ใช่เพียงแค่วาทกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420513?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช่เพียงแค่วาทกรรม

4 มีนาคม 2563 – 08:57 น.
ความเหลื่อมล้ำ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ด้านรายได้,ด้านการศึกษา
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

ใช่เพียงแค่วาทกรรม บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 4 มีนาคม 2563

ประเด็นสำคัญ “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทย มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในวาระแห่งการเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปประเทศ เช่นที่กำลังเป็นกระแสกดดันรัฐบาล โดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ในขณะนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพทางการเมืองภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่ถูกเรียกขานจากฟากตรงข้ามกลุ่มอำนาจทหารว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ผ่านกระบวนการต่างๆ นับเนื่องตั้งแต่ ประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ การร่างรัฐธรรมนูญ การเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎกติกาต่างๆ แม้กระทั่งการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด ก็ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งเป็นรากเหง้าหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำ

อ่านข่าว…   ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง

นิยามของความเหลื่อมล้ำนั้น มีมากมายหลายหลากมิติ ที่สามารถแลเห็นเป็นรูปธรรม และจับต้องได้ ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้ ซึ่งในทางวิชาการได้เขียนเอาไว้ว่า เป็นการเปรียบเทียบความไม่เท่าเทียมกันในเชิงรูปธรรม ซึ่งเป็นการถือครองสินทรัพย์ที่จับต้องได้ โดยมีข้อมูลอ้างอิงจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งแสดงเอาไว้ว่า แม้รายได้เฉลี่ยของคนไทยปรับตัวสูงขึ้น จากประมาณคนละ 1,100 บาทต่อเดือน ในปี 2531 เป็นคนละ 3,400 บาทต่อเดือน ในปี 2543 และเพิ่มเป็นคนละ 9,600 บาทต่อเดือน ในปี 2560 แต่ค่าสัมประสิทธิ์ที่บ่งบอกถึงความไม่เสมอภาคนั้นแทบจะไม่ดีขึ้นเลย

นอกจากเรื่องรายได้แล้ว สังคมไทยยังต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำในด้านสังคมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงความยุติธรรมโดยเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร คำพูดที่ว่า คุกมีเอาไว้ขังคนจน ถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเทียบระหว่างกรณีการดำเนินคดีกับชาวบ้านในข้อหาบุกรุกป่า จนถูกตัดสินจองจำ กับกรณีนักการเมือง บุคคลชั้นนำของสังคม นายทุนผู้มีอิทธิพลซึ่งเข้าครอบครองพื้นที่ป่าโดยที่กระบวนการยุติธรรมมักจะเอื้อมมือเข้าไปไม่ถึง หรือว่า ในบางกรณีก็เกิดการกระทำที่รู้จักกันดีว่าเป็นการหลับตาข้างหนึ่ง

การพูดถึงความเหลื่อมล้ำครั้งล่าสุดนี้ มาพร้อมๆ กับแรงกดดันที่กำลังถาโถมสู่ศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง ซึ่งถูกมองว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเดินเครื่องจักรถักทอความเหลื่อมล้ำในหลายๆ ด้าน เช่นที่ได้พูดถึงกลุ่มทุนผูดขาดเพียงไม่กี่ตระกูล ซึ่งข้อมูลของสำนักวิจัยแห่งหนึ่งระบุเอาไว้ว่า ปี 2561 คนไทยที่รวยที่สุด 5% ของประเทศ ถือครองทรัพย์สินที่มีทั้งหมดในประเทศถึง 80% ส่วนที่เหลืออีก 20% ก็แบ่งกันถือในกลุ่มคนไทยที่เหลืออีก 95% โดยที่คนจำนวนหนึ่งไม่มีทรัพย์สินให้ถือครองเลย ดังนี้แล้ว ข้อเรียกร้องให้เกิดกระบวนการปฏิรูปประเทศ จึงพึงลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ มิเพียงเฉพาะเป็นวาทกรรมการเมืองเท่านั้น ทั้งนี้เพราะทุกๆ ความเหลื่อมล้ำ ล้วนนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่ต้องเร่งแก้ไขทั้งสิ้น

ชุมนุมต้าน ‘บิ๊กตู่’ มีเบื้องหลัง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 มีนาคม 2563 – 21:07 น.
ชุมนุมต้าน,บิ๊กตู่,มีเบื้องหลัง
เปิดอ่าน 1,561 ครั้ง

นักศึกษาตั้งคำถาม เบื้องหลังการชุมนุมต้าน “บิ๊กตู่” มีเบื้องหลัง? ด้าน ผอ.สถาบันทิศทางไทย ขอให้นักศึกษาตระหนักว่ามีคนต้องการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ

คลิปที่ 1
              สถาบันทิศทางไทย -3 มี.ค.63  เวทีเสวนาหัวข้อ เบื้องหลังพลังบริสุทธิ์ รับใช้เมกา? หลอกเด็กมาชุมนุม? สร้างกระแสรุนแรง พร้อมประกาศสงครามประชาชน  โดยนายเวทิน ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย ผู้ดำเนินรายการ เรียกร้องให้นักศึกษาค้นคว้าข้อมูลในอดีตก่อนออกมาร่วมชุมนุม พร้อมนำภาพแกนนำฮาร์ดคอร์ นปช.เสื้อแดง อยู่ร่วมการชุมนุมของนักศึกษาด้วย  ขอให้นักศึกษาตระหนักว่ามีคนต้องการใช้พลังบริสุทธิ์เป็นเครื่องมือ  

 น.ส.หฤทัย ม่วงบุญศรี ศิลปินนักร้อง กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ที่ถูกมนุษย์อวตารในโลกโซเซียล สร้างแรงกระเพื่อมปลอมๆ บูลลี่ให้ถูกเกลียดชัง ขณะนี้เรามีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรวจสอบที่ทำงานโดยกลไกรัฐสภา หากฝ่ายค้านมีหลักฐานจนเป็นที่ประจักษ์ว่ารัฐบาลทุจริต ประชาชนก็ต้องเอาด้วย  การต่อสู้ของพรรคที่ถูกยุบ พ่ายแพ้เพราะมีทีมกฎหมายที่อ่อนด้อย ขณะที่การทำงานหน้าที่ฝ่ายค้านก็อ่อนด้อย ไม่มีข้อมูลการโกง ทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล การที่นักศึกษาออกมาด่ารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเผด็จการ เพราะติดภาพที่พล.อ.ประยุทธ์ทำรัฐประหารรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นักศึกษาควรมองย้อนไปในอดีตว่าเกิดอะไรในบ้านเมืองบ้าง ในประเทศไทยเกิด”เผด็จการอุบัติใหม่ “นายทุนเข้าครอบงำ คนไทยจึงยอมให้กองทัพปฏิวัติรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์  ประชาชนถูกกองทัพชายชุดดำทำร้ายจนเป็นเหตุให้ทหารต้องออกมาควบคุมสลายขั้วทางการเมือง นำนักการเมืองทุจริต

“การย่ำยีหัวใจคนไทยอาจเป็นยุทธศาสตร์ของคนบางกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความแตกสามัคคีในหมู่คนไทย การชุมนุมของนักศึกษาในปี 2516 ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนออกมาเป็นแนวร่วม จนได้รับชัยชนะ ส่วนการล้อมปราบนักศึกษาในปี 2519 ซึ่งมีบรรยากาศของการต่อสู้ช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจของโลก คือแนวคิดประชาธิปไตยกับสังคมเท่าเทียมไม่เหลื่อมล้ำ แล้วมีการโยนบาปให้สถาบันฯมานานกว่า 40 ปี เป็นชุดความคิดของคนไม่กี่คนแล้วถูกปลูกฝังให้คนหลายเจนเนอเรชั่น ทั้งที่สถาบันฯคือความมั่นคงชองประเทศชาติ”น.ส.หฤทัยกล่าว

นายภูมินทร์ โล้เจริญรัตน์ นิสิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรจน์ (มศว.) กล่าวว่า ตนไม่รู้จักกับนักศึกษาที่แสดงออกพาดพิงสถาบันฯ แต่จากการติดตามการเคลื่อนไหวพบว่า เนื้อหาเป็นการปลุกระดมให้ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ช่วงเวลาที่จัดชุมนุมเป็นช่วงที่บุคคลภายนอกเข้ามาใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งเข้ามาวิ่งออกกำลังกาย  ใช้โซเซียลมีเดียเชิญชวนนัดหมายชุมนุม นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นลูกคนมีเงิน เล่นโซเซียลมีเดีย คนที่สร้างชุดความเชื่อปล่อยข่าวในโซเซียลทำงานแบบเรียลไทม์ สร้างภาพจำให้อยู่ในความคิดของผู้คนจนผู้รับข่าวสารเชื่อว่าเป็นความจริง ในฐานะที่ตนถูกเรียกว่าเป็นสลิ่ม ขอให้ต่อสู้กันด้วยข้อมูล

