“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ดาวดวงใหม่-พรรคอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417449?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ดาวดวงใหม่-พรรคอนาคตใหม่

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:10 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พรรคอนาคตใหม่,วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

“วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ดาวดวงใหม่-พรรคอนาคตใหม่

อีกไม่กี่อึดใจ การเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 ด้านหนึ่งของการอภิปรายครั้งนี้อาจจะดูแหวกม่านประเพณีไปพอสมควร กล่าวคือ ปกติแล้วการอภิปรายจะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทำงานครบ 1 ปี แต่ครั้งนี้เป็นสถานการณ์พิเศษที่ฝ่ายค้านไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปหนึ่งปีฟรีๆ จึงทำให้ต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อรบกับรัฐบาลในสภา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมมีขาประจำอย่างพรรคเพื่อไทยเป็นหัวหอก แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ คือ การลงสนามอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.ใหม่ทั้งพรรค แม้เวลานี้พรรคอนาคตใหม่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าคดียุบพรรคในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะมีผลออกมาอย่างไร แต่ ณ ตอนนี้ขอทำงานทางการเมืองอย่างดีที่สุดเป็นสำคัญ

    ทำวิจัยเล็กก่อนอภิปราย
ในโอกาสนี้ทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ มีจังหวะเข้าไปสนทนากับดาวดวงใหม่ อย่าง ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเคยฝากผลงานมาแล้วจากการเป็นแม่ทัพคนสำคัญในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงกลาโหมด้วยลีลาดุเด็ดเผ็ดมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้เขากำลังก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดาวสภาในอีกไม่ช้า

วิโรจน์ เริ่มต้นการสนทนาด้วยยอมรับว่า “เราพึงพอใจกับการทำงานของพรรคอนาคตใหม่มากน้อยแค่ไหน ยอมรับว่าตอบได้ยาก เพราะคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือประชาชนที่ติดตามเราอยู่ แต่สำหรับเราเองแล้วก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามีบางจุดที่ต้องปรับปรุงและถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นมาตลอด เช่น การจะทำอย่างไรให้ประชาชนที่ไม่เข้าใจบางเรื่องหรือไม่มีพื้นฐานในบางเรื่องให้เข้าใจเรื่องที่เราพูดได้ภายใน 15 นาที หรือ 20 นาที”

“การทำงานทุกครั้งเบื้องต้นจะต้องผ่านการวิจัยย่อมๆ มาก่อน เราใส่ใจกับแนวโน้มทางสังคมและความสนใจของสังคมในประเด็นต่างๆ ว่าคำถามที่ประชาชนสนใจคืออะไร จากนั้นจะไปค้นคว้าหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพราะเราจะอภิปรายเรื่องอะไร เราต้องเข้าใจเรื่องนั้นก่อน จะใช้แต่โวหารอย่างเดียวไม่ได้ และที่สำคัญต้องมีการลำดับเรื่องราวเพื่อให้การเล่าเรื่องมีความเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงกันพร้อมกับใส่ข้อเท็จจริงเข้าไปเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้มั่ว”

ส่วนความสนใจในเรื่องกองทัพที่กลายเป็นประเด็นที่นำมาอภิปรายในสภาหลายครั้งนั้น ‘วิโรจน์’ ระบุว่า “จริงๆ แล้วผมเป็นคนสนใจเรื่องฝุ่นใต้พรมที่ประชาชนควรจะรู้แต่เราไม่รู้ เป็นเรื่องที่เรารู้แล้ว เราจะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการจัดสรรสวัสดิการสังคมได้มากกว่านี้ เนื่องจากพื้นฐานผมเป็นคนเรียนวิศวกรรมและชอบคณิตศาสตร์ เวลาเจอสถานการณ์อะไรจะต้องเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นตัวเลขเชิงปริมาณให้ได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นข้อมูลในเชิงปริมาณไม่ได้ การตัดสินใจในเชิงของความรู้สึกนามธรรมจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดได้”

“ที่สำคัญการตัดสินใจด้วยความรู้สึกพอต่างคนต่างรู้สึกต่างคนก็ต่างมีอคติก็รบกันทะเลาะกัน ถ้าเรามีตัวเลขสักหน่อยจะเป็นตัวคานอำนาจอคติได้ และจะทำให้การพูดคุยสามารถหาข้อสรุปที่ทุกคนเห็นตรงกันได้ พอเรามีตัวเลขแล้วก็จะรู้ว่าเราควรจะจัดการอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องชนะทั้งหมด เสียงส่วนใหญ่มีน้ำหนักในการตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องที่ถูก แต่เสียงส่วนน้อยก็มีสิทธิพูดในประเด็นที่มีความห่วงใย ดังนั้นหากสามารถประเมินในเชิงปริมาณได้เสียงส่วนใหญ่จะหามาตรการเยียวยาหรือป้องกันที่คลายความกังวลของเสียงส่วนน้อย เช่นนี้สังคมก็ไปด้วยกันได้”

“ในภาพลักษณ์ที่อาจมองผมว่าเป็นคนหัวแข็งก้าวร้าวแต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนประนีประนอมมากนะครับ ทุกคนต้องการให้ประเทศก้าวหน้าอันเป็นจุดหมายเดียวกัน เช่น ถ้าเราอยากจะไปเชียงใหม่ด้วยกันก็สามารถขึ้นรถทัวร์ไปด้วยกัน แม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ยังไปถึงนะ ทว่า ณ วันนี้เรามัวแต่ทะเลาะกันแล้วไม่ยอมขึ้นรถทัวร์ ทั้งๆ ที่ทุกคนอยากจะไปเชียงใหม่เหมือนกัน วันนี้ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว มันจะไปต่อกันได้เหรอแบบนี้”

  ถ่อมตัวยังไม่แจ้งเกิดการเมือง
กับตำแหน่งดาวสภาและการแจ้งเกิดทางการเมือง วิโรจน์ รีบปฏิเสธทันทีว่าตัวเองยังห่างไกลกับคำว่าการแจ้งเกิดทางการเมือง เพราะยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่อย่างสร้างสรรค์
“ยังหรอกครับ ยังอีกยาวไกลเลย แต่สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังสร้าง คือการสร้างมาตรฐานในการอภิปรายด้วยเนื้อหาและฉายภาพให้คนเข้าใจในสิ่งที่เราพูดจริงๆ และจี้ในประเด็นที่สำคัญและต้องมีการให้ข้อเสนอแนะและถอดบทเรียนจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบด้วย เพื่อให้เกิดการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์”
“จริงๆ คือ 1.สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำ คือเราไม่ได้มองว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นพิธีกรรมที่เราจะต้องทำในฐานะฝ่ายค้าน แต่เบื้องต้นเราต้องหาข้อมูลว่ารัฐบาลได้กระทำอะไรที่เราไม่อาจไว้วางใจเขาได้ เรื่องนี้สำคัญนะครับ เราไม่ได้ตั้งธงว่าจะต้องไปต่อว่ารัฐบาลแต่เราต้องถามก่อนว่าเรามีเนื้อหาหรือหลักฐานอะไรที่ทำให้เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่น่าไว้วางใจหรือเปล่า ทุกคนก็ต้องทำการบ้าน ถ้าไม่ทำการบ้าน ไม่พบเนื้อหาใดๆ ประเด็นนั้นเราจะไม่อภิปราย เราตอบไม่ได้หรอกว่าเราจะตรวจสอบได้ 100% แต่เรามีกระบวนการในการตรวจสอบผ่านแหล่งข้อมูลหลายแหล่งเพื่อให้เรามีหลักฐานอ้างอิงว่าน่าจะเป็นจริง”

“ตอนนี้ทุกคนทำการบ้านหนักมากนะครับ เพราะเราไม่ได้ต้องการเอาเอกสารแผ่นเดียวไปนั่งด่ารัฐบาล เราจะไม่ทำอย่างนี้แน่ๆ เราพยายามทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจประกอบไปด้วยสาระและข้อเท็จจริงที่ทำให้ประชาชนได้เข้าใจว่ารัฐบาลนี้ในเรื่องนี้เขาไม่น่าไว้วางใจอย่างไร”

        ไม่คิดล้มแต่รัฐบาลต้องรับฟัง
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังจะเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ‘วิโรจน์’ ยืนยันว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ต้องการสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ให้แก่สภาแต่เป็นการพยายามทำงานด้วยความสร้างสรรค์มากกว่า และเชื่อว่าสุดท้ายแล้วการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่อาจไปล้มรัฐบาลได้ แต่อย่างน้อยที่สุดการอภิปรายที่เกิดขึ้นจะทำให้รัฐบาลได้รับฟังเสียงของอีกฝ่ายเพื่อไปปรับปรุงการทำงาน

“ขอเรียกว่าเราพยายามทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะการสร้างมาตรฐานใหม่จะดูเหมือนว่าเป็นการยกตนมากเกินไป อย่างไรก็ตามหลายพรรคการเมืองเวลานี้ก็พยายามสร้างมาตรฐานร่วมกัน เท่าที่ทำงานกับส.ส.ต่างพรรค ยืนยันได้ว่าทุกพรรคพยายามยกมาตรฐานสภาร่วมกันจริงๆ เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคจะมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไป”

“ส่วนใหญ่รัฐบาลต้องมั่นใจว่าตัวเองมีเสียงมากกว่าอยู่แล้ว แต่เหนือสิ่งอื่นใด หวังลึกๆ ว่าอย่างน้อยรัฐบาลจะได้รู้ตัวบ้าง ถ้าเปิดใจรับฟังในสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่อภิปรายจะได้ไปปรับปรุงรูปแบบการทำงานเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เป็นการเทน้ำมันราดบนกองไฟเหมือนที่ผ่านมา เราหวังทางอ้อมอย่างนี้เช่นกัน เราจะไปหวังล้มรัฐบาล ถ้าพูดเอามันก็คงพูดได้ แต่เราหวังว่าอย่างน้อยๆ รัฐบาลต้องฟังเราบ้างอย่างสร้างสรรค์” วิโรจน์ สรุป

ถึงเวลาหรือยังงดการซื้อ-พกปืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417454?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงเวลาหรือยังงดการซื้อ-พกปืน

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:35 น.
พกอาวุธ,ปืน,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ถึงเวลาหรือยังงดการซื้อ-พกปืน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข้อเสนอมาให้ทางการทบทวนมาตรการการอนุมัติให้คนไทยซื้อขายและพกพาอาวุธปืนได้แล้ว เพราะมีผลเสียและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ข้ออ้างที่ว่ามีปืนไว้ป้องกันตัวนั้นล้าสมัยไปแล้วเพราะเกิดเรื่องทีไร ผู้บริสุทธิ์เคราะห์ร้ายอยู่เสมอและหากเจ้าหน้าที่ของทางการสามารถป้องกันดูแลรักษาความปลอดภัยประชาชนได้แล้ว การพกพาหรือเป็นเจ้าของปืนก็ไม่จำเป็น

ส่วนขั้นตอนการดำเนินการต่อไปนั้นจะมีข้อปฏิบัติหรือมาตรการใดที่เหมาะสมก็ต้องแจ้งให้ทราบ

‘ดับเครื่องชน’ ขอย้ำเตือนอีกครั้งถึงอาวุธที่ใช้กันมากมายจนบางคนบอกว่าหาปืนได้ง่ายกว่ายาแก้ปวดจะต้องหมดไป

หรือการจะขโมยปืน-ลักปืนของกองทัพที่ง่ายดายจะต้องมีระบบป้องกันให้มากกว่านี้

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเข้มข้นกับเรื่องอันตรายอย่างจริงจังและทันที ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วลืมกันหมด
อ๊อด เทอร์โบ


ใช้ธรรมะคลายเครียด
ก่อให้เกิดความสุข

ผมขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบถึงโครงการบรรยายธรรม น่าสนใจมากจาก รพ.หัวเฉียว ซึ่งขอแจ้งให้ทราบดังนี้ว่าจะมีการบรรยายธรรมในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้

โรงพยาบาลหัวเฉียวแจ้งว่า เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นจากการทำงานและการใช้ชีวิต นำมาซึ่งปัญหาต่างๆอีกทั้งยังบั่นทอนจิตใจ การนำธรรมะมาเป็นหลักในการทำงานและการใช้ชีวิตจะสามารถลดความเครียดที่เกิดขึ้นได้

จึงได้จัดโครงการธรรมโอสถ โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาสุรชาติ จารุวํโส พระธรรมวิทยากร เครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี วัดสุวรรณ บรรยายธรรมเรื่อง “ธรรมะบันดาลใจบันไดสู่ความสุข” ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 โรงพยาบาลหัวเฉียว

จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนตลอดจนผู้สนใจสำรองที่นั่งเข้าฟังที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0-2223-1351 ต่อ 3126

ผมเห็นว่าเวลานี้คนเครียดกันมากและอยากให้เข้าฟังการบรรยายนี้ จึงเรียนมาเพื่อทราบและหลายท่านอาจจะทราบข่าวนี้แล้วก็อย่าลืม

ด้วยความปรารถนาดีจึงแจ้งมาและหากมีโครงการดีๆ จะบอกต่ออีก เพื่อจะได้มีความสุขกาย สบายใจ ไม่ได้มีผลประโยชน์แต่อย่างใดเลย
บุญพบ (สวนมะลิ)


เรียนคุณ ‘บุญพบ’ สวนมะลิ
ผมรีบนำเสนอจดหมายของท่านเพื่อจะได้ทราบโดยทั่วกันและโดยจุดประสงค์ว่าหนทางใดๆ ก็ตามที่จะทำให้เกิดความสุขก็จะเร่งปฏิบัติโดยเร็วทันเหตุการณ์

หลายวันที่ผ่านมามีเรื่องรุนแรงทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศก็ก่อให้เกิดความเครียด ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเรา จะไปห้ามไม่ให้คิดคงไม่ได้

จึงเรียนแจ้งมาเพื่อจะได้หาหลักธรรมในการดำเนินชีวิตและนำเอาสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม
อ๊อด เทอร์โบ


ความในใจของทหาร
ส่งท้ายด้วยจดหมายจาก ‘วิเชียร’ รั้วของชาติที่ระบายความในใจต่อเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น และขอความเป็นธรรมโดยอย่าด่ารวมทหาร

‘ดับเครื่องชน’ เห็นว่าเราควรให้ความเป็นธรรมและมีสติ สนับสนุนการตัดสินใจเพราะจริงอยู่ว่าการกระทำของทหารคนหนึ่งจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมากและร้ายแรง

เวลานี้เราต้องให้กำลังใจกันและทำทุกอย่างให้ดีโดยคำนึงถึงความถูกต้อง
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าด่าทหาร
คนดีจะหมดกำลังใจ

ผมอยากให้ทุกคนมีใจเป็นธรรมอย่าใช้อารมณ์ ข่าวที่จ่าทหารบกยิงกราดที่โคราชจนมีคนล้มตาย-บาดเจ็บเป็นจำนวนมากและมีการชี้แจงจากหน่วยงานต่างๆ ไปมากแล้ว

ในฐานะของทหารคนหนึ่งที่มียศแค่สิบโท จึงเรียนมาด้วยคนทางจดหมายฉบับนี้และขอบอกว่าเป็นความในใจของทหารคนหนึ่ง อย่าด่ากราดทหารเลยเพราะทหารดียังมีเต็มกองทัพบก

จากการแถลงข่าว ผบ.ทบ. ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ นั้น ผมขอความเป็นธรรมด้วยการมีสติ อย่าใช้อารมณ์หรือกระแสหรือข่าวออนไลน์หรือโซเชียลเป็นเครื่องตัดสิน เพราะผมเห็นว่าการที่บางคนบอกว่า ผบ.ทบ.บีบน้ำตาในขณะขอโทษประชาชนหรือแสดงความเสียใจ

จริงอยู่ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และอยากเรียนสนับสนุนว่าอย่าด่าเหมารวมทหารทุกคนว่าเลวหรือไม่ดีไปหมดเลย เพราะทุกวันนี้ผมก็เป็นทหารชายแดน และต้องเลี่ยงภยันตรายอยู่ทุกวินาทีแต่ก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรเพราะถือเป็นหน้าที่ต้องให้คนไทยปลอดภัย นอนตาหลับ

ส่วนเรื่องธุรกิจสีเทาต่างๆ นั้น ผมเป็นทหารผู้น้อยไม่ขอพูดถึงเพราะนอนในบังเกอร์และกินข้าวหลวง

ผมจึงขอร้องว่าอย่าด่าทหารเพราะทหารดีๆ ยังมีอีกมากและหลังจากนี้ไป ทุกอย่างคงจะดีขึ้น
วิเชียร (รั้วของชาติ)


เปิดเทอมหน้า “ร.ร.วัดบวรฯ” นักเรียน”ปลอดการบ้าน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเทอมหน้า “ร.ร.วัดบวรฯ” นักเรียน”ปลอดการบ้าน”

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:15 น.
เปิดเทอมนี้,โรงเรียนวัดบวรนิเวศ,โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน,ปลอดการบ้าน,นายเขษมชาติ อารีมิตร,ปีการศึกษา 2563,ครูบ้านนอก,เปิดภาคเรียน
เปิดอ่าน 1,077 ครั้ง

เปิดเทอมหน้า 16 พ.ค.2563 นี้ ร.ร.วัดบวรนิเวศ นักเรียนไม่ต้องทำการบ้านกันอีกแล้ว “ผอ.เขษมชาติ” เปิดใจ “ครู-นักเรียน” สนับสนุนพร้อมลุยทันที เผยเน้นชิ้นงาน-กิจกรรมในคาบ ทุกอย่างจบในห้องเรียน

แฟนเพจเฟซบุก “โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)” ได้โพสต์รูปภาพและข้อความเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมาระบุว่า “เป้าหมายที่เรากำลังจะทำ #โรงเรียนปลอดการบ้าน #บวรนิเวศเกรียงเดชเกริกก้องเกรียงไกร #โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน”

โดยรูปที่โพสต์ระบุข้อความ “ในปีการศึกษา 2563 โรงเรียนวัดบวรนิเวศ : เป็นโรงเรียนปลอดการบ้าน No Homework School”

อ่านข่าว : 

แนะครูยุคใหม่เป็น ไลฟ์โค้ช ชี้แนวทางทักษะชีวิตลูกศิษย์เจนZ

สร้างครูโค้ดดิ้งเพิ่มบุคลากรไอที  ป้อนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ปรากฏว่า มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น และแชร์รูปและข้อความดังกล่าวกว่าหลายหมื่นครั้ง ทำให้แอดมินเพจตอบความคิดเห็นว่า “กระแสถล่มทลายมาก ขอบคุณทุกแชร์ทุกความเห็นครับ โรงเรียนอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม นำไปสู่ #โรงเรียนปลอดการบ้าน ชิ้นงาน แบบฝึก กิจกรรมต่างๆ จะอยู่ในคาบเรียน ห้องเรียน และกิจกรรมเสริมหลักสูตร บูรณาการในสาระวิชาต่างๆ เพื่อลดจำนวนงาน ไม่ต้องทำส่งเป็นการบ้าน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราจะทำในปีการศึกษา 2563 และจะรายงานความคืบหน้าหลังจากได้เริ่มดำเนินการเป็นระยะต่อไปครับ #บวรนิเวศเกรียงเดชเกริกก้องเกรียงไกร #โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “คมชัดลึกออนไลน์” ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก  นายเขษมชาติ อารีมิตร ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ได้กล่าวถึงแนวคิดของ “โรงเรียนปลอดการบ้าน” ว่ามีแนวคิดมานานมากแล้ว  ตั้งแต่เมื่อครั้งได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านการศึกษาที่ประเทศฟินแลนด์ ตั้งใจเอาไว้ว่าหากมีโอกาสได้รับตำแหน่งบริหารสูงสุดของโรงเรียนจำนำมาใช้กับนักเรียนไทย ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนก็ดำเนินการกันบ้างแล้ว เช่น ประเทศสิงคโปร์ แต่ตนไม่มีโอกาสและไม่มีอำนาจจึงต้องเก็บแนวคิดนี้เอาไว้

นายเขษมชาติ อารีมิตร

        “ผมอยากให้เด็กเรียนรู้กัน อย่างมีความสนนุก สนุกสนานที่จะเรียนรู้ แบบไร้ขีดจำกัด ความสามารถ ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น เพียงเด็กๆมีมือถือก็ท่องโลกเรียนรู้ได้อล้ว  ซึ่งขั้นตอนนำไปสู่การปลอดการบ้าน กำลังดำเนินการ อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาแนวทาง รูปแบบของการเรียน แต่จะเกิดขึ้นแน่นอนในปีการศึกษา 2563” ผอ.เขษมชาติ ให้คำมั่น

ผอ.เขษมชาติ อธิบายว่า จะใช้แนวคิดการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน คือเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองตามทักษะและความสามารถของแต่ละคน และใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากขึ้นแทนการใช้กระดาน ให้นักเรียนเรียนน้อยลง มีเวลาว่างมากขึ้นเพื่อทำกิจกรรม ซึ่งโรงเรียนบวรนิเวศพร้อมสนับสนุนกิจกรรมหลากหลายรูปแบบของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านกีฬา ดนตรี หรือแม้กระทั่งกีฬาอีสปอร์ต(เกมส์)ที่เด็กๆคุ้ยเคยกันดีอยู่แล้ว

โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน

           “การบ้านเยอะมีปัญหากับนักเรียนทุกระดับ ครูหนึ่งวิชาสั่งการบ้านทั้งเทอม นักเรียนต้องทำการบ้านทุกวิชา ยังไม่รวมงานกลุ่ม งานชิ้น ดังนั้นเราควรเคลียร์การบ้านให้เสร็จ ตั้งแต่ในห้องเรียนและใช้เวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นๆที่สนใจ คนเก่งไม่ได้มีแค่เก่งวิชาการ เราควรมองว่าเด็กทุกคนมีความเก่งอยู่ในตัว อยู่ที่ว่าเก่งด้านไหน และจะดันให้เด็กเก่งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งทางโรงเรียนต้องการเด็กแบบนี้ ได้ส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบ และ เก่ง ดี มีสุข ที่แท้จริงตาม พระราชบัญญัติการศึกษาไทย” ผอ.เขษมชาติ ระบุ

ผอ.เขษมชาติ ระบุอีกว่า ส่วนการค้นหาความสามารถของนักเรียน จะมีขึ้นตั้งแต่การสอบเข้า โรงเรียนจะมีแบบทดสอบความถนัดเพื่อทดสอบความสามารถแฝง เช่น เรียนวิทย์คณิตแต่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะส่งเสริมเพิ่มเติม นอกจากนี้คุณครูทุกท่านต้องปรับตัวจากการสอนแบบเดิมมาเป็น “โค้ช” เพื่อแนะนำวิธีการศึกษาให้นักเรียนหาข้อมูลด้วยตนเองมากขึ้น และกลับมาทำแบบฝึกหัดไปพร้อมกับการอธิบาย วิธีนี้นักเรียนจะไม่มีการบ้านและได้เรียนรู้จากการทำแบบฝึกหัดไปในตัว การดูแลนักเรียนรายบุคคลก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องรู้จักชื่อนักเรียน ประวัติ รวมถึงความสามารถพิเศษด้วย

ผอ.เขษมชาติ  อธิบายเพิ่มเติมว่า ด้านการวัดผลการเรียนของนักเรียน จะเป็นการสอบ และวัดผลโดยใช้วิธีประเมินตามสภาพจริง สามารถให้โอกาสนักเรียนสอบใหม่หรือค้นคว้าทำงานที่เกี่ยวข้องมาส่ง เพราะเชื่อว่านักเรียนทุกคนมีความแตกต่าง เขาอาจตอบไม่เก่ง แต่สามารถนำเสนอความรู้ความเข้าใจด้วยวิธีอื่นได้

“ปัจจุบันปีการศึกษา2562 เรามีเด็กชั้นม.1-ม.6 จำนวน 233 คน จากในอดีตร.ร.วัดบวรนิเวศเป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ มีนักเรียน 5,000-6,000 คน ต้องเปิดการเรียนการสอนถึงสองรอบ แต่สภาพปัจจุบันคนเกิดน้อยลง ทั่วประเทศมีเพียง 800,000 คน การเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและจำนวนนักเรียนที่น้อยลงด้วย” ผอ.เขษมชาติ กล่าว

การจะไต่ฝันก้าวสู่โรงเรียนปลอดการบ้านนั้น ผอ.เขษมชาติ แจกแจงว่า ช่วงระยะเวลาเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 ต้องเทรนคุณครู เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ แต่คุณครูทุกคนเห็นด้วย  พร้อมให้ความร่วมมือ ส่วนเด็กๆนักเรียน ยิ่งชอบใจใหญ่ รวมถึงผู้ปกครองด้วย ดังนั้นเปิดภาคเรียนใหม่ปีการศึกษา2563 ตั้งแต่วันที่  16 พ.ค.2563 นี้ ร.ร.วัดบวรนิเวศ นักเรียนปลอดการบ้าน แน่นอน

จับตาโรงเรียนปลอดการบ้าน ปี2563 ทุกอย่างต้องจบภายในห้องเรียน อย่าง “ร.ร.วัดบวรนิเวศ” โรงเรียนชายล้วนหกแผ่นดิน โรงเรียนใต้ร่มธรรมยุต บ่มเพาะมนุษย์ด้วยคุณธรรม จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่?? แต่นับเป็นก้าวย่างของการปฏิรูปการศึกษาที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ท่ามกลาง “ความเห็นต่าง”  และ “ความไม่กล้า” ของผูู้อำนวยการโรงเรียนอีกหลายหมื่นแห่ง

 เรื่องโดย กมลทิพย์ ใบเงิน 

           ขอบคุณภาพจาก เพจโรงเรียนวัดบวรนิเวศ 

เรื่องลับๆ “ทักษิณ” กับที่ดินอัลไพน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417464?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องลับๆ “ทักษิณ” กับที่ดินอัลไพน์

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:10 น.
กระดานความคิด,ทักษิณ ชินวัตร,อับไพน์
เปิดอ่าน 5,678 ครั้ง

เรื่องลับๆ “ทักษิณ” กับที่ดินอัลไพน์ คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… บางนา บางปะกง

เป็นข่าวไปแล้วกรณี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เมื่อศาลฎีกาไม่ให้ยื่นฎีกา จึงรับโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เนื่องจากสมัยที่เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

รายละเอียดของคดีอัลไพน์คงจะไม่นำมาเล่าซ้ำ แต่อยากนำเสนอ “เรื่องเล่า” จากวงในมาเผยแพร่อีก เผื่อหลายคนลืม และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบมาก่อน

สรุปสั้นๆ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคที่ดินจำนวน 924 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ให้วัดธรรมิการามวรวิหาร ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2533 ที่ดินซึ่งเป็นธรณีสงฆ์ถูกขายและโอนให้บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์กอล์ฟแอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด ในราคา 130 ล้านบาท

ทักษิณ ในสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อปี 2542

สองบริษัทดังกล่าวขณะนั้นมีผู้ถือหุ้นคือ เสนาะ เทียนทอง, วิทยา เทียนทอง และอุไรวรรณ เทียนทอง มีนักการเมืองชื่อดังอีกหลายคนรวมถึง “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล

ปี 2549 สำนักพิมพ์มติชน ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อ “ฉะแฉ ฉาว นักการเมืองไทย” โดยทีมข่าวการเมืองมติชน ซึ่งเป็น “ปากคำ” ของนักการเมืองและอดีตนายทหาร-ตำรวจ ที่ได้บอกเล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของสถานการณ์การเมืองในอดีต

   “เฮียเพ้ง” เปิดใจครั้งแรกเกี่ยวกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดย “เฮียเพ้ง” เป็นตัวเชื่อมประสานกับ “ทักษิณ ชินวัตร” จนเกิดการซื้อขายสนามกอล์ฟ และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต

ปี 2539-2540 เกิดวิกฤติฟองสบู่แตก เศรษฐกิจไทยอาการโคม่า กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ล้มระเนนระนาด และสนามกอล์ฟอัลไพน์ก็หนีไม่พ้น เสนาะ เทียนทอง จึงตะเกียกตะกายหาทางขายสนามกอล์ฟ

“ตอนนั้นผมถือหุ้นอยู่ในสนามกอล์ฟแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ แต่มีชื่อผมค้ำประกันธนาคารในการนำเงