เปิดคำชี้แจง..นายกฯ ตอบทุกข้อสงสัยฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดคำชี้แจง..นายกฯ ตอบทุกข้อสงสัยฝ่ายค้าน

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี,รมตกลาโหม
เปิดอ่าน 307 ครั้ง

เปิดคำชี้แจง..”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ” นายกฯ ตอบทุกข้อสงสัยหลังถูกฝ่ายค้านซักฟอก ลั่นทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ

ขอชี้แจงในขั้นต้นเรื่องที่ไม่วางใจตนมีหลายเรื่องตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ไม่โกรธเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด เข้ามาชี้แจงด้วยความยินดี แม้มีการปล่อยข่าวว่า มีการเผชิญทั้งศึกใน ศึกนอก อย่างไรก็ตามไทยเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นฉบับที่มีคนว่าทั้งดีและไม่ดี อาจจะไม่ถูกใจใครบ้างก็ตาม

ทั้งนี้ ส.ส.ทั้งหลายรวมถึงตนก็ผ่านการเลือกของประชาชน จำกันได้หรือไม่ว่าตนได้คะแนนเสียงโหวตเลือกนายกฯ เกิน 250 เสียง ซึ่งมากกว่าฝ่ายค้าน ไม่มี ส.ว.มาร่วมโหวตด้วย

อ่านข่าว…  แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

ส่วนข้อกล่าวหาว่าไม่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่เคยมีความคิดแบบนี้เลย แต่ต้องมองย้อนกลับไปก่อน 22 พฤษภาคม 2557 ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์ในปี 2553 เกิดอะไร นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เข้ามาอยู่ตรงนี้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้เกิดความเรียบร้อยก่อนนำสู่การเลือกตั้ง นอกจากนั้นสิ่งที่กังวลในตอนนั้นคือการโกง ลองย้อนกลับไปดูว่ามีจำนวนเยอะหรือไม่

ลองตอบในใจดู ไม่ต้องตอบดังๆ และมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศหลายอย่าง การทำลายอำนาจตุลาการ ซึ่งชาวบ้านยอมรับ ยอมติดคุก แต่บางคนไม่ยอมติดคุก อย่างเรื่องถุงขนม ประชาชนก็ลองเปรียบเทียบดู ซึ่งกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อประโยชน์ใครไม่ทราบ รวมถึงการนิรโทษกรรม โครงการรับจำนำข้าว ใครทำก็ไม่รู้

ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าผมใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ผมไม่เคยไปก้าวล่วงใคร หรือจับติดคุกโดยปราศจากหลักฐานและข้อเท็จจริง ท่านไม่เป็นธรรมกับผม ผมไม่เคยว่า ผมก็อารมณ์เย็นตลอด ในอดีต จ.ภูเก็ต และนครสวรรค์ก็โดนมาแล้ว ถ้าไม่เลือกเราก็ไม่ได้โครงการ หรือที่มีบางคนพูดว่าผมอยู่ไม่ได้ ประเทศก็อยู่ไม่ได้ ใครพูดก็ไม่รู้ ดังนั้นถ้าไม่มีพยานหลักฐาน ก็ลงโทษคนทำผิดไม่ได้

ส่วนที่บอกว่าเศรษฐกิจมีปัญหา ต้องถามว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น หลายคนนั่งอยู่ตรงนี้ก็ทราบดี เพราะนั่งอยู่กับผมด้วย แล้วใครถูกตี ถูกทุบรถ เรื่องเหล่านี้ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก หากท่านจะตอบโต้ก็เอาหลักฐานมายืนยันแล้วกัน ทั้งนี้ในเรื่องมาตรา 44 จะเอาไปแกล้งข้าราชการทำไมวันนี้ไม่มีแล้ว

ที่ผ่านมาเอาไว้แก้ปัญหาเช่น องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ และการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ซึ่งก็ทำสำเร็จ ไม่ใช่เอาไว้ทำนู่นทำนี่ แต่ใช้ในการบูรณาการหรือแก้ปัญหา แล้วที่บอกว่าสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าใครพูดก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้ไปนั่งร่วมร่างด้วย เพียงแต่ส่งความเห็น กรธ.ได้ข้อสรุปอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น และ 5 ปี 7 เดือนที่อยู่ในตำแหน่ง

ลองนึกดูว่ามีคดีทุจริตกี่คดี ที่ผ่านมาเคยมีการแก้ไขหรือไม่ในกระบวนการยุติธรรม การทำงานทำตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ไปนั่งหัวโต๊ะแล้วสั่ง ไม่ก้าวล่วงอำนาจเขาเลย เพราะทุกกระทรวงมีกฎหมายอยู่ อย่างไรก็ตามที่บอกว่าเอื้อประโยชน์ให้ใครนั้น เป็นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือคาดกราณ์กันไป

        แล้วที่บอกว่ารัฐบาลใช้โครงการประชานิยม แต่ตนเรียก tailor made หรือ มี่แปลว่าช่างตัดเสื้อ คือแก้ปัญหาให้ประชาชนแต่ละกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งเราต้องดูแลเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถชี้แจงได้ รวมถึงเรื่องการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน BEM เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่สมัยไหน มีการให้สัมปทานมา 30 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องแก้ไข เพราะมีกรณีฟ้องร้อง ทั้งนี้ตนเป็นทหารต้องรักษาสัตย์ รักษาจิตใจของตนเองและต้องการให้การอภิปรายเป็นประโยชน์ เมื่อชี้แจงอะไรก็ให้กรุณาฟัง

ฟังทางนี้ ใครจะซื้อ ส.ส.อนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟังทางนี้ ใครจะซื้อ ส.ส.อนาคตใหม่

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:06 น.
สส,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 2,044 ครั้ง

ส.ส.อนาคตใหม่เป็นพวกดาวเคราะห์ไม่มีแสงในตัวเอง ได้รับเลือกเพราะธนาธรและพรรค ไปอยู่พรรคอื่นจะไม่มีประโยชน์

จะปล่อยข่าวหรือจะของจริง

เมื่อวานมี 2 เหตุการณ์ คือ สส.อนาคตใหม่ จำนวนหนึ่งไปนั่งที่นั่งของพรรคภูมิใจไทย ทำให้มีข่าวออกมาว่า สส.อนาคตใหม่ส่วนหนึ่งจะย้ายซบพรรคภูมิใจไทย

อ่านข่าว-ภูมิใจไทย อ้าแขนรับ ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ ยึดมาตรฐาน ศรีนวล

พอตกดึก สส.อนาคตใหม่ เปิดแถลงพร้อมคลิปเสียงสนทนาระหว่างชายคนหนึ่ง ปลายสายบอกออพชั่นว่า 23 ล้าน มาเยอะมีเก้าอี้ รมช.แถมให้ด้วย

2 ข่าวนี้กลบการอภิปรายของฝ่ายค้าน คณะยุทธการอรุณรุ่ง ไปเรียบร้อย

ความจริง การที่สส.จะย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ สส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ มีเวลา 30 วัน จะย้ายไปสังกัดพรรคตั้งใหม่ของ ธนาธร หรือจะย้ายไปพรรคการเมืองอื่น

ก่อนหน้านี้ ธนาธร เคยฟันธงว่า หากพรรคถูกยุบ จะมีสส.อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็น ยังอยู่กับพรรคใหม่ ที่เหลือมีจำนวนน้อยที่จะย้าย

แต่วันนี้ ยังไม่เห็นแววของพรรคใหม่ จึงมีความเคลื่อนไหวของสส.ที่อยากย้ายและพรรคการเมืองที่อยากได้

แต่ฟังทางนี้ก่อน หากใครจะซื้อตัวหรือดึงตัวสส.ของพรรคอนาคตใหม่ไป

ประการแรก ฝ่ายไหนรับไปได้หรือไม่ได้ประโยชน์ เพราะว่า สส.อนาคตใหม่ ที่มีสส.เขต 26 คน ที่เหลือเป็นสส.บัญชีรายชื่อ รวม 65 คน

ว่ากันว่า สส.ของอนาคตใหม่ เป็นสส.ประเภทดาวเคราะห์ คือไม่มีแสงในตัวเอง ได้รับเลือกตั้งมาเพราะปัจจัยสองอย่าง คือ ตัวธนาธร และอุดมการณ์ของพรรค

แทบจะไม่มีสส.เขตคนไหนที่ได้รับเลือกตั้งเพราะชื่อเสียงและคุณประโยชน์ที่ตนเองทำให้กับเขตเลือกตั้งของตัวเองเลย

ดังนั้นหากพรรคการเมืองอื่นรับไป จะมีปัญหาตามมาดังนี้

หนึ่ง หากเป็นสส.เขต จะไปทับซ้อนกับคนของพรรคเดิมอยู่แล้ว จะมีปัญหาเวลาส่งสมัครรับเลือกตั้ง หากเป็นสส.บัญชีรายชื่อ คนเหล่านี้ได้เป็นสส.เพราะคะแนนพรรค ความนิยมของ ธนาธร ไม่ใช่เพื่อตัวเองเลย

สอง รับมาแล้ว มีปัญหาค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

สองจุดหนึ่ง พรรคฝ่ายค้าน คงไม่เอาเพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร ในการที่จะได้สส.เพิ่ม แต่จะเพิ่มภาระในการดูแลอีกต่างหาก

หากมองประเด็นนี้ ปิดตายเลย ฝ่ายค้านไม่เอา ฉะนั้นจึงเหลือเฉพาะรัฐบาล ฝั่งรัฐบาลก็จะต้องวิเคราะห์ต่อไปว่า รับมาทำไม ได้อะไร

และคนเหล่านี้เมื่อไม่มีคะแนนในตัวเอง หากลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้าไม่มีทางจะได้รับเลือกตั้งเป็นสส. หากรับมาจะมีประโยชน์แค่ตอนนี้ แต่พอยุบสภาแล้วไม่มีค่าอะไรเลย

แต่หากพรรครัฐบาลจะรับ พรรครัฐบาลก็จะมี 2 พรรคคือพรรคแกนนำกับพรรคร่วม

หากพรรคแกนนำต้องการสส.เพิ่ม จะมองที่ประโยชน์ในสภาป้องกันปัญหาเสียงปริ่มน้ำ บรรดารัฐมนตรีที่เป็นสส. จะได้ไม่ต้องไปนั่งเฝ้าสภาเวลามีการประชุม พรรคแกนนำจะไม่ได้ประโยชน์เรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

จะได้ประโยชน์ก็เฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องการเพิ่มจำนวนสส. สมมุติเดิมมี 51 ได้มีอีก 9 รวมเป็น 60 หากปรับครม.ตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง เอาจำนวนสส.ไปหารเก้าอี้รัฐมนตรี จะทำให้พรรคร่วมได้เก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่ม

สองคือเอาไว้ต่อรองทางการเมือง เวลาต้องการผลประโยชน์อะไรจากพรรคแกนนำ หากไม่ให้ก็เอาจำนวนสส.ไปขู่ว่าจะถอนตัวหรือจะไม่ยกมือหรือไม่ไปประชุมสภา

แต่ทั้งหมดนี้ หากนายกฯ ประกาศว่า การเพิ่มจำนวนสส. ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโควตารัฐมนตรี จะมีผลแค่ทำให้พรรครัฐบาลเสียงในสภาไม่ปริ่มน้ำเท่านั้น

หากเป็นเช่นนี้ ก็เชื่อว่า พรรคการเมืองคงไม่ลงทุนไปซื้อสส.คนละ 20-30 ล้านมา เพราะถือว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ฉะนั้นใครจะซื้อสส.อนาคตใหม่ ขอให้ฟังทางนี้.

ฝ่ายค้านซัดรัฐบาล ล้มเหลว5ประการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านซัดรัฐบาล ล้มเหลว5ประการ

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:00 น.
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์,ล้มเหลว 5 ประการ,ฝ่ายค้าน,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

หมายเหตุ : นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ฝ่ายค้านจำเป็นต้องเปิดอภิปราย ตั้งข้อกล่าวหารัฐบาลไม่อาจไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไป เนื่องด้วยการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง ใช้อำนาจโดยมิชอบ ทำให้ล้มเหลว 5 ประการ ได้แก่

อ่านข่าว…  โหมโรงซักฟอก”ฝ่ายค้าน”ให้ค่านายกฯแค่นี้

1.ความล้มเหลวต่อการสร้างความเชื่อมั่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กฎกติการัฐธรรมนูญมีการพูดกันว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างมาเพื่อพวกเรา อาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตยมากล่าวอ้าง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านมิได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่เพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญที่สร้างมาเพื่อสืบทอดอำนาจนำพาให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เงื่อนไขกลไกรัฐธรรมนูญ บั่นทอนความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นใจในการลงทุน เกือบทุกประเทศไม่เปิดใจยอมรับประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่อาจไว้วางใจให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป เพื่อกร่อนเซาะระบอบประชาธิปไตยประเทศให้ถดถอยผิดรูปร่าง อับอายชาวโลก ไม่อาจไว้วางใจให้ส่งต่อประชาธิปไตยจอมปลอมถึงรุ่นลูกหลานที่เป็นอนาคตของชาติ

2.ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้หลักความยุติธรรมแปลงร่างเป็นหลักกูและพวกพ้องอย่างไม่รู้สึกอับอาย เช่น ตีความข้อกฎหมายกับคะแนนปัดเศษ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ได้พรรคเล็กมาหนุนเสริมอำนาจตน การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ ที่เลวร้ายสุดคือการใช้คดีความเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกดดันบุคคลบางกลุ่มเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพวกท่าน ไม่คำนึงถึงการทำลายหลักความยุติธรรม ทำเรื่องผิดเป็นถูก เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าแห่งตน ไม่คิดถึงอนาคตประเทศ

3.ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขอแบ่งช่วงเวลาที่สะท้อนความล้มเหลวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจเป็น 4 ช่วงคือ ระยะที่ 1 พ.ศ.2557-2558 ทำลายเศรษฐกิจฐานราก ยกเลิกมาตรการสนับสนุนสินค้าการเกษตรเกือบทั้งหมดแบบกะทันหัน เพราะกลัวถูกกล่าวหาเป็นประชานิยม ระยะที่ 2 พ.ศ.2559-2560 หลังยึดอำนาจ เริ่มแสวงหาประโยชน์ให้พวกพ้องบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีส่วนได้ส่วนเสียใกล้ชิดกับรัฐบาลได้ประโยชน์ถ้วนหน้า ทั้งโครงการอีอีซี โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การก่อสร้างรถไฟ 3 สนามบิน ที่เอื้อธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กี่ราย ระยะที่ 3 พ.ศ.2561-2562 ก่อนและหลังเลือกตั้ง เรียกว่า “สารพัดแจกมั่วซั่ว เพื่อการสืบทอดอำนาจ” ด้วยความอยากมีอำนาจ และกลัวสูญเสียอำนาจ ออกมาตรการซื้อเสียงล่วงหน้า เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการชิมช้อปใช้เฟสต่างๆ ระยะที่ 4 พ.ศ.2562-2563 ทุ่มให้สินเชื่อแต่ไร้กำลังซื้อ ไม่เข้าใจว่าช่วงเวลาใดประเทศต้องการอะไร ตราบาปที่ทำกับเศรษฐกิจประเทศถูกจารึกว่าคนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจประเทศ

4.ล้มเหลวปราบปรามการทุจริต ข้อมูลที่ยืนยันความล้มเหลวการปราบทุจริต ของรัฐบาลคือ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่ดัชนีภาพลักษณ์การคอรัปชั่นทั่วโลก ปี 2561 ปรากฏว่า ประเทศไทยถูกลดอันดับจากอันดับ 96 ปี 2560 เป็นอันดับ 99 ที่น่าเศร้าใจสุดคือ ความรุนแรงของการคอรัปชั่นกันในกองทัพ ทำธุรกิจหาประโยชน์กันในกองทัพ กลายเป็นต้นเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงที่โคราช ท่านอาจแกล้งหรี่ตามองไม่เห็นเพราะคนที่ทำเป็นคนแวดล้อม แต่ตนไม่อาจทนเห็นการโกงเงินภาษีประชาชนเป็นแสนล้าน ในวันที่ประชาชนลำบากยากเข็ญอีกต่อไปได้ และ

5.ล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี สังคมไทยรับรู้มาระยะหนึ่งว่า เราเป็นประเทศมีนายกฯ เป็นตัวตลก น่าอับอายต่อนานาประเทศ การแสดงวิสัยทัศน์และความเห็นต่างๆ แสดงถึงความด้อยซึ่งปัญญา ไม่เหมาะสมหลายครั้ง เช่น การทุบโต๊ะ โยนของใส่ผู้สื่อข่าว มองเห็นคนเห็นต่างเป็นศัตรู ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม สะท้อนวุฒิทางปัญญาและอารมณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่อาจไว้วางใจให้คนซึ่งประกาศตัวว่า มีเซลล์สมอง 84,000 เซลล์ บริหารประเทศได้ ท่ามกลางความล้มเหลวต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ย้อนรอย ‘บรรยิน’ กลางสมรภูมิ ‘ปากน้ำโพ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย ‘บรรยิน’ กลางสมรภูมิ ‘ปากน้ำโพ’

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:30 น.
บรรยิน,พตทบรรยิน ตั้งภาก,นายชาดา ไทยเศรษฐ์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ปากน้ำโพ
เปิดอ่าน 2,399 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 25 ก.พ.63

********************************

แม้ศึกเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร เขต 2 “พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์” จะไม่ได้ช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียง แต่ก็ซุ่มทำการบ้าน เตรียมจัดทีมผู้สมัครนายก อบจ. และ ส.อบจ.นครสวรรค์

จู่ๆ เสี่ยบรรยิน ก็ถูกตำรวจกองปราบบุกจับกุม พร้อมพวก ในคดีคนร้ายลักพาตัวพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อต่อรองทางคดีให้พิพากษายกฟ้องเสี่ยบรรยิน ในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๊ง มูลค่า 300 ล้านบาท

หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับพร้อมเสี่ยบรรยินคือ “ส.จ.อ๊อด” ด.ต.ธงชัย วจีสัจจะ ส.อบจ.นครสวรรค์ อ.เมือง เขต ซึ่งชาวบ้านแถวปากน้ำโพทราบดีว่า “ส.จ.อ๊อด” เป็นคนใกล้ชิดบรรยิน

อ่านข่าว-แจ้ง 6 ข้อหาหนัก “บรรยิน-พวก” ผบ.ตร.นำทีมคุ้ยหลักฐาน

ขาลง‘บรรยิน’

เลือกตั้งทั่วไป 24 มีนาคม 2562 พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ อาสาเป็นแม่ทัพใหญ่พรรคเพื่อไทย ทั้งในพื้นที่นครสวรรค์-กำแพงเพชร

ค่ายบรรยิน ทายาท เกียรติชูศักดิ์ และนุกูล แสงศิริ

เฉพาะสนามปากน้ำโพ เสี่ยบรรยิน วาดหวังให้ได้ 5 ที่นั่ง โดยฝากผีฝากไข้ไว้ที่ พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ เขต 4 และทายาท เกียรติชูศักดิ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ เขต 5

ที่สำคัญเสี่ยบรรยินวางตัวลูกสาว “เบล” บุษญา ตั้งภากรณ์ ลงเขต 1 และลูกชาย “บอส” วรภัทร ตั้งภากรณ์ ลงเขต 2

ผลเลือกตั้ง ส.ส.นครสวรรค์ สร้างความเจ็บช้ำให้แก่เสี่ยบรรยิน เพราะมีเสี่ยทายาทคนเดียวที่ได้เป็น ส.ส.เขต สำหรับ บุษญา ตั้งภากรณ์ และวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ พ่ายเรียบ

เฉพาะเขต 1 สิงห์เฒ่า-ภิญโญ นิโรจน์ เอาชนะลูกสาวเสี่ยบรรยินแบบล็อกถล่ม เพราะช่วงหาเสียงมีคนมาฟังปราศรัยของเพื่อไทยหลายหมื่นคน

สถานการณ์การเมืองในวันนี้..ต้องเรียกว่า ขาลงเสี่ยบรรยินของจริง

สร้างก๊กใหม่

เดิมทีเสี่ยบรรยินอยู่ในสังกัดกลุ่มวังน้ำยมของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ช่วงเลือกตั้ง 2550 เสี่ยบรรยินสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย และถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี เมื่อพรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ

เลือกตั้งปี 2554 เสี่ยบรรยินแยกทางกับสมศักดิ์ โดยหวนกลับพรรคเพื่อไทย รับบทแม่ทัพหลังม่าน ผลักดันวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยาลงสนามแทน

เสี่ยบรรยินได้ “นายทุนรายใหม่” จึงรวบรวมไพร่พลตั้งก๊กใหม่ ไม่ยอมเป็นลูกน้องใครอีก พยายามยึดสนามท้องถิ่นนครสวรรค์ให้ได้

บรรยินส่งลูกสาวลงสนาม แต่แพ้มังกรปากน้ำโพ

เมื่อกระสุนจากมือปืนสไนเปอร์พุ่งเจาะหัว “อำนาจ ศิริชัย” นายก อบจ.นครสวรรค์ จึงมีการเลือกตั้งท้องถิ่นใหม่ ตอนนั้นการเมืองปากน้ำโพร้อนรุ่มราวแผ่นดินลุกเป็นไฟ

ปี 2553 เลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ แทนเสี่ยอำนาจ มานพ ศรีผึ้ง อดีต ส.จ. อ.ท่าตะโก ชนะ ร.ต.ต.จำเริญ วรทอง อดีตรอง นายก อบจ.นครสวรรค์ จากค่ายฉลามดำ

ต้นปี 2557 บรรยินส่งพี่ชาย ร.อ.จักรวาล ลงสนามเลือกตั้ง ส.ว. และได้รับชัยชนะ หลังจากเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2552 พี่ชายเสี่ยบรรยิน พ่ายภรรยาของอำนาจ ศิริชัย

ว่ากันว่านับแต่เสี่ยบรรยินติดบ่วงคดีเสี่ยชูวงษ์ นักการเมืองท้องถิ่นในสังกัดแยกตัวออกไปหลายคน

ภูมิใจไทยมาแล้ว

ย้อนไปดูช่วงเลือกตั้งปี 2562 เสี่ยบรรยินได้ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” มาร่วมกองบัญชาการเลือกตั้ง ซึ่ง พล.ต.ท.สมศักดิ์ เป็นนายตำรวจที่วนเวียนอยู่แถวปากน้ำโพ และเข้าร่วมทีมเฉพาะกิจ “ฉลามดำ” ของ พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์” มือปราบรุ่นพี่

เมื่อลาออกจากราชการตำรวจ พล.ต.ท.สมศักดิ์ สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรค มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ

ที่น่าสนใจผลการเลือกตั้ง ส.ส.นครสวรรค์ ปี 2562 ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ได้ปักธงสีน้ำเงินไว้ที่เขต 4 คือ มานพ ศรีผึ้ง” อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ ที่คว่ำ นุกูล แสงศิริ เด็กในคาถาของเสี่ยบรรยิน

มานพ ศรีผึ้ง ดาวเด่นค่ายภูมิใจไทย

ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของมานพคือ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่อุทัยธานีและนครสวรรค์

ด้วยเหตุนี้การเลือกตั้งนายก อบจ.นครสวรรค์ ที่จะมีขึ้นภายในปีนี้ จึงมีข่าวเสี่ยบรรยิน เปิดการเจรจากับทุกกลุ่มการเมืองในปากน้ำโพให้จับมือกันส่งผู้สมัครนายก อบจ. ไม่ต้องแข่งขันกันเอง

แค่ได้ยินว่าชาดาจะลงมาลุยสนามท้องถิ่นเมืองสี่แคว..เสี่ยบรรยินก็หนาวถึงขั้วหัวใจ

เปิดใจ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” “พ่อบ้านประชารัฐ” กับแผล พปชร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418882?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” “พ่อบ้านประชารัฐ” กับแผล พปชร.

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:20 น.
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 475 ครั้ง

เปิดใจ”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” “พ่อบ้านประชารัฐ” กับแผล พปชร. คอลัมน์… Exclusive talk

 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นหนึ่งคนที่ถูกจับตามอง เมื่อพรรค พปชร. มีเรื่องวุ่นๆ นั่นเพราะอยู่ในตำแหน่งสำคัญ โดยทั้งเก้าอี้เลขาฯ พรรค และรมว.พลังงาน ต่างอยู่ในเรดาร์ที่ถูกหมายตาจากคนหลายกลุ่ม

อ่านข่าว… สนธิรัตน์ ปลื้ม ปชป.โดดช่วยศึกซักฟอก
“เนชั่นสุดสัปดาห์” คุยกับ “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ถึงการทำงานในภาพรวมของรัฐบาล รวมถึงปัญหาวุ่นๆ ในพรรคพลังประชารัฐที่เกิดขึ้นบ่อยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

รมว.พลังงาน เริ่มด้วยการพูดถึงการทำงานของรัฐบาลว่า รัฐบาลพยายามตั้งใจขับเคลื่อนผลงานตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภามาเอาไว้ โดยภาพรวมนั้นทุกพรรคตั้งใจผลักดันผลงานอย่างเต็มที่ มีบางเรื่องเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ขณะที่บางเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินงาน

เขาเล่าให้ฟังว่าในการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมา รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาไม่ว่าจะเป็นสงครามเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจขั้นรุนแรง เช่น ค่าเงินบาท ซึ่งกระทบต่อการส่งออก การใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ที่เกิดล่าช้า จึงกระทบต่อจีดีพี ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งส่งผลต่อเครื่องยนต์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงจะเห็นว่าแม้รัฐบาลจะพยายามเดินหน้านโยบายแต่ก็มีปัจจัยทางด้านลบที่ทำให้การทำงานบางอย่างยังไม่สัมฤทธิ์ผล

“แน่นอนว่าการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่เหมือนการทำงานกับรัฐบาลก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะมี ครม.เศรษฐกิจมาประสานการทำงาน โดยการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองหลายพรรค มีทั้งด้านบวกและข้อลบ ซึ่งข้อดีคือมีความคิดที่หลากหลาย ขณะเดียวกันการดำเนินการบางอย่างก็ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากนัก”

 “พ่อบ้านประชารัฐ” ตอบคำถามกรณีที่ถูกมองที่ผลงานพรรคร่วมอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” เด่นกว่าพรรคแกนนำรัฐบาลว่า รัฐบาลพยายามผสมผสานนโยบายของทุกพรรคการเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐบาลมากที่สุด การเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ไม่สามารถหยิบนโยบายของพรรคตัวเองมาชูโรงแต่เพียงพรรคเดียว จึงต้องเกิดการผสมผสาน แต่ทุกนโยบายและทุกผลงานล้วนเป็นของรัฐบาล ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง”

มาโฟกัสที่ “พรรคพลังประชารัฐ” นายสนธิรัตน์ ให้คะแนนพรรคตัวเองว่า ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นงานในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่เห็นว่างบประมาณปี 2563 ผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ก็ยอมรับว่าพรรคพลังประชารัฐ มีปัญหากันภายในบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของพรรคการเมืองขนาดใหญ่

“นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะสิ่งสำคัญคือเรามีความเป็นเอกภาพ ความไม่เข้าใจกันบ้าง ก็เป็นแบบนี้ทุกพรรค ถ้าเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีคนมาก ย่อมมีความคิดแตกต่างกัน หรือเป็นธรรมชาติของการเมือง แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่มีความไม่เข้าใจกันขั้นรุนแรง”

ในฐานะเลขาฯ พรรค “นายสนธิรัตน์” กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาภายในก็ได้พยายามประสานกับกลุ่มเพื่อประสานความสัมพันธ์ให้ทุกกลุ่มที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันสามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยยึดหลักการขับเคลื่อนตามแนวทางยุทธศาสตร์พรรค พยายามเอาพื้นฐานความเป็นพรรคพลังประชารัฐมาสร้างระบบการทำงาน รองรับแนวความคิดของคนทุกกลุ่ม

เมื่อถามว่าเหมือนเก้าอี้เลขาฯ พรรค และรมว.พลังงาน จะถูกเลื่อยขาอยู่บ่อยๆ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองที่มีความหลากหลาย และไม่รู้สึกเครียดหรือกังวลในเรื่องนี้ เพราะเป็นธรรมดาของการเมืองซึ่งต้องมีการพูดคุย ทำความเข้าใจระหว่างกัน

รมว.พลังงาน พูดถึงกระแสการปรับ ครม.หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอนนี้มีเพียงกระแสข่าว จึงอาจจะเร็วเกินไปที่จะมองไปถึงตรงนั้น เพราะการปรับ ครม.อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสนธิรัตน์ ยืนยันว่า ยังแนบแน่น

“ที่บอกว่าเราห่างเหินกันเป็นข่าวลือทั้งนั้น เป็นการให้ข่าวโดยไม่มีมูลเหตุอะไรเลย ผมกับท่านอาจารย์สมคิด เป็นทีมเดียวกัน ทำงานด้วยกันอย่างแนบแน่น แต่หลังการตั้งรัฐบาลใหม่ ต่างคนต่างก็มีบทบาทของตัวเอง โดยกระทรวงพลังงาน เป็นงานอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกับท่านมาก ไม่เหมือนตอนที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ท่านใช้กลไกกระทรวงนี้มากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความห่างเหินกัน เรายังแนบแน่น เป็นทีมเดียวกันอยู่ เพราะเราเดินทางมาด้วยกัน”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ทิ้งท้ายว่าถึงวันนี้คิดว่ารัฐบาลอยู่ได้ แม้เสียง ส.ส.ในสภาจะไม่แตกต่างจากฝ่ายค้านมากนัก แต่ก็มีความมั่นคงเพียงพอในการสนับสนุนรัฐบาลให้คงอยู่ไปได้

“เพราะเดิมทีหลายคนมีความเป็นห่วงเรื่องนี้ แต่นับวันเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงน้อยลง ส่วนจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานของรัฐบาล ปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ แต่ทุกรัฐบาลก็อยากจะอยู่ให้ครบ 4 ปี”

29 ปี “รสช.” ยึดอำนาจ บทเรียนขุนศึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

29 ปี “รสช.” ยึดอำนาจ บทเรียนขุนศึก

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:05 น.
พลอสุนทร คงสมพงษ์,รสช,ยึดอำนาจ,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 484 ครั้ง

29 ปี “รสช.” ยึดอำนาจ บทเรียนขุนศึก คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา – บางปะกง

ปี 2534 เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู อสังหาริมทรัพย์คึกคัก ตลาดหุ้นบูม และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มชาติอินโดจีนกำลังเบ่งบาน ตามนโยบายแปรสนามรบเป็นสนามการค้า

แม้ช่วงปลายปี 2533 จะมีการขยับของ “ท็อปบู๊ต” ตบเท้าให้กำลังใจอดีตนายทหารใหญ่ แต่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ธุรกิจชั้นนำ ก็มั่นใจว่า การยึดอำนาจเป็นสิ่งล้าหลัง ไม่มีนายทหารคนไหนกล้าทำหรอก

ในที่สุด วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะทหารในนาม “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” (รสช.) ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

นสพ.ไทยรัฐ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว

คณะ รสช.นี้ มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้า แต่ผู้ที่ก่อการตัวจริงคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ

เค้าลางของการยึดอำนาจ น่าจะเริ่มมาจากการเปลี่ยนถ่ายอำนาจในกองทัพ จาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งควบ 2 ตำแหน่งคือ ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาแต่สมัยรัฐบาลเปรม โดย พล.อ.ชวลิตให้คำสัญญาสุภาพบุรุษว่า จะลาออกจาก 2 ตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการ เพื่อเปิดทางให้รุ่นน้องขยับ

หลังเลือกตั้งทั่วไป ปี 2531 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม สถานการณ์ในกองทัพยังปกติ จนกระทั่ง “ทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” เริ่มแผลงฤทธิ์

วันที่ 1 สิงหาคม 2532 พล.ชวลิต ยงใจยุทธ ผบ.ทบ. และผบ.สส.ในเวลานั้น ออกมาพูดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2532 ว่า คอร์รัปชั่นในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 90% ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี หรือทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ออกมาโต้นายพลจิ๋ว

พล.อ.วิโรจน์ แสงสนิท (ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก-ตำแหน่งขณะนั้น) แกนนำ จปร.5 จึงจัด “ม็อบท็อปบู๊ต” ชุมนุมกันที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เรียกร้องให้นายกฯ ชาติชาย ปลดสุขุมพันธ์ออกจากตำแหน่ง สุดท้ายแล้ว สุขุมพันธ์ก็ยื่นใบลาออกจากการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

นัยว่า การแสดงพลังของ จปร.5 เป็นการ “ซื้อใจ” พล.อ.ชวลิต เนื่องจาก “พี่จิ๋ว” ของน้องๆ สัญญาว่า จะลาออกก่อนเกษียณ เพื่อเปิดทางให้นายทหารรุ่นน้องได้ขยับขึ้นมาเป็นผู้นำเหล่าทัพ

จากนั้น พล.อ.ชวลิต ได้ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ในวันที่ 27 มีนาคม 2533 โดย พล.อ.สุจินดา ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ทบ. และ พล.อ.สุนทร เป็น ผบ.สส. ก่อนหน้านั้น ฤดูกาลโยกย้ายปี 2532 พล.อ.ชวลิต ก็โยก พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ออกจาก บก.สูงสุด คืนรังเป็น ผบ.ทอ.

ปลายปี 2533 พล.อ.สุจินดา ผบ.ทบ. และแกนนำกลุ่ม จปร.5 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ทหารเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล” โดยเฉพาะท่าทีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ (ขณะนั้น)

เมื่อมีการปรับ ครม.ชาติชาย โดยแต่งตั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก เป็นรัฐมนตรีช่วยกลาโหม ซึ่งถูกจับจ้องว่าตั้งขึ้นมาเพื่อปลดนายพลเสื้อคับ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ.

ในที่สุด พล.อ.สุจินดา คราประยูร วางแผนร่วมกับ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี จากนั้น เขาจึงไปปรึกษา พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล ก่อการยึดอำนาจ โดยเชิญ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ มาเป็นหัวหน้า รสช.

มีเรื่องเล่าว่า พล.อ.สุนทร เคยคิดก่อการยึดอำนาจ ถ้าจำกันได้ นายกฯ ชาติชาย เชิญ พล.อ.ชวลิต ให้เข้าร่วมรัฐบาล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แต่ พล.อ.ชวลิต ก็ลาออกจากทั้งสองตำแหน่ง เพราะถูกโจมตีอย่างหนักจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าพรรคมวลชน(ขณะนั้น)

พล.อ.สุนทรก็แค่คิด แต่นายทหาร จปร.5 ยึดอำนาจจริง แรกทีเดียว พล.อ.สุนทร ก็นึกว่าเป็นการทำให้ พล.อ.ชวลิต ผู้เป็นทั้งนายเก่าและเพื่อนรัก

พล.อ.ชวลิต ปราศรัยท้องสนามหลวง ปี 2534 ดับเครื่องชน รสช.

หลังจากที่มีการแต่งตั้งอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุนทร ก็รู้ว่า พล.อ.สุจินดา มิได้ยึดอำนาจเพื่อ “เพื่อนจิ๋ว” หากแต่เป็นการสืบทอดอำนาจของ จปร.5 หรือคณะทหารรหัส 0143

อารมณ์ผิดหวัง และแค้นใจที่ถูกรุ่นน้องหักหลัง คือเชื้อไฟในใจนายพลจิ๋ว ได้ประกาศทำศึกกับนายทหารรุ่นน้อง จนสถานการณ์บานปลายกลายเป็นพฤษภาทมิฬ

ฝุ่นพิษอันตราย ระวังโรคร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นพิษอันตราย ระวังโรคร้าย

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
WHO,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม 25,หยุดสงกรานต์ 9 วัน
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

ฝุ่นพิษอันตราย ระวังโรคร้าย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอแจ้งให้ทราบถึงอันตรายจากฝุ่นพิษที่เกิดใน กทม.หรือเมืองใหญ่และเตือนมาให้ระวังสุขภาพไว้ให้ดี

ขอแจ้งคำเตือนของ WHO หรือองค์การอนามัยโลก แจ้งไว้ว่า โรคร้ายที่มากับฝุ่นพิษคือโรคปอด-โรคหลอดเลือดสมอง-โรคหัวใจ

อ่านข่าว…  ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา

ปัญหาฝุ่นพิษหรือมลภาวะต่างๆ เป็นภัยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะท่อไอเสียหรือการก่อสร้าง-การเผาขยะ และบางทีอาจจะไม่รู้ตัวว่าฝุ่นพิษเหล่านี้ค่อยๆ สะสมในร่างกายของเรา

กันไว้ดีกว่าแก้จึงขอแนะนำให้สวมหน้ากากเวลาออกจากบ้านหรือเข้าไปในแหล่งรวมคนเยอะๆ

เตือนมาด้วยความปรารถนาดีและอยากให้ทุกท่านมีสุขภาพดี
อ๊อด เทอร์โบ


เรื่อง สงกรานต์นี้ไม่หยุดยาว
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

หลังจากที่รัฐบาลมีมติไม่อนุมัติให้หยุดสงกรานต์ยาว 9 วัน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะ แรงงานภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ไม่หยุดเพิ่ม เพราะวันหยุดปกติมากพอแล้ว ที่ผ่านมาก็ชดเชยเยอะแล้ว ยิ่งหยุดมาก เศรษฐกิจก็จะยิ่งแย่ ส่วนใครจะหยุดเพิ่มก็เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน

แม้จะมองว่าการหยุดยาวเป็นผลดีต่อธุรกิจในด้านการท่องเที่ยว แต่คนที่มีรายได้สูงเขาก็ขนเงินออกไปเที่ยวต่างประเทศ เขาไม่เที่ยวในประเทศอยู่แล้ว การหยุดยาวไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในประเทศเท่าไร ทั้งส่งผลเสียต่อหลายๆ ฝ่าย เช่น ในภาคการผลิต หรือ ภาคธุรกิจเอกชน ที่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน แต่พนักงานได้หยุดยาว ไม่ยุติธรรมกับนายจ้าง ทางภาครัฐก็ไม่ได้ชดเชยอะไรในส่วนนี้ รวมถึงกลุ่มแรงงานที่ได้ค่าจ้างเป็นรายวันต้องเสียรายได้ด้วย

หน่วยงานราชการหากหยุดติดต่อหลายวันก็คงไม่ดีแน่ การให้บริการประชาชนธุรกรรมต่างๆ กับรัฐมีความจำเป็นมาก

ยิ่งหยุดเยอะ ยิ่งขี้เกียจ ดีแล้วค่ะ ที่ไม่หยุดเพิ่ม เพราะต่อให้ไม่หยุดเพิ่ม บางคนก็ลากิจ ลาป่วย ลาหยุดเพิ่มอยู่ดี
สมพร (เมืองน่าน)


ตอบคุณ ‘สมพร’ เมืองน่าน
จดหมายของคุณสั้นแต่ได้ใจความดีครับ และโดยส่วนตัวแล้วอยากให้ทุกคนขยันทำงานไม่ใช่หาโอกาสหยุดยาวซึ่งจะส่งผลกระทบดังแจ้งมา

ปกติแล้วมีชาวไทยจำนวนหนึ่งหาโอกาสหยุดยาวช่วงสงกรานต์-ปีใหม่ ฯลฯ อยู่แล้วจึงขอสนับสนุนว่าเรามีวันหยุดมากพอแล้วและสงกรานต์ปีนี้จึงไม่ควรหยุดยาว 9 วันแต่อย่างใด

การหยุดยาวไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเหมือนที่คิด ลองหาวิธีการอื่นๆ จะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


ระวังผิดกฎหมาย
อุ้มบุญ – อุ้มบาป (ผ่านไปยังผู้คิดทำ)

กลายเป็นข่าวดังครึกโครมหลังเกิดปัญหาเกี่ยวกับการ “อุ้มบุญ” ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์เกี่ยวเนื่องกัน อย่างล่าสุดที่หลายคนคงได้ติดตามข่าวกันกรณีตำรวจเข้าจับกุมเครือข่ายแก๊งอุ้มบุญชาวจีน

ดิฉันเข้าใจว่าการมีบุตรนับเป็นหัวใจสำคัญของการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว หลายคู่จึงแสวงหาวิธีที่จะให้ได้บุตรมาเติมเต็มความสมบูรณ์ ซึ่งบางครอบครัวเลือกใช้วิธีการรับบุตรบุญธรรม หรือใช้วิธีการว่าจ้างให้หญิงอื่นมาอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์แทน

ในบางกรณีกฎหมายไม่เปิดช่องให้ดำเนินการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายของประเทศไทยบ้านเรา ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของกลุ่มบุคคลที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ หรือสามีภรรยาซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสนั้น วิธีการดังกล่าวถือมีความผิดตามกฎหมาย และมีโทษทางอาญา

คำถามเกิดขึ้นมากมายในสังคม ถ้ามองให้เป็นเรื่องร้ายแรงก็ถือว่าผิดแต่สำหรับผู้มีบุตรยากการอุ้มบุญอาจเป็นทางออกสุดท้ายของใครบางคนแต่ไม่ได้รับการอนุญาต เหมือนบอกว่าคุณเป็นโรคที่ไม่ควรสืบพันธุ์ต่อไป ลิดรอนทางออกทั้งที่ยังมีทาง ถ้ามองกันมุมนี้ก็ไม่ควรผิดกฎหมาย แต่ควรมีกฎหมายรัดกุม ถ้ามองทางศีลธรรม จรรยา ค่านิยมทางสังคม เป็นการทำให้การตั้งครรภ์เป็นเพียงภาชนะหรือทางผ่าน ลดคุณค่าของการตั้งครรภ์

ถ้ามองทางอุตสาหกรรมและค้ามนุษย์ มีผลผลิตเป็นมนุษย์แถมผลิตได้เรื่อยๆ ไม่มีวัตถุดิบที่เสียเปล่า เป็นการลงทุนที่กำไรสูง เด็กที่ได้ไม่มีปากเสียงเสี่ยงต่อการเอาไปเป็นอวัยวะ ถ้าอิงปรัชญาหลักเสรีนิยม เป็นภาวะสมยอมทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเอาเปรียบอีกฝ่าย เป็น demand และ supply ถ้าอิงปรัชญา

หลักสังคมนิยม เป็นแค่การสนองความต้องการส่วนตัว โดยเสี่ยงต่อผลกระทบต่อส่วนรวม ต่อให้อุ้มบุญให้พ่อแม่ที่ดี ได้ดีใจสัก 10 คู่ แต่มีอุ้มบุญที่ค้ามนุษย์แค่ 1 คน ก็มีผลเสียต่อสังคมโดยรวมมากกว่ามาก

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีตไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับในเรื่องนี้ จึงมีคนทำเป็นเรื่องปกติไม่สนใจสายตาสังคม แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปเพราะมีกฎหมายรองรับเรื่องการอุ้มบุญ หรือตั้งครรภ์แทนแล้ว โดยอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ภายใต้เงื่อนไขตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 การตั้งครรภ์แทน โดยมีเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ตามมาตรา 21
นวลวรรณ (กทม.)


วงจรอุบาทว์อาชญากร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วงจรอุบาทว์อาชญากร

25 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:30 น.
คดีอุกฉกรรจ์,ผู้พิพากษา,ลักพาตัว
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

วงจรอุบาทว์อาชญากร บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563

ระยะนี้เกิดคดีอุกฉกรรจ์ขึ้นหลายคดี นับเนื่องจากกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนควงปืนชิงทรัพย์ร้านทองในห้างสรรพสินค้า และกราดยิงดะเสียชีวิตไปหลายคน คดีต่อมา “จ่าคลั่ง” ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าไม่เลือกหน้าทั้งผู้หญิงและเด็ก ทั้งในค่ายทหาร วัด และห้างสรรพสินค้ารวม 29 ชีวิต ล่าสุดเกิดคดีอุ้มฆ่าอย่างโหดเหี้ยม พี่ชายผู้พิพากษาอาวุโส ศาลอาญากรุงเทพใต้ 2 คดีแรกนั้นสร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาให้แก่ประชาชนไม่น้อยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะที่ควรจะมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง หากแต่คดีที่ 3 ยังสะท้านสะเทือนความรู้สึกของประชาชนหนักเข้าไปใหญ่ เพราะผู้ก่อเหตุลงมือในสถานที่ที่อยู่ในอาณาบริเวณศาลยุติธรรม

แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คดีที่ 3 นี้ มีผู้ต้องหาเป็นถึงอดีต ส.ส. เป็นถึงอดีตรัฐมนตรี ซึ่งในทางการสืบสวนของตำรวจพบว่า นักการเมืองผู้นี้น่าจะมีเหตุจูงใจเพื่อบีบบังคับให้ผู้พิพากษาอาวุโสพิพากษายกฟ้องในคดีสำคัญที่เขาตกเป็นจำเลย และมีแนวโน้มว่าอาจจะแพ้คดี จนถึงขั้นจับตัวพี่ชายของผู้พิพากษาอาวุโสเป็นตัวประกันและนำไปสู่การฆาตกรรมในเวลาต่อมา ถือเป็นคดีที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมอย่างที่สุด นั่นคือ ผู้มีอิทธิพลกำเริบเสิบสานไปไกลถึงขนาดขู่ศาลกันแล้ว นอกจากขู่ศาลแล้วยังลงมือฆ่าคนใกล้ชิดอย่างทารุณเลือดเย็น ซึ่งตำรวจจะต้องเร่งคลี่คลาย สอบสวน และทำสำนวนเพื่อส่งขึ้นพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป แต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ คงไม่จบเพียงเท่านั้นเพราะยังมีอีกหลายกรณีที่ต้องจัดการเพื่อความอุ่นใจของประชาชน

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม บอกว่า เรื่องการคุ้มกันศาล หลังจากวันนี้ เจ้าพนักงานตำรวจศาล หรือ คอร์ทมาร์แชล จะเข้าไปเสริมการดูแลเรื่องการคุ้มกันและการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ นอกจากการทำหน้าที่ตามปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องนี้นับว่าร้ายแรงไม่เคยเกิดขึ้นกับศาลมาก่อน กระทบต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา หลังจากนี้หน่วยงานของศูนย์รักษาความปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ตำรวจศาล ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอาคารสถานที่ และความปลอดภัยของตัวบุคคล สำนักงานศาลยุติธรรมจะต้องวางมาตรการในเชิงป้องกันเพื่่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ถ้าหากมีคดีสำคัญเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลจะต้องวิเคราะห์เรื่องการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิด จะต้องอารักขาตัวองค์คณะ จึงต้องเพิ่มกำลังคอร์ทมาร์แชลโดยเร็ว

จากคดีที่ยกมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความรุนแรงได้เพิ่มระดับขึ้นทุกขณะ และที่น่าวิตกอย่างยิ่งก็คือ ความรุนแรงหรืออาชญากร ได้เหิมเกริมรุกล้ำเข้าสู่อาณาบริเวณชั้นปลายสุดของกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่น่าห่วงมากที่สุดก็คือ เมื่อศาลถูกข่มขู่จากอิทธิพลใดก็ตาม ความปลอดภัยหรือในทางกลับกันคืออันตรายของผู้พิพากษาจะกระทบต่อความเป็นอิสระในการพิจารณาคดีของศาล ยิ่งในสภาพสังคมที่อาชญากรรมรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การอำนวยความยุติธรรมก็ต้องทำงานกันหนักขึ้นในทุกมิติ ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นอย่างยิ่งแล้ว ที่ต้องเร่งเพิ่มความปลอดภัยให้แก่สถาบันอำนวยความยุติธรรมในระดับชั้นสูงสุด ในวันที่อาชญากรกลัวการจองจำ จนกล้าเลือกเข้าวงจรเลวร้ายเสี่ยงก่ออาชญากรรมกับกระบวนการยุติธรรมเผื่อว่าจะรอดไปได้

ย้อนรอยกองทุนฉาว”1MDB”คืออะไรทำไม”ช่อ”ถึงลากสู่กการเมืองไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอยกองทุนฉาว”1MDB”คืออะไรทำไม”ช่อ”ถึงลากสู่กการเมืองไทย

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:55 น.
ช่อ พรรณิการ์,กองทุน 1MDB,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 815 ครั้ง

ย้อนรอย กองทุนฉาว ‘1MDB’ คืออะไร ทำไม ‘ช่อ-พรรณิการ์’ ถึงลากสู่การเมืองไทย

คลายความสงสัย กองทุน “1MDB” คืออะไร? เมื่อ “ช่อ-พรรณิการ์” หยิบขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ในนาม “คณะอนาคตใหม่” และบอกพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีพฤติกรรมปกปิดข้อเท็จจริง กรณีอาชญากรรมทางการเงินอื้อฉาวนี้!

อ่านข่าว-เปิดที่มา 1MDB วิธีการยักยอก เอาไปทำอะไรและใครได้ไป

    กองทุน 1MDB คืออะไร?​
หลายคนอาจยังสงสัย โดยเฉพาะเมื่อ “1MDB” หรือ 1Malaysia Development Berhad ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากเคยเป็นเรื่องราวใหญ่โตในมาเลเซีย ที่ทั่วโลกจับตา แต่วันนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตในบ้านเรา เมื่อ ช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ หยิบมาพาดพิงถึงความไม่ชอบมาพากลจากความเชื่อมโยงระหว่าง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กับ กรณีอาชญากรรมทางการเงินสุดอื้อฉาวนี้!

การเปิดเผยครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาครั้งแรกของ “คณะอนาคตใหม่” โดยเนื้อหาของการอภิปราย มีการหยิบยกกรณี การฉ้อโกงเงินคดีอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก 1MDB (1Malaysia Development Berhad) ผ่านกองทุนแห่งรัฐ หรือ Sovereign Wealth Fund ที่ก่อตั้งโดย “นาจิบ ราซัค” และถูกเปิดโปงข้อมูลว่า มีเงินหลายแสนล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนชาวมาเลเซียรั่วไหลเข้าสู่กระเป๋าของผู้​มีอิทธิพล​ทั่วโลก และฟอกเงินเป็นทรัพย์สินต่างๆ

ตอนหนึ่ง ช่อ-พรรณิการ์ ได้เอ่ยว่า กองทุนฉาวนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเป็นพันธมิตร​มืดของไทย-มาเลเซีย ซึ่งในขณะนั้นมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำรัฐบาลหลังการทำรัฐประหารปี2557

พร้อมอ้างว่า พบหลักฐานที่เขื่อได้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีพฤติกรรมปกปิดข้อเท็จจริงกรณีอาชญากรรมทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก!!

        1MDB คืออะไร
มาถึงตรงนี้แล้ว.. หลายคนอาจสงสัยว่า 1MDB คืออะไร ??

เราจะพาย้อนกลับไปดูว่า 1MDB ที่ครึกโครมสนั่นโลกเมื่อปี 2558 นั้น เป็นมาอย่างไร ผ่านบทความ “หนังตื่นเต้นชื่อการเมืองมาเลเซีย” ซึ่ง ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์ “อาหารสมอง” ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เล่าเรื่องราวสุดเข้มข้นไม่ต่างจากหนังฮอลลีวู้ด และแถมด้วยฆาตกรรมผู้หญิงท้อง โดยเราขอสรุปความโดยสังเขป ดังนี้..

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นหลังจาก หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ลงข่าวช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ว่า ผู้ตรวจสอบของมาเลเซียได้พบว่ามีเงินไหลจากกองทุนที่มีชื่อว่า 1MDB (1Malaysia Development Berhad) จำนวน 700 ล้านดอลลาร์ เข้าบัญชีส่วนตัวของ “นาจิบ ราซัค” ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลักฐานจากการสอบสวนว่า นาจิบเกี่ยวพันโดยตรงกับกองทุนนี้ สอดคล้องกับข้อสงสัยที่มีมานานพอควร ซึ่งบุคคลที่ออกมากล่าวหา คือ​ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่ออกมาตำหนินาจิบ พร้อมด้วย พรรครัฐบาล (UMNO) และรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องคอร์รัปชันจากกองทุนนี้

กองทุน 1MDB ตั้งโดย “นาจิบ ราซัค” ในปี 2008 โดยใช้เงินรัฐบาลเมื่อตอนเขาเป็น “รองนายกรัฐมนตรี” เพื่ออำนวยให้เกิดการลงทุนในตะวันออกกลาง

หลังจากตั้งไม่นานก็ก่อหนี้มูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อซื้อทรัพย์สินในด้านพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ แต่แผนการที่จะขายหุ้นพลังงานกลับล้มเหลว กองทุนก็ประสบปัญหาในการชำระหนี้ จนต้องเปลี่ยนผู้ตรวจสอบบัญชีอย่างน้อย 2 ครั้ง

เมื่อมีการเปิดเผยการดำเนินงานของ 1MDB ประชาชนก็เห็นความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของธุรกรรมของกองทุน สังเกตเห็นได้ว่า กองทุนมักจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจากบริษัทเอกชนในราคาที่สูงเกินจริง และบริษัทเหล่านี้ ต่อมาบริจาคเงินให้การกุศลอีกที โดยมีนายนาจิบเป็นหัวเรือใหญ่ของกองทุนการกุศล ในช่วงเวลาก่อนหน้าเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ในบางรัฐในปี 2013

ผู้ร้ายของเรื่องนี้คือ นายโจ โลว์​ (Jho Low) หนุ่มนักต่อรองผลประโยชน์ธุรกิจตัวยง และเป็นเพื่อนของลูกเลี้ยงนายนาจิบ

โดยอีเมลที่รั่วออกมาระบุว่า เขากู้ยืมเงินก้อนใหญ่โดยใช้บริการค้ำประกันเงินกู้ของรัฐ โดยไม่มีการอนุมัติจากธนาคารกลาง ยิ่งไปกว่านั้นเขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานร่วมลงทุนของกองทุนกับบริษัทน่าสงสัยใน ABU Dhubi จนกองทุนสูญเงินไป 2,500 ล้านดอลลาร์

กองทุน 1MDB อื้อฉาวในหลายเรื่อง เกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนในลักษณะซื้อทรัพย์สินจากเพื่อนเศรษฐีที่คุ้นเคย ผู้บริหารกองทุนในราคาแพง แต่เวลาขายกลับขายราคาถูกจนหนี้ท่วมกองทุน นอกจากนี้ ยังยักย้ายถ่ายเทเงินแบบซ่อนเงื่อนเข้าบัญชีนายนาจิบอีกด้วย

อื้อฉาวเรื่องเงินทองไม่พอ คดีเก่าที่ค้างคาใจคนมานาน ก็เริ่มมีการขุดคุ้ยขึ้นมาอีก เพื่อเล่นงานนายนาจิบ โดยเรื่องก็มีอยู่ว่าในปลายปี ค.ศ.2006 มีล่ามแสนสวยชาวมองโกเลียถูกฆ่าอย่างทารุณ และเมื่อพิสูจน์ศพก็พบว่า เธอกำลังท้องอยู่ ตำรวจถูกแรงกดดันให้เหยียบเบรกในคดีฆาตกรรมนี้ ถึงแม้จะรู้ตัวฆาตกรแล้วก็ตาม

ในกลางปี 2007 เมื่อคดีถึงศาลมีคำให้การพาดพิงว่า นาจิบ ที่ตอนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมนี้ และมีรูปถ่ายกับเธอที่มีชื่อว่า Altantuya Shaariibuu

อย่างไรก็ดี มีความพยายามของฝ่ายรัฐที่จะลากคดีให้ยาวขึ้น ยิ่งสาวก็ยิ่งนำไปสู่หลายคำถามที่หาคำตอบไม่ได้

ประชาชนข้องใจว่า เมื่อรองนายกฯ นาจิบ ปฏิเสธการเกี่ยวพัน แต่เหตุใดจึงไม่ยอมให้การในศาล ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการกล่าวหาอีกว่า ภรรยาของนายนาจิบอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่เธอถูกฆ่าด้วย

หลังจากนั้นก็มีข่าวลือหลายกระแสออกมาตลอดเวลา​ แต่ที่หนักสุดคือการเขียน Blog ของ “มหาเธร์” ว่า สมควรรื้อฟื้นคดีฆาตกรรมนี้ขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วใครเป็นคนสั่งฆ่า

สอดคล้องกับการเปิดเผยของอดีตนายตำรวจที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกที่ซิดนีย์ หลังจากโดนศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ร่วมกับเพื่อนตำรวจอีกคนในคดีนี้ ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตบอดี้การ์ดของนายนาจิบ​ และได้บอกว่า มี “นายใหญ่” สั่งให้เขาฆ่าโดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อ

เขาสารภาพว่า ร่วมกับเพื่อนใช้ปืนยิงศีรษะ 2 นัด และระเบิดร่างซ้ำอีกครั้ง มิไยที่เธอจะคุกเข่าขอชีวิตว่ากำลังท้องอยู่

คำกล่าวหาก็คือ เธอถูกฆ่าปิดปากเพราะกลัวว่าจะไปเปิดเผยเรื่องการมี “เงินทอน” แก่ “ผู้ใหญ่” หลายคนจากการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ จากฝรั่งเศสและสเปนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่นายนาจิบเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

คำกล่าวหาก็คือ เธอถูกฆ่าปิดปากเพราะกลัวว่าจะไปเปิดเผยเรื่องการมี “เงินทอน” แก่ “ผู้ใหญ่” หลายคนจากการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ จากฝรั่งเศสและสเปนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่นายนาจิบเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศได้รายงานความยอกย้อนของธุรกรรมเงินกองทุนอย่างละเอียดว่า ไหลไปที่ไหน และสุดท้ายไปเข้าบัญชีใครได้อย่างไร มีทั้งสำเนาเอกสาร Infographic รายละเอียดยอดเงิน วันที่โอน ชื่อ และเลขบัญชีธนาคารและชื่อผู้เกี่ยวพันในหลายประเทศ ซึ่งครอบคลุมไปถึงบุคคลหลายคน ที่รายล้อมนายกรัฐมนตรี

ความหนักแน่นของหลักฐาน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากแก่ตัวนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และพรรค UMNO จนรัฐบาลต้องออกมาขู่บังคับให้ The Wall Street Journal ชี้แจงคำกล่าวหา มิฉะนั้นจะฟ้องร้องข้อหาละเมิดกฎหมายลับการเงิน และกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หลังจากที่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้เผยแพร่เอกสารธนาคาร 9 ฉบับไป

ทั้งนี้ แม้ในภายหลังจากบทความนี้ตีพิมพ์ เรื่องราวจะจบลงไปแล้วแบบที่สังคมยังคงเคลือบแคลง แต่ในมุมมองของ ดร.วรากรณ์ จากบทความครั้งนั้น ได้ระบุถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกประเทศ เนื่องจากนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกือบทุกประเทศ

โดยความตอนหนึ่งเขียนว่า..

          “ถ้าตัวละครในขณะที่มีอำนาจตาไม่มืดมัว ตระหนักว่า สิ่งชั่วร้ายที่ได้ทำไว้นั้น มีโอกาสถูกขุดคุ้ยขึ้นมาในภายหลังเสมอ เหตุการณ์เช่นนี้ก็คงเกิดขึ้นน้อยลง     

          ความละอายต่อบาปอาจไม่สามารถหยุดยั้งความชั่วร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การเรียนรู้ว่าคนที่จะกระทำสิ่งเลวร้ายได้นั้น ต้องมีลักษณะพิเศษคือ “ใจกล้า-หน้าทน-กล้าผจญความเครียด” ก็อาจฉุดไว้ได้บ้าง ใครที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ จงอยู่ให้ไกล”
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 

5 ก๊ก พปชร.วุ่น แย่งเก้าอี้รมต. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5 ก๊ก พปชร.วุ่น แย่งเก้าอี้รมต.

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:30 น.
พรรคพลังประชารัฐ,เก้าอี้รมต,สามมิตร,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์,พลอประวิตร,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,สุริยะ จึงรุ่งเรือกิจ
เปิดอ่าน 1,982 ครั้ง

5 ก๊ก พปชร.วุ่น แย่งเก้าอี้รมต.  คอลัมน์…  special report

เริ่มแน่ชัดแล้วว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม คงจะต้องจำใจปรับเปลี่ยนตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หลังจากที่รัฐบาลเลือกตั้งนี้ บริหารงานมาเป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว

สัญญาณที่แน่ชัดของการปรับ ครม. มาจากความเคลื่อนไหวของบรรดาแกนนำพรรคพลังประชารัฐเอง ที่พากันขยับเข้าหา “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งมีอำนาจเลือกสรรคนมาดำรงตำแหน่งต่างๆ บ้างเป็นการขอให้พิจารณาตำแหน่งใหม่ และบ้างก็ขอให้เก้าอี้ของตนยังคงอยู่ต่อไป

เหตุผลสำคัญของการจะปรับ ครม.หนแรกนี้ มาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เมื่อรัฐบาลใหม่ไม่สามารถเดินหน้าเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้ว ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีได้ ด้วยเหตุนี้ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคแกนนำรัฐบาล จึงส่อเค้าว่าจะวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อกลุ่มก๊วนต่างๆ ต่างวิ่งขอเก้าอี้กันให้จ้าละหวั่น

สำหรับก๊วนต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐ มีด้วยกันหลายก๊วนและกำลังขยับตัว ดังนี้
1. “สามมิตร” นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ซึ่งมี ส.ส.ทั้งขาประจำและขาจรอยู่ในมือกว่า 30-40 คน กำลังแอ็กชั่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เห็นว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นองครักษ์ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณามอบตำแหน่งรัฐมนตรี ให้แก่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา ซึ่งนั่นจะทำให้ “สามมิตร” ได้โควตารัฐมนตรีถึง 3 เก้าอี้

2. “ก๊วนสมคิด” นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หัวหน้าพรรค พปชร. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.พลังงาน เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี กระนั้นตอนนี้ “ก๊วนสมคิด” ก็ตกอยู่ในสถานะลำบาก เพราะบางก๊วนพยายามแซะเก้าอี้ โดยยกเหตุผลความจำเป็นอันมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สมคิดและพวกกำลังเผชิญอยู่ นั่นเป็นเหตุผลให้สมคิดต้องเริ่มขยับจับมือกับ “สามมิตร” โดยหวังว่า นายสุริยะ ซึ่งเป็นคนที่เขารักและไว้วางใจ จะช่วยเหลือได้บ้าง

3. “กลุ่ม กทม.” นำโดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มี ส.ส.กทม.อยู่ในมือ กลุ่มนี้มีเครดิตสูง เพราะกำลังจะทำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างให้ความไว้วางใจต่อสองเทพบุตร กทม.นี้ จึงถูกใช้งานอยู่บ่อยๆ เรียกได้ว่า เป็นคนวงในตัวจริง

4. “กลุ่มวิรัช-สุชาติ” นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.ในมุ้งอยู่ประมาณ 20 คน จนชูลูกชายนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ขึ้นนั่งรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ได้อย่างสบายๆ แม้กระนั้น “ป๋าดัน” อย่างนายวิรัช ก็ยังพยายามจะดึงให้นายสุชาติได้มีโอกาสนั่งเป็นรัฐมนตรีอีกคน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกับบางก๊วนในพรรคเดียวกัน

5. “กลุ่มธรรมนัส” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ มีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ร่วมก๊วนด้วย มี ส.ส. 15-20 คน โดยที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างดีจาก พล.อ.ประวิตร ในการดีลแจกกล้วยให้บรรดาพรรคการเมืองขนาดเล็ก นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีกระแสข่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่พอใจนายวิรัช จนถึงขั้นขอให้ “บิ๊กป้อม” สั่งปลดจากประธานวิปรัฐ รวมถึงแซะเก้าอี้ รมช.คมนาคมของนายอธิรัฐ ด้วย

นั่นคือ 5 กลุ่มหลักๆ ที่มีบทบาทในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ สาธารณชนจะได้เห็นเรื่องวุ่นๆ ของกลุ่มก๊วนเหล่านี้