 นายชาญณรงค์ ครุฑโต นิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าในปี 2556 นักศึกษาและอาจารย์ม.จุฬา ออกมาชุมนุมต่อต้านพ.ร.บ.ลักหลับ นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย โดยเป็นการแสดงออกอย่างสันติ หลังปฏิวัติไม่มีการชุมนุมแสดงออกทางการเมืองอีก ถ้าเราจะเอาประชาธิปไตยทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีคนตายจริง ไม่มีสลิงไม่มีสตั๊น ถ้าเป็นชีวิตของเราพ่อแม่พี่น้องเรามันใช่หรือไม่ ความสูญเสียทดแทนกันไม่ได้  เราตายไป 1 คน มวลชนก็ยังเคลื่อนไหวต่อไปได้ แต่สำหรับการสูญเสียในครอบครัวเรียกกลับคืนมาไม่ได้   ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับชาติ ศาสนา ประเพณี และสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างไรกับการไม่เอารัฐบาล หรือกรณีการชักธงดำถ้าไม่เห็นด้วยก็แค่เอาไม้มาติดธงดำ แสดงออกก็เพียงพอแล้ว ไม่ควรต้องไปชักธงดำ หรือกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องอะไรจึงต้องมาขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์          นายเกียรติวงศ์ สงบ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า อยากให้เพื่อนนักศึกษาเคารพหลักประชาธิปไตย ให้เกียรติความเห็นที่แตกต่าง แทนการแบ่งแยกหรือยัดเยียดคนที่มีความเห็นต่างเป็นสลิ่ม ม.รามฯเป็นแนวหน้าของกลุ่มปัญญาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง วางรากฐานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้นักศึกษาเลือกตั้งองค์กรนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นประชาธิปไตยจำลอง ในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์มีกลุ่ม นปช.มาชุมนุมสนับสนุนการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่สนามราชมังคลาฯ นักศึกษาพยายามออกมาต่อต้านการชุมนุมใกล้สถานที่สอบ ทำให้นักศึกษาถูกกลุ่มผู้ชุมนุมล้อมปิดและ มีนักศึกษาเสียชีวิต จนทหารต้องเข้ามาช่วยเหลือคุ้มกันนักศึกษาออกจากพื้นที่ปิดล้อม ปัจจุบันนักศึกษาไม่เหลือความทรงจำในปี 2557 ส่วนตัวมองการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในปัจจุบันเป็นการออกมาเรียกร้องแบบเลื่อนลอย ไม่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง จับต้นชนปลายไม่ถูก  เชิญ”เพนกวิน และจ่านิว” ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมานำการชุมนุม จนทำให้เกิดแฮทแท็กไม่เอาเพนกวิน และเป็นคำถามว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่

 “ส่วนตัวมองการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งนี้เป็นหนทางที่ผิด เพราะตัดสินคนคิดต่างเป็นเผด็จการไปทั้งหมด นักศึกษาบอกว่าประชาธิปไตยคือสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ได้บอกว่านอกจากสิทธิเสรีภาพแล้วยังมีหน้าที่พลเมืองและการเคารพกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแก้ไขได้ ไม่ใช่เอามวลชนมากดดัน เราต้องรับฟังเสียงข้างมาก เคารพเสียงข้างน้อย ผมไม่ได้นิยมรัฐบาลชุดนี้ แต่พยายามมองด้วยความเป็นกลาง ขณะที่การเหยียดคนรุ่นพ่อแม่ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของทุกคนว่าเป็นกะลา ไดโนเสาร์ ระวังวันข้างหน้าจะถูกกรรมตามสนอง อายุ 40 ปี โดนเด็กรุ่นใหม่ยัดเยียดเป็นไดโนเสาร์บ้าง“นศ.ม.รามคำแหงกล่าว

‘เสรี’สะอื้น น้ำตาหรือจะสู้น้ำตาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสรี’สะอื้น น้ำตาหรือจะสู้น้ำตาล

3 มีนาคม 2563 – 09:25 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,พลตอเสรีพิศุทธ์,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย,พรรคเสรีรวมไทย,กดไว้วางใจ,งูเห่า,อภิปราย,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,775 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3 มี.ค.63

***************************

ศึกซักฟอกรัฐบาลประยุทธ์ที่เพิ่งจบไป หากไม่มีกรณี 3 ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย เสียบบัตรโหวตไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็จะไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าตื่นเต้นเลย

ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย วัชรา ณ วังขนาย โรงงานน้ำตาลส่งเข้าประกวดอำไพ กองมณี กำนันดังแห่งคลองรั้ง ปราจีนบุรี และ นภาพร เพ็ชร์จินดา คนใกล้ตัวนายตำรวจใหญ่เมืองกาญจน์

เสรีพิศุทธ์ แถลงผ่านแฟนเพจกรณี 3 ส.ส. โหวตไว้วางใจบิ๊กป้อม

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ไลฟ์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กแจกแจงกรณี 3 ส.ส.ของพรรคไปโหวตไว้วางใจบิ๊กป้อมนั้นว่า เป็นมติพรรค ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

อ่านข่าว-หล่อเลย เสรีพิศุทธ์ แย้มเป็นกาวใจเพื่อไทย-เด็กอนาคตใหม่

น้ำตาลไม่เหมือนใคร

ถ้อยแถลงของวีรบุรุษนาแก ดูจะแตกต่างจาก วัชรา ณ วังขนาย” ที่ตอบคำถามนักข่าวว่า ตนลงมติตามความคิดของตัวเอง ไม่ใช่งูเห่า ไม่เคยได้รับเงินหรือกล้วยใดๆ ทั้งสิ้น

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2561 “วัชรา ณ วังขนาย” ปรากฏตัวที่พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะเลขาธิการพรรค ทำเอาวงการเมืองสะเทือนเลื่อนลั่น  เนื่องจาก “กลุ่มวังขนาย” คืออาณาจักรธุรกิจน้ำตาลรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย

วัชรา ณ วังขนาย เลขาธิการพรรค

กลุ่มวังขนาย เริ่มจาก “อารีย์ ชุ้นฟุ้ง” ชักชวนชาวไร่แถวเมืองกาญจนบุรี 40-50 คน ร่วมกันลงทุนเปิดโรงงานผลิตน้ำตาลจากอ้อย โดยใช้วิธีกู้เงินจากธนาคารเป็นหลัก

เรวัต ศิรินุกูล” อดีต ส.ส.กาญจนบุรี หลายสมัย เวลานั้นเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ สาขา อ.ท่าเรือ จ.กาญจนบุรี ได้ให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อโรงงานน้ำตาลที่ ต.วังขนาย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เมื่อพรรคกิจสังคมของหม่อมคึกฤทธิ์ ส่งเรวัตลงสมัคร ส.ส.เมืองกาญจน์ อารีย์ ชุ้นฟุ้ง และเครือข่ายไร่อ้อยก็ช่วยเหลือทุกครั้ง

หมดยุคเรวัต วังขนายก็มี “วัชรา” เข้าไปนั่งในสภา

น้ำตาลกับการเมือง

กลุ่มวังขนายขยายฐานการผลิตจากเมืองกาญจน์ไป อ.อู่ทอง ส.สุพรรณบุรี และปี 2533 ได้สร้างโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ชื่อโรงงานน้ำตาลราชสีมา (บริษัท อุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด) อยู่ที่ ต.แก้งสนามนาง อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา

เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย “วัชรา” รองประธานกรรมการกลุ่มวังขนาย จึงตัดสินใจเล่นการเมืองโดยสวมเสื้อ ทรท. ลงสนามที่เขต นครราชสีมา อาศัยฐานมวลชนไร่อ้อย ได้เป็น ส.ส. สมัยติดต่อกัน

วัชรา พาเสรีพิศุทธ์บุกถิ่นเก่า เมืองโคราช

เลือกตั้งปี 2550 และ 2554 “วัชรา” ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา แต่พ่ายแพ้แก่ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย

พ่ายคู่แข่งจากเครือข่ายชินวัตรถึง 2 รอบ วัชราจึงผันตัวเองมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย เพราะพรรคนี้ “ไม่เอา คสช.” คงโดนใจรากหญ้า และเที่ยวนี้เสรีรวมไทยได้ ส.ส.มา 10 ที่นั่ง

วีรบุรุษนาแกถึงกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เมื่อต้องแถลงว่า ส.ส.โหวตอุ้มบิ๊กป้อมเป็นมติพรรค

กำนันดังแดนบูรพา

นักข่าวแถวสภาเกียกกาย อาจไม่คุ้นหูคุ้นชื่อ ส.ส.อำไพ กองมณี ถ้าไปแถวถนนสาย 304 คลองรั้ง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เอ่ยชื่อ กำนันอำไพ กองมณี” ก็สะดุ้งทั้งอำเภอ

กำนันอำไพ จึงบอกนักข่าวว่า “..บอกให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค รับทราบแล้วว่าจะขอฟรีโหวต ผมไม่ใช่งูเห่า ไม่มีเรื่องกล้วยแน่นอน เพราะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”

อำไพ กองมณี กำนันดังเมืองปราจีนบุรี

ระดับอำไพ อดีตกำนันตำบลหัวหว้าและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด กองมณี ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องศักดิ์ศรีคนจริง “คำไหน คำนั้น” ในยุทธจักรผู้มากบารมีสำคัญยิ่งนัก

กำนันอำไพโด่งดังมาแต่ปี 2538-2540 สมัยที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังรับราชการอยู่ที่กองพลทหารราบที่ รักษาพระองค์ (พล.ร.รอ.) จอมยุทธ์ทั้งในปราจีนบุรี-สระแก้ว ไม่มีใครไม่รู้จัก “พี่ป้อม”

สมัยก่อนกำนันอำไพช่วยสมาน ภุมมะกาญจนะ จนมาถึงลูกชาย-ชยุต ภุมมะกาญจนะ ชยุตก็ย้ายจากเพื่อไทยมาอยู่ภูมิใจไทยตามคำขอพี่ป้อม

แค่โหวตไว้วางใจ จะให้พี่ป้อมไม่ได้หรือสำหรับคนจริงคลองรั้ง

เรื่องเล่า “14 ตุลา” ฉบับใต้ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420284?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องเล่า “14 ตุลา” ฉบับใต้ดิน

3 มีนาคม 2563 – 09:16 น.
14 ตุลา,จอมพลประภาส จารุเสถียร,จอมพลถนอม กิตติขจร,พลตอวิฑูรย์ ยะสวัสดิ์,ฉบับใต้ดิน
เปิดอ่าน 1,056 ครั้ง

เรื่องเล่า “14 ตุลา” ฉบับใต้ดิน คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

จริงๆ แล้ว ผู้ที่จะเล่าเรื่อง 14 ตุลา ฉบับใต้ดิน ได้ดีที่สุดคือ “พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์” อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา) เจ้าของวลีที่ว่า “ความลับเหตุการณ์เดือนตุลาจะตายไปกับตัว” แต่อดีตนายตำรวจใหญ่เสียชีวิตไปเกือบ 10 ปีแล้ว

อ่านข่าว-หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2

ก่อนปี 2516 ไม่ค่อยมีใครรู้จัก พล.ต.อ.วิฑูรย์ หรือ พล.ท.วิฑูรย์ ที่มีชื่อรหัสว่า “นายพลเทพ” หรือ “เทพ 333” ผู้นำกองกำลัง “อาสาสมัครนิรนาม” ปฏิบัติการลับในลาว 9 ปี ด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พล.ท.วิฑูรย์ ได้กลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

“วิฑูรย์” หัวหน้าใหญ่ทหารรับจ้าง กลับมาผงาดในกรมตำรวจยุค “เจ้าพ่อเกียกกาย” พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ที่ส่งไม้ต่อให้ “พล.ต.อ.ประจวบ” ตัวแทนของกลุ่มเกียกกาย

ดังที่รู้กันวันมหาวิปโยคหรือวันมหาปีติ ได้นำซึ่งการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในกองทัพ โดย จอมพลถนอม กิตติขจร กับ จอมพลประภาส จารุเสถียร ต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน

ศูนย์อำนาจใหม่ในทางการเมือง-การทหารช่วงเวลานั้น จึงประกอบด้วย “พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา” ผู้บัญชาการทหารบก “พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์” อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และ “พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์” อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ

พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็นขุนศึกอยู่ในสายเดียวกันกับ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” แต่ พล.อ.กฤษณ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบกมาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงเดือนตุลาคม 2516 จึงได้เป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ประมาณ 2 สัปดาห์

ถ้าพลิกไปดูแฟ้มข่าวการเมืองในอดีตจะพบว่า พล.อ.กฤษณ์ มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองมาแต่สมัยพรรคเสรีมนังคศิลา จนมาถึงพรรคสหประชาไทย แถมยังได้ดูแล “กลุ่ม ส.ส.อิสระ” ด้วย

พล.อ.กฤษณ์ และ พล.ต.อ.ประเสริฐ สนิทชิดเชืิ้อกับนักการเมืองอีสานรายหนึ่ง คอยให้การสนับสนุนลับๆ ทั้งที่รู้ว่าสำนักงานทนายความของนักการเมืองคนนั้นเป็นที่พักพิงของนักศึกษาหัวก้าวหน้า แต่นักการเมืองคนนั้นก็ไม่ปิดบังเรื่องความสัมพันธ์กับนายทหารใหญ่

นักศึกษากลุ่มนี้แหละที่เป็นต้นคิดในการแจกใบปลิวรณรงค์ให้รัฐบาลถนอมเร่งร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

กิจกรรมแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2516 กลายเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อจอมพลประภาสสั่งการให้จับกุมนักศึกษาที่แจกใบปลิวกลุ่มนั้น รวมถึงนักการเมืองอีสานคนนั้นด้วย

ปริศนาคาใจของผู้คนสมัยโน้น เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 14 ตุลา มี 2 เหตุการณ์คือการปะทะหน้าสวนจิตรลดา เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และกรณี “กลุ่มคนแปลกหน้า” บนหลังคาตึกกองสลากกินแบ่งในตอนสายวันเดียวกัน

ช่วงระหว่างการชุมนุมของนักศึกษา ตั้งแต่ 7-13 ตุลาคม 2516 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ประกาศเป็นผู้นำการชุมนุม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมจำนวน 13 คน พล.อ.กฤษณ์ ได้รับมอบจากจอมพลถนอม กิตติขจร ให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานกับทุกฝ่าย

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ขณะที่นักศึกษาและประชาชนกำลังจะสลายตัวก็เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จนกลายเป็นการจลาจล และ “พล.อ.กฤษณ์” ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ได้ถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาลจอมพลถนอม บ้างก็ว่า พล.อ.กฤษณ์ ทำรัฐประหารเงียบ

10 กว่าปีที่แล้ว พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้มอบให้นักวิชาการบางคนมาเขียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฉบับใหม่ และพยายามจะคลี่ปมปริศนา “สลายม็อบ” ตอนรุ่งสาง แต่อดีตผู้นำนักศึกษาสมัยโน้นได้ออกมาตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลของฝ่าย พ.อ.ณรงค์

น้ำผึ้งหยดเดียวในช่วงรุ่งสางวันนั้น ใครสั่งการให้ใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาที่กำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน เนื่องจากรัฐบาลปล่อยตัว 13 นักศึกษาและนักการเมืองแล้ว พร้อมรับปากจะร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ผู้ที่รู้ความจริงอีกด้านของ 14 ตุลา ต่างก็จากโลกนี้ไปหมดแล้ว เรื่องลับๆ จึงต้องเป็นความลับต่อไป

เจาะลึก “5 เชื้อไวรัสดัง” แผลงฤทธิ์ได้นานกี่วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420157?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก “5 เชื้อไวรัสดัง” แผลงฤทธิ์ได้นานกี่วัน

2 มีนาคม 2563 – 14:30 น.
โควิด19,แผลงฤทธิ์,ไวรัส
เปิดอ่าน 2,319 ครั้ง

โดย..ทีมรายงานพิเศษ คมชัดลึก

หลังทีมนักวิจัยวิเคราะห์ว่า “ไวรัสตระกูลโคโรน่า” อาจอยู่บนพื้นผิวนานสุดเกือบ 9 วัน หมายความว่า ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ “โควิด-19” หากติดมือหรือกระเด็นออกมาจากผู้ป่วยที่ไอหรือจาม ก็อาจไปติดหรือตกหล่นบนพื้นผิวทั้งลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์ จานชาม ช้อน แก้ว พื้น อุปกรณ์ต่างๆ ได้นานกว่าอาทิตย์ โดยไม่ตายและแพร่เชื้อต่อไปเรื่อยๆ ...ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วไวรัสยอดนิยมตัวอื่นที่มักทำให้คนเจ็บป่วยนั้นอยู่ได้นานแค่ไหน? 

อ่านข่าว-7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!!

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลธนาคารของจีนสั่งให้ธนาคารทั่วประเทศจัดการ “ฆ่าเชื้อในธนบัตร” หรือเงินที่ประชาชนนำมาจับจ่ายใช้สอยให้หมด และต้องเก็บไว้ไม่ต่ำกว่า 7 วันเพื่อให้แห้งและปราศจากเชื้อโรคจริง ถือเป็นหนึ่งในมาตรการของรัฐบาลจีนที่ใช้ควบคุมไม่ให้ไวรัสร้ายสายพันธุ์ใหม่ระบาดไปมากกว่านี้

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ของทีมนักวิจัยชาวเยอรมัน นำโดย “ศ.ดร.Günter Kampf” ที่เอาตัวอย่าง “เชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา” โดยเฉพาะ “ไวรัสซาร์ส” (SARS-Cov) โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันที่ระบาดปี 2002 และ “ไวรัสเมอร์ส” (MERS- Cov) โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางที่ระบาดปี 2012 มาศึกษาจำนวน 22 ครั้ง จนพบว่าไวรัสตระกูลนี้สามารถมีชีวิตต่อเนื้องบนพื้นผิวทั่วไปนานถึงตั้งแต่ 48 ชั่วโมงจนถึง 9 วัน โดยเฉพาะ “ไวรัสซาร์ส” สามารถทนอยู่บนวัสดุโลหะกับแก้วอยู่ได้ถึง 5 วัน หากเป็นวัสดุพลาสติกมีชีวิตต่อเนื่องได้นานสุดถึง 219 ชั่วโมงหรือ 9 วัน

ทำให้ประเมินเบื้องต้นได้ว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “SARS-CoV-2” เนื่องจากรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับ “ไวรัสซาร์ส” (SARS-Cov) ตัวเดิมนั้นก็อาจอยู่ได้ประมาณ 24-219 ชั่วโมง หรือ 1-9 วันด้วยเช่นกัน

หลายคนกำลังสงสัยว่า “ไวรัส” ร้ายตัวอื่นๆ ที่ทำให้มนุษย์ป่วยบ่อยนั้นอยู่ได้นานกี่วัน?

“คมชัดลึก” นำข้อมูลจาก “NHS” (National Health Service) เครือข่ายด้านสุขภาพของประเทศอังกฤษ (www.nhs.uk) และข้อมูลจากเว็บไซต์วิชาการแพทย์อื่นๆ มาเปรียบเพื่อให้เห็นว่าเชื้อไวรัสชื่อดังสายพันธุ์ต่างๆ ที่มักเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยนั้น พวกมันสามารถอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือ “มีชีวิตอยู่นอกร่างกายมนุษย์” ได้ยาวนานแตกต่างกันกี่วัน?

เริ่มจาก “1.ไวรัสไข้หวัดธรรมดา” ฝรั่งเรียกกันว่า “Cold viruses” หรือ Common Cold เป็นเชื้อโรคพบได้บ่อยสุดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยไวรัสตระกูลไข้หวัดนั้นมีอยู่ประมาณ 200 ชนิดด้วยกัน ทำให้หลายคนติดไวรัสตัวนี้จนป่วยปีละหลายครั้ง มีงานวิจัยศึกษาว่าเด็กเล็กช่วงที่เริ่มไปโรงเรียนในปีแรกนั้น มักติดไวรัสตัวนี้เฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ขณะที่ “NHS” ระบุว่าไวรัสหวัดหลากหลายชนิดนี้สามารถอยู่รอดได้บนพื้นผิวในอาคาร นานกว่า 7 วัน โดยเฉพาะในพื้นผิวที่ “กันน้ำ” เช่น โลหะ พลาสติก ฯลฯ อยู่ได้นานกว่าพื้นผิวประเภทผ้าหรือเนื้อเยื่อต่างๆ แต่โชคดีที่ไวรัสหวัดนี้อยู่ได้นานหลายวันก็จริง แต่จะแข็งแรงพอที่จะทำให้คนติดหวัดได้นั้นมักจะไม่เกิน 24 ชั่วโมง

2.ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดแต่อาจอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้ โดยเฉพาะในทารกหรือเด็กเล็ก เพราะทำให้มีเสมหะออกมามาก รวมถึงทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมส่งผลต่อระบบหายใจ ผู้ป่วยเด็กมีอาการหอบและหายใจลำบาก “NHS” ระบุว่าไวรัสนี้หากไปติดอยู่ตามลูกบิดประตูมีชีวิตนานถึง 6 ชั่วโมงแต่หากเป็นบนเสื้อผ้าหรือเนื้อเยื่อจะอยู่ได้ไม่เกิน 45 นาที และติดบนผิวหนังคนได้ประมาณ 20 นาที

3.ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) บางครั้งเรียกย่อว่า “ฟลูไวรัส” (Flu viruses) พบบ่อย 3 สายพันธุ์ ได้แก่ “เอ บี และซี” อาการเริ่มต้นเหมือนไข้หวัดแต่รุนแรงกว่า ทำให้เกิดปอดอักเสบและเสียชีวิตได้ มักแพร่ผ่านทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย เมื่อกระเด็นออกจากร่างกายคนสามารถอยู่รอดบนพื้นผิวแข็งได้ 1 วัน แต่ว่าความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการทำให้เกิดโรคมีไม่เกิน 5 นาที หากเป็นอาศัยอยู่ในหยดละอองฝอยอาจมีประสิทธิภาพนานหลายชั่วโมง โดยเฉพาะบนโทรศัพท์มือถือมีการวิจัยว่าอาจอยู่ได้นานถึง 2–8 ชั่วโมง

4.ไวรัสโนโร (Norovirus) ทำให้เกิดโรคในส่วนของกระเพาะอาหาร (Stomach bugs) เวลาคนมีอาการ “ท้องเสีย” อาจเกิดได้จากเชื้อโรคหลายตัว ทั้งแบคทีเรียและไวรัสชนิดต่างๆ เช่น แบคทีเรียอีโคไล (E. coli) ซาลโมเนลล่า (Salmonella) แต่ถ้าสาเหตุเกิดจากไวรัสมักจะเป็น “โนโรไวรัส” ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่ม อาหาร จาน ชาม ช้อน ทำให้อาเจียน ปวดท้องและท้องเสีย ภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อตัวนี้เข้าไป “NHS” ระบุว่า โนโรไวรัสสามารถอยู่รอด ได้หลายวันหรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์บนพื้นผิวแข็ง โดยเฉพาะที่ติดมากับละอองฝอยหรืออาเจียนของผู้ป่วย จึงแนะนำให้ล้างมือและห้องน้ำที่ผู้ป่วยเข้าไปทุกครั้ง

5.ไวรัสเริม (Herpes) หรือชื่อเต็มว่าไวรัสเฮอร์พีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus) ทำให้เกิดอาการแผลที่ปากและอวัยวะเพศ ปกติจะแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนผ่านการสัมผัสแบบใกล้ชิด เช่น น้ำลาย น้ำเหลือง หรือทางเพศสัมพันธ์นักวิจัยมหาวิทยาลัยลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าไวรัสเริมเป็นหนึ่งในสาเหตุของการแพร่ระบาด “กามโรค” จากการทดลองพบว่าพวกมันสามารถมีชีวิตรอดได้ในห้องน้ำ 2–4 ชั่วโมง ในอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้ตรวจ 18 ชั่วโมง ในผ้าฝ้าย และยิ่งเป็นเนื้อเยื่อของผ้าชนิดต่าง ๆ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ผ้าพันแผล ฯลฯ อยู่ได้นานถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน

เมื่อเหล่าไวรัสร้ายสามารถมีชีวิตแผลงฤทธิ์ได้หลายวัน วิธีป้องกันดีที่สุดคือท่องจำไว้ว่า “ล้างมือให้สะอาด” ก่อนสัมผัสใบหน้า และก่อนหยิบจับอาหารเข้าปาก!

วิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420076?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่

2 มีนาคม 2563 – 11:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรค,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 707 ครั้ง

วิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬา

การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งมีมติวินิจฉัยสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากประชาชนจำนวนมาก ตามมาด้วยกระแสประท้วงหลากหลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนิสิตนักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…  ยุบ “พรรคอนาคตใหม่” รัฐบาลได้อย่าง – เสียอย่าง

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าประเด็นการยุบพรรคดังกล่าวควรนำมาวิเคราะห์และเสวนาเพื่อเข้าใจถึงที่มาของการวินิจฉัยคดี ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงได้จัดเวทีเสวนา ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ เรื่องวิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ขึ้น

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้นำการเสวนาอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มิได้บัญญัติการห้ามการกู้ยืมชัดเจน แต่มีการใช้คำว่าพรรคการเมือง “อาจ” มีรายได้ และมิใช่บทบังคับ ดังนั้นจะไม่มีบทลงโทษ

“ก่อนอื่นต้องมาดูก่อนว่าในเมื่อมาตรา 62 เขียนว่าพรรคอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้ แปลว่ามีทางอื่นได้ไหม เราต้องมาพิจารณาด้วยว่าพรรคการเมืองมีสถานะเป็นอะไร เพราะตามหลักกฎหมาย ถ้าหากเป็นองค์กรรัฐ เมื่อไม่มีกฎหมายเขียนว่าทำได้ องค์กรรัฐนั้นๆ จะทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นพลเมือง ถ้าไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมกระทำได้ ซึ่งตามนิยามของพรรคการเมืองคือคณะบุคคลที่รวมตัวกัน จัดตั้งเป็นพรรคและจดทะเบียน”

อาจารย์ปริญญาชี้ว่าในเมื่อพรรคการเมืองจึงมิใช่องค์กรรัฐ เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามกระทำ ก็ย่อมกระทำได้ การกู้เงินจึงน่าจะทำได้ เพียงแต่พรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลมหาชนตามที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายมหาชน ทั้งนี้ ในมาตรา 66 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มีการเขียนบทลงโทษหากบริจาคเกิน 10 ล้านบาท หากการกู้เป็นการบริจาคตามที่วินิจฉัย โทษที่กำหนดก็ไม่ถึงขั้นยุบพรรค เพราะโทษตามมาตรา 66 ตัดสินโทษทางอาญา เป็นการจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

การสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นการใช้บทลงโทษของมาตรา 72 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ห้ามพรรคการเมืองรับเงินที่มีแหล่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือรู้ว่าได้มาโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษคือการยุบพรรค

“องค์ประกอบความผิดของมาตรา 66 และ 72 ต่างกัน ในกรณี 72 คือรับเงินบริจาคที่เป็นเงินผิดกฎหมาย เช่น เงินที่ได้จากการขายยา หรือการฟอกเงิน ซึ่งก็ไม่ใช่ และเมื่อตัดสินยุบพรรค ก็กระทบสิทธิไม่เพียงนักการเมืองที่ลงเลือกตั้ง แต่ยังรวมถึงสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว

 รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แจงว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ข้อสงสัยที่ระบุว่าการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่มีความผิดปกติอยู่ 5 ประการ ได้แก่

งบการเงินของพรรคปี 2561 มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้เพียง 1.4 ล้านบาท แต่เพราะเหตุใดถึงทำสัญญากู้เงินครั้งแรกถึง 191 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า แม้มีการชำระคืนหลายครั้ง แต่ชำระหนี้ครั้งแรกในวันที่ 4 มกราคม 2562 คืนเงินสดเพียง 14 ล้านหลังทำสัญญาเพียง 2 วัน จึงผิดปกติ

สัญญาฉบับที่ 2 รับเงินเพียง 2.7 ล้าน จากที่ทำเรื่องกู้ 30 ล้าน ทำสัญญากู้ใหม่โดยมีเงินกู้เดิมค้างอยู่ ไม่เป็นไปตามปกติการค้าและปกติวิสัยของการให้กู้ยืมเงิน
“ผมเองก็อยากถามในเรื่องความผิดปกติตามที่ศาลท่านวินิจฉัยว่า แปลกหรือไม่หากนิติบุคคลหนึ่งต้องการขอสภาพคล่องทางการเงินและกู้เงินเพื่อให้ชำระหนี้ในอนาคต น่าเสียดายที่ศาลไม่ได้ชำระข้อเท็จจริงนี้หรือดูว่าใบแจ้งหนี้ของพรรคเป็นอย่างไร”
ส่วนประเด็นดอกเบี้ยที่มีการระบุว่าไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า อาจารย์ณรงค์เดช ชี้ว่าจากการค้นคว้าหาข้อมูล ดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยของธนาคารใหญ่ 5 รายแรกของประเทศไทยอยู่ที่อัตราร้อยละ 7.187 และตามกฎหมายแพ่งทั่วไปคือต้องคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15
“สำหรับผมถ้าหากมองว่าดอกเบี้ยจะผิดปกติหรือไม่ ต้องดูดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งอยู่ที่อัตรา 1.57 ถ้าหากคุณธนาธรเอามาให้กู้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 อย่างนี้ผมมองว่าผิดปกติมากกว่าว่าทำไมถึงยอมขาดทุน แต่ในความจริงคิดดอกเบี้ยที่ร้อยละ 2 คำถามที่ตามมาคือแล้วอะไรคือดอกเบี้ยที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า”
อาจารย์ณรงค์เดชชี้ว่า การตั้งข้อสงสัยหรือการสันนิษฐานว่ามีความผิดปกติทำให้ไม่เห็นการชี้แจงหรือเจตนาที่แท้จริงของพรรคการเมือง เพราะพรรคเองอาจจะมีคำอธิบายในข้อสงสัยที่ศาลตั้งคำถาม
“อย่างข้อสงสัยข้อที่ 3 ก็อาจจะเป็นไปได้ไหมหากพรรคต้องการลดภาระดอกเบี้ยเลยรีบคืนเงินต้นก่อน และการชำระเงินสด 14 ล้าน เข้าบัญชีไหนก็ไม่มีการไต่สวน หรือแม้แต่ข้อสงสัยที่ 4 ก็เป็นความจำเป็นของพรรคหรือไม่ที่ถอนมาใช้แค่เท่าที่จำเป็น” อาจารย์ณรงค์เดชระบุ
ขณะเดียวกันก็มีการพิจารณาถึงศาลรัฐธรรมนูญต้องป้องกันมิให้พรรคถูกครอบงำ ซึ่งอาจารย์ณรงค์เดชอธิบายว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ระบุว่าห้ามมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำ มิใช่บุคคลภายในพรรค และหากศาลรัฐธรรมนูญมุ่งหวังที่จะรักษาหลักประชาธิปไตยในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ก็ได้กำหนดหลายมาตรการที่จะคุ้มครองหลักประชาธิปไตยอยู่แล้ว ควรใช้วิธีการขจัดบุคคลผู้ครอบงำพรรคออกจากพรรค มิใช่การยุบพรรค

ข้อเท็จจริงคดียุบพรรคอนาคตใหม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังได้

ข้อมูลจากการนำเสนอของ รศ. ดร. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เวทีเสวนา ฬ.จุฬาฯ นิติมิติ เรื่องวิเคราะห์คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้จากการฟังแถลงการณ์วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ เหตุการณ์
3 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2561
งบการเงินของพรรคอนาคตใหม่ ค่าใช้จ่าย > รายได้ 1,490,537 บาท

2 ม.ค. 2562
ทำสัญญากู้ฉบับแรก 161.2 ล้าน ดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ส่งดอกทุกเดือน หากผิดนัด เบี้ยปรับวันละ 100 บาท

4 ม.ค. 2562
จ่ายบางส่วน เงินสด 14 ล้าน

21 ม.ค. 2562
จ่ายบางส่วน เงินสด 8 ล้าน

29 ม.ค. 2562
จ่ายบางส่วน โอน 50 ล้าน (เข้าออมทรัพย์ BOA)

11 เม.ย. 2562
ทำสัญญากู้ฉบับที่สอง 30 ล้าน รับเงินสด ณ วันทำสัญญา 2.7 ล้าน ส่วนีท่เหลือจะรับในภายหลัง ดอกเบี้ย 2% ต่อปี (แต่ในคำวินิจฉัยไม่ได้ระบุว่ามีการรับเงินสดส่วนที่เหลืออีกหรือไม่)

ประมาณเดือน พ.ค. 2562

มีการแก้ไขสัญญาจากส่งดอกเบี้ยทุกเดือนเป็นส่งดอกเบี้ยทุกปี
ก.ค. 2562
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บริจาค 8.5 ล้าน

27 ธ.ค. 2562
ชำระดอกเบี้ยและเงินกู้บางส่วน 3 ครั้ง
ดอกเบี้ยพร้อมเงินปรับ 5,859,200 บาท
เงินกู้บางส่วนของสัญญาแรก (2 ม.ค.) 5 ล้าน
ดอกเบี้ยพร้อมเบี้ยปรับ 1,449,998.04 บาท

แปลงความหวังดีเป็นสิ่งเลวทราม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปลงความหวังดีเป็นสิ่งเลวทราม

2 มีนาคม 2563 – 10:00 น.
ไวรัสโควิด-19,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พลอประยุทธ์,ชุมนุม
เปิดอ่าน 1,089 ครั้ง

แปลงความหวังดีเป็นสิ่งเลวทราม  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… สถิตย์ ธรรม

ไม่ค่อยได้รับข่าวดีเลยสำหรับสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 แม้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ NHC ของจีน เปิดเผยว่า สัดส่วนจำนวนสะสมของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการรักษาจนหายดีต่อผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตทั่วจีนขยายตัวอยู่ที่ 13.8 ต่อ 1 สะท้อนว่าอัตราการรักษาหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าว…  ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช.

ทว่าการแพร่ระบาดประเทศอื่นๆ กำลังมากขึ้น โดยเฉพาะที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน หากมองสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปทั่วทุกมุมโลก เหลือแต่ทวีปแอนตาร์กติกาทวีปเดียวที่ยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อ

หันกลับมาดูประเทศไทยไม่มีข่าวดีและต้องขอแสดงความเสียใจ มา ณ โอกาสนี้ด้วย ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข แถลงชายไทยวัย 35 ปี ซึ่งเป็นพนักงานขายห้างสรรพสินค้าได้เสียชีวิต ถือเป็นคนไทยรายแรกที่เสียชีวิต

มีปัจจัยหลายประการที่จะทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดในไทยเพิ่มขึ้นได้ เช่น การเดินทางไปต่างประเทศกลับมาล้มป่วยแต่ไม่พบแพทย์ หรือไปพบแพทย์ก็ปกปิดข้อมูล เชื้อก็แพร่กระจายไปต่อไหน

อีกประการคือการไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพ คิดว่าตนเองสตรองตลอดเวลา ไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่ล้างมือให้สะอาด เข้าไปอยู่ในสถานที่ชุมนุมแออัด สัมผัสละอองฝอยจากผู้มีเชื้อ เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้การแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วมากมาย

ตัวอย่างมีให้เห็นกันไปแล้ว เช่น กรณีคุณปู่คุณย่าที่ไปเที่ยวฮอกไกโด และพาเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดตัวกลับมาด้วย ปฏิเสธการบอกประวัติการเดินทางกับแพทย์ ผู้ที่อยู่ใกล้สัมผัสตั้งแต่ในไฟลท์บินเดียวกัน ลูกหลาน และผู้ที่ใกล้ชิดกับครอบครัว ต้องถูกนำมาตรวจเช็กอาการกันอย่างจ้าละหวั่น

ถึงได้บอกไวรัสโควิด-19 อันตรายกว่าที่ทางการแพทย์ประเมินไว้นัก จึงไม่แปลกที่สาธารณสุขได้ออกประกาศให้ไวรัสโควิด-19 จัดอยู่ในกลุ่มโรคอันตรายร้ายแรง ลำดับที่ 14 แล้ว และด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่อาจควบคุมได้มีแต่จะเริ่มแพร่มากขึ้น ทางรัฐบาลคงต้องมีการยกระดับมาตรการในการสกัดโรคร้ายนี้

…สถิตย์ ธรรม… สืบทราบมาว่าเร็วๆ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงต้องแสดงบทบาทภาวะผู้นำต่อการรับมือโรคระบาดอีกรอบ แนวโน้มอาจมีการประกาศยกระดับความเสี่ยงสู่ระดับ 3 หรือไม่ ซึ่งเมื่อประกาศยกระดับ 3 นั่นหมายความว่ามาตรการสกัดยับยั้งเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ทั้งเรื่องการมอบอำนาจให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจเข้าตรวจค้น ออกคำสั่งห้ามต่างๆ นานา

แต่คงไม่ถึงขั้นมีการออกประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร เหมือนอย่างที่นักกฎหมายขมองอิ่มในค่ายสีส้มออกมาตีโพยตีพายว่า นี่เป็นวาระซ่อนเร้นเพื่อห้ามนิสิตนักศึกษาชุมนุม

ยิ่งกลับไปตรวจสอบข่าวการออก พ.ร.บ.ความมั่นฯ คงมีที่มาที่ไปอย่างไร พบว่า เป็นการให้สัมภาษณ์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข กล่าวไว้อย่างนี้ครับ

“อาจต้องไปใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ให้เกิดการชุมนุม เพื่อป้องกันแพร่ระบาดของโรค แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่หากห้ามแล้วไม่ฟัง ผู้จัดงานหรือหากจัดการชุมนุมก็ต้องรับผิดชอบหากเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค” เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งต่อมา พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันไม่มีความคิดในการออกพ.ร.บ.ฉบับนี้

น่าเสียใจครับ เพราะในขณะที่ทุกฝ่ายแสดงความห่วงใยในชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมไปถึงน้องๆ นิสิตนักศึกษาที่ร่วมอยู่ในสถานที่ชุมนุม ต้องมีวิธีการดูแลสุขภาพอนามัยกันอย่างเคร่งครัด หรือทางที่ดีควรเลี่ยงการชุมนุมไปก่อน

อีกอย่างหากสถานการณ์แพร่ระบาดถูกยกระดับ 3 ถึงวันนั้นต้องใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดอยู่ดี วัตถุประสงค์เพื่อรักษาชีวิตทุกคนให้ปลอดภัยไม่เพิ่มภาระให้บุคลากรทางการแพทย์ที่จะต้องรับมือสถานการณ์ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดเหมือนอู่ฮั่นระยะแรกๆ

แต่ก็มีนักกฎหมายค่ายสีส้มที่พาพรรคลงเหวไปแล้ว ไม่รู้ร้อนรู้หนาวตีความห่วงใยไปเป็นเรื่องการเมืองเสียฉิบ มองว่าการที่รัฐบาลนำเรื่องห้ามชุมนุมเพื่อสกัดไวรัสโควิด-19 เป็นวาระซ่อนเร้น

ท่านที่ต้องการอ่านมุมมองกฎหมายของนายปิยบุตร แสงกนกกุล โดยละเอียด สามารถคลิกอ่านทางเนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการตีความกฎหมายได้กวนส้น…มาก

ทำไมมองในแง่ลบอย่างนี้ สะท้อนไปถึงความคิดอันวิบัติ มีจิตใจอันโหดร้ายเกินไปหน่อยกระมัง สมแล้วที่ประกาศตนเป็น “ปีศาจ”

เพราะปีศาจมักเสกสรรปั้นแต่ง ทำขาวให้เป็นดำ แปลงเจตนาสิ่งดีงามให้เป็นความชั่วช้าเลวทรามเสมอ

ปกปิด “โควิด-19” โทษจำคุก-ปรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปกปิด “โควิด-19” โทษจำคุก-ปรับ

2 มีนาคม 2563 – 09:47 น.
โควิด-19,โคโรน่า
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

ปกปิด “โควิด-19” โทษจำคุก-ปรับ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

   กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ ‘โควิค-19’ เป็นโรคติดต่ออันตรายและ ‘ดับเครื่องชน’ ได้รวบรวมข้อมูลโทษผู้ฝ่าฝืนมาให้ทราบ

ประกอบกับได้รับจดหมายจากคุณ ‘ส้ม’ กรุงเทพฯ เรียกร้องขอให้มีมาตรการลงโทษผู้ปกปิดข้อมูล ซึ่งจะอนุญาตเรียนให้ทราบว่าได้มี พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 ออกมาก่อนแล้วโดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

อ่านข่าว-เผยภาพดาวเทียมมลพิษที่จีนหายเกลี้ยง ผลจากเชื้อโควิด

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบเพราะเราไม่สามารถปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้

 ผู้ฝ่าฝืนมาตรา 40 (2) ซึ่งกำหนดในกรณีที่มีการประกาศให้ท้องที่หรือเมืองนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค เจ้าพนักงานมีอำนาจดำเนินการให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในประเทศโดยจัดให้พาหนะจอดอยู่ ณ สถานที่ที่กำหนดให้จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศจะอนุญาตให้ไปได้

มาตรา 34 (1) มีอำนาจนำผู้ที่เป็น/มีเหตุสงสัยว่าเป็นโควิด-19 /ผู้สัมผัส มารับการตรวจ การชันสูตร แยกกัก กักกัน คุมไว้สังเกต โทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

มาตรา 35 กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน สั่งปิดสถานที่ต่างๆ /สั่งห้ามไปในสถานที่ชุมชน สถานศึกษา สถานที่ใด / สั่งหยุดงานชั่วคราว โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 39 (5) ห้ามเจ้าของ/ผู้ควบคุมพาหนะนำผู้เดินทางไม่ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเข้าประเทศ โทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

จึงขอสรุปโทษมาให้ทราบและช่วงเวลานี้มีข่าวเกี่ยวกับ ‘โควิค-19’ นี้มาก จึงขอให้มีสติอย่าตระหนกตกใจและพิจารณาข่าวสารให้ดี

เรื่องข่าวสารออนไลน์กรุณาอย่าแชร์ โดยไม่ไตร่ตรองเพราะมีโทษ!
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอให้ออกมาตรการลงโทษผู้ปกปิดข้อมูลการเดินทางต่างประเทศ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากกรณีปู่ย่ากลับจากญี่ปุ่นแล้วนำเชื้อโควิด-9 กลับมาด้วย ทำให้หลานและคนที่บ้านติด นั่นน่าเห็นใจ แต่ที่ไปโรงพยาบาลแล้วปกปิดข้อมูลเรื่องการเดินทางกลับจากญี่ปุ่นนี่เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร ปิดบังทำไม ไม่มีใครว่าท่านหากท่านเป็น ถ้ารู้แต่แรกจะได้รักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ แต่นี่กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่บานปลาย โรงเรียนต้องปิด ธนาคารต้องปิด ทุกคนที่อยู่ในเที่ยวบินนั้นต้องรับการตรวจ คนจำนวนมากเดือดร้อน ต้องตรวจเช็กผู้เกี่ยวข้องหมดทุกคน แพทย์พยาบาลต้องทำงานหนักมาก

ขอเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการลงโทษผู้ปิดบังข้อมูลการเดินทางต่างประเทศ ไม่เฉพาะประเทศเสี่ยงเท่านั้น หน่วยงานเอกชนบางแห่งเขามีบทลงโทษพนักงานทางวินัยขั้นรุนแรงด้วย หากพบว่าปกปิดข้อมูล

เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ต้องช่วยกันดูแลตัวเองด้วย จะปล่อยให้เป็นภาระของประเทศไม่ได้
ส้ม กรุงเทพฯ


 ครอบครัวสำคัญที่สุด
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘อัมพร’ นครสวรรค์ น่าสนใจมากเพราะได้สรุปเรื่องน่าสนใจของครอบครัวมาและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบ

ทุกวันนี้ประเทศไทย-สังคมไทย-คนไทย บางคนมีความรุนแรงกว่าที่คิดและยังดำรงคงอยู่ได้เพราะมีคนดีมากกว่าคนเลว

จึงขอสนับสนุนเต็มที่ให้ทุกคนเริ่มต้นจากครอบครัวดีเพื่อรากฐานสำคัญ
อ๊อด เทอร์โบ


 ความรุนแรงของสังคม
 เริ่มมาจากครอบครัว

ดิฉันได้ติดตามเรื่องการประชุมของการอนามัยครอบครัวแล้วพบว่าเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะสรุปได้ว่าความรุนแรงหรือความสับสนวุ่นวายในสังคมเริ่มมาจากครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันสำคัญที่สุด เพราะคนที่ดีมาจากครอบครัวดี มีความผูกพันอบอุ่น

ขอบใจและขอบคุณ ศ.ดร.วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่บอกว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาใหญ่สุด โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก รากฐานแห่งปัญหาคือครอบครัวไม่ได้พัฒนาจากระบบคุณธรรมให้เข้าสู่จริยธรรม

เราปล่อยให้ครอบครัวดูแลกันเองโดยรัฐไม่สามารถแทรกแซงดูแลครอบครัวที่มีปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งนี้สังคมเข้มแข็งต้องมีรากฐานจากการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะทุนด้านจริยธรรมที่ต้องปลูกฝังแต่เด็ก

อย่างไรก็ตามแนวทางที่ต้องสนับสนุนส่งเสริมคือ การเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางแห่งครอบครัวและสังคม กุญแจสำคัญที่จะสนับสนุนส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในเด็กและเยาวชนมาจากการเป็นสังคมพลเมือง เป็นสังคมที่ทุกคนเป็นหุ้นส่วน

เอาใจใส่ ดูแล ช่วยกันพัฒนา สถาบันการศึกษาต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน

กรณีที่อาจารย์ให้ทัศนะมานี้เป็นเรื่องดีมากๆ และดิฉันได้นำมาเสนอโดยครบถ้วนเพราะมีความสำคัญมากๆ

ครอบครัวจึงเป็นสถาบันเบื้องต้นเริ่มต้นที่สำคัญจริงๆ
อัมพร (นครสวรรค์)


โชว์เก๋า ‘เพนกวิน’ วีรชนเอกชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โชว์เก๋า ‘เพนกวิน’ วีรชนเอกชน

2 มีนาคม 2563 – 09:43 น.
ม็อบนักศึกษา,ไล่ประยุทธ์,บอล ธนวัฒน์ วงศ์ไชย,พริษฐ์ ชิวารักษ์,ประท้วง,ไล่รัฐบาล,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,870 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2 มี.ค.63

*************************

ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง “แฟลชม็อบ” ที่ผุดขึ้นในรั้วสถาบันการศึกษา ทั้งมัธยมและอุดมศึกษา ทำเอา “เสนาธิการ” หลังม่านกุมขมับ เพราะหวั่นว่าจะเป็นไฟไหม้ฟาง แบบว่ามาวูบเดียวแล้วดับ และอีกด้านก็หวั่นการจุดกระแสที่เลยธง จะสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายกุมอำนาจเข้ามาจัดการด้วยความชอบธรรม

อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคดิจิทัล ต่างจากยุคอะนาล็อก เพราะสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล ไปไกลไปเร็ว ไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์วันข้างหน้าได้

การซ้อมชุมนุมใหญ่ที่ ม.เกษตรฯ บางเขน (ถนนพหลโยธินมีนักศึกษาจากหลายสถาบัน และประชาชนเข้าร่วมมากกว่า พันคน เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 หลังยุติการชุมนุม ปรากฏว่า ในโซเชียล มีทวิตเตอร์ ติดแฮชแท็ก #ไม่เอาเพนกวิน สวนกระแสพลังนักศึกษาจุดติดแล้ว

ไม่เอาเพนกวิน

พลันที่ตุลาการวินิจฉัยยุบพรรคอนาคใหม่ “พรรคโดมปฏิวัติ” ได้ประกาศชุมนุมแฟลชม็อบ “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม” วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) และแกนนำพรรคโดมปฏิวัติ มีชื่อโดดเด่นขึ้นมาทันที

เพนกวิน ดาวไฮด์ปาร์ค

หลังจากนั้นแฟลชม็อบได้เบ่งบานไปทุกสถาบันการศึกษากลายเป็นกระแสต้านเผด็จการเหมือนไฟลามทุ่ง โดย “เพนกวิน” ได้เดินสายไปปราศรัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

แทบไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่สัปดาห์เดียวในทวิตเตอร์มีการติดแฮชแทก #ไม่เอาเพนกวินปราศรัย แสดงความไม่เห็นด้วยกรณีแกนนำพรรคโดมปฏิวัติขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุมของนิสิตนักศึกษา

– ไม่เห็นด้วยกับการใช้ hate speech และการปลุกปั่นในการปราศัย คนแบบเพนกวินเนี่ยแหละที่จะเป็นจุดอ่อนของเด็กรุ่นใหม่ การปราศรัยที่ดีควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง

– คิดว่าการแสดงพลังของนักศึกษาจะไม่มีเพนกวินแล้วนะ ที่ไหนได้มีซะงั้น?! คิดจะยกระดับเป็นชุมนุมใหญ่ ย้ายกำลังไปราชดำเนิน ถามใครบ้างหรือยังเพนกวิน ชอบตีกิน+อยากได้ซีนก็งี้แหละ

ทวิตข้อความสุดแสบสันที่สุดคือ “เอาเพนกวินเป็นแกนนำ ไม่ต่างกะรัฐบาลเอาธรรมนัสเป็นรัฐมนตรี” 

ศึกในคลองหลวง

กลางปีที่แล้วเพนกวินและผองเพื่อนได้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ โดยตัวเพนกวินเสนอตัวเป็นนายก อมธในนามพรรคโดมปฏิวัติ แต่พ่ายคู่แข่งจากพรรคธรรมเพื่อโดม 

เดือนตุลาคม 2562 สมาชิกพรรคโดมปฏิวัติคนหนึ่งได้สร้างพฤติกรรมส่วนตัวสุดฉาวโฉ่จนมีกระแสต้าน ทำให้พรรคโดมปฏิวัติแสดงสปิริตไม่ส่งสมาชิกเข้ารับตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารสภานักศึกษา

เพนกวิน เคลื่อนไหวต้านคสช.มานานแล้ว

ปัจจุบันพรรคธรรมเพื่อโดมบริหาร อมธโดยมี “ภูผา ภูวดลอานนท์” นายก อมธได้ออกแถลงการณ์เรื่องพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบว่า “อมธ.ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกท่านอย่าหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย และยังคงยึดมั่นในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างหนักแน่น”

นี่คือความแตกต่างทางความคิดในธรรมศาสตร์ แต่วันแสดงพลังแฟลชม็อบที่คลองหลวงชาว อมธ.ก็เข้าร่วมด้วย

สนท.ไม่ใช่ผู้นำ?

ปี 2561 “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ อดีตรองประธานสภานิสิตจุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ รวบรวมเพื่อนหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง “สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.)

บอล ธนวัฒน์ วงศ์ไชย

ทั้ง “บอลเพนกวิน” ได้ร่วมเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้าน คสชมาตั้งแต่ปี 2560 โดยเข้าร่วมกับรุ่นพี่อย่าง รังสิมันต์ โรมชลธิชา แจ้งเร็ว และทนายอานนท์ นำภา

บอล เพนกวิน คู่หูสนท.

บอล” สนิทกับ “เฟลอ” สิรินทร์ มุ่งเจริญ รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ คนที่ ต่างก็เป็นผู้นำนักศึกษารุ่นใหม่ไฟแรง โดยกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่ผ่านมา ก็เป็นผลงานของ “บอล” กับ “เฟลอ” ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาหลายสถาบัน

สิรินทร์ มุ่งเจริญ

เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2563 แฟลชม็อบ “จุฬาฯ รวมพล CU Assemble” ที่ลานข้างหอประชุมจุฬาฯ ฝั่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ “เฟลอ” ก็เป็นผู้นำการชุมนุม

วันนี้ “เพนกวิน” ยังเป็นประธาน สนทและ “บอล” ประธานยุทธศาสตร์ สนทแต่แอบสังเกตเห็นว่า บอลเริ่มเหินห่างจากเพนกวิน

เอกภาพของขบวนนักศึกษาไทยยุคดิจิทัลยังจำเป็น หากปล่อยให้โตตามธรรมชาติโอกาสจะเกิดภาวะอนาธิปไตยก็มีสูง

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล

2 มีนาคม 2563 – 09:35 น.
นิสิตนักศึกษา,แฟลชม็อบ,พรรคอนาคตใหม่,ฮ่องกงโมเดล
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

แฟลชม็อบ ต้องมีเหตุผล โดย…  ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

การที่นิสิตนักศึกษาจัดกิจกรรมแฟลชม็อบรวมถึงติดแฮชแท็กเพื่อต่อต้านรัฐบาล หลังจากผลการตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ดูเหมือนว่าจะเป็นประเด็นร้อนไม่แพ้การระบาดของไวรัสโควิด-19

อ่านข่าว…  นศ.-ผู้สูงวัย ร่วมแฟลชม็อบ ม.เกษตรฯ ไม่หวั่นโควิด-19
นักวิชาการ นักการเมืองและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งเริ่มมีความกังวลว่าการจัดแฟลชม็อบของนักศึกษาจะบานปลายกลายเป็นความรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นในฮ่องกง ในขณะที่บางกลุ่มบอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่านักศึกษาจะออกมาด้วยใจบริสุทธิ์หรือแค่ตามกระแสหรือหลงเชื่อในคำยุยงก็ตาม

โพลล์ของนิด้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตพรรคอนาคตใหม่ แต่ก็มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ โดยมีคำถามหลักที่อาจจะเป็นคำตอบต่อความกังวลของทุกๆ กลุ่มในสังคมแต่ในที่นี้จะขอนำเสนอเพียงแค่สองข้อ

คำถามแรกถามถึงสิ่งที่แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ ควรทำหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 10 ปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 33.41 ระบุว่า ยอมรับคไตัดสินของศาล รองลงมาร้อยละ 25.32 ระบุว่าใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต ร้อยละ 11.35 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรค ควรรณรงค์ทางการเมืองทั่วประเทศ และให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรค แสดงบทบาททางการเมืองแทนในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 8.65 ระบุว่าให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ มีอิสระย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ ร้อยละ 8.33 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรค ควรหยุดบทบาททางการเมือง ร้อยละ 5.71 ระบุว่า ให้ ส.ส. ที่เหลืออยู่ของอดีตพรรคย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ที่เตรียมไว้ แต่ร้อยละ 4.29 ระบุว่า แกนนำอดีตพรรคควรเป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน และร้อยละ 10.71 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

จากการวิเคราะห์ผลในข้อแรกอย่างน้อยก็สบายใจเกี่ยวกับทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังคงให้ความเคารพอย่างเต็มที่ต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีเพียงหนึ่งในสามของประชากรในประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่เหลือจะไม่ให้ความเคารพในคำตัดสิน พวกเขายังคงเคารพในคำตัดสินแต่ก็ขอสงวนสิทธิในการไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน จึงคิดว่าผู้คนรวมทั้งแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ควรสามารถใช้สิทธิวิจารณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยสุจริต (ไม่ใช่บิดเบือนคำตัดสิน ใส่ร้ายและยุยงให้ผู้คนออกมาต่อต้าน) รวมความคิดเห็นในสองข้อนี้มีประมาณ 58% ในขณะที่คำตอบที่สำคัญอีกข้อที่อาจตีความได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยให้ความเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเท่าไรนัก คือการแนะนำให้

แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่เป็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองบนถนน อย่างไรก็ตามผลคือมีผู้เห็นด้วยเพียงประมาณ 4% ซึ่งไม่แตกต่างกับผลโพลล์เมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่มีเพียง 4% ที่สนใจชุมนุมทางการเมืองบนถนนหากมีผู้ชักชวน

เมื่อแตกข้อมูลในข้อหนึ่งออกดูในรายละเอียดก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ในช่วงอายุตั้งแต่ 36 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี จะอยู่ในกลุ่มที่แนะนำให้อดีตแกนนาพรรคอนาคตใหม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในช่วงอายุ 18–35 แนะนาให้วิจารณ์คำตัดสินอย่างสุจริต นอกเหนือจากนั้นแล้วเมื่อดูว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มอายุเท่าไรที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองบนถนน พบว่าเป็นกลุ่มช่วงอายุ 18-25 ประมาณ 7% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่กลุ่มช่วงอายุอื่นๆ ให้การสนับสนุนต่ำกว่า 4% และเมื่อวิเคราะห์จากกลุ่มอาชีพ พบว่าเฉพาะพนักงานบริษัทเอกชนและนักเรียนนักศึกษาแนะนำให้แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่วิจารณ์คำตัดสินของศาลอย่างสุจริต แต่อีกหกกลุ่มอาชีพที่เหลือส่วนใหญ่บอกให้เคารพในคำตัดสินของศาล

ในส่วนของคำแนะนาให้ลงไปชุมนุมบนถนนนั้นพบว่ากลุ่มนักเรียนนักศึกษาคือกลุ่มใหญ่สุดที่พอใจในวิธีนี้ แต่ก็มีเพียง 10% ส่วนกลุ่มอาชีพอื่นๆ มีไม่ถึง 4% ที่สนับสนุนแนวทางความวุ่นวายนี้ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงเกิดแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยและมีผู้พยายามยุยงให้ลงไปชุมนุมบนถนน แต่ที่เราเห็นการชุมนุมของนักศึกษานั้นไม่ได้หมายถึงนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการชุมนุมนะครับ เพราะอีก 90% ไม่สนับสนุนการชุมนุมบนท้องถนน

อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาในคำถามข้อสอง พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เคารพในสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หากเป็นไปตามกฎหมาย แต่ประมาณหนึ่งในห้าของประชากรกังวลว่าประเทศกำลังจะเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง

ในข้อสองถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ ติดแฮชแท็กเพื่อต่อต้านรัฐบาลของนิสิตนักศึกษา หลังจากผลการตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 61.03 ระบุว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย รองลงมาร้อยละ 21.11 ระบุว่า เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง ร้อยละ 12.70 ระบุว่า กังวลว่านิสิตนักศึกษาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ร้อยละ 7.78 ระบุว่า กังวลว่าจะมีการยกระดับการชุมนุมจนกลายเป็นการจลาจลแบบในฮ่องกง ร้อยละ 6.35 ระบุว่า เป็นแค่กระแสชั่วคราว และร้อยละ 2.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ที่น่าแปลกใจคือประมาณครึ่งหนึ่ง (50%–52% ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ 61%) ของกลุ่มผู้มีอายุ 18–25 และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา มองว่าแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ประเด็นคือกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักเรียนนักศึกษาอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ คิดอย่างไรเกี่ยวกับแฟลชม็อบใน

มหาวิทยาลัย พวกเขากำลังไม่เห็นด้วยหรือไม่สนใจในคำชวนเชิญของแกนนาแฟลชม็อบ ในขณะที่กลุ่มผู้มีอายุ 18–25 (ประมาณ 26%) และกลุ่มนักเรียนนักศึกษา (ประมาณ 21%) เป็นกลุ่มที่มองเห็นสัญญาณว่าประเทศจะเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอีกครั้ง โดยมีค่าร้อยละที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 21%

จากผลโพลล์ในข้อนี้และการแตกดูข้อมูลเชิงลึกทำให้สบายใจในระดับหนึ่งว่า คนไทยส่วนใหญ่สนับสนุนการดำเนินการตามแบบประชาธิปไตยภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช่แบบบางพวกที่ไม่เคารพกฎหมาย รวมถึงความพยายามก่อให้เกิดอนาธิปไตยในสังคมไทยเพื่อฉวยโอกาสทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษา น้องๆ เยาวชน ส่วนใหญ่ (ฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของอดีตพรรคอนาคตใหม่) ก็ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามกฎหมาย รวมถึงประมาณหนึ่งในสี่แสดงออกถึงความกังวลว่าประเทศจะบอบช้ำหากมีความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

การแสดงออกทางการเมืองด้วยแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยเป็นสิทธิเสรีภาพที่กระทำได้ตราบใดที่ยังคงอยู่ในกรอบของกฎหมายและที่สำคัญต้องไม่ละเมิดสถาบัน อย่างไรก็ตามอยากให้นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ลองถามตัวเองว่ากิจกรรมทางการเมืองที่กำลังดาเนินการอยู่ทำไปเพื่ออะไร ได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนหรือยังว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่สมเหตุสมผลแล้ว ได้เคยอ่านคำพิพากษาคดีอดีตพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินหรือยัง เคยลองเปิดใจกว้างมองเหรียญสองด้านแล้วพิจารณาอย่างไม่มีอคติ ว่าการกระทำของอดีตพรรคอนาคตใหม่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

พวกท่านคนรุ่นใหม่ทั้งหลายเคยได้ก่ายหน้าผากคิดอย่างจริงจังหรือยังว่าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาในการเข้าร่วมแฟลชม็อบหรือการชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ (ไม่ว่าจะเกิดจากการกระทำโดยเจตนาของเราเองหรือถูกใครยุยงปลุกปั่นให้ทำ) ตัวเรา เพื่อนๆ ครอบครัว มหาวิทยาลัยและประเทศไทยจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงอะไรบ้าง อย่างไรและแค่ไหน และแน่ใจแค่ไหนว่าพวกต้นตอของการสนับสนุนการชุมนุมทางการเมืองจะยืนหยัดเคียงข้างเราตลอดไป ไม่ใช่พอเกิดเรื่องก็หนีหายเป็นกลุ่มแรกเลย อย่าลืมนะพวกนี้ยังคงพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังแฟลชม็อบในมหาวิทยาลัยหรือการชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ ฉะนั้นถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาพวกนี้ก็จะตีกรรเชียงหนีทันทีโดยอ้างว่าพูดมาตลอดว่าไม่เกี่ยวด้วย เป็นเรื่องของนักเรียนนักศึกษาเขาทำกันเอง

แน่นอนทุกๆ คน รวมถึงคนรุ่นใหม่ นักเรียนนักศึกษาไม่ชอบให้ใครมองว่ากำลังเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มเพราะการมองเช่นนั้นเหมือนกับการดูถูกดูหมิ่นสติปัญญาและขวางอิสรภาพของพวกเขา แต่ในสังคมไทยเรามีความเชื่ออยู่สองอย่างว่าที่อยากจะนำมาเตือนสติคนรุ่นใหม่ นั่นคือ “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” และ “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

อนึ่ง พระสมชาย ฐานวุฑโฒ ให้ความหมายของคนพาลไว้ว่า คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ เป็นผลให้มีความเห็นผิด ยึดถือค่านิยมผิดๆ และมีวินิจฉัยเสีย คือไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร…ขึ้นชื่อว่าพาลแล้ว ถึงแม้จะมีความรู้ความสามารถก็ไม่ใช้ความรู้ความสามารถที่ถูกที่ควร…เพราะเขาแสลงต่อความดี เหมือนคนไข้แสลงต่อน้ำเย็น ชนชั้นปัญญาชนกันแล้วทั้งนั้น น่าจะเข้าใจนะครับ