อย่าหลงทิศผิดทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419766?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าหลงทิศผิดทาง

2 มีนาคม 2563 – 09:08 น.
อย่าหลงทิศผิดทาง,แฟลชม็อบ,นิสิตนักศึกษา
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

อย่าหลงทิศผิดทาง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2563

เริ่มมีการพูดและแสดงความคิดเห็นกันมาก รวมถึงการแสดงความห่วงใยกับการออกมาเคลื่อนไหวของเหล่าเยาวชน นิสิต นักศึกษา รวมถึงนักเรียน จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่พร้อมใจกันออกมาชุมนุมที่เรียกกันว่า แฟลชม็อบ เพื่อต่อสู้เผด็จการทวงถามหาประชาธิปไตยกันอีกครั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่จากคดีเงินกู้ 191 ล้านบาท กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี และดูเหมือนว่าไฟการเมืองจากฐานรากวงการศึกษานี้จะจุดติดขยายวงออกไปเรื่อยๆ เหมือนไฟไหม้ฟาง ส่งผลให้เกิดคำถามและจินตนาการย้อนกลับไปราว 40 ปีหากมีใครนำน้ำมันมาราดกองไฟกองนี้ และเมื่อเปลวเพลิงลุกโชนรุนแรงยากที่จะดับ นำไปสู่ความสูญเสียในเหตุการณ์วิปโยค 14 ตุลาคม 2516 สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและเป็นแผลอยู่ในใจของใครอีกหลายๆ คนกับความทรงจำอันเจ็บปวดครั้งนั้น

อ่านข่าว…  แฟลชม็อบ ราชประสงค์ เรียกร้อง ปชต. ตำรวจตรึงกำลังเข้ม

ไม่มีใครปฏิเสธถึงการเคลื่อนไหวดังกล่าว ที่เปรียบเหมือนพลังบริสุทธิ์อีก 1 บริบทในสังคมไทยที่ได้ร่วมสร้างสรรค์เรียนรู้การมีส่วนร่วมทางการเมือง ถือเป็นเบ้าหลอมให้สังคมมีความเข้มแข็งเมื่อพวกเขาเติบใหญ่สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติสังคมไทยในอนาคต แต่นั่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขรากฐานความเป็นมาอย่างถูกต้อง มิใช่การหล่อหลอมที่ถูกปลูกฝังทางความคิดจากคนบางกลุ่มบางขั้วที่ใช้วาทกรรมบูดเบี้ยวหวังผลบางประการ มาปลุกปั่นเยาวชนใช้เป็นเกราะกำบังเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนหรือพรรคพวกตนเองโดยมิคำนึงถึงผลเสียอันใหญ่หลวงที่จะตามมา พร้อมทั้งฉกฉวยโอกาสนำภาพการชุมนุมมาโพสต์ปลุกระดมในโลกโซเชียลอวดอ้างสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยเรียกร้องให้เยาวชนเหล่านั้นออกมาใช้สิทธิอันชอบธรรมในฐานะเจ้าของประเทศ เพื่อต่อสู้กับความผิดปกติในสังคม

อันที่จริงแล้วการแสดงออกทางการเมืองถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่พึงกระทำ แต่ด้วยความที่เป็นเยาวชนพรรษาทางการเมืองยังไม่แข็งกล้าอาจโดนปลุกปั่นยั่วยุได้ง่าย และเมื่อสถานการณ์รุมเร้าทำให้อารมณ์อาจอยู่เหนือสติ ความยับยั้งชั่งใจจึงมีน้อย ทำให้บางคนอาจจะแสดงเกินขอบเขตไม่น่าเอ็นดูตามวัย ซึ่งตอนนี้ก็มีให้เห็นและได้ยินกันบ้างแล้วถึงเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร มีการใช้คำพูดหมิ่นเหม่มาตรา 112 ที่สำคัญนักศึกษาหลายร้อยคนที่ร่วมชุมนุมปรบมือเห็นด้วย สอดรับกับแนวทางของบางพรรคการเมืองที่เล่นใต้ดินสอดใช้เรื่องเหล่านี้ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลตระหนักและเป็นกังวลอย่างมาก โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเตือนถึงการแสดงความคิดเห็นให้ระมัดระวังห้ามจาบจ้วงหรือพาดพิงสถาบันอย่างเด็ดขาด

สังคมเริ่มจับตาและพูดกันหนาหูถึงความพยายามของคนบางพวก ที่ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราอีกครั้ง โดยสร้างภาพผลักดันเยาวชนทั้งหมดให้เป็นพวกชังชาติ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรวมถึงหน่วยงานภาครัฐจะต้องเข้ามาตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เหตุการณ์บานปลายเข้าทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล่าสุด ส.ส.เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษา ตามสถานศึกษาต่างๆ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาต่อไป โดยการรับฟังความคิดเห็นเปิดกว้างทางออนไลน์ด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คนต่างรุ่นจะได้เรียนรู้วิถีสังคมการเมืองของกันและกัน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าความแตกแยก การไร้ความสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความถดถอย เสื่อมโทรมให้แก่ประเทศชาติ เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพในสังคมไทยต่อไป

7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420057?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!!

2 มีนาคม 2563 – 01:05 น.
ึโควิด-19,ไวรัสโคโรนา,COVID2019,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 6,368 ครั้ง

รู้ยัง 7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว มีอยู่รอบๆตัวเรา

เสียงของผู้มีอำนาจ ออกสื่อรายวันบอกว่า “คุมอยู่” แพทย์ไทยเก่ง  จริงอยู่ไม่มีใครโต้แย้งว่าแพทย์ไทยไม่เก่ง แต่มหันตภัยจากเจ้าวายร้าย โควิด-19  ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 รายแรกในประเทศไทยแล้ว เมื่อเวลา 18.25 น. ของวันที่ 29 ก.พ. 2563 และกระทรวงสาธารณสุขแถลงยอมรับเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563  เช่นเดียวกับที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ก็มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสร้ายตัวนี้

 อ่านข่าว :  ด่วน ผู้ป่วย ‘โควิด-19’ ในไทย เสียชีวิตรายแรก

การเสียชีวิตของชายไทย 35 ปีจากโควิด-19 เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนคนไทยทั้งประเทศ ที่พึงตระหนักว่า

1.ผู้ติดเชื้อโควิด -19 แม้อายุน้อย ไร้โรคประจำตัว ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคนี้ได้ ไม่ใช่มีความเสี่ยงเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเท่านั้น

2.ผู้เสียชีวิตรายนี้ไม่ได้ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวโดยตรง มีการให้ข้อมูลว่าทำงานขายสินค้า แต่ไม่มีรายละเอียดเลยว่า ทำงานที่ไหน การสัมผัสกับคนจีนที่อาจเป็นสาเหตุให้ติดเชื้อนั้นเกิดขึ้นวันใด สถานที่ใด ผู้คนแวดล้อมมีการสอบสวนโรคได้ครบถ้วนหรือไม่ เท่ากับเราไม่ควรนิ่งนอนใจว่าไทยคือพื้นที่ปลอดภัย เพราะจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าการแพร่เชื้อกลายเป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม

3.พึงระลึกถึงอันตรายของโควิด -19 ที่ติดต่อกันได้ง่ายเหมือนไข้หวัด แต่เมื่อมีอาการแล้วใช้เวลารักษากว่าจะหาย และมีอัตราการตายเกือบ 3 %

เมื่อตระหนักแล้ว ไม่ควรตื่นตระหนก ควรรู้เท่าทันเจ้าวายร้าย“โควิด-19”ด้วยว่ายังมี “จุดอ่อน” ที่ไวรัสร้ายตัวนี้ไม่อาจเอาชนะได้

“คมชัดลึกออนไลน์” ได้รวบรวม7สิ่งที่โควิด-19 กลัวมีดังนี้

1.กลัวUV

2.กลัวอุณหภูมิสูง 56 องศาเซลเซียส

3.กลัวอากาศที่ถ่ายเท

4. กลัวยาฆ่าเชื้อ คลอรีน

5. กลัวแอลกอฮอลล์ 75%

6. กลัวการล้างมือบ่อยๆ

7. กลัวภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งของมนุษย์        

‘รัฐ’ ผวา มือที่3 ‘ม็อบปัญญาชน’ เล่น ประเด็นล่อแหลม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/420002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รัฐ’ ผวา มือที่3 ‘ม็อบปัญญาชน’ เล่น ประเด็นล่อแหลม

1 มีนาคม 2563 – 14:43 น.
รัฐ ผวา มือที่3,ม็อบปัญญาชน,เล่น ประเด็นล่อแหลม
เปิดอ่าน 2,007 ครั้ง

‘รัฐ’ -‘ม็อบ’ หากทั้งสองฝ่ายไม่ล้ำเส้นกัน หาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ไม่ใช้สายตาหวาดระแวง เกลียดกลัวใส่กัน บ้านเมืองก็ยังจะไปได้

ความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง ‘นิสิต นักศึกษา’ กับ’ผู้นำทางการเมือง’ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน   เหตุการณ์ในอดีต ทั้ง 14 ตุลาฯ 2519 , 6 ตุลาฯ 2519 หรือ พฤษาทมิฬ 2535

ส่วนการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด ของนิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งแบบต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ผู้คุมกฎจะปล่อยให้คลาดสายตาได้

การออกมาของปัญญาชนในพ.ศ.นี้ มีเป้าหมายคือแสดงออกว่าอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ต่อต้านการสืบทอดอำนาจคสช. รวมถึงผลพวงอื่นๆ ที่ตกทอดมา

ความได้เปรียบหนึ่งของยุคสมัยนี้ คือทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ มีเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ที่ข้อมูลข่าวสาร ความเป็นไปทุกอย่างส่งถึงกันได้ในพริบตา

จึงทำให้การเคลื่อนไหวดูมีพลังมากกว่า การเคลื่อนไหวหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เราจึงได้เห็นปรากฎการณ์ไฟลามทุ่ง หรือ ปรากฎการณ์แบบโดมิโน ลามไปทุกหนแห่ง ขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ

   การออกมาในรูปแบบที่ไม่ต้องมีการจัดตั้ง ย่อมลดคำครหาได้มากกว่า มีคนหน้าเดิมๆ ที่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านคสช. มาเป็นแกนนำ ซึ่งอาจเป็นที่จับตามากกว่าปกติ หรือทำให้บางฝ่ายหวาดระแวง 

ถึงอย่างนั้น สถานการณ์แบบนี้ยิ่งน่าวิตกกังวลสำหรับผู้มีอำนาจ การเคลื่อนไหวที่เป็นการสะท้อนภาวะความอึดอัด คับข้องใจกับการเมืองไทย ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” และองคาพยพทั้งหลาย มานาน โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่เป็นหน่อเนื้อเดียวกับ “คสช.”

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคง ก็ดูจะอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อบางส่วนที่เคลื่อนไหว ออกลูกกล้าดีเดือด พูดอะไรคาบลูกคาบดอกในประเด็นอ่อนไหวอยู่บ่อยครั้ง ถือว่าอันตราย!!!

อาจเป็นชนวนทำให้ทุกอย่างบานปลาย กระทบกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างคาดไม่ถึง

จริงอยู่ว่า รัฐธรรมนูญให้สิทธิในการแสดงออก ความคิดความเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะทำอะไรก็ได้แบบไร้ขีดจำกัด

บทเรียนทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมา มีให้เห็นมานักต่อนัก

การขยับในส่วนของผู้มีอำนาจเอง ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป หากกดมากไปก็จะระเบิด แต่หากปล่อยจนเลยเถิด ก็จะสั่นคลอนอำนาจรัฐ

แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาล เปิดเผยว่า ยอมรับได้ถึงการแสดงออกทางการเมืองตามสิทธิและเสรีภาพที่มีอยู่ เพียงแต่ขอให้อยู่กติกา อยู่ในที่ในทาง ใครก็ไปปิดกั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด ฝ่ายรัฐมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันมือที่สามฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ จนลุกลามบานปลาย จนยากจะควบคุม

ทั้งนี้ ไม่อยากจะคิดว่า ถ้ามีนักศึกษา ถูกลอบทำร้ายจนบาด หรือเสียชีวิตแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

ดังนั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่ล้ำเส้น นักศึกษา ไม่ยั่วยุ หยิบยกประเด็นอ่อนไหวมาเป็นธงนำ ใช้บทเรียนในอดีตเตือนสติ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา ส่วนฝ่ายคนคุมอำนาจ ถ้าอดทนอดกลั้น ไม่ผลีผลาม ไม่พยายามเร่งปิดเกม กดดันจนเกินไป ที่สำคัญไม่มองนักศึกษาเป็นปีศาจร้าย เปิดพื้นที่มีช่องทางรับฟังพวกเขา เชื่อว่า เหตุการณ์จะไม่เลวร้ายแบบที่ใครก็ไม่อยากให้เกิด

เว้นแต่ ทั้งสองฝ่าย ไม่เรียนรู้อดีต ฝ่ายหนึ่ง พยามเร่งเร้าด้วยประเด็นล่อแหลม อีกฝ่ายก็คงมองการเคลื่อนไหวเป็นภัยกับความมั่นคงของรัฐเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความเกลียดชังจะสุมไฟให้เกิดความแตกหักสูญเสียไม่ไม่ยาก

ที่ระบุเช่นนั้น ไม่ใช่ว่ามองเห็นอนาคต แต่เห็นอดีตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ทั้งๆที่ ทุกฝ่ายต่างหวังดีกับชาติบ้านเมือง หากหาจุดร่วม สงวนจุดต่างได้ ไม่ใช้สายตาหวาดระแวง เกลียดกลัวใส่กัน บ้านเมืองก็ยังจะไปได้

  อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เริ่มเปิดไฟกระตุ้นม็อบ เพนกวิน ยัน ไม่มีใครปลุกปั่น

ฮ่องกงโมเดลในฝันของใคร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419954?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกงโมเดลในฝันของใคร?

1 มีนาคม 2563 – 11:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,ฮาวทูม็อบ,ฮ่องกงโมเดล,อนาคตใหม่,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 1,516 ครั้ง

ฮ่องกงโมเดลในฝันของใคร? : Special Report

หลายคนอาจจะกังวลว่า ม็อบนักศึกษาหรือแฟลชม็อบจะจบอย่างไร

แต่ก่อนอื่นต้องด้วยว่า แฟลชม็อบ ไม่ได้เกิดมาจากนักศึกษา แต่ แฟลชม็อบเกิดมาจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เรียกร้องให้ไปชุมนุมที่สกายวอล์คหลังศาลฯตัดสิทธิ์สส.ของเขา

นั้นคือจุดเริ่มต้นของ แฟลชม็อบ

หากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ก็ตอบได้ว่า แฟลชม็อบคือเครื่องมือการเคลื่อนไหวของ พรรคอนาคตใหม่ จนครั้งนั้น ทั้งธนาธร ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วาณิช ยังเป็นคดีความอยู่เลย

และหากจะย้อนไปอีก จะทราบว่า การเคลื่อนไหวของ ธนาธร นั้นสอดประสานกับ โจ ชัว หว่อง ที่ฮ่องกง เรื่องนี้ต้องถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. จะทราบดี

เพราะทั้ง ธนาธร และโจ ชั่วหว่อง มีการติดต่อกันหลายครั้ง

ทางการไทยก็ทราบดีว่า ธนาธร อยากเห็นการชุมนุมบ้านเราเหมือน ฮ่องกงโมเดล

จนกระทั่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่นั้นแหละ ทั้งธนาธร ที่โดนตัดสิทธิ์ไปก่อน ก็มีกรรมการบริหารพรรค10คน ในนั้นมี ปิยบุตร และพรรณิการ์ รวมอยู่ด้วย

เสมือนเป็นฟางเส้นสุดท้ายของแกนนำพรรคอนาคตใหม่

ความจริงหากสืบค้นยุคสมัยที่ ธนาธร อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ต่อมาธนาธร ออกมาทำงาน ธนาธร ซื้อหุ้นสื่อสำนักหนึ่ง ธนาธร ยังเอื้อเฟื้อและสนับสนุนการชุมนุมของนักเคลื่อนไหวนอกสภาอยุ่ไม่ขาด

ไม่ว่าการสนับสนุนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และเอ็นจีโอบางกลุ่ม และบางครั้ง ธนาธร ก็ไปปรากฏตัวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงมิได้ขาด

จึงไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญแต่อย่างใด

ฉะนั้นการที่นักเรียนนักศึกษานัดชุมนุมหรือที่เรียกว่า “แฟลชม็อบ” ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่านักศึกษาสนใจในการทำกิจกรรมทางการเมือง แต่เกิดขึ้นเพราะมีคนไปปลุกเร้า

เริ่มแรกจะเห็นว่า ในการชุมนุมมีการใช้คำว่า อนาคตใหม่ คืออนาคตของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสกับยุบพรรคอนาคตใหม่ หมายความว่า ยุบพรรคอนาคตใหม่คือการทำลายอนาคตของชาติ

แต่เมื่อมีการนำความสอดคล้องนี้ไปขยายผล เลยทำให้การเคลื่อนไหวของนักศึกษาไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ แกนนำของอนาคตใหม่เลยออกมาแก้เกี้ยวว่า อนาคตของชาติไม่เกี่ยวกับอนาคตใหม่

เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งการวิ่งไล่ลุง กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แกนนำพรรคอนาตคตใหม่ก็ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่พอถึงเวลางาน เราจะเห็นว่าคนเหล่านี้คือแถวหน้าของกิจกรรมเหล่านี้ทั้งนั้น

วันนี้จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟลชม็อบ ของนักศึกษา ทั้งธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเกษตรศาสตร์ เป็นแฟลชม็อบที่มีการอุดหนุนและสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง

จะเห็นคนหน้าตาเดิมๆที่เคลื่อนไหวสอดรับกับอนาคตใหม่มาปรากฏตัวในทุกกิจกรรมเสมอ

ธนาธร เคยปฏิเสธว่า ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเหมือนฮ่องกง แต่ในการปฏิบัติในความคิดพวกเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นเพราะลำพังการใช้การพรรคการเมืองของธนาธร จะไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้ตามที่ต้องการ

แต่วันนี้โลกก้าวหน้า ประชาชนมีความรู้ โอกาสที่ไทยจะเหมือนฮ่องกง คงน้อยมากและแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะคนเขารู้ทันว่า สิ่งที่กำลังเกิดกับนักศึกษามีคนของอนาคตใหม่ ให้การสนับสนุน

“ฮ่องกงโมเดล” คงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น

“อนาคตใหม่” ตกที่นั่งลำบาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ตกที่นั่งลำบาก

1 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 5,387 ครั้ง

“อนาคตใหม่” ตกที่นั่งลำบาก คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารบนพื้นที่แห่งนี้ยังคงขอใช้คำว่า “พรรคอนาคตใหม่” ไปชั่วคราวก่อนจนกว่าจะมีการประกาศชื่อพรรคการเมืองภายใต้อุดมการณ์ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ และ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ จะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ

สำหรับพรรคอนาคตใหม่เวลานี้นอกจากเผชิญกับภาวะเคว้งคว้างแล้ว ยังต้องเจอกับสถานการณ์ผึ้งแตกรังอีก หลังจาก ส.ส.ของพรรคที่ยังเหลืออยู่ 65 คนนั้นถูกจีบจากพรรคร่วมรัฐบาลวันละสามเวลา แน่นอนว่าเบื้องต้นจะมี ส.ส.ค่ายสีส้ม 9 คน ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย

ทั้ง 9 คนที่ว่านั้นประกอบด้วย 1.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 3.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ เขต 2 4.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 5.ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. เขต 10 6.นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี เขต 3 7.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่ เขต 1 8.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. เขต 23 และ 9.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เลือดไหลจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะย้ายไปพรรคร่วมรัฐบาลพรรคการเมืองอีก

การตกที่นั่งลำบากยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะพรรคอนาคตใหม่อาจถูกริบเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการสามัญคืนมาเป็นกองกลางสภาอีกครั้ง ภายหลังพรรคอนาคตใหม่มีแนวโน้มว่าจะมีส.ส.ลดลง จนกระทบสัดส่วนตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญของพรรค โดยเฉพาะตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการสิทธิมนุษยชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ส่วนประธานคณะกรรมาธิการคณะอื่นๆ ที่ยังมีส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ทำหน้าที่ได้ต่อไปนั้นจะยังคงไว้ตามเดิม แต่ทั้งหมดต้องมารอดูว่าเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลา 60 วันในการย้ายพรรคตามรัฐธรรมนูญแล้ว พรรคอนาคตใหม่จะมีส.ส.เหลือกี่คน

ขณะเดียวกัน ไฮไลท์การเมืองในสภาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจำนวน 6 คนของฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญและเป็นครั้งแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างที่ทราบกันดีว่ารอบนี้รัฐบาลทำการบ้านรับมือฝ่ายค้านมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลยุทธ์ของ พล.อ.ประยุทธ์

โดยไม้เด็ดของนายกฯ ที่เตรียมมาและได้ผลอย่างเห็นได้ชัดหนีไม่พ้นการพูดเท่าที่จำเป็น เพราะพูดชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในภาพรวมเท่านั้น ส่วนในรายละเอียดจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแทน แม้ว่ารัฐมนตรีที่อภิปรายชี้แจงนั้นจะไม่ได้เป็นรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็ตาม เรียกได้ว่าทำให้นายกฯ ไม่กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกแต่เพียงผู้เดียว

ขณะที่การทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน แม้ด้านหนึ่งอาจจะมีหลายฝ่ายมองว่าเอาของเก่ามาปัดฝุ่นและพูดเรื่องเดิมๆ กลางสภา แต่มีหลายเรื่องที่ฝ่ายค้านนำมาเล่าใหม่พร้อมกับใส่รายละเอียดที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันเข้าไป ดังนั้น หากจะบอกว่าฝ่ายค้านอ่อนซ้อมหรือไม่มีข้อมูลกล่าวหารัฐบาลก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว

จากเรื่องการเมืองในสภาที่พาให้คนปวดหัวแล้ว โอกาสนี้ขอนำเสนอเรื่องราวดีๆ กันบ้าง ล่าสุด นายอนันต์ ผลอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพิธีเปิดห้องมุมนมแม่ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการพื้นที่เฉพาะในการให้นมบุตร ซึ่งห้องให้นมบุตรนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ปรากฏภาพ น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย ให้นมบุตรกลางห้องประชุมสภาเมื่อไม่นานมานี้

“เพื่อไทย-อนาคตใหม่” รอยร้าวที่ยากเกินประสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เพื่อไทย-อนาคตใหม่” รอยร้าวที่ยากเกินประสาน

1 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
เปิดอ่าน 880 ครั้ง

จากที่เคยเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มาเวลานี้กลายเป็นฝ่ายค้านต่างหากที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ปริ่มน้ำ

ภายหลังผลการลงมติไว้วางใจพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถึง 277 เสียง ทำให้รู้ถึงสถานะของฝ่ายค้านแล้ว ณ จุดนี้เหลือเพียง 211 คนเท่านั้น

นัยของเสียงที่ห่างกันถึง 66 เสียงขนาดนี้ แน่นอนว่าจะมีผลให้การทำงานในสภาของฝั่งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น เพราะอย่างน้อยไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คะแนนโหวตสูสีจนต้องนับคะแนนใหม่เหมือนกับเมื่อครั้งการพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 รวมไปถึงไม่ต้องเผชิญกับสภาพองค์ประชุมล่มจนทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลและรัฐสภาแบบที่ผ่านมา

คะแนนที่เทมายังรัฐบาลนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนค่ายของส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งถูกยุบไปถึง 10 คน ประกอบด้วย 1.นายกฤติเดช สันติวชิระกุล ส.ส.แพร่ 2.นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา 3.นายฐิตินันท์ แสงนาค ส.ส.ขอนแก่น 4.ร.ต.ต.มณฑล โพธิ์คาย ส.ส.กทม. 5.นายวิรัช พันธุมะผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ

6.นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส.ส.กทม. 7.นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร 8.นายสำลี รักสุทธี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 9.นายอนาวิล รัตนสถาพร ส.ส.ปทุมธานี และ 10.นายเอกการ ซื่อทรงธรรม ส.ส.แพร่

การปันใจของส.ส.ทั้ง 10 คนนำมาซึ่งแรงกระเพื่อมทั้งภายในพรรคอนาคตใหม่และพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายในพรรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะกระทบต่อตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ เดิมพรรคอนาคตใหม่มีทั้งหมด 6 ตำแหน่งบนพื้นฐานของการมี ส.ส. 80 คน แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปถึงสองครั้งตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ที่มีผลให้ ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 2 คน ได้แก่ ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ประกอบกับ มี ส.ส.ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ย้ายพรรค 10 คน ทำให้อำนาจในทางการเมืองในสภาของกลุ่มอนาคตใหม่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรที่จะเป็นการการันตีว่าอนาคตใหม่จะไม่เลือดไหลอีก เนื่องจากการย้ายพรรคยังเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจนกว่าจะครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญในช่วงปลายเดือนเมษายน นับตั้งแต่ยุบพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ความร้าวฉานในระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ทวีรอยร้าวไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ ส.ส.กลุ่มอนาคตใหม่ไม่ได้อภิปรายตามเวลาที่กำหนดไว้ เนื่องจากถูกพรรคเพื่อไทยเผาเวลาในช่วงวันสุดท้ายของการอภิปราย จนกลายเป็นคำถามที่ปิยบุตรกังขาพรรคเพื่อไทยว่า “มวยล้มต้มคนดู”

ตลอดการอภิปรายกว่า 4 วันที่ผ่านมานั้น ส.ส.อนาคตใหม่ถูกพรรคเพื่อไทยในฐานะพี่ใหญ่ของฝ่ายค้านดัดหลังเป็นระยะ โดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาของการอภิปราย ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าทีมงานของกลุ่มอนาคตใหม่ได้ทำสื่อประชาสัมพันธ์ว่า ส.ส.จะอภิปรายในช่วงเวลาใดของแต่ละวันบ้าง และขอให้ประชาชนติดตามในช่วงเวลานั้น แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลากลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะช่วงเวลาที่อนาคตใหม่ได้แจ้งผ่านสื่อของตัวเองเอาไว้กลับเป็นคิวการอภิปรายของพรรคเพื่อไทย จนทำให้ ส.ส.ของอนาคตใหม่ต้องถูกเลื่อนไปอภิปรายในช่วงกลางดึก ทั้งในเรื่องการทำปฏิบัติการทางข่าวสารและคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ยิ่งไปกว่านั้นการประสานงานภายในพรรคฝ่ายค้านเองก็ถูกตัดตอนเป็นระยะ เมื่อเกิดการประชุมวิปฝ่ายค้านสองวง วงแรกเป็นวงระหว่างตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ซึ่งเมื่อได้ข้อตกลงในเรื่องใดแล้วตัวแทนของแต่ละพรรคจะไปแจ้งกันภายในพรรคตามขั้นตอน ทว่ากลับมีวงประชุมฝ่ายค้านวงที่ 2 ที่มีเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

วงประชุมที่สองนี้เองที่ใช้สิทธิในฐานะ “ผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย” หักข้อตกลงร่วมกันระหว่างตัวแทนของพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ จนเกิดเหตุการณ์เผาเวลาในการอภิปรายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่มี ส.ส.ฝ่ายค้านได้อภิปรายแค่ 3 คน ก่อนจบการอภิปรายในเวลา 19.00 น.

จริงๆ แล้วความผิดปกติที่ว่านี้ ส.ส.อนาคตใหม่เริ่มสัมผัสได้แล้ว ตั้งแต่การย้ำว่าการอภิปรายจะสิ้นสุดลงในเวลา 19.00 น.หลายครั้ง ทั้งๆ ที่ตามปกติของสภาแล้ว หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้ายจะเปิดโอกาสให้ ส.ส.อภิปรายได้ถึงเวลา 21.00 น. เพื่อเผื่อเวลาให้ประธานวิปฝ่ายค้านอภิปรายสรุป 2 ชั่วโมง และสามารถปิดประชุมได้ก่อนเที่ยงคืนในวันดังกล่าว

เมื่อสัญญาณออกมาเช่นนั้น ‘ปิยบุตร’ เองก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร เพราะเชื่อว่าถึงที่สุดแล้วสภาจะเดินตามแนวทางปฏิบัติข้างต้นด้วยการยอมให้การอภิปรายของ ส.ส.ไปสิ้นสุดในเวลา 21.00 น. แต่ความเชื่อกับความจริงต่างกันสิ้นเชิง เพราะการประชุมวิปรัฐบาลกับฝ่ายค้านระยะหลัง พรรคเพื่อไทยไม่ได้เชิญตัวแทนของอนาคตใหม่เข้าไปร่วมประชุมด้วย การไปรับปากกับวิปรัฐบาลของวิปฝ่ายค้านที่ไม่มีตัวแทนของอนาคตใหม่จึงทำให้อนาคตใหม่มองว่านี่เป็นมวยล้มต้มคนดูของพรรคเพื่อไทย จนในที่สุดพรรคอนาคตใหม่ต้องมาอภิปรายนอกสภา

ภาวะเช่นนี้ แม้ว่าแกนนำของพรรคเพื่อไทยหลายคนมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบและน่าจะประสานรอยร้าวกันได้เหมือนกับระบบการเมืองเก่าๆ ที่เคยดำเนินกันมา แต่ใครจะไปรู้ว่า ส.ส.อนาคตใหม่ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง อาจรับไม่ได้กับระบบการเมืองแบบเดิม และคงสิ้นสุดความเป็นพันธมิตรต่อกันเพียงเท่านี้ และหันหน้ามุ่งสู่การเมืองนอกสภาแทน

ค่ำคืนรุมทึ้ง “ธรรมนัส” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ค่ำคืนรุมทึ้ง “ธรรมนัส”

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:19 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

การแสดงจุดยืนครั้งนี้ “เทพไท” ได้ใช้ปากกาจิ้มไปที่ปุ่มกดลงคะแนนแทนใช้มือกดปุ่มตามปกติ

ถึงแม้เสียงในสภาต่อผลการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จัดประชุมเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี 4 เดือน เมื่อ 5 รัฐมนตรี และ 1 นายกฯในรัฐบาลได้รับคะแนน “ไว้วางใจ” จากที่ประชุมสภาฯ ทั้งหมด

แต่ตัวเลขการลงคะแนนให้รัฐมนตรีกลับมีนัยยะสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เสียง ส.ส.ฝั่งรัฐบาลจะเทมาที่ผู้ถูกอภิปรายอย่างเดียว แต่กลับมีเสียง ส.ส.ฝ่ายค้านบางส่วนเสียบบัตรลงคะแนน “ไว้วางใจ” สวนกับมติ 5 พรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมการลงคะแนนครั้งนี้

แต่อีกด้านยังเห็น “จุดยืน” ส.ส.ในรัฐบาลโดยเฉพาะจากขั้วประชาธิปัตย์บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว “ไม่ไว้วางใจ” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ถึงแม้จะจำยอมเสียบบัตรโหวต “ไว้วางใจ” ก็ตาม

โดยในช่วงค่ำคืนวันที่ 27 ก.พ. ภายหลังสภาฯ จบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกประชุม ส.ส.ทันที เพื่อกำหนดทิศทางการลงมติในวันรุ่งขึ้น
ท่ามกลางแรงกระเพื่อมที่มาจาก ส.ส.ในพรรคส่งสัญญาณในที่ประชุมเพื่อแสดงจุดยืน หากมีรัฐมนตรีคนใดชี้แจงข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านไม่เคลียร์ ไม่ควรมีสิทธิได้รับการไว้วางใจ

โดยในวงประชุมมี 17 ส.ส.อาทิ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เสนอ “ไม่ไว้วางใจ” ร.อ.ธรรมนัส ภายหลังตอบฝ่ายค้านไม่ชัดเจน จากข้อกล่าวหาเรื่องคดียาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย และคุณวุฒิการศึกษา

แต่สุดท้ายประชาธิปัตย์ต้องยึดมติพรรค เพื่อรักษามารยาททางการเมืองในสถานะพรรคร่วม ให้โหวต “ไว้วางใจ” 24 ต่อ 17 เสียงลงมติในทิศทางเดียวกัน โดย 17 ส.ส.ทำได้เพียงกดดันถึงหัวหน้ารัฐบาล ต่อการตัดสินใจทบทวนคณะรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลกำลังถูกตั้งคำถามถึงภาพพจน์ของรัฐมนตรีในครม.ต่อ “มลทิน” ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งขัดแย้งกับเงื่อนไข 1 ใน 3 เข้าร่วมรัฐบาลต้องต้องไม่มีการทุจริต

“เทพไท” ออกมาแสดงจุดยืนตัดสินใจฝืนโหวต และกระทำขัดต่ออุดมการณ์พรรค จากวรรคสำคัญที่ประกาศไว้ “สุดท้ายก็ต้องจำใจทำตามมติ ส.ส.ของพรรค ลงมติไว้วางใจให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ด้วยการใช้ปากกากดลงคะแนนแทนการใช้มือกด เพราะเชื่อว่ามือที่สะอาดไม่ควรไปเปรอะเปื้อนกับสิ่งสกปรก เก็บมือที่สะอาดไว้สำหรับทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชนดีกว่า”

จนมาถึงรุ่งเช้าวันที่ 28 ก.พ. “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ออกมายืนยันถึงเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีมติไปในทางเดียวกัน จากหมวกใบเดียวในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พอใจกับคำชี้แจงจากรัฐมนตรีตลอด 4 วันเต็ม ส่วนประเด็นที่ประชาธิปัตย์จะโหวตสนับสนุนร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นการถกเถียงเป็นธรรมดาหลังการอภิปราย

แรงกระเพื่อมจากประชาธิปัตย์ลูกนี้ กำลังส่งต่อไปยังพรรคร่วมรัฐบาล ต่อการตัดสินใจจากนายกฯ จากนี้จะรักษาเอกภาพเรือเหล็กต่อไปอย่างไร.

ประมาท-เสร็จแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419771?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประมาท-เสร็จแน่

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:29 น.
โคโรน่า,ไวรัสโควิด-19,เฝ้าระวัง,แพร่ระบาด
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

ประมาท-เสร็จแน่ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 29 กพ.-1มี.ค.2563

เคสตัวอย่างปู่ย่าและหลานติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังสองรายแรกเดินทางกลับจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ตอกย้ำถึงความไม่ประมาท เหตุที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่ผลที่ตามมานั้นกินวงกว้างเหลือคณานับ น่าหวั่นเกรงว่า หากเกิดเคสแบบนี้ที่ยังไม่เป็นข่าวขึ้น ณ สถานที่ต่างๆ ตามสารพัดช่องทางเข้าประเทศ แล้วสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ประเทศไทยที่อวดอ้างว่ามีมาตรการรับมือไวรัสมรณะเป็นเลิศที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยยืนยัน ที่นับวันมีแต่หายขาด และจำนวนก็ไม่ได้มากจนน่าตกใจ อีกทั้งส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อยังเป็นคนต่างชาติ

อ่านข่าว…  การบินไทย เปิดมาตรการรับมือ โควิด 19

เคสของปู่ย่าและหลานตามการสืบสวนโรคเริ่มจากปู่ย่า หรือลุงป้า ก็ตามที ไปเที่ยวฮอกไกโด เมื่อกลับมาแล้วทั้งสองรายแรกมีอาการไข้ ปอดเสบ และมีอาการไข้ ไอ ตามลำดับ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ต่อมาหลานซึ่งสัมผัสใกล้ชิดก็ติดเชื้ออีกคน ปัญหาที่น่าตกใจก็คือเส้นทางของปู่ย่าคู่นี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่ต้องเฝ้าระวัง กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าอาจจะถึง 100 คนก็เป็นไปได้ แยกเป็นผู้สัมผัส ได้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 30-40 คน ผู้ร่วมทริปฮอกไกโด ผู้ร่วมเที่ยวบิน และพนักงานบนเครื่องบินไทยแอร์เอเชีย นอกจากนี้ยังมีผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้เป็นหลานที่ร่วมชั้นเรียนอีก 50 คน ขณะที่ลูกชายของปู่ย่า ซึ่งเป็นผู้สัมผัสทำงานในธนาคารก็น่าเป็นห่วง

ยากที่จะปฏิเสธว่าขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีกต่อไป แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้ไวรัสโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 และยืนยันว่ายังไม่ถึงระยะที่ 3 หรือกรณีเกิดการแพร่ระบาดของคนในประเทศก็ตาม แต่ ณ เวลานี้ เมื่อปู่ย่านำเชื้อมาติดหลานแล้วจะนับเป็นการแพร่ระบาดของคนในประเทศได้หรือไม่ ความพยายามหยุดยั้งเชื้อโรคร้ายนี้จะต้องมีมาตรการเข้มข้นจากภาครัฐนอกจากการเฝ้าระวังโรคจากภายนอกประเทศเช่นกักตัวเพื่อรอดูอาการ ขณะเดียวกันมาตรการป้องกันในประเทศก็ต้องลงมือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นในหน่วยงานราชการที่ต้องเข้มงวดเรื่องการเดินทางเข้าออกประเทศ การพบปะต่างชาติ ฯลฯ ต้องสั่งให้ทุกคนทุกหน่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของการขนส่งมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน รถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ประจำทาง รถตู้ รถแท็กซี่ รถทัวร์ เรือโดยสาร หรือแม้แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก็ต้องเข้าสู่มาตรการเช่นกัน มิใช่เพียงการตั้งวางเจลล้างมือไว้ตามจุดต่างๆ ใครจะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ไม่ว่า ลิฟต์โดยสาร ราวบันไดเลื่อนในสถานที่สาธารณะ ห้องน้ำ ได้ฆ่าเชื้อกันบ้างหรือไม่ หรือว่าทำๆ ไปพอเป็นพิธี ขณะที่หน่วยงานภาคเอกชนก็ต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นเช่นกัน ทั้งหมดนี้ต้องไม่ลืมว่าทุกๆ คนในสังคมอาจกลายเป็นทั้งผู้รับเชื้อและผู้แพร่เชื้อไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ อย่าได้ประมาทโดยโดยขาด ทุกๆ คนจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหากเกิดการแพร่ระบาดของคนในประเทศแล้วจะยิ่งอันตรายอย่างเหลือคณานับ

ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419764?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช.

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:59 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,คสช,ศาลทหาร,พลเรือน,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

ผลงานสุดท้ายในสภาของ “ปิยบุตร” เรียกร้องล้างมรดกคสช. คอลัมน์…  Special Weekend

จะว่าเป็นความบังเอิญก็ได้สำหรับพรรคอนาคตใหม่ เพราะย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์ยุบพรรคการเมืองในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้เสนอรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ผลกระทบจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ศึกษากรณีการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพการแสดงออกและการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน” ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจจะพอเรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…  “ปิยบุตร” เคยไหว้ “อนุทิน” ข้องใจ “ภูมิใจไทย” ดูด 9 ส.ส.
 สำหรับรายงานฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้
1.กรณีผลกระทบจากการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร การที่ระบบกฎหมายไทยอนุญาตให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีของพลเรือน เป็นระบบกฎหมายที่มีปัญหาในการคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมของพลเรือนเป็นอย่างมาก จึงสมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาควรจะปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและป้องกันไม่ให้มีการนำศาลทหารมาเป็นเครื่องมือทางกฎหมายของผู้ถืออำนาจรัฐอีกต่อไป โดยควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 29 เพื่อรับรองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของบุคคลที่เป็นพลเรือน ซึ่งไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ไม่อาจถูกพิจารณาโดยศาลทหาร และยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาคดีพลเรือน

2.ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อค้นหาความจริง เพื่อสร้างกลไกในการค้นหาความจริงต่างๆ และทำความจริงให้ปรากฏที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการใช้ศาลทหารพิจารณาคดีจำเลยที่เป็นพลเรือนภายหลังรัฐประหาร รัฐสภาสมควรตรากฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบรูปแบบการใช้อำนาจและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายหลังการรัฐประหารปี 2557 กลไกในการค้นหาความจริงดังกล่าว

ทั้งนี้ ควรจัดตั้งในรูปแบบคณะกรรมการที่มีหน้าที่ในการค้นหาความจริงตามหลักการสิทธิที่จะทราบความจริงของผู้เสียหาย เพื่อนำความจริงเป็นฐานในการเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษชนต่อไป

กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการแต่ละรายต้องไปเป็นตามหลักความเป็นอิสระ ปราศจากอคติและสามารถปฏิบัติงานได้เต็มที่ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนและองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นความโปร่งใส ในการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการ ต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหรือตัวแทนจากหลากหลายสาขารวมถึงตัวแทนของผู้เสียหาย นักกฎหมาย นักจิตวิทยา ผู้นำทางศาสนา นักพัฒนาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสัดส่วนผู้หญิง ผู้ชายและเพศสภาพอื่นให้สมดุล

3.รัฐควรแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาสมควรออกแถลงการณ์ขอโทษกับเหตุการณ์ต่อสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับข้อเท็จจริงที่ได้ร่วมกันค้นหาและผลกระทบของการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแสดงการรับรองว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ

4.หน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กสทช. และเจ้าหน้าที่ของกองทัพที่เคยปฏิบัติเพื่อควบคุมการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชนภายใต้ยุคสมัยของ คสช. ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดว่ามีการกระบวนการ “ขอความร่วมมือ” หรือสั่งห้ามการนำเสนอข่าวสารประเภทใดบ้าง ด้วยเหตุผลใดบ้าง จำนวนกี่ครั้ง

5.ยกเลิกการดำเนินคดีความตามประกาศและคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากเป็นคดีที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้ยกเลิกการดำเนินคดีนั้น รวมทั้งยกเลิกหมายจับที่เคยออกไปแล้ว หากเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีกต่อไป หากคดีใดที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในการพิจารณาคดีของศาลชั้นใด ให้ศาลสั่งสิ้นสุดคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ซ้อมใหญ่ ‘มอกะเสด’ ก่อนลงราชดำเนิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซ้อมใหญ่ ‘มอกะเสด’ ก่อนลงราชดำเนิน

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:45 น.
มข,มอกะเสด,นักศึกษา,ประท้วง,ไล่ประยุทธ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,อานนท์ นำภา,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 542 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29 ก.พ.63

*********************************

ถามกันเซ็งแซ่ว่า แฟลชม็อบของนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ จุดติดหรือยัง? แฟลชม็อบจะไหลลงท้องถนนหรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม ควรบันทึกไว้ว่า เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 กิจกรรม “มอกะเสด ไม่ใช่ขนมหวานราดกะทิ” บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีผู้ชุมนุมนับพันคน และภาพแฟลชม็อบ “มอกะเสด” ได้จุดประกายให้เกิดแฟลชม็อบทั่วไทย

กิจกรรม มอกะเสดไม่ใช่ขนมหวาน 

วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ “มอกะเสด” ได้ซ้อมชุมนุมใหญ่ที่หน้าหอประชุมใหญ่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน โดยแฟนเพจของ “อานนท์ นำภา” อัพสเตตัสว่า “…ชุมนุมใหญ่ที่เกษตร 17.00 น. มากันให้มืดฟ้ามัวดินครับ”

อานนท์ นำภา ทนายความเสื้อแดง ทนายความฝ่ายต่อต้าน คสช. มาปรากฏตัวที่แฟลชม็อบมอกะเสดได้อย่างไร ควรหาคำตอบ

มอกะเสดก้าวหน้า

นับแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีกลุ่มกิจกรรมนิสิตอิสระ 2 กลุ่มคือ “กลุ่มเสรีนนทรี” กับ “กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์” แต่กลุ่มแรกยุติบทบาทไปแล้ว

กลุ่มกิจกรรมในรั้ว ม.เกษตรฯ

ส่วนกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ยังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองต่อเนื่อง เริ่มจากเข้าร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) คัดค้านการทำรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ช่วงที่กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ภายใต้การนำของ “โรม” รังสิมันต์ โรม (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ขยับชุมนุมต้าน คสช.ในนาม “คนอยากเลือกตั้ง” กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ก็เข้าร่วมด้วย

แกนนำกลุ่มนักศึกษายุคแฟลชม็อบ

ทุกวันนี้ “ธนพล พันธุ์งาม” อดีตสมาชิกกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ได้เป็นแกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย จึงไม่น่าแปลกใจที่แฟลชม็อบมอกะเสด จึงรวมดาวแอ็กทิวิสต์สายสีส้มหลายคน

แถมแฟลชม็อบมอกะเสด ยังมีความพร้อมในพลังโซเชียลราวกับยกทีมมาจากพรรคส้มเก่า

ซ้ายใหม่สายเกษตรฯ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2559 นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ คน ได้รวมตัวบริเวณวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ก่อนจะเดินเท้ามุ่งหน้าเข้าสู่วงเวียนพิทักษ์รัฐธรรมนูญ(เดิม) เพื่อทำกิจกรรม “รำลึก 84 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง” และมีการแจกโปสเตอร์เกี่ยวกับการรัฐประหาร 2557

การต่อต้าน คสช.กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์

นิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ 7 คน พยายามเดินฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าไปภายในวงเวียนพิทักษ์รัฐธรรมนูญ(เดิม) จากนั้นตำรวจจึงจับกุมนิสิตเกษตรฯ กลุ่มนั้น โดยนำตัวทั้งหมดขึ้นรถตู้ตำรวจมายัง สน. บางเขน

“อานนท์ นำภา” ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงเดินทางมายัง สน.บางเขน เพื่อติดต่อขอยื่นประกันตัวนิสิตเกษตรฯ 7 คน ด้วยเหตุคดีดังกล่าว ทำให้อานนท์มีความสัมพันธ์กับกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์มากขึ้น

ไม่แปลกหรอกที่วันนี้ “มอกะเสด” จะเป็นกองหน้าของพลังนิสิตนักศึกษายุคดิจิทัล

พี่เลี้ยงฝ่ายก้าวหน้า

สายข่าวความมั่นคงต่างทราบดีว่า อานนท์ นำภา” เป็นมันสมองให้แก่กลุ่มนักกิจกรรมต่อต้าน คสช. ไม่ว่าจะเป็นขบวนการประชาธิปไตย และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

อานนท์ นำภา เป็นชาวร้อยเอ็ด จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และจบเนติบัณฑิต ในปี 2552 หลังสำเร็จการศึกษา อานนท์ทำงานกับสำนักงานกฎหมายมีสิทธิ์ ซึ่งช่วยเหลือชาวบ้านที่รวมตัวเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมแล้วถูกดำเนินคดี

หลังการสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2553 อานนท์รับทำคดีทางการเมือง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้แก่คนเสื้อแดงจำนวนมาก ทั้งคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินคดีเผาศาลากลาง และคดีมาตรา 112 จึงได้ฉายา “ทนายความเสื้อแดง”

อานนท์ นำภา

ต่อมา อานนท์ตั้งสำนักงานของตัวเองชื่อ “สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์” และรัฐประหาร 2557 อานนท์เข้าร่วมเป็นทนายความอาสากับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง รวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

อานนท์สวมหมวกหลายใบ ไม่ใช่แค่เป็นทนายความ หากแต่ยังรับบท “เสนาธิการ” ขบวนการต่อต้านเผด็จการ