ตรวจสอบบริหารโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419333?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจสอบบริหารโปร่งใส

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:58 น.
ปฏิบัติการไอโอ,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ซักฟอก
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

ตรวจสอบบริหารโปร่งใส

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลถือเป็นระบบการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลว่าการบริหารบ้านเมืองเป็นไปตรงตามที่แถลงไว้มากน้อยเพียงใด อีกทั้งเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารทั้งในแง่ผลประโยชน์ว่ามีการเอื้อกลุ่มพวกพ้องหรือไม่ และการใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใสเพียงใด มีการคอร์รัปชั่นหรือไม่ ซึ่งฝั่งอภิปรายซักฟอกต้องทำการบ้านและเสาะหาข้อมูลที่เป็นหลักฐานมาประกอบการอภิปรายเพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงและน้ำหนักของข้อกล่าวหาซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายเลื่อนลอยเป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้เกิดความเสียหาย และยังมีผลสะท้อนไปถึงฝั่งอภิปรายให้ขาดความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากเฝ้าติดตามและรับรู้รับเห็นถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่ปรากฏในสภา

อ่านข่าว…  อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา

การอภิปรายครั้งนี้มีหลายเรื่องที่ทำให้เกิดคำถามของสังคมและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจงหรือตรวจสอบให้เกิดความกระจ่างชัดเจน อาทิ การกล่าวหาว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร(ไอโอ) หรือ Information Operation และอ้างหลักฐานว่าหน่วยงานมั่นคงเป็นหน่วยรับผิดชอบปฏิบัติการนี้ โดยมีกรุ๊ปไลน์ 3 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้บังคับบัญชา กลุ่มที่สองเป็นไลน์ส่งมอบภารกิจให้แก่หน่วยปฏิบัติการ กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มรายงานผลและชี้วัดภารกิจในแต่ละวัน โดยกล่าวหาว่ามีจุดประสงค์เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม รวมทั้งคุกคามฝ่ายตรงข้ามเพื่อแบ่งแยกประชาชนในการปกครอง อีกทั้งยังอ้างโยงหลักฐานงบประมาณหน่วยงานมั่นคงสนับสนุนเว็บไซต์ให้ลดความน่าเชื่อถือและป้ายสีกลุ่มองค์กรและบุคคลด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การอภิปรายประเด็นนี้สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมอย่างมากจนทำให้เกิดกระแสแสดงความคิดเห็นถึงประเด็น “ปฏิบัติการไอโอ” กันอย่างท่วมท้น ส่งผลให้แฮชแท็ก #รู้ทัน IO พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมของประเทศ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีนโยบายในเรื่องไอโอ พร้อมชี้แจงว่ามีการใส่ร้ายป้ายสีทางสื่อสังคมออนไลน์เต็มไปหมด แม้แต่ตัวเองก็โดนเช่นกัน และว่าจะต้องสืบหาข้อเท็จจริงเพราะเกิดความเสียหายต่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของการติดตามและตรวจพบการกระทำแบบนี้ ด่ากันไปมา ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีเลย ปลุกระดมคนให้มาทะเลาะกัน นอกจากนี้ยังระบุว่าจะตรวจสอบไปด้วยว่าบางพรรคการเมืองก็กระทำในลักษณะแบบนี้ด้วย จึงต้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกันหมดและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นภาครัฐต้องไปสืบสวนเอาความจริงมาชี้แจงเพื่อตอบคำถามสังคม

การอภิปรายซักฟอกจะว่าไปก็เป็นระบบกล่าวหาพร้อมนำหลักฐานมาแสดง และฝ่ายบริหารต้องเคลียร์ให้ได้ จึงถือเสมือนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องชี้วัดความเชื่อมั่นของรัฐบาล หากทำให้สังคมขาดความน่าเชื่อถือย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพได้ ซึ่งในอดีตที่มีการซักฟอกก็ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองมาแล้ว หรืออย่างน้อยรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็สั่นสะเทือนความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งและถึงขั้นต้องลาออกก็มีแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะมีหลายส่วนคาดการณ์ว่าที่สุดแล้วหลังอภิปรายทางฝ่ายรัฐบาลย่อมโหวตชนะ แต่ต้องไม่ลืมว่ามีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พบว่าดัชนีชี้วัดสำคัญต่อฝ่ายบริหารนั้นส่วนใหญ่ให้ความคาดหวังในด้านการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ซึ่งหากขาดหรือบกพร่องสิ่งนี้ไปย่อมเป็นการยากที่จะได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากสังคมต่อไป

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419331?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:48 น.
ลมพัดผ่านขุนเขา,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 411 ครั้ง

อภิปรายไม่ไว้วางใจ ลมพัดผ่านขุนเขา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

การเมืองประเทศไทยเวลานี้เหมือนวิ่งวิบาก ต้องเผชิญหลายสิ่งหลายอย่างดังทราบกันอยู่

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่พร้อมห้ามกรรมการบริหารยุ่งกับการเมืองอีก 10 ปี ซึ่งเป็นจุดหักเหทางการเมืองอย่างแรง

อ่านข่าว…   ยุบ’อนาคตใหม่’ คดีกู้เงิน 32 พรรคการเมือง หนาว

แม้แต่เด็กอมมือก็รู้อยู่ว่าพรรคอนาคตใหม่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแต่ต่อไปนี้บรรดา ส.ส.อนาคตใหม่ก็สภาพเหมือนผึ้งแตกรัง และพรรคอื่นโดยเฉพาะพรรคที่มีเงินหนาก็เหมือนตกปลาในบ่ออะไรๆ ก็รู้กันอยู่

ดังนั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่โดนหางเลข นำโดยนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ จึงไม่น่าเป็นห่วงเพราะแบเบอร์ว่าสอบผ่านวันยังค่ำไม่มีการบุบสลาย สีไม่ถลอก

ไม่กระทบกระเทือนเหมือนดังสุภาษิตว่าเหมือน ‘ลมพัดผ่านขุนเขา’ ไม่มีเรื่องต้องหวั่นวิตก

นายกรัฐมนตรี ‘บิ๊กตู่’ พร้อมทีมงานก็จะบริหารประเทศต่อไป ส่วนจะมีการปรับรัฐมนตรีหรือไม่ยังบอกไม่ได้

ของพรรค์นี้ยิ่งปฏิเสธยิ่งเป็นจริงทุกที! โปรดติดตาม
อ๊อด เทอร์โบ

หมั่นฝึกฝนบุตรหลานตื่นตัว
รับมือกับทุกสถานการณ์

แพรเชื่อว่าคนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายๆ ท่านคงได้ติดตามข่าวสารในบ้านเราอยู่ตลอด และจะสังเกตได้ว่าช่วงหลังมานี้มีแต่ข่าวไม่ดีนัก เช่นเรื่องการใช้อาวุธไม่ว่าจะเป็นปืน ระเบิด หรือมีดเพื่อก่อเหตุต่างๆ เดือนๆ หนึ่งก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่น่ากลัวมากคือก่อเหตุบนห้างสรรพสินค้าที่มีคนเดินอยู่เยอะมาก หรือกลางท้องถนน และเราก็ไม่รู้เลยว่าจะมีเรื่องไม่ดีแบบนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่

ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีวิธีรับมือกับเรื่องเหล่านี้และยิ่งมีลูกหลานด้วยแล้ว เราควรสอนให้เขารู้จักวิธีการปกป้องตัวเองหรือช่วยเหลือตัวเองได้บ้างในกรณีที่เกิดการพลัดหลงกับเรา เพื่อลูกหลานของเราจะสามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางในชีวิตของพวกเขา

วันนี้แพรมีวิธีการสอนลูกๆ ทั้ง 7 ข้อที่จะช่วยฝึกฝนให้พวกเขาตื่นตัวพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์มาฝากกัน ต้องขอบคุณ รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งกลุ่มเพื่อนแม่ๆ ในไลน์ของแพรส่งต่อมา และน่าสนใจมากค่ะ

1.ฝึกให้จดจำเบอร์โทรศัพท์ผู้ปกครอง หรือคนในครอบครัว 2.เขียนชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครองใส่กระเป๋าพกติดตัวไว้ 3.ฝึกให้มีการตื่นตัวและระวังภัยต่อการเกิดเหตุร้ายที่คาดไม่ถึง เช่น ถอดหูฟังเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และหมั่นสังเกตความผิดปกติของเหตุการณ์รอบตัว

4.สอนให้จดจำทางเข้าออกของสถานที่ต่างๆ ให้เป็นนิสัย 5.สอนให้รู้จักทางออกฉุกเฉินเมื่อไปในสถานที่ต่างๆ และวิธีการออกจากพื้นที่ที่อันตรายด้วยความรวดเร็ว 6.สอนให้รู้จักวิธีซ่อนตัว และฝึกให้เงียบ ไม่ส่งเสียงดัง 7.ฝึกวิธีตอบโต้เมื่อเข้าตาจน

นี่แหละค่ะวิธีทั้ง 7 วิธีที่เราจะช่วยให้ลูกของเรามีทางหนีทีไล่เมื่อต้องเจอสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ซึ่งจริงๆ แพรเชื่อว่าคนที่เป็นพ่อเป็นแม่แบบเรายังไงเสียก็ต้องปกป้องลูกจนวินาทีสุดท้าย แต่หากเราหมั่นฝึกฝนวิธีเหล่านี้ให้พวกเขาแม้จะไม่ได้ใช้ก็ตามแต่ ก็น่าจะวางใจไปได้อีกขึ้นค่ะ
แพร (ขอนแก่น)

เรียนคุณ ‘แพร’ ขอนแก่น
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีประโยชน์และขออนุญาตจากอาจารย์หมอ ‘นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ’ รพ.จุฬาลงกรณ์ นำมาเผยแพร่ให้ทราบเพื่อจะได้เตรียมรับมือทันท่วงที

เวลานี้ประเทศไทยของเราเกิดเหตุการณ์รุนแรงโดยไม่คาดคิดบ่อยครั้ง และไม่มีการแจ้งเตือน จะเรียกว่าจิตใจคน-สังคมวิปริตก็ว่าได้

ต่อไปนี้จะต้องคำนึงเหตุการณ์ธรรมชาติ หรืออุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นซึ่งการเตรียมรับมือไว้ก่อนจะดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ

โรงไฟฟ้าชุมชน ‘จิ๊กซอว์” แก้จนเหลื่อมล้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419316?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรงไฟฟ้าชุมชน ‘จิ๊กซอว์” แก้จนเหลื่อมล้ำ

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 22:35 น.
โรงไฟฟ้าชุมชน,จิ๊กซอว์,แก้จนเหลื่อมล้ำ
เปิดอ่าน 376 ครั้ง

แม้ชื่อของ ‘สนธิรัตน์’ รมว.พลังงาน ไม่ปรากฏว่าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่ได้การันตีเก้าอี้เสนาบดีตัวนี้ในวันข้างหน้า การเร่งสร้างผลงานดีกว่า’รำมวย’ไปวันๆ

แม้ชื่อของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะไม่ปรากฎว่าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ตาม แต่นั่นไม่ได้การันตีว่าเก้าอี้เสนาบดีของเจ้าตัวจะเป็นอย่างไรในวันหน้า

การมัวแต่รีรอ คงไม่ทันการณ์ ความพยายามเร่งสร้างผลงานของ “สนธิรัตน์” แม้อายุรัฐบาลขณะนี้ ยังไม่ถึงขวบปีดีนัก ย่อมดีกว่ารำมวยไปวันๆ เพราะไม่รู้ว่าการ “ปรับครม.” จะเกิดขึ้นเมื่อใด ดังนั้นการมีผลงานถือเป็นเกราะป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

การเดินหน้านโยบาย “โรงไฟฟ้าชุมชน” เริ่มเป็นที่คุ้นหู หลายครั้ง “นายกรัฐมนตรี” เองก็ออกปากถึงโครงการนี้ ว่าเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างไร

 “โรงไฟฟ้าชุมชน” ถือเป็นโปรเจ็กต์สำคัญที่กระจายลงไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นกลไกการแก้ปัญหาความยากจนเหลื่อมล้ำ

อย่างแรก ชุมชนจะได้รับคือ มีไฟฟ้าที่ผลิตได้ในชุมชมใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

 ต่อที่สอง ที่ชาวบ้านจะได้ คือหากมีไฟเหลือใช้ ก็สามารถขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทาง

นอกจากนั้น กระบวนการผลิตไฟฟ้า ยังสามารถใช้ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ปาล์ม มันสำปะหลัง และอ้อย เป็นต้น มาใช้เป็นพืชพลังงาน นับเป็นการแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้ รวมถึงยังสามารถนำขยะ สิ่งของเหลือใช้มาเป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกด้วย

ประมาณว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เพียงแต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อครหาเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เพราะงานนี้ลำพังเพียงศักยภาพของชุมชนคงไม่สามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้ เอกชนจึงต้องเข้ามาร่วมผลักดัน แต่จะทำอย่างไรให้การดำเนินการเกิดความโปร่งใส

ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของอาเซียน นับเป็นการต่อจิ๊กซอว์ในภาพเล็ก ที่ส่งผลในภาพใหญ่อย่างชัดเจน

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในบริบททางการเมือง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ก็ต้องติดตามกันต่อไป ไม่ว่าผลงานตรงนี้ จะทำให้ “สนธิรัตน์” ได้นั่งสานงานต่อในตำแหน่ง “รมว.พลังงาน” หรือไม่ก็ตาม

แต่ที่แน่ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลลัพธ์ของโครงการนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

เรื่องลึกลึก ‘วีรบุรุษนาแก’-‘สหายแสง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419193?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องลึกลึก ‘วีรบุรุษนาแก’-‘สหายแสง ‘

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:19 น.
เรื่องลึกลึก,วีรบุรุษนาแก,สหายแสง,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 22,372 ครั้ง

บรรยากาศการประชุมสภาฯญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 3 ร้อนแรงขึ้น เมื่อเกิดเหตุวิวาทะระหว่าง ‘วีรบุรุษนาแก’ กับ’สหายแสง’ กลางสภา ซึ่งทั้งสองคนเคยเกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบที่นาแก นครพนม

เข้าสู่วันที่ 3 แล้ว สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
และบรรยากาศการประชุมสภาก็เริ่มร้อนแรงขึ้น เมื่อเกิดเหตุวิวาทะกันระหว่าง‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำหน้าเป็นประธานในการประชุม กับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ยืนกรานจะอภิปราย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนการเข้ารับหน้าที่ไม่ครบถ้วน แต่นายศุภชัยไม่อนุญาต

นำมาซึ่งคำว่า ‘วีรบุรุษนาแก’ กับ ‘สหายแสง’
  ศุภชัย : หากอภิปรายต่อจะให้ออกจากห้องประชุม ซึ่งผมไม่ได้ขู่
 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  :หากท่านจะเอาจริง ก็เจอกันนอกสภาฯ”
  ศุภชัย  :ผมไม่กลัว หากมีคนบอกว่าท่านคือ วีรบุรุษนาแก ผมก็เป็น สหายแสง

แล้วที่มาของ‘วีรบุรุษนาแก’ กับ‘ สหายแสง’ เป็นอย่างไรเล่า
 ช่างบังเอิญว่า ทั้งสองคนเกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม ระหว่างปี 2519-2522 และมาอยู่ในสภาผู้แทนฯชุดนี้ 

 ‘วีรบุรุษนาแก’

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” เดิมชื่อ “เสรี เตมียเวส” จบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 8 (ตท.8) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 24 (นรต.24)

“เสรีพิศุทธ์” เดินทางไปรับราชการเป็น ผบ.หมวด สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.นครพนม และทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ประจำกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมในช่วงปี 2515-2516

ปี 2519 สถานการณ์สู้รบในพื้นที่สีแดงมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น “เสรีพิศุทธ์” จึงอาสาไปประจำการที่สถานีตำรวจภูธร อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีตำแหน่งเป็น ผบ.หมวด

อ.นาแก เป็นฐานมวลชนใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อีสานเหนือ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนเทือกเขาภูพาน ชาวบ้าน ต.ก้านเหลือง และ ต.หนองสังข์ ส่วนใหญ่เป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์

สมัยโน้น ตำรวจจะรับผิดชอบลาดตระเวนหาข่าวตามหมู่บ้านเขตสีแดง แต่การปราบปราม “ทหารดาวแดง” ในเขตป่าเขา เป็นหน้าที่ทหาร โดยกรมทหารราบที่ 3 กองทัพภาคที่ 2 ได้มาตั้งหน่วย ฉก.อยู่ที่ภูพานน้อย อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

ปี 2522 “เสรีพิศุทธ์” ได้เป็นสารวัตรใหญ่ สภ.อ.นาแก จ.นครพนม และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1

สมัยเป็นสารวัตรใหญ่นาแก ไม่ได้มีภารกิจรบกับคอมมิวนิสต์อย่างเดียว หากแต่ยังมีงานพัฒนา ช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่ง “เสรีพิศุทธ์” ได้จัดระเบียบตำรวจใหม่ ทำให้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน

ด้วยงานผลงานโดดเด่น ทั้งงานปราบปรามและงานพัฒนา จึงได้รับการขนานนามเป็น “ขุนพลของประชาชน” หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า “วีรบุรุษนาแก”

                         

สหายแสง

ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ อ.นาแก อีกรายหนึ่งคือ “ศุภชัย โพธิ์สุ” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส.นครพนม

สมัยที่ “ศุภชัย”เรียน ป.กศ.ต้น วิทยาลัยครูสกลนคร ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นดาวไฮปาร์คของกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาสกลนคร

เมื่อเกิดการสังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 ศุภชัย หลบหนีการปราบปรามของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองสมัยนั้น เข้าร่วมการต่อสู้กับ พคท.ที่ภูพาน โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายแสง”

ช่วงปี 2519-2523 เนื่องจาก “สหายแสง “เป็นคนพื้นถิ่นจัดตั้ง จึงส่งสหายแสง มาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในเขต อ.นาแก อ.เรณูนคร และ อ.ปลาปาก ซึ่งบางหมู่บ้าน บางตำบลอยู่ในการดูแลของ “เสรีพิศุทธ์”

ปี 2524  “สหายแสง”คืนสู่เหย้า ตามนโยบาย 66/2523 ได้กลับเข้าเรียนหนังสือและรับราชการเป็นครูที่บ้านเกิด อ.ศรีสงคราม ชาวบ้านจึงรู้จักในนาม “ครูแก้ว”

จากนั้น “ครูแก้ว”เล่นการเมืองเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และลงสมัคร ส.ส.หลายหน แต่สอบตก

จนกระทั่งปี 2544 ” ครูแก้ว”ชนะการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. เขต 5 นครพนม พรรคความหวังใหม่ ก่อนพรรคความหวังใหม่จะยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ” ครูแก้ว”เป็น รมช.เกษตรฯ โควต้า“กลุ่มเพื่อนเนวิน” หลังจากนั้น “ครูแก้ว” ก็สังกัดค่ายภูมิใจไทยมาตลอด

 “ครูแก้ว”เป็นผู้แทนติดดิน สำหรับชาวเรณูนคร และนาแก บางส่วนยังจดจำวีรกรรมในอดีตของ “สหายแสง” ได้เป็นอย่างดี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศุภชัย สุดทน เสรีพิศุทธ์ ป่วน ลั่นกลางสภาผมไม่กลัว วีรบุรุษนาแก

ศึกซักฟอกแค่ “อากาศ” ในมือฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกซักฟอกแค่ “อากาศ” ในมือฝ่ายค้าน

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:20 น.
ซักฟอก,อภิปราย,พลอประยุทธ์
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

ศึกซักฟอกแค่ “อากาศ” ในมือฝ่ายค้าน

ไม่รู้จะกลายเป็นแค่ “ลิเกหลงโรง” หรือไม่สำหรับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีในเรือเหล็กทั้ง 5 คน ที่ฝ่ายค้านหมายคุยโวตั้งแต่ปี่กลองยังไม่เชิดว่า การอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้านจะมีหมัดน็อกให้ “บิ๊กตู่” สลบคาเวทีชนิดล้มทั้งยืนได้ แต่ทำไปทำมาเมื่อการอภิปรายผ่านพ้นไป 2 วันเต็ม กองเชียร์กองแช่งกลับรู้สึกว่า การอภิปรายครั้งนี้จืดชืดสนิท ไม่ตื่นเต้นสมราคาคุยของพรรคฝ่ายค้าน

ศึกซักฟอกครั้งนี้ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านยังไม่มีหมัดเด็ดหรือข้อมูลใหม่ที่ทำให้ประชาชนฟังแล้วต้องดีดนิ้วร้อง “ว้าว” ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายกลายเป็นหนังม้วนเก่าที่เคยฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าจะเป็นปมที่ดินย่านบางบอนของบิดานายกรัฐมนตรี การขยายสัญญาเช่า “ศูนย์ประชุมสิริกิติ์” อีก 50 ปีที่ฝ่ายค้านมุ่งประเด็นไปที่การเอื้อผลประโยชน์ให้เจ้าสัวค่ายน้ำเมา หรือแม้กระทั่งการเซ็นสัญญาในสัมปทานของรถไฟฟ้าสีต่างๆ การใช้อำนาจมาตรา 44 มาแทรกแซงทีวีดิจิทัล หรือการเอื้อประโยชน์นายทุนในการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยทุกข้อกล่าวหามุ่งไปที่การเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนระดับเจ้าสัว

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเศรษฐกิจที่ฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของบิ๊กตู่กำลังสร้างปัญหาให้ประเทศด้านเศรษฐกิจเป็นประวัติศาสตร์ เพราะนโยบายของรัฐบาลทำให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจ และเกิดความเหลื่อมล้ำถึงขนาดคนรวยจะไม่มีโอกาสจน คนจนไม่มีโอกาสรวย โดยฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่าที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะส่วนหนึ่งมาจากปมด้อยของตัวนายกฯ ที่เข้าสู่อำนาจโดยยึดอำนาจจนคนทั่วโลกบอยคอต และที่สำคัญการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลมุ่งเอื้อประโยชน์ให้คนรวยจนเกิดความเหลื่อมล้ำที่เป็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคนรวยกับคนจน

“ชาวบ้านถามว่าจะปลดนายกฯ ได้หรือไม่ ผมบอกว่าอย่าตั้งความหวังขนาดนั้น แต่สำหรับผมเองมองข้ามไปแล้ว เพราะสนใจว่าประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไรมากกว่าภายใต้ความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นผมขอไม่ไว้วางใจให้นายกฯ อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะนายกฯ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ถ้าอยู่ต่อไปความเหลื่อมล้ำจะมีมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีวิกฤติทางสังคมไปทั่วประเทศ ดังนั้นการยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะสภาไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นผมขอให้นายกฯ ลาออกเท่านั้น”

ถ้าสิ่งเหล่านี้คือหมัดเด็ดที่หวังจะน็อกรัฐบาลต้องบอกว่า “ฝันไป” เพราะทุกข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายล้วนเป็นข้อมูลในวงกว้างที่เป็นภาพรวมหรือที่ภาษาฝรั่งชอบเรียกกันว่า “Big picture” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะชี้ให้คนไทยเห็นว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ทุจริตในเรื่องใด และที่สำคัญบางข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาขุดคุ้ยตีแผ่กลับถูกนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โยนระเบิดลูกใหญ่กลับไปว่าปฐมบทเรื่องการขยายสัญญาเช่า “ศูนย์ประชุมสิริกิติ์” 50 ปีความจริงแล้วมันเกิดขึ้นจากรัฐบาลก่อนรัฐประหารที่เป็นคนริเริ่มต่างหาก

“พื้นที่ศูนย์สิริกิติ์เป็นของกระทรวงการคลังที่ทำสัญญาให้บริษัท เอ็นซีซี แมเนจเมนท์ แอนด์ ดิเวลลอปเมนท์ จํากัด มาบริหารพื้นที่โดยเป็นคู่สัญญากับกรมธนารักษ์มาตลอด มีรายละเอียด ซึ่งต่อมาเกิดปัญหาขึ้น เมื่อบริษัทเอ็นซีวีบอกว่าทำตามสัญญาไม่ได้เพราะกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎหมายผังเมืองให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่สีน้ำเงิน คือ ห้ามมีสิ่งก่อสร้างสูงเกิน 23 เมตร ดังนั้นในปี 2544 กระทรวงการคลังจึงหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถยกเลิกสัญญากับเอกชนได้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่าถ้าการที่เอกชนไม่สามารถทำตามสัญญาได้ ไม่ได้มาจากความผิดของเอกชน ก็ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ ทำได้แค่แก้ไขสัญญา จึงเป็นที่มาของการแก้ไขสัญญาดังกล่าว รัฐบาลฟังคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด ทำตามขั้นตอนต่างๆ จนมาสู่บทสรุป ทั้งหมดนี้จะเอื้อใครหรือไม่ ต้องไปดูว่า เอื้อมาตั้งแต่รัฐบาลใด”

เมื่อทุกอย่างมันคือข้อมูลที่คร่ำครึจนทำให้ฝั่งรัฐบาลถึงกับลูบปากว่า ศึกซักฟอกนี้มันคือ “หมูในอวย” ดังนั้นเท่าที่ผ่านมาเราแทบจะไม่ได้เห็นบทบาทของวอร์รูมฝั่งรัฐบาล หรือบรรดาองครักษ์พิทักษ์ลุงและผองเพื่อนแสดงบทบาทในฐานะบอดี้การ์ดปกป้องชีวิตเจ้านายสักเท่าใด โดยสิ่งที่ได้เห็นในศึกอภิปรายครั้งนี้จากกลุ่มบรรดาองครักษ์คือการออกมาเยาะเย้ยถากถางข้อมูลฝ่ายค้านว่าของปลอมเปรียบได้ดั่ง “ยุทธการอรุณรุ่งริ่ง เป็น “มวยล้มต้มคนดู”

สุดท้ายศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเดินทางไปถึงจุดไหนคงเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ยาก และนี่อาจเป็นบทเรียนให้ฝ่ายค้านนึกถึงสุภาษิตไทยว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” อย่าไปรีบร้อนเร่งรีบ ทำไมหยุดหายใจ คิดให้ช้าสักนิดด้วยการปล่อยให้รัฐบาลเรือเหล็กบริหารประเทศไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยมานั่งดีดลูกคิดคำนวณดูว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดได้สร้างบาดแผลหรือมลทินใดให้ประเทศด้านใดบ้าง เมื่อถึงเวลานั้นค่อยจัดหนักจัดเต็มเปิดศึกใหญ่ด้วยข้อมูลลึกระดับ “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ดีกว่ารีบร้อนลุกลี้ลุกลน “เล่นใหญ่” เกินตัวทั้งที่ในมือยังกำไว้แค่ “อากาศ”

วิเคราะห์จังหวะก้าว…เกมยาว “คณะอนาคตใหม่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิเคราะห์จังหวะก้าว…เกมยาว “คณะอนาคตใหม่”

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:45 น.
แฟลชม็อบ,คณะอนาคตใหม่,ช่อ พรรณิการ์ วานิช,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์,ม็อบลงถนน
เปิดอ่าน 375 ครั้ง

วิเคราะห์จังหวะก้าว…เกมยาว “คณะอนาคตใหม่” คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว

สิ่งที่ทุกฝ่ายสนใจกันมากหลังจากยุบพรรคอนาคตใหม่ก็คือ ทิศทางการเมืองจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะจังหวะก้าวของ “คณะอนาคตใหม่” เขาจะทำอะไรกันต่อ

ที่คนกังวลกันมาก คือจะปลุกม็อบลงถนนกันเลยหรือไม่ ตอนนี้บางฝ่ายถึงขนาดเตรียมการรับมือการชุมนุมยืดเยื้อกันแล้ว เพราะแกนนำพรรคที่ปัจจุบันเป็น “อดีต” ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และคนอื่นๆ ต่างแสดงท่าทีปลุกระดมมวลชนชัดเจน โดยใช้การเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นหลัก (ทั้งๆ ที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ยังเหลืออยู่ 65 คน และกำลังจะพากันย้ายไปสังกัดพรรคอื่น)

แต่จากการประเมินของฝ่ายความมั่นคง เชื่อว่าในช่วงแรกๆ จะมีการเคลื่อนไหวแบบ “รูทีน” ยังไม่มีการนัดชุมนุมใหญ่ เพราะเงื่อนไขยังไม่สุกงอม แต่จะมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ล้อกับสถานการณ์การเมืองและอารมณ์ของผู้คน อย่างเช่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีการอภิปรายนอกสภาโดย “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช

ส่วนการเคลื่อนไหวอื่นๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมประเภท “แฟลชม็อบ” และ “เวทีสัมมนา” โดยคนที่ออกมาเคลื่อนไหวส่วนใหญ่จะยังเป็นกลุ่มเดิมที่เคยต่อต้าน คสช. และนิสิตนักศึกษาในเครือข่ายอนาคตใหม่เดิม รวมถึงคนเสื้อแดงบางส่วน แต่จะยังไม่มีการเกณฑ์หรือนัดชุมนุมใหญ่

การเคลื่อนไหวช่วงนี้จะเป็นการสมประโยชน์กันระหว่าง “คณะอนาคตใหม่” และกลุ่มต่างๆ ที่จะมีพื้นที่ให้เคลื่อนไหวต่อเนื่อง สามารถสร้างประเด็นได้โดยโหนกระแสยุบอนาคตใหม่ การเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียจะรุนแรง หนักข้อ และสุ่มเสี่ยงละเมิดกฎหมายมากขึ้น แต่รัฐบาลก็มีการตั้งทีมไว้รับมือและดำเนินคดีพวกล้ำเส้นมากๆ เช่นกัน

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นแล้ว และน่ากังวลในสายตาของหลายฝ่ายก็คือ การใช้เทคนิคทางโซเชียลมีเดียในการสร้างกระแสให้สังคมเข้าใจผิด หรือรับรู้ข้อมูลที่อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เช่น การแขวนป้ายผ้าที่อาคารเรียนคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดัง พร้อมแคปชั่นแรงๆ อาจทำให้คนรู้สึกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยนี้เป็นแนวร่วมกับ “คณะอนาคตใหม่” และต่อต้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ แล้วเป็นการกระทำของคนเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

การนำภาพเหตุการณ์อื่นในอดีต มาโพสต์ใหม่ด้วยแคปชั่นใหม่ที่โยงกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ซึ่งเข้าข่าย “เฟคนิวส์”

หรือการสร้างเทรนด์ในทวิตเตอร์ เพื่อให้สื่อกระแสหลักในเครือข่ายนำมารายงานซ้ำในวงกว้างอีกที ทั้งที่จริงๆ อาจไม่ใช่เทรนด์จากกระแสความสนใจที่แท้จริงของสังคม แต่เป็นเทรนด์ที่สร้างขึ้นจากเอไอ หรือผู้ใช้โซเชียลฯ ปกปิดตัวตนที่เรียกว่า “อวตาร”

เป้าหมายสุดท้าย มีการประเมินว่าจะใช้ “ฮ่องกงโมเดล” แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมที่จะสร้างกระแสสนับสนุน เช่น การทุจริตอย่างชัดเจนของรัฐบาล, ปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ฯลฯ ฉะนั้นในช่วงแรก “คณะอนาคตใหม่” จะเคลื่อนไหวเลี้ยงมวลชนรอสถานการณ์ไปพลางๆ ขณะที่ในสภาก็จะใช้ “แกนนำแถวสอง” นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหอกทำงานต่อไป โดยเน้นการยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ ในประเด็นที่จะดิสเครดิตรัฐบาลไปเรื่อยๆ

แต่อุปสรรคของพรรคสำรองที่จะมามีบทบาทแทนอดีตพรรคอนาคตใหม่ คือความไม่ชัดเจนของข้อกฎหมายว่า ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” สามารถย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ได้จริงหรือไม่

อาจารย์คมสัน โพธิ์คง จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า ส.ส.ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่จะสามารถย้ายพรรคได้เฉพาะ ส.ส.เขตเท่านั้น ส่วน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่สามารถย้ายได้ เนื่องจากคะแนนที่คำนวณมาเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่่อ เป็นคะแนนของพรรค เมื่อพรรคถูกยุบ คะแนนก็หายไปด้วย

ส่วนคะแนนของ ส.ส.เขต เป็นคะแนนติดตัวของ ส.ส. ฉะนั้น ส.ส.เขตจึงสามารถย้ายไปสังกัดพรรคไหนก็ได้ รวมถึงพรรคใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ด้วย

อาจารย์คมสัน อธิบายว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาใช้ระบบ “บัตรเดียว” คะแนนจากผู้สมัคร ส.ส.เขต ทั้งแพ้และชนะ ถูกนำมาคำนวณเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ฉะนั้น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จึงไม่มีคะแนนติดตัว แต่คะแนนติดกับพรรค การย้ายไปสังกัดพรรคที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 จึงทำไม่ได้เลย เพราะพรรคการเมืองนั้นไม่มีฐานคะแนนรองรับ

ถ้า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่เคยสังกัดพรรคอนาคตใหม่ย้ายพรรคไม่ได้เลยจริงๆ หรือ “สูญพันธุ์” ย่อมหมายความว่าพรรคสำรองของอนาคตใหม่อาจกลายเป็นพรรคต่ำสิบ เพราะ ส.ส.เขตจำนวนไม่น้อยจะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล

การผลักดันวาระในสภาเพื่อเดินเกม 2 ขา “แยกกันเดินรวมกันตี” จึงไม่ง่ายนัก

เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่กระแสนอกสภา ถ้าประชาชนต้านรัฐบาลมากๆ หรือมีปัญหาในกองทัพ ก็จะเปิดโอกาสให้ “ม็อบลงถนน” และชุมนุมยืดเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาล โดยมีบทบาทของชาติตะวันตกช่วยกดดันอีกแรง โดยเฉพาะสหรัฐ

ฉะนั้นเกมของ “คณะอนาคตใหม่” จึงเป็นเกมยาว แม้จะยังไม่เห็นผลในระยะเวลาอันใกล้…แต่ก็น่ากลัว !

นิยายสีส้ม ‘อนาวิล’ บินเดี่ยวจริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นิยายสีส้ม ‘อนาวิล’ บินเดี่ยวจริงหรือ

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:47 น.
อนาวิล,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ย้ายพรรค,งูเห่า,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เปิดอ่าน 1,775 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 ก.พ.63

***************************

ลอตแรกมาแล้ว ..อดีตพรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจซบพรรคภูมิใจไทย มีรายชื่อดังนี้ โชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี ส..กทม.เขต 23, ...มณฑล โพธิ์คาย ส..กทมเขต 20, เอกการ ซื่อทรงธรรม ส..แพร่ เขต 1, กฤติเดช สันติวชิระกุล ส..แพร่ เขต 2, อนาวิล รัตนสถาพร ส..ปทุมธานี เขต 3, กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส..ฉะเชิงเทรา เขต 1, ฐิตินันท์ แสงนาค ส..ขอนแก่น เขต 1, วิรัช พันธุมะผล ส..บัญชีรายชื่อ และ สำลี รักสุทธี ส..บัญชีรายชื่อ

นัยว่า ส..ส้มเก่าที่จะตบเท้าเข้าค่ายสีน้ำเงิน ยังจะไม่หยุดที่ คน กำลังจะก้าวตามมาอีก รวมแล้วประมาณ 20 คน 

หนุ่มคลองหลวง

ถ้ายังจำกันได้ ราวเดือนกันยายน 2562 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยนำภาพถ่ายคู่กับ “อนาวิล รัตนสถาพร” ..ปทุมธานี พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

อนาวิล และเสี่ยหนู

ภาพนี้ทำเอา “ติ่งส้ม” ถล่ม ส..หนุ่มเมืองปทุมว่าเป็นคนทรยศ ทำเอา “อนาวิล” ต้องแถลงการณ์ส่วนตัวผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมไม่มีวันทรยศพี่น้องประชาชนที่เลือกผม หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เลือก แต่วันนี้รักในตัวผมแน่นอนครับ…”

อนาวิล” สวมเสื้อสีส้ม ชนะเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ .คลองหลวง เฉพาะ ต.คลองสาม ต.คลองสี่ ต.คลองหนึ่ง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลงและ ต.คลองสอง (ในเขตเทศบาลเมืองท่าโขลงอนาวิลเป็นกัลยาณมิตรแห่งวัดพระธรรมกาย มีกองหนุนอย่าง วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม ผู้ปกป้องวัดใหญ่ และ “โต นวนคร” หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ นักธุรกิจใหญ่สายบุญ

ระยะหลัง คนปทุมธานี รู้สึกแปลกๆ ที่อนาวิลหันมาติดแฮชแท็ก “คิดอะไรไม่ออก บอกอนาวิล” ขายความเป็น ส..คนคลองหลวง แทนพูดถึงพรรคส้มเก่า

สาวเมืองลับแล

ผู้แทนหนุ่มจาก อ.คลองหลวง ยังเคยตกเป็นข่าววันที่พรรคอนาคตใหม่ โหวตค้าน พ...โอนกำลังพลฯ ปรากฏว่า อนาวิลกับ “จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ” ส..บัญชีรายชื่อ มาไม่ทันโหวต

จากเหตุการณ์นี้ ทำเอากองเชียร์สีส้มแอบเม้าท์ เพราะอนาวิลกับจารุวรรณนั้น เป็นคู่จิ้นกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยจารุวรรณ เป็นลูกสาวของ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส..อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย

อนาวิลและจารุวรรณ โพสต์วันวาเลนไทน์

ส่องเข้าไปดูเฟซบุ๊กของ ..ก็จะเห็นภาพจารุวรรณ และอนาวิล ไปทำกิจกรรมร่วมในพื้นที่ปทุมธานีอย่างสม่ำเสมอ ทั้งที่บ้านเกิดและฐานเสียงของจารุวรรณอยู่ จ.อุตรดิตถ์

เมื่อวันวาเลนไทน์ อนาวิลโพสต์ภาพคู่กับจารุวรรณ พร้อมข้อความว่า “Valentine’s Day 2020 ไม่ขออะไรมาก ขอแค่อย่างเดียว อย่ายุบพรรคอนาคตใหม่”

จารุวรรณ กับบิดา-ศรัณย์วุฒิ

ช่วงต้นปี 2563 จารุวรรณและอนาวิล เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการยุบพรรค โดยควงคู่กันไปยื่นหนังสือที่ กกตและศาลรัฐธรรมนูญอยู่หลายครั้ง 

พลันที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ อนาวิลก็บินไปซบค่ายเสี่ยหนูสงสัยว่า “หวัน” จารุวรรณ จะว่ายังไง ?

อัดอั้นตันใจ

ปฏิกิริยาจากการที่ ..อดีตพรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย บรรดาติ่งส้มก็ตามถล่มในเฟซบุ๊กอย่างหนัก 

เป็นที่น่าสังเกตว่า มี ส..เขตขยับไปค่ายสีน้ำเงิน คน ซึ่ง ส..เหล่านั้น ทราบดีว่า อุบัติเหตุพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ จึงทำให้ผู้สมัคร ส..เขตของอดีตอนาคตใหม่ “ส้มหล่น” ได้อานิสงส์เป็น ส..

กิตติชัย เรืองสวัสดิ์” ..ฉะเชิงเทรา เขต ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง และขอโทษชาวแปดริ้วว่า “กราบขอโทษทุกๆ ท่านในการตัดสินใจครั้งนี้ ขอขอบคุณในความเข้าใจและไม่เข้าใจ รวมถึงการกระทำที่ทำให้ผิดหวังและไม่ผิดหวัง”

ด้าน “มณฑล โพธิ์คาย” ส..กทมเขตสวนหลวงประเวศ เปิดเผยว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่หันมาร่วมภูมิใจไทย มาจากเหตุที่แกนนำค่ายส้มเก่ามัดมือชก ให้สมัครเข้าพรรคใหม่ โดยไม่มีแกนนำที่ชัดเจน

เสี่ยหนู และมณฑล โพธิ์คาย

เนื่องจากโครงสร้างพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มส้มเก่า ยังปิดเป็นความลับ ทุกอย่างอยู่ในมือของ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เพื่อนรักของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

มณฑล” ยังบอกว่า หัวหน้าพรรคใหม่ก็มีข่าวว่า อาจไม่ใช่ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส..บัญชีรายชื่อ ซึ่งคนวงในทราบดีว่า พิธาไม่ใช่ “กรมการเมือง” ซึ่งอาจจะเหมาะกับการเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ทำงานการเมืองในสภาเป็นหลัก

ไม่น่าแปลกใจที่จะมี ส..อดีตส้มเก่าไหลออกอีกมากกว่า 20 คน เพราะพวกเขาทนอัดอั้นตันใจต่อระบอบเผด็จการในพรรคมานานแล้ว

ต้องคืนบ้านหลวง อย่าเป็นสองมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องคืนบ้านหลวง อย่าเป็นสองมาตรฐาน

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:55 น.
คืนบ้านหลวง,กองทัพ,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์
เปิดอ่าน 493 ครั้ง

ต้องคืนบ้านหลวง อย่าเป็นสองมาตรฐาน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

    ‘ดับเครื่องชน’ ขอเรียนให้ทราบว่าถึงเวลาแล้วสำหรับข้าราชการที่เข้าไปอยู่ในบ้านหลวง-บ้านประจำตำแหน่ง ต้องคืนหรือย้ายออกไปโดยทันทีเมื่อโยกย้ายหรือเกษียณอายุราชการ

เวลานี้มีประชาชนสนับสนุนให้กองทัพบกเป็นโมเดลแบบอย่างดำเนินการและอย่าให้มีสองมาตรฐานเป็นอันขาด

อ่านข่าว-เพื่อไทย แนะ ประยุทธ์ คืนบ้านหลวง สร้างบรรทัดฐานให้

ทั้งนี้เพราะผู้บัญชาการทหารบก ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ บอกว่าอาจมีการพิจารณาให้เป็นกรณีพิเศษสำหรับนายทหารที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ

นี่แหละเริ่มจะความเป็นสองมาตรฐานซึ่งจะทำให้ผู้อาวุโสหรือนายพลเฒ่าอาศัยอยู่ในบ้านหลวงเพราะไม่มีค่าใช้จ่าย น้ำ ไฟฟรี แถมมีทหารรับใช้อีก

จึงขอเรียกร้องให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นตัวอย่างย้ายไปอยู่บ้านพิษณุโลกซึ่งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย แต่ไม่เห็นใครย้ายเข้าไปเพราะเกรงอาถรรพณ์ หรือบ้างก็ว่าบ้านพิษณุโลกผีดุ

การอยู่ในบ้านหลวงในค่ายทหาร กรมทหาร โดยอ้างความปลอดภัยนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะคนเดินดินไม่มียศ ตำแหน่ง ไม่มีบอดี้การ์ดยังอยู่อย่างสบายๆ

สำหรับคอลเซ็นเตอร์หรือสายตรง ผบ.ทบ. ที่เพิ่งเปิดไปนั้นต้องคอยดูว่าจะมีกำลังพลร้องเรียนขอความเป็นธรรมหรือไม่

กองทัพบกจะต้องเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติการทุกอย่างแบบโปร่งใส ไม่มีการกดขี่หรือธุรกิจเอาเปรียบขาดคุณธรรมและความเป็นธรรม

มิฉะนั้นเหตุการณ์แบบโคราชจะอุบัติขึ้นอีก
อ๊อด เทอร์โบ

ทางด่วนลอดเจ้าพระยา
ควรทำหรือไม่ ?

มีคนบอกไว้ว่าปัญหาจราจรเป็นปัญหาโลกแตกแต่ไม่มีใครให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ปัญหารถติดได้หรือไม่หรือ อย่างไร เพราะจำนวนรถยนต์เพิ่มมากขึ้นยาวกว่าถนน

ด้วยเหตุนี้พอมีรัฐบาลใหม่หรือรัฐมนตรีคมนาคมใหม่มักจะมีโปรเจกต์หรือโครงการบรรเจิดอย่างโครงการอุโมงค์ทางด่วนลอดแม่น้ำเจ้าพระยาไปบางนา ระยะทาง 8.7 กม. ซึ่งเดือนมีนาคมจะสรุปว่าคุ้มค่าเงินงบประมาณที่ลงทุนไปมหาศาลหรือไม่

ผมติดตามข่าวสรุปได้ว่าจะแก้ปัญหารถติดแถวพระราม 4 สาทร สีลม บางรัก ซึ่งเป็นแหล่งธุรกิจใหญ่ของ กทม.

รายละเอียดอย่างอื่นคงมีมาเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าโครงการนี้จะเป็นจริงหรือเพียงความฝัน?
ประชา (สาทร)

เรียนคุณ ‘ประชา’ สาทร
ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะต้องใช้เงินมหาศาลเป็นแสนล้านเลยทีเดียวเพราะทางลอด หรืออุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยานี้ต้องใช้เงิน ใช้เวลาก่อสร้างมากมาย

เวลานี้จะเป็นความฝันหรือความจริงก็ยังไม่มีใครตอบได้และสภาพเศรษฐกิจเวลานี้บีบคั้นมากเหลือเกินที่รัฐบาลจะต้องใช้เงินแบบนี้

ที่ผ่านมาเรามีปัญหาด้านการก่อสร้าง อย่างแค่มอเตอร์เวย์ก็ยังคาราซังเรื่องการเวนคืนที่หรือรถไฟความเร็วสูงยังเป็นวุ้นอยู่เลย
อ๊อด เทอร์โบ

คลินิกกัญชา
จิตเวชโคราชนำร่อง

ข่าวจากประชาสัมพันธ์ รพ.จิตเวชโคราช แจ้งข่าวดีมายังทุกท่านว่าจะเปิดบริการ ‘คลินิกกัญชา’ โดยใช้ยาไทยและยังส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ

คลินิกกัญชา รักษาโดยใช้ยาไทยตำรับศุขไสยาศน์ชนิดผงและน้ำมันกัญชา คลายทุกข์เรื่องนอนไม่หลับให้ผู้ป่วย 3 กลุ่มโรคที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วยังไม่ได้ผล ได้แก่โรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล ความจำเสื่อม ผู้ป่วยใช้บริการได้ทุกสิทธิ์แต่ต้องไม่ป่วยเป็นโรคจิตไบโพลาร์ และไม่ใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด

โปรดติดต่อสอบถามได้ที่คลินิกแพทย์แผนไทย หมายเลขโทรศัพท์ 0-4423-3999 ต่อ 65635 และ 06-1023-6886

2เดือนอันตรายสุดๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419106?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

2เดือนอันตรายสุดๆ

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:28 น.
ไวรัสโควิด-19,โคโรน่า
เปิดอ่าน 241 ครั้ง

2เดือนอันตรายสุดๆ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563

มีบทความให้ความรู้เกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อและโรคอุบัติใหม่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า เราอาจจะยังไม่เห็นตัวเลขที่แท้จริงของผู้ติดเชื้อตามการยืนยันก็เป็นได้ ทั้งนี้เพราะว่า จำนวนผู้ติดเชื้อน้อยที่แสดงให้เห็นกันขณะนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้ติดเชื้อ เพราะ 90% มีอาการน้อยมากจึงไม่ทราบจำนวนคนติดเชื้อจริง และคนติดเชื้อก็ไม่ทราบว่า ตนเองติดเชื้อ จึงมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนรอบข้างได้มาก และ 10% ของผู้ที่ได้รับเชื้อจะมีอาการที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่จะมีอัตราผู้ที่เข้าขั้นวิกฤติ 10-20% ในจำนวนผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้จะเห็นสถานการณ์จริง

อ่านข่าว…   โควิด-19ไม่ได้เริ่มจากตลาดอู่ฮั่น-แพร่คนสู่คนเร็วกว่าที่คิด 

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ประกาศโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ 2558 โดยจะมีผลหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้การทำงานของเจ้าหน้าที่สามารถชะลอหรือยืดระยะเวลาการเข้าสู่ระยะที่ 3 ไว้ให้ได้นานที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การนำยาเข้าจากต่างประเทศเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ยาภายในประเทศไม่อาจตอบสนอง แต่ถ้าทำตามขั้นตอนจะต้องขึ้นทะเบียน หรือผ่านการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เสียก่อน ซึ่งอาจจะสายเกินไป

ขณะที่ในวันเดียวกันนั้น ได้มีคำเตือนอย่างวิตกกังวลจากองค์การอนามัยโลก โดย ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวสั้นๆ ว่า “หน้าต่างแห่งโอกาสในการสกัดกั้นไวรัสนี้กำลังหดแคบเรื่อยๆ” สอดรับกับความเห็นของ ศ.พอล ฮันเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยอีส แองเกลีย ในสหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดที่เสริมว่า การพุ่งขึ้นของผู้ติดเชื้อใหม่นอกประเทศจีนเป็น “เรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” และกำลังขยับเข้าใกล้สู่ระดับการระบาดใหญ่ (pandemic) อันหมายถึง สถานการณ์เมื่อโรคร้ายสามารถแพร่กระจายจากคนไปสู่คนได้อย่างง่ายดาย ไปในหลายส่วนของโลก

สำหรับประเทศไทย ที่กำลังจะเผชิญกับสถานการณ์จริงในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้ จำเป็นต้องเตรียมรับมือเอาไว้ชนิดพร้อม 100% กระนั้นก็ตาม แม้ในส่วนของการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ และการสาธารณสุข จะมีมาตรการที่รัดกุมและทันการณ์พอสมควร แต่ก็ไม่ควรประมาท ดังเช่นที่ผู้เชี่ยวชาญบอกเอาไว้ประมาณว่า ตัวเลขที่เห็นน้อยนิดอยู่ทุกวันนี้เป็นแค่ภาพลวงตา แม้จะมีประกาศโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 แต่โอกาสในการหยุดยั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การรับมือของไทยจึงไม่ควรจะเป็นแค่หน้าที่ของสาธารณสุข แต่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะประชาชนจะต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด คือสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ กินร้อนช้อนกลาง ฯลฯ อย่าเพิกเฉยหรือประมาท

มองต่างมุม ‘เหมือน-ต่าง’ คณาจารย์นิติศาสตร์ ‘ยุบอนาคตใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/419088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มองต่างมุม ‘เหมือน-ต่าง’ คณาจารย์นิติศาสตร์ ‘ยุบอนาคตใหม่’

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 21:37 น.
มองต่างมุม,เหมือน-ต่าง คณาจารย์นิติศาสตร์,ยุบอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,978 ครั้ง

ยังมีเสียงสะท้อนตามมามากมายหลังศาล รธน.สั่งยุบอนาคตใหม่ คณาจารย์นิติศาสตร์ มธ.คัดค้านไม่เห็นด้วย ขณะเดียวกันก็มีการ ‘มองต่างมุม’ ต่อ’ เหล่าอาจารย์’และ’ศาล รธน.’

กรณี 36 คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่(อนค.)และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)เป็นเวลา 10 ปี ในคดีที่พรรคอนาคตใหม่ กู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคฯ จำนวน 191 ล้านบาท
โดยคณาจารย์ประจำของคณะนิติศาสตร์  ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น
 ประเด็นแรก- ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคล องค์กรมหาชน
แต่คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่าเป็นนิติบุคคลเอกชน ซึ่งหลักกฎหมายเอกชน ถ้ากฎหมายไม่เขียนห้ามไว้ในเรื่องใดก็ทำได้  ดังนั้นพรรคการเมืองซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลที่ใช้อำนาจมหาชน จึงสามารถกู้ยืมเงินได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเขียนไว้ให้ว่า พรรคการเมืองสามารถกู้เงินได้
ประเด็นที่สอง- ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสัญญาของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้เงินจากนายธนาธร มีการคิดดอกเบี้ยต่ำ เป็นเรื่องผิดปกติทางการค้า
แต่คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่า การคิดดอกเบี้ยจากการกู้เป็นเสรีภาพของคู่สัญญาระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้ที่จะตกลงกัน การคิดดอกเบี้ยต่ำ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
ประเด็นที่สาม- ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า   การกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตร 72 พรป.พรรคการเมือง ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยรู้หรือควรจะรู้ว่า ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ซึ่งนำไปสู่การยุบพรรค และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค
แต่คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่า เงินกู้ ไม่ใช่เงินที่มีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 72ที่จะยุบพรรคการเมืองได้
ประเด็นที่สี่  – ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พรรคอนาคตใหม่สมควรถูกยุบพรรค
คณาจารย์นิติศาสตร์เห็นว่า การยุบพรรคการเมืองต้องเป็นมาตรการสุดท้าย เมื่อไม่มีมาตรการอื่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม ต้องเป็นกรณีที่พรรคการเมืองนั้นทำความผิดอย่างร้ายแรง ดังนั้นกรณีไม่ได้ความชัดแจ้งว่าพรรคการเมืองทำผิดร้ายแรง ศาลต้องจำกัดอำนาจของตนเอง


  อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้”มองต่างมุม”ในคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร ซึ่งมีทั้งเห็นแย้ง คณาจารย์ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์  และเห็นต่างศาลรัฐธรรมนูญในบางประเด็น
นั่นคือ..    รศ.ดร. เจษฎ์  โทณะวณิก ประธานคณะนิติศาสตร์  วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย และอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 60
 ประเด็นแรก  พรรคการเมืองเป็นองค์กรมหาชน ผมพูดเรื่องนี้มานาน เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจมหาชนหรืออำนาจรัฐ อยู่ภายใต้กฎหมายมหาชน พรรคการเมืองเป็นต้นธารไปสู่อำนาจรัฐ โดยเฉพาะพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา  พรรคการเมืองจึงเป็นที่รวมของคนที่เข้าสู่วงจรอำนาจรัฐ ดังนั้นไม่มีประเทศไหนปล่อยให้พรรคการเมืองจะทำอะไรก็ได้ ”

  เดิมทีการตั้้งพรรคการเมืองเมื่อ 200 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องของเอกชนใครจะทำอะไรก็ตามใจ แต่เมื่อวิวัฒนาการมาเรื่อย  ความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองกับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเข้าสู่อำนาจรัฐ พรรคการเมืองจึงเป็นองค์กรมหาชน เป็นนิติบุคคลภายใต้กฎหมายมหาชน  กฎหมายพรรคการเมืองเป็นกฎหมายมหาชน ดังนั้น อะไรที่กฎหมายไม่เขียนไว้ให้ทำได้ ก็ทำไม่ได้  ดังนั้นการกู้เงินพรรคการเมืองก็ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้เขียนให้ทำได้ ที่หลายประเทศพรรคการเมืองกู้เงินได้ ก็เพราะกฎหมายเขาเขียนให้ทำได้ “
  ประเด็นที่สอง  การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ต้องสมเหตุผล ไม่ใช่จะคิดดอกเบี้ยต่ำอย่างไรก็ได้  
ปกติในทางการค้าเขาคิดดอกเบี้ยกัน 15% ถ้ากู้เงิน 100 ล้าน  ดอกเบี้ยเงินกู้ 15 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าคิดดอกเบี้ยแค่ 2 %  เหมือนกับให้ประโยชน์อันควรคำนวณเป็นเงินได้ 13ล้านบาทต่อปีกับคนที่กู้เงิน  ก็เป็นการไม่ปกติทางการค้า กู้เงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย เท่ากับเพื่อนให้เงินกับเพื่อน

 ดังนั้น ถ้ามีการให้กู้เงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย  ก็จะเกิดการช่วยเหลือกันได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญห้ามการครอบงำพรรคการเมือง ดังนั้นไม่ใช่จะคิดดอกเบี้ยต่ำอย่างไรก็ได้ ต้องสมเหตุผลด้วย กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร คิดเงินเพียง 2 %- 7%  ที่จริงต้อง 15 %
  ประเด็นที่สาม  ไม่ถึงกับต้องยุบพรรค แต่ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคในทางการเมือง
กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร มีความผิดปกติ มีเงื่อนงำ คืนเงินกันไปมา ดอกเบี้ยต่ำ  ทำสัญญากันเป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่ที่จริงคือการบริจาค เข้าข่ายเป็นการให้ หรือบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง เกิน 10 ล้านบาท  จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 66 พรป.พรรคการเมือง ผลทางกฎหมายคือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมือง 5 ปี  ริบเงินส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทเข้ากองทุนพรรคการเมือง

   แต่ไม่ควรไปถึงมาตรา 72 พรป.พรรคการเมือง อันนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง เพราะมีความผิดเฉพาะกรณีฝ่าฝืนมาตรา 66 อยู่แล้ว  ก็ควรจบลงตรงนั้น ไม่ใช่โยงต่อไปถึงมาตรา 72  อันนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของเงินที่พรรคการเมืองได้มานั้นเป็นเงินผิดกฎหมาย เงินสกปรก สีเทา สีดำ

      ประเด็นที่สี่ พรรคการเมืองต้องยุบได้ยาก คือต้องเป็นความผิดที่หนักหนาจริงๆ เช่น เป็นปฏิปักษ์หรือล้มระบอบ บ้านเมืองไหนเขาก็ไม่ให้พรรคการเมืองนั้นดำรงอยู่ ในส่วนศาลรัฐธรรมนูญก็คงเห็นว่าพรรคการเมืองต้องยุบได้ยากเช่นกัน
แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจที่อยากยุบ ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าพรรคอนาคตใหม่กระทำผิดตามมาตรา 72 คือ รับเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญหมดทางเลือก เพราะจะเข้าข่ายมาตรา 92  ซึ่งต้องยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคในทางการเมือง ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้กำหนด กฎหมายกำหนดมาอย่างนั้นอยู่แล้ว