จาก’หมู่บ้านเสื้อแดง’ สู่ ‘หมู่บ้านกัญชา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จาก’หมู่บ้านเสื้อแดง’ สู่ ‘หมู่บ้านกัญชา’

6 มีนาคม 2563 – 09:30 น.
สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน,หมุ่บ้านเสื้อแดง,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 306 ครั้ง

จาก’หมู่บ้านเสื้อแดง’ สู่ ‘หมู่บ้านกัญชา’ คอลัมน์…  ชูธงกระแสทวน  โดย…  พรานข่าว

สุดสัปดาห์ที่แล้ว “แรมโบ้อีสาน” ผู้กลับใจได้เดินทางไปพบมิตรสหายเสื้อแดงที่ขอนแก่น วันนี้ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ไม่ใช่ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) หากมีตำแหน่ง “ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี” พ่วงท้าย

อ่านข่าว…  ‘ลดาวัลลิ์’ ทิ้ง ‘เพื่อไทย’- ‘แรมโบ้อีสาน’ ทาบร่วมงานรัฐบาล

ปี 2556 แรมโบ้อีสานได้จัดงานสวนสนาม อพปช.ที่โคราช อย่างยิ่งใหญ่ มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมนับหมื่น นักข่าวท้องถิ่นยังตกตะลึงกับกองทัพเสื้อแดงสาย อพปช.

มาถึง พ.ศ.นี้ “แรมโบอีสาน” ได้ระดมอดีตแกนนำเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน มาร่วมพิธีคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดง พร้อมรับป้าย “เรารักประเทศไทย” ตามนโยบายสลายสีเสื้อให้หมด ไม่มีสี ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

แรมโบ้อีสาน รับมอบป้านคนเสื้อแดง

อันที่จริง ช่วงเวลาทองของแดงทั้งแผ่นดิน มีการจัดตั้งองค์กรคนเสื้อแดงเยอะมาก เพราะเจ้าพ่อเสื้อแดงอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” เปิดโอกาสให้ “ผู้นำท้องถิ่น” รวมตัวกันตั้งองค์กรเสื้อแดง และไม่ได้ผูกขาดการนำอยู่ที่ นปช.เท่านั้น

ปลายปี 2553 “อานนท์ แสนน่าน” นักข่าวท้องถิ่นเมืองอุดรฯ จึงเปิดตัวหมู่บ้านเสื้อแดง ที่บ้านหนองหูลิง อ.เมือง จ.อุดรธานี พร้อมเปิดตัวองค์กร “หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย”

ลักษณะการเคลื่อนไหวของหมู่บ้านเสื้อแดง เหมือนการทำอีเวนท์เปิดป้ายหมู่บ้านธรรมดาๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนในหมู่บ้านจะเป็นคนเสื้อแดงทั้งหมด ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงจะคล้ายป้ายหาเสียง มีรูปของทักษิณยิ้มร่า

จากนั้น อีเวนท์หมู่บ้านเสื้อแดงได้ขยายตัวออกไปทั่วภาคอีสานอย่างครึกโครม โดยเฉพาะช่วงก่อนหน้าเลือกตั้ง 2554 อานนท์ได้จับมืออดีต ส.ส.เพื่อไทย ตั้งสหพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงฯ สร้างเครือข่ายในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

แรมโบ้อีกสาน ในวันที่เป็นผู้นำ อพปช.

เมื่อคณะทหารยึดอำนาจ ป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงก็ปลิวหายไป แกนนำคนเสื้อถูกเรียกตัวเข้าไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร อานนท์ก็ไปนอนอยู่ในค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี เป็นเวลา 7 วัน

ออกจากค่ายทหาร อานนท์หันไปเพาะเห็ดขาย และเกิดไอเดียเปิดศูนย์เรียนรู้ฟาร์มหมู่บ้านเห็ด ที่ชุมชนพรสวรรค์ อ.เมือง จ.อุดรธานี อานนท์สร้างแบรนด์ “หมู่บ้านเห็ด” ให้ติดตลาดในชั่วเวลาไม่นานนัก

22 พฤศจิกายน 2561 ทักษิณ ชินวัตร บินตรงจากดูไบมาสิงคโปร์ นัดหมายให้อานนท์ แสนน่าน ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง บินไปพบที่โรงแรมแห่งหนึ่งในสิงคโปร์

กลับจากสิงคโปร์ อานนท์กลับมาคึกคักอีกครั้ง และรวบรวมไพร่พลคนเสื้อแดง ประกาศจะเปิด “หมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย” เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ และเป็นเครื่องมือหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยทางอ้อม

อานนท์เคลื่อนไหวเปิดหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตยได้ไม่กี่หมู่บ้าน ทหารก็เชิญตัวเข้าค่าย ขอร้องให้ยุติกิจกรรมดังกล่าว อานนท์ก็เชื่อฟัง เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไป และ “นายใหญ่ดูไบ” ก็ไม่ได้สู้จริง

มีข้อน่าสังเกตว่า การขายไอเดียหมู่บ้านเพื่อประชาธิปไตย ฝ่ายการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่ขานรับ และมองว่า อานนท์ทำงานให้แก่บางพรรคการเมือง

ก่อนหน้าจะถึงวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ไม่นาน อานนท์ แสนน่าน มามาดใหม่มีตำแหน่ง “ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย” แต่ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย

อานนท์ แสนน่าน ในวันบุกเบิกเมืองสมุนไพร

อานนท์ลุยเรื่องกัญชาอย่างหนัก โดยร่วมกับนักธุรกิจในท้องถิ่น ก่อตั้งบริษัทฟาร์มสุขใจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด(มหาชน) เขาไปไกลกว่า “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้เมืองสมุนไพรฟาร์มสุขใจบ้านอ่างหิน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

อานนท์เดินทางไกล ขึ้นเหนือล่องใต้ เหมือนสมัยหมู่บ้านเสื้อแดงเฟื่องฟู แต่วันนี้ อานนท์ไปขายความฝัน “กัญชาเพื่อการแพทย์” หวังปักป้ายเมืองสมุนไพร​ทั่วทุกภาค

แรมโบ้อีสานเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ไปไหนมาไหน มีคนห้อมล้อม อานนท์ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม ยืนถ่ายภาพตัวเองกับป้าย เพียงแต่เปลี่ยนจากหมู่บ้านเสื่้อแดงเป็นเมืองสมุนไพร

ล่วงละเมิดทางเพศข้อหาหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420902?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล่วงละเมิดทางเพศข้อหาหนัก

6 มีนาคม 2563 – 08:43 น.
โมโตจีพี 2020,ไวรัส,โคโรน่า,โควิด-19,ล่วงละเมิด
เปิดอ่าน 96 ครั้ง

ล่วงละเมิดทางเพศข้อหาหนัก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีความเชื่อว่าคนดีมีมากกว่าคนเลวจึงทำให้ประเทศไทย-สังคมไทยดำรงคงอยู่ได้

เช่นเดียวกับครูซึ่งมีข่าวอยู่บ่อยๆ อย่างผู้อำนวยการโรงเรียนที่ลพบุรีปล้นทองและฆ่าคนตายอย่างโหดร้าย

นี่มาอีกแล้วเรื่องครูที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนชายเพื่อแลกเกรด

เรื่องการแลกเกรดโดยเอาตัวเข้าแลกนี้มีข่าวอยู่เรื่อยๆ และต่อมาได้หายไป ซึ่งขอให้ทางโรงเรียนสอบสวนลงโทษให้หนักทั้งทางกฎหมายและทางวินัย

จึงขอให้มีการลงโทษให้สาสมกับความผิดเป็นไปตามกฎหมายและวินัยเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ทราบจากข่าวว่ามีเด็กชายถูกล่วงละเมิดและถูกกระทำถึง 17 คน! กรณีนี้จะต้องเจอข้อหาอนาจารอีกด้วย

ขอให้ทุกโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาช่วยตรวจสอบเรื่อง ‘การแลกเกรด’ ด้วยเถิด
อ๊อด เทอร์โบ


ต้องช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาด
จดหมาย 2 ฉบับต่อไปนี้มีความชัดเจนมากอยู่แล้วอันสืบเนื่องมาจาก ‘โควิด-19’ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วไม่เฉพาะบ้านเราแต่อีกหลายประเทศทั่วโลก

จึงขอให้ตรวจสอบชัดเจนดังโปรแกรมต่างๆ ที่คุณ ‘ไม้เมือง’ กรุงเทพฯ แจ้งมาให้ทราบหลายงานและจดหมายจากคุณ ‘สามารถ’ ดินแดง เรื่องผีน้อยจากเกาหลีใต้

รัฐบาลต้องเตรียมรับมือให้ดีและอย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


เลื่อนและเลิกงานกิจกรรม
โปรดตรวจสอบให้ดี

วงการออร์แกไนซ์สั่นสะเทือนกันไปหมดแล้วครับจากผลกระทบของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ดูท่าแล้วจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมมีเพื่อนที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจอีเวนท์เล่าให้ผมฟังว่าภาพรวมการจัดงานอีเวนท์ถูกเลื่อน และยกเลิกจัดงานไปแล้ว 90% โดยส่วนใหญ่เป็นงานที่เกี่ยวกับการประชุมสัมมนา หรือคอนเสิร์ต ที่จัดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563

ตลาดผู้จัดอีเวนท์น่าจะได้รับผลกระทบในไตรมาสแรก มูลค่ากว่า 3,000-4,000 ล้านบาท จากตลาดรวมปัจจุบันมูลค่า 12,000-13,000 ล้านบาท และน่าจะมีบริษัทออร์แกไนซ์ต้องปิดตัวกว่า 100 ราย จากทั้งหมดประมาณ 500 ราย ฟังจบแล้วผมเข้ากอดเพื่อนทันทีครับเพราะคงต้องให้กำลังใจกันไป

งานใหญ่ๆ ที่มีคนให้ความสนใจก็มิวายโดนไฟลามทุ่งอย่าง กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ได้ประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก Bangkok International Motor Show ว่า ถึงแม้ทางคณะผู้จัดงานฯ จะมีการเตรียมมาตรการการป้องกันที่รัดกุมและเข้มงวดแล้วก็ตาม แต่เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาล จำเป็นต้องเลื่อนวันจัดงานจาก 25 มีนาคม-5 เมษายน ที่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ไปเป็น 22 เมษายน-3 พฤษภาคม เนื่องจากการระบาดของโควิด-19

กีฬาระดับโลกหลายรายการ อย่างศึก โมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 หรือ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2020” ก็ได้มีการประกาศเลื่อนการแข่งขันออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้หัวใจสลายเลยก็ว่าได้ครับเพราะผมเองเป็นแฟนตัวยงของรายการนี้ และเห็นความทุ่มเทและตั้งใจของผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ได้เตรียมงานและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันจนแล้วเสร็จ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เราเองก็ต่างไว้วางใจกันไม่ได้แบบนี้ ผมเองก็ทำได้แค่ก้มหน้ายอมรับและรอคอยกันต่อไปครับ

ขยับเข้ามาใกล้ตัวหน่อย คอบอลในบ้านเราก็คงต้องผิดหวังกันไปตามๆ กันแหละครับ เพราะไม่นานมานี้เอง ผมทราบข่าวจากกลุ่มเพื่อนว่าทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยมีมติเลื่อนการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศออกไปอย่างน้อย 45 วัน ทั้งรายการไทยลีก 1-4 และการแข่งขันฟุตบอลถ้วยระดับสโมสร กลับมาเตะกันอีกทีก็หลังสงกรานต์เลยครับ 18 เมษายน คราวนี้ทั้งโค้ชและนักเตะคงมีเวลาซ้อมกันอีกยาวๆ

ผมขอเป็นกำลังใจให้แก่ทุกวงการและทุกๆ คนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ นับว่าเป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ตั้งแต่เกิดวงการอีเวนท์ขึ้นมา นอกเหนือจากออร์แกไนซ์ที่สู้ไม่ไหวปิดตัวไปแล้ว ส่วนที่เหลืออาจต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถสู้ต่อได้ เพื่อรอสถานการณ์กลับมาปกติอีกครั้ง
ไม้เมือง (กรุงเทพฯ)


 ผีน้อยกลัวโควิด-19 ขอกลับไทย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

กลายเป็นที่วิจารณ์เป็นอย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อ “ผีน้อย” แรงงานไทยลักลอบเข้าประเทศเกาหลีใต้ผิดกฎหมาย ยื่น 4 ข้อเสนอต่อภาครัฐ ขอกลับไทย หลังเกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในเกาหลีใต้ สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน ดังนี้
1.ตอนนี้ไวรัสระบาดที่เกาหลีใต้ เลยไม่มีงานทำ เงินก็หมด เลยอยากขอกลับไทย
2.กลัวว่ากลับไทยแล้วจะไม่มีงานทำ ขอให้รัฐบาลไทยหางานให้ทำด้วยตอนกลับถึงไทยแล้ว
3.ระหว่างนี้ช่วยส่งหน้ากากอนามัยมาให้ด้วยเพราะที่นี่หาหน้ากากอนามัยยากมาก
4.ส่วนเรื่องกลับไทย ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องค่าตั๋วกลับไทยด้วย

ผมรู้สึกว่าข้อเสนอที่ขอมานั้นเห็นแก่ตัวสุดๆ และเป็นภาระต่อภาครัฐของไทย เพราะตอนที่ไปคนกลุ่มนี้ก็ลักลอบเข้าประเทศเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย แต่เมื่อจะกลับไทยกลับยื่นข้อเสนอชนิดที่อำนวยความสะดวกแก่ตัวเองสุดๆ เวลาคนไทยจะไปเที่ยวก็โดนเหมารวมว่าจะไปเป็นผีน้อย จนสร้างความลำบากให้คนไทยด้วยกันไม่ใช่น้อย

แม้เกาหลีใต้ยังไม่ปิดประเทศเหมือนจีน และประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมตัว เหมือนคนไทยที่เดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่นของจีนก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลพาทั้งหมดไปกักตัวที่ฐานทัพเรือสัตหีบ

ถ้าเขาอยากกลับก็กลับได้ ภาครัฐมีมาตรการการป้องกันอย่างไร บุคลากรทางการแพทย์ที่ประเทศไทยมีและการเตรียมการรองรับทั้งหลายจะพร้อมสักแค่ไหน นอกจากขอการความร่วมมือในการกักตัวเอง 14 วัน ถ้าหลุดไป 1 คน อาจแพร่เป็นร้อยๆ คนก็ได้ โรคนี้แสดงอาการช้าด้วย

ถามว่าพวกเขาจะยอมกักตัวเองอยู่บ้านจริงหรือ ขนาดกฎหมายระหว่างประเทศเขายังไม่เคารพ แล้วคำสั่งกักตัวให้อยู่ที่บ้านเขาจะเคารพไหม จะมาหาความรับผิดชอบต่อสังคมกับคนเห็นแก่ตัวหรือครับ

ทางการไทยต้องรับผีน้อยกลุ่มนี้กลับบ้านด้วยเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกักตัวคนกลุ่มนี้เพื่อเฝ้าดูอาการด้วยมาตรการเดียวกับกลุ่มคนไทยที่กลับมาจากเมืองอู่ฮั่นนะครับ รวมทั้งต้องมีมาตรการลงโทษ เอาผิด ไม่ให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่วงจรผีน้อยซ้ำ
สามารถ (ดินแดง)


ยาแรงปราบผีน้อยเร่ร่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยาแรงปราบผีน้อยเร่ร่อน

6 มีนาคม 2563 – 08:33 น.
โควิด-19,ผีน้อย,ไวรัส
เปิดอ่าน 220 ครั้ง

ยาแรงปราบผีน้อยเร่ร่อน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือนสถานการณ์ไวรัสร้ายโควิด-19 ที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมือง ณ เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน จะลุกลามแพร่ระบาดออกไปอย่างรวดเร็วได้ถึงขนาดนี้ วันนี้ทั่วโลกต่างหวาดผวาไปกับภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนล้มหายตายจากเหมือนผักปลาไม่เว้นวัน แม้ประเทศเหล่านั้นจะมีมาตรการคัดกรองที่เข้มข้นเพียงใดแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งมัจจุราชตัวพ่อให้สงบลงไปได้

อ่านข่าว…  ผีน้อยอัดคลิปด่าเดือดสุดหยาบ เป็นผีน้อยแล้วหนักหัวใคร

ขณะที่ผู้คนทั่วโลกกำลังหาทางต่อสู้เพื่อป้องกันเจ้าโควิด-19 อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ทำไมนะ “ประเทศไทย” กลับต้องมาประสบพบเจอพฤติกรรมกากๆ ของผู้คนในประเทศบางคนที่ขาดจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม โดยเฉพาะบรรดา “ผีน้อย” (เเรงงานไทยข้ามชาติที่ไปทำงานเเบบผิดกฎหมายในต่างเเดน) บางคนที่เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแต่ยังทำตัวโชว์โง่ละเลยมาตรการกักกันตัวเอง 14 วันด้วยการออกไปลั้นลาโพสต์ภาพตนเองตามสถานที่ต่างๆ อย่างมีความสุข

ภาพญิงสาวคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กในทำนองว่า บินกลับจากสนามบินอินชอนประเทศเกาหลีใต้และมานั่งกินหม่าล่าร้านดังในตัวเมืองเชียงใหม่ จากนั้นเติมความสุขแบบรัวๆ ด้วยการไปเที่ยวผับ หรือภาพสาวไทยกลับจากเมืองแทกูแต่ดันโผล่ไปเที่ยวภูเก็ตโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจตามมา ส่งผลให้ผู้คนในประเทศวิตกกังวลและวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของสองสาวมหาภัยอย่างเผ็ดร้อน พร้อมถามหาความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

มาถึงตรงนี้คงต้องตั้งคำถามกลับไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่า เราจะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร..เฮ้อนี่มันแค่ผีน้อยกองกอยสาวไม่กี่ตัวก็ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนกันได้ขนาดนี้ แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีบรรดาผีน้อยนับหมื่นชีวิตทยอยเดินทางกลับไทย และเมื่อถึงเวลานั้นรัฐบาลจะมีมาตรการรับมืออย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมอันตรายซ้ำซากเยี่ยงนี้อีก..แค่คิดก็เสียววาบไปกับสถานการณ์ “จับปูใส่กระด้ง” ที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า…วันนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นกันได้อีก ดังนั้นรัฐบาลจะละเลย หรือวางเฉยไปในสิ่งที่เกิดไม่ได้อีกแล้ว

การทำตัวเป็น “ระเบิดเวลา” ของบรรดาผีน้อยที่พาตัวไปวิบวับวิบวับตามสถานที่ต่างๆ อย่างไม่ยี่หระต่อสังคมส่วนรวมถือเป็นความหละหลวมอย่างร้ายแรงของทางการไทยหรือไม่ ตรงนี้คงทิ้งเป็นคำถามไว้ให้ตอบ แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่าหากเรายังละเลยเพิกเฉยกับสิ่งที่เป็นอยู่เชื่อว่า “ประเทศไทย” อาจหนีไม่พ้นวิกฤติร้ายของการแพร่ระบาดภายในประเทศอย่างแน่นอน ทั้งนี้รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศควรใช้บทเรียนดังกล่าวเข้าไปจัดระเบียบใหม่ทั้งระบบ เพราะหากยังไม่สะสางความอลหม่านจะตามมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้ยาเเรง และกฎหมายที่เข้มข้นอย่างไม่อ่อนข้ออาจเป็นหนทางเดียวที่ทำให้คนในชาติรอดพ้นจากมหันตภัยไวรัสทมิฬไปได้…..ถึงเวลาปราบผีน้อยเร่ร่อนกันแล้ว

“สิทธิหญิงไทย”…สอบตก “F” เข้าไม่ถึงเงินยุติธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สิทธิหญิงไทย”…สอบตก “F” เข้าไม่ถึงเงินยุติธรรม

5 มีนาคม 2563 – 18:36 น.
สิทธิหญิงไทย,เงินยุติธรรม
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้อยกว่าปีมาแล้วที่ผู้หญิงพยายามร้องขอ “สิทธิ” ในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียม มีการกำหนดให้ “8 มีนาคม” ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล “International Women’s Day” รัฐบาลไทยที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้เกิด “สิทธิมนุษยชน” หลายด้าน สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง…แต่รัฐบาลยุค 4.0 นั้น กำลังโดนให้คะแนน “สอบตก” !

วันที่ 4  มีนาคม 2563  ตัวแทนเครือข่ายนักสิทธิสตรีจัดเวทีแถลงข่าวหัวข้อ “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯตัดเกรดรัฐไทยอยู่หรือไปในมาตรฐานโลกด้านการปกป้องสิทธิผู้หญิง” หลังจากปี 2560  ที่กรรมการอนุสัญญาการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ “ซีดอว์” (CEDAW) เสนอให้รัฐบาลไทยใช้มาตราการจริงจัง “คุ้มครองผู้หญิงที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน” เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเธอถูกข่มขู่ คุกคามและเมิดสิทธิอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ข่มขู่ทางวาจา แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมานี้ มีการใช้ความรุนแรงทางร่างกายและการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งฟ้องร้องคดีมากถึง 440  ราย

ในเวทีข้างต้น ได้นำเสนอ “ผลการประเมินรัฐบาลไทย” โดยตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ 15 เครือข่าย ร่วมกันให้คะแนนใน 8 ประเด็นสิทธิสำคัญของผู้หญิง

“ปรานม สมวงศ์” ตัวแทนองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยรับปากว่าจะปรับปรุง “สิทธิผู้หญิง” ต่อหน้าคณะกรรมการซีดอว์ที่กรุงเจนีวา แต่ในวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า พวกเราจึงต้องประเมินให้คะแนนเองใน “สิทธิ” สำคัญ 8 ด้านว่า รัฐไทยสอบผ่านหรือสอบตก โดยแบ่งคะแนนเป็น 5 เกรด “เกรด เอ” คือปฏิบัติตามอนุสัญญาฯอย่างน่าพึงพอใจ “เกรด บี” พอสมควร “เกรด ซี” ต้องปรับปรุง “เกรด ดี”ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง และ “เกรด เอฟ” (F) ไม่ทำตามข้อเสนอแนะ หรือ ละเมิดอนุสัญญาฯ

โดยข้อเสนอ 8 ประเด็นสำคัญนั้นได้ “คะแนน เอฟ” หรือสอบตก  6 ประเด็นดังนี้  1 การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา 2 ประสิทธิภาพและความเป็นอิสระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 3 ผู้หญิง สันติภาพและความมั่นคง 4 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 5 ผู้หญิงชนบท 6 ความยากจน ส่วนอีก 2 ประเด็นได้ “เกรดดีลบ” หรือ สมควรต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือ 7 กรอบแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และ 8 การแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณี

ที่น่าสนใจคือ “กองทุนยุติธรรม” ที่รัฐบาลบิ๊กตู่พยายามโปรโมทไปทั่วโลกว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ เพื่อลดช่องว่างและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้น ในแต่ละปีมีเงินช่วยเหลือให้กองทุนนี้ปีละ 800 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่าได้คะแนนสอบตก เพราะความซับซ้อนยุ่งยากของระเบียบกองทุนฯ มีอุปสรรคและข้ออ้างมากมายทำให้เหยื่อความอยุติธรรมไม่สามารถเข้าถึงกองทุนได้ทุกคน ตัวอย่างจาก “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิจากชุมชน” โดนฟ้องร้อง 440 คนนั้น มีเพียง 25 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนนี้ นั่นคือเหตุผลที่ “สอบตก”

ทั้งนี้สำหรับ “หญิงชาวบ้าน” ทั่วไปนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเธอรู้สึกคับแค้นทุกข์ทรมานสุดคือ การถูกกีดกันจากผืนดินเกิดของตัวเอง หรือการกระทำที่บีบบังคับให้ “ผู้หญิง” อยู่ในสภาพไร้สิทธิ-ไร้เสียง ไม่มีส่วนร่วมบริหารจัดการ “สิทธิในที่ดิน – ทรัพยากรธรรมชาติ” ของชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ !

  “ชูศรี โอฬาร์กิจ” ตัวแทนจาก “สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้” พื้นที่สุราษฎร์ธานี เปิดเผยความรู้สึกให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า กลุ่มตัวเองเกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว เป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านที่อยากเรียกร้องความยุติธรรมใน “ปัญหาที่ดินทำกิน” และ “ปัญหาการทวงคืนผืนป่า” ช่วงรัฐประหารปี 2557 มีสมาชิกหลายคนถูกเรียกไป “รายงานตัว” ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในนั้น

แม้เคยถูกข่มขู่จากนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหลายครั้ง แต่ชาวบ้านไม่ยอมแพ้ ช่วยกันเรียกร้องสิทธิต่อไป จนกระทั่งมีสมาชิกในกลุ่มไม่ต่ำกว่า 4 คน ถูกยิงเสียชีวิตโดยไม่สามารถจับตัวผู้ทำผิดมาลงโทษได้ แต่ “ชูศรี” ก็ไม่หวั่นไหว ประกาศขอต่อสู้อย่างสันติต่อไป

“สิ่งที่พวกเราอยากทำคือ ทวงคืนผืนป่า เราต้องการให้มีโฉนดชุมชนเป็นผืนดินส่วนกลาง ชาวบ้านมาร่วมกันทำประโยชน์ แต่รัฐไม่สนใจ เราให้รัฐสอบตก เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีที่ทำกิน ถูกขับไล่ออกจากผืนดินของตัวเอง เอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือพวกทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ หญิงชาวบ้านถูกกดทับ ถูกละเมิดสิทธิมาตลอด ตอนนี้ผู้หญิงในหมู่บ้านเริ่มเข้าใจกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของพวกเรามากขึ้น อยากเข้ามามีส่วนร่วม ตรงนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากสิบปีที่แล้ว สิ่งที่พวกเราอยากชวนให้ทำต่อไปนี้คือ ผู้หญิงควรเข้าไปมีส่วนร่วมเลือกตั้งท้องถิ่น เชื่อว่าถ้าเริ่มจากเข้าไปทำงานใน อบต. อบจ. จะได้ผลมากขึ้น ต้องเริ่มจากออกกฎระเบียบต่าง ๆ ช่วยแก้ปัญหาความยากจน ที่ดินทำกินในท้องถิ่น จากนั้นก็ขับเคลื่อนไปแก้ไขกฎหมายสำคัญหรือรัฐธรรมนูญ ทวงคืนสิทธิและความยุติธรรมให้ชาวบ้าน” ชูศรี กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

สำหรับการให้คะแนนทั้ง 8 ประเด็นนั้น เรื่องที่รัฐบาลควรอายมากสุด คือ การให้คะแนนเอฟ สอบตกกับ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”  (กสม.) เพราะยังทำงานไม่ชัดเจน ขาดความโปร่งใส กระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง “กสม.”ไม่ได้คำนึงถึงการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม” ให้มาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนไทยอย่างแท้จริง

เป็นเรื่องน่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง เมื่อรับรู้ว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ”  ซึ่งเคยเป็นองค์กรช่วยเหลือชาวบ้านจนมีชื่อเสียงโด่งดังได้รับการยอมรับจากนานาชาติเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว กลายเป็น “องค์กรปัญหาหรือตัวถ่วง” โดนโจมตีว่า “ใช้อำนาจปกป้องรัฐบาล มากกว่า ปกป้องสิทธิมนุษยชน”

หากรัฐบาลไทยยุค 4.0 อยากส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่าง “จริงจัง” คงต้องเริ่มจากแสดงความ “จริงใจ” ในการปฎิรูป “กรรมการสิทธิฯ”  !

สู้แบบไหน ‘ทอน’ สอนน้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420706?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้แบบไหน ‘ทอน’ สอนน้อง

5 มีนาคม 2563 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,ม็อบนักศึกษา,ชุมนุม,ไล่ประยุทธ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ยีน ชาร์ป
เปิดอ่าน 1,521 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 5 มี.ค.63

***************************

ช่วงนี้นักศึกษากำลังสอบกลางภาค สถานการณ์แฟลชม็อบ จึงดูเบาบางลงไปนิด แต่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำพรรคโดมปฏิวัติ ยังมุ่งมั่นในการชุมนุมใหญ่

“หากเราต้องการยกระดับการชุมนุมไปสู่การชุมนุมใหญ่ขับไล่ประยุทธ์ เราจำเป็นต้องมีข้อเรียกร้องที่เป็นเอกภาพ สำหรับเป็นธงร่วมกันระหว่างกลุ่มต่างๆ” เพนกวินพยายามสื่อสารถึงเพื่อนต่างสถาบัน

ปัญหาใหญ่ของขบวนนักศึกษายุคดิจิทัลคือความเป็นเอกภาพ หากแต่ละสถาบันยังเคลื่อนไหวโดยเสรี โอกาสถูก “คลื่นแทรก” มีสูง

ให้จบในยุคเรา

จากการเฝ้าสังเกตการณ์ “แฟลชม็อบ” ยังมีแค่ติดแฮชแท็กในโซเชียล และมีเว็บไซต์กลางประสานงานเผยแพร่ปฏิทินการชุมนุมของแต่ละวัน แต่ละแห่ง จึงมีเสียงเรียกร้องหาผู้นำการชุมนุมแบบมืออาชีพที่เข้ามาช่วยจัดตั้งการชุมนุมอย่างเป็นระบบ และทุนสนับสนุนการชุมนุม หากต้องยืดเยื้อ

การชุมนุมใหญ่ 14 ตุลาคม 2516 มี “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (ศนท.) เป็นแกนกลาง มีการบริหารจัดการม็อบรายวันอย่างเป็นระบบ แต่เมื่อ 47 ปีที่แล้ว ต่างจากปี 2563

ภาพการซ้อมชุมนุมใหญ่ที่ ม.เกษตร

ฟางเส้นสุดท้ายที่กระตุกให้นักศึกษาทั่วประเทศออกมาทำกิจกรรมแฟลชม็อบคือ การยุบพรรคอนาคตใหม่ คล้ายกรณีของคนรากหญ้า(เสื้อแดง)กับการยุบพรรคไทยรักไทย

อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชน กลับมีข้อสังเกตว่า “ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางคน นี่ยังไม่เข้าใจคำว่าเสรีภาพในการชุมนุมแม้แต่น้อย มีทัศนคติไม่ดีกับการชุมนุม ลดเพดานนิสิตนักศึกษาลง พยายามบอกว่าต้องชุมนุมเฉพาะในมหาวิทยาลัย น่าเสียดายจริงๆ”

อาการเลยธง ล้ำเส้น เคยเกิดขึ้นกับขบวนการนักศึกษาไทยในอดีต และนำพาขบวนการเสียหายมาแล้ว

มีกลุ่มนักศึกษาที่คิดแบบอานนท์อยู่ไม่น้อย..พวกเขาเชื่อว่าศึกนี้ไม่จบแค่ประยุทธ์

ชุมนุมใหญ่?

แฟลชม็อบจุดติดแล้ว การที่มีผู้นำที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดทิศทางของผู้ชุมนุมได้ และทำให้การชุมนุมมีประสิทธิภาพสูงสุด กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (Democracy Restoration Group – DRG) จะแบกรับภารกิจนี้ได้ไหม?

พ.ศ.นี้ ผู้นำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยคือ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตแกนนำ “กลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย“ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และหนึ่งในผู้นำนักศึกษาในนาม ”ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย” (ศนปท.)

ลูกเกด ชลธิชา แจ้งเร็ว

“ลูกเกด” เปิดเผยว่า ช่วงนักศึกษาสอบกลางภาคจะเร่งสร้างเครือข่ายเพื่อกำหนดศูนย์การนำในแต่ละภาค หลังสอบเสร็จอาจจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยเพิ่มเวลาการชุมนุมจาก 3-4 ชั่วโมง เป็น 1 วันเต็ม เพื่อทดสอบการชุมนุมยืดเยื้อ

เพนกวิน ดาวไฮด์ปาร์ค

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนชุมนุมใหญ่ก็ต้องฟังท่าที “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) จะปรับตัวอย่างไร? เมื่อมีเสียงวิจารณ์จากเพื่อนฝูงมากขึ้น

ใจเพนกวินเอง คงอยากลุยราชดำเนินเสียแต่วันนี้-พรุ่งนี้ เพราะต่อสู้กับ คสช.มาหลายปีแล้ว

เรียนกับ‘พี่เอก’

วันที่ 3 มีนาคม 2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้นำ “คณะอนาคตใหม่” ได้ใช้แฟนเพจสื่อสารถึงน้องๆ นักศึกษาทั่วประเทศ บอกว่า การโค่นล้มเผด็จการ​ที่ฝังรากในสังคมไทยมายาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย​

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเปิดหลักสูตร ต่อสู้เผด็จการ 101” เพื่อร่วมกันศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เครื่องมือ เทคนิควิธีการ ในการต่อกรกับเผด็จการ และเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ธนาธรเปิดหลักสูตรสู้เผด็จการ

เบื้องต้นธนาธรได้แนะนำหนังสือเล่มแรกชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

หนังสือที่ธนาธรแนะนำให้กลุ่มแฟลชม็อบอ่าน

ยีน ชาร์ป รวบรวมวิธีการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง​เอาไว้ถึง​ 198​ วิธี​ “ธนาธร” เหมือนจะส่งสัญญาณถึงคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มแฟลชม็อบ ต้องไม่ใจร้อน สุ่มเสี่ยง

ยีน ชาร์ป บิดาแห่งการต่อสู้เผด็จการ

ธนาธรเคยเป็นผู้นำนักศึกษายุคประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่ก็มาเจอ “อำนาจนิยม” หวนกลับสมัยทำธุรกิจ และได้เข้าร่วมการชุมนุมของคนเสื้อแดง จึงมีบทเรียนอยู่บ้าง

สรุปจาก “ทอน” หากประเมินสถานการณ์พลาด โอกาสพ่ายแพ้ก็มีสูง

รู้ทันเทคโนโลยี “ดูดข้อมูลเวบ” กรมสรรพกรใช้หาคนเลี่ยงภาษี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420693?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ทันเทคโนโลยี “ดูดข้อมูลเวบ” กรมสรรพกรใช้หาคนเลี่ยงภาษี

4 มีนาคม 2563 – 21:28 น.
ดูข้อมูลเวบ,สรรพากร,รู้ทันเทคโนโลยี
เปิดอ่าน 245 ครั้ง

โดยทีมข่าวรายงานพิเศษ หนังสือพิมพฺคมชัดลึก

ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้รวบรวมข้อมูลหรือ “ดูดดาตา” กันทั่วโลก ซึ่งข้อมูลที่ดูดจากโลกออนไลน์มานั้น กลายเป็นปัญหาว่า ใครคือเจ้าของตัวจริง และการรวบรวมข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้วผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะแม้แต่กรมสรรพากรก็ใช้วิธีนี้กวาดหาคนเลี่ยงภาษี !?!…

การค้าขายสินค้าและบริการผ่านทาง “โลกออนไลน์”  มักหลีกเลี่ยงการเสียภาษีได้ง่าย ทั้งรายใหญ่หรือรายย่อย ล่าสุดกรมสรรพากรประกาศว่าจะกวาดหา “กลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์เลี่ยงภาษี” ด้วยระบบโปรแกรม “เว็บ สแครปปิ้ง” ที่สามารถดึงข้อมูลจากหน้าเพจเฟซบุ๊ค หรือหน้าร้านขายของในเวบไซด์ รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ มาเป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบว่ามีใครพยายามหลีกหนีไม่ยอมจ่ายภาษีบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นเก็บเงินปลายทางเพราะไม่สามารถตรวจสอบได้จากบัญชีเงินฝาก

      กลายเป็นคำถามยอดฮิตว่า กรมสรรพากรใช้เทคโนโลยีแบบไหนมาดูดข้อมูล ?

      เว็บ สแครปปิ้ง (web scraping) คือ วิธีการเข้าถึง “ดาต้า data ” หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ในเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะจากเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ที่เก็บฐานข้อมูลบันทึกไว้ในไฟล์แบบ document, txt, spreadsheet, excel, sql, csv ฯลฯ ซึ่งเดี๋ยวนี้มือสมัครเล่นทั่วไปก็ไปดาวน์โหลดโปรแกรมสำเร็จรูปที่ให้ฟรีในเวบไซต์ต่าง ๆ มาใช้ดูดข้อมูลเหล่านี้ได้เลย ไม่จำเป็นต้องจ้างนักเขียนโปรแกรม

การรวบรวมข้อมูลบน “โลกออนไลน์” ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลนั้น หากใครรู้เทคนิคหรือเป็นเซียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ก็สามารถกวาดสกัดข้อมูลและประมวลผล วิเคราะห์ออกมาได้ไม่ยาก  เช่น บริษัทที่ให้คำปรึกษาตลาดออนไลน์หลายแห่ง ก็ใช้วิธีกวาดดูดข้อมูลสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าต้องการ แล้วเอามาวิเคราะห์ให้ลูกค้าฟังว่า กลุ่มเป้าหมาย สินค้ายอดนิยม การจัดซื้อจัดขายควรบริหารจัดการอย่างไร บางคนก็เรียกสั้น ๆ ว่า “ซอฟต์แวร์รวบรวมข้อมูล”

วันนี้หน่วยงานราชการอย่าง “กรมสรรพากร” ก็พลิกแพลงเอาระบบ “เว็บ สแครปปิ้ง”  มาดูดข้อมูลว่า คนไหนขายของออนไลน์ได้เยอะแยะ มีลูกค้าติดต่อเข้ามามากมาย มีการโอนเงินหรือให้ส่งของมากน้อยแค่ไหน อยู่ในพื้นที่ใด หากพบว่ารายได้น่าจะเข้าข่ายต้องเสียภาษี ก็ให้สรรพการพื้นที่นั้นเข้าไปตรวจสอบ และเรียกมาจ่ายภาษีการค้าหรือภาษีรายได้ส่วนบุคคลให้ถูกต้อง

ที่น่าสนใจคือ ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังตั้งคำถามว่า การใช้วิธีข้างต้นเข้าไปแอบเก็บกวาดรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการพูดคุยติดต่อสั่งซื้อสินค้า การขนส่ง การโอนเงินหรือ การทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ดูดเอาข้อความ บทสนทนาหรือภาพถ่ายในเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม เพื่อนำไปใช้นั้นเป็นการทำผิดจริยธรรมหรือผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะแม้เป็นข้อมูลที่ไม่ได้ตั้งค่าส่วนตัว หรือตั้งใจเปิดเผยต่อสาธารณะ (public) ก็ตาม

เช่น คดีฟ้องร้อง “บริษัท hiQ Labs”  ที่ทำธุรกิจวิเคราะห์ฐานข้อมูลการจ้างงาน โดยใช้ข้อมูลจาก “LinkedIn” ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มโซเชียลมีเดีย เน้นเชื่อมต่อเครือข่ายด้านการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจ อธิบายง่าย ๆ คือเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มคนหรือบริษัทที่ต้องการ “จ้างงาน กับ หางาน” ตอนนี้มีสมาชิกทั่วโลก 675 ล้านคน เฉพาะในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 2.8 ล้านคน ทำให้ข้อมูลใน “LinkedIn” มีทั้งประวัติการศึกษา ข้อมูลส่วนตัว สถานที่ทำงาน แหล่งที่อยู่อาศัย ความเชี่ยวชาญ งานอดิเรก ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเปิดเผยสู่สาธารณะ ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ไม่ถูกจำกัดเฉพาะเพื่อนหรือคนรู้จักเท่านั้น

จึงเป็นโอกาสให้ บริษัท hiQ Labs ใช้โปรแกรม “เว็บ สแครปปิ้ง” เข้าไปดูดข้อมูลเหล่านั้นออกมาวิเคราะห์แล้วขายให้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการ  LinkedIn จึงฟ้องร้องเมื่อปี 2017 ว่าเป็นการแอบนำข้อมูลไปใช้ ถือว่าทำผิดกฎหมายการฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์ของสหรัฐอเมริกา แต่ศาลตัดสินเมื่อปี 2019 ว่าการใช้ “เว็บ สแครปปิ้ง” ไม่ผิดเพราะเป็นการดาวน์โหลดหรือคัดลอก “ข้อมูลสาธารณะ” ที่สมาชิกผู้เป็นเจ้าของประวัติเหล่านี้อนุญาติให้ทุกคนเข้าถึงได้อยู่แล้ว เพียงแต่บริษัทนี้ไปรวบรวมของหลายคนเข้ามาไว้ด้วยกันก็เท่านั้นเอง

จากคดีตัวอย่างข้างต้น ทำให้นักกฎหมายหลายประเทศต้องรีบพลิกตำราดูว่า “บุคคลที่ 3” จะไปดักดูดข้อมูลชาวบ้านไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ต่างจากที่กรมสรรพากรของไทยประกาศจะดูดข้อมูลหล่านี้เพื่อตามหาแม่ค้า-พ่อค้าจอมเบี้ยวภาษี หากในอนาคตตัวแทนผู้บริโภคไปฟ้องร้องจะทำอย่างไร

ทั้งนี้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของไทยในมาตรา 8 ระบุไว้เพียงว่า  ผู้ที่ใช้วิธีการ “ดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น” ที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้  มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่นบาท และถ้าผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 8 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2หมื่นบาท

คงต้องตีความต่อไปว่า “ข้อมูลที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้” คืออะไรบ้าง

บริษัทข้ามชาติหลายแห่ง เริ่มใช้วิธีการเขียนนโยบายป้องกันไม่ให้ถูก “ดูดข้อมูล” เช่น เวบไซต์ Huawei ประกาศชัดเจนเลยว่า

“ข้อความ ภาพ เพลง วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว เครื่องหมายการค้า รูปแบบ แผนภูมิ ส่วนติดต่อที่เป็นภาพ และรหัสทั้งหมด…ถือเป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายโดย Huawei ใครจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการค้าใดๆ ไม่ได้หากไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า และห้ามใช้อุปกรณ์ โปรแกรมหรือขั้นตอนวิธีรูปแบบใด มาดึงข้อมูลจากหน้าเว็บมาเป็นข้อมูลของตัวเอง (Page-scrape)

องค์กรไหนสนใจก็นำไปเขียนเป็นนโยบายป้องกัน “โดนดูดด้าต้า” ไว้เบื้องต้นก่อน แต่จะได้ผลตามกฎหมายไทยหรือไม่ คงต้องรอมีใครไปฟ้องร้องให้เป็น “คดีตัวอย่าง”  !?!

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420517?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้

4 มีนาคม 2563 – 14:15 น.
ปรับ ครม,พลอประยุทธ์,แฟลชม็อบ
เปิดอ่าน 513 ครั้ง

ปรับครม.ส่อวุ่น สารพัดกลุ่มลุ้นต่อรองเก้าอี้ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว

ความเคลื่อนไหวการเมืองช่วงนี้ นอกจาก “แฟลชม็อบ” ของบรรดานิสิต นักศึกษา นักเรียน ที่ฮือฮาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ล่าสุดยังมีความเคลื่อนไหวในรัฐบาล เป็นสัญญาณค่อนข้างชัดว่าจะมีการ “ปรับครม.” ด้วย

อ่านข่าว…   “บิ๊กตู่”เผย”ปรับครม.”ขอตัดสินใจเองเมื่อถึงเวลา

บรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเช้าวานนี้ นักข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับ ครม. ปรากฏว่าแกนนำกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐยังคงสงวนท่าที ทั้งกลุ่มสามมิตร โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ซึ่งได้ตั้งกลุ่มสร้างก๊วนของตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน แต่ทุกกลุ่มโยนเผือกร้อนให้นายกฯ ตัดสินใจ

คนที่ออกปากว่าน่าจะมีการปรับแน่ กลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ก็ออกตัวว่าไม่รู้จะปรับเมื่อไร เพราะรัฐมนตรีในโควตาของพรรคทั้ง 2 คน คือตนเอง และ นายประภัตร โพธิสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ มัวแต่มุ่งมั่นทำงาน…พูดแบบนี้เรียกว่า “ตีกัน” แบบอ้อมๆ

สาเหตุที่มีแนวโน้มปรับ ครม.ค่อนข้างแน่ เพราะจะมีตำแหน่งว่างจากการลาออกของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ก่อนศึกซักฟอก ซึ่งจริงๆ มีข่าวนายดอนไม่ต้องการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลลุงตู่ 2/1 อยู่แล้ว (หลังสิ้นสุดรัฐบาล คสช.) เพราะต้องการพักผ่อนและใช้เวลากับครอบครัว แต่ติดที่ภารกิจการเป็นประธานอาเซียนของไทย และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ทำให้ต้องรับตำแหน่งเพื่อสานต่องานไม่ให้ขาดช่วง

ทว่าตอนนี้งานสำคัญจบลงแล้ว นายดอนจึงเตรียมไขก๊อก โดยมีข่าวว่าอาจมีการโยก “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย มานั่งว่าการกระทรวงบัวแก้วแทน

ถ้าเป็นไปตามสูตรนี้ เก้าอี้ รมว.แรงงาน ก็จะว่างลง และมี 2 คนจาก 2 กลุ่มชิงดำกัน คือ นายสุชาติ ชมกลิ่น หรือ “เสี่ยเฮ้ง” ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กับ “เสี่ยแฮงก์” นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท แกนนำกลุ่มสามมิตร

จะว่าไป “เสี่ยเฮ้ง” เคยมีชื่อตีตราจอง รมว.แรงงาน มาก่อนแล้วช่วงตั้งรัฐบาล แต่ชื่อหลุดในนาทีสุดท้าย ส่วน “เสี่ยแฮงก์” ด้วยชื่อชั้นและผลงานมือประสานสิบทิศ ก็น่าจะได้เวลานั่งเก้าอี้เสนาบดีบ้างแล้วเช่นกัน

แต่ปัญหาก็คือ หากมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้ใครคนใดคนหนึ่ง จะตอบคำถามเรื่อง “โควตา” กันอย่างไร เพราะสัดส่วน ส.ส.กับเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละกลุ่มก็ลงตัวอยู่แล้ว เช่น กลุ่มชลบุรี นายอิทธิพล คุณปลื้ม ก็ได้เก้าอี้รัฐมนตรีวัฒนธรรมอยู่แล้ว หากนายสุชาติได้อีก 1 เก้าอี้ จะอ้างโควตาจากไหน หรือจะอ้างโควตาภาคกลาง

ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดกับกลุ่มสามมิตรด้วย เพราะรัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มก็มีอยู่หลายคน ยกเว้นว่ามีรัฐมนตรีในกลุ่มยอมสลับออก แต่ใครจะยอม ? เหตุนี้เองช่วงที่ผ่านมาจึงมีการนัดประชุม ส.ส.เพื่อแสดงพลังว่ากลุ่มของตนมีเสียงสนับสนุนมากขึ้น เพื่อเพิ่มโควตาและความชอบธรรมในการได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั่นเอง

สถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐขณะนี้มี “กลุ่ม-ก๊วน-มุ้ง” มากยิ่งกว่าสมัยพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยเสียอีก นับนิ้วดูแล้วมีมากกว่า 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ “กลุ่มสามมิตร” ที่สังคมรู้จักกันดี เป็นกลุ่มอดีต ส.ส.ที่เคยร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยมารวมตัวกัน มี ส.ส.ในมือราวๆ 30 เสียงขึ้นไป กลุ่มนี้แตะมือกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย (ชื่อกลุ่มสามมิตร มาจาก สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)

กลุ่มที่สอง คือ “กลุ่มเสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งผสานมือกับ ประธานวิปรัฐบาล นายวิรัช รัตนเศรษฐ กลุ่มนี้พยายามสร้างพลัง โชว์เพาเวอร์ว่ามี ส.ส.ในมือเกือบร้อยคน ด้วยการจัดงานเลี้ยง ส.ส. และพาไปชมที่ทำการพรรคใหม่ช่วงก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นาน

แถมล่าสุดยังโชว์ผลงานดึงงูเห่าจากหลายพรรคให้มาร่วมเปิดหน้ากับพรรคพลังประชารัฐ (เช่น นายอนุมัติ ซูสารอ จากพรรคประชาชาติ) และโหวตให้ “บิ๊กป้อม” ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุดในศึกซักฟอกที่เพิ่งจบไปอีกต่างหาก

กลุ่มที่สาม คือ “กลุ่มผู้กอง” นำโดย ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กลุ่มนี้ก็มี ส.ส.เหนือ ทั้งตอนบนตอนล่าง เป็นกอบเป็นกำอยู่เหมือนกัน และมี ส.ส.กลุ่มอื่นบ้างประปราย เช่น นายเอกราช ช่างเหลา คนโตเมืองขอนแก่น

กลุ่มที่ 4 คือ “กลุ่ม กทม.” ที่เป็นรัฐมนตรีถึง 2 คน ได้แก่ “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีดีอี กับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กลุ่มนี้มีอิทธิพลค่อนข้างสูงกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล และโชว์ผลงานพา ส.ส.กทม.เข้าสภาได้ไม่น้อย หักเหลี่ยมประชาธิปัตย์จนสูญพันธุ์

กลุ่มที่ 5 “ก๊วนสนธิรัตน์” มีสมาชิกน้อย จนบางคนไม่เรียกว่าเป็น “กลุ่ม” แต่มีความพยายามดึง ส.ส.ไปเป็นฐาน (แม้จะดึงไปปรากฏตัว แต่ ส.ส.เหล่านั้นก็มีกลุ่มอื่นสังกัดอยู่ด้วย จึงไม่ชัดว่าอยู่กับก๊วนนี้หรือไม่)

สำหรับก๊วนใหม่นี้ ผู้ที่มีบทบาทคือ นายสนธิรัตน์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จับมือกับ “กลุ่มสี่กุมารเดิม” (สนธิรัตน์, อุตตม, สุวิทย์, กอบศักดิ์) กลุ่มนี้ไม่มี ส.ส.ในมือ และตัวเองก็ไม่ได้เป็น ส.ส. จึงพยายามสร้างฐาน สร้างเครือข่าย ด้วยการดึง ส.ส.จากกลุ่มต่างๆ มาดูแล

ที่น่าพิจารณาก็คือ แต่ละกลุ่มที่ไล่เลียงมาล้วนมีเป้าหมายเฉพาะตัว เพื่อรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีอยู่เดิมเอาไว้ และสอยเก้าอี้มาเพิ่ม แต่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล ฉะนั้นจึงมีโอกาสสูงที่หากนายกฯ เลือกเส้นทางปรับ ครม. จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมรุนแรง

นอกจากนั้นยังมีปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะพรรคภูมิใจไทยจะมี ส.ส.เพิ่มจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ถึงเกือบ 10 เก้าอี้ น่าคิดว่าต้องเพิ่มโควตารัฐมนตรีให้พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และถ้าเพิ่มให้ จะไปริบเก้าอี้จากพรรคไหนมา

ทั้งหมดนี้คือสภาพปัญหาที่รอลุ้นฝีมือของ “3ป.” โดยเฉพาะ “ป.ประวิตร” ที่นั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค เล่นบท “พี่ใหญ่” หรือ “บิ๊กบราเธอร์” อยู่ในปัจจุบัน

แต่ปัญหาใหญ่กว่านั้นก็คือ การปรับ ครม. หากเป็นการปรับเล็ก และไม่รื้อโครงสร้างอะไรเลย โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ การปรับก็แทบไม่เกิดประโยชน์อะไร และไม่ลดแรงกดดันจากสังคม…

ที่เรียกร้องให้นายกฯ ลุงตู่ลาออก !

เชียงใหม่ – นำร่อง ลดราคา 50% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชียงใหม่ – นำร่อง ลดราคา 50%

4 มีนาคม 2563 – 14:05 น.
การบินไทย,เชียงใหม่,โควิด-19,We Love Chiang Mai Best Deals
เปิดอ่าน 2,430 ครั้ง

เชียงใหม่ – นำร่อง ลดราคา 50%

ขอยกย่อง ‘เชียงใหม่’ เป็นจังหวัดนำร่อง โดยจัดกิจกรรมลดราคา 50% เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงแห่งวิกฤติดังเป็นที่ทราบกันอยู่

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้ทุกจังหวัดยึดถือเป็นเชียงใหม่โมเดล เพราะเราต้องอยู่รอดให้ได้ในสถานการณ์แบบนี้

ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน และขอยกตัวอย่างการร่วมมือ-ร่วมใจกันให้ทราบเป็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า

We Love Chiang Mai จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงใหม่ มีกิจกรรมนำร่องคือ โครงการ Refreshing Chiang Mai เชียงใหม่ สดใส สุขภาพปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

โปรโมชั่นพิเศษ “We Love Chiang Mai Best Deals”  มอบส่วนลดกว่า 50% ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สปา รถตู้ รถเช่า และแหล่งท่องเที่ยวแก่นักท่องเที่ยว

อีกอย่างที่ขอร้องมายังรัฐบาลและทุกภาคส่วนว่าให้ออกกฎเหล็ก ห้ามข้าราชการไปดูงานหรือไปต่างประเทศ ยกเว้นที่จำเป็นจริง

เราต้องช่วยกันและขอให้อย่าให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้นเลย และการชุมนุมต่างๆ ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย

อย่าให้เกิดความรุนแรง !
อ๊อด เทอร์โบ

‘การบินไทย’ เข้มมาตรการ
ผมได้รับเอกสารจากพนักงานการบินไทย และขอเผยแพร่มาตรการเข้มข้นในการป้องกันโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจทุกประการ

‘การบินไทย’ เป็นสายการบินแห่งชาติที่จะต้องบริการผู้โดยสารทั้งใน-ต่างประเทศ จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ

การบินไทยมีมาตรการในการป้องกันโควิด-19 มา 1 เดือนกว่าแล้ว เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจของผู้โดยสารทุกคน รวมถึงลูกเรือที่ไปทำงาน โดยมี

1.มาตรการในการให้บริการบนเครื่องบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือในการบริการบนเที่ยวบินที่มีความเสี่ยง, ให้บริการโดยไม่ให้ผู้โดยสารจับต้องเครื่องมืออุปกรณ์บริการอาหาร,  เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดภายในห้องน้ำระหว่างเที่ยวบิน,  จัดเตรียมหน้ากากอนามัยสำหรับผู้โดยสารที่มีอาการ สวมใส่บนเครื่อง และสังเกตอาการผู้โดยสารระหว่างเดินทาง หากมีอาการต้องสงสัย ให้แยกผู้โดยสาร และแจ้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศก่อนเครื่องลง

2.มาตรการจัดเตรียมอากาศยาน และฆ่าเชื้อโรค การอบพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคในอากาศยาน ทั้งในบริเวณห้องผู้โดยสาร และห้องนักบินในทุกเที่ยวบินที่ทำการบินกลับมาจากประเทศจีนทั้งหมด และประเทศกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยง, ระยะเวลาในการพ่นยาฆ่าเชื้อบนเครื่องบิน โดยเริ่มจากลูกเรือคนสุดท้ายลงจากเครื่อง ใช้เวลาทั้งหมด 45 นาที โดยเป็นการพ่นยา 15 นาที และอีก 30 นาที เป็นการปิดเครื่องบินเพื่อทำการอบฆ่าเชื้อ, การกรองอากาศในเครื่องบินด้วย High Efficiency Particulate Air Filter (HEPA) ผสมกันปริมาณ 50:50 ดำเนินการเช่นนี้ทุก 2-3 นาทีถูกปล่อยทิ้ง 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% จะนำมาผสมกับอากาศจากภายนอกเครื่องบิน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการเริ่มต้นป้อนอากาศเข้าไปในห้องโดยสารใหม่อีกครั้ง

ตัวกรอง HEPA Filter นี้สามารถกรองอนุภาคเล็กๆ ได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอน สามารถกรอง ไวรัส แบคทีเรีย และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ ทำให้อากาศในห้องโดยสารสะอาดยิ่งขึ้น “ดีกว่าเครื่องกรองอากาศยี่ห้อต่างๆ ที่ขายอยู่บนพื้นดินมาก”

 3.มาตรการทำความสะอาดภายในอากาศยาน ทำความสะอาด Deep Cleaning และทำความสะอาด 36 จุดสัมผัสร่วม ได้แก่ กระเป๋าหน้าที่นั่งผู้โดยสาร, บริเวณภายในเครื่องบินทั่วไป, ที่นั่งผู้โดยสาร, ครัว และห้องน้ำ

สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไปทำงานในพื้นที่ประเทศกลุ่มเสี่ยงและในเส้นทางบินที่บริษัทกำหนดเพิ่มเติมดังนี้
1.เที่ยวบินที่บินเข้าประเทศเสี่ยง ลูกเรือจะต้องอยู่บนเครื่องตลอดเวลา ไม่มีการลงจากเครื่องบินเด็ดขาด และเครื่องบินจะรับผู้โดยสารบินกลับทันที 2.ลูกเรือทุกคนต้องถูกวัดอุณหภูมิทั้งก่อนออกไปบินและหลังจากลงจากเครื่องขากลับ 3.ถ้าก่อนไปบินพบว่าลูกเรือมีอุณหภูมิ >37.5 องศาเซลเซียส จะไม่ให้ทำงานในเที่ยวบินนั้น พร้อมส่งไปตรวจกับแพทย์ทันที และ 4.ถ้ากลับมาจากบินพบมีอุณหภูมิ >37.5 องศาเซลเซียส จะส่งตัวไปตรวจคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทันที

จะเห็นว่า “การบินไทย” มีมาตรการป้องกันโควิด-19 มากมาย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น บินกับ “การบินไทย” มั่นใจและสบายใจได้เลยครับ #TGBecauseWeCare #THAI #TG #รักคุณเท่าฟ้า

นายกฯ ออกคำสั่งด่วนรับมือโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420532?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯ ออกคำสั่งด่วนรับมือโควิด-19

4 มีนาคม 2563 – 13:00 น.
นายกฯ,พลอประยุทธ์,โควิด-19,มาตรการป้องกัน,เลื่อนกิจกรรม,โคโรน่า
เปิดอ่าน 646 ครั้ง

นายกฯ เข้ม ออกข้อสั่งการด่วน รับมือการแพร่ระบาดโควิด-19 เลื่อน งด กิจกรรม

สถานการณ์ภัยการเมืองที่ว่าร้ายอาจจะร้ายกว่าภัยไวรัสโควิด-19 ไม่น่าจะจริงเสียแล้ว เมื่อ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกข้อสั่งการด่วนเพื่อรับมือการแพร่ระบาดโควิด-19

อ่านข่าว… ศธ.ยกระดับ ป้องกันโควิด -19 จริงจัง

โดยในการนี้ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานรัฐภาคเอกชน เรื่องกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนเสี่ยงการแพร่ระบาด ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมพิจารณาเลื่อนกิจกรรม โดยเน้นสุขภาพประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการมาตรการระยะเร่งด่วนสำหรับการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพ และด้านการบรรเทาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง

++

   ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพ
1.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหากมีความจำเป็นให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการกำหนดมาตรการเป็นการภายในต่อไป

2.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐ ระงับหรือเลื่อนการเดินทางไปศึกษา ดูงาน อบรมหลักสูตร หรือประชุม ในประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประเทศเฝ้าระวัง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

โดยในส่วนของการดูงานหรืออบรมหลักสูตรขอให้พิจารณาเปลี่ยนแปลงงบประมาณเป็นการดูงาน หรือจัดอบรมหลักสูตรภายในประเทศแทนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เว้นแต่กรณีมีความจำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีผลระทบต่อเอกชนคู่สัญญาน้อยที่สุด

3.ให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เดินทางกลับมาจาก หรือเดินทางผ่าน หรือมีเส้นทางแวะผ่าน (Transit/Tansfer) ประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และจำเป็นต้องสังเกตอาการ ปฏิบัติงานภายในที่พัก 14 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา

ทั้งนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จัดทำหลักเกณฑ์สำหรับให้ข้าราชการปฏิบัติงานภายในที่พัก โดยให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่เดินทางกลับมาจาก หรือเดินทางผ่าน หรือมีเส้นทางแวะผ่านประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการคัดกรองอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ในกรณีที่มีความจำเป็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการขนส่งประชาชนกลุ่มดังกล่าวกลับภูมิลำเนาหรือไปยังสถานพยาบาลอย่างเหมาะสม รวมถึงการกำกับดูแล การกักกันตนเอง ณ ที่พักอาศัย โดยให้มีการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างชุมชน จิตอาสาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และสถานพยาบาลในพื้นที่ ในการติดตาม เฝ้าระวังตรวจสอบ และป้องกันอย่างใกล้ชิด

4.จัดให้มีศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนราชการ รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติ

รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงทุกกลุ่ม เพื่อสร้างการรับรู้ ตระหนัก และขอความร่มมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยเฉพาะขั้นตอนการเฝ้าระวังและการป้องกัน

5.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกันพิจารณาปริมาณความต้องการของสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัย และน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเจลฆ่าเชื้อ และจัดหาให้เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าวในแต่ละช่วงเวลา โดยควรจัดลำดับความสำคัญในการกระจายสินค้าจำเป็นตามระดับความเสี่ยงของบุคคล หน่วยงานและสถานที่ เช่น สถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประชาชนทั่วไป

6.มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการป้องกันการกักตุนและควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น หน้ากากอนามัยและน้ำยาฆ่าเชื้อหรือเจลฆ่าเชื้อ อย่างเคร่งครัด โดยครอบคลุมถึงช่องทางการขายสินค้าออนไลน์

7.มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการคัดกรองผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่งผู้โดยสารและท่ารถ อย่างเคร่งครัด

8.ให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน ติดตามและดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประเทศเฝ้าระวังตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างใกล้ชิด

9.มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม จัดเตรียมสถานที่/พื้นที่สำหรับสังเกตอาการในกรณีที่พบว่าผู้เดินทางเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย โรคระบาด หรือพาหะนำโรคตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

10.ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นเพิ่มเติมให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้มีเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับดำเนินการอย่างเพียงพอ

11.ให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ รวมถึงร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหา

12.ให้กระทรวงสาธารณสุข ดูแลบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม และจัดให้มีสวัสดิการพิเศษเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และครอบครัว

13.ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อรองรับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 หากมีความจำเป็น

14.ให้ส่วนราชการและหน่วยงานอื่นของรัฐขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชนให้หลีกเลี่ยง หรือเลื่อนการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก และอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโดยไม่จำเป็น เช่น การแข่งขันกีฬา การจัดคอนเสิร์ต และการจัดมหรสพ เว้นแต่เป็นกิจกรรมที่เป็นการดำเนินการของสถานประกอบการค้าตามปกติ ให้ดำเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกัน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่กิจกรรมที่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ให้ผู้มีอำนาจอนุญาตพิจารณาความเหมาะสมของกิจกรรมอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความเสี่ยงต่อสาธารณชนโดยรวมต่อการแพร่ระบาดของโรคเป็นสำคัญ

++

   ด้านการบรรเทาผลกระทบที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนของการบรรเทาผลกระทบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้มอบหมาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาโดยเร็ว ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

รวมทั้งให้ข้อมูลและสื่อสารแก่สาธารณชนเพื่อให้เกิดเอกภาพและสร้างความมั่นใจผ่านศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้ มาตรการทางภาษี มาตรการด้านสินเชื่อและพักชำระหนี้มาตรการด้านงบประมาณ มาตรการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน มาตรการการจ้างงานและพัฒนาทักษะ และมาตรการด้านสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นในชุมชน

อย่างไรก็ดียังมีประเด็นอื่นเพิมเติม เช่นในส่วนของปัญหาหน้ากากอนามัยได้มีการหารือร่วมกับ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย 11 โรงงาน ซึ่งมีกำลังผลิต 30 ล้านชิ้นต่อเดือน เฉลี่ยวันละล้านกว่าชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้ต้องจัดสรรปันส่วนให้กระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์ 350,000 ชิ้นต่อวัน ส่วนที่เหลืออีก 700,000 ชิ้น จะต้องมีการกระจายจำหน่ายไปยังประชาชนทุกพื้นที่ ทั้งร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านประชารัฐ

นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่จะให้ท้องถิ่นผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าจำนวน 50,000,000 ชิ้น ภายใน 10 วัน เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกและเพียงพอต่อความต้องการมากที่สุด ทั้งนี้หากพบมีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยที่อาจเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามมาตรฐานก็ขอให้แจ้งข้อมูลเข้ามาที่หน่วยงานรัฐ

ส่วนแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีนั้น จะมีการประชุมหารือต่อไปเพื่อให้ได้ความชัดเจนถึงแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเกาหลีมีมาตรการในการควบคุมอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เท่ากับถูกกักตัวอยู่แล้ว 14 วัน ถึงไทยก็ต้องกักตัวอีก 14 วัน หรือหากตรวจพบเชื้อจะหาวิธีการที่เหมาะสมต่อไป

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังฝากถึงกลุ่มคนที่จะไปรวมตัวกันจำนวนมาก ระบุว่าถ้าเลื่อนได้ก็ขอให้เลื่อน เป็นการขอความร่วมมือ หากมีการจัดงานขอให้สถานที่จัดงานมีมาตรการ ดูแลตัวเอง เว้นแต่สิ่งที่รัฐบาลห้าม ปัญหาคือมีคนหลายกลุ่มหลายกิจกรรม ดังนั้นต้องดูผลดีผลเสียด้วย โดยต้องให้ความสำคัญสุขภาพของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

“มาตรการที่ออกมาจะครอบคลุมเรื่องการศึกษาดูงาน การสังเกตอาการเมื่อมีการกักตัว ถ้าพบเชื้อต้องทำอย่างไร ไม่มีอะไรทำได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การจัดกิจกรรมที่จะมีคนจำนวนมากไปร่วม ทั้งการขายสินค้าต่างๆ การประชุม การท่องเที่ยว และการกีฬาขอให้เลื่อนทั้งหมด ขอฝากทุกคนที่จะไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากๆ อะไรเลี่ยงได้ขอให้เลี่ยงไปก่อน หรือถ้าจำเป็นต้องจัดงาน เจ้าของงานก็ต้องมีมาตรการดูแลสถานที่ ปัญหาของประเทศคือเรามีคนหลายกลุ่ม หลายกิจกรรมที่ต้องดู บางอย่างรัฐบาลเข้าไปควบคุมไม่ได้ สิ่งสำคัญคือสุขภาพของคนไทยต้องเป็นหลัก”

บทเรียน ‘ธงดำ’ ตำนาน ’14 ตุลา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน ‘ธงดำ’ ตำนาน ’14 ตุลา’

4 มีนาคม 2563 – 09:20 น.
ธงดำ,สิรินทร์ มุ่งเจริญ,นิสิตจุฬา,นักศึกษาชุมนุม,ไล่ประยุทธ์,6 ตุลา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,14 ตุลา
เปิดอ่าน 1,236 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 4 มี.ค.63

***********************

ในที่สุด คลิปนิสิตจุฬาฯ พยายามจะชักธงดำครึ่งเสา ก็ถูกขยายผล ขยายแผล จนกลุ่มจุฬาฯ รวมพล ต้องออกแถลงการณ์ด่วนชี้แจง

สรุปว่า เนื่องจากหลัง 18.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เชิญธงชาติลง และนำธงไปเก็บแล้ว เมื่อเห็นเสาธงไม่มีธงชาติ ผู้จัดกิจกรรมก็จะชักธงดำขึ้นแทน

“การชักธงสีดำขึ้นครึ่งเสานั้น เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อไว้อาลัยให้แก่กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ธงสีดำครึ่งเสาเคยถูกหยิบยกมาใช้ในการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มาก่อนแล้วในประเทศไทยเช่นในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516..”

47 ปีที่แล้ว มีการชักธงดำเหนือยอดโดมจริง แต่นิสิตจุฬาฯ คนนั้น คงอ่านประวัติศาสตร์ไม่จบ เลยพลาดท่าเสียที ถูกขยี้จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

อ่านข่าว-ถล่มยับชักธงดำ ศิษย์เก่า-นักวิชาการจี้ “จุฬาฯ” จัดการ

ธงดำท่าพระจันทร์

จุดเริ่มต้นของ 14 ตุลามหาปีติ คือวันที่ 5 ตุลาคม 2516 เมื่อสมาชิกของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 20 คน เดินแจกใบปลิวเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ต่อมา ตำรวจได้จับกุมผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญชุดแรก 11 คน และตามจับได้ในภายหลังอีก 2 คน รวมเป็น 13 คน

ชุมนุมลานโพธิ์ ปี 2516

การจับกุม 13 ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ทำให้นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว และเร่งร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จ

สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ปี 2516

8 ตุลาคม 2516 องค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ (อมธ.) ประชุมลับ และมีมติให้เลื่อนการสอบไล่ นักศึกษาสังกัด กลุ่มอิสระ มธ.” แยกย้ายกันเอาโซ่ล่ามประตู เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจห้องสอบ ตัดสายไฟฟ้าเพื่อให้ลิฟต์ใช้การไม่ได้

9 ตุลาคม 2516 เช้าตรู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการชักธงดําครึ่งเสา เหนือยอดโดม ประตูทางเข้ามีประกาศงดสอบ ด้านท่าพระจันทร์ มีผ้าผืนใหญ่ข้อความว่า “เอาประชาชนคืนมา”

ภาพวาดการชักธงดำ เมื่อรุ่งสาง 9 ต.ค.2516

ตอนหลัง ศ.ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการสมัยนั้น ได้เจรจากับกลุ่มอิสระ มธ. ขอให้ปลดธงดำ และชักธงชาติขึ้นอย่างเดิม นักศึกษาก็ทำตามคำขอ และปลดผ้าดำออกจากป้ายชื่อมหาวิทยาลัยด้วย

จากนั้น การชุมนุมก็เริ่มต้นที่ลานโพธิ์ ก่อนจะย้ายไปสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ก่อนจะเคลื่อนขบวนออกสู่ราชดำเนิน ตอนเที่ยงวันที่ 13 ตุลาคม 2516

อยากทราบว่า ใครเป็นคนชักธงดำขึ้นยอดโดม..ลองไปถามคนตุลาสาย มธ.  ที่นั่งอยู่ในค่ายอนาคตใหม่(เดิม) ดูก็ได้

โบว์เห็นใจน้อง

กรณีชักธงดำที่จุฬาฯ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด ได้อธิบายผ่านทางแฟนเพจเสียยาวเหยียด โดยย้ำว่า “น้องๆไม่ได้แตะต้องธงชาติ..พวกเขาเพียงต้องการใช้ธงดำเป็นสัญลักษณ์ถึงความอยุติธรรมปิดท้ายกิจกรรม”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะรุ่นพี่ “โบว์” เตือนว่า การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์นั้น หากเราไม่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจอย่างทั่วถึงได้จริง ในกรณีที่มีความอ่อนไหวสูง ก็อาจนำมาซึ่งผลอันไม่พึงประสงค์

โบว์ และเฟลอ ร่วมกันเล่าเรื่องแฟลชม็อบ

ต่อให้สามารถชักธงดำขึ้นเสาและอธิบายกันในงานได้ หากภาพเผยแพร่ออกไป ก็จะมีคนจำนวนมากไม่พอใจจากการตีความที่เพี้ยนไปได้หลายทิศทาง ทั้งโดยจงใจและไม่ตั้งใจ เกิดบรรยากาศที่เป็นอันตราย..”

นิสิตจุฬาฯ คงไม่ทราบว่า การชักธงดำขึ้นยอดโดมนั้น กระทำในช่วงเวลาสั้นๆช่วงเช้าตรู่ ช่างภาพหนังสือ พิมพ์ ยังไม่ได้มาถึงลานโพธิ์ จึงไม่มีภาพชักธงดำเหนือยอดโดมเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์

นี่คือบทเรียนแรก หากนิสิตนักศึกษายังเดินหน้าทวงถามอนาคต คงต้องมีสติ และรอบคอบกว่านี้

น้องใหม่ไฟแรง

กรณีชักธงดำในรั้วจามจุรี “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ คนที่ 2 และแกนนำแฟลชม็อบ “จุฬาฯรวมพล CU Assemble” ตกเป็นเป้าโจมตีจากบางฝ่าย

“เฟลอ” นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่รู้จักของสื่อมากขึ้น จากกิจกรรม Thai Student Stand with Hong Kong ให้กำลังใจผู้ชุมนุมที่ฮ่องกง เมื่อ 4 กันยายน 2562 ในนาม “กลุ่มพื้นที่เสรี” ราว 20 คน

บอลและเฟลอ สมัยร่วมกันทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุง

ก่อนหน้านัั้น “เฟลอ” ได้ร่วมกับกิจกรรมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ร่วมกับ “บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ต้นปีนี้ “เฟลอ” จับมือ “บอล”  จัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่โด่งดัง จนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสนใจตัวเธอมากขึ้น