ศิลปินแห่งชาติ ขอแสดงความคาราวะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418615?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศิลปินแห่งชาติ ขอแสดงความคาราวะ

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:50 น.
อิทธิพล คุณปลื้ม,ศิลปินแห่งชาติ,กวัฒนธรรม
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ศิลปินแห่งชาติ ขอแสดงความคาราวะ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

แม้จะช้าไปแต่ ‘ดับเครื่องชน’ ขอแสดงความคารวะชื่นชมยินดีกับ 12 ศิลปินแห่งชาติที่ประกาศให้ทราบ ประจำปี 2562

กระทรวงวัฒนธรรมได้แจ้งรายชื่อมาให้ทราบซึ่งทุกท่านล้วนเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง

ขออนุญาตเอ่ยนามบางท่านที่รู้จักดีอย่าง ‘วินัย พันธุรักษ์’ แห่งวงดิอิมพอสซิเบิล หรืออย่าง ‘อารีย์ นักดนตรี’ นักแสดงระดับตำนานที่คนรู้จักกันดี

12 ศิลปินแห่งชาติประจำปี 2562 ใน 3 สาขาที่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ แจ้งให้ทราบ มีดังต่อไปนี้

ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประเภทวิจิตรศิลป์ นายอนันต์ ปาณินท์ สาขาย่อยจิตรกรรม นายสิงห์คม บริสุทธิ์ สาขาย่อยภาพถ่าย ประเภทประยุกต์ศิลป์ นายชาตรี ลดาลลิตสกุล สาขาย่อยสถาปัตยกรรม นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ สาขาย่อยการออกแบบแฟชั่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ นายเริงชัย ประภาษานนท์ เจ้าของนามปากกา “เศก ดุสิต” และ “ศ.ดุสิต” นายเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา เจ้าของนามปากกา “ตรีอภิรุม” และ “เทพเทวี”

ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย และศิลปะการแสดงพื้นบ้าน นางศรีนวล ขำอาจ สาขาย่อย เพลงพื้นบ้าน-ลำตัด นายทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ สาขาย่อยดนตรีพื้นบ้านอีสาน ประเภทดนตรีสากลและนาฏศิลป์สากล นายสติ สติฐิต สาขาย่อยผู้ประพันธ์เพลงไทยสากล นายวินัย พันธุรักษ์ สาขาย่อยดนตรีไทยสากลขับร้อง ประเภทภาพยนตร์และละคร ได้แก่ นายชลประคัลภ์ จันทร์เรือง หรือครูช่าง สาขาย่อยภาพยนตร์และละคร นางอารีย์ นักดนตรี สาขาย่อยภาพยนตร์และละคร

ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านและขอให้เป็นต้นแบบหรือต้นน้ำแห่งความรู้ต่อไป

ความจริงอีกอย่างที่ต้องนำมาแจ้งให้ทราบคือ ‘ศิลปินแห่งชาติ’ ทุกท่านล้วนมีอายุจึงขอให้ช่วยกันดูแลสุขภาพทุกท่านให้ดี จะได้อยู่ให้ลูกหลานคนไทยรุ่นหลังๆ ได้ชื่นชมไปนานๆ
อ๊อด เทอร์โบ


ยึดเสื้อวิน 3 ปี
ถ้าทำผิดจราจร

ผมเป็นแฟนประจำเฟซบุ๊กแฟนเพจของ ‘ผู้ว่าฯ อัศวิน’ หรือที่รู้จักกันดีในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ‘อัศวิน ขวัญเมือง’ ซึ่งได้โพสต์ข้อความที่เป็นกฎเหล็กสำหรับจักรยานยนต์รับจ้างที่จะยึดเสื้อวิน

ก่อนอื่นผมขอนำข้อความมาแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้รู้กันทั่ว ดังต่อไปนี้ครับ

มาตรการยึดเสื้อวิน ฝ่าฝืนขับขี่รถบนทางเท้า หลังจากที่ กทม.สอบถามความคิดเห็นของประชาชนและผู้จับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ กทม. เกี่ยวกับการเพิ่มบทลงโทษ ฝ่าฝืนขี่บนทางเท้า ด้วยการยึดเสื้อวินเป็นเวลา 3 ปี

กทม.เสนอและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยจะลงโทษกรณี 1.ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างประพฤติตนไม่เหมาะสม กระทำผิดอื่นที่ส่งผลต่อสวัสดิภาพของผู้ใช้บริการ

2.ทำผิดฐานขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควรเกินกว่า 2 ครั้งภายใน 1 ปีนับแต่ความผิดครั้งแรก เมื่อพ้น 3 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างยังสามารถขอหนังสือรับรองเพื่อประกอบอาชีพรถจักรยานยนต์รับจ้างได้ใหม่

ผมไม่รู้จักกับผู้ว่าฯ กทม.เป็นส่วนตัว แต่ขอสนับสนุนและให้กำลังใจให้ทำให้ได้ และขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางได้ทราบด้วยจะเป็นพระคุณ
บุญพอ (ห้วยขวาง)


เรียนคุณ ‘บุญพอ’ ห้วยขวาง
ขอบคุณสำหรับเรื่องที่แจ้งให้ทราบและขอร่วมสนับสนุนด้วยคนเพราะจักรยานยนต์รับจ้างมีความจำเป็นสำหรับชาวกรุงเทพมหานคร

เสื้อวินจึงมีความหมายสำหรับอาชีพนี้มาก และขอเรียนให้ทราบว่าที่ผ่านมาจักรยานยนต์รับจ้างก็เป็นคนดีและปฏิบัติตามกฎจราจร อาจมีผลประโยชน์คุมวินเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง แต่ก็ค่อยๆหมดไป

จึงขอให้ช่วยจัดระเบียบและทำให้รถจักรยานยนต์หรือ ‘มอเตอร์ไซค์รับจ้าง’ อยู่ในกฎระเบียบจราจรต่อไป และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการแรก
อ๊อด เทอร์โบ


“โจ้ ยุทธพงศ์” ขุนพลซักฟอก “เนื้อๆเน้นๆ ไม่นอกเรื่อง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โจ้ ยุทธพงศ์” ขุนพลซักฟอก “เนื้อๆเน้นๆ ไม่นอกเรื่อง”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:50 น.
ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร,ซักฟอก
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

“โจ้ ยุทธพงศ์” ขุนพลซักฟอก “เนื้อๆเน้นๆ ไม่นอกเรื่อง”

ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เรียกได้ว่าเป็นห้วงเวลาประวัติศาสตร์ในทางการเมือง เพราะจะเป็นครั้งแรกในช่วงเวลากว่า 6 ปีที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม หลังจากระบอบประชาธิปไตยขาดหายไปจากประเทศไทยไปนับตั้งแต่มีการรัฐประหาร 2557

เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาถึง แน่นอนว่าทุกสายตาจับจ้องไปที่พรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะมีข้อมูลอะไรที่จะนำมาเปิดเผยกลางสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นหมัดน็อกรัฐบาลได้บ้าง หรือแม้แต่รัฐมนตรีที่เคยชินกับการไม่ถูกตรวจสอบ พอมาเจอกับระบบตรวจสอบตามครรลองของประชาธิปไตยแล้วจะเอาตัวรอดไปได้หรือไม่

ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย หนึ่งในขุนพลที่ทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายครั้งนี้ ยืนยันกับเนชั่นสุดสัปดาห์ว่า ฝ่ายค้านมีข้อมูลชัดเจนมากพอที่จะชี้ให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ให้ประชาชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์

“การที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจมีความสำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นการตรวจสอบนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องเรียนว่าการเปิดอภิปรายครั้งนี้เราเปิดตามรัฐธรรมนูญมาตา 164 ที่คณะรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและยึดหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาล”

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นการตรวจสอบตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2557 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีในอดีตกับนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ คือ นายกฯ คนเดียวกัน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นหัวหน้าคสช.และยึดอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจสอบมาก่อน”

“เป้าหมายหลักคือ ตัวนายกฯ ขอให้นายกฯ ให้ความร่วมมือกับสภาและให้มาชี้แจง อย่าตัดบท ฝากนายกฯ ให้ไปบอกลูกน้องท่านว่าอย่าประท้วงมาก ยืนยันว่าการอภิปรายครั้งนี้เราอภิปรายด้วยข้อมูลเนื้อหาสาระ เอาน้้ำๆ เนื้อๆ ไม่ไปพูดนอกประเด็นหรือไม่พูดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง”

ยุทธพงศ์ บอกว่า ต้องเรียนว่าการอภิปรายครั้งนี้เราพร้อมแค่ไหน เราเตรียมที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้ว แต่เนื่องจากติดเรื่องพระราชบัญญัติงบประมาณที่มีปัญหา ทำให้ต้องเลื่อนมาเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของสมัยประชุมสามัญครั้งที่ 2 เรียกว่าพร้อมนะครับ จะว่าไปแล้วเราก็เตรียมตัวกันมานาน

“สำหรับส่วนตัวผมนะครับ ผมได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้ และมั่นใจว่าข้อมูลที่เตรียมไว้เป็นข้อเท็จจริงและมีการเปิดประเด็นไปแล้วบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลและข้อมูลนั้นเป็นเรื่องจริง เรียนอย่างนี้นะครับว่าเราไม่ได้กลัวว่าคุณจะรู้หรือไม่รู้ ถ้าคุณทำผิดไปแล้ว คุณจะแก้ไขอะไร ทุกอย่างเดินไปแล้ว การฟังอภิปรายครั้งนี้คนที่ฟังไม่ได้มีเฉพาะคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ประชาชนทั้งประเทศก็ดูเหมือนกัน”

สำหรับประเด็นสำคัญของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ยุทธพงศ์ อธิบายว่า “เรื่องใหญ่ที่สุดวันนี้ที่มีการกล่าวหาและมีดัชนีชี้วัดเรื่องธรรมาภิบาลความโปร่งใส พบว่าต่ำลง แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตเพิ่มขึ้น ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจอ้างถึงการทุจริตและเข้ามาเพื่อปฏิรูปการเมืองและทำการเมืองให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม อยู่ในตำแหน่ง 6 ปีกว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนและยังกลับมาเป็นนายกฯ อีก

“ถามว่าเที่ยวนี้พรรคเพื่อไทยเราเตรียมข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้เห็น และยืนยันว่าข้อมูลที่เรามีมันชัดเจนมาก ผมไม่ไปเอาเรื่องตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือไปเอาเรื่องใครเล่ามาแล้วเอามาอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยมีมาตรฐานในการทำงานเพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นและขอให้ประชาชนได้ติดตามตลอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้คุณประยุทธ์ฟังก็แล้วกัน เรามั่นใจว่าข้อมูลได้เสียกันในสภาแน่นอน เพราะคุณประยุทธ์ต้องตอบในสภา จะมาอ้างไม่ตอบไม่ได้ เพราะคุณเป็นนายกฯ แล้ว คนอื่นมาตอบแทนคุณประยุทธ์ไม่ได้”

ยุทธพงศ์ สรุปก่อนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “วันนี้บางคนอาจจะบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านเป็นหรือไม่ เพราะเป็นรัฐบาลมานาน ก็อยากให้ทุกคนได้ติดตาม พรรคเพื่อไทยวันนี้มีแต่ ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ก็จะขอทำหน้าที่ให้เต็มที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

“หลังการอภิปรายแล้วถ้าข้อมูลดีและเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้านายกฯ ไม่ลาออกก็ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี วันนี้ถ้าพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองแล้ว ทุกคนยอมรับว่ารัฐบาลบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ เศรษฐกิจไม่ดี นายกฯ ไม่เคยถูกตรวจสอบเลย แต่วันนี้นายกฯ ต้องตอบในสภา”

“คุณประยุทธ์ต้องฟังการอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านไม่เอาเรื่องสมัยท่านเป็น ผบ.ทบ.มาพูดหรอก ขอให้ติดตามชม ในระบอบประชาธิปไตยมีฝ่ายค้านและรัฐบาล รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ เราทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ให้แก่ประชาชน ดีกว่าไม่มีการตรวจสอบ” ยุทธพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ก้าวไกล ‘ส้มใหม่กว่า’ เหลือรอดกี่ชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวไกล ‘ส้มใหม่กว่า’ เหลือรอดกี่ชีวิต

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ตัดสิทธิ์การเมือง,ธนาธร,ทิม พิธา,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 761 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 ก.พ.63

***********************

สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 15 คน ส่วนสมาชิกพรรคที่เป็น ส.จะต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน

เฉพาะอดีตกรรมการบริหารพรรค ได้ประกาศจัดตั้ง “คณะอนาคตใหม่” เคลื่อนไหวนอกสภาไปแล้ว แต่สำหรับ ส..จำนวน 65 ชีวิต ยังไม่มีการเปิดเผยว่า จะไปสังกัดพรรคใด คาดหมายว่า หลังศึกซักฟอกรัฐบาลประยุทธ์ คงได้ฤกษ์เปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ของอดีตพลพรรคส้มหวาน

จะชื่อพรรคพลเมืองใหม่ พรรคก้าวไกล หรือพรรคอะไร คิดว่าอีกไม่นานข้างหน้านี้ คงได้รู้กัน

ผู้นำคนใหม่

คงได้ทราบกันแล้ว ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ส่งไม้ต่อให้ “ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วัย 38 ปี ส..บัญชีรายชื่อ เป็นผู้นำคนใหม่ของ ส..ที่เหลืออยู่ในสภา

ทิม พิธา” เป็นบุตรชายของ พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ (เสียชีวิตแล้วและเป็นหลานชายของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ คนสนิทของทักษิณ ชินวัตร 

ทิม พิธา ผู้นำคนใหม่

หลังบิดาเสียชีวิต “ทิม พิธา” นั่งบริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด ซึ่งธุรกิจนี้เริ่มจากพ่อที่ชอบเกษตรมาก โดยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ กรรมการ อ..และเป็นที่ปรึกษากระทรวงเกษตรฯ 

เมื่อเข้ามาอยู่ในสภา ทิมได้สร้างมิติในการอภิปรายในสภา จนได้รับคำชมเชยจากสมคิด จาตุศรีพิทักษ์  รองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะทิมไม่ใช่คนหน้าใหม่ของค่ายชินวัตร

ด้วยความเป็นหลานชายเสี่ยผดุง ทิมจึงได้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ และที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์

น่าติดตามบทบาทใหม่ ในฐานะผู้นำพรรคส้มใหม่กว่าแต่จะเหลือไพร่พลสักกี่มากน้อย 55 หรือ 45 ชีวิต 

ผู้อยู่เบื้องหลัง

ดังที่เป็นข่าวมาแต่ปลายปีที่แล้วว่า แกนนำส้มหวาน ได้ซุ่มเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยมีเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ของ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น “แกนหลัก” ขับเคลื่อนพรรคใหม่

ผู้ร่วมก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ของธนาธร คือ “ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการ สนนท.ปี 2541 และ “ติ่ง” ศรายุทธ์ ใจหลัก เลขาธิการ สนนท.ปี 2543 ก่อนที่ธนาธรจะไปขายความคิดกับปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการ ค่ายธรรมศาสตร์

ชัยธวัช เสนาธิการพรรคใหม่

คนในพรรคอนาคตใหม่ทราบดีว่า “ต๋อม ชัยธวัช” รองเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่ดั่ง “เสนาธิการ” หลังม่าน คิดกลยุทธ์การต่อสู้ทั้งในนอกสภา และ “ติ่ง ศรายุทธ์” ผู้อำนวยการพรรค เป็นเสมือนแม่บ้านพรรค ทำหน้าที่บริหารจัดการพรรค โดยเฉพาะงานสาขาพรรคทั่วประเทศ

ศรายุทธ์ ใจหลัก เพื่อนธนาธร แกนนำพรรคใหม่

ทั้ง “ต๋อมติ่ง” ได้วางโครงสร้างพรรคใหม่แล้วเสร็จไปเกือบ 100% แล้ว เพียงแต่ยังอุบชื่อไว้ก่อน 

ซบ“ชัช”จริงหรือ?

นาทีนี้ กองเชียร์ส้มหวานยังมั่นใจว่า 65 .จะย้ายไปอยู่ “พรรคใหม่” ที่กำลังเตรียมการอยู่ จะไม่แตกแถว ไปสังกัดพรรคอื่น 

ล่าสุด “ชัช เตาปูน” หรือ ชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท เปิดเผยว่า มี ส..(อดีตพรรคอนาคตใหม่โทรศัพท์สายตรงถึงตนเองเกินกว่า 10 คนแล้ว ซึ่งพรรคไม่ได้เป็นฝ่ายประสานไป

ชัช เตาปูน กับ 2 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

สาเหตุที่ “ชัช” ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจ เพราะมี “กวินนาถ ตาคีย์” ..ชลบุรี และ “จารึก ศรีอ่อน” ส..จันทบุรี ที่ถูกขับออกจากอนาคตใหม่ และย้ายมาสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท

หากส่องดูในเฟซบุ๊กของ ..จันทบุรี คือ พ...ฐนภัทร กิตติวงศา และจารึก ศรีอ่อน ยังระมัดระวังไม่กล้าขยับอะไรที่ทำให้กองเชียร์พรรคเก่าไม่พอใจ

ฉะนั้น กวินนาถ ตาคีย์ น่าจะเป็นผู้ประสานงานดึง “เพื่อนเก่า” มาอยู่พลังท้องถิ่นไท

เท่าที่เช็กดูก็ไม่มีแต่พลังท้องถิ่นไท “ขาใหญ่” ในพรรคพลังประชารัฐ ก็มาสอย ส..ส้มเก่าอยู่เหมือนกัน  เพราะขาใหญ่ต้องการเอาเสียง ส..มาต่อรองในการปรับ ครม.เที่ยวหน้า

ช่วง 60 วัน ช่างน่าระทึกใจยิ่งวัดใจ ส..หน้าใหม่ของส้มเก่า จะทนแรงดึงดูดไหวมั้ย ?

เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:31 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,กราดยิง,เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

เข้าใจจิตวิทยาเรื่องการกราดยิง คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุการณ์กราดยิงสะเทือนขวัญที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ยังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยให้ความสนใจ แม้ว่าจะผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว แต่การพูดถึงประเด็นดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไปในเวทีต่างๆ โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุ การแก้ไข และการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอย

อ่านข่าว-เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง

คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเสวนาถอดบทเรียนทางจิตวิทยาในหัวข้อ “เหตุกราดยิง : ที่มา ทางแก้ และป้องกัน” เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ความรู้ และวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมทางจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุ วิธีแก้ไขและป้องกัน

 รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต นักจิตวิทยาการปรับพฤติกรรม อดีตคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้อธิบายในแง่สาเหตุของการเกิดพฤติกรรมก่อความรุนแรงว่า สามารถเกิดขึ้นได้บุคคลปกติหรือบุคคลทั่วไป ทั้งในเชิงคำพูดและการกระทำ เพราะพฤติกรรมรุนแรงเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์

“ในสังคมปัจจุบันที่เป็นสังคมเทคโนโลยีรวดเร็ว คนยิ่งมีความหุนหันพลันแล่นมากขึ้น รออะไรไม่ได้ ยิ่งหากเป็นคนที่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่ได้ควบคุมระเบียบวินัยก็จะยิ่งง่ายต่อการไม่ควบคุมตัวเอง” อาจารย์สมโภชน์กล่าว พร้อมชี้ว่า คนที่มีแนวโน้มก่อความรุนแรงมักมีพฤติกรรมมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีตัวตนในสายตาผู้อื่น

การก่อความรุนแรง จะเกิดขึ้นได้หากมีมูลเหตุจูงใจและโอกาสที่ประจวบเหมาะกัน เช่น การตัดสินใจและพฤติกรรมที่จะลงมือกระทำ ได้โอกาสพอดีพอเหมาะกับช่วงเวลา สถานที่ การเข้าถึงอาวุธ เข้าถึงสถานที่ก่อเหตุ ดังนั้นในการป้องกันและแก้ไข คือต้องสร้างโอกาสในการป้องกัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเกิดความรุนแรงในสังคมได้

“หลายคนเชื่อว่าเหตุการณ์กราดยิงจะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบ ผมมองว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะการกระทำความรุนแรงในเชิงกราดยิงต้องมีแรงจูงใจ เพียงแต่การนำเสนอเรื่องกราดยิง จะเป็นการให้คนเรียนรู้วิธีที่จะทำ เช่นเดียวกับว่าทุกคนรู้ว่าเราจะต้องขโมยของอย่างไร รู้ว่าตัวเองจะฆ่าตัวตายอย่างไร แต่ถามว่าเราจะทำไหม เราไม่ทำเพราะเราไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เราทำ”

สำหรับคุณลักษณะของอาชญากรเหตุกราดยิงในที่สาธารณะ ดร. นัทธี จิตสว่าง นักอาชญาวิทยา อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ชี้ว่า โดยสถิติจากต่างประเทศ อาชญากรเหล่านี้มักมีพฤติกรรมเก็บตัวโดดเดี่ยว ไม่สุงสิงกับผู้อื่น หรือมีลักษณะถูกกระทำในวัยเด็ก เผชิญภาวะบีบคั้นในโรงเรียนหรือที่ทำงาน แต่นิยมความรุนแรง คลุกคลีกับความรุนแรงมาตลอด เช่น มีนิสัยชอบฆ่าสัตว์ นิยมปืน ชอบศึกษาเรื่องปืน หรือชอบศึกษาเรื่องเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นมาในอดีต

“เราต้องแก้อย่างไร ก็ต้องไปควบคุมโอกาสและควบคุมเหตุจูงใจ รวมถึงสร้างช่องทางระบาย ให้คนมีช่องทางคลายความเครียด ความกดดันได้ การใช้ความรุนแรงแก้ไขความรุนแรง อาจจะสร้างความรุนแรงขึ้นไปอีก”

ผศ. ดร. วัชราภรณ์ บุญญศิริวัตน์ นักจิตวิทยาสังคม รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ เล่าถึงจิตวิทยาในมุมมองการทำข่าวว่า ข่าว หรือสื่อมีอิทธิพลสูงในการนำเสนอสารต่อผู้ชม โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวกราดยิง สื่อจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบอย่างสูง เพราะโดยสถิติในต่างประเทศ การนำเสนอข่าวในรูปแบบหนึ่งอาจส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันได้ใน 2 สัปดาห์แรกหลังเหตุการณ์เริ่มต้น

“ต่างประเทศตั้งคำถามว่าทำไมพอมีข่าวกราดยิงขึ้นที่หนึ่งแล้ว ต่อมามักมีเหตุการณ์กราดยิงอีกที่ เนื่องจากผู้กระทำความผิดมักมีลักษณะคล้ายกัน การที่สื่อนำเสนอทั้งชื่อภาพ เครื่องแบบ เรื่องราว แรงจูงใจ ประวัติส่วนตัว เปิดโอกาสให้คนที่จะกระทำความผิดเห็นความคล้ายคลึงระหว่างตัวเองกับคนกราดยิง และเกิดการไขว้เขว มีการเปรียบเทียบ เห็นรางวัลที่จะได้ออกข่าว ได้มีตัวตน มีใบหน้าปรากฏในสื่อ”

นอกจากนี้ การใช้คำบรรยายในข่าว ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ผู้กระทำความผิดให้มีแง่มุมเชิงบวก เช่น ใช้คำว่าการกระทำอุกอาจ อาจถูกมองในสายตาผู้ที่นิยมความรุนแรงว่า มีความเท่ น่าสนใจ และจูงใจให้กระทำผิดเพราะสื่อให้พื้นที่

“สื่อไม่ควรนำเสนอภาพผู้ก่อการในแง่ดี ควรพูดถึงพฤติกรรมที่ทำผิดกฎหมาย ทำร้ายผู้อื่น ขาดความเมตตา หรือแสดงภาพให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าเจริญรอยตาม ในทางตรงกันข้าม สำหรับข่าวในอีกแง่มุม เช่น ข่าวเหยื่อ ข่าวผู้รอดชีวิต หรือคนให้ความช่วยเหลือผู้อื่น สื่อต้องเริ่มคุยแล้วว่าเราจะนำเสนอเชิงบวกได้ ให้เกิดความรู้สึกว่าเมื่อเกิดเหตุร้ายเราต้องช่วยกัน”

นอกจากนี้ ผศ. ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ นักจิตวิทยาการปรึกษา หัวหน้าศูนย์สุขภาวะทางจิต คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ยังให้คำแนะนำกับผู้ที่ประสบเหตุ หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องว่า ต้องตระหนักและยอมรับภาวะอารมณ์ของตนเองที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดเหตุร้าย โดยต้องพยายามสื่อสารออกมาเพื่อให้ความตระหนักกลัวหรือความวิตกกังวลลดลง หรืออาจจะลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เปลี่ยนความกลัวเป็นพลัง

“ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีคนที่คอยรับฟังคนที่มีปัญหา คนข้างเคียงสามารถรับรู้คนที่เป็นทุกข์ และแสงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยได้ โดยถอยออกมาจากความอยากรู้ แต่คอยอยู่เคียงข้างรับฟังผู้ที่มีความทุกข์ใจและกลุ้มใจ” อาจารย์ณัฐสุดากล่าวแนะนำทิ้งท้ายไว้

บูมเมอแรงสะเทือน ครม. “ยุทธพร อิสรชัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418625?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บูมเมอแรงสะเทือน ครม. “ยุทธพร อิสรชัย”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:06 น.
รศดรยุทธพร อิสรชัย,ปรับ ครม
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

บูมเมอแรงสะเทือน ครม. “ยุทธพร อิสรชัย” คอลัมน์… Exclusive Talk

ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาเสร็จสิ้น ยังเป็นคลื่นใต้น้ำภายในพรรคพลังประชารัฐ จากกลุ่มก๊วนภายในหลายมุ้งที่มาจากการควบรวมทางการเมือง ยังเคลื่อนไหวกดดันไปถึงผู้นำรัฐบาล ในเกมอำนาจต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

ถึงแม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยปรับครม. ตั้งแต่รัฐบาล “ประยุทธ์ 1” เป็นต้นมา แต่ถือเป็นครั้งแรกในสถานการณ์ปรับ ครม.ในยุคที่มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ “ศึกใน” พลังประชารัฐขณะนี้กำลังกลับมาปะทุอีกครั้ง “เนชั่นสุดสัปดาห์” ได้พูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ทิศทางกระแสข่าวการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 2” ในช่วงที่รัฐบาลกำลังถูกล็อกเป้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เริ่มที่ รศ.ดร.ยุทธพร  มองถึงการปรับ ครม. ถือเป็นเรื่องปกติในการประเมินการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในรอบประมาณ 1 ปี โดยมาจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย ปัจจัยที่ 1 ผลงานของรัฐมนตรีเป็นอย่างไร บวกกับภาพลักษณ์ และคำวิจารณ์ที่มีต่อรัฐมนตรีท่านนั้นยังมีประเด็นอะไรที่สังคมยังสงสัยอยู่หรือไม่ ปัจจัยที่ 2 เป็นเรื่องภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเราเรียกว่าการต่อรองภายนอก กับการต่อรองภายในซึ่งมาจากพรรคพลังประชารัฐ

รศ.ดร.ยุทธพร  ขยายให้เห็นถึงใน 2 ส่วนนี้กำลังมีการต่อรองเพื่อสลับเปลี่ยนเก้าอี้รัฐมนตรีให้บุคคลอื่นเข้ามา โดยเฉพาะในพรรคพลังประชารัฐ จะเห็นได้ว่า มีนักการเมืองหลายคนแสดงออกถึงความเคลื่อนไหว อาทิ กรณีกลุ่มสามมิตรแสดงออกถึงสิ่งที่ต้องการ เพราะหากจะว่าไปแล้วทุกวันนี้กลุ่มสามมิตรยังได้เก้าอี้รัฐมนตรีต่ำกว่าสิ่งที่จะได้และยังไม่ใช่กระทรวงเกรดเอ ถึงแม้จะมีสมาชิก ส.ส.ในกลุ่มมากถึง 30-40 คน จึงเป็นสิ่งที่กลุ่มสามมิตรได้เคลื่อนไหวในการปรับ ครม.

“ขณะที่ปัจจัยที่ 3 มาจากสถานการณ์นอกสภา ตั้งแต่เรื่องภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ปัญหาไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นปัญหาที่ยังรุมเร้ารัฐบาลพอสมควร เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคลากรทางการเมือง ดังนั้นทั้ง 3 ส่วนจะเป็นปัจจัยหลักในการปรับครม. โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ถูกนำไปใช้พิจารณา”

ขณะที่ช่วงเวลาการปรับครม.จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น รศ.ดร.ยุทธพรเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น เพราะยังไม่ครบ 1 ปีในช่วงการเป็นรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้จะครบ 1 ปีการบริหารประเทศในเดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้เชื่อว่าจะมีการพูดถึงผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป จากข้อมูลที่รัฐมนตรีท่านใดถูกอภิปรายและเป็นปัญหาต่อการได้รับคะแนนเสียง “ไว้วางใจ” น้อยที่สุด

ส่วนประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์จะปรับ ครม.ครั้งแรกในยุคที่มีนักการเมืองเคลื่อนไหวต่อรองอย่างหนักนั้น รศ.ดร.ยุทธพรมองว่า ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยสัมผัสการต่อรองทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งมากนัก แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์เริ่มมีความคุ้นเคยและจะมีส่วนสำคัญทำให้ พล.อ.ประยุทธ์สามารถปรับตัวในเรื่องนี้ได้ จึงคิดว่าการปรับ ครม.คงไม่มีปัญหาสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะการตัดสินใจต่างๆ คงไม่ได้เกิดขึ้นจากพล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว ถึงแม้ภาพจะออกมาให้ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจฝ่ายเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจะมาจากการตัดสินใจจากคณะทำงานและทีมยุทธศาสตร์ในบุคคลระดับแกนนำต้องมาช่วยกันคิด

“ในกระบวนการตรงนี้ยังคิดว่าท่านจะปรับตัวได้กับการต่อรองแต่ละกลุ่ม และอยู่ที่มือไม้ทางการเมืองจะไปเจรจาทำให้ประเด็นตรงนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่”

รศ.ดร.ยุทธพร  ยังมองถึงท่าที พล.อ.ประยุทธ์ต่อการปรับครม. หากต้องการสร้างสมดุลใน 3 ปัจจัยข้างต้น โดยต้องมีบุคลากรทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ มีภาพลักษณ์ที่ดี สังคมยอมรับ สามารถแก้ปัญหาได้ และมีผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ หากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องโควตารัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว เชื่อว่าทุกอย่างจะเดินต่อไปได้ แต่ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คำนึงในปัจจัยเหล่านี้ในการปรับ ครม. สุดท้ายจะเป็นบูมเมอแรงที่จะย้อนกลับมาที่รัฐบาลนั่นเอง

บทเรียน”ป้าเกาหลี”…ไทยแจ้ง 3 ช.ม.มีอำนาจ”บังคับกักตัว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียน”ป้าเกาหลี”…ไทยแจ้ง 3 ช.ม.มีอำนาจ”บังคับกักตัว”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:41 น.
โควิด18,ป้าเกาหลี,บังคับกักตัว,บทเรียนป้าเกาหลี,บทเรียน,โควิด19
เปิดอ่าน 632 ครั้ง

โดยทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หลังเกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่พุ่งทะยานหลายร้อยคน ภายในไม่กี่วัน ล่าสุดเช้าวันนี้  24 ก.พ. อยู่ที่ 763 ราย เสียชีวิต 7 ราย ทำให้ทั่วโลกต้องเฝ้าระวัง “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการใช้กฎหมายบังคับผู้น่าสงสัยไปตรวจหาเชื้อ บทเรียน “ป้าเกาหลี” ที่แพร่เชื้อไปไม่ต่ำกว่าร้อยคน หากเกิดขึ้นในเมืองไทยจะมีมาตรการรับมือและเอาผิดทางกฎหมายได้อย่างไร….

อ่านข่าว-ไทม์ไลน์ คนไข้ที่ 31กับลัทธิชินชอนจี ..เกาหลีใต้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานข่าวหญิงวัย 61 ปีในเมืองแทกู ห่างกรุงโซลไปประมาณ 280 กิโลเมตร ซึ่งปกปิดชื่อนามสกุลเรียกเป็นรหัสว่า “ผู้ป่วยลำดับที่ 31” หลังติดเชื้อไวรัสโคโรน่า(โควิด-19) โดยไม่รู้ตัว ได้ไปเผยแพร่ให้คนในครอบครัวและผู้อื่นจนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มกว่า 100 ราย จากการเข้าร่วมพิธีในโบสถ์และทานอาหารบุฟเฟต์ในโรงแรม

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ “ป้าเกาหลี” ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ และไม่มีร่องรอยไปพบปะพูดคุยผู้ที่น่าจะติดเชื้อไวรัสตัวนี้มาก่อน เพียงมีประวัติเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแทกูวันที่ 7 ก.พ เพราะประสบอุบัติเหตุบางประการ แพทย์สังเกตว่าป้ามีอาการไอและเจ็บคอ เลยขอร้องให้ตรวจร่างกายหาเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่ป้าไม่ยอมตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้บังคับ สุดท้ายปล่อยให้ออกจากโรงพยาบาลไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.

คาดการณ์ว่าป้าเกาหลีอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนาแต่ไม่ได้ป่วยหนักมากนัก จนทำให้เดินทางไปโบสถ์และสถานที่ต่าง ๆ ได้ สำหรับคนที่ “ติดต่อใกล้ชิด” กับป้านั้นอาจมีไม่ต่ำกว่า 1 พันคน ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเมืองแทกูเป็น “เขตบริหารพิเศษด้านสาธารณสุข”  เพื่อช่วยเปิดทางใช้กฎหมายพิเศษควบคุมโรคระบาด

หนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลเกาหลีใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างรวดเร็ว เพราะเรียนรู้จากความผิดพลาดกรณี “ไวรัสเมอร์ส” หนึ่งในสายพันธ์ไวรัสโคโรนาที่ระบาดปี 2558 เนื่องจากละเลยปล่อยให้ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” (super-spreader) หรือ“ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติในการแพร่เชื้อโรคให้ผู้อื่นอย่างรวดเร็วและรุนแรง” เดินทางไปมาหลายแห่งโดยไม่ได้กักบริเวณเพื่อรักษาอย่างจริงจัง

ย้อนไปเดือนพฤษภาคม 2558  “ลุงเกาหลี” วัย 68 ปี หลังเดินทางไปเที่ยวคูเวตแล้วมีอาการไม่สบายจึงไปรักษาในคลินิกและโรงพยาบาล 4 แห่งในเกาหลีใต้ กว่าจะรู้ว่าติดไวรัส “โรคเมอร์ส” ลุงรายนี้ก็กลายเป็น “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” แพร่เชื้อไวรัสตัวนี้ให้คนอื่นมากถึง 122 คนภายใน 20 วัน ในที่สุดพบผู้ติดเชื้อเมอร์สในเกาหลีใต้ทั้งหมด 186 คน เสียชีวิต 36 คน

จนถึงวันนี้ชาวเกาหลีใต้ยังรู้สึกโกรธแค้น “รัฐบาล” ที่ไม่มีมาตรการรับมืออย่างรวดเร็ว และปกปิดข้อมูลการระบาดในช่วงแรก ทำให้ชาวบ้านและบุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้ระมัดระวังป้องกันตัวเองเพียงพอ

ใครคือ super-spreader “ซูเปอร์แพร่เชื้อโรค” 

เหตุการณ์ไวรัสเมอร์สระบาดเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่ทั่วโลกต้องจดจำ โดยเฉพาะประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ “พระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ.2558”  มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาสำหรับคนที่แอบปกปิดหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ควบคุมโรคติดต่ออันตราย

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ประจำกระทรวงสาธารณสุข อธิบายให้ “คมชัดลึก” ฟังว่า กรณีของ “ป้าเกาหลี” นั้น เจ้าหน้าที่แพทย์ของไทยก็กำลังเป็นห่วงเช่นกัน เพราะปกติก่อนไปตรวจวินิจฉัยโรคใครนั้น ต้องได้รับการยินยอมจากคนไข้ก่อน ถือเป็นสิทธิผู้ป่วย หมอหรือโรงพยาบาลจะบังคับตรวจหาเชื้อไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาโชคดีว่าผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งคนไทยและต่างชาติ

“ถ้าจะบังคับตรวจก็ต้องประกาศกฎหมายให้ชัดเจน แม้ว่าไทยมี พ.ร.บ. โรคติดต่อแล้ว แต่การบอกว่าโรคไหนระบาดต้องให้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติประกาศชื่อโรคติดต่ออันตรายอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ประกาศแล้ว 13 โรค ในปี 2559 ประกาศ 12 โรค และในปี 2561 ประกาศเพิ่มอีก 1 โรค ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ ช่วงเริ่มมีข่าวระบาดจากจีน พวกเราก็พยายามเสนอให้ โคโรน่าไวรัส 2019 เป็นโรคติดต่ออันตราย อันดับที่ 14 แต่ว่าตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่รุนแรงมากนัก เลยถูกชะลอไว้ก่อน แต่ตอนนี้คงจะประกาศในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563” พร้อมอธิบายต่อว่า

ที่ผ่านมาไทยประกาศ “โรคเฝ้าระวัง” 55 โรค ที่บังคับให้รายงานภายใน 7 วัน แต่ไม่“บังคับกักกัน” ส่วน “โรคติดต่ออันตราย” ประกาศแล้ว 13 โรค บังคับรายงานภายใน 3 ชม.

หมายความว่า หลัง โควิด-19 ประกาศเป็นโรคอันตรายอันดับที่ 14 แล้ว เจ้าหน้าที่จะทำงานได้ง่ายขึ้นเพราะที่ผ่านมาต้องใช้ดุลพินิจเป็นส่วนใหญ่ จะสั่งให้อยู่โรงพยาบาลนานก็ไม่ได หากตรวจไม่เจอก็อาจถูกต่อว่า หรือโรงพยาบาลบางแห่งไม่ตรวจหรือไม่แจ้งก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจ แต่หลังประกาศ ใครสงสัยสั่งตรวจทันที ที่สำคัญคือต้องแจ้งให้ “กรมควบคุมโรค” รับทราบภายใน 3 ชั่วโมง และให้อำนาจกักตัวได้ รวมถึงผู้สัมผัสที่ยังไม่มีอาการด้วย

กฎหมายไทยให้อำนาจบังคับกักกันตัว บังคับตรวจร่างกาย บังคับเก็บตัวอย่าง บังคับรักษา บังคับให้รับวัคซีน !

“หมายความว่า 4 หน่วยงานสำคัญต่อไปนี้ หากพบใครน่าสงสัยหรืออาจติดเชื้อ โควิด-19 ต้องแจ้งกรมควบคุมโรคทันที คือ 1 เจ้าหน้าที่การแพทย์ 2 โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน 3 ห้องแล็บหรือห้องปฎิบัติการตรวจเชื้อ 4 เจ้าของสถานประกอบการ หรือ เจ้าของพาหนะที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก โรงหนัง โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า เครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟฯลฯ พร้อมกักตัวไว้ถ้าไม่แจ้งอาจโดนโทษปรับและโทษจำคุกได้ ตอนนี้สถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ถ้าคนไทยทุกคนช่วยกัน น่าจะรับมือได้ไม่ยาก หากมีระบบคัดกรองที่ดีพอ โดยเฉพาะการรีบแจ้งข้อมูลการติดเชื้อตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เชื้อจะระบาดขยายไปสู่ผู้คนในสังคม” ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำ

ทั้งนี้  รายชื่อโรคติดต่ออันตรายที่ประกาศแล้ว 13 โรค ได้แก่ 1 กาฬโรค 2 ไข้ทรพิษ 3ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก 4ไข้เวสต์ไนล์ 5 ไข้เหลือง 6 โรคไข้ลาสซา 7 โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์  8 โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 9 โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 10 โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา 11 โรคซาร์ส 12 โรคเมอร์ส และ 13 วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก

ส่วน “บทลงโทษ” นั้น หากไม่แจ้งข้อมูลมีโทษปรับ 2 หมื่นบาท ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 แสนบาท สำหรับเจ้าของพาหนะหรือสถานประกอบการหากปกปิดข้อมูลไม่ทำตามคำสั่ง อาจโดนโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 5 แสนบาท

ในการประชุม “คณะกรรมการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ” วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย “นายกบิ๊กตู่” นั่งเป็นประธานนั้นคาดการณ์ว่าอีก1 – 2 เดือน อาจมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นหลักพันต่อวัน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “แผนบูรณาการความร่วมมือพหุภาคี”  ชื่อสวยหรูของรัฐบาล จะสามารถดึงความร่วมมือของคนไทยทุกคน มาช่วยกันควบคุมและลดผลกระทบจาก “ไวรัสร้ายโคโรนาพันธ์ใหม่” ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้เกิด “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” !?!

กระตุ้นศก.”รอบคอบรอบด้าน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418614?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระตุ้นศก.”รอบคอบรอบด้าน”

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:21 น.
กระตุ้นเศรษฐกิจ,ไวรัสโควิด-19,กการคลัง
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

กระตุ้นศก.”รอบคอบรอบด้าน” บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563

ผ่านพ้นปี 2563 ยังไม่ถึง 2 เดือน ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยต้องตกอยู่ในภาวะที่แปรปรวนหนักจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศจีน จนทางการจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นและอีกหลายๆ เมืองใกล้เคียงที่มีความเสี่ยง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการแพร่ระบาดไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก กระทั่งมีการสั่งระงับห้ามคนจากประเทศสุ่มเสี่ยงเดินทางเข้าประเทศกันเลยทีเดียว นำไปสู่ผลกระทบด้านธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจค้าปลีก ที่พักแรม ร้านอาหาร บริการขนส่ง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจต้นน้ำ อาทิ ธุรกิจเกษตร ปศุสัตว์ ที่เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าให้แก่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรม ที่พักต่างๆ ซึ่งภาครัฐได้ออกมาตรการเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจและเยียวยาภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งมาตรการทางด้านการเงินและด้านการคลังเป็นการเร่งด่วน

สำหรับประเทศไทยต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นภาคธุรกิจหลักที่นำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล โดยมีลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนราว 10 ล้านคนเป็นธงนำ เมื่อเกิดโรคระบาดดังกล่าวเราจึงได้รับผลกระทบอย่างแรง ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม หลังจากไม่มีการประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมุ่งหวังที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย ในเมืองหลัก เมืองรอง พร้อมทั้งฝากถึงคนไทยในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ขอให้ประชาชนเข้มแข็ง อดทน รัฐบาลจะพยายามหามาตรการที่เหมาะสมออกมา ซึ่งบางมาตรการอาจมีผลกระทบกับคนบางกลุ่ม จึงต้องตัดสินใจตามความเหมาะสมและความคุ้มค่า

หลังจากนายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณมายังคนไทย กระทรวงการคลังเตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอีกรอบ โดยจะเน้นดูแลเรื่องความเชื่อมั่นผ่านการสนับสนุนการอุปโภคบริโภค ทั้งนี้จะมีการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมีนาคมนี้  ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบผ่านการใช้จ่ายจากสวัสดิการที่รัฐบาลมอบให้ และยังมีมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย โดยจะมีการจัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรในภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งจะมีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้มากขึ้น ดูแลผ่อนภาระทางการเงินให้ ขณะเดียวกันก็จะมีมาตรการดูแลพนักงาน ลูกจ้างให้ยังมีงานทำ ไม่ตกงาน การผ่อนภาระทางการเงินด้านอื่นๆ โดยทั้งหมดจะออกมาเป็นแพ็กเกจ

ทุกฝ่ายได้แต่ภาวนาให้วิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสร้ายตัวนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลออกมาทำมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ภาคธุรกิจ ดูแลผู้ประกอบการ และภาคแรงงานได้ค่อนข้างเร็ว ขณะที่ปัญหาการทำงบประมาณปี 2563 ก็เข้าสู่กระบวนการปกติ ทำให้รัฐบาลสามารถเริ่มอัดฉีดงบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานราชการที่จะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ภาคการท่องเที่ยวจะเร่งสำรวจตัวเองเพื่ออุดช่องโหว่และวางแผนยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทยรองรับสถานการณ์เมื่อเข้าสู่ปกติ ซึ่งเราหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมารอบนี้จะเป็นไปอย่างรอบคอบรอบด้าน ที่สำคัญรัฐบาลเองต้องมีแผนระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจไทยและคนไทยโดยเฉพาะระดับล่างอย่างจริงจังยั่งยืนด้วย

เกาะติดศึกซักฟอก ฝ่ายค้าน อ่อนซ้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418609?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกาะติดศึกซักฟอก ฝ่ายค้าน อ่อนซ้อม

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:00 น.
พรรคฝ่ายค้าน,อ่อนซ้อม,เฉลิม อยู่บํารุง,เจ๊หน่อย สุดารัตน์,่ นายกฯ,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 1,289 ครั้ง

เกาะติดศึกซักฟอก ฝ่ายค้าน อ่อนซ้อม

ความจริงการอภิปรายไม่ไว้งางใจครั้งนี้ รัฐบาลเตรียมตัวมาดีกว่า

เพราะอะไร เพราะว่า พอปีนี้ฝ่ายค้านได้สิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจ2ครั้ง เลยทำให้ครั้งแรกไม่ค่อยน่าสนใจ

อ่านข่าว-“สิระ” เย้ย “ฝ่ายค้าน” ข้อมูลซักฟอก ทำปชช.ผิดหวัง

ประการต่อมาคือ รัฐบาลเพิ่งจะทำงานได้ 6-7 เดือน งบประมาณยังไม่ได้ใช้ จะมีอะไรให้ไปอภิปรายได้

ประกอบกับพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ฝ่ายค้าน ที่มี7พรรค ตอนนี้เหลือแค่5พรรคเพราะว่า พรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบ ส่วนพรรคเศรษฐกิจใหม่ สส.5คนไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลแล้ว

เลยทำให้พลังของฝ่ายค้านนั้นหายไป

นอกจากนี้ เมื่อฝ่ายค้านเหลือเฉพาะแกนนำอย่างเพื่อไทย ที่จะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ พรรคเพื่อไทยก็ไม่สมประกอบ

ภายในเพื่อไทยมีปัญหาขัดแย้งกันเอง ระหว่างกลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกิจการพิเศษ ที่ได้รับมอบหมายจาก ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง

กับกลุ่ม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่ต้องการมีบทบททเหนือพรรค

เลยกลายเป็นว่า สส.ที่จะอภิปรายรัฐบาลแบ่งเป็น2กลุ่ม และต่างฝ่ายต่างทำงานเก็บข้อมูล โดยไม่มีการแตะมือหรือทำงานสอดประสานกันเลย

และเสมือนว่าทั้งสองกลุ่มจะทำงานแข่งกันด้วยซ้ำ เพื่อทำคะแนนไปเสนอ ทักษิณ โดยมีเก้าอี้ระดับสูงในพรรคเพื่อไทยเป็นรางวัล

กลุ่มของร.ต.อ.เฉลิม น่าจะได้เปรียบกว่ากลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ ประกอบกับการแพ้เลือกตั้งซ่อมที่ กำแพงเพชร ที่กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ ส่งคนลงสมัคร แต่กลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ส่ง เหตุผลเพราะ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ ที่ส่งลูกชายลงในนามพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นคนเพื่อไทยเก่าและเป็นคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อทักษิณ

จึงไม่ต้องการที่จะส่งคนลงแข่งลูกชายของพ.ต.ท.ไวพจน์ แต่กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ยอม จึงส่งแล้วแพ้เลือกตั้ง แน่นอนว่า กลุ่มร.ต.อ.เฉลิม รอเยาะเย้ยอยู่แล้ว

ความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชรของพรรคเพื่อไทย นอกจากทำให้แกนนำในพรรคขัดแย้งกันเองแล้ว ยังทำให้พรรครัฐบาลมีข้ออ้างว่า ประชาชนยังให้การสนับสนุนรัฐบาล จึงเลือกคนของรัฐบาลมาเป็นส.ส.

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนศึกซักฟอกจะระเบิดขึ้น แม้นว่า กลุ่มร.ต.อ.เฉลิม จะทำงานเก็บข้อมูลมานานก็ตาม แต่มองในมุมหนึ่ง อาการของรัฐบาลดูดีกว่า

ฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เสมือนว่าฝ่ายค้านไม่พร้อมทั้งด้านความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่พร้อมทั้งความเป็นเอกภาพในพรรคเพื่อไทย

ภาษามวยเขาเรียกอ่อนซ้อม อย่าหวังว่าจะชนะคู่ชก แต่อาจจะถูกน็อคเสียเอง

‘ฟิลลิป มอร์ริส’ เขย่ารัฐบาล ศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418610?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฟิลลิป มอร์ริส’ เขย่ารัฐบาล ศึกซักฟอก

24 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
ฟิลลิป มอร์ริส,เขย่ารัฐบาล,ศึกซักฟอก
เปิดอ่าน 754 ครั้ง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มแล้ววันนี้( 24 ก.พ)เป็นวันแรก ซึ่งหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านจะนำมาซักฟอกคือ การแก้ไข ก.ม.ศุลกากร เอื้อบริษัทบุหรี่ต่างชาติ ‘ฟิลลิป มอร์ริส’

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เริ่มแล้ววันนี้ ( 24 ก.พ. ) เป็นวันแรก

และหนึ่งในเรื่องสำคัญที่จะหยิบขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คือ การกล่าวหาว่ารัฐบาลช่วยเหลือ “บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส” ในคดีนำเข้าบุหรี่ หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จ 

ซึ่งรัฐมนตรีที่จะโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจเต็มๆในเรื่องนี้ คือ ดอน ปรมัตถ์วินัย  รมว.ต่างประเทศ โดยพ่วง วิษณุ เครืองาม  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าไปด้วย

ก็เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายพอสมควรที่มีการเตรียมอภิปราย นายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่เป็น รมว.ต่างประเทศ เพราะเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่พบว่ามีอะไรหวือหวา ต่างจากกระทรวงอื่นๆ ที่มีหลายประเด็น ที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาอภิปรายได้อย่างเมามัน

อย่างไรก็ตามฝ่ายค้านวาง “นายดอน” เป็นหนึ่งในผู้ต้องถูกอภิปราย เพราะต้องการสะสางประเด็นข้อกังขา รัฐบาลช่วยเหลือ “บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส” ในคดีนำเข้าบุหรี่หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จ

คดี “ฟิลลิป มอร์ริส” เป็นเรื่องค้างคายาวนานหลายปี โดยบริษัทดังกล่าวถูกฟ้องร้องคดีนำเข้าบุหรี่หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จ

ในส่วนของนายวิษณุ นั้น ฝ่ายค้านจะอภิปรายกล่าวหาว่า  เมื่อมีการยึดอำนาจโดย คสช. ได้มีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นเพื่อแทรกแซงการดำเนินคดีของพนักงานอัยการโดยมีนายวิษณุ เครืองาม เป็นผู้ดำเนินการ

โดยเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ  รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปปรึกษาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีแนวโน้มจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้บรรเทาความเสียหายให้กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แต่สุดท้ายการประชุมวันนั้นก็ยุติลง เพราะมีเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยหลายคน

การกระทำในลักษณะเช่นนี้ยืนยันได้ว่า รัฐบาลแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะพนักงานอัยการซึ่งน่าจะเป็นความผิดต่อกฎหมาย
ต่อมามีการปล่อยข่าวเป็นระยะๆ จากนายวิษณุ เครืองาม ว่า หากมีการดำเนินคดีกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อไปอาจจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ WTO อาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกฟ้องร้องได้

แต่สุดท้ายพนักงานอัยการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ยินยอม เพราะยึดกฎหมายไทยเป็นหลัก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการกีดกันทางการค้า เป็นเพียงกรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นำเข้าบุหรี่มาในประเทศไทยโดยการสำแดงเท็จ อันเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พนักงานอัยการจึงได้ยื่นฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อศาลอาญา ในที่สุด

และเมื่อคดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือหารือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2561  เสนอมีข้อพิจารณาว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ที่เกี่ยวกับ WTO เกิดจากการที่กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ที่ใช้ถ้อยคำเปิดช่องให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย สามารถตีความไปในทางที่ไม่สอดคล้องกับการประเมินราคาศุลกากรไทย อาจจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปิดประเมินราคาศุลกากรของไทยสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 ขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาทำให้คำสั่งไม่ฟ้องกลับมามีผลใหม่ ให้ยุติการฟ้องคดีอาญากับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทบทวนการตีความและการบังคับใช้กฎหมาย

ต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แก้ไขกฎหมายศุลกากร พ.ศ.2496 มาตรา 27 โดยมีการมองว่าเอื้อต่อบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพราะในคดีนี้ หากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แพ้คดี อาจต้องชดใช้มูลค่าประมาณ 84,000 ล้านบาท ตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ แต่ตามพระราชบัญญัติศุลกากรฉบับใหม่ อัตราโทษปรับจะลดลง

ต่อมาเมื่อวันที่  29 พฤศจิกายน  2562 ศาลอาญาพิพากษาปรับบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท ฐานหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าบุหรี่ มาร์ลโบโร และ แอลแอนด์เอ็ม และสำแดงราคาบุหรี่ไม่ตรงตามราคา

ซึ่งเรื่องนี้นายดอน  ชี้แจงว่า  เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้ว กระทรวงการต่างประเทศเป็นเพียงปลายทางโดยมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศในแง่ที่เป็นบริษัทต่างชาติ รวมถึงพันธกรณีของไทยใน WTO ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่กระทรวงการต่างประเทศต้องให้ความเห็นจากข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ตนพร้อมให้ข้อเท็จจริง เพื่อให้คนที่เข้าใจผิดได้มีความกระจ่าง ถ้าขุดค้นกันจริงๆ ต้องไปถามจากหน่วยงานอื่นๆ ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะไม่มีอะไรอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามการนำเรื่องดังกล่าวมาอภิปราย  ถือเป็นงานหนักของรัฐบาล เพราะนักการเมืองมือฉมังอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มุ่งมั่นกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากถึงกับเตรียมข้อมูลเรื่องนี้ด้วยมือตัวเองเพื่อป้อนให้ ส.ส.ฝ่ายค้าน นำไปขุดคุ้ยในสภา จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่รัฐบาล จะสอบผ่านไปโดยสะดวก

ยุบ’อนาคตใหม่’ คดีกู้เงิน 32 พรรคการเมือง หนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุบ’อนาคตใหม่’ คดีกู้เงิน 32 พรรคการเมือง หนาว

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:22 น.
32สสหนาว
เปิดอ่าน 2,130 ครั้ง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ในคดีกู้เงินและตัดสิทธิ์การเมือง กก.บห. ทำให้ 32 พรรคการเมืองที่ถูกร้องต่อ กกต.ในเรื่องเงินๆทองๆ หนาวๆร้อนๆไปตามกัน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคมีกำหนดถึง 10 ปี อันมีที่มาจากพรรคอนาคตใหม่”กู้เงิน”จากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191 ล้านบาท

โดยคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระบุว่า ”  การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมืองซึ่งกฎหมายกำหนด แหล่งที่มาไว้ ดังนั้นเงินส่วนใดที่พรรคการเมืองนำมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมีได้มีแหล่งที่มาและวิธีการได้มาตามที่กฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบ
”  แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2560  มิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสำหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้กระทำได้ ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน และเงินกู้ยืมแม้มิได้เป็นรายได้แต่ก็เป็นรายรับและเป็นเงินทางการเมือง การดำเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองจึงต้องกระทำภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองจึงต้องสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
จากข้อเท็จจริง พฤติการณ์และพยานหลักฐานดังกล่าว เห็นว่า การกู้ยืมเงินของผู้ถูกร้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นตามมาตรา 66 ของ พรป.พรรคการเมือง เมื่อการรับบริจาคดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 66 จึงเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ผู้ถูกร้อง และกำหนดระยะเวลาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี  โดยกรรมการบริหารของพรรคที่ถูกยุบ จะจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่อีกไม่ได้ภายในเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค

    และด้วยเหตุที่”การกู้เงิน”ของพรรคการเมือง อาจนำไปสู่การที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบและตัดสิทธิ์การเมืองของกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้    “32 พรรคการเมือง” ที่เคยถูกร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับ”การกู้เงิน”  จึงหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน 

15 ม.ค.2563 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องให้ กกต. ตรวจสอบกรณี 32 พรรคการเมือง ปรากฏรายการกู้เงินในเอกสารงบการเงินของพรรคประจำปี 2561

      32 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย, พรรคพลังท้องถิ่นไท, พรรคชาติพัฒนา, , พรรคเพื่อไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา,พรรคภูมิใจไทย, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรครวมใจไทย, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคเพื่อสหกรณ์ไทย, พรรคพลังไทยรักชาติ, พรรคเมืองไทยของเรา, พรรคเพื่อชีวิตใหม่, พรรคเงินเดือนประชาชน, พรรคไทรักธรรม, พรรคพลังประชาธิปไตย, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคพลังไทยรักษาชาติ,  พรรคเพื่อสันติ, พรรคพลังประชาธิปไตย, พรรคพลังชล, พรรคพลังสหกรณ์, พรรคพลังคนกีฬา, พรรคเพื่อธรรม,พรรคอนาคตไทย, พรรคประชากรไทย, พรรคมหาชน ,พรรคความหวังใหม่ ,พรรคพลังศรัทธา, พรรคพลังชาติไทย, พรรคไทยธรรม

 ซึ่งขณะนี้เรื่องของ 32 พรรคการเมืองยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของ กกต. 

     แต่กรณีนี้อาจจะยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เพราะถ้อยคำที่พรรคการเมืองใช้มีถ้อยคำที่แตกต่างกัน ทั้ง “เงินกู้” “เงินยืม” “เงินทดรองจ่าย” ซึ่ง กกต. หรือหากเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีคำวินิจฉัยเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันว่า เงินยืม และเงินทดรองจ่าย ถือเป็นเงินตามมาตรา 62 ของพ.ร.ป.พรรคการเมืองหรือไม่ หรือเป็นเงินที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 62 ในลักษณะเดียวกันกับเงินกู้  

   และพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเงินกู้ก่อนที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ เพราะข้อมูลการกู้เงินปรากฏอยู่ในเอกสารงบการเงินปี 2561

ก่อนหน้านี้ประธาน กกต. เคยบอกว่า ขอรอดูคดีแรก คือคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงิน ก่อนว่าผลจะออกมาอย่างไร

ตอนนี้ผลก็ออกมาแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารของพรรคอนาคตใหม่

จึงถึงเวลาที่ กกต. จะต้องเดินหน้า เรื่องนี้ได้แล้ว เพราะถ้ายังขืนชักช้า จะถูกมองได้ว่าเลือกปฏิบัติ

     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศรีสุวรรณ มาตามนัด ร้องสอบ 32 พรรคกู้เงิน