000 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมี “ผีน้อย” มากถึง 140,000 คนเลยทีเดียว

กลุ่ม “ผีน้อย” ชาวไทยเริ่มลักลอบเข้าไปหางานทำในเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมายมาตั้งแต่ประมาณปี 2560 มีข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้พบว่า ในปี 2561 มีคนไทยในเกาหลีใต้จำนวน 168,711 คน ในจำนวนนี้รวมถึงนักท่องเที่ยวและคนที่อยู่เกินวีซ่า

พบเป็นแรงงานถูกกฎหมายเพียง 24,022 คนเท่านั้น หมายความว่า นอกจากนั้นอาจเป็นแรงงานผิดกฎหมายหรือที่เรียกว่า “ผีน้อย” ที่มีจำนวนมากถึง 140,000 คน ซึ่งแรงงาน “ผีน้อย” ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์จำนวนมาก รองมาคือแรงงานในภาคการเกษตร และถัดมาคือร้านนวด

ว่ากันว่า ผีน้อยเป็นคนไทยจากภาคอีสานมากที่สุด รองมาคือภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคกลาง ช่วงหนึ่งประมาณปี 2561-2562 ทางการเกาหลีใต้จับตานักท่องเที่ยวไทยอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่ม “ผีน้อย” ผ่าน ตม. เกาหลีใต้ไปได้ เพราะส่วนใหญ่มักจะแฝงตัวมาในฐานะนักท่องเที่ยว

ในครั้งนั้น ทางการเกาหลีตรวจจับ “ผีน้อย” ไทยได้หลายร้อยคนและดำเนินการส่งตัวกลับไทยทันที โดยส่วนใหญ่  “ผีน้อย” ชาวไทยมักจะปักหลักทำงานเก็บเงินอยู่นานถึง 5-6 ปี หากไม่ถูกจับ เมื่อเติมเต็มความต้องการได้แล้วก็จะกลับบ้านเกิด

อีกมุมหนึ่ง ในมิติทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเกาหลีใต้เอง ก็มีความต้องการแรงงานที่มีค่าจ้างราคาถูกอยู่ค่อนข้างมาก โดยมีข้อมูลจาก “เพจลงทุนแมน” ระบุว่า ในปี 2019 GDP เกาหลีใต้ สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 51 ล้านล้านบาท หรือมี GDP ต่อหัวอยู่ที่ 986,000 บาทต่อปี

การมี GDP ต่อหัวที่สูง ทำให้แรงงานมีค่าแรงขั้นต่ำสูงตามไปด้วย ทำให้เกิดปัญหาอย่างหนึ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วประสบกันมาก ก็คือ แรงงานที่มีการศึกษาสูง ปฏิเสธที่จะทำงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น งานโรงงาน งานภาคเกษตรกรรม ฯลฯ ประกอบกับอัตราการเกิดของประชากรต่ำ จึงนำมาสู่การขาดแคลนแรงงานในด้านนี้ ก็ไม่แปลกที่ประเทศเกาหลีใต้จะต้องการแรงงานค่าแรงราคาถูกจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

“ผีน้อย”เดือด!!

               อยากกลับบ้าน

ปัจจุบัน เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ป่วยโควิด-19 มากที่สุด อยู่ที่กว่า 5,300 คน (นับถึงวันที่ 4 มี.ค.2563) เป็นรองเพียงจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีผู้ป่วยกว่า 80,000 คน ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า ผีน้อยจำนวนมากที่ทยอยเดินทางกลับไทย มีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อไวรัสมรณะกลับมาแพร่รระบาดในประเทศหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ (6มี.ค.2563) ไทยยืนยันจำนวนผู้ป่วยอยู่ที่ 48 คน

ล่าสุดมีคนไทยที่ลักลอบไปทำงานอย่างผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีใต้รายหนึ่ง ได้ออกมาอัดคลิปด่ากราดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลังมีกระแสต่อต้านการนำผีน้อยเกาหลีใต้ กลับมายังประเทศไทย เนื่องจากเป็นกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19

ใจความตอนหนึ่งของคลิป คนไทยที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ กล่าวว่า เป็นอะไรนักหนา กับคนไทยที่ไม่รู้จักผีน้อยดี คนไปทำงานประเทศอะไรก็เป็นผีน้อย แต่เรามาทำงาน จะมาบอกว่า เราเห็นแก่ตัวทั้งไปหรือกลับ เรามาทำงานส่งเงินให้บ้าน ไม่ได้ส่งเงินให้คุณเหรอถึงมาวีน ซึ่งไม่ว่าเราจะเป็นโรคอะไรก็อยากกลับมาตายที่บ้าน ถ้าเป็นโคโรน่าจริงๆ ก็อยากกลับมาตายที่บ้าน

“คุณเป็นบ้าอะไร เราทำงานหนัก เหนื่อย เป็นอะไรมาแอนตี้ มายุ่งอะไร ประเทศฉันจะไปไหนก็ได้ โลกนี้เป็นของมนุษย์ทุกคนจะไปไหนก็ได้ เป็นคนเหมือนกัน จะไปไหนก็ได้บนโลกใบนี้ อิจฉาเหรอ เป็นผีน้อยแล้วหนักหัวใคร” คนไทยที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายในเกาหลีใต้รายหนึ่ง ระบุ

แตกตื่น“ผีน้อย”  

วันที่ 3-4 มี.ค.2563 ทางการไทยออกข่าว ถึงมาตรการคัดครองกลุ่มคนไทยลักลอบทำงานในประเทศเกลาหลี หรือ “ผีน้อย” เดินทางกลับไทย แต่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) “ไม่ตรงกัน” เมื่อสตม.ระบุพบเข้าข่ายต้องสงสัยและมีไข้ 17 ราย ขณะที่สธ.แถลงพบเข้าข่ายผู้ต้องสงสัยและมีไข้ 19 ราย จากทั้งหมด 200 คน

ไม่เพียงเท่านัั้น บางกระแสรายงานว่า ผีน้อย จาก 5,000 คน ทยอยเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2563 จำนวน 4,700 คน แต่ทางรัฐบาลไทยยังไม่มีหน่วยงานไหนออมายืนยันในตัวเลขนี้

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา

กับมาตรการ“ล้อมคอก ”พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ระบุว่า กลุ่มคนไทยลักลอบทำงานในประเทศเกลาหลี ต้องถูกกักตัว กำลังพิจารณาว่าใช้พื้นที่ทหาร หรือโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา มีแพทย์เตรียมพร้อม ไม่ให้รักษาตัวที่บ้าน ยืนยันต้องรัดกุม ให้ประชาชนปลอดภัย สนามบิน ท่าเรือชายแดน ด่านตรวจต่างๆ ทั้งหมด มีการตรวจสอบไปแล้วจำนวนกว่า 3 ล้านคน ในช่วงที่มีการระบาด

“การเข้ามาคงจะไม่เข้ามาทีเดียว 4-5 พันคน เป็นการทยอยเข้ามา โดยผ่านมาตรการควบคุมของเกาหลีใต้ สายการบิน จนมาถึงการคัดกรองของไทย” นายกฯ ระบุ

สอดคล้องกับ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวถึงมาตรการรับมือแรงงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ที่จะเดินทางกลับไทยว่า แรงงานกลุ่มนี้ต้องขออนุญาตจาก สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ก่อนจึงจะสามารถเดินทางออกมาได้ เนื่องจากมีการอาศัยอย่างผิดกฎหมาย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

กระบวนการพิจารณาของเกาหลีใต้จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน ทาง สธ. จึงประสานกับกระทรวงการต่างประเทศให้เจรจากับรัฐบาลเกาหลีใต้เพื่อขอให้ยืดเวลาของกระบวนการนี้ออกไปเป็น 14 วัน เพื่อให้แรงงานมีการกักตัวเองในที่พักเพื่อคัดกรองในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ก่อนขึ้นเครื่องบินจะมีการวัดไข้ หากพบว่ามีไข้จะไม่อนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินและต้องเข้ารับการรักษาจนหายเสียก่อน ขณะที่คนที่ไม่มีไข้ เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยจะถูกตรวจคัดกรองอีกรอบ หากมีไข้หรือต้องสงสัยก็จะส่งเข้าโรงพยาบาลตามระบบ แต่ไม่มีไข้จะต้องถูกกักกันเพื่อเฝ้าระวังโรค 14 วัน ในพื้นที่ที่รัฐจัดให้ รวมทั้งหมดแรงงานผิดกฎหมายที่จะเดินทางกลับมาจากเกาหลีใต้จะต้องถูกกักกันเป็นเวลา28 วัน

“การเดินทางกลับ จะเป็นลักษณะทยอยเดินทางกลับมา ไม่ได้กลับมาพร้อมกันจำนวนมาก ฉะนั้นเชื่อบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่จะสามารถรับมือได้”

ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะมากมายถึงรัฐบาล ว่าไม่ควรนำกลับเข้ามาทีเดียวทั้งหมด เพราะเราไม่มีความสามารถในการรักษา/ควบคุมผู้ป่วยมากๆได้  รัฐบาลควรเอาเข้ามาเป็นชุดๆ เช่น ชุดละ 300 คน แล้วกักไว้ 14 วัน ณ.สถานที่รัฐบาลจัดเตรียม

อีกทั้ง ควรมีมาตรการลงโทษเช่นยึด passport ช่วงหนึ่ง เพื่อความมั่นใจว่าเค้าทำตามมาตรการที่ถูกต้อง  หรือ มีค่าใช้จ่ายบางส่วน ไม่ต้องเก็บเยอะแต่ควรเก็บ และควรให้โอกาสคนไทยที่เข้าเกาหลีโดยถูกกฎหมายก่อน

เราคนไทยควรช่วยกันคิดก่อนนะ..ค่อยตัดสินใจ ทำอย่างไรคนไทยจะปลอดภัยมากที่สุด และมีความเชื่อมั่น

    อย่างไรก็พี่น้องไทยด้วยกัน

ช็อตเด็ด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ‘งูเห่าหน้าใหม่-ส.ส.แจ้งเกิด’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช็อตเด็ด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ‘งูเห่าหน้าใหม่-ส.ส.แจ้งเกิด’

8 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ชวน หลีกภัย,สหายแสง,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,งูเห่า,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
เปิดอ่าน 2,273 ครั้ง

ช็อตเด็ด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ‘งูเห่าหน้าใหม่-ส.ส.แจ้งเกิด’ คอลัมน์…  Special Weekend

ผ่านไปแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรียกได้ว่าตลอดเวลากว่า 4 วัน 4 คืน เกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ส.ส.หลายคนแจ้งเกิดในทางการเมืองผ่านเวที หรือแม้แต่ส.ส.บางคนที่เคยเป็นดาวสภา ก็ปรากฏว่ามีหลายคนดับสนิทเป็นที่เรียบร้อย เพราะนอกจากจะไม่มีข้อมูลอะไรแล้วยังเน้นแต่การขายฝีปากมากกว่าการขายฝีมือ

ดังนั้นในจังหวะนี้ขอรวบรวมและนำเสนอถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงที่ผ่านมาให้เห็นอีกครั้ง
 1. ‘ชวน หลีกภัย’ แมนออฟเดอะแมทช์
ตำแหน่งนี้คงต้องยกให้แก่ผู้อาวุโสทางการเมืองรายนี้ เพราะทุกครั้งที่ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้แสดงให้เห็นถึงความเก๋าเกมและบารมีให้เห็น จนสามารถเอาการประชุมได้อยู่มือหลายครั้ง

ช็อตเด็ดที่สุดเห็นจะเป็นจังหวะที่ส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.รัฐบาลกำลังตะลุมบอนกันในประเด็นที่ส.ส.ฝ่ายค้านผู้อภิปรายเอ่ยชื่อของพล.อ.ประยุทธ์ เพียงแค่คำว่า “คุณประยุทธ์” ทำให้ส.ส.รัฐบาลไม่พอใจ เพราะเป็นการไม่ให้เกียรติยศทางทหารของอดีต ผบ.ทบ. แต่ประธานสภาวินิจฉัยว่าสามารถกล่าวนามเช่นนั้นได้เพราะไม่ได้ใช้คำหยาบ

ต่อมา ‘ปารีณา ไกรคุปต์’ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เรียกประธานสภาว่า “คุณชวน หลีกภัย เรียกแบบนี้ได้ไหมคะ” ปรากฏว่าประธานตอบกลับแบบนิ่มว่า “ไม่เรียกว่าไอ้ ก็ใช้ได้ครับ” สะกดการประชุมสภาอยู่หมัด ไม่เพียงเท่านี้ในบางจังหวะที่ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนเอารูปภาพที่มีความล่อเแหลมขึ้นมาใช้ประกอบการอภิปราย ประธานสภาก็สั่งให้เอาลงทันที โดยไม่ปล่อยเป็นเรื่องใหญ่โตบานปลาย

จึงไม่แปลกที่หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสภาชุดนี้โชคดีที่มีประธานสภาชื่อ ชวน หลีกภัย

  2.‘สหายแสง’ แรงดีได้ใจแต่ตกม้าตาย
ครูแก้ว หรือ ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ รองประธานสภาคนที่ 2 เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับเสียงชื่นชมจากสังคมภายนอก เพราะได้ให้เห็นถึงความเฉียบขาดในการทำหน้าที่จากการจัดการกับ ‘พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส’ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่กำลังพยายามอภิปรายในเรื่องการถวายสัตย์ ทั้งๆ ที่วิปฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีการอภิปรายในประเด็นนี้

รองประธานสภายืนยันที่จะไม่ให้มีการอภิปรายในประเด็นนี้ มิเช่นนั้นก็จะต้องออกจากห้องประชุม และยืนยันว่า “เอาจริงไม่ได้ขู่ ผมไม่กลัว หากมีคนบอกว่าท่านคือวีรบุรุษนาแก ผมก็เป็นสหายแสง” ที่สุดแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต้องยอมถอยให้กับสหายแสง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนที่ครูแก้วจะมาเป็นนักการเมืองชื่อดังเคยเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในนาม “สหายแสง” มาก่อน

แต่ปรากฏว่าสหายแสงผู้ดุดันดันมาตกม้าตายตรงที่ตัวเองไปลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทุกคน ซึ่งสวนทางกับแนวปฏิบัติของประธานและรองประธานสภาที่ผ่านมาที่จะต้องดำรงตนเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญด้วยใช้สิทธิ์งดออกเสียง เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว

 3.‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ดาวสภาดวงใหม่
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาไม่มีใครโดดเด่นเท่ากับ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ภายหลังได้นำเสนอข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคง ถึงขนาดมีตัวเลขงบประมาณและแผนปฏิบัติที่ไม่ชอบมาพาพลมาแสดงให้เห็นกลางสภา จนกลายเป็นที่ฮือฮาของสื่อสังคมออนไลน์

จริงๆ แล้ว ส.ส.หนุ่มรายนี้ได้แสดงความสามารถให้เห็นมาแล้วจากการเป็น “ขาประจำ” ที่คอยตั้งกระทู้ถามและการอภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงกลาโหมและกองทัพจนทำให้ฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาตอบชี้แจงในสภาตอบตรงและไม่ตรงคำถามบ้างอยู่หลายครั้ง

ดังนั้นหากในระยะยาวยังยืนระยะได้เช่นนี้ตำแหน่งดาวเด่นสภาที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจะตัดสินในช่วงปลายปีนี้คงไม่ไปไหนอย่างแน่นอน

 4.งูเห่าหน้าใหม่จากอนาคตใหม่
เหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วกับการแจ้งเกิดของ ‘งูเห่า’ เพราะได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มาคราวนี้ถึงคิวของส.ส.ในกลุ่มอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่จะขอแจ้งเกิดบ้างภายหลังถูกยุบพรรค
โดยครั้งนี้มี ส.ส.ถึง 10 คนที่ตัดสินใจสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งหลายคนเป็นคนที่เดินเคียงข้างกับ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตหัวหน้าพรรค และ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ อดีตเลขาธิการพรรค ประกอบด้วย 1.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ 2.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา 3.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น 4.นายมณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. 5.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. 7.นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร 8.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 9.นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี และ 10.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่
ทั้ง 10 คนสร้างความเจ็บปวดใจให้แก่ ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ เป็นอย่างยิ่ง แต่ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปพร้อมกับการสร้างวาทกรรมและนิยามพรรคอนาคตใหม่กลางสภาของส.ส.อนาคตใหม่ที่ยังยึดกับอุดมการณ์ของพรรคว่า “พรรคที่มีประชาชนเลือก 6 ล้านคนแต่ถูกยุบไป”
ทุกเหตุการณ์ผ่านไปแล้วตลอดหนึ่งปีของสภา อีกไม่นานสภาจะเริ่มต้นปีที่สองท่ามกลางความหวังว่าสภาจะยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชน

แผนหมื่นล้านใช้วัคซีน-ประมาณการรายได้ทางพลังงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนหมื่นล้านใช้วัคซีน-ประมาณการรายได้ทางพลังงาน

8 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงพลังงาน,วัคซีน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

แผนหมื่นล้านใช้วัคซีน-ประมาณการรายได้ทางพลังงาน คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

3 มีนาคม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม.เห็นชอบวาระสำคัญหลากหลาย อาทิ เห็นชอบร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2565 ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ

มีสาระสำคัญ 1.เห็นชอบร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563-2565
2.รับทราบกรอบวงเงินงบประมาณที่ใช้ดำเนินการตามร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2563 รวมทั้งสิ้น 11,078,946,553 บาท

กระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่านโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2565 เป็นแผนที่นำไปสู่การพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างยั่งยืนโดยยึดหลักความสอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความสามารถในการแข่งขันในการจัดการวัคซีนให้มีความเพียงพอและต่อเนื่อง การวิจัยพัฒนาผลิตวัคซีนเพื่อต่อยอดสู่การผลิต การส่งออก และการบริหารจัดการทรัพยากรด้านวัคซีนของประเทศ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นที่ 4 อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต แผนย่อยอุตสาหกรรมและบริการการแพทย์ครบวงจร

อีกทั้งยังมีแนวคิดที่สอดรับกับนโยบายและแผนพัฒนาของชาติ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2560–2564 แผนยุทธศาสตร์ สธ. 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) (ร่าง) ยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม 20 ปี (พ.ศ.2560–2579) และแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2563–2565 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.พัฒนาระบบและบริหารจัดการงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้มีประสิทธิภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน 2.ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยพัฒนา และการผลิตวัคซีนรองรับความต้องการในการป้องกันโรคของประเทศ 3.ส่งเสริม สนับสนุนอุตสาหกรรมวัคซีนภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและส่งออกได้ 4.พัฒนาศักยภาพบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านวัคซีนของประเทศให้รองรับภารกิจความมั่นคงด้านวัคซีนได้อย่างเหมาะสม 5.เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรภาคีเครือข่ายด้านวัคซีนของประเทศ

ครม.ยังเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการกำกับกิจการพลังงาน ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2563-2565) และแผนการดำเนินงานงบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตามที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เสนอ

สาระสำคัญ 1.กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ (1) แผนปฏิบัติการด้านการกำกับกิจการพลังงาน ระยะที่ 4 (พ.ศ.2563–2565) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (2) ผลการดำเนินงานการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 และ (3) เห็นชอบแผนการดำเนินงาน งบประมาณรายจ่ายและประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงินงบประมาณรายจ่าย 948.42 ล้านบาท และประมาณการรายได้ 948.75 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามความนัยมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550

 กระทรวงพลังงานแจ้งว่าแผนปฏิบัติการด้านการกำกับกิจการพลังงาน ระยะที่ 4 (พ.ศ.2563–2565) มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันกับยุทธศาสตร์และแผนที่สำคัญต่างๆ ที่สำคัญ เช่น แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลในการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการใช้พลังงานรูปแบบต่างๆ การส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้มีสัดส่วนมากขึ้นรวมทั้งพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยสนับสนุนการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ทั้งนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว และกระทรวงพลังงานได้ปรับแก้ไขตามความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

ทำงานต่อเนื่องช่วงปิดสมัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421066?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำงานต่อเนื่องช่วงปิดสมัย

7 มีนาคม 2563 – 12:00 น.
พรเพชร วิชิตชลชัย,ประธานวุฒิสภา,ชวน หลีกภัย,ประธานสภา,รัฐสภา,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 341 ครั้ง

ทำงานต่อเนื่องช่วงปิดสมัย คอลัมน์.. เกาะขอบรั้วสภา

เวลาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติผ่านไปเร็วเหมือนติดจรวด เพราะเผลอแป๊บๆ ก็ครบหนึ่งปีของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถ้ารัฐบาลและสภายังสามารถประคองสถานการณ์ให้ผ่านความท้าทายและแรงเสียดทานนี้ไปตลอดอีก 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายชวน หลีกภัย จะเป็นรัฐบาลและสภาที่สองที่สามารถอยู่ครบ 4 ปี ต่อจากยุคของทักษิณ ชินวัตร

เดิมก่อนมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงเชื่อว่ารัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้น่าไปถึงจุดนั้นด้วยความลำบากเนื่องจากทราบดีว่ารัฐบาลอยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำ อีกทั้งยังเคยโหวตแพ้ฝ่ายค้านกลางสภามาให้เห็นแล้ว ประกอบกับความง่อนแง่นภายในของรัฐบาลที่เกิดสถานการณ์เตะขัดขากันไปมาไม่เว้นแต่ละวัน

แต่เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจึงนำมาสู่สถานการณ์ผึ้งแตกรังต้องหาค่ายใหม่ จนในที่สุดก็มี ส.ส.ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึง 10 คนที่ได้ลงคะแนนเสียงโหวตไว้วางใจให้รัฐบาล โดย 10 คนนี้จะแบ่งกันไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคชาติพัฒนา แล้วแต่จิตศรัทธา ทำให้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนสูงถึง 277 เสียง ซึ่งเป็นคะแนนที่อ้างจากเสียงไว้วางใจที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้รับ ทั้งๆ ที่ถูกอภิปรายในสภาน้อยมาก

ดังนั้นที่เคยว่าไว้ว่ารัฐบาลจะไปไม่รอดนั้นอาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ สถานการณ์ภายในรัฐบาลเริ่มนิ่งแล้วก็เหลือแต่เพียงสถานการณ์นอกสภาที่รัฐบาลจะต้องหาทางผ่านไปให้ได้ ทางแก้อาจไม่ยากเพียงแค่ให้บรรดาลิ่วล้อและกองเชียร์รัฐบาลทั้งหลายหยุดการออกมาพูดแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องแฟลชม็อบเท่านั้นเอง เพราะในอดีตเคยมีให้เห็นมาแล้วว่าเจ้านายหลายคนต้องตกอับเพราะฝีปากของพวกขี้ข้า

เป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้รัฐสภาอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุม แม้สภาจะปิดเทอมแต่การทำงานก็ไม่ได้ชะงักหยุดลงไปด้วย เพราะบรรดาคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญทั้งหลายก็ยังเดินหน้าประชุมกันตามปกติ ไฮไลท์สำคัญแน่นอนว่าต้องอยู่ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธาน

ทั้งนี้จากสถานการณ์นอกสภาที่เริ่มกดดันขึ้นเป็นระยะ มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่คณะกรรมาธิการจะเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา เช่น ระบบเลือกตั้ง เป็นต้น ไม่รู้เหมือนกันว่านายกฯ และวุฒิสภาจะยังตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องนี้ เพราะบางทีการยอมถอยสักสองก้าวอาจทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าไปอีกสามก้าวก็เป็นไปได้

ขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดขณะนี้ประธานสภาทั้งสอง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา และ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา มอบนโยบายให้คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาและวุฒิสภาชะลอการเดินทางไปต่างประเทศในระยะนี้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาด เว้นแต่คณะกรรมาธิการบางคณะที่มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามพันธกรณี โดยขอให้เน้นการศึกษาดูงานภายในประเทศแทน เพราะนอกจากจะเป็นการลดการระบาดแล้ว ยังจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย

ทันทีที่นโยบายนี้ออกไปคณะกรรมาธิการกิจการสภาและคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาก็แจ้งไปยังคณะกรรมาธิการของแต่ละสภา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะคณะกรรมาธิการหลายคนยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ทำดีและเป็นตัวอย่างแบบนี้ต้องปรบมือให้ แต่หวังว่าทั้งสองสภาจะดำรงตนเป็นแบบอย่างให้สังคมได้เห็นตลอดรอดฝั่ง

“แรมโบ้”กับ”เจ๊ต้อย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421050?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แรมโบ้”กับ”เจ๊ต้อย”

7 มีนาคม 2563 – 10:00 น.
ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์,เจ๊ต้อย,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน,เพื่อไทย,รัฐบาล
เปิดอ่าน 261 ครั้ง

“แรมโบ้”กับ”เจ๊ต้อย” คอลัมน์…  ดงงูเห่า   โดย…ประชาไท ธนณรงค์

เป็นข่าวดังขึ้นหน้า 1 ว่า ลดาวัลลิ์ ลาออกจากพรรคเพื่อไทย

ข่าวตามมาคือ แรมโบ้ ตามจีบเข้าพลังประชารัฐ แต่ถูกปฏิเสธ

อ่านข่าว…  “ลดาวัลลิ์” ทิ้งเพื่อไทย “แรมโบ้” ตามจีบช่วยงานรัฐบาล

ข่าวที่เกิดขึ้นมีมิติหลายมิติ ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าข่าวที่ออกมา “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำตัวนายกฯ ไม่ได้แฮปปี้เสียทีเดียว

หนึ่งคือ จู่ๆ พอ “เจ๊ต้อย” ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ลาออกจากพรรคเพื่อไทยยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ แรมโบ้ จะไปชวนเข้าพรรค พปชร.เลยมันไม่งาม

ไม่เหมาะทั้งตัว แรมโบ้ คนชวน และไม่เหมาะทั้งเจ๊ต้อย คนถูกชวน

และที่สำคัญคือหากจะชวนใครเข้าพรรคน่าจะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแรมโบ้ น่าจะเป็นภาระหน้าที่ของหัวหน้าพรรคและหรือเลขาธิการพรรคเท่านั้น

แรมโบ้ แค่คนตัวเล็กๆ

ยังไม่พอหากแรมโบ้ไปทำภารกิจนี้จะยิ่งเป็นการข้ามหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประกอบกับ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเจ้าของพื้นที่ จ.พะเยา

พื้นที่เลือกตั้งเดียวกับเจ๊ต้อยด้วยยิ่งไม่เหมาะ และยิ่งแรมโบ้จะไม่ควรทำเป็นอันขาด นอกจากจะได้ไม่คุ้มเสียแล้วยังจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้ใหญ่ในพรรคอีกด้วย

แต่ว่าข่าวที่ออกมานั้นถามว่า แรมโบ้ ได้พูดจาปราศรัยกับเจ๊ต้อยไหม ตอบว่าได้คุยกันตลอดในฐานะส.ส.รุ่นพี่รุ่นน้องที่คลานตามกันมา

อย่าลืมว่าแรมโบ้คือศิษย์เก่าเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง งานล่าสุดคือรวบรวมเสื้อแดงกลับใจ มาช่วยกันทำงานให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

นี่คืองานที่ตรงกับหน้าที่ของแรมโบ้ ในฐานะตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำตัวนายกฯ จึงต้องการให้พรรคพวกทั้งหลายที่หลงผิดหรือแบ่งสีแบ่งเหล่า ได้หันกลับมาทำงานรับใช้ชาติ

เหมือนที่แรมโบ้ทำอยู่

ฉะนั้นการพบปะพูดคุยกันระหว่างแรมโบ้กับเจ๊ต้อย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือจึงไม่ใช่เรื่องลับแต่ประการใด

ส่วนการพูดคุยกันเพื่อชวนมาช่วยรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่แรมโบ้ทำเป็นประจำ เห็นใครมีความรู้ความสามารถก็ชวนเข้าพวก ดีกว่าเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน

การพูดคุยกับจ๊ต้อยก็คือการชวนมาช่วยทำงานให้รัฐบาล ส่วนจะถึงขั้นชวนเข้าพรรคหรือไม่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องในอนาคต

นี่คือข่าวจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังข่าวใหญ่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ อันเป็นภารกิจที่แรมโบ้ได้ปฏิบัติมาปกติ มิได้มีเจตนาจะไปก้าวล่วง หรือข้ามหัวการทำงานของผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคแต่อย่างใด

ทราบแล้วเปลี่ยน

ปิ๊กบ้านเฮา ‘สาวไทลื้อ’ ตั้งพรรคเสียงสตรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421056?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปิ๊กบ้านเฮา ‘สาวไทลื้อ’ ตั้งพรรคเสียงสตรี

7 มีนาคม 2563 – 09:55 น.
ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ,พรรคเสียงสตรี,ลาออก,เจาะประเด็นร้อน,พรรคไทยรักไทย เป็น,ชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 7-8 มี.ค.63

*********************************

ค่ายเพื่อไทยมีเรื่องฮือฮา เมื่อสาวไทลื้อเชียงคำ “ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์” ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานรับเรื่องราวร้องทุกข์อ้างเหตุไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนตามที่ควรจะเป็น

ที่น่าสังเกต จดหมายลาออกของ “เจ๊ต้อย” ลงที่อยู่หมู่ 8 บ้านสบแวน ต.เชียงบาน อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งเป็นชุมชนไทลื้อหรือไตลื้อ ที่มีภาษาและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทุกวันนี้ เจ๊ต้อยยังเป็นนายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ถอยออกจากเพื่อไทย ไม่ถึงสัปดาห์ “เจ๊ต้อย” ก็แถลงเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ที่มีเธอเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ มีนาคม 2563 ที่โรงแรมเอส.ดี. อเวนิว ปิ่นเกล้า

สาวพะเยาไม่ถอย

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ อดีตผู้ประกาศข่าวทีวี ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ ได้ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ที่บ้านเกิด จ.พะเยา และเป็น ส.ส.สมัยแรก ในสีเสื้อประชาธิปัตย์เวลานั้น เธอกลายดาวรุ่งที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่เมืองพะเยา จนได้เป็น ส.ส.ต่อมาอีก 2 สมัย

เจ๊ต้อย ประธานชมรมเสียงสตรี

เลือกตั้งปี 2544 “เจ๊ต้อย” มาอยู่พรรคไทยรักไทย เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และได้เป็น รมช.แรงงานและสวัสดิการสังคมปี 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี แต่นับจากวันนั้น เธอก็ทำงานการเมืองนอกสภาฯ ไม่มีหยุด

“เจ๊ต้อย” สวมหัวโขนประธานมูลนิธิพัฒนาเยาวสตรีภาคเหนือฯ, ประธานชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย

ชมรมเสียงสตรีทางจอแดง ปี 2554-2557

โดยเฉพาะช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เจ๊ต้อยนำ “ชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย” ออกมาเคลื่อนไหวนอกสภา ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มเสื้อแดง

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประธานชมรมเสียงสตรี จัดกิจกรรมบ่อย

ชมรมเสียงสตรีแห่งประเทศไทย ก็คือฐานการเมืองอันสำคัญของเจ๊ต้อย เป็นที่มาของพรรคการเมืองใหม่ป้ายแดงนั่นเอง

นายกไทลื้อ

สถานการณ์พรรคเพื่อไทย ยุค “แม้วหมอบ” แตกเป็นก๊กเป็นเหล่า ไม่มีผู้นำทรงบารมีพอที่จะเป็นศูนย์รวมใจคนทั้งพรรคได้ ลดาวัลลิ์จึงลงพื้นที่เมืองพะเยาบ่อยครั้ง แต่เมืองกว๊านก็เปลี่ยนไปเยอะ

ผลเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา อรุณี ชำนาญยา (เขต 1) และ ไพโรจน์ ตันบรรจง(เขต 3) สอบตกทั้งคู่ ทั้งที่มีฐานคะแนนเสียงเป็นกลุ่มแม่บ้าน สตรีผู้สูงอายุ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยังคงภักดีต่อนายใหญ่ดูไบ

นายกสมาคมไทลื้อแห่งประเทศไทย

อรุณีโตมากับกระแสทักษิณ ข้อเสียของ ส.ส.เพื่อไทย ที่พึ่ง “กระแส” เป็นหลัก มักไม่สร้างฐาน สร้างบารมี ส่วนไพโรจน์ ต้องยอมรับว่า เป็นช่วงขาลงของตระกูลตันบรรจง

เหลือเพียงเขตเลือกตั้งบ้านเกิดของ “เจ๊ต้อย” ที่นักการเมืองจอมเก๋า “เสี่ยมี่” วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ค่ายเพื่อไทย ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แต่จุดแข็งจุดขายของเจ๊ต้อยคือ เป็นขวัญใจไทลื้อ

ตำแหน่งนายกสมาคมชาวไทลื้อแห่งประเทศไทย ทำให้สาวเชียงคำคนนี้ มีความมั่นใจในการสร้างพรรคใหม่

สหายผู้กอง

แม้ในศึกซักฟอกจะโดนหนักว่าใครเพื่อน แต่วงในพลังประชารัฐ ยังเชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มีคนคุ้มครองระดับเบอร์ใหญ่ ให้อยู่รอดปลอดภัย

อันที่จริง อรุณี ชำนาญยา คิดว่า “ผู้กองธรรมนัส” ที่มาสร้างฐานมวลชน ในนามประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล, นายกสมาคมชาวพะเยา และนายกสมาคมกีฬาพะเยา จะยังสวมเสื้อเพื่อไทย

เจ๊ต้อย เจ๊หน่อย และอรุณี ชำนาญยา บนเวทีปราศรัยที่เมืองพะเยา

เหตุการณ์พลิกผัน “สหายผู้กอง” เลือกพรรคพลังประชารัฐ นักการเมืองเพื่อไทยในพะเยาก็รู้ว่า ตกเป็นรอง เพราะผู้กองคนดังช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสต่อเนื่องและยาวนาน จนมีฐานการเมืองเป็นของตัวเอง

ไม่แปลกหรอกที่คนเมืองกว๊านถือว่า มองเขาเป็นพ่อพระ โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือเจือจานคนจน คนด้อยโอกาส เข้าถึงง่าย ปฏิเสธชาวบ้านไม่เป็น รวมถึงคอนเนกชั่นใจถึงใจกับกลุ่ม อปท. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

ผู้กองธรรมนัส เดินงานมวลชนมานานนับ 10 ปี

การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่ไม่นอน มิตรกลายเป็นศัตรู ศัตรูกลายเป็นมิตร คิดอะไรมากไม่ได้ เพราะเส้นทางการเมืองไทย มันแคบ

หากวันข้างหน้า สาวไทลื้อเชียงคำ จะหันมาสร้างความปรองกับสหายผู้กอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

‘มหายุทธศาสตร์อินเดีย- ญี่ปุ่น และรัสเซีย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/421020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘มหายุทธศาสตร์อินเดีย- ญี่ปุ่น และรัสเซีย’

6 มีนาคม 2563 – 18:54 น.
มหายุทธศาสตร์อินเดีย,- ญี่ปุ่น,และรัสเซีย
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

‘เอนก เหล่าธรรมทัศน์’ รองอธิการบดี ม.รังสิต กับบทความ ‘มหายุทธศาสตร์อินเดีย- ญี่ปุ่น และรัสเซีย’

  นาย เอนก  เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา รองอธิการบดี ม รังสิต ได้เขียนบทความ”มหายุทธศาสตร์ของอินเดีย ญี่ปุ่น และรัสเซีย”

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ช่วงที่ทั้งประเทศตื่นเต้นกับข่าวไวรัสและแฟลชม็อบ สถาบันคลังปัญญาฯซึ่งติดตามยุทธศาสตร์ของชาติมาร่วมเก้าปี จัดเสวนา: ยุทธศาสตร์ของ อินเดีย ญี่ปุ่น และรัสเซีย โดยมีอาจารย์รุ่นใหม่เก่งๆ ที่จบการศึกษาจากสามประเทศนั้น มาบรรยายนำ มีเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่ระดับกลางในอดีต-ปัจจุบันร่วมสนทนา และยังมีนายทหารระดับสูงที่เป็นนักวิชาการมาร่วมคิดร่วมถกด้วย

ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ไม่ใช่รายงานการประชุม ถ้าใครต้องการ ติดต่อขอมาได้นะครับ แต่ผมจะสะท้อนอะไรที่ได้ฟัง ได้สนทนาในวันนั้น ที่จะเสนอในที่นี้  เป็นความคิดผมเป็นหลัก คงจะมีทั้งที่เหมือน และที่ต่างไปจากท่านอื่นๆ

โลกทุกวันนี้ มีหลายขั้วอำนาจ โดยมีสหรัฐเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ซึ่งทั้งร่วมมือ ทั้งแข่งขัน และ ขับเคี่ยว ชิงดีชิงเด่นกับจีน มหาอำนาจอันดับ 2 ไปพร้อมๆ กัน โดยจีน มหาอำนาจใหม่นั้นรุกประชิดสหรัฐเข้าไปทุกที แต่โลกขณะนี้ยังมี ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นมหาอำนาจที่สำคัญรองลงมาจากจีน แต่ทั้งญี่ปุ่นและยุโรปนั้นล้วนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดสหรัฐ  และก็ยังมีรัสเซีย เป็นอีกมหาอำนาจหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีกำลังทางเศรษฐกิจและมีจำนวนประชากรที่ไม่เพียงพอนัก แต่กำลังทหารนั้นไม่ได้ห่างจากสหรัฐเลย ในระยะหลังมานี้รัสเซียถูกสหรัฐและยุโรปบีบให้อยู่ใกล้จีน อยู่ข้างจีน 

ล่าสุด อินเดีย ก็ขยับเป็นมหาอำนาจใหม่อีกชาติหนึ่ง มีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นที่ห้าของโลก และมีแรงงานที่ยังเป็นหนุ่มสาวเยอะ ย่อมจะเติบโตสูงได้อีกนาน และขนาดของประชากรก็ใหญ่เท่ากับจีนไปแล้ว ในระยะหลังนี้ อินเดีย ที่เคยเป็นกลาง ถูกสหรัฐและญี่ปุ่นพยายามดึงเข้าไปร่วมกันทัดทานจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรอินเดียและในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ในเอเชีย ตามแนวคิดที่จะพยายามสร้างมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิกที่เสรี ขึ้นมาถ่วงดุล หรือมาคานอำนาจกับจีนที่ถูกมองว่ากำลังรุกทะเลหรือแผ่เข้าไปสู่มหาสมุทรแถบนี้ ด้วย “ยุทธศาสตร์” ที่เรียกว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”

แม้ไทยจะถูกชักชวนหรือกดดันให้เลือกฝ่าย แต่อาเซียนและไทยก็คงไม่อาจคล้อยตามได้มากนัก แม้จะยินดี เต็มใจร่วมมือกับสหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย แต่ก็คงจะไม่เขยิบห่างจากจีนมากนัก เพราะผลประโยชน์จากจีนในทางเศรษฐกิจนั้นสูงกว่ามาก อันที่จริง ประเทศอาเซียนทั้งหมดล้วนดีใจ ล้วนเชื้อเชิญ และเปิดให้สหรัฐ และฝ่ายญี่ปุ่น-อินเดีย-ตะวันตก ทั้งหมดมาค้าขาย ลงทุน ร่วมมือ มากขึ้น ไม่มีใครหรอกที่ปล่อยให้จีนผูกขาดหรือครอบงำความสัมพันธ์ต่างประเทศไว้หมด ปัญหาที่จริง คือ สหรัฐ และพรรคพวก ไม่มาเอง หรือ อ่อนกำลังลงในทางเศรษฐกิจจนไม่ค่อยเข้ามาสู่เอเชียอาคเนย์เอง

แม้สหรัฐและญี่ปุ่นจะมองว่าจีนและรัสเซียพยายาม “รื้อปรับ” ระเบียบโลก-ทางการเมืองและเศรษฐกิจ-แต่จริงๆ แล้ว จีนพอใจในระเบียบโลกนี้ ไทยและอาเซียนเชื่อว่าจีนนั้นน่าจะพอใจที่เป็นมหาอำนาจอันดับสองไปอีกนาน จีนไม่ปรารถนาจะไปแทนที่สหรัฐ  การเป็นหมายเลขหนึ่งของโลกแบบที่สหรัฐเป็นนั้น ไม่ใช่ “ความฝัน” ของจีน ในทางกลับกันสหรัฐและบรรดาพันธมิตรทั้งหลายก็ไม่พร้อมที่จะขัดแย้งรุนแรงหรือเข้าทำสงครามกับจีน

พูดง่ายๆ ตราบใดที่จีนทำให้เห็นว่าพอใจที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขสองไปอีกนาน แสดงให้ประจักษ์ว่าจีนนั้นไม่กระตือรือล้นที่จะเป็นหมายเลขหนึ่ง และ ถ้าจีนจะเป็น ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ก็แสดงให้เห็นว่ายินดีทำงานอย่างเสมอภาคเป็นมิตรกับมหาอำนาจหลากหลายขั้วได้ โลกเราก็จะหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ได้ เช่นนี้แล้วการบีบคั้นให้ไทยและอาเซียนเลือกฝ่ายใดฝ่ายเดียวคงทำได้ยาก

ที่จริงแม้ขณะนี้ สหรัฐและตะวันตก จะเพ่งเล็งเอาอาเซียนโดยเฉพาะเอาไทยเป็นสันปันน้ำ แยกเขตอิทธิพลสหรัฐ-ตะวันตก และ เขตจีน-รัสเซีย ให้ออกจากกันอย่างชัดเจน แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้นคงจะยากมาก ผมเชื่อว่าไทย-อาเซียนอย่างมาก ก็จะเอนเอียงมาทางสหรัฐให้เห็นบ้าง หรือเอียงมาทางทหารและยุทธศาสตร์ แต่ที่จะให้ไปปิดกั้นจีนในทางเศรษฐกิจ หรือให้สลัดจีนสิ้นเชิงในทางทหารและยุทธศาสตร์ รวมทั้งไม่เปิดให้รัสเซียเข้ามาเลยนั้น คงเป็นไปได้ยาก

สรุป เราจะต้องติดตามสถานการณ์โลกต่อไปอย่างใกล้ชิด ไม่เลือกฝ่าย  คบหาทุกฝ่าย ไม่เลือก ไม่ชี้ ง่ายๆ ว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก หรือ เห็นอะไรเป็นสองสี ขาวดำ ชัดเจน เกินไป ตรงข้ามต้องพยายามทำให้ฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกันอยู่ได้เข้าใจกันมากขึ้น ประนีประนอมมากขึ้น แบ่งปันผลประโยชน์มากขึ้น และขจัดความแตกต่าง หันมาเป็นมิตรกันให้มากขึ้น

ตีปีก ‘ผู้ลี้ภัย 112′ ฝัน’ฟ้าสีทอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตีปีก ‘ผู้ลี้ภัย 112′ ฝัน’ฟ้าสีทอง’

6 มีนาคม 2563 – 10:05 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,จอม เพชรประดับ,จรัล ดิษฐาอภิชัย,แฟลชม็อบ,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พคท
เปิดอ่าน 2,214 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 6 มี.ค.63

**********************************

ความสิ้นหวังมลายหายสิ้นไปทันที เมื่อ “แดงลี้ภัย 112” ในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เห็นปรากฏการณ์ “ดอกไม้บาน” ทั้งแผ่นดิน

นัยว่า จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ถึงกับหลั่งน้ำตา ปลื้มปีติเป็นที่สุด เพราะก่อนหน้านั้น เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า คงไม่ได้กลับไปตายที่บ้านเกิดอย่างแน่นอน

จรัล ร้องไห้ที่เห็นนักศึกษารุ่นลูกออกมาประท้วง

“จรัล” มีประสบการณ์จุดกระแสประชาธิปไตยในนามกลุ่มอิสระ มธ. ผู้ก่อปฏิบัติการยึดธรรมศาสตร์ และจัดเวทีปราศรัยที่ลานโพธิ์ จรัลรู้เห็น รู้ลึก เรื่องราวต่างๆ ในขบวนการนักศึกษา แต่เขาจะบอกความจริงแก่ลูกหลานหรือเปล่าเท่านั้นเอง

จอมกลับมาแล้ว

ปีที่แล้ว “จอม เพชรประดับ” เพิ่งประกาศ “ถึงเวลาโยนผ้า เพื่ออำลาสังเวียนแล้วครับ 5 ปีที่ต่อสู้มา บอกกับตัวเองว่าทำเต็มที่ ตามศักยภาพที่มี และทำดีที่สุดแล้ว..ครับ”

หลังจาก “จอม” ตัดสินใจเลิกทำสำนักข่าวออนไลน์ เพื่อการต่อสู้ของภาคประชาชน เพราะรู้สึกผิดหวังกับทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย

จอมเกาะติดแฟลชม็อบ

จอมทุ่มเทสติปัญญาและกำลังกาย สร้างสื่อทางเลือก โดยหวังจะให้เกิดประชาธิปไตยสมบูรณ์บนแผ่นดินไทย และเขาคงได้กลับมากราบมาตุภูมิ แต่เจอกลเกม “แม้วหมอบ” ถึงกับไปไม่เป็น

พลันที่มี “แฟลชม็อบ” จอมก็หยุดทำร้านอาหาร และขับอูเบอร์ หันมาทำสื่อออนไลน์อีกครั้ง สัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ข้ามประเทศ

“นักศึกษาพูดแต่ละเวที แต่ละสถาบัน หรือการสัมภาษณ์นักศึกษาแต่ละคน แต่ละความคิด โหย…คนรุ่นใหม่วัยนักเรียน นักศึกษา ความคิดความอ่าน ไปไกลกว่าที่คาดคิดเอาไว้เยอะจริงๆ”

47 ปีที่ผ่านมา ขบวนการนักศึกษาไทย ไม่เคยตื่นตัวทางการเมืองเท่าครั้งนี้ และคำว่า ไปไกลกว่าที่คิด” นั้น จอมรู้ดีว่า เด็กๆ คิดอะไรอยู่

เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน…จอมฝันอย่างนี้จริงๆ

เพ้อข้ามทวีป

นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานนานาชาติ จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ที่พำนักอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ ก็มีอาการลิงโลดดีใจไม่ต่างจากจรัล หรือจอม

จรรยาพยายามดักคอคนหวังดีที่แสดงความคิดเห็นว่า การชุมนุมใหญ่ของนักศึกษา โดยชูธงการเปลี่ยนแปลงขั้นสูงสุด อาจเกิด “6 ตุลา โมเดล” นั้น เป็นการนำเหตุการณ์ในอดีตมาข่มขู่นักศึกษา

จรรยา กับวงไฟเย็น วางแผนจัดรายการสดผ่านยูทูบ และเฟซบุ๊ก

แถมจรรยาส่งเสียงขู่กลับว่า “ไม่มีทางที่ไทยและโลก จะปล่อยพวกเขาให้หลุดพ้นจากการเป็นอาชญากร เหมือนเช่นในปี 2519 ถ้าเขาลุกขึ้นมาทำร้ายผู้ประท้วงแม้เพียงคนเดียวก็ตาม”

จรรยาคงไม่ได้อ่านข้อคิดความเห็นของอดีตนักจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) สาย จ.พาณิชย์ ซึ่งเป็นสายจัดตั้งใหญ่ในเมืองหลวง ที่เตือนคนรุ่นใหม่ว่า ต้องศึกษาบทเรียนความผิดพลาดในอดีต โดยเฉพาะประเด็นอิทธิพลซ้ายจัด ที่ครอบงำขบวนการนักศึกษาก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ถ้าคนเดือนตุลา ไม่หลอกตัวเอง คงรู้ว่า นักฉวยโอกาสเอียงซ้ายบางกลุ่มที่เสนอยุทธศาสตร์ “ต้านการล้อมปราบ” และนำไปสู่การชุมนุมในธรรมศาสตร์ ขณะที่ฝ่ายขวาจัดปลุกระดมมวลชนให้ออกมาจัดการพวกหนักแผ่นดิน

การต่อสู้ของโกตี๋ สุรชัย แซ่ด่าน และลุงสนามหลวง ก็คือการย้ำรอยเดิมนักฉวยโอกาสเอียงซ้าย จึงเดินเข้าสู่กับดักมรณะ

ซ้ายสุดโต่งไม่สิ้น

สำหรับรายนี้ “อาจารย์หวาน” สุดา รังกุพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ขวัญใจชาวเสื้อแดง ที่เคยเคลื่อนไหวใต้ดินร่วมกับ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” กวีเสื้อแดงผู้ล่วงลับ หลังปี 2557 อาจารย์หวานหนีไปลี้ภัยในต่างแดน ช่วงหนึ่งจัดรายการร่วมกับสุรชัย แซ่ด่าน

แฟลชม็อบที่เบ่งบานปานดอกไม้หน้าฝน ต่างจัดกิจกรรมโดยเอกเทศ ฉะนั้นการเขียนโปสเตอร์ และการปราศรัย จึงมีเนื้อหาหมิ่นเหม่ ผู้อาวุโสที่รักประชาธิปไตย จึงออกมาเตือนเด็กๆ ให้ระมัดระวังประเด็นสุ่มเสี่ยง

อาจารย์หวานปลุกนักศึกษาสู้ตาย

อาจารย์หวานก็สวนกลับ “…เราควรจะเลิกเทศนาพวกเขาว่า ควรแสดงออกอย่างไรได้แล้ว..เราก็ควรเคารพการตัดสินใจของเขา แล้วก็เหมือนเดิม คือ หากพลาดพลั้งมา เราก็มีหน้าที่รักษาเยียวยานักรบของเรา”

ความคิดอาจารย์หวานอันตรายมาก หากพลาดพลั้งมา เราก็มีหน้าที่รักษาเยียวยานักรบของเรา“ เหมือนจงใจยุนักศึกษาไปสู่หุบเหวความตาย เหมือนปี 2553 แดงฮาร์ดคอร์กลุ่มหนึ่งใช้ยุทธวิธี “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เมื่อถูกล้อมปราบ แดงรากหญ้าบาดเจ็บล้มตาย

แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ หนีไปเสวยสุขอยู่แถวเกาะกง และพนมเปญ

เปิดปูม “วรวิทย์ กังศศิเทียม” ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดปูม “วรวิทย์ กังศศิเทียม” ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

6 มีนาคม 2563 – 10:05 น.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ,นุรักษ์ มาประณีต,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

เปิดปูม “วรวิทย์ กังศศิเทียม” ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ในที่สุดสิ่งที่คนไทยรอคอยก็มาถึง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมเพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนที่ของ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนปัจจุบัน ที่จะหมดวาระลงพร้อมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 4 คน

โดยการประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรกระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเดิม กับว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่อีก 4 คน

ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 206 คือให้ผู้ได้รับความเห็นชอบเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลือกกันเอง ให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ เพื่อนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 204

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คนในชุดปัจจุบัน ประกอบไปด้วย วรวิทย์ กังศศิเทียม, ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และปัญญา อุดชาชน

4 คนข้างต้นได้ประชุมร่วมกับว่าที่ 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ใหม่) คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม อดีตประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตในศาลฎีกา, วิรุฬห์ แสงเทียน อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาและอดีตรองประธานศาลฎีกา, จิรนิติ หะวานนท์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และ นภดล เทพพิทักษ์ อดีตเอกอัครราชทูต

ทั้งหมดประชุมเพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ แทน นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันที่หมดวาระและพ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งคสช.ที่ 24/2560 ลงวันที่ 20 เมษายน 2560 พร้อมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 4 คน

ที่สุดแล้ว ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเลือก วรวิทย์ กังศศิเทียม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเสียงข้างมาก โดยมีผู้เสนอชื่อ 3 คน คือ วรวิทย์, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ โดยมีผลการลงคะแนน วรวิทย์ได้ 5 คะแนน และส่วนตุลาการคนอื่นได้คนละ 1 คะแนน

00000

สำหรับวรวิทย์ กังศศิเทียม เกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2495 อายุ 68 ปี ดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (กฎหมายมหาชน)

เส้นทางการทำงาน มีดังนี้ อัยการจังหวัดสกลนคร วันที่ 13 พฤษภาคม 2535, อัยการจังหวัดอุดรธานี วันที่ 1 พฤษภาคม 2536, อัยการพิเศษฝ่ายแผนงานฝึกอบรม วันที่ 1 ธันวาคม 2543, สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด, ตุลาการศาลปกครองกลาง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544, รองอธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่ วันที่ 30 กรกฎาคม 2544, อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก วันที่ 1 ตุลาคม 2545, ตุลาการศาลปกครองสูงสุด วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 ก่อนได้รับเลือกมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน ปี 2557

ส่วนตำแหน่งอื่นนอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ศป.) 2 สมัย เป็นอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆ ในประเทศไทย

อย่างที่รู้ จากข้างต้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญใหม่ท่านนี้ จะเรียกว่าใหม่เสียทีเดียวก็คงไม่ได้ จะว่าเก่าสุดๆ ก็ยังไม่ใช่ เพราะในกลุ่มเก่าสุดคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่นั่งทุบโต๊ะมาแล้วหลายปีดีดักนั้นมี 5 คนที่ได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ปี 2551 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดวาระไว้ 9 ปี

ส่วน  5 คน ได้ครบวาระในปี 2560 คือ นุรักษ์ มาประณีต, จรัญ ภักดีธนากุล, ชัช ชลวร, บุญส่ง กุลบุปผา และอุดมศักดิ์ นิติมนตรี แต่คสช.ได้มีประกาศ คสช.ที่ 24/2560 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ใช้บังคับ จนกระทั่งหมดวาระจริงๆ แล้วในตอนนี้

ส่วน วรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนล่าสุดนี้ ได้รับเลือกมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน ปี 2557 หรือหลังคสช.มายึดอำนาจ โดยมาตามรัฐธรรมนูญ 2550

แต่ดังที่บอกว่า วรวิทย์นั้นก็ไม่ใหม่เอี่ยม ได้ร่วมงานกับทีมเก่ายุบพรรคไทยรักษาชาติแบบเป็นเอกฉันท์ กรณีที่เสนอชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค

จากนั้นก็มาทำหน้าที่เก็บงานสุดท้ายก่อนเลือกศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาแทนชุดเก่ากึ๊กที่กำลังจะหมดวาระไป คือการวินิจฉัยคดียุบพรรคส้มเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดย วรวิทย์เป็น 1 ใน 7 เสียงข้างมากที่มติยุบพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกับ นุรักษ์ มาประณีต (ประธานศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้น), จรัญ ภักดีธนากุล, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, บุญส่ง กุลบุปผา, ปัญญา อุดชาชน และอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ส่วน 2 เสียงข้างน้อย ประกอบด้วย ชัช ชลวร และ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

ก็เป็นไปตามคาดหมายว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หัวขบวนองค์กรแห่งนี้ก็ยังคงต้องเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านวิบากยุบพรรคซึ่งอยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากนั่นเอง

เส้นทางศาล รธน.ยุคเปลี่ยนผ่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420908?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทางศาล รธน.ยุคเปลี่ยนผ่าน

6 มีนาคม 2563 – 09:55 น.
วรวิทย์ กังศศิเทียม,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

เส้นทางศาล รธน.ยุคเปลี่ยนผ่าน คอลัมน์…  Special Report

ที่สุดแล้วที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก มีมติคัดเลือกให้นายวรวิทย์ กังศศิเทียม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทนที่นายนุรักษ์ มาปราณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน ที่จะพ้นวาระภายหลังดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 21 พฤษภาคม 2557

อ่านข่าว…  เปิดประวัติ’ วรวิทย์ กังศศิเทียม’ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่

ชื่อนายวรวิทย์ สำหรับตำแหน่งว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามที่มีการคาดหมายว่าเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตที่จะได้รับเลือกเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ชื่อ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ซึ่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน และนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ จากวุฒิสภาลงมติโหวตลับ เห็นชอบรายชื่อว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 ราย

การดำรงตำแหน่งของนายวรวิทย์ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คนในชุดปัจจุบัน ตามบทเฉพาะกาลในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 79 ได้บัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดำรงตำแหน่งยังไม่ครบวาระตามรัฐธรรมนูญ 2550 และดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบวาระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550

หมายความว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คนในชุดปัจจุบัน จะดำรงอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ 9 ปีนับแต่ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในช่วงปี 2556-2558 โดยเฉพาะนายวรวิทย์จะดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนที่ 10 จนครบวาระ 9 ปีในช่วงปี 2566

จากนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ จะแจ้งผลให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ประธานวุฒิสภานําความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 204

แน่นอนว่าภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ และกำลังถูกเฝ้ามองในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่นายวรวิทย์ดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2566 จะมีทิศทางอย่างไร โดยเฉพาะคดีทางการเมืองหลายคดีที่ถูกส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะอยู่ในอำนาจขั้นตอนการพิจารณาที่กำหนดไว้ตามกระบวนการ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561

โดยคดีสำคัญล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีหลายฝ่ายกดดันกลับไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ภายหลัง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นให้ตรวจสอบ 32 พรรคการเมือง มีการกระทำใกล้เคียงกับการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ จากสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีบรรทัดฐานคำวินิจฉัยในครั้งนี้

นอกจากนี้ยังมีคำร้องอดีตพรรคอนาคตใหม่ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ของ 41 ส.ส.ฝั่งรัฐบาลว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้วินิจฉัยเหลือ 32 คน แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยพบว่า 32 ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมาจากพรรคพลังประชารัฐ 21 คน ประชาธิปัตย์ 8 คน ประชาภิวัฒน์ 1 คน รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน และชาติพัฒนา 1 คน

ขณะเดียวกันฝั่ง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เคยยื่นคำร้องต่อประธานสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็น ส.ส.ของ 32 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เข้าข่ายถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนกำหนดวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสื่อหรือไม่เช่นกัน ประกอบด้วย พรรคอนาคตใหม่ 20 คน เพื่อไทย 4 คน เพื่อชาติ 4 คน เสรีรวมไทย 3 คน และประชาชาติ 1 คน โดยคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องไปเมื่อ 4 กันยายน 2562

การเปลี่ยนผ่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างชุดปัจจุบันและว่าที่ตุลาการชุดใหม่ จะเป็นช่วงรอยต่อสำคัญในการทำหน้าที่องค์คณะตุลาการ เพื่อพิจารณาคดีที่เข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ซึ่งคำร้องในคดีทางการเมือง ล้วนแล้วส่งผลต่อสถานภาพ “ผู้ถูกร้อง” ทำให้ทุกคำวินิจฉัยภายหลังจากนี้ ย่อมมีผลไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่น่าจับตามอง ตลอดการทำหน้าที่ขององค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมในยุคผลัดใบ