สภาพัฒน์แนะ 6 ข้อ พยุงเศรษฐกิจ 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สภาพัฒน์แนะ 6 ข้อ พยุงเศรษฐกิจ 63

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:40 น.
สภาพัฒน์,เศรษฐกิจ 63,ไวรัสโควิด-19,โคโรน่า,งบประมาณรายจ่าย63
เปิดอ่าน 301 ครั้ง

สภาพัฒน์แนะ 6 ข้อ พยุงเศรษฐกิจ 63 คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

วงถกคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัปดาห์นี้ (18 ก.พ.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 1.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.6 ซึ่งมีปัจจัยมาจากหลายด้าน

 สภาพัฒน์ ยังรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ชะลอตัวลงจากปี 2562 ตามข้อจำกัดที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายรัฐบาล

สภาพัฒน์ ประมาณการเป็นข้อๆ 1.การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 ชะลอลงจากร้อยละ 4.5 ในปี 2562 ตามแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและฐานรายได้ในภาพรวมที่อยู่ในระดับต่ำกว่าการประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะฐานรายได้ในภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และฐานรายได้ในภาคเกษตรซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.6 เท่ากับประมาณการครั้งก่อน และเร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.4 ในปี 2562 สอดคล้องกับกรอบวงเงินรายจ่ายประจำภายใต้งบประมาณประจำปี 2563

2.การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.2 ในปี 2562 โดยการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 4.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.2 ในปี 2562 แต่เป็นการปรับลดจากร้อยละ 6.5 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการปรับลดสมมติฐานอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว ร้อยละ 3.2 ปรับตัวดีขึ้นอย่างช้า ๆ จากร้อยละ 2.8 ในปี 2562

3.มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.4 เทียบกับการลดลงร้อยละ 3.2 ในปี 2562 แต่เป็นการปรับลดจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในการประมาณการที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ ยังมีประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี 2563 ที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ
1.การประสานนโยบายการเงินการคลัง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจใน ครึ่งปีแรก และสนับสนุนการฟื้นตัวและการขยายตัวในครึ่งปีหลัง

2.การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ให้สามารถกลับมาขยายตัวในครึ่งปีหลัง โดยมีจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีไม่ต่ำกว่า 37.0 ล้านคน และ 1.73 ล้านล้านบาท ตามลำดับ โดยการ (1) ยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าปรับกรณีผิดนัดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (2) รณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น (3) จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี (4) พิจารณาวันหยุดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีแรก โดยไม่กระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ และ (5) ติดตามขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว

3.การขับเคลื่อนการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.0 (ไม่รวมทองคำ) โดยมุ่งเน้น (1) การขับเคลื่อนแผนการส่งออกปี 2563 (2) การให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้า และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 (3) การให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและการค้าไทย-จีน และ (4) การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆ

4.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 งบประมาณเหลื่อมปี และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 91.2 ร้อยละ 70.0 และร้อยละ 75.0 ตามลำดับ

5.การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดย
(1) การติดตามและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุน (2) การขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ (3) การเร่งรัดการเจรจาความร่วมมือทางการค้าที่สำคัญๆ และ (4) การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการต่างชาติ

6.การดูแลผู้มีรายได้น้อย ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับ (1) กลุ่มเกษตรกรที่ทำงานในภาคบริการในช่วงนอกฤดูการเพาะปลูกและฤดูการเก็บเกี่ยว (2) กลุ่มพนักงานในสาขาการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง (3) กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs (4) การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินชดเชย และการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และ (5) การบริหารจัดการน้ำ

“โรส” แฉเละ “ศิลป์ชัย” ลี้ภัยตอนแก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/418115?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โรส” แฉเละ “ศิลป์ชัย” ลี้ภัยตอนแก่

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:00 น.
โรส ลอนดอน,ศิลป์ชัย,ลี้ภัย
เปิดอ่าน 8 ครั้ง

“โรส” แฉเละ “ศิลป์ชัย” ลี้ภัยตอนแก่ คอลัมน์… ชูงธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

เรื่องสนุกในยูทูบ “กลุ่มใต้ดิน” ในยุโรปเวลานี้ ไม่มีเรื่องไหนเด็ดดวงเท่ากับ “โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เปิดฉากแฉ “ศิลป์ชัย” แอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat’ สมทบด้วยป้าวันเพ็ญ สวีเดน และกลุ่มสะใภ้เสียงชาวบ้าน

อยากทราบรายละเอียด ลองเข้าไปอ่านในแฟนเพจ Amorn Rose Chatwadee เพราะในพื้นที่นี้ มิอาจนำเรื่องราวเหล่านั้นมาขยายต่อได้

4-5 ปีมานี้ “ศิลป์ชัย” มีคนพูดถึงมากมาย ในฐานะนักศาสนวิทยา วิพากษ์วิจารณ์ศาสนา และค่านิยมความเชื่อแบบตรงไปตรงมา จนกลายเป็นเจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามเกินกว่า 2 แสนคน

ศิลป์ชัยเคยให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์สำนักหนึ่งว่า “โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบทั้งสองคม” แต่มีสิทธิเสรีภาพมากก็ต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ การตระหนักเรื่องนี้ให้มากตามมาเช่นกัน เพราะเมื่อสื่อสารมากโอกาสที่จะสื่อสารเรื่องที่ไม่จริง หรือเรื่องที่ไม่เหมาะสมหนึ่งเช่น หมิ่นประมาทคน

เฟซบุ๊คของภรรยาตั้ง อาชีวะ

พักหลัง เพจศาสนวิทยาฯ โพสต์เรื่องหมิ่นเหม่ คล้ายจะเลียนแบบ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” จึงทำให้มีแฟนคลับเพิ่มขึ้น เมื่อกลางเดือนกันยายน 2563 ศิลป์ชัยอ้างว่า มีเจ้าหน้าที่โทรมาสอบถามเกี่ยวกับข้อเขียนในแฟนเพจ

ศิลป์ชัยพยายามสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ฝ่ายตรงข้าม คสช.ว่า พร้อมสู้ตามวิธีกฎหมายที่เป็นธรรมในประเทศไทย อีกทั้งเชื่อมั่นในการเปิดหน้าและพูดกันด้วยเหตุด้วยผล

ต่อมา ศิลป์ชัยโพสต์ว่า “ตอนนี้กลัวจริง ไม่ได้พูดเล่น อาจเลิกเลย ยังไงลากันล่วงหน้าไว้ก่อนนะ ขอบใจสำหรับคนที่รักและจริงใจนะ”

จากนั้น มีข่าวแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘ศาสนวิทยา dr.Sinchai Chaojaroenrat’ เดินทางไปต่างประเทศ และกำลังทำเรื่องขอลี้ภัย แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากพวกเดียวกันว่า “แอดมินเพจศาสนวิทยาฯ อยู่ในประเทศและไม่มีเหตุอะไรจะต้องลี้ภัย แค่มีบุคคลลึกลับโทรศัพท์ไปก่อกวน

ฟังจาก “โรส ลอนดอน” บอกเล่าในยูทูบ จึงทราบว่า ศิลป์ชัยออกจากเมืองไทยบินไปฟินแลนด์ หวังไปพึ่งพา “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยหนีคดี 112 แต่ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร

ด้วยพาซื่อ ศิลป์ชัยเห็นจรรยาช่วยกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ได้ลี้ภัยในปารีส ก็นึกว่านักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนจะเห็นใจ “เพื่อนมนุษย์” ด้วยกัน ตรงข้ามเธอกลับมองว่า อาจารย์แก่ๆ คนนี้คือภาระที่ต้องแบกไปจนวันตาย

ศิลป์ชัยจึงเร่มาที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส หมายจะให้ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน ช่วยเหลือเรื่องลี้ภัย ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากศิลป์ชัยไม่ได้ถูกดำเนินคดี 112 ต่างจากกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ใช้เงื่อนไข สุรชัย แซ่ด่าน ถูกอุ้มฆ่าในลาว ทำเรื่องขอลี้ภัยมาอยู่ฝรั่งเศส

บังเอิญศิลป์ชัย ไม่ใช่คนเดือนตุลา ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นครูบาอาจารย์ จึงมองโลกสวย คิดว่ามิตรสหายอุดมการณ์เดียวกัน จะโอบอุ้ม “คนพเนจรหมอนหมิ่น” หรือคนตุหรัดตุเหร่ เปล่าเลย ไม่มีใครจริงใจกับศิลป์ชัย

อาจารย์สายศาสนวิทยา คร่ำเคร่งอยู่กับตำรา แถมโปรไฟล์ไม่มีผลงานการถูกจับกุมคุมขังหรือตั้งข้อหาจากอำนาจเผด็จการ จึงไม่ได้รับความสนใจจากองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส

เมื่อศิลป์ชัยมาอยู่ปารีส ก็กลายเป็นภาระของเพื่อนคนไทยที่ต้องหาตังค์มาจุนเจือ เพราะทุนรอนที่ติดตัวศิลป์ชัยมา ก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

ในที่สุด เพื่อนที่ปารีสก็ส่งศิลป์ชัยไปอาศัยอยู่กับ “ตั้ง อาชีวะ” ที่ลี้ภัยอยู่ในนิวซีแลนด์ ซึ่งตอนนี้ ครอบครัวของตั้งค่อนข้างมีฐานะเลี้ยงตัวเองได้

ตอนที่มาใช้ชีวิตอยู่นิวซีแลนด์ ก็ฝากให้ไปตามฟัง “โรส ลอนดอน” แฉเละในยูทูบ ซึ่งเท็จจริงอย่างไร ไม่มีใครทราบ เพราะคนแบบโรส ก็มีวิธีคิดประหลาดๆ และจุดยืนทางการเมืองแปลกๆ

“ทำมาด้วยความจริงใจ ต้องลี้ภัยตอนแก่ และไม่ได้มีนายทุนสนับสนุน ยากลำบากทีเดียว คงต้องวางมือเสียที ขอฝากประเทศไทยไว้กับทุกคนด้วยนะ”

นี่คือโพสต์สุดท้ายของศิลป์ชัย ในนิวซีแลนด์ คงต้องรอสักพัก กว่าจะได้เห็นเจ้าสำนักศาสนวิทยากลับมาอีกครั้ง

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,456 ครั้ง

ธนาธรปลุกม็อบไม่ขึ้น โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คำถามทางการเมืองที่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนพันธุ์แท้การเมืองไทยพูดถึงมากที่สุดคือ พรรคอนาคตใหม่จะถูกยุบหรือไม่จากคดีการกู้ยืมเงิน และหากพรรค ถูกยุบ ประเทศจะเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง การชุมนุมประท้วง และจบลงด้วยการรัฐประหาร เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ในขณะที่แกนนำพรรคทั้งสามคน ไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, ช่อ พรรณิการ์ วานิช ต่างออกมาปลุกสาวกพรรคให้ร่วมกันต่อต้านการยุบพรรค การประกาศเดินสายนอกสภาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี (ไม่รู้ว่าหมายความรวมถึงการปลุกม็อบลงถนนหรือเปล่า) การร่วมลงชื่อต่อต้านการยุบพรรค การกล่าวอ้างว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่คือการยุบความหวังของคนรุ่นใหม่ และรวมถึงล่าสุดประกาศจะรับสมัครสมาชิกพรรคในวันตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมเหล่านี้ดูเหมือนว่าเป็นความพยายามกดดันศาลรัฐธรรมนูญให้คำนึงถึงผลที่จะตามมาหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ (สรุปว่าพรรคที่ได้ชื่อว่าเป็นของคนรุ่นใหม่จะเอากฎหมู่หรือกฎหมาย?)

อย่างไรก็ตาม ผลนิด้าโพลเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าคนไทย ซึ่งรวมไปถึงคนรุ่นใหม่ด้วยมีอาการเบื่อม็อบอย่างมากและมีความต้องการเห็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าการเมืองบนถนน

ในคำถามโพลล์ข้อแรกถามถึงการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.87 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง ขณะที่ร้อยละ 8.13 ระบุว่า เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมือง เมื่อดูข้อมูลในเชิงลึกพบว่าคนกรุงเทพฯ (20%) ผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี (19%) ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน (17%) และกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี (14%) คือกลุ่มที่เคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด

ในข้อสองด้านการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมประท้วงของประชาชน หากมีนักการเมือง/พรรคการเมือง/กลุ่มการเมือง รณรงค์ให้ชุมนุมประท้วงทางการเมืองบนท้องถนน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.87 ระบุว่า จะไม่ไปเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย เป็นการสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง กลัวเกิดการจลาจลเหมือนครั้งก่อนๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขอติดตามข่าวทางโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน และไม่ชอบการเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ รองลงมา ร้อยละ 14.02 ระบุว่า ไม่แน่ใจ เพราะต้องดูรายละเอียดต่างๆ ในการจัดกิจกรรมการชุมนุม เช่น วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการชุมนุม สถานที่ แกนนำ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องดูสถานการณ์ในขณะนั้น และร้อยละ 3.11 ระบุว่า จะไป เพราะมีอุดมการณ์ที่เหมือนกันเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากให้ประเทศพัฒนามากกว่านี้ และไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในข้อนี้เมื่อแตกข้อมูลออกมาดูพบว่ามากกว่า 80% ของทุกกลุ่มบอกว่าจะไม่ไปร่วมชุมนุมทางการเมือง ในขณะที่กลุ่มที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่อายุ 18 – 35 ผู้มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาถึงปริญญาตรี พนักงานเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ นักเรียนนักศึกษา ผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001–40,000 บาทต่อเดือน สนใจจะไปร่วมชุมนุมทางการเมืองไม่ถึง 4% ข้อมูลนี้บ่งบอกค่อนข้างชัดเจนว่าคนไทยไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตาม ต้องการความสงบทางการเมือง ไม่ต้องการการชุมนุมทางการเมืองที่จะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง การจลาจล การสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินและความบอบช้ำของประเทศในด้านอื่นๆ อีกมากมาย

คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่กำลังสื่อสารกลับไปยังพรรคอนาคตใหม่ผ่านผลโพลล์นี้และผลโพลล์ความนิยมทางการเมืองในเดือนธันวาคม 2562 ว่า พวกเขาจะสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาเท่านั้น พวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ลงไปบนถนนเพื่อแสดงการสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

ในขณะที่ข้อสามถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิดของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 6 คน นอกสภา หากพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสินยุบพรรค พบว่า ร้อยละ 20.00 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นสิทธิที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล จะสามารถเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน อยากให้ยุบสภา ร้อยละ 11.71 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะการอภิปรายนอกสภาเป็นการแสดงออกทางการเมือง ทำให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชอบนโยบายพรรคอนาคตใหม่เป็นการส่วนตัว ร้อยละ 11.16 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจควรทำเฉพาะในรัฐสภาเท่านั้น ไม่สมควรทำนอกสภา ร้อยละ 31.95 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรอยู่ในสภาเท่านั้น ถ้านอกสภาเปรียบเสมือนการประท้วง ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองแย่ลง และร้อยละ 25.18 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้ มีคนประมาณ หนึ่งในสี่ไม่สนใจไยดีว่าพรรคอนาคตใหม่จะทำอะไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเดินสายอภิปรายนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ รวมกันมีถึงประมาณ 43% แต่บางคนอาจถามว่าทำไมคนเห็นด้วยและค่อนข้างเห็นด้วยรวมกันแล้วมีถึงประมาณ 32% ในประเด็นนี้สามารถอธิบายโดยเชื่อมโยงกับข้อสองว่า ตราบใดที่การเดินสายอภิปรายนอกสภาไม่ใช่การชุมนุมประท้วงทางการเมือง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนสนับสนุน แต่หากการอภิปรายนอกสภาเลยเถิดไปเป็นการชุมนุมประท้วง จลาจล ผู้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ก็มีโอกาสที่จะลดน้อยลงอย่างมาก

โดยสรุปจากผลโพลล์นี้ อยากให้แกนนำและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ลองตรองดูอีกทีว่า ผู้สนับสนุนพรรค ส่วนใหญ่ต้องการวิธีการอย่างไรเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระหว่างวิธีการตามระบบรัฐสภากับการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน

สำหรับผู้ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการการเมืองบนท้องถนนก็ควรคิดให้ลึกอีกหน่อยถึงผลที่จะตามมาหากคนมากกว่า 80% ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้

อยากจะเตือนคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงทางการเมืองว่า การเมืองบนถนนไม่เหมือนไปดูคอนเสิร์ตที่มีแต่ความสุขสนุกสนาน ได้มันหรือสะใจกับเสียงเพลงที่ดัง การเมืองบนถนนมีแต่ความลำบากทั้งผู้จัด ผู้สนับสนุนและผู้ร่วม คอนเสิร์ตอาจใช้เวลาแสดงประมาณ 3–6 ชั่วโมง แต่การชุมนุมเมื่อเริ่มขึ้นแล้วอาจใช้เวลา 3–6 เดือนหรือมากกว่านั้นจนทุกฝ่ายเหนื่อยอ่อน รวมถึงประเทศชาติด้วยที่ต้องอ่อนแอตามระยะเวลาและสถานการณ์ของการชุมนุมประท้วง และตอนจบของการเมืองบนถนนจะไม่งดงามมีความสุขเหมือนดูดนตรี เพราะอาจจะจบด้วยการบาดเจ็บ สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และความเสียหายอื่นๆ ต่อประเทศชาติ

…ลองคิดดูอีกทีนะ

“ผลแห่งการกระทำ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417902?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ผลแห่งการกระทำ”

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:20 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 1,617 ครั้ง

“ผลแห่งการกระทำ”  คอลัมน์… วงในวงนอก โดย…   สถิตย์ ธรรม

“วาระแห่งพรรค” ที่ไม่ใช่ “วาระแห่งชาติ” กำลังมาถึง “พรรคอนาคตใหม่” ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.พ.) แล้วนะครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกำหนดอ่านคำวินิจฉัยคดีที่พรรคอนาคตใหม่กู้เงินมาโดยมิชอบ เข้าข่ายให้ “ยุบพรรคการเมือง” หรือไม่

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองได้หรือไม่ จึงมีความเคลื่อนไหวระดับเข้มข้นต่อเนื่อง ด้านหนึ่ง แกนนำพรรคแถวสอง เดินสายให้ข้อมูลชวนเชื่อตามหัวเมืองต่างจังหวัด ด้วยบทอาขยานเดียว “พรรคถูกกลั่นแกล้ง พรรคไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการสร้างนิติสงคราม” ตามแบบฉบับที่มือกฎหมายขมองอิ่มของพรรคสั่งให้กระจายข้อมูลแบบนี้

ส่วนศูนย์กลางในเมืองหลวงเป็นหน้าที่ของสามเกลอหัวส้ม ทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตส.ส.นอกสภา แต่มีตำแหน่งหัวหน้าพรรคเหลืออยู่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค พร้อม “ช่อส้ม” พรรณิการ์ วานิช กระบอกเสียงสาว ต่างเดินสายร่วมวงเสวนาตามสถานที่ต่างๆ เรียกแขกระดมมวลชน

ขนาดเมื่อวานนี้ หัวหน้าพรรคคนเก่ง “ธนาธร” ยังลุยจนหยดสุดท้ายด้วยการเข้าร่วมวงเสวนาวิชาการ ในหัวข้อที่ถูกกำหนดไว้ในช่วงกระแสร้อนเสียเหลือเกิน ด้วยหัวข้อ “ประชาชน อยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ตามประสาวัยรุ่นต้องบอกว่า “หัวข้อโดนเหลือเกิน”

จัดโดย กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่ห้องประชุมคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ชั้น 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก็เป็นที่ทราบกันดี เป็นงานของเหล่าแฟนคลับขาประจำผู้ให้การสนับสนุนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แด่ “พ่อฟ้า” นั่นเอง

ตรงนี้ไม่ว่าอะไรครับ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นทางการเมืองตามกรอบกติกาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่เมื่อใดมีการล้ำเส้นกรอบกติกา ล่วงละเมิดกระทบสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย จะมาโอดครวญภายหลังไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกฝ่ายผู้มีอำนาจรังแกนั้นมิได้

ยิ่งได้ติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคอนค.ช่วงโค้งสุดท้าย ชวนให้สงสารดีหรือไม่ ตั้งแต่มีการเปลี่ยนเฉดสีโลโก้พรรคผ่านออกมาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากสีส้มอันโดดเด่นกลายมาเป็นสีดำซะงั้น เหมือนเป็นการไว้อาลัยการสูญเสียอะไรสักอย่าง ท่านใดยังไม่ได้เห็นลองไถหน้าจอโทรศัพท์เข้าเพจพรรคอนาคตใหม่ จะเห็นภาพความหมองชอบกล ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่พรรคทำการไว้อาลัยซะแล้ว

หันมาดู “นักกฎหมายมือฉมัง” ปิยบุตร แสงกนกกุล ท่านเร่งปล่อยของผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ชนิดรัวๆ แบบว่า ต้องการใช้พื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชน ตั้งแต่การก่อกำเนิดพรรค เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศ

นอกจากนี้ พยายามอธิบายประเด็นข้อกฎหมาย ด้วยการสรรหามาตรามาหักล้างประเด็น การที่พรรคกู้เงินไม่เป็นความผิดกฎหมายพรรคการเมือง โดยในส่วนของ “เงินกู้ไม่ใช่รายได้” เมื่อการกู้เงินไม่มีความผิด จึงไม่มีประเด็นใดเลยเข้าข่ายให้ศาลรธน.ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้

“ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราใด ข้อใด ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองกู้เงิน หาก พ.ร.ป.พรรคการเมือง ต้องการมิให้พรรคการเมืองกู้เงิน ต้องกำหนดไว้ให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกพรรคการเมืองทราบล่วงหน้า ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีพรรคการเมืองจำนวนมากที่กู้เงิน พรรคการเมืองหลากหลายประเทศก็กู้เงิน” “เงินกู้” มิใช่ “รายได้” แต่เป็น “หนี้สิน” จึงไม่เข้าข้อจำกัดตามที่ พ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดที่มาของรายได้ของพรรคการเมือง “เงินกู้” มิใช่ “เงินบริจาค” และมิใช่ “ประโยชน์อื่นใด” พรรคอนาคตใหม่มีสัญญาเงินกู้ชัดเจน เมื่อกู้มาแล้วเป็นหนี้สิน พรรคต้องชำระหนี้คืน และได้ทยอยชำระหนี้คืนไปบางส่วนแล้ว “เงินกู้” มิใช่ “เงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” มิใช่ “เงินสกปรก” มิใช่ “เงินจากการทำผิดกฎหมาย” เป็นคำชี้แจงโดยสรุปของ ปิยบุตร โพสต์ข้อความไว้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 ครับ

แต่น่าเสียดายทุกบรรทัดที่พยายามอรรถาธิบาย กลับไม่พบคำชี้แจงว่าทำไมทั้ง “ธนาธร ปิยบุตร และช่อ” ถึงไปบอกกล่าวต่อที่สาธารณะเกี่ยวกับการกู้เงินจำนวน 191 ล้านบาท ไม่ตรงกัน ตกลงได้กู้เงินธนาธรจำนวนเท่าไรกันแน่ เป็นการให้การเท็จต่อ กกต.หรือไม่

ฉะนั้น พรุ่งนี้ (21 ก.พ.) คงทราบผลแห่งการกระทำจากศาลรธน.ว่าจะออกหัวหรือก้อย ครับ

โควิด-19 กินร้อน – ช้อนกลาง – ล้างมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โควิด-19 กินร้อน – ช้อนกลาง – ล้างมือ

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:50 น.
โควิด-19,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

โคด-19 กินร้อน – ช้อนกลาง – ล้างมือ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

คนสมัยก่อนชอบพูดให้นึกถึงอยู่เสมอๆ ว่ากันไว้ดีกว่าแก้-แย่แล้วจะแก้ไม่ทันยังใช้ได้อยู่เสมอ แม้กระทั่งไวรัสโควิด-19

 ‘โควิด-19’ คือไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่และทางองค์การอนามัยโลกเพิ่งให้ชื่อเป็นทางการจะได้เรียกตรงกันทั่วโลก

อ่านข่าว-อิสราเอลเข้ม โควิด-19 ห้ามทุกคนที่เดินทางมาจากไทยเข้า

เมื่อวันก่อนได้พบเพื่อนชาวจีนและยอมรับว่าเวลานี้ ‘โควิด-19’ จะทำให้การค้าขายหรือเศรษฐกิจของจีนซบเซาลงไปมาก และจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะหลายประเทศทั่วโลกปิดทางเข้า-ออกกับจีนแล้ว

‘ดับเครื่องชน’ ขอเรียนข้อมูลให้ทราบจะได้เตรียมรับมือหรือแรงกระแทกและขอสรุปให้ทราบว่าเวลานี้ยังไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้และทางที่ดีที่สุดได้แก่การหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโดยการป้องกันไว้ก่อน

ขอเรียนว่าขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ รักษาร่างกายสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้มาก ออกกำลังกายอยู่เสมอ

ควรล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ควรใส่หน้ากากถูกวิธี

ข้อสำคัญขอย้ำว่าอย่าไปตื่นตระหนกหรือตกใจกับ ‘โควิเ-19’ จนขาดสติ
อ๊อด เทอร์โบ


 ไวรัส ‘โควิด-19’ พ่นพิษ
 เลื่อน-เลิก งานใหญ่ทั่วโลก

ผมเขียนจดหมายนี้มาเพราะต้องการเป็นสื่อกลางให้ทราบว่าปี 2563 นี้ จะเป็นปีแห่งความเงียบเหงาเพราะเรื่องไวรัสโควิด-19 นี้แหละครับ เลยขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบเพื่อจะได้รับแรกกระแทกไม่ต้องการให้ตื่นตระหนกตกใจแต่อย่างใด

อย่างล่าสุดมาราธอนที่โด่งดังมากๆ คือ โตเกียวมาธอน 2020 ที่มีคนร่วมวิ่งเกือบ 4 หมื่นคนก็ยกเลิกไปแล้ว ทำให้ผมหวาดเกรงว่าโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่จะมีกลางปีนี้คือ 24 กรกฎาคม–9 สิงหาคม จะเลื่อนหรือยกเลิกไปหรือไม่?

วันก่อนมีคนเขียนจดหมายมาแสดงความเป็นห่วงเลยขอบอกว่ายังมีไปตามกำหนดเดิม แต่ก็เริ่มมีข่าวว่าชักยังไงๆ อยู่ เพราะเจ้าภาพญี่ปุ่นชักเสียงอ่อนลงแล้ว แต่เกรงว่าเกิดยักษ์ใหญ่วงการกีฬาโลกอย่างจีนจะส่งไปหรือไม่ก็ยังไม่มีใครตอบได้

ผมจึงขอให้กำลังใจไว้ก่อนเพราะคนจีนเริ่มปฏิเสธการให้เข้าเมืองในหลายประเทศแล้ว และเพื่อนผมคนหนึ่งที่เพิ่งเดินทางไปอเมริกาบอกว่าเครื่องบินจากเอเชียว่างมากไม่รวมถึงฝั่งยุโรปซึ่งเส้นเลือดใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวคนจีนที่เวลานี้เก็บตัวอยู่บ้าน

หันมาดูเมืองไทยของเราเมืองท่องเที่ยวที่คนจีนชอบไปอย่าง ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ ฯลฯ ก็เงียบมาก รัฐบาลจะทำไงดี
องอาจ (พัทยา)


 เรียนคุณ ‘องอาจ’ พัทยา
ผมได้รับข้อความทางไลน์และจดหมายส่งมาในรูปแบบต่างๆ เช่นเดียวกับที่คุณส่งมา เรื่องงานใหญ่ๆ ทั่วโลกเลิกหรือเลื่อนไปหลายงานมากๆ จึงขอเป็นสื่อกลางอีกแรงว่า ‘โควิด-19’ จากเมืองจีนนี้รุนแรงเหลือเกิน

เวลานี้ชักหวั่นๆ ว่าโอลิมปิกโตเกียว 2020 จะได้รับผมกระทบเช่นกันเพราะจีนไม่ส่งกองทัพนักกีฬามาก็งานกร่อยเงียบเหงาแน่ๆ เลย

เหตุผลต่างๆ มีมากมายที่หลายๆ ประเทศจะอ้างได้ ซึ่งผมได้แต่เพียงภาวนาว่าไวรัส ‘โควิด-19’ นี้จะหยุดระบาดลงไปเด็ดขาด-หวังไว้จริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 รถวิ่งบนทางเท้า
 ต้องจัดการเด็ดขาด
(เรียนผู้ว่าฯ กทม.)

ผมเป็นคน กทม. ขอสนับสนุนให้ท่านผู้ว่าฯ ดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการจราจรคือ มีการฝ่าฝืนกันมากๆ

โดยเฉพาะพวกมอเตอร์ไซค์ที่ขับขี่บนฟุตบาทหรือทางเท้าเป็นอันตรายมากๆเพราะปกติเป็นที่ปลอดภัยของคนเดินหรือการจอดรถรุกล้ำ หรือหาบเร่แผงลอยร้านค้าบนทางเท้า

ผมจึงขอสนับสนุนให้กทม. ติดตั้งกล้องวงจรปิดและทำกันอย่างต่อเนื่องเด็ดขาด โดยจุดที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิดจะหารือกับสำนักเทศกิจและสำนักงานเขตว่า ทางเท้าในถนนใดบ้างที่มีปัญหาผู้ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้าเป็นจำนวนมาก เพื่อพิจารณาติดตั้งกล้องวงจรปิดบันทึกภาพผู้กระทำผิดแล้วเชิญมาชำระค่าปรับที่เขต ลดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่จะต้องจัดการไปดูแล

ขอให้ กทม. ติดตั้งกล้องซีซีทีวี เพื่อช่วยสอดส่องผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดขับหรือจอดบนทางเท้า โดยสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) จะเป็นผู้ดำเนินการจัดหากล้องวงจรปิดพร้อมติดตั้งระบบและเชื่อมสัญญาณภาพไปยังสำนักงานเขตและเทศกิจ แม้ข่าวว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณเกือบ 70 ล้านบาทแต่ก็คุ้มครับ

ทุกๆ วัน กทม.จะมีปัญหามีชาวกรุงเทพฯ ร้องเรียนเรื่องนี้มามาก และอย่าให้ต้องเสี่ยงชีวิตกับพวกฝ่าฝืนกฎจราจรและเห็นแก่ตัว-มักง่ายไม่เห็นหัวชาวบ้านมองข้ามความปลอดภัย
มนตรี (เสาชิงช้า)


ไม่ปัง ‘ม็อบทอน’ นอนดูหน้าจอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ปัง ‘ม็อบทอน’ นอนดูหน้าจอ

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรคอนาคตใหม่,ลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,เจาะประเด็นร้อน,ลานโพธิ์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 20 ก.พ.63

*********************

ใกล้ถึงวันพิพากษา กองเชียร์สีส้มและแนวร่วม “ธนาธรปิยบุตร” ก็แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “ยุบพรรคอนาคตใหม่” มีเรื่องแน่ 

อย่างเช่น “พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์” นักวิชาการสายประชาธิปไตยที่เคยฝากความหวังไว้กับคนเสื้อแดง และเพื่อไทย แต่วันนี้ เขากลับมาเชียร์อนาคตใหม่ และเตือนผู้มีอำนาจว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ จะทำให้คนรุ่นใหม่ หลายล้านคนสิ้นหวัง และปฏิเสธระบอบการเมืองปัจจุบัน

พิชิตเชื่อว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่ “ผลลัพธ์จะไม่เหมือนเดิม เวลาเปลี่ยน มวลชนเปลี่ยน กลุ่มคนเปลี่ยน เป็นหนังคนละม้วน”

อ่านข่าว-‘สนธิญาณ’ ประกาศท้าชนถ้า’ ธนาธร’ ปลุกม็อบลงถนน

รวมพลคนไม่ทน

ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Dhanapol Panngam ได้นัดหมายผู้คนไปชุมนุมที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เย็นย่ำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 “ใครที่จะไม่อดทนต่อการกระทำที่ไม่เห็นหัวประชาชน เชิญมาเจอกัน…”

กลุ่มค้านยุบพรรคอนาคตใหม่จัดการชุมนุมที่ลานโพธิ์

บ่ายวันเดียวกัน ที่ชั้น อาคารคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีการเสวนาเรื่อง “ประชาชนอยู่ตรงไหนเมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” จัดโดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย

สำหรับเฟซบุ๊กที่เชิญชวนคนไปชุมนุมที่ลานโพธิ์ เป็นของ “ธนพล พันธุ์งาม” ตัวแทนกลุ่มกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ในอดีต “ธนพล” เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักกิจกรรมในนาม “กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์” ที่เคยเคลื่อนไหวคัดค้าน คสชร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 

โบว์มาร่วม แต่งานกร่อย

หลังจาก รังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย วางมือไปเป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ จึงส่งต่อให้ธนพล พันธุ์งาม เป็นแกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยแทน

งานรวมพลคนไม่ทนที่ลานโพธิ์ จึงเป็นงานแรกของธนพล สหายร่วมรบของ ส..“โรม”  

ป้อมค่ายนักกิจกรรม

ตลอดช่วงการปกครองประเทศโดย คสชมีกลุ่มนักศึกษา และนักวิชาการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการ “อนุสรณ์ อุณโณ” อดีตคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ เป็นดั่งศูนย์กลางของนักกิจกรรมยุคดิจิทัล

อนุสรณ์ อุณโณ

นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 นักวิชาการร่างเล็กกำยำ ไม่ทนกับสภาพบ้านเมืองเงียบเชียบไร้ขื่อแป เขาพากลุ่มเด็กๆ ออกมาเดินชูธงสิทธิมนุษยชนประชาธิปไตยด้วยตัวเอง ในนามกลุ่ม ‘People Go Network’ เริ่มด้วยการจัดงานมหกรรมรณรงค์คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ 2560 และกิจกรรม ‘We Walk เดินมิตรภาพ’

สมัยอนุสรณ์เคลื่อนไหว we walk

ยามใดที่ลูกศิษย์ถูกจับกุมคุมขัง อนุสรณ์จะรวบรวมรายชื่ออาจารย์ ใช้ชื่อเครือข่ายคณาจารย์ผู้ห่วงใยศิษย์ที่ถูกคุมขัง ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาอย่างไม่มีเงื่อนไข และใช้ตำแหน่งประกันตัวนักกิจกรรม

ช่วงหลัง อนุสรณ์ยังเกาะเกี่ยวนักกิจกรรมกลุ่มนี้ไว้ โดยใช้กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเป็นแกนหลัก ประสานกับกลุ่มพลังมดของ “โบว์”

ไม่แปลกหรอกที่ “อนุสรณ์” และเด็กๆ ในเครือข่าย จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเปิดเวทีรวมพลคนไม่ทน

บนทางแพร่ง

พลันที่มีข่าวยุบพรรค นักข่าวก็เพียรถาม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า หากพรรคถูกยุบ จะลงสู่ท้องถนนหรือไม่ ธนาธรก็ตอบแบบไม่ฟันธงเสียที

ล่าสุด จากวิกฤติโคราชวิปโยค พรรคสีส้มจึงได้จัดบรรยายสาธารณะ “จากโคราชสู่การปฏิรูปกองทัพ” ที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน แต่ปรากฏว่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลักร้อย ส่วนใหญ่ยังนั่งชมไลฟ์เฟซบุ๊กอยู่ที่บ้านหรือสำนักงาน

หลังเวทีมวลชนที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงการต่อสู้นอกสภา แต่ “ธนาธร” ที่ไปฟังเสวนาวิชาการ “ประชาชนอยู่ตรงไหน เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ได้ตอบคำถามสื่อหลายประเด็น

อนาคตใหม่ขี่กระแสโคราชวิปโยค

ที่น่าสนใจ ธนาธรบอกว่า หากพรรคถูกยุบ พวกเขาที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง(กรรมการบริหารพรรคจะออกมาซักฟอกนอกสภาแทน จะไม่ใช้วิธีส่งต่อข้อมูลให้ ส..ที่เหลืออยู่ได้อภิปราย เพราะบางเรื่องเป็นการทำข้อมูลเชิงลึกและเป็นความลับ

การเปิดเวทีซักฟอกนอกสภา ก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมท้องถนน เพียงแต่ว่าจะกล้าขยับ “เล่นใหญ่ไฟกะพริบ” หรือไม่ ?

อย่างว่าแหละในพรรคสีส้ม ก็มีหลายเฉดสี ใช่ว่าจะลงรอยกันทุกเรื่อง บางคนชอบเวทีสภา บางคนชอบท้องถนน

ปัดกวาดบ้าน-ปฏิรูปกองทัพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัดกวาดบ้าน-ปฏิรูปกองทัพ

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:57 น.
กองทัพ,ร้องเรียน,บ้านพักหลวง
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

ปัดกวาดบ้าน-ปฏิรูปกองทัพ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

เหตุการณ์รุนแรงที่ จ.นครราชสีมา ได้ถูกหยิบยกมาเป็นโจทย์ในการแก้ปัญหาของหลายมิติทั้งการถอดบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกในอนาคต รวมถึงการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติซึ่งมีหลายองค์กรต่างขยับตัวเพื่อเรียนรู้และให้เกิดการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งการมีขั้นตอนปฏิบัติต่างๆ เพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนก ขณะเดียวกันจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทางกองทัพก็ได้เริ่มปัดกวาดบ้านตัวเองเช่นกันโดยเปิดช่องให้ทหารชั้นผู้น้อยสามารถร้องเรียนความไม่เป็นธรรมผ่านทางศูนย์ร้องเรียนที่จะขึ้นตรงไปถึงยังผู้บัญชาการ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ชอบธรรม การเอารัดเอาเปรียบและการข่มเหงที่ไม่มีจริยธรรม และยังนำเอาธุรกิจภายในค่ายเข้าสู่ระบบมอบให้กระทรวงการคลังดูแลจัดสรรในเรื่องผลประโยชน์ ซึ่งเหล่าทัพยินยอมจนนับเป็นนิมิตที่ดี

ในการทำงานของศูนย์ร้องเรียนได้วางหลักเกณฑ์ว่าเรื่องใดที่ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมากจะถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและหากตรวจพบว่ามีมูลความจริงก็จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งมีการย้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกจากพื้นที่เพื่อไม่ให้กระทบกับการสอบสวน ซึ่งถ้าเรื่องใดที่ต้องใช้อำนาจในการสอบสวนและเกินอำนาจของกองทัพก็จะส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป ขณะที่การปรับเปลี่ยนในส่วนกองทัพยังมีการตั้งเป้าเลิกระบบเจ้าขุนมูลนายโดยเพิ่มการเอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต้องยอมรับเรื่องทั้งหมดที่จะทำนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก แต่การเริ่มต้นเดินย่อมดีกว่าย่ำอยู่กับที่เดิมและปล่อยให้ปัญหาหมักหมมซุกใต้พรมจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรทหารซึ่งถือเป็นองค์กรหลักสำคัญของประเทศ

เสียงวิจารณ์กรณีทหารเกษียณแล้วอยู่ต่อไม่คืนบ้านพักหลวงเป็นเพียงปรากฏการณ์ของยอดภูเขาน้ำแข็งที่ใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีแหล่งผลประโยชน์ที่คนภายนอกมองไม่เห็นอีกมาก ซึ่งกองทัพไม่ควรเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรด้านพาณิชย์แต่กลับมีธุรกิจมากมาย ทั้งที่ดิน สถานีวิทยุโทรทัศน์ สนามม้า สนามกอล์ฟ สนามมวย รวมถึงธุรกิจที่ไม่สามารถแจกแจงที่มาที่ไปของรายได้ จนทำให้เกิดคำถามว่าผลประโยชน์เหล่านี้ได้ถูกบริหารจัดการอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างไรบ้าง และคำถามว่ามีผลประโยชน์ถูกนำส่งผู้บังคับบัญชาระดับใดบ้างด้วยหรือไม่ และยังลามไปถึงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสมาโดยตลอดด้วย ดังนั้นการที่กองทัพจะลบภาพแดนสนธยาดังที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คงต้องไม่เพียงแค่ปัดกวาดบ้านตัวเองเท่านั้น แต่ต้องก้าวไปให้ถึง “ปฏิรูปกองทัพ” ตรวจสอบได้หมด

ท่าทีในการปรับเปลี่ยนกองทัพครั้งนี้มีหลายกลุ่มในสังคมสนับสนุนให้กระทำเพื่อปฏิรูปไปสู่กองทัพสมัยใหม่และมีระบบธรรมาภิบาล มีบุคลากรที่มีความพร้อมที่จะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่การสะสางปัญหาที่มีลักษณะโยงใยเป็นเครือข่ายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและมีหลากหลายมิติจึงเห็นว่าควรเปิดรับฟังและยอมรับให้ภาคสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป รวมทั้งประเด็นสำคัญคือมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสในกองทัพ เพราะที่ผ่านมาการตรวจสอบในหลายๆ เรื่องทั้งเรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ โครงการเรือเหาะ หรือแม้แต่การเสียชีวิตของกำลังพลในค่ายที่เกิดจากการทำร้ายร่างกายก็ยังขาดการมีส่วนร่วมตรวจสอบและดูอึมครึมมาก ถ้าก้าวเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำได้จริงจะถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก

อะไรนักหนา เก้าอี้’เลขาธิการ ปปง.’ ว่างเว้นยาวนานทุบสถิติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรนักหนา เก้าอี้’เลขาธิการ ปปง.’ ว่างเว้นยาวนานทุบสถิติ

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 21:41 น.
เก้าอี้ เลขาธิการ ปปง,อะไรกันนักกันหนา
เปิดอ่าน 365 ครั้ง

ข่าวร้อนๆ ส.ว.ตีตก ‘ปรีชา เจริญสหายานนท์’ อดนั่ง เลขา ปปง.กลายเป็นคำถามว่า เก้าอี้เลขาธิการปปง. นี่มันอะไรนักหนา ตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานาน ผลัดกัน’รักษาการ’ไปมา ยาวนานจนทุบทำลายสถิติ

ข่าวร้อนๆ ส.ว.ตีตก “ปรีชา เจริญสหายานนท์” อดนั่ง เลขา ป.ป.ง. เสียงไม่เห็นชอบ ท่วม 185 เสียง กลายเป็นประเด็นคำถามว่า เก้าอี้เลขาธิการปปง. นี่มันอะไรนักหนา ตำแหน่งนี้ว่างเว้นมานาน ผลัดกัน”รักษาการ”ไปมา ยาวนานจนทุบทำลายสถิติ

ในรอบกว่า 6 ปีที่ผ่านมา เก้าอี้เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถูกมองว่ามีปัญหา เป็นเกมช่วงชิงอำนาจในองค์กรตรวจสอบสำคัญ ที่มีภารกิจหลักด้านการยึดอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตัดวงจรการเงินผิดกฎหมาย  โดยหลังการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรัฐบาลคสช.ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ตำแหน่งที่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานหนีไม่พ้น “เลขาธิการ ปปง. “

ถนนดินลูกรังหรือเส้นทางขวากหนาม บนเส้นทางสาย ปปง.เริ่มต้นขึ้นหลังการเกษียณอายุราชการของ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ซึ่งย้ายข้ามห้วยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาเป็นเลขาธิการ ปปง. พร้อมกับเด้ง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการปปง.จนครบวาระ 4 ปี แล้วต้องขยับไปเป็นที่ปรึกษาปปง. โดย พ.ต.อ.สีหนาท ถูกโยกไปตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการปิดฉากการเจริญเติบโตของลูกหม้อปปง.  ระหว่างที่พล.ต.อ.ชัยยะได้กุมบังเหียนการบริหารงานใน ปปง.จนครบ เกษียณอายุราชการ และต่อมาได้ขยับขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ ปปง.  คุมงานระดับนโยบาย

ท้าวความไปในระหว่างที่ พล.ต.อ.ชัยยะ ยังนั่งบริหารบนเก้าอี้เลขาธิการปปง.ได้มีการทาบโอน พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสาร รองผู้บัญชาการสำนักงานข้าราชการตำรวจ (รอง ผบช.ก.ตร.) ในภาพการทำงานจะเห็นคนคู่นี้แทบจะเป็นเงาตามตัว และเป็นที่รู้กันดีว่าพล.ต.ต.รมย์สิทธิ์นั่งบ่มอาวุโสในตำแหน่งรองเลขาธิการ ปปง.นาน 9 เดือน จนได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ ปปง.  แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่า พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ที่อยู่ในตำแหน่ง เพียง 1 เดือน 16 วัน ก็ถูก ม. 44 เด้งไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ แล้วมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทน  กระทั่งมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ รอง ผบ.ตร. มารักษาราชการเลขาธิการ ปปง. อีกตำแหน่งหนึ่ง ทำงานควบ  2 ตำแหน่งจนภารกิจเสร็จสิ้น นายกฯก็มีคำสั่งยกเลิกการรักษาราชการแทนให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ใน สตช.ตามเดิม
คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ พล.ต.ต.ปรีชา กลับมาเป็นรักษาการเลขาธิการ ปปง.อีกครั้ง เริ่มนับตั้งแต่  2 มี.ค.62 โดยรอบนี้เป็นการรักษาการยาวนาน จวบจนผลงานผ่านตา พล.ต.ต.ปรีชาได้รับการเสนอชื่อจากบอร์ดปปง.ที่มีพล.ต.อ.ชัยยะเป็นประธานบอร์ด ให้ครม.เห็นชอบเป็นเลขาธิการปปง. ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่าเป็นการเสนอไปโดยไม่มีคู่เทียบ เพราะอีกรายชื่อที่เสนอเป็นคู่ชิงเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.62  เท่ากับ 2 ชื่อที่เสนอไปครม.พิจารณาได้ชื่อเดียว แต่ขั้นตอนการได้มาซึ่งเลขาธิการปปง. เทียบเท่าซี 11 แต่ชื่อพล.ต.ต.ปรีชาก็ผ่านครม.มาได้ เพียงแต่ขั้นตอนไม่ได้จบที่ครม.เพราะกฎหมายกำหนดชัดว่าตำแหน่งเลขาธิการปปง.ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วย

ในที่สุดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กลายเป็นว่าพล.ต.ต.ปรีชาไม่ผ่านด่านสุดท้าย โดยวานนี้ (18 ก.พ.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ  พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการป.ป.ง. หลังจากที่ได้พิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม และลงคะแนน ด้วยวิธีลับ ผลปรากฎว่าวุฒิสภา เสียงข้างมาก  185 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง ขณะที่เสียงเห็นชอบมีเพียง 11 เสียง และไม่ออกเสียง 13 เสียง

แว่วว่า.. คุณสมบัติที่ไม่ผ่าน สืบเนื่องมาจากยุคเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดร้องเรียนกันไปมา  เมื่อมีเรื่องร้องเรียนเยอะ โดยเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจ ทุ่มเทชี้แจงแก้ข้อสงสัย จนตกม้าตายในด่านสุดท้าย เมาท์มอยกันให้แซ่ดว่าถ้าเกมออกมาในรูปนี้ ไม่เกิน 30 ก.ย.นี้ พล.ต.ต.ปรีชาคงยื่นใบลาออก ขอเออรี่รีไทร์ อยู่ต่อไปไม่ไหว

เกมเก้าอี้ดนตรี เพลงอลม่าน ปปง.ก็ต้องไปเริ่มต้นควานหา คนที่มีคุณสมบัติเข้าตา โดนใจ แต่รอบนี้การทาบนายตำรวจให้โอนย้ายคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดีดลูกคิดจากร่องรอยความบอบช้ำ อาจได้ไม่คุ้มเสี่ยง

“คะแนนทุจริต-คอร์รัปชัน”…ใครสอบตกต้อง “ลงโทษ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417787?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คะแนนทุจริต-คอร์รัปชัน”…ใครสอบตกต้อง “ลงโทษ”

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:36 น.
คะแนนทุจริต,คอรัปชั่น
เปิดอ่าน 477 ครั้ง

โดย ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข้าราชการไทยมีชื่อเสียง “ดี” หลายด้าน แต่ก็มี  “เสียหาย” หลายด้านเช่นกัน โดยเฉพาะ “ด้านทุจริต” ทุกครั้งที่โดนประเมินให้คะแนน ไทยแลนด์มักอยู่รั้งท้ายแถวเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา…ความหวังอยู่ที่ “ป.ป.ช.” จะควงดาบอาญาสิทธิ์ “แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” จริงจังแค่ไหน

รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามหาวิธีปฏิรูปแก้ไข “ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” ในหน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะทั้ง “คนโกง” และ “คนสนับสนุนให้โกง” ต่างร่วมมือกันอย่างดี และที่ทำให้คนไทย “เสียหน้า” อย่างมากคือเวลาที่มีการประกาศอันดับ “ภาพลักษณ์ทุจริตคอร์รัปชัน” (Corruption Perception Index: CPI) ของ องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ไทยแลนด์จะมี “คะแนน” อยู่ในระดับต่ำมาตลอด

ย้อนหลังดู 5 ปี เห็นชัดว่าคะแนนเหล่านี้ไม่ได้กระเตื้องขึ้นมาเลย แช่นิ่งไม่เกิน 35 – 38 จากคะแนนเต็ม 100 เช่น ปี 2556 ได้ 35 คะแนน อันดับที่ 102 จาก 177 ประเทศทั่วโลก ปี 2557  ได้ 38 คะแนน อันดับที่ 85 จาก 175 ประเทศ ปี 2558  ได้ 38 คะแนน อันดับที่ 76 จาก 168 ประเทศทั่วโลก ปี 2559  ได้ 35 คะแนน อันดับที่ 101  จาก 176 ประเทศ ล่าสุดข้อมูลปี 2561  ได้ 36 คะแนน อันดับที่ 99  จาก 180 ประเทศ

นิยามความหมาย “คอร์รัปชัน” คือ “การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน” ค่าคะแนนยิ่งต่ำหมายถึงยิ่งมีการคอร์รัปชันสูง “ไร้ความโปร่งใส”

“ป.ป.ช.” สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงจัดการปัญหานี้ แต่ที่ผ่านมาทำเพียงนั่งกุมขมับจดบันทึก “รับเรื่องร้องเรียน”และเบาะแส “คดีทุจริต-คอร์รัปชัน” จากประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ คดีเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน ๆ  จนเมื่อประมาณปี 2557 มีความพยายามจัดทำระบบ “ให้คะแนน ความโปร่งใสของข้าราชการและหน่วยงานรัฐ” ทั่วประเทศไทย ที่สำคัญคือการเปิดเผยคะแนนออกมาให้สังคมรับรู้พร้อม ๆ กัน หวังจะช่วยลดการทุจริตและเปิดทางให้ประชาชนมาช่วยกันให้คะแนนทุกภาคส่วน

แบบลงคะแนนประเมินเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ไอทีเอ” หรือ “การประเมิน ITA” จากชื่อเต็มว่า การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment: ITA) เจ้าหน้าที่รัฐไทยเริ่มคุ้นเคยกับคำนี้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงกลางปี 2562 มีการพัฒนากรอบ “การประเมินไอทีเอ” ที่ใช้มานานหลายปีให้ทันสมัยสากลและมีรายละเอียดหลายด้านเพิ่มเติม

โดยการประเมิน “หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศปี 2562” มีการให้คะแนนกระทรวง ทบวง กรม อบจ. อบต. ฯลฯ จำนวนทั้งสิ้น 8,299 หน่วยงาน โดยผู้ประเมินผลกว่า 1 ล้านคน แบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน   ได้แก่ 1 ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ 4 แสนคน   2 ประชาชนที่มาติดต่อหน่วยงานภาครัฐ   6 แสนคน และกลุ่มที่ 3 ประเมินผ่านเว็บไซต์สำรวจความคิดเห็น 8,299 เว็บไซต์ ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายน

“วรวิทย์ สุขบุญ” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการประเมินไอทีเอต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ว่า มีหน่วยงานภาครัฐผ่านเกณฑ์ ได้ระดับ A และ AA จำนวน 970 หน่วยงานเท่านั้น หรือเพียงร้อยละ 12 ที่เหลือส่วนใหญ่ได้คะแนนเฉลี่ยปานกลาง  B – C – D

โดยหน่วยงานที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ องค์กรศาล อัยการ หน่วยงานรัฐสภา รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร

สำหรับกระทรวงที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ กระทรวงการคลัง กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงดิจิทัลฯ ส่วนคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ “คะแนนเฉลี่ย” ที่ได้มาจากตัวชี้วัดนั้น 10 ตัวนั้นมีคะแนนรวมดังนี้

1) การปฏิบัติหน้าที่ ได้ 89 คะแนน  2 การใช้งบประมาณ 80 คะแนน  3) การใช้อำนาจ 83 คะแนน   4) การใช้ทรัพย์สินราชการ 78 คะแนน  5) การแก้ไขปัญหาการทุจริต 80 คะแนน  6) คุณภาพการดำเนินงาน 80 คะแนน  7) ประสิทธิภาพการสื่อสาร 78 คะแนน 8) การปรับปรุงการทำงาน 75 คะแนน  และตัวชี้วัดสำคัญสุด 2 ตัวสุดท้ายคือ  9) การเปิดเผยข้อมูล 53 คะแนน และ 10) การป้องกันการทุจริต ได้เพียง 42 คะแนนเท่านั้น

เมื่อไม่มี “การเปิดเผยข้อมูล” ก็แสดงถึงปัญหาความไม่โปร่งใส เมื่อไม่มี“การป้องกันทุจริต” ก็แสดงถึงปัญหาคอร์รัปชัน !

นอกจากนี้ ยังพบว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรู้สึกว่า เมื่อพบเห็นการทุจริตในหน่วยงานแล้ว การแจ้งเรื่องหรือส่งหลักฐาน ทำได้ยาก แจ้งเรื่องไปแล้วก็ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความปลอดภัย หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการต่ออย่างจริงจัง และยังพบว่าประชาชนรู้สึกว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนหรือต่อส่วนรวมเท่าที่ควร

ในเมื่อคนไทยยังให้คะแนนกันเองต่ำเตี้ยขนาดนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาหลายปีนี้ ฝรั่งให้คะแนน“ภาพลักษณ์ทุจริตคอร์รัปชัน” ไม่ผิดแท้แน่นอน คำถามต่อไปคือ เมื่อประเมินแล้วจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้เกิดการ “เปิดเผยข้อมูล” และ “ลดทุจริต-คอร์รัปชัน”

  “ดร.มานะ นิมิตมงคล” เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แสดงความคิดเห็นว่า การให้คะแนนแบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของ ปปช ถือเป็นเรื่องดีมาก เพียงแต่ที่ผ่านมา ยังมีปัญหาในเรื่องของ  “วิธีการ” และ “การบังคับใช้” เพื่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง เช่น การใช้วิธีจ้างให้หน่วยงานเอกชน หรือสถาบันการศึกษาไปช่วยทำแบบสอบถามนั้น บางครั้งผลที่ได้ออกมาอาจไม่โปร่งใสเสียเอง เช่น ทำไมกระทรวงสาธารณสุข หรือ มหาวิทยาลัยจุฬาฯ ถึงได้คะแนนต่ำกว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

“ปัญหาสำคัญ คือ ต้องได้คะแนนเฉลี่ย 85 ขึ้นไปถึงจะสอบผ่าน แต่ถ้าสอบไม่ผ่านแล้วยังไงต่อ เพราะไม่ได้มีบทลงโทษหรือการตัดสิทธิประโยชน์บางอย่าง หากเป็นไปได้รัฐบาลหรือ ปปช ต้องหาวิธีลงโทษที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงาน ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ผ่านการประเมินหรือได้คะแนนน้อยมาก เช่น ต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษ หรือตัดงบประมาณสนับสนุนบางอย่าง หรือสิทธิประโยชน์บางประการ เพื่อสร้างความกระตือรือร้นให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง” ดร.มานะ กล่าวแนะนำ

ที่น่าสนใจมีข้าราชการกับหน่วยงานหลายแห่งที่สอบไม่ผ่าน ออกมาร้องเรียน “ขออุทธรณ์ผลคะแนน” กันแล้ว

เช่น กรณีของ  “พิพัฒน์ เอกภาพันธ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ทำหนังสือขออุทธรณ์ต่อเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากผลคะแนนได้แค่ 47.65 คะแนน ถือว่าต่ำที่สุดใน 74 จังหวัดที่เข้ารับการประเมิน โดยนายพิพัฒน์เชื่อว่ารูปแบบประเมินออนไลน์ มีความคลาดเคลื่อน ขอให้ตรวจสอบผลประเมินใหม่

ปัญหาเรื่องคุณภาพของ “วิธีการประเมิน” และ “บทลงโทษ” ผู้ได้คะแนนต่ำหรือสอบไม่ผ่าน คือเรื่องท้าท้ายที่ ปปช. ต้องเข้าไปจัดการอย่างจริงจัง อย่าให้ “คนไทย 1 ล้านคน” ที่เข้าไปช่วยลงคะแนนประเมินผล เกิดความรู้สึกว่าคล้าย ๆ กันว่า… “เสียเวลา ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร ! “

ส้มเละ ‘การุณ’ วิ่งชน ‘ชิดชอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417701?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มเละ ‘การุณ’ วิ่งชน ‘ชิดชอบ’

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:45 น.
การุณ ใสงาม,พรรคอนาคตใหม่,กรุณา ชิดชอบ,ไทกร พลสุวรรณ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 6,016 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 19 ก.พ.63

*********************

เหมือนกันทุกจังหวัด พลันที่พรรคอนาคตใหม่ ประกาศรายชื่อว่าที่ผู้สมัครนายก อบจก็จะต้องเกิดรายการตบตีกัน อย่างเช่นที่บุรีรัมย์ อดีตผู้สมัคร ส..พรรคส้มหวาน โวยวายผ่านเฟซบุ๊กว่า ทำไมคณะกรรมการบริหารพรรคจึงเลือก “การุณ ใสงาม” อดีตพันธมิตรฯ ลงสมัครชิงนายก อบจ.บุรีรัมย์

ร้อนถึง ชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นแถลงว่า  รายชื่อผู้ที่ผ่านความเห็นชอบของ กก.บหมีจำนวน 15 จังหวัด ยังเหลืออีก จังหวัด รวมถึงบุรีรัมย์ด้วย

ส้มละอ่อน

ไม่แน่ใจว่า “ทนายอั๋น” ภัทรพงศ์ ศุภักษร อดีตผู้สมัคร ส..พรรคอนาคตใหม่ จ.บุรีรัมย์ ไปแอบได้ข่าวมาจากไหนว่า กรรมการบริหารพรรคเลือก “การุณ ใสงาม” ลงชิงนายก อบจ.บุรีรัมย์ แทนกลุ่มของเขา

 ภัทรพงศ์ ศุภักษร 

ทนายอั๋น” บอกว่า ตนเองเป็นคนรุ่นใหม่ ทุ่มเทกายใจให้พรรคมาแต่แรก จึงขออาสาลงสนามต่อสู้กับ “กรุณา ชิดชอบ” นายก อบจ.บุรีรัมย์

กรุณา ชิดชอบ

ผมเคารพในการตัดสินใจของพรรค ไม่เสียใจที่พรรคไม่เลือกผม แต่ผมคงจะร่วมงานกับอดีต กปปสที่เคยทำลายระบบนิติธรรมนิติรัฐ และทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเคยออกมาประท้วง กวักมือเรียกทหารออกมาปฏิวัติ จนทำให้ประเทศฉิบหายเท่าทุกวันนี้ ไม่ได้หรอกครับ”

ทนายอั๋นก็เป็น “ส้มไร้เดียงสา” ตัวจริง เล่นการเมืองเหมือนการทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย

คนหลายสี

สำหรับ การุณ ใสงาม ชาว อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เป็นนักการเมือง นักต่อสู้บนท้องถนน และอดีตสหายที่ผ่านสงครามประชาชนในเขตป่าเขา 

ปี 2525 การุณ หรือ “สหายสมคิด” ออกจากป่าอีสานใต้ ได้ลงเล่นการเมืองทันที และได้รับเลือกตั้งเป็น ส..บุรีรัมย์ ปี 2526 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยการุณเป็น ส..บุรีรัมย์ สมัย

การุณ ใสงาม หรือสหายสมคิด อีสานใต้

ปี 2543 การุณลาออกจากประชาธิปัตย์ เพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ส..ครั้งแรก และได้เป็น ส.ช่วงนี้แหละที่การุณเริ่มมีบทบาทต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” 

ระยะหลัง การุณลงสมัคร ส..ในนามพรรคประชาราช ยุคเสี่ยประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็พ่ายแพ้ และปี 2551 ลงสมัครนายกเทศมนตรีตำบลประโคนชัย ซึ่งเป็นบ้านเกิด ปรากฏว่า พ่ายเพื่อนเก่า ไม่ได้รับเลือกตั้ง

การุณในสีเสื้อ ปชป.

ช่วงปี 2551-2556 การุณลุยการเมืองท้องถนน ในสีเสื้อพันธมิตรฯกลุ่มทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยสายปกป้องศาลรัฐธรรมนูญ และ กปปส.

เลือกตั้ง 2562 การุณจับมือไทกร พลสุวรรณ เดินหาเสียงให้พรรค ปชปท่ามกลางความประหลาดใจของมิตรสหาย

ลูกเล่นสิงห์เฒ่า

หลังเลือกตั้งหนล่าสุด “การุณ ใสงาม” และ “ไทกร พลสุวรรณ” ลาออกจากพรรค ปชปหันมาสวมเสื้อสีส้ม โดยไทกร ตั้งตัวเป็นที่ปรึกษาอนาคตใหม่ ขอนแก่น ส่วนการุณมาปักหลักอยู่ที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ 

กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ในวันที่ 12 มกราคม 2563 การุณ ใสงาม จัดกิจกรรมการเมืองที่บริเวณตลาดโรงเกลือ คลองถมนิคมบ้านกรวด ต.นิคมปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ การุณพร้อมผู้ร่วมวิ่งไล่ลุงประมาณ 20 คน เดินรอบตลาด และมีการชูป้ายโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

ระหว่างนั้น ได้มีกลุ่มรักลุงตู่ 50 คน ปรากฏตัวขึ้นที่ข้างตลาด เผชิญหน้ากับกลุ่มการุณ พร้อมส่งเสียงเชียร์ “ลุงตู่สู้ๆ” เป็นระยะๆ ก่อนจะสลายตัวไป

แอ็กชั่นเดิมๆ แบบการุณในสีเสื้ออนาคตใหม่

หลายคนแปลกใจ กิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่จังหวัดอื่น ไม่มีกลุ่มต่อต้านเลย แต่ทำไมจึงมีกลุ่มเชียร์ลุงมาโผล่ที่บุรีรัมย์ ยกเว้นวิ่งไล่ลุงในกรุงเทพฯ ก็มีเหตุเผชิญหน้าที่ อ.บ้านกรวด กลายเป็นข่าวที่มีสีสันมากที่สุด

ดูเหมือนว่า “แกนนำพรรคส้มหวาน” ส่วนกลาง จะชื่นชอบลีลาบู๊ดุดันของการุณ และมองว่า คนแบบนี้แหละจะสู้กับตระกูล “ชิดชอบ” ได้

มิตรสหายชาวเซราะกราวที่รู้จักการุณมานาน ก็หัวเราะ พร้อมพูดว่า นี่แหละการุณ ถามว่า ถ้าการุณลงสนามจะชนะมั้ย แหล่งข่าวบอกว่าให้ไปดูผลเลือกตั้ง “นายกเล็ก” เมืองประโคนชัย

เหตุใดการุณพ่ายแพ้ยับเยินในสนามบ้านเกิด..บังเอิญว่า แกนนำส้มหวานคงไม่รู้เรื่องนี้