เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม​ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418327?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม​

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:30 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม​

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ จากการกู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคจำนวน 191.2 ล้านบาท คณะกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี พร้อมห้ามร่วมตั้งพรรคใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคําสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมี 4 ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ร้องมีอํานาจยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า การดําเนินการกรณียุบพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ของผู้ร้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องมีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกรณีมีการร้องเรียนว่ามีเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 92 ซึ่งนายทะเบียนได้มีคําสั่งตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเสนอต่อนายทะเบียนแล้ว และนายทะเบียนได้นําเสนอต่อผู้ร้องเพื่อพิจารณา ผู้ร้องเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทําการฝ่าฝืนมาตรา 72 อันเป็นเหตุให้ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (3) จึงมีมติให้ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับกระบวนการดําเนินคดีอาญาที่แยกเป็นอิสระต่างหากจากคดีนี้ การยื่นคําร้องของผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผู้ร้องจึงมีอํานาจยื่นคําร้องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

ประเด็นที่สอง มีเหตุสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 72 ประกอบมาตรา 92 หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า การที่พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 72 นั้น เห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 72 ได้กําหนดข้อห้ามไว้เพื่อป้องกันมิให้พรรคการเมืองไปเกี่ยวข้องกับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเหล่านั้น อันจะทําให้พรรคการเมืองกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมหรือสนับสนุน หรือช่วยเหลือในการกระทําความผิดไปด้วย และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันพรรคการเมืองของประเทศไทย อันเป็นมาตรการที่สําคัญเพื่อเสริมสร้างสถาบันพรรคการเมืองของประเทศไทยให้เป็นสถาบันที่มีความโปร่งใสและเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน

การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมืองซึ่งกฎหมายกําหนด แหล่งที่มาไว้ตามมาตรา 62 ดังนั้นเงินส่วนใดที่พรรคการเมืองนํามาใช้จ่ายในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งมิได้มีแหล่งที่มาและวิธีการได้มาตามที่กฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบ แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มิได้บัญญัติห้ามการกู้ยืมสําหรับพรรคการเมืองไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้กระทําได้ ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน และเงินกู้ยืมแม้มิได้เป็นรายได้แต่ก็เป็นรายรับ และเป็นเงินทางการเมือง การดําเนินการเกี่ยวกับการได้มาและการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองจึงต้องกระทําภายในขอบเขตที่กฎหมายกําหนดไว้เท่านั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองจึงต้องสอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คําว่า “บริจาค” และ “ประโยชน์อื่นใด” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 เป็นคําที่มีความหมายเฉพาะในกฎหมายนี้เพื่อกําหนดสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายบังคับแห่งกฎหมายในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้องการควบคุมการสนับสนุนทางการเงินที่ให้แก่พรรคการเมืองให้เป็นอิสระจากการถูกครอบงําของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า งบการเงินประจําปี 2561 ของผู้ถูกร้องมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้อยู่เพียง 1,490,537 บาท แต่ผู้ถูกร้องกลับทําสัญญากู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้องรวม 2 ฉบับ รวมเป็นจํานวนเงินสูงถึง 191,200,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า ถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคผู้ถูกร้องที่สามารถคํานวณเป็นเงินได้ เป็นการทําสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่เป็นตามปกติทางการค้าและไม่เป็นไปตามปกติวิสัยของการให้กู้ยืมเงินและการชําระหนี้เงินกู้ยืม ถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ถูกร้องที่สามารถคํานวณเป็นเงินได้ และเมื่อรวมประโยชน์อื่นใดที่ผู้ถูกร้องได้รับจากเงินกู้ยืมดังกล่าวกับเงินที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้บริจาคให้แก่ผู้ถูกร้องในปี 2562 จํานวน 8,500,000 บาทแล้ว ย่อมชัดแจ้งว่าเป็นกรณีการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อปีซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 66 วรรคสอง

จากข้อเท็จจริงพฤติการณ์และพยานหลักฐานดังกล่าวเห็นว่าการกู้ยืมเงินของผู้ถูกร้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นตามมาตรา 66 เมื่อการรับบริจาคดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 66 จึงเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นโดยรู้ หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 72 กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทําการฝ่าฝืนมาตรา 72 อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 42 วรรคสอง ประกอบมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3)

ประเด็นที่สาม คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองของผู้ถูกร้องจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 92 วรรคสองหรือไม่ อย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า เมื่อผู้ถูกร้องได้กระทําการอันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง จึงต้องสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องแล้วจึงชอบที่จะมีคําสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ดํารงตําแหน่งดังกล่าวอยู่ในวันที่ 5 มกราคม 2562 หรือวันที่ 11 เมษายน 2562 โดยกําหนดระยะเวลาของการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณีดังคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2562 ดังนั้น จึงให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันที่มีการกระทําอันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องมีกําหนดเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ประเด็นที่สี่ ผู้ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ภายในกําหนดสิบปีนับแต่วันที่พรรคผู้ถูกร้องถูกยุบตามมาตรา 44 วรรคสอง หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า เมื่อสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องแล้ว จึงต้องสั่งห้ามมิให้ผู้ซึ่งเคยดํารงตําแหน่งกรรมการบริหารพรรคของผู้ถูกร้องที่ดํารงตําแหน่งดังกล่าวอยู่ในวันที่ 6 มกราคม 2562 หรือวันที่ 11 เมษายน 2562 ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกภายในกําหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ส.ว.เตรียมดูงานต่างประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418308?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ว.เตรียมดูงานต่างประเทศ

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:05 น.
สว,ดูงานต่างประเทศ,ประธานสภา
เปิดอ่าน 130 ครั้ง

ส.ว.เตรียมดูงานต่างประเทศ คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

เรียกได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกไปแล้วสำหรับเรื่องการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของบรรดาคณะกรรมาธิการสามัญของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของวุฒิสภาที่มีข้อขัดแย้งกันภายในค่อนข้างแรงเพียงแต่ไม่มีใครแพร่งพรายออกมามากนัก

เดิมทีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) มีแนวความคิดว่าจะขอความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการสามัญต่างๆ ให้งดการเดินทางไปต่างประเทศ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับหลายประเทศกำลังเผชิญโรคระบาดอย่างหนัก แต่ทันทีที่วิปวุฒิสภามีแนวคิดนี้ออกมา ปรากฏว่ามีเสียงโอดครวญจากส.ว.เกือบครึ่งสภาที่ไม่พอใจการขอความร่วมมือ

เหตุผลหนึ่งที่อ้างขึ้นมาคือการอ้างว่าต้องการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง ประกอบกับมีการจัดสรรวงเงินงบประมาณกว่า 60 ล้านบาทลงมาแล้วจึงควรจะดำเนินการตามกรอบของงบประมาณ แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าคณะกรรมาธิการที่จะเดินทางไปต่างประเทศในเวลานี้นั้นควรเป็นเฉพาะคณะกรรมาธิการมีความจำเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือต้องเป็นไปตามพันธกิจที่รัฐสภาได้ลงนามความร่วมมือเอาไว้เท่านั้น ส่วนการดูงานทั่วไปที่เป็นไปตามอำนาหน้าที่ควรงดไว้ก่อน เพราะการใช้งบประมาณในส่วนนี้ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชน ถ้าจะศึกษาดูงานก็ขอเป็นการดำเนินการภายในประเทศแทน

แม้จะมีเสียงฮึดฮัดและอาการหัวเสียของส.ว.บางกลุ่ม แต่เมื่อวิปวุฒิสภามีมติออกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เพื่อไม่ให้วุฒิสภาตกเป็นหมู่บ้านกระสุนตก โดยวิปวุฒิสภาได้ออกกฎเหล็กขึ้นมา 3 ข้อ 1.ต้องเป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานอย่างแท้จริง 2.ต้องเดินทางไปด้วยความประหยัดเป็นการก่อให้เกิดประโยชน์ต่องานของวุฒิสภา และ 3.ห้ามเดินทางไปในลักษณะของการท่องเที่ยวอย่างเด็ดขาด

ในอีกมุมหนึ่งของวุฒิสภาก็มีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ นายพีระศักดิ์ พอจิต ประธานกรรมการดำเนินการจัดกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม และกิจกรรมนันทนาการของวุฒิสภา นำคณะผู้เเทน ส.ว. เข้าพบผู้ว่าฯ นครราชสีมา เพื่อนำเงินจำนวน 1,000,000 บาท มอบให้เพื่อนำไปช่วยเหลือเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.นครราชสีมา โดยนายพีระศักดิ์ ระบุว่าวุฒิสภาขอให้กำลังใจผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือเยียวยา และเงินจำนวน 1,000,000 บาท มาจากการร่วมสมทบทุนจาก ส.ว. 250 คน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุการณ์

ข้ามฟากมาฝั่งสภาผู้แทนราษฎรกันบ้าง ถ้าไม่นับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังวุ่นวายแล้วการตรวจสอบเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของส.ส.ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ก็เป็นอีกเรื่องที่ชวนหัวไม่แพ้กัน เพราะแม้การทำงานตรวจสอบของคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรจะมีความคืบหน้าไปพอสมควร แต่ปลายทางแล้วสภาคงเอาผิดกันเองยาก โดยมีความเป็นไปได้น้อยที่จะส่งเรื่องมาให้ที่ประชุมสภาตัดสิน ดังนั้นความเป็นไปได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป ซึ่งกว่าจะมีผลสรุปออกมาน่าจะอีกนานกันเลยทีเดียว

ปิดด้วยภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ถอดสูทเพื่อสวมชุดออกกำลังกายไปร่วมงานเดิน–วิ่ง การกุศลไทยซิกข์ ครั้งที่ 26 เพื่อนำรายได้จากการแข่งขันทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ในโอกาสนี้ประธานสภาได้มอบถ้วยรางวัลให้ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการแข่งขันวิ่งการในประเภทระยะทาง 21 กิโลเมตรอีกด้วย

‘กรัมชี่’ มาแล้ว ‘คณะราษฎรใหม่’ ไฟลามทุ่ง 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กรัมชี่’ มาแล้ว ‘คณะราษฎรใหม่’ ไฟลามทุ่ง 2020

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
'กรัมชี่' มาแล้ว 'คณะราษฎรใหม่' ไฟลามทุ่ง 2020
เปิดอ่าน 502 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 22-23 ก.พ.63

************************************

สิ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ผ่านไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง “ช่อ” พรรณิการ์ วาณิช ได้ประกาศระดมสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และแนวร่วม ให้เดินทางมารวมตัวกันที่ตึกไทยซัมมิท ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ เวลา 18.00 น. เพื่อฟังคำแถลงของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เกี่ยวกับอนาคตของพลพรรคสีส้ม

ไม่ผิดคาด “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แถลงไม่ยอมรับผลการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันฝ่ายอำนาจเก่าจะใช้ “นิติสงคราม” ทำลายฝ่ายประชาธิปไตยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว

แล้ว 2 สหาย “เอก-ป๊อก” ก็เลือกตั้งจะตั้ง “คณะอนาคตใหม่” เดินสายทำงานการเมืองนอกสภา เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

สงครามจุดยืน

ย้อนไปอ่านแถลงการณ์ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ตอนหนึ่งอาจาย์ป๊อกเขียนว่า “สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่ อันโตนิโอ กรัมชี บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิด ก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤติการณ์ย่อมปรากฏขึ้น..”

มวลชนที่หน้าตึกไทยซัมมิท

สมัยที่ “เอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สุมหััวคิดกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์กลุ่มหนึ่ง ก็มีความเชื่อที่ว่า “สิ่งเก่ากำลังจะตาย แต่ยังไม่ตาย..” พวกเขาจึงก่อการตั้งพรรคการเมือง เป็นเรือธง

“อันโตนิโอ กรัมชี่” เป็นนักทฤษฎีปีกซ้ายของอิตาลี ที่มีกรอบคิดต่างมาจากมาร์กซ-เลนิน เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แนวคิดกรัมชี่ได้รับความสนใจจากกลุ่มซ้ายไทย ที่แตกพ่ายมาจากเขตป่าเขา

อย่างไรก็ตาม ซ้ายอกหัก กลับติดหล่ม “ความคิดเหมาเจ๋อตง” จึงมองไม่ทะลุถึงใจกลางความคิดกรัมชี่ เลยหลงทิศหลงทางไปสร้าง “โรงเรียนการเมือง นปช.”

อาจารย์ป๊อกศึกษาความคิดกรัมชี่อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเปิดปฏิบัติการทางการเมือง เพื่อครองความคิดจิตใจของผู้คน กรัมชีเรียกปฏิบัติการทางการเมืองนี้ว่า “การทำสงครามจุดยืน” พรรคอนาคตใหม่

นี่คือ ขั้นตอน “สงครามทางจุดยืน” เพื่อปักธงความคิดในสังคมไทย

สิ่งเก่ากำลังจะตาย

แกนนำส้มหวาน มักพูดกันภายในกลุ่มพวกเขาเสมอๆว่า หากนำความคิดแบบ “กรัมชี่” มาอธิบายสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ คือ สภาวการณ์ที่คนรุ่นเก่าหรือคนที่มีความคิดเก่าๆ พยายามย้อนยุคกลับไปสู่อดีต ด้วยการรัฐประหารและกำหนดกติการัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อ “พรรคข้าราชการ” ที่มีทหารเป็นแกนนำ

กรัมชี่บิดาปีกซ้าย

การต่อสู้ระหว่าง “คนรุ่นเก่า” กับ “คนรุ่นใหม่” มิได้เกิดขึ้นแค่วันสองวันนี้ หากแต่ คนสองกลุ่มผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอด

ปิยบุตรพร้อมลุย

เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475, รัฐประหาร 2490, รัฐประหาร 2500 และ 2501, เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516, เหตุการณ์ ตุลา 2519, พฤษภา 2535 , รัฐประหาร 2534-2549-2557 จวบจนปัจจุบันก็ยังต่อสู้กันอยู่

แม้ช่วงปี 2557-2563 จะไม่ปรากฏให้เห็นในรูปแบบการเมืองบนท้องถนน แต่การต่อสู้ทางความคิดยังมีอยู่ตลอดเวลา

จากนี้ไป “ธนาธร-ปิยบุตร” จึงประกาศเดิน “ขา” อันมีเนื้อหาแตกต่างจากยุทธศาสตร์ “ขา” ของ เหวง-ธิดา และพรรคพล นปช.

ทฤษฎีซ้ายใหม่

เวทีรวมพลคนอกหักที่หน้าตึกไทยซัมมิทของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาธร” ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้าย โดยตอกย้ำว่า “เราต้องไม่แบ่งแยกเหลืองแดง ล้าสมัยแล้วที่คนไทยจะแบ่งข้างทะเลาะกันเอง ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะไม่ชนะพวกเขา วันนี้ความขัดแย้งในสังคมไทย มีแค่พวกเราประชาชนกับอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น”

ธนาธร บนเวทีหน้าตึกไทยซัมมิท

การกำหนดคู่ความขัดแย้ง ประชาชนกับอภิสิทธิ์ชนนั้น มาจากทฤษฎีซ้ายใหม่ของ “ลาคลาว” และ “มูฟ” ซึ่งความขัดแย้งในที่นี้ไม่ได้แบ่งครึ่งตามแนวดิ่ง แยกซ้าย-ขวาแบบเดิม แต่แบ่งแบบตัดขวางตามแนวนอน

การแบ่งตามแนวตัดขวางก็เหมือนที่ธนาธรบอก “ประชาชน“ คนส่วนใหญ่ กับ ”อภิสิทธิ์ชน” คนส่วนน้อย ต่างจาก “เหวง-ธิดา” ที่ยังกำหนดคู่ความขัดแย้งตามทฤษฎีชนชั้นแบบซ้ายเก่า

เหวง- ธิดา ซ้ายเก่า

“ปิยบุตร” เคยให้สัมภาษณ์ยาวๆ เกี่ยวกับแนวคิด “มูฟ” ที่บอกว่า แนวทางประชานิยมแบบซ้าย (Left Populist) ต่างจากประชานิยมแบบขวา (Right Populist) คือ ผู้นำของประชานิยมแบบซ้ายไม่ปลุกระดมเรื่องชาตินิยม

แต่มีภารกิจสำคัญในการหลอมรวมผู้คนทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นแรงงานอพยพ ข้าราชการ นักศึกษา หรือ LGBT ก็ตาม

ความท้าทายในแนวทางซ้ายใหม่คือ จะหลอมรวมคนทุกกลุ่มทุกประเภท จะนำไปต่อสู้กับชนชั้นนำได้อย่างไร

พรรคการเมืองจะอยู่ได้.. ถ้าคนในพรรคสุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418307?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคการเมืองจะอยู่ได้.. ถ้าคนในพรรคสุจริต

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:47 น.
ชวน หลีกภัย,ประธานสภา,พรรคประชาธิปัตย์,การเมือง
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

พรรคการเมืองจะอยู่ได้.. ถ้าคนในพรรคสุจริต คอลัมน์… special weekend

พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ แต่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดรอบด้าน ถือเป็นความท้าทายสำคัญของพรรคการเมืองว่าจะดำรงความเป็นสถาบันให้เกิดความเข้มแข็งและยกระดับพรรคการเมืองได้อย่างไร จากโจทย์ปัญหานี้ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานรัฐสภา ได้วิเคราะห์และเสนอแนะให้นักศึกษาหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 10 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านหัวข้อ “การยกระดับพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง”

‘ชวน’ ในฐานะผู้อาวุโสทางการเมืองคนหนึ่งมีมุมมองว่า “หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ไม่เคยพูดมาก่อนครับ ภาคปฏิบัติในทางการเมืองของประเทศไทย ผมเองน่าจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ยาวมานานตั้งแต่เมื่อ 52 ปีที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการยอมรับทางวิชาการว่ามีลักษณะความเป็นสถาบันมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ พรรคเกิดขึ้นมานานกว่า 70 ปี ก่อตั้งโดยบุคคลสำคัญมากมาย พรรคการเมืองไม่มีชีวิต ดังนั้น พรรคการเมืองจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่คนที่อยู่ในพรรค

“คนระดับผมที่เป็นลูกชาวบ้านโดยแท้ ไม่มีพื้นความรู้สูง ตระกูลไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่เป็นเพราะความใจกว้างของพรรคที่ยอมรับผมเข้ามาในพรรค ถ้าเป็นพรรคการเมืองที่เล็งเห็นผลประโยชน์ผมคงไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ความเป็นประชาธิปไตยในพรรคทำให้ทุกคนได้เติบโต หากพรรคการเมืองเล็งเห็นแต่ผลประโยชน์ พรรคก็ขึ้นบ้างลงบ้าง พรรคการเมืองที่สำคัญที่สุด คือต้องมีความต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคการเมือง”

“แน่นอนว่าการทำงานของพรรคการเมืองไม่ราบรื่นโดยธรรมชาติเพราะจะถูกมองว่าเป็นจำเลยเสมอ การจะทำให้ประชาชนยอมรับได้นั้นพรรคการเมืองจะต้องดำเนินพรรคการเมืองด้วยความถูกต้องและต้องมีคนที่เข้ามาเพราะตั้งใจจะทำงานการเมืองจริงๆ ซึ่งคนเหล่านี้จะไม่ทิ้งพรรคเมื่อยามที่พรรคมีปัญหา พรรคประชาธิปัตย์ก็เจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว คนออกไปจากพรรคเกือบหมด ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกชวนให้ออกไปแต่ผมปฏิเสธ ไม่คิดจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่อีก เมื่อตัดสินใจแล้วก็ยืนตรงจุดนี้ให้ได้ การเลือกตั้งปี 2522 พรรคประชาธิปัตย์ยับเยินเลยครับ กทม.มีส.ส.แค่คนเดียว แต่จากนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มฟื้นขึ้นมา”

“นักการเมืองจะดำรงอยู่ได้ต้องมีอุดมการณ์และมีสัจจะ ผมจึงย้ำว่าคนที่เข้ามาในพรรคการเมืองต้องมีความตั้งใจจริงๆ พรรคการเมืองถึงจะอยู่ได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายนัก และการจะเป็นพรรคการเมืองที่จะได้รับการยอมรับนั้นขึ้นอยู่กับคนในพรรคเป็นสำคัญ ต้องเอาคนที่มีความสามารถเข้ามา มิฉะนั้นพรรคจะไม่ได้รับการยอมรับ”
ประธานรัฐสภาย้ำว่า พรรคการเมืองต้องมีหลักการแน่นอนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ไม่ใช่สลับกลับไปกลับมา แบบนี้คนก็จะไม่เชื่อถือ รวมไปถึงการต้องเคารพกฎหมายเป็นที่ตั้งอย่างซื่อสัตย์สุจริต อย่างตอนเป็นนายกฯ ก็ได้ดึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์กลับมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก ทั้งๆ ที่มีเสียงท้วงติงว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้เป็น 5 เสือ ซึ่งผมเป็นพลเรือนก็ได้ปรึกษาหลายท่าน เพื่อถามว่ามีกฎเกณฑ์หรือไม่ที่นายทหารที่ไม่ได้เป็น 5 เสือแล้ว จะไม่สามารถขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ ก็ได้คำตอบว่าไม่มี เช่นนี้ผมก็ดำเนินการทันที เพราะผมเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นคนซื่อสัตย์”

“นี่คือสิ่งที่พรรคการเมืองต้องมี คือ ความซื่อตรง จะขึ้นจะลงอย่างไรพรรคก็ยังอยู่ได้ ในทางปฏิบัตินั้นการบริหารพรรคการเมืองให้ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ความอดทน สมัยนี้การเมืองเปลี่ยนไป เพราะระบบธุรกิจการเมืองเข้ามา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อสื่อมวลชน ทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคอยู่ได้บนความถูกต้องเป็นสำคัญและต้องเชื่อมั่นในความสุจริตและการเคารพในกฎหมาย เหมือนจะเป็นเรื่องยากแต่เราก็ต้องทำให้ได้” ประธานรัฐสภาสรุป

เร่งระดมหมอผ่าตัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418185?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งระดมหมอผ่าตัด

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ส่งออกสินค้า,การเติบโตทางเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 374 ครั้ง

เร่งระดมหมอผ่าตัด บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2563

จนถึงขณะนี้ จำเป็นที่รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ต้องตระหนักว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียนั้นอยู่ในสภาพติดลบ และกำลังจะถอยหลังเข้าคลองอยู่รอมร่อ หากไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ดูที่ตัวเลขการส่งออกของเวียดนามเมื่อ 11 เดือนของปีที่แล้วอยู่ที่ 251,662 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 10% และสูงกว่าไทย 24,572 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีมูลค่า 227,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 2.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงถือได้ว่า ปี 2562 ที่เพิ่งผ่านพ้นมากเพียง 2 เดือนนี้ เวียดนามได้สร้างสถิติอย่างที่ไทยเองก็หวั่นเกรงว่าจะต้องเกิดขึ้นจนได้

ปัญหาการส่งออกสินค้าของไทยนั้น จุดใหญ่ก็มาจากเรื่องผลิต ภาพการผลิตของประเทศไทยอันหมายถึง ทำงานได้ดีขึ้น เก่งขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในปริมาณเท่าเดิม จะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วันก่อนนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อธิบายว่า ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ไปเร็วมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ประสิทธิภาพการผลิตของไทยใกล้เคียงกับมาเลเซีย และสูงกว่าอินเดียราว 40% แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพการผลิตของมาเลเซียเพิ่มสูงกว่าไทย 30% ผู้ว่าการธปท.แนะนำว่า หากจะใช้มาตรการระยะสั้นก็ทำได้ สำหรับกรณีเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวต้องมียุทธศาสตร์ส่งเสริมต่อเนื่อง หาไม่แล้วจะไม่สามารถแก้ปัญหาผลิตภาพต่ำได้

นอกจากปัญหาด้านผลิตภาพที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยยังมีปัญหาด้านแรงงาน ซึ่งมีมากถึง 1 ใน 3 ของไทย ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ช่องว่างประสิทธิภาพการผลิตระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขยายกว้างขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็กรุนแรงตามมา และเมื่อเอสเอ็มอีแข่งขันไม่ได้ ค่าจ้างแรงงานก็จะถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับของทางการที่ซ้ำซ้อนหรือล้าสมัย และเป็นอุปสรรคในการเพิ่มผลผลิตของประเทศ และท้ายที่สุดคือ นโยบายรัฐหลายเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากอดีตไม่เอื้อต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการ

ตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2563 ที่ 1.5% ตามข้อมูลการแถลงของสภาพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติจริงๆ เนื่องจากสารพัดปัญหาที่เป็นตัวแปรเพิ่มเข้ามาจากเดิมที่คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 2.8% กลับต้องปรับลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สัญญาณลบด้านการส่งออกเมื่อปีที่แล้วที่พ่ายแพ้ครั้งแรกกับเวียดนาม ประกอบกับความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดน้อยถอยลง เป็นหลักฐานชัดเจนที่รัฐบาลไม่อาจจะเถียงได้อีกแล้ว มาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลจะคลอดออกมากลางเดือนมีนาคมนี้ก็คงจะเป็นเพียงการให้ยาระงับอาการเจ็บปวดครั้งคราว ทั้งๆ ที่อาการประเทศขณะนี้อยู่ในขั้นต้องหามเข้าห้องไอซียูเพื่อผ่าตัด ซึ่งก็น่าสงสัยว่า ทีมผ่าตัดจะเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือหมอให้ยาพื้นบ้าน

เลี้ยงรุ่นดูไบ ‘เจ๊แดง’ ขอเอี่ยว ปักธงยึดล้านนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลี้ยงรุ่นดูไบ ‘เจ๊แดง’ ขอเอี่ยว ปักธงยึดล้านนา

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:50 น.
เจ๊แดง,ทักษิณ,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,บุญเลิศ บุ,บุญเลิศ บูรณุปกรณ์,กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม,โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,712 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 21 ก.พ.63

***************************

ฮือฮากันไปทั้งประเทศเมื่อมีการเผยแพร่คลิปวิดีโองานเลี้ยงรุ่น “มงฟอร์ต 08” ฉลองครบรอบ 55 ปี ที่ดูไบ โดย ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เพื่อนๆ บินข้ามน้ำข้ามฟ้าไปดื่มไวน์แดงและเหล้าราคาแพง เมื่อวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2563

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ 

ในคลิปงานเลี้ยงจากดูไบ ปรากฏว่ามีภาพของ เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เดินทักทายเพื่อนๆ ของพี่ชาย ประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของงานเลี้ยงครั้งนี้ แต่ที่แน่ๆ เจ๊แดงได้รับประโยชน์จาก “คลิปงานเลี้ยงรุ่นมงฟอร์ต 08” ซึ่งหัวคะแนนของ บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” กลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม คงต้องเร่งแก้เกมโดยเร็ว

ศิษย์เก่ามงฟอร์ตฯ

โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย เป็นโรงเรียนเก่าแก่ของเชียงใหม่ ผลิตคนมีคุณภาพมากมายออกไปทำงานรับใช้ประเทศชาติ สมาคมศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย ได้งานคืนสู่เหย้า “ปิ๊กมงฟอร์ตบ้านเฮา” ครั้งที่ 29 ครบรอบ 88 ปี โรงเรียนมงฟอร์ตฯ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563

ทักษิณ ชินวัตร” เข้าเรียนมงฟอร์ตฯ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เมื่อปี 2501 มีเลขประจำตัวสมัยเรียนคือ ม.ว.3787 เรียนจบชั้นสูงสุดจากมงฟอร์ตฯ คือ ม.ศ.3 ในปี 2510 รวมเวลาศึกษาที่มงฟอร์ตวิทยาลัยเป็นเวลา 9 ปี

งานเลี้ยงดูไบ

นอกจากทักษิณ ยังมีน้องชาย 2 คน คือ อุดรและพายัพ ชินวัตร ก็เป็นศิษย์เก่ามงฟอร์ตฯ (ปัจจุบันอุดรเสียชีวิตแล้ว) ส่วนพี่น้องสายผู้หญิงไม่ได้เรียนทีี่มงฟอร์ตฯ

ในอดีต “มงฟอร์ตคอนเนกชั่น” ที่ชาวเชียงใหม่พูดถึงคือ สุบิน ปิ่นขยัน อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคกิจสังคม และรัฐมนตรีหลายกระทรวง ตอนนั้นสุบินมีชื่อเสียงโดดเด่นมาก

พลันที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ชาวมงฟอร์ตฯ ก็แทบจะลืมชื่อสุบิน ปิ่นขยัน ไปเลย

ลูกหนังวัดบารมี

สำหรับเมืองไทย ฟุตบอลกับการเมืองกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว หากส่องลึกไปที่ภาคเหนือตระกูล “ชินวัตร” รู้สึกเสียหน้าเหมือนกันที่ตระกูล “ติยะไพรัช” แห่งเชียงราย ประสบความสำเร็จ จากการที่ทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีก 2019

เป็นที่ทราบกันในแวดวงลูกหนังไทยมานานแล้วว่า “เจ๊แดง” ซุ่มปั้นสโมสรฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด โดยมอบหมายให้ “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร เป็นแม่ทัพ

ส.ว.ก๊อง ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานเชียงใหม่ ยูไนเต็ด

ฤดูกาล 2020 ทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ได้เลื่อนชั้นมาเล่นไทยลีก 1 “ส.ว.ก๊อง” จึงจัดการปรับโฉมทีมครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “เชียงใหม่ ยูไนเต็ด” และประกาศใช้ตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้คอนเซ็ปต์ เพื่อคนเชียงใหม่”

ช้างเผือกยังเป็นสัญลักษณ์ของทีม และที่พิเศษคือมีอักษรล้านนาแสดงถึงวัฒนธรรมล้านนา และและรวงข้าวหมายถึงดินแดนล้านนาในอดีต คำว่า “ล้านนา” สะท้อนถึงรากเหง้าสโมสร ที่เป็นตัวแทนของชาวเชียงใหม่ และผู้คนรากหญ้าทุกคน

ยงยุทธ ติยะไพรัช มาช่วย ส.ว. ก๊อง

แถมยังได้ ยงยุทธ ติยะไพรัช” บิดา “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช มาเป็นกองหนุน สร้างทีมช้างเผือกให้ยิ่งใหญ่ และขยับขึ้นไปเล่นไทยลีก 1

ส.ว.ก๊อง กำลังปลุกกระแสท้องถิ่นนิยม คล้ายสมัยหนึ่งที่มีนักวิชาการเสื้อแดงชูภาพ “ทักษิณ” และประกาศสร้างอาณาจักรล้านนา

ทายาทเจ๊แดง

สมัยที่ทนายก๊องเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ก็รู้กันว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากเจ๊แดง และเมื่อกลางปีที่แล้ว สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เปิดตัว “ส.ว.ก๊อง” ลงชิงชัยนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามกลุ่มเพื่อไทยเชียงใหม่

ดังที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ “เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้ตีตัวออกห่างจาก “ค่ายชินวัตร” เจ๊แดงจึงวางแผนปูทางให้ “ส.ว.ก๊อง” หาเสียงยึด อบจ.เชียงใหม่ ด้วยกลยุทธ์ “ลูกหนังนำการเมือง” มาแต่ปี 2560

ปีที่แล้ว ชูชัยใช้ลูกหนังนำการเมืองเต็มที่

ปลายปีที่แล้ว “ชูชัย” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนาม “กลุ่มเพื่อไทยเชียงใหม่” ได้เปิดตัวทีมบริหารประกอบด้วย ถาวร เกียรติไชยากร อดีต ส.ว.เชียงใหม่, โสภณ โกชุม อดีต ส.ส.เชียงใหม่, พล.ต.ต.กริช กิตติลือ อดีต ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ “เจ๊ปุ๊ย” วิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

เฉพาะรายของ เจ๊ปุ๊ย” วิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ นั้น ประธานเชียงใหม่ ยูไนเต็ด แต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมช้างเผือก ซึ่งเดิมทีเจ๊ปุ๊ยเคยลงเล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัดค่ายเนวิน ชิดชอบ ก่อนจะย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ พรรค ปชป. เมื่อ 8-9 ปีก่อน

พ.ศ.นี้ เจ๊ปุ๊ยย้ายค่ายมาช่วย ส.ว.ก๊อง สานฝัน “เจ๊แดง” สางแค้นเก่า..ยึดล้านนาให้เบ็ดเสร็จ

เก่าไป-ใหม่มาเส้นทางตุลาการศาลรธน.กับภารกิจสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418116?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เก่าไป-ใหม่มาเส้นทางตุลาการศาลรธน.กับภารกิจสุดท้าย

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:25 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 184 ครั้ง

เก่าไป-ใหม่มาเส้นทางตุลาการศาลรธน.กับภารกิจสุดท้าย

การตัดสินคดียุบ “พรรคอนาคตใหม่” กรณีกู้เงิน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” 191.2 ล้าน ช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 คำตอบจะออกหัวก้อย เหนืออื่นใดเราคงไม่มีวันลืมองค์กรที่มีความสำคัญยิ่งในการเมืองไทยอย่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ” เด็ดขาด !!

อ่านข่าว-ยุบ “พรรคอนาคตใหม่” รัฐบาลได้อย่าง – เสียอย่าง

วันนี้ไม่ได้มาวิเคราะห์คำตัดสิน หรือทิศทางคดี แต่ชวนมาทบทวนความจำคนไทยอีกครั้งว่าเรารู้จักตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งชุดใหม่-ชุดเก่าขนาดไหน บอกเลย…เรื่องมันมีที่มา

++

   เส้นทางสายวิบาก
ดังที่ทราบว่าภารกิจอันสำคัญในการพิจารณาตัดสินคดีทางการเมืองไทยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เคยง่าย

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ที่นั่งทุบโต๊ะมาแล้วหลายปีดีดักด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 มาจนถึงขณะนี้มีบางคนที่หมดวาระ และมีบางคนสรรหาใหม่เข้ามาแล้วเรียบร้อย

ตามรัฐธรรมนูญ 2550 การสรรหามีที่มา 3 แบบ แบบแรกมีแยกย่อยว่า 1.มาจากที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน, 2.จากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน, 3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 2 คน, 4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ 2 คน

แบบต่อมาจากการสรรหาโดย สนช. โดย คสช.ออกคำสั่ง 48/2557 ให้การสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์และวิธีการของรัฐธรรมนูญ 2550

แต่ตอนนั้นยังไม่มีเลือกตั้ง เลยยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้าน ทำให้คณะกรรมการสรรหามีเพียงประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และประธาน สนช. ทั้งยังมี สนช.ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบด้วย

แบบที่ 3 มาจากการต่ออายุโดยใช้มาตรา 44 อันนี้เด็ด โดยเดิมทีมีศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนที่ได้รับแต่งตั้งตั้งแต่ปี 2551 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำหนดวาระไว้ 9 ปี

พอครบวาระในปี 2560 คสช.ได้มีประกาศ คสช.ที่ 24/2560 ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ใช้บังคับ

แต่พอรัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้พร้อม พ.ร.ป.ดังกล่าว ปรากฏว่าในบทเฉพาะกาลก็พบว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ยังได้ไปต่อ

พูดง่ายๆ ว่าที่ยังไม่หมดวาระ-ก็ทำต่อไป ที่หมดวาระ-ก็ไม่ยังต้องไปไหน…จนกว่าจะมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ

++

          ไผเป็นไผ
ทีนี้มาดูหน้าตาศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน คนไทยจดจำไว้ให้ดี เพราะนี่คือผู้ปฏิบัติภารกิจยิ่งใหญ่และยากยิ่ง ดังนี้
1.นุรักษ์ มาประณีต (ประธานศาลรัฐธรรมนูญ) รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเริ่มดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2551 ก่อนจะได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560 อย่างไรก็ดีอรหันต์ท่านนี้จะพ้นตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญเพราะครบวาระเช่นกัน ดังนั้นจะต้องมีการประชุมเพื่อลงมติเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย

2.จรัญ ภักดีธนากุล เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2551 ได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

3.ชัช ชลวร รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เคยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 (ลาออกในเดือน ส.ค.2554) แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป และยังเป็นผู้ที่ได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

4.บุญส่ง กุลบุปผา รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2551 ได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

5.อุดมศักดิ์ นิติมนตรี รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญช่วงปี 2549 ได้รับแต่งตั้งอีกครั้งเมื่อ 28 พฤษภาคม 2551 และได้รับการยืดอายุโดย คสช. หลังหมดวาระในปี 2560

6.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ได้รับการสรรหาจากกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ได้รับการแต่งตั้งในปี 2556

7.วรวิทย์ กังศศิเทียม ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดในช่วงคาบเกี่ยวการรัฐประหารปี 2557 ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งในปีเดียวกัน

8.ปัญญา อุดชาชน ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้รับการรับรองโดย สนช. เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2558

9.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่มาคือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ เริ่มดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2558

++

          “ใหม่” มาเติม
จากข้างต้นจะเห็นว่า 5 รายชื่อแรก ก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่หมดวาระไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งล่าสุดมีการสรรหาอรหันต์ชุดใหม่อีก 5 รายมาแทนที่แล้วเสร็จไปเรียบร้อย

โดยเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติลับให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีผู้ที่ผ่านความเห็นชอบ 4 คน ไม่ผ่านความเห็นชอบ 1 คน คือ
1.อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา ที่ประชุมเห็นชอบ 216 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง
2.วิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่ประชุมเห็นชอบ 216 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง
3.จิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่ประชุมเห็นชอบ 217 เสียง ไม่เห็นชอบ 2 เสียง
4.นภดล เทพพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่มาจากสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประชุมเห็นชอบ 203 เสียง ไม่เห็นชอบ 12 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง

โดยผู้ไม่ผ่านความเห็นชอบ คือ ชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่ประชุมลงมติเห็นชอบ 52 เสียง ไม่เห็นชอบ 139 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง

ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งจาก ส.ว.ทั้งหมดที่มีอยู่ คือเกิน 125 เสียง (ทั้งหมด 250 เสียง)

แต่ก็นั่นแหละ ถึงตรงนี้หลายคนอาจแปลกใจว่าเหตุใดนับแต่มีการเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562 หากนับถึงวันสรรหาแล้วเสร็จ 11 กุมภาพันธ์ 2563 รวม 8 เดือน กลายเป็นว่ารวมแล้วตุลาการที่หมดวาระยังนั่งทำงานต่อยาวเกือบ 12 ปีทีเดียว

คำตอบคือ กว่าจะได้ของดีก็ต้องใช้เวลา

++

     “เก่า” เก็บงาน
อย่างที่รู้ในการสรรหา 5 อรหันต์ (ใหม่)ก็ไม่ง่าย ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (จำนวน 9 คน) ซึ่งมาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 3 คน, มาจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 2 คน, มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 1 คน, มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 1 คน และมาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้รับ หรือเคยรับราชการ อีก 2 คน

โดยมาตรา 17 กำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

ขณะที่ในส่วนของคณะกรรมการสรรหา 9 คน ก็ยังรัดกุมรอบคอบ เพราะมาจากฝ่ายข้าราชการ 7 คน ได้แก่ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และองค์กรอิสระอีกองค์กรละ 1 คน ได้แก่ ตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการ ป.ป.ช., คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ส่วนฝ่ายการเมืองมีเพียงแค่ 2 คน ได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน

สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 รายใหม่ได้เพิ่งรับการสรรหาแล้วเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 นั้น ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ อีกมาก คือขั้นตอนที่วุฒิสภาตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเมื่อ 2 กันยายน 2562 จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการส่งชื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ จากนั้นก็ขั้นตอนการลงมติ ซึ่งต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด จนได้มาเป็นเห็นชอบ 4 ราย ไม่เห็นชอบ 1 รายตามข้างต้นเมื่อกุมภาที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ต้องหมายเหตุไว้ว่า กระบวนการข้างต้นจนถึงวันที่วุฒิสภาลงมติเห็นชอบเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2563 รวมแล้ว 187 วัน ซึ่งเกินจำนวนเวลาที่กำหนดไว้แน่นอนนั้น ถ้าถามว่าทำไมนานขนาดนี้ ถึงตอนนี้คงว่าไม่ได้ เพราะหลังจากนี้ประธานวุฒิสภาจะนำรายชื่อทั้ง 4 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปแล้ว

คำถามคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดเก่าที่หมดวาระ แต่ยังได้ทำ “ภารกิจสุดท้าย” คือการอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคส้ม กับชุดใหม่ที่อาจมาไม่ทันภารกิจนี้ (เพราะขั้นตอนยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ และต้องมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 1 คน ในส่วนของสายปกครองที่ยังขาดอีกด้วย) จะมีนัยใดต่อคำตัดสินท้ายที่สุดหรือไม่

หากถามชาวส้ม อะไรคงไม่สำคัญเท่ากับคำตอบและเหตุผลทั้งหมด

ต้องเคารพกติกา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องเคารพกติกา

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:25 น.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

ต้องเคารพกติกา บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563

วันนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 จะอ่านคำวินิจฉัยกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคจากปมร้อนการกู้ยืมเงินหัวหน้าพรรค จำนวน 191.2 ล้านบาท อันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และแกนนำคนอื่นๆ ต่างออกมาย้ำกับสังคมหลายครั้งว่า พวกเขาไม่ผิด แต่อีกนัยหนึ่งคนเหล่านี้กลับเดินเกมการเมืองชนิดจัดเต็ม ด้วยการประกาศจะทำงานการเมืองนอกสภาทุกรูปแบบหากพรรคอนาคตใหม่มีอันต้องสิ้นสลายจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

ความมลายสิ้นหรือการคงอยู่ของพรรคสีส้มจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครล่วงรู้ได้ และไม่อาจไปก้าวล่วงได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในอำนาจของตุลากาศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามองด้วยหลักเหตุผลล้วนๆ อาจกล่าวได้ว่า พรรคอนาคตใหม่ใช้สิทธิในการสู้คดีไปแล้ว และแม้ว่า หลายวันที่ผ่านมาจะมีผู้คนที่เป็นกองเชียร์ออกมารณรงค์ไม่ให้เกิดการยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยบางส่วนร่วมลงชื่อและพยายามกระจายข้อมูลเหล่านี้ออกไป เพื่อระดมกระแสสังคมกดดันการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

อืม…เล่นเกินไปหรือเปล่าเนี่ย แต่ส่วนตัวอยากให้เข้าใจตรงกันนะว่า “ศาล” คือที่พึ่งของสังคมในการดำรงความยุติธรรมจากข้อพิพาทต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ศาลให้โอกาสคู่ความต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครมาจากไหน ดังนั้นทุกฝ่ายควรยอมรับตัวบทกฎหมายและการพิจารณาอรรถคดีจากตุลาการ แม้บางครั้งการพิพากษาอาจไม่ตรงใจกองเชียร์ฝั่งหนึ่งฝั่งใดไปบ้างก็ตาม

โลกใบนี้ล้วนมีกติกา และกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันเสมอมา ไม่ว่าจะผ่านมากี่ร้อยกี่พันปี แต่ละประเทศย่อมมีกฎระเบียบที่นำมาใช้ดูแลพลเมืองของตัวเองเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมที่ธำรงไว้ด้วยความยุติธรรม ดังนั้นอาจเป็นการป่วยการเปล่าๆ ที่เราจะเกิดความกังขา หรือตั้งข้อสงสัยกับกระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะไปฟังเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากกลุ่มคนที่เสียประโยชน์

กระแสต่างๆ นานาเกี่ยวกับการวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นในวันวาน วันนี้ และวันข้างหน้านั้น หากบังเกิดผลทางกฎหมายแล้ว อาจมีบางฝ่ายไม่ยอมรับผลแห่งการกระทำและถือโอกาสใช้จังหวะดังกล่าวขับเคลื่อนกิจกรรมมวลชนเพื่อสื่อถึงความไม่พอใจในคำวินิจฉัยนั้น ขอวิงวอนว่า พึงพิจารณาให้รอบคอบ สังคมจะผาสุกและเดินหน้าไปได้ ด้วยการที่ทุกฝ่ายเคารพกติกา ดังนั้นผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ทุกฝ่ายพึงเคารพ และอย่าเล่นนอกกติกาที่อาจนำชาติบ้านเมืองไปสู่วังวนความวุ่นวายทางการเมืองอีกครั้ง…และที่สำคัญอย่ามัวตีโพยพีพายนั่งโทษคนอื่นเพียงเพราะอคติผิดๆ ในใจ…คิดใหม่เริ่มใหม่มันยังไม่สายไป…นะ

ระวัง… ไฟป่าต้องพร้อมรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417914?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง… ไฟป่าต้องพร้อมรับมือ

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:20 น.
ไฟป่า,ภูกระดึง,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

ระวัง… ไฟป่าต้องพร้อมรับมือ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ติดตามข่าวเรื่องไฟป่าที่ภูกระดึงซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่รู้จักดี และมีพื้นที่ถูกไฟป่าเกือบ 4,000 ไร่ จึงขอให้รัฐบาลสั่งการดูแลป้องกันอย่างเข้มงวด

เวลานี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนและป่าไม้ทุกแห่งอยู่ในสภาพแห้งแล้งพร้อมติดไฟป่าได้ทุกเวลา และเท่าที่ทราบเรามีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

ดังนั้นพอเกิดเรื่องทีไรจึงเกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างและมีผลถึงสัตว์ป่าที่หนีตายกันอลหม่านและบรรดาต้นไม้ขนาดใหญ่อายุเป็นร้อยๆ ปี ก็ตายไปอย่างน่าเสียดาย

วิธีการ-เครื่องมือ รายละเอียดในการดับไฟป่านั้นเราจะต้องทำเพื่อความพร้อม ณ แต่บัดนี้ โดยเฉพาะไฟป่าที่เกิดจากนักท่องเที่ยวจุดไฟหรือทิ้งบุหรี่หรือชาวบ้านทำไปด้วยความเคยชิน

จึงต้องให้ความรู้และทำความเข้าใจว่าไฟป่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและพอเกิดขึ้นแล้วจะเสียหายขนาดไหน

ขอเสนอให้จัดหาอุปกรณ์และกำลังพลเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการดับไฟเพื่อช่วยกันดับไฟอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ช่วยกันรณรงค์ทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าเกิดขึ้นอีก
อ๊อด เทอร์โบ


เพื่อส่วนรวม กทม.ต้องทำ
‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘เกรียงพล’ ดินแดง ซึ่งมีประโยชน์มากและขอร่วมสนับสนุนให้จัดระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมในอนาคต

บางท่านได้ทราบข่าวนี้มาบ้างแล้วและที่ผ่านมา กทม.จัดระเบียบหาบเร่-แผงลอยมาตลอดด้วยเหตุผลถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด สวยงาม

สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนเพราะบางครั้งทุกคนต้องหลบหลีกไปเดินริมถนนซึ่งอันตรายมากๆ และใครจะรับผิดชอบ!
อ๊อด เทอร์โบ


สนับสนุน กทม.
จัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย

ผมขอส่งจดหมายฉบับนี้มาเพื่อแสดงการสนับสนุนข่าวว่า กทม.จะนำการจัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย เพื่อความสวยงามเป็นระเบียบและดูดี ซึ่งต่อไปจะยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เป็นสองมาตรฐาน

ขอสรุปหลักเกณฑ์ต่างๆ เช่น ถนนควรมีช่องทางการจราจรตั้งแต่ 4 ช่องจราจรขึ้นไปและทางเท้าสาธารณะ เมื่อจัดวางแผงค้าแล้วต้องมีที่ว่างให้ประชาชนสัญจรไม่น้อยกว่า 2 เมตร ไม่มีผลกระทบต่อการจราจรและต้องได้รับการเห็นชอบจากเจ้าพนักงานจราจร

ไม่เป็นพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทระหว่างผู้ค้ากับกทม. ไม่เป็นพื้นที่หรือบริเวณที่ กทม.ประกาศห้ามเป็นพื้นที่ทำการค้าขาย ต้องได้รับความเห็นชอบโดยส่วนใหญ่จากประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบริเวณนั้น หรือใกล้เคียง

กทม.วาง 3 แนวทางสำหรับดำเนินการในจุดผ่อนผันที่ยังไม่ยกเลิก
1.หากพื้นที่ใดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ให้เสนอคณะกรรมการ กทม.กำหนดเป็นพื้นที่ทำการค้า แต่หากขัดหลักเกณฑ์ให้ทำการยกเลิกและหาพื้นที่รองรับผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบ

2.ผ่อนปรนให้ทำการค้าต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยพื้นที่ใดที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศให้เสนอคณะกรรมการกำหนดเป็นพื้นที่ทำการค้าต่อไป และให้ผู้ค้าเดิมได้สิทธิ์ทำการค้าก่อน หากมีแผงค้าเหลือให้ผู้ค้ารายใหม่จับสลากเข้าทำการค้า

3.ผ่อนปรนให้ทำการค้าอีก 6 เดือน พื้นที่ใดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ให้กำหนดเป็นพื้นที่ทำการค้า

นี่เป็นหลักระเบียบโดยสังเขปที่ผมนำมาเรียนให้ทราบและแม้ว่า กทม.จะต้องเจอการต่อต้านจากผู้เสียผลประโยชน์แต่เพื่อส่วนรวมต้องทำให้ได้
เกรียงพล (ดินแดง)


เป็นกำลังใจ ผบ.ทบ.
ธุรกิจสีเทากองทัพ (ผ่านไปยังผบ.ทบ.)

จดหมายนี้ไม่ต้องการคำตอบแต่ขอเป็นกำลังใจให้ ผบ.ทบ. ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ จัดการเรื่องธุรกิจหรือการแสวงหาผลประโยชน์ในกองทัพบก ด้วยโมเดลหรือรูปแบบนี้ต่อไปจะแพร่ไปยังทุกกองทัพหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยราชการต่างๆ

สาเหตุต่างๆ นั้น คงทราบกันดีว่ามาจากการเอาเปรียบ ไม่มีความชอบธรรมหรือขาดคุณธรรม ยุติธรรม จนเกิดเหตุการณ์ที่โคราชขึ้น

ถึงเวลาที่จะต้องทำให้กองทัพเป็นสีขาวและมีหน้าที่เป็นรั้วของชาติ
วิเชียร (โคราช)


ลุ้นดัน ‘กรวัชร์’ นั่งอธิบดีดีเอสไอตัวจริง หลัง’ไพสิฐ’เดี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418049?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นดัน ‘กรวัชร์’ นั่งอธิบดีดีเอสไอตัวจริง หลัง’ไพสิฐ’เดี้ยง

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:29 น.
ลุ้นดัน กรวัชร์,คุมดีเอสไอ,หลัง ไพสิฐ ยื่นใบลาออก
เปิดอ่าน 980 ครั้ง

หลังจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ มีปัญหาสุขภาพและตัดสินใจลาออก เม.ย.นี้ ชื่อของ’กรวัชร์ ‘ก็เด่นชัดขึ้นในฐานะตัวเต็งเก้าอี้นี้  ด้วยคุณสมบัติ ดี-เด่น-ดัง

หลังจากเป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดว่า พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีปัญหาสุขภาพ ปวดศีรษะเรื้อรัง ป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้เกือบ 1 เดือนเต็ม โดยแพทย์ให้คำแนะนำว่า ต้องหยุดพักงานเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด   ที่ผ่านมาดีเอสไอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยแบ่งภารกิจให้พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล กับหมอไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ผลัดกันรักษาการอธิบดี คนละ 1 สัปดาห์ จนถึงขณะนี้มีความชัดเจนว่า เพื่อให้พอเหมาะพอดีกับฤดูแต่งตั้งโยกย้ายกลางปี ในช่วงเดือนเมษายนนี้  พ.ต.อ.ไพสิฐ ตัดสินใจวางมือขอลาออกจากราชการเนื่องจากปัญหาสุขภาพแน่นอน ย้ำอีกครั้งว่ามีปัญหาสุขภาพ ไม่ใช่ปัญหาจากความเครียดกรณีถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคดี ในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ตามที่มีหลายฝ่ายพยายามสร้างกระแสปล่อยข่าว ไม่ว่าจะเป็นคดีแชร์ลูกโซ่ หรือคดีในตลาดหลักทรัพย์   

โดยที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกับกระทรวงยุติธรรมต้นสังกัดให้เข้าใจตรงกันว่า  กลต.ได้แก้กฎหมายภายในเพื่อจัดการกับคดีปั่นหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็ดขาด รวดเร็ว โดยมีคณะกรรมการพิจารณาทางแพ่ง ซึ่งมีรองอธิบดีดีเอสไอเป็นตัวแทนอธิบดีไปนั่งร่วมประชุมทุกเดือน ทั้งนี้เมื่อพบหลักฐานการปั่นหุ้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวสามารถเรียกตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินมาตรการทางแพ่ง พร้อมเปรียบเทียบปรับ โทษปรับไม่ใช่น้อยๆ ได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้นเท่าไหร่ โดยปรับไม่น้อยกว่า 2 เท่า เห็นกันชัดๆกับคดีปั่นหุ้นของหมอคนดังโดนปรับไป 500 ล้านบาท ซึ่งเจ้าตัวยอมจ่ายโดยไวเพราะถ้าขืนยึกยัก ตะแบงสู้ กลต.สามารถยื่นฟ้องแพ่งได้ทันที ส่งผลให้คดีปั่นหุ้นบางเรื่อง ยุติลงที่การจ่ายค่าปรับ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ว่างเว้นผู้บังคับบัญชา บรรดานักวิ่งเต้นภายในดีเอสไอ เริ่มคาดเดาผู้ที่อยู่ในข่ายอาจได้รับการโปรโมทให้เป็นอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ เงื่อนไขคือต้องทำงานได้ทันที  โดยรายชื่อที่ถูกโยนออกมาเป็นหินถามทาง มีทั้งพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทุกรายชื่อล้วนมีประสบการณ์ในงานด้านสืบสวนสอบสวนคดี และผ่านเก้าอี้รองอธิบดีดีเอสไอมาแล้วทุกคน

โดย 2 ชื่อแรก พ.ต.อ.ณรัชต์และพ.ต.อ.ดุษฎีมีข้อติดขัดตรงที่เจ้าตัวจะครบเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 63 นี้  ส่วน พ.ต.ท.วรรณพงษ์แม้มีความมั่นใจว่าทำงานได้แน่ บริหารงานได้ดี แต่ฝ่ายผู้มีอำนาจอาจยังมีประเด็นค้างคาใจ จากคดีม็อบสีเสื้อและคดีการเข้าสลายชุมนุมก่อความไม่สงบ

คงเหลือเพียงพ.ต.ท.กรวัชร์ ที่อายุราชการยังเหลือ และไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลเด่นชัด ผลงานที่ผ่านมาก็สร้างกระแสเรียกความเชื่อมั่นให้กับองค์กรดีเอสไอไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนคดีนำเข้ารถยนต์หรูแบบจดประกอบ จดทะเบียนเป็นรถสปอร์ต-เบนซ์ติดตั้งถังก๊าซเชื้อเพลิงแอลพีจี เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เป็นผลให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถยนต์นำเข้าแบบจดประกอบ  จนตลาดรถเกรย์มาร์เก็ตและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์หรู โดยเฉพาะค่ายลัมโบร์กินี เปลี่ยนวิธีนำเข้า เลี่ยงภาษีในรูปแบบสำแดงใบอินวอยซ์เท็จ  ซึ่งก็ถูกทีมสอบสวนของพ.ต.ท.กรวัชร์ เรียกมาตั้งข้อกล่าวหากันกราวรูด ตบท้ายด้วยการส่งหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำลงงมลำน้ำภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นำไปสู่การค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่มีไมโทรคอนเดรียดีเอ็นเอตรงกันแม่ของกะเหรี่ยงบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไร้ร่องรอยหลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานจับกุมตัวในคดีลักลอบเก็บน้ำผึ้งป่า 5 ขวด ซึ่งผลงานในคดีบิลลี่ ส่งผลให้พ.ต.ท.กรวัชร์ ขยับจากรองอธิบดีดีเอสไอ (ซี 9)เป็นผู้ตรวจราชการระดับ 10  ด้วยคุณสมบัติดีเด่นดังของ พ.ต.ท.กรวัชร์ ประกอบกับข้อขัดข้องของบรรดาคู่เทียบ อาจส่งผลให้พ.ต.ท.กรวัชร์ ถูกวางเป็นตัวเต็งที่จะได้รับความไว้วางใจ คุณสมบัติผ่านด่าน เป็นอธิบดีดีเอสไอคนต่อไป

สำหรับดีเอสไอ แม้จะเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงตราชั่ง ที่มีสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นเจ้ากระทรวง แต่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงฟอร์มทีมตั้งรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะกำกับดูแลหน่วยสอบสวนพิเศษด้วยตนเอง ส่งผลให้การจัดสรรกำลัง วางตัวไพร่พลเพื่อบริหารงานภายในและงานคดี ต้องได้รับสัญญาณไฟ ล่าสุดเก้าอี้รองอธิบดีที่ว่างอยู่แม้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง แต่ยังตั้งใครไม่ได้ แว่วว่า ส่อมีปรากฏการณ์โจ๊ก 2 แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ดาวกระจายไปทุกกระทรวง

เงื้อๆง่าๆระวังอย่าให้ซ้ำรอย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  กับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หน่วยงาน 2 ป. ที่ยกสถานะออกจากหน่วยงานขึ้นตรงรัฐมนตรียุติธรรม ไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี  โดยกรณีปปง.หลังส.ว.ตีตก “พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการปปง. ” ไม่ผ่านคุณสมบัติชวดที่นั่งเลขาธิการปปง.  ทั้งที่ในสำนักงาน ปปง.เหลือ พล.ต.ต.ปรีชา เป็นรองเลขาธิการเพียงคนเดียว รองเลขาธิการฯอื่นที่เกษียณไปตั้งแต่เดือนกันยายน 62 ก็ยังไม่มีการแต่งตั้ง จนคนปปง.ต้องถ่างตารอว่า จะไปต่อกันอย่างไร คนใหม่จะเป็นใคร  โยกข้ามห้วยมาจากหน่วยใด
ส่วน ป.ป.ท.ได้คนถูกใจนั่งคุมแผงผู้บริหารพรึ่บ แต่ผลงานบอดสนิท เป่าสากยาวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 คดีทุจริตรับฝากข้าวในโครงการรับจำนำข้าวกว่า 900 สำนวน หลังโอนย้ายหน่วยงานไปขึ้นตรงนายกฯ ในปี 59  ลากยาวมาถึงปี 63 คดียังคงเดินหน้าใน”สเต็ปหอยทาก”