พปชร.ยิ้มรับ ผ่านซักฟอกได้สบายเกินคาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419762?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.ยิ้มรับ ผ่านซักฟอกได้สบายเกินคาด

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:19 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

พปชร.ยิ้มรับ ผ่านซักฟอกได้สบายเกินคาด คอลัมน์… Special Report

ต้องยอมรับว่าการรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้นั้น ดีเกินคาด เรียกว่าทำการบ้านมามากจนเกินการออกข้อสอบ เพราะข้อมูลการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยนั้น ล้วนเป็นข้อมูลพื้นๆ ที่ไม่ยากลำบากในการตอบคำถาม

อ่านข่าว…  งดโหวตไม่ไว้วางใจ “ฝ่ายค้าน” เชื่อลงมติไม่ได้

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะถูกอภิปรายอยู่แทบคนเดียวตลอด 4 วันเต็ม กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็สามารถรับมือได้ ตอบคำถามฝ่ายค้านได้อย่างดี ไม่มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว ให้เข้าทางการยั่วยุของฝ่ายค้าน

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล พอใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มาก เพราะถือว่ารับมือได้ดีเกินคาด อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลอันนำไปสู่ประเด็นที่จะถูกขยายความต่อนอกสภาผู้แทนราษฎร อันจะมีผลให้รัฐบาลได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีของฝ่ายค้าน

มีการสรุปว่า ส.ส.ทีมอนาคตใหม่ อภิปรายได้น่ากลัวกว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย เนื่องด้วยทีมอนาคตใหม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดี มีข้อมูลเอกสารรับรองการอภิปราย ซึ่งสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือได้พอสมควร ขณะที่พรรคเพื่อไทย ส่วนใหญ่เป็นการอภิปรายด้วยข้อมูลพื้นๆ ซึ่งผู้ถูกอภิปรายสามารถตอบได้โดยง่าย

กระนั้น ข้อได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐ คือยังสามารถประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ดีอยู่ ดังจะเห็นการประท้วง ตัดบทการอภิปรายของฝ่ายค้าน ซึ่งนอกจากจะมีตัวหลักอย่างนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส. นครสวรรค์ นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช แล้ว ยังมีตัวใหญ่อย่างนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ช่วยด้วย อันแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.จากทีมอนาคตใหม่เข้ามาเสริมทัพ ยังช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลเหนื่อยน้อยลงในอนาคต ซึ่งเมื่อนับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่มีอยู่เดิม 52 คน บวกกับอีก 8 หรือ 9 คนที่เข้ามาใหม่ ทำให้รัฐบาลมีเสียงสูงถึง 267 หรือ 268 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎรที่มี ส.ส.รวมกัน 488 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 214 เสียงเท่านั้น

 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวกับทีมข่าว “เนชั่นสุดสัปดาห์” ว่า สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างช่วยให้บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการเตรียมความพร้อมในด้านข้อมูลของพรรค พปชร. เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถผ่านทุกอย่างไปได้ไม่ยากนัก

เลขาฯ พรรคพลังประชารัฐ ยังกล่าวถึงปัญหาภายในพรรคว่า ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ทว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ โดยหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะต้องมีการพูดคุยเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น จึงเชื่อว่าหลังจากนี้ ทั้งงานในสภาและงานของรัฐบาลจะเดินหน้าได้อย่างราบรื่น

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การอภิปรายของฝ่ายค้านถือว่าเป็นประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้นำไปปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทีมข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ ยังพูดคุยกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เขากล่าวว่า การรับมืออภิปรายครั้งนี้ออกมาดีเกินความคาดหมาย ต้องขอขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น อดทน สมบูรณ์แบบ จนเห็นว่าแนวทางการทำงานนี้ดีอยู่แล้ว อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อยตามสถานการณ์ แต่ทุกอย่างในวันนี้ต้องถือว่า “โอเคมาก”

ใครคือ “ผู้มีประวัติเสี่ยง” โควิด-19..ตามเงื่อนไข “สธ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครคือ “ผู้มีประวัติเสี่ยง” โควิด-19..ตามเงื่อนไข “สธ.

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:57 น.
โควิด19,ประวัติเสี่ยง,เงื่อนไขสธ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ ….คมชัดลึก

จากกรณี “ลุง” วัย 65 ปี ผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสปกปิดข้อมูล จนโดนผู้คนในสังคมประณามนั้น ปรากฎว่าขณะนี้เกิดกระแส “คนไทย” สงสัยว่าตัวเองเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” แย่งกันไปโรงพยาบาลขอตรวจเชื้อ เพราะกลัวมีตราบาปกลายเป็น “ผู้ปกปิดข้อมูล” ไปด้วย สร้างความเดือนร้อนให้สถานพยาบาลหลายแห่ง เพราะต้องเสียเวลามาตรวจประเมินทั้งที่ไม่ได้มีประวัติเสี่ยงจริง …ทำให้เกิดคำถามว่า “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ในความหมายกระทรวงสาธารณสุขมีเกณฑ์ตัดสินอย่างไรบ้าง

การปกปิดข้อมูลเดินทางไปญี่ปุ่นของ “ลุงวัย 65 ปี” ที่ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด -19 ( Covid – 19) นั้น  นอกจากทำให้ภรรยาและหลานติดเชื้อแล้ว ยังส่งผลกระทบให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกว่า 30 คนต้องหยุดงานเฝ้าระวังอาการ 14 วัน รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนและปิดสถานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว และประกาศให้ผู้ที่คิดว่าตัวเองอาจสัมผัสใกล้ชิดกับครอบครัวของ “ลุง” รีบมารายงานตัว เพื่อประเมินว่าเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” หรือไม่

เช่น (1) คนที่เข้าร่วม “กรุ๊ปทัวร์เกาะฮอกไกโด” (2) ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย ดอนเมือง-ซัปโปโร (3) ผู้ใกล้ชิดหลานชายวัย 8 ขวบ ที่ติดเชื้อจากลุงแล้วไปเรียนหนังสือโรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง (4) ผู้เกี่ยวข้องธนาคารธนชาตสาขาดอนเมือง ที่ถูกสั่งปิดเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค 3 วัน

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ยืนยันขณะแถลงข่าวเมื่อ 27 ก.พ. ว่า “ปู่ ย่า หลาน” ที่เข้ารับการรักษามีอาการปลอดภัยแล้ว ส่วนผลการติดตามกลุ่ม “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ข้างต้นทั้ง 4 กลุ่มนั้น ได้ติดตามมาตรวจเบื้องต้น 101 คน ผลตรวจออกมาว่าไม่ติดเชื้อ 97 คน ส่วนอีก 4 คนอยู่ระหว่างส่งตรวจ และจะมีการติดตามผู้สัมผัสทั้งหมดจนครบ 14 วันต่อไป

จากกรณีข้างต้น ทำให้กลุ่มชาวไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศช่วงนี้ เริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” หรือไม่ ?

โดยเฉพาะคนที่พึ่งกลับจากญี่ปุ่นมา เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ข้อมูลองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระบุว่าปี 2562 มีชาวไทยไปเที่ยวกว่า 1.13 ล้านคน ถ้าเทียบกับจีนแล้วถือว่าชนะกันเกือบครึ่ง เพราะคนไทยไปจีนปีละประมาณ 6 แสนคน

 นอกจากญี่ปุ่นแล้วมีประเทศใดอีกที่ต้องรายงานประวัติเสี่ยงบ้าง ?

แม้ว่าจะมี 40 ประเทศที่พบโควิด -19 แต่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากจีนแล้ว องค์การอนามัยโลก ยกระดับให้มี “16 ประเทศ” เท่านั้น ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูงซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีรายงานการติดเชื้อในลักษณะเป็น “การระบาดของโรคภายในประเทศ” (Local transmission) หมายถึงมีการระบาดในชุมชนโดยผู้ติดเชื้อไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ หรือไปบริเวณแหล่งแพร่เชื้อเบื้องต้น รายชื่อ 16 ประเทศมีดังนี้ 1 ญี่ปุ่น 2 สิงคโปร์ 3 เกาหลีใต้ 4 มาเลเซีย 5 ไทย 6 อเมริกา 7 เยอรมัน 8 ฝรั่งเศส 9 อังกฤษ 10 สเปน 11 อาหรับเอมิเรตส์ 12 เวียดนาม 13 อิตาลี 14 ออสเตรเลีย 15 อียิปต์ และ 16 อิหร่าน

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ของไทย ประกาศเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ว่าชื่อประเทศที่อยู่“กลุ่มเสี่ยง” และควรงดเดินทางในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด “ 7ประเทศ + 2 เกาะ” ได้แก่ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิตาลี อิหร่าน รวมถึง ฮ่องกง มาเก๊า

โดยกำหนดให้กลุ่มที่เรียกว่า “ผู้มีประวัติเสี่ยงติดเชื้อโคโรนาวัส 2019 ” มี 4 กลุ่ม  แบ่งเป็น

กลุ่ม 1 มีประวัติเดินทาง “ไป” หรือ “อาศัยอยู่” ในพื้นที่มีการะบาดต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ 7ประเทศ + 2 เกาะ” ข้างต้น ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ออกจากพื้นที่ระบาด พบไวรัสโคโรนาระบาดในชุมชน

กลุ่ม 2 ผู้มีอาชีพสัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวจากพื้นที่มีการะบาดต่อเนื่อง

กลุ่ม 3 ผู้มีประวัติใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยันหรือน่าจะเป็น

กลุ่ม 4  หมอ พยาบาลหรือ เจ้าหน้าที่การแพทย์หรือสาธารณสุขที่สัมผัสกับผู้ป่วยเป็นประจำ

ใครสงสัยว่าตัวเองเป็น “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ต้องพิจารณา 2 เกณฑ์ก่อนเบื้องต้น ได้แก่ เกณฑ์ที่ 1 เป็นผู้อยู่ใน 4 กลุ่มข้างต้นหรือไม่ เมื่อผ่านเกณฑ์ข้อที่ 1 แล้ว ต้องพิจารณา เกณฑ์ที่ 2 ต่อไปคือ มีอาการป่วยในลักษณะแบบนี้หรือไม่ ซึ่งอาการที่เข้าเกณฑ์คือ “ตัวร้อนมีไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป” หรือมีประวัติว่ามีไข้ และต้องมีอาการระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ หายใจเหนื่อย หายใจหอบ

หากมีแค่อาการปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสีย แต่ไม่มี “ไข้” ถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ หรือ  รู้สึกคลื่นใส้ อาเจียน แต่ไม่มี “ไข้” ก็ไม่เข้าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นก่อนไปโรงพยาบาลแจ้งว่า ตัวเองอาจติดไวรัสโคโรนานั้นต้องพิจารณาว่าอยู่ใน 2 เกณฑ์ข้างต้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ

สำหรับสถานพยาบาล เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการ “เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค” (Patient underinvestigations: PUI) จะสอบสวนประวัติและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ถ้าผลออกมาติดเชื้อนี้จริง ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับว่า คนไข้รายนี้ไปสัมผัสใกล้ชิดหรือไปอยู่ในสถานที่ใดมาบ้าง เพื่อตามผู้สัมผัสมากักกัน และเก็บตัวอย่างส่งตรวจต่อไป

ขณะนี้ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดเตรียมโรงพยาบาลรองรับ สถานการณ์การแพร่เชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบ่งเป็น โรงพยาบาลในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร 4 แห่ง คือ สถาบันบำราศนราดูร รพ.ราชวิถี รพ.นพรัตนราชธานี และ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ส่วนต่างจังหวัดได้จัดเตรียมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปไว้เรียบร้อยแล้ว

สรุปคือ “ผู้มีประวัติเสี่ยง” ติดเชื้อโคโรนาไวรัสตามเงื่อนไขเบื้องต้นของกระทรวงสาธารณสุข คือ ผู้ที่ผ่านทั้ง “เกณฑ์ 1 และ 2”  หมายถึงเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงภายใน 14 วัน แล้วมีอาการไข้ตัวร้อน “ร่วมกับ” อาการระบบทางเดินหายใจ

ต้องอย่าลืมว่า 2 เกณฑ์ข้างต้นเป็นเพียงการวินิจฉัยด้วยตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกแห่กันไปตรวจที่โรงพยาบาล แต่อาจมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์เหล่านี้ก็เป็นได้

 ดังนั้นใครรู้สึกป่วยไม่สบายรุนแรง ควรไปพบแพทย์ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม และอย่าลืมแจ้งประวัติการเดินทางด้วยทุกครั้ง !!

ภูพานรำลึก ‘แสง ปืนเค’ หนาวทั้งนาแก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภูพานรำลึก ‘แสง ปืนเค’ หนาวทั้งนาแก

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:55 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,แสง ปืนเค,ศุภชัย โพธิ์สุ,วันเสียงปืนแตก,พคท อีสานเหนือ,เจาะประเด็นร้อน,ท่งยุทธภพ
เปิดอ่าน 1,848 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 28 ก.พ.63

***********************************

นึกไม่ถึงว่าศึกซักฟอกหนนี้จะมีรายการรำลึกความหลังเมื่อ 44 ปีที่แล้ว ระหว่างอดีตสหายภูพาน กับอดีตนายตำรวจคนดัง

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งจบโรงเรียนเตรียมทหารและเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อย จปร. อีกด้านหนึ่ง “ศุภชัย โพธิ์สุ” วัย 18 ปี นักศึกษาวิทยาลัยครูสกลนคร ตัดสินใจทิ้งการเรียนมุ่งขึ้นสู่ฐานที่มั่นการปฏิวัติภูพาน อีสานเหนือ (นครพนม-มุกดาหาร-กาฬสินธุ์)

ปีเดียวกันนั้น ร.ต.ท.เสรี เตมียเวส” หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) อาสาไปประจำการที่สถานีตำรวจภูธร อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีตำแหน่งเป็น ผบ.หมวด

บังเอิญเรื่องราวผ่านมากว่า 40 ปี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จึงหลงๆ ลืมๆ ไปบ้างตามประสาคนแก่

ครูบ้านนอก

“แก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ เป็นลูกชาวนาแห่งบ้านแค ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม หลังออกจากป่า แก้วกลับไปเรียนครูต่อจนจบปริญญาตรีและสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู สอนหนังสือจนได้ตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้ว อ.ศรีสงคราม

ครูแก้ว ลูกชาวนา

ระหว่างเป็นครูบ้านนอก “ครูแก้ว” ทำกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนมาตลอด โดยนำเอาประสบการณ์ “การจัดตั้ง” มาจากในป่าภูพาน สร้างเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม

หลังพฤษภาคม 2535 มีการเลือกตั้ง 13 กันยายน ครูแก้วลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกในนามพรรคพลังธรรม แต่สอบตก ปี 2538 ลงสมัคร ส.ส.ในนาม ปชป. ก็สอบตกอีก จึงหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่นได้เป็น ส.จ.นครพนม เขต อ.ศรีสงคราม

ครูแก้วกับคู่ชีวิต-พูนสุข

กระทั่งปี 2544 ครูแก้วจึงประสบความสำเร็จได้เป็น ส.ส.นครพนม สมัยแรก ในสีเสื้อพรรคความหวังใหม่ ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

ไปบุญบ้านไหน ครูแก้วจะร้องเพลงทุกเวที

ชีวิตการเมืองของครูแก้วพุ่งทะยาน เมื่อเขาเป็นศิษย์เอกของเนวิน ชิดชอบ และครูบ้านนอกก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ รัฐบาลอภิสิทธิ์ และสร้างเครือข่ายท้องถิ่นทั่วเมืองนครพนม

วันนี้ครูแก้วมีตลาดไทศรีสงครามและสนามไก่ชน บริหารงานโดยภรรยา “พูนสุข โพธิ์สุ” อดีตรองนายก อบจ.นครพนม

สู่ฐานที่มั่นภูพาน

วันที่ 7 สิงหาคม 2508 เกิดเหตุปะทะกันระหว่างตำรวจกับสหายจากภูพาน ที่บ้านนาบัว ต.โคกหินแฮ่ อ.เรณูนคร ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ อ.นาแก จ.นครพนม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) จึงถือเอาวันนี้เป็น “วันเสียงปืนแตก”

บ้านนาบัว ตำนานเสียงปืนแตก

อ.นาแก เป็นฐานมวลชนใหญ่ของ พคท.อีสานเหนือ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน โดยมีชาวบ้าน ต.ก้านเหลือง และ ต.หนองสังข์ อ.นาแก เป็นแนวร่วม และทหารบ้าน

ปี 2520 เมื่อเข้าร่วมการปฏิวัติ ครูแก้วหรือศุภชัยได้เปลี่ยนชื่อเป็น สหายแสง” หลังเรียนจบจากโรงเรียนการเมือง-การทหาร ภูพาน รุ่นที่ 2 ผู้นำ พคท.อีสานเหนือ ส่งสหายแสง ไปทำงานมวลชน

บ้านนาบัว อยู่ในเขตงานราชบุรี (ชื่อจัดตั้ง)

เนื่องจากสหายแสง เป็นชาว อ.ศรีสงคราม ทางจัดตั้งจึงมอบหมายให้ไปทำงานในเขตที่ราบคือ อ.นาแก อ.เรณูนคร อ.ปลาปาก หรือในกองป่าเรียกว่า “เขตงานราชบุรี”

สหายแสง..ดาวไฮปาร์คจาก วค.สกลนคร จึงเหมาะแก่การทำงานปลุกระดมชาวนาเป็นอย่างยิ่ง

ฉายา“แสง ปืนเค”

ปี 2520-2523 สหายแสงเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในเขต อ.นาแก อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก ซึ่งบางหมู่บ้าน บางตำบลอยู่ในการดูแลของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

การเคลื่อนไหวทำงานมวลชนในที่ราบ สหายแสงมีอาวุธประจำกายคือปืนพกสั้น หรือ “ปืนเค 54” (อาวุธปืนพกสั้นของกองทัพประชาชชนจีน)

ได้ดิบได้ดี ไม่ทิ้งสหายเก่า ครูแก้วยังแวะไปเยี่ยมอยู่เสมอ

ปี 2522 พคท.อีสานเหนือ เปิดยุทธการใบไม้ร่วง ก่อการจรยุทธ์ในหมู่บ้าน ชื่อของ “แสง ปืนเค” จึงกลายชื่อที่เจ้าหน้าอาสาสมัคร (อส.) และตำรวจ อ.นาแก อ.เรณูนคร หวาดกลัวเป็นที่สุด

ปี 2425 สหายแสงคืนสู่เหย้า ตามนโยบาย 66/2523 ได้กลับเข้าเรียนหนังสือและรับราชการเป็นครู ส่วนมิตรสหายเขตงานราชบุรี ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลเปรม ซึ่งจัดสรรที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ และสร้างบ้านเรือน ที่บ้านชาติพัฒนาชาติไทย หมู่ 7 ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

แม้ได้ดิบได้ดีเป็นรัฐมนตรี เป็นรองประธานสภา สหายแสงก็ยังแวะเวียนไปเยี่ยมสหายเก่าที่หมู่บ้านแห่งนั้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ลุกขึ้นสู้”เพนกวิน”นำทัพพลังนักศึกษา 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419574?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุกขึ้นสู้”เพนกวิน”นำทัพพลังนักศึกษา 2020

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
ขบวนการประชาธิปไตยใหม่,เพนกวิน พริษฐ์,นักศึกษา,เคลื่อนไหว
เปิดอ่าน 476 ครั้ง

ลุกขึ้นสู้”เพนกวิน”นำทัพพลังนักศึกษา 2020 คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เมื่อเห็นพลังนักศึกษาทั่วประเทศลุกขึ้นมาแสดงออกทางการเมือง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จึงสรุปด้วยความตื่นเต้นผ่านแฟนเพจของเขาว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่คือ “ราคาที่ต้องจ่าย”

“เมื่อได้จ่ายไปแล้ว ผมและผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่จึงหวังแต่เพียงว่า ราคาที่เราได้จ่ายไปนั้นจะมากพอที่จะปลุกผู้ที่ยังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาพบความผิดปกติในสังคมนี้ได้บ้าง”

ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคอนาคตใหม่ พรรคอนาคตใหม่ได้วางยุทธศาสตร์รณรงค์เรียกร้องให้เยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีอายุ 18-25 ปี ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก คนกลุ่มนี้คือ นิวโหวตเตอร์ 7 ล้านเสียง

ทีมงานหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่จึงใช้เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม เป็นเครื่องมือ สร้างปรากฏการณ์ติดแฮชแท็กฟ้ารักพ่อ (#ฟ้ารักพ่อ) จนกลายเป็นเทรนด์ทวิตเตอร์ และปลุกเร้าให้นิวโหวตเตอร์ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

ผลเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 ก็ตอบคำถามทุกข้อสงสัย เมื่อนิวโหวตเตอร์ส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่ เลือกธนาธร เลือกพ่อของฟ้า

เมื่อพรรคการเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขาหายไป “พ่อ” ของฟ้าถูกรังแก จึงเกิดปรากฏการณ์ติดแฮชแท็ก แสดงจุดยืนทางการเมืองจากกลุ่มนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ และตามมาด้วย “แฟลชม็อบ”

นับแต่เกิดรัฐประหาร 2557 มีการเคลื่อนไหวคัดค้านการยึดอำนาจ และต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในนาม “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอิสระในรั้วมหาวิทยาลัย อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ม.ธรรมศาสตร์, กลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น, กลุ่มเกษตรศาสตร์เสรี ม.เกษตรศาสตร์ และกลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา

แกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่นำโดย รังสิมันต์ โรม (ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่), ชลธิชา แจ้งเร็ว และ “ไผ่ ดาวดิน” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

เพนกวิน ผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์

หลังการชุมนุมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในปี 2558 ปรากฏว่า แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูกจับไป 13 คน และได้รับการประกันตัว ภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในขบวนการนักศึกษา รังสิมันต์ โรม จึงยุบขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และก่อตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ขึ้นมาแทน

ปี 2561 “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง “สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.)

ปีเดียวกันกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยและสหภาพนิสิตนักศึกษาฯ ได้รวมตัวกันเฉพาะกิจในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” จัดการชุมนุมมวลชนเป็นระยะๆ เรียกร้องให้ คสช.เร่งจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

หากประเมินการเคลื่อนไหวปลุกเร้าพลังนักศึกษาของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และสหภาพนิสิตนักศึกษาฯ จากปี 2558-2562 ถือว่า “จุดไม่ติด” เพราะการทำกิจกรรมแต่ละครั้งมักจะมีแต่คนเสื้อแดงสูงอายุมาร่วมชุมนุม

สำหรับ “แฟลชม็อบ” ที่เกิดขึ้นปานไฟลามทุ่งในห้วงเวลานี้ มีบางมหาวิทยาลัยที่มีกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วย เช่น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือกลุ่มดาวดินที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ส่วน “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำพรรคโดมปฏิวัติ ได้เป็นเจ้าภาพจัดแฟลชม็อบที่ธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ตัวเพนกวินเองยังเดินสายไปปราศรัยที่มหิดล ศาลายา และรามคำแหง

เพนกวิน ไปปราศรัยที่มหิดล 

ในฐานะประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย เพนกวินได้ประกาศว่า “ขอเชิญชวนให้กลุ่มและองค์กรของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ร่วมเป็นเครือข่ายกับพวกเราเพื่อประสานงานและรวมพลังการเคลื่อนไหวข้ามสถาบัน..”

เพนกวินทิ้งท้ายไว้ว่า “เพราะสหายจะไม่ยืนอยู่เพียงลำพัง ร่วมกันก้าวไปข้างหน้าเพื่ออนาคตที่สดใส”

เพนกวิน สมัยเคลื่อนไหวต้าน คสช.

47 ปีที่แล้ว ขบวนการนักศึกษานั้น ภายใต้การชี้นำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) 29 ปีก่อน มีสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นเรือธงขบวนการนักศึกษา

ปีนี้จะมี “เพนกวิน” เป็นผู้นำขบวนการนักศึกษายุคดิจิทัล ใช่หรือไม่?

โรงเรียนรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร้องเรียนทันที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419565?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรงเรียนรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร้องเรียนทันที

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:45 น.
แป๊ะเจี๊ยะ,โรงเรียน
เปิดอ่าน 611 ครั้ง

โรงเรียนรับ “แป๊ะเจี๊ยะ” ร้องเรียนทันที คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอแจ้งให้ทราบนโยบายการรับนักเรียนจากรัฐบาลว่าโรงเรียนจะไม่มีการรับเงินกินเปล่าหรือ ‘แป๊ะเจี๊ยะ’ โดยเด็ดขาด

จึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทราบทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยยึดหลักของกระทรวงการคลังว่า แม้ท่านจะบริจาคเงินหรือทรัพย์สินจะต้องมีใบเสร็จตรงกับความเป็นจริงและหากสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมโปรดร้องเรียนได้ที่ 0-2288-5511

อ่านข่าว…   แป๊ะเจี๊ยะพ่นพิษ..ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีต ผอ.สามเสนฯ

‘ดับเครื่องชน’ รีบนำข่าวนี้มาแจ้งให้ทราบเพราะนี่ถึงช่วงเวลาการสมัครและสอบเข้าเรียนแล้ว จึงอยากให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรม

เวลานี้ประเทศชาติของเราเผชิญปัญหาต่างๆ รอบด้านและอย่างหนึ่งก็คือเราต้องช่วยกันให้เกิดความถูกต้อง

อย่าให้เกิดการทุจริตโดยจ่ายแป๊ะเจี๊ยะในการเข้าเรียน ซึ่งเป็นต้นน้ำแห่งการเริ่มชีวิตในวัยเรียนเลย
อ๊อด เทอร์โบ


ต้องป้องกันอย่างไร
‘ดับเครื่องชน’ ขอแจ้งให้ทราบถึงอันตรายจากฝุ่นพิษโดยนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ภพชัย’ เมืองชลต่อไปนี้

เป็นข้อมูลจาก ‘องค์การอนามัยโลก’ ซึ่งนิตยสาร ‘ฮอตกอล์ฟ’ ได้แจ้งให้ทราบ มีประโยชน์มากๆ และขอให้ป้องกันไว้จะดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


ระวัง! อันตราย
ฝุ่นพิษร้ายแรง

ผมเพิ่งกลับจากเล่นกอล์ฟที่เมืองกาญจน์ ระหว่างเดินทางได้อ่านนิตยสารฮอตกอล์ฟเรื่องของสุขภาพอนามัย และมีเรื่องที่ทันเหตุการณ์โดยมีข้อมูลจาก ‘องค์การอนามัยโลก’ ให้ระวัง 3 โรคที่จะมาหรือเกิดจากฝุ่นพิษ น่าสนใจมากๆ ครับ

จึงเขียนส่งมาทางเมลเพราะเป็นเรื่องอันตรายต่อสุขภาพมากๆ และช่วงนี้เกิดฝุ่นพิษในเขต กทม.และอีกหลายจังหวัดเพราะอากาศแห้งแล้ง และเกิดไฟป่าหรือไฟบ้านทำให้เกิดหมอกควันได้

อันดับแรกคือควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นการป้องกันไว้ก่อน อย่าอายใครเลยว่าเรากลัวเพราะตัวของเราต้องรักไว้ก่อน และขอนำข้อมูลมาแจ้งให้ระวังโรคที่มาจากฝุ่นพิษจาก ‘ฮอตกอล์ฟ’ และขออนุญาตนำมาบอก 3 โรคร้ายคือ

โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุรวมถึงการสูบบุหรี่ และการสะสมของมลพิษทางอากาศเป็นระยะเวลายาวนานทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือด

ทำให้ทราบว่ามลภาวะทางอากาศทั้งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากเราจึงควรมีการตื่นตัว การป้องกันเบื้องต้นด้วยการสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้ายที่จะตามมา

โรคปอด ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ และอาจมีไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก และบ่อยครั้งที่โรคปอดจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อแสดงอาการก็อาจสายเกินไปอาจรักษาไม่หายขาด หรือแม้ว่าจะหาย แต่มีการทำลายเนื้อปอดมากทำให้อาการปอดพิการได้

สาเหตุเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคปอดนั้นมาจากควันบุหรี่ และการได้รับสารพิษในสิ่งแวดล้อม การหายใจในทุกวันไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านล้วนแล้วส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

โรคหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก และจะเจ็บเหมือนมีอะไรมากดทับ จุกแน่น แสบเหมือนถูกบีบรัด ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วงที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ เช่น การออกกำลังกาย

สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งอาการต่อเนื่องจากโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับมลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจ และฝุ่นมลพิษขนาดเล็กที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ทำให้ทุกปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจที่มีผลมาจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 2.4 ล้านรายต่อปี

จึงขอแจ้งให้ทราบและอ่านข่าวและติดตามแล้ว ฝุ่นละอองในเมืองไทยมีมากขึ้น-ต้องระวังนะครับ
ภพชัย (เมืองชล)


ลิงเก็บมะพร้าว
เจอข้อหาทรมานสัตว์ (ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นคนเกาะสมุยได้ติดตามกรณีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะแบนน้ำกะทิมะพร้าวกล่องจากไทย เนื่องจากเอ็นจีโอต่างชาติมีบัญชีลิตส์รายชื่อบริษัทส่งออกกะทิกล่องของไทยที่ยังใช้ลิงเก็บมะพร้าวถือว่าเป็นการทรมานสัตว์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะต้องดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน

เวลานี้ผมเดือดร้อนมากครับ และอยากเรียนให้ทราบความจริงว่าการใช้ลิงขึ้นมะพร้าวไม่ได้เป็นการทรมานสัตว์ เนื่องจากลิงมีความสามารถในการขึ้นต้นไม้อยู่แล้ว การนำลิงมาขึ้นมะพร้าวก็มีการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีเหมือนเป็นลูกหลาน

จึงเขียนจดหมายนี้มาเพราะอย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะเจ้าของลิงและเจ้าของสวนมะพร้าวจะเดือดร้อน และการใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นวิถีชีวิตมาตั้งแต่โบราณนานเนแล้ว

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับมือหรือแก้ปัญหาโดยละเอียดอ่อน และรวดเร็ว

อย่านิ่งเฉย และขอแจ้งให้ทราบว่าถ้าชาวสวนมะพร้าวไม่มีลิงช่วยก็แย่แน่ๆ เลย
สมชาย (สมุย)


สิทธิที่ต้องหวงแหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419562?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิทธิที่ต้องหวงแหน

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:54 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

สิทธิที่ต้องหวงแหน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

ไม่น่าเชื่อเวลา 4 วันของการประลองเชิงยุทธ์ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน…แม้จะเริ่มด้วยความกร่อย เซ็ง แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายคงต้องชมเชยฝ่ายค้านที่สามารถทำคะแนนโกยแต้มกลับคืนด้วยการทำให้รัฐบาลมีอาการตะกุกตะกักประมาณเครื่องสะดุด เพลาหัก สลักหาย หัวเทียนบอด ยางแฟบ แหนบตาย โช้กหัก ไฟไม่จ่าย ไดไม่ชาร์จ สตารท์พังได้ในบางช่วง โดยเฉพาะการเปิดแผลกรณีการแต่งตั้งบุคคลที่มีปัญหาทางคดีมาเป็นรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งการปล่อยหมัดเด็ดเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ที่กล่าวหากองทัพจงใจสร้างความแตกแยกในสังคมด้วยการคุกคามฝ่ายตรงข้ามเพื่อแบ่งแยกประชาชนในการปกครอง

วันนี้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 5 รัฐมนตรีปิดฉากลงอย่างสวยๆ ท่ามกลางเสียงสนับสนุนเต็มพิกัดของ ส.ส.ในฝั่งรัฐบาล แต่สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้เชื่อว่า การเมืองไทยคงจะข้นมันคักๆ โดยเฉพาะท่วงท่าของ “บิ๊กตู่” ในการขยับปรับครม.เพื่อรักษาสมดุลของเรือเหล็กให้แล่นฉิวต่อไปได้อย่างมั่นคง จากนี้ไปภาพการปรับครม.คงจะชัดขึ้นทุกวันๆ และต่อจากนี้เราคงจะได้เห็นเกมต่อรองเก้าอี้ของบรรดาเสนาบดีในพรรคร่วมรัฐบาลตามจังหวะการเมืองรอบใหม่เช่นกัน

การเมืองคือเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ งานนี้ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นพรรคร่วมรัฐบาลระดับบิ๊กและกลางเร่งกวาดต้อนบรรดา ส.ส.แพแตกจากอนาคตใหม่ให้มาเข้าคอกมากที่สุด โดยไม่สนว่าจะใช้วิธีใด เพราะรู้ดีว่า หากพรรคมีเสียงหนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากเท่าใดอัตราต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีจะเพิ่มมากขึ้น แต่ที่น่าหดหู่ใจยิ่งนักคือเกมการช่วงชิงบรรดางูเห่าที่หิวโหยด้วยวิธีเปิดโต๊ะซื้อขายด้วยค่าตัวหลัก 25-30 ล้านกันอย่างโจ๋งครึ่มจนมีคลิปเสียง 1, 2 และ 3 ว่อนไปทั่วสภานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นสิ่งที่น่าละอายหรือไม่ ตรงนี้ขอตั้งคำถามกลับไปยังบุคคลเหล่านั้นให้ช่วยตอบ ดังๆ ชัดๆ ให้ฟังด้วย

ความน่าอดสูที่เกิดขึ้นอาจเป็นบ่อเกิดทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย และเกิดความแคลงใจต่อนักการเมืองเหล่านั้นเป็นร้อยเท่าทวีคูณ ทั้งนี้หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉยปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ซุกอยู่ใต้พรมต่อไป สังคมอาจจะหมดความเชื่อมั่นกับระบบการเมืองไทยที่ถือกำเนิดมาเกือบ 100 ปี…การซื้อตัว ส.ส.เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ดังนั้นทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อจัดการอุปสรรคทางการเมืองให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นภาวะและวงจรอุบาทว์เหล่านี้อาจจะย้อนรอยกลับมาหลอนคนไทยอย่างไม่จบไม่สิ้น

อย่าให้วงจรอุบาทว์เหล่านี้หวนกลับมาหลอกหลอนคนไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และที่สำคัญสังคมน่าจะตื่นรู้แล้วว่า ในวันหน้าหากยังปล่อยคนที่มีพฤติกรรมไร้ยางอายเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติไปทำหน้าที่แทน…ผลตอบรับที่ได้กลับมาจะเลวร้ายเพียงใด…เพราะคนไทยทุกคนคือเจ้าของสิทธิ ฉะนั้นสิทธิใดที่พึงมีเราต้องปกป้องไว้ด้วยตนเอง…อย่าให้คนอื่นมาชี้นำ หรือฉกฉวยไปใช้แบบดื้อตาใสอีกเลย…

หยุด3นิ้ว หยุดอนาธิปไตย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419521?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุด3นิ้ว หยุดอนาธิปไตย

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:00 น.
หยุดชู 3 นิ้ว,อนาธิป,นักศึกษา,ุชุมนุม,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 870 ครั้ง

Editor Talk : หยุด3นิ้ว หยุดอนาธิปไตย

ไม่ว่าจะเป็น แฟลชม็อบ หรือม็อบอะไรตอนนี้เป้าอยู่ที่คณะอนาคตใหม่

มีคนประเมินว่า ม็อบยุบพรรคอนาคตใหม่ จะจุดติดหรือไม่ แต่วันนี้ กระแสการต่อต้านรัฐบาล และต่อต้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ เกิดขึ้นแล้ว

อ่านข่าว-แฟลชม็อบ ม.รังสิต นศ.กว่า500ชีวิตรวมตัวแสดงจุดยืนทาง

แม้จะไม่มากมาย หากเทียบกับการชุมนุมในอดีต

แต่ก็ได้กระจายไปตามมหาวิทยาลัย และลามเข้าไปในรั้วโรงเรียนมัธยม

สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของแฟลชม็อบคือการ ชู 3 นิ้ว ที่มาจากคำว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

ช่วยแปลความหน่อย ว่า 3 นิ้ว 3 ประการนี้ ประเทศไทยมีหรือขาดอะไรไปบ้าง บรรดานักศึกษาจึงพากันมาเรียกร้อง

วันนี้เรามีเสรีภาพหรือไม่ ตอบ เสรีภาพคืออะไร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุมทางการเมือง เสรีภาพในการเขียน คิดและอ่าน

ความเสมอภาค เรามีหรือไม่ เขาจึงเรียกร้อง ความเสมอภาคทางการศึกษา ความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ เรามีไหม เรามีการผูกขาดหรือไม่ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง มีจุดอ่อนอย่างไรหรือไม่

สุดท้ายคือ ภราดรภาพ การเท่าเทียมในเพื่อนมนุษย์ การกดขี่ การเลือกปฏิบัติ ชนชั้นวรรณะ เรามีหรือไม่

เป็นสิ่งที่เราจะต้องนำมาประเมินว่า ข้อเรียกร้อง 3 อย่างนั้น รัฐบาลไปละเมิดตรงไหน รัฐบาลไปเลือกปฏิบัติตรงไหน

หากแต่เรายืนยันว่า เมื่อเรามีประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง สิ่งที่นักศึกษา และนักเรียนเรียกร้อง จากกรณียุบพรรคอนาคตใหม่นั้น เรามีครบทั้ง 3 อย่าง

เพื่อเป็นการลดเงื่อนไข ปิดจุดอ่อน ไม่ให้ฝ่ายการเมืองนำไปเป็นเครื่องมือเพื่อครอบงำความคิดของ นักเรียน นักศึกษา

ต้องทำให้สังคมรับทราบว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ คือการยุบพรรคการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย และต้องบอกว่า อนาคตใหม่ไม่ใช่อนาคตของชาติ

อนาคตใหม่เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น

ชาติประชาธิปไตย ต้องเคารพกฎหมาย ไม่ใช่การเอากฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมาย และพากันออกมาชู 3 นิ้ว

ก่อนที่คณะอนาคตใหม่จะบิดเบือนไปมากกว่านี้ ก่อนที่คณะอนาคตใหม่จะสร้างความขัดแย้งแล้วนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองและของประเทศตามมา

ต้องหยุด 3 นิ้วเพื่อหยุดอนาธิปไตย

ชิงเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิงเมือง

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:55 น.
ไวรัสโควิด-19,แฟลชม็อบ,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,546 ครั้ง

ชิงเมือง   คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… สถิตย์ ธรรม

ไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก ทำให้หลายประเทศยกระดับมาตรการสกัดยับยั้งไม่ให้ขยายวงกว้าง ทั้งการออกแถลงการณ์ไม่เปิดรับผู้โดยสารที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศเสี่ยง หนึ่งในนั้นมี ประเทศไทย โดนหางเลขไปกับเขาด้วย

หันกลับมาดูในส่วนของไทยสักหน่อย แม้กระทรวงสาธารณสุขมีมติให้ “ไวรัสโควิด-19” เป็นโรคอันตรายร้ายแรงลำดับที่ 14 โดยพยายามบอกว่า “ยังเอาอยู่” ไม่ถึงขั้นประกาศการแพร่ระบาดระดับ 3 แต่เหตุการณ์ผู้ติดเชื้อเพิ่มเมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) โดยไม่ยอมบอกประวัติต่อแพทย์ไปประเทศกลุ่มเสี่ยงมาก่อน กระทั่งแพร่เชื้อไปถึงลูกหลาน เด็กก็ไปโรงเรียนอีก หลักแหล่งอยู่ในเขตดอนเมือง ยิ่งทำให้สถานการณ์ในประเทศใกล้เข้าสู่การแพร่ระบาดระดับ 3 มากขึ้นแล้ว

เอาล่ะ! สถานการณ์ไวรัสล้างโลก มีประเด็นชวนคุยด้วยความเป็นห่วงกันอีกยาวทีเดียวแต่ดูเหมือนมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ค่อยอินังขังขอบต่อสุขภาพชนสักเท่าไหร่

นั่นคือกรณี “แฟลชม็อบ” มีการส่งข้อความทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไปตามนิสิตนักศึกษา คลับคล้ายคลับคลา ซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นที่ดูกันเลย ให้มารวมตัวต่อต้านครูบาอาจารย์ ขนาดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวานนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ และเหล่าส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังเกาะเทรนด์ด้วยการเปิดไฟฉายโทรศัพท์ในห้องประชุมสภาระหว่างซักฟอก “ลุงตู่” หวังให้ติดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ตามที่พวกเขาต้องการเหมือนกัน

จับความเคลื่อนไหวปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ แฟลชม็อบโผล่ออกมาเหมือนโรคระบาดตามมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมเปิดเวทีปราศรัยทางการเมือง ขุดคุ้ยเรื่องมูลเหตุการร่วมงานของอดีตส.ส.พรรคสีส้มที่ย้ายขั้วไปขึ้นฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเปิดเผย มีความพยายามนำข้อมูลจากเหล่า “สามเกลอสีส้ม” ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา ไปขยายต่อให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล

ยิ่งมีการปูดข้อมูลลับของฝ่ายความมั่นคงเพื่อใช้ยุทธภูมิโลกไซเบอร์โต้กลับข่าวสารขั้วตรงข้ามนั้น..กระแสนี้ยิ่งปั่นขึ้นไปง่ายขึ้นสำหรับเสนาธิการขั้วตรงข้าม “ลุงตู่”

กาลเวลาในวันวานนั้นหนังสือลับหรือหนังสือใต้ดินที่รัฐบาลสั่งห้ามตีพิมพ์และจำหน่าย คือสิ่งเย้ายั่วคนรุ่นใหม่และฝ่ายต้านอำนาจรัฐบาลยามนั้นมาอ่าน เมื่ออ่านแล้วจะฮึกเหิมเละพร้อมออกไปชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่พวกเขามองว่าไม่ชอบธรรมให้ออกไป

วันนี้โลกไซเบอร์ถูกนำมาใช้แทนหนังสือใต้ดินและน่าจะมีผลไวกว่าเดิมหลายร้อยเท่าตัว

กล่าวตรงไปตรงมากันเลย “คนเดือนตุลา” บางคนที่ยามนี้ผันกายไปเป็นกุนซือให้กลุ่มอนาคตใหม่วางเกมไว้ว่า เมื่อพรรคโดนยุบ บางส่วนของขุนพลเสื้อสีส้มที่ยังมีสิทธิในรัฐสภาก็ถล่ม “ลุงตู่” ในศึกซักฟอก

ส่วนการเมืองนอกสภาคือหมากอีกตัวหนึ่งที่ใช้เคียงข้างพรรคสีส้มใหม่ ที่จะแจ้งเกิดในไม่กี่นาทีข้างหน้าตามที่ประเมินแล้วว่าจะมีส.ส.เหลือติดตัวหลังทัพแตกราว 40 คนขึ้นไป และยิ่งมีแรงดูดเท่าใด..การปลุกกระแสมวลชนย่อมทวีอัตราไปมากเท่านั้น เพราะการทลายความชอบธรรมของ “ลุงตู่” และคณะ กำลังถูกปั่นกระแสที่มาจากข้อมูลลับซึ่งโดนปกปิดจากฝ่ายรัฐและถูกกระชากหน้ากากออกมา

จริงอยู่ด้วยสภาพการณ์ “ครม.ลุงตู่” พ้นภาวะปริ่มน้ำ และยังอยู่ได้หลายเพลาจากจำนวนผู้แทนฯ ย้ายขั้ว แต่ภาวะนั้นอาจอยู่ยากเพราะบางฝ่ายขยายผลความชอบธรรม แน่นอนในช่วงปิดสมัยประชุมในไม่กี่วันข้างหน้าการเมืองนอกสภาเคลื่อนเต็มสูบ

แม้ฝ่ายรัฐจะเตือนผู้เคลื่อนไหวให้เคารพกฎ แต่จับอาการเบื้องต้นแล้วนั้น พบว่า เร็ววันนี้การฝืนกฎจะบังเกิดและกระพือไกลหากเกิดการปะทะและจับกุม เพราะแผลที่ขั้วตรงข้าม “ลุงตู่” เปิดสดยามนี้ เรียกแขกให้ฮือมาชมแบบเหนือการคาดคิด
ขบวนการนิสิตนักศึกษาคือธงนำในการระดมพลของขั้วตรงข้ามที่จะเดินแถวหน้าลงสู่การเมืองนอกสภา โดยต้องรอยลอีกระยะว่าทีเด็ดของค่ายตรงข้ามที่แว่วว่ามีอีกเพียบจะปล่อยของออกมาวันใดและประเด็นไหนบ้าง

ฝ่ายคลังสมองและเสนาธิการ “ลุงตู่” อย่าเมาหมัดเดินตามเกมและตกหลุมพรางที่ค่ายตรงข้ามวางไว้แล้วกัน

เพราะแว่วว่า งานนี้คือ “ศึกชิงเมือง”

ตื่นแล้ว ‘เอก-ป๊อก’ ไปต่อยังไง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419338?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตื่นแล้ว ‘เอก-ป๊อก’ ไปต่อยังไง

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:05 น.
แฟลชม็อบ,นศประท้วง,ไล่ประยุทธ์,อนาคตใหม่,ประเด็นร้อน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,287 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27 ก.พ.63

********************************

คณะอนาคตใหม่ และพรรคการเมืองใหม่ของพวกเขา จะไปต่ออย่างไร ..สีส้มเก่าไม่ทราบหรอก เพราะผู้นำทางจิตวิญญาณจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการต่อสู้ ทั้งในและนอกสภา

ผู้นำในที่นี้ แบ่งออกเป็น กลุ่มคือ กลุ่มเพื่อน สนนทประกอบด้วย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”, “ชัยธวัช ตุลาธน” และ “ศรายุทธ ใจหลัก”

สองแกนนำคณะอนาคตใหม่

กลุ่มที่ กลุ่มนักวิชาการปีกซ้าย ที่มี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นผู้ประสานงาน นักวิชาการหัวก้าวหน้าได้เคลื่อนไหวต่อต้าน “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” มาตั้งแต่ปี 2550 โดยระยะแรก “โหนรถไฟสายทักษิณ” แต่ผิดหวัง ไม่พอใจเรื่องสู้ไป กราบไป จึงหันมา “โหนรถไฟสายพ่อฟ้า” 

ดอกไม้ดิจิทัล

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ในแฟนเพจ Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีความในใจของอดีตแกนนำ สนนทที่เห็นภาพนิสิตนักศึกษาผุด “แฟลชม็อบ” ในรั้วจามจุรีและรั้วนนทรี

ตั้งแต่ทำงานกิจกรรมการเมืองในสมัยเป็นนักศึกษาเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เท่าที่จำได้ ผมยังไม่เคยเห็นเวทีปราศรัยการเมืองกลางแจ้งที่จัดโดยนิสิตนักศึกษาในรั้วจุฬาฯ และเกษตรศาสตร์ มาก่อนเลย…”

แฟลชม็อบของนักศึกษาหลายสถาบัน

เอก ธนาธร” จึงสรุปว่า “นิสิตนักศึกษาตื่นแล้ว พลวัตของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว”

อย่างว่าแหละ เสี่ยเอกมาทำกิจกรรมในสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บทบาทของ สนนทจะเคลื่อนไหวร่วมกับสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สมัชชาคนจน ฯลฯ

ช่วงม็อบเหลืองแดง นิสิตนักศึกษาถูกแบ่งแยกเป็น ปีก มีการชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ในชั่วโมงนี้ เป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวที่เรียนมัธยมปลายในยุครัฐบาล คสช.

จากปรากฏการณ์ “พ่อของฟ้า” สู่ยุทธการติดแฮชแท็ก และแฟลชม็อบ

ก้าวไกล..ก้าวใหม่

พรรคการเมืองใหม่ของอดีตอนาคตใหม่ จะชื่ออะไร ยังไม่มีใครทราบแต่ผู้นำพรรคตัวจริงชื่อ “ชัยธวัช ตุลาธน” หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ “ต๋อม ชัยธวัช” โพสต์แสดงจุดยืนและทิศทางใหม่ทันที ผ่านแฟนเพจ Chaithawat Tulathon เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า “เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ #Saveอนาคตใหม่”

ถัดจากวันนั้นมา เสี่ยต๋อมเพื่อนเสี่ยเอก ก็เล่าความในใจหลายเรื่อง “สองปีกว่าของการเดินทาง “บทแรก” ยังยืนยันว่า ไม่เคยเสียใจ ไม่หันหลังกลับ และไม่คิดว่าพวกเรากำลังถอยหลัง”

ชัยธวัช-ธนาธร เพื่อนร่วมอุดมการณ์

เสี่ยต๋อม อดีตแกนนำ สนนท.ยุคปี 2542 ประเมินสถานการณ์ “แฟลชม็อบ” ของนิสิตนักศึกษาว่า จุดติดแล้ว เขาจึงมั่นใจว่า การเดินทาง “บทที่สอง” จะไม่เหมือนเดิม

ดูเหมือนว่า การประเมินแฟลชม็อบของเสี่ยต๋อมอย่างสุขุมรอบคอบ “เราไม่เคยคิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง สังคมที่เราปรารถนา จะเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน พวกเราไม่ใช่คนบ้าเลือดที่จะชวนผู้คนไปสังเวยชีวิตเพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้าหรืออารมณ์ชั่ววูบ”

ดูเหมือนกรมการเมืองคณะอนาคตใหม่ ยังลังเลที่จะเปิดเกมรุกแบบม้วนเดียวจบบนท้องถนน

ประชาชนปฏิวัติ

นอกจาก อันโตนิโอ กรัมชี่ มาร์กซิสต์ชาวอิตาลี ก็มียังมี “ทรอตสกี้” เจ้าทฤษฎีคนหนึ่งของมาร์กซิสต์ ที่ปัญญาชนซ้ายใหม่ มักจะอ้างถึงอยู่บ่อยๆ เนื่องจากพวกเขาผิดหวัง “เผด็จการคอมมิวนิสต์” แบบสตาลิน

หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ยกบทที่ว่าด้วย “สถานการณ์ปฏิวัติในความคิดของทรอตสกี้” มาแปะไว้ที่หน้าแฟนเพจของเขา

เมื่อระเบียบแบบเก่ากลายเป็นระเบียบที่มวลชนไม่อาจทนได้อีกต่อไป มวลชนก็จะแตกหักกับสิ่งขวางกั้นที่กีดกันพวกเขาออกไปจากการเมือง มวลชนจะเดินหน้ากวาดเอาพวกตัวแทนของพวกโบราณดั้งเดิมออกไป และสร้างพื้นฐานของระบอบใหม่ด้วยตัวของพวกเขาเองประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติ คือ ประวัติศาสตร์ของการเข้ามาของมวลชนอันทรงพลังสู่แดนแห่งการปกครองด้วยชะตากรรมของตนเอง”

ศาสดาทรอตสกี้

ในการปฏิวัติรัสเซีย ปี ค..1917 ชาวคณะบอลเชวิกที่นำโดย เลนิน และทรอตสกี้ กำลังถกเถียงประเด็นกระแสการปฏิวัติสุกงอมแล้วหรือยัง ?

ทรอตสกี้เห็นการจลาจลแย่งชิงอาหารในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทหารหนีทัพ ไม่รับคำสั่งปราบปรามการชุมนุม เครื่องมือการปกครองปั่นป่วน ไร้ระเบียบวินัย จึงสรุปว่า “อำนาจทั้งหมดได้หล่นลงไปอยู่กลางถนนแล้ว”

จากแฟลชม็อบ เตรียมขยับสู่ม็อบใหญ่บนท้องถนน..คณะอนาคตใหม่ อยากจะทดสอบทฤษฎีของทรอตสกี้หรือไม่ ?

จับตานักศึกษาเคลื่อนไหว “ไฟ”รอปะทุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419335?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตานักศึกษาเคลื่อนไหว “ไฟ”รอปะทุ

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:45 น.
นักศึกษา,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 925 ครั้ง

จับตานักศึกษาเคลื่อนไหว “ไฟ”รอปะทุ คอลัมน์…  Special Report

ในขณะที่บรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินไปอย่างจืดชืด เพราะฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลใหม่ๆ มาเล่นงานรัฐบาล โดยเพิ่งจะมาเริ่มคึกคักเมื่อนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทีมอนาคตใหม่ ลุกขึ้นเปิดประเด็น iO หรือ ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารของกองทัพ เพื่อสนับสนุนรัฐบาล โจมตีฝ่ายตรงข้าม จึงทำให้การอภิปรายเริ่มจะมีสีสันขึ้นมา

อ่านข่าว-น.1 ขอบคุณนิสิต-นศ.รวมตัวแสดงพลังค้านยุบ อนค.อยู่ใน

นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่บรรยากาศการเมืองนอกสภา ดำเนินไปอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์เลือกตั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ นานถึง 10 ปี

โดยขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ ที่เริ่มรวมตัวแสดงออกซึ่งการต่อต้านเผด็จการ ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยเริ่มจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ภายหลังยุคพรรคอนาคตใหม่เพียง 1 วัน ซึ่งที่บริเวณลานโพธิ์​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ท่าพระจันทร์ มีนักศึกษาเกือบพันคน พร้อมกันชูสามนิ้ว ​พร้อมเขียนข้อความประณามรัฐบาลและคำตัดสินของศาลอย่างเผ็ดมัน

การแสดงออกของนักศึกษาได้ขยายออกอย่างต่อเนื่อง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่งรวมตัวกันแสดงพลัง ไม่เว้นแม้กระทั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่บริเวณลานข้างหอประชุมจุฬาฯ มีการจัดกิจกรรม “จุฬารวมพล” มีการชูป้ายข้อความต่างๆ เช่น “เกียรติภูมิจุฬา คือรังเกียจเผด็จการเอาประชาธิปไตยคืนมา” เป็นต้น

เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม มีการจัดกิจกรรม “ประชาธิปไตย แฟลชม็อบ” วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมจุดเทียนแสดงพลัง ขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีกิจกรรม “มอกะเสดไม่ใช่ขนมหวานราดกะทิ” โดยนิสิตได้อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทวงคืนความยุติธรรม ลบล้างผลพวงรัฐประหาร มีนิสิตหลายพันคนร่วมกิจกรรม

ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หลายมหาวิทยาลัย พร้อมใจกันติดแฮชแท็ก แสดงออกซึ่งการสนับสนุนการชุมนุมของนักศึกษาด้วยกัน เช่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีข้อความว่า “ถึงจะอยู่ไกลขอส่งใจที่ลานแปดเหลี่ยม” มหาวิทยาลัยพะเยา เขียนข้อความว้า “ฟ้ามุ่ยไม่คุยเผด็จการ” จุฬาฯ เขียนข้อความว่า “เสาหลักจะไม่อกหักอีก” เป็นต้น

นอกจากนี้ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ยังมีแฟลชม็อบในหลายมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จัดกิจกรรม Flash Mob #MUneedsDemocracy โดยมีนักศึกษาขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างดุเดือด เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ มีการรวมตัวกันแสดงออกอย่างคึกคัก และยังมีการแสดงพลังของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมีการเขียนข้อความเสียดสีรัฐบาล และชูสามนิ้วพร้อมกัน

ในวันเดียวกัน ยังมีแฟลชม็อบของนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฯลฯ ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น หลายมหาวิทยาลัย ยังมีการประกาศนัดวันชุมนุม เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง นัดหมายวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วันที่ 26 กุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นต้น

ความตื่นตัวทางการเมืองนี้ ยังลามไปถึงนักเรียนขาสั้น โดยนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เชิญชวนกันผ่านเฟซบุ๊ก ติดแฮชแท็ก #เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ นัดรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลใหญ่ของโรงเรียน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 08.30 น.

จะเห็นว่าการรวมตัวกันแสดงออกซึ่งการต่อต้านรัฐบาล เริ่มจะมีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะมีการนัดหมายรวมตัวของหลายมหาวิทยาลัยเพื่อแสดงพลังกันแน่ ในเวลาอันใกล้นี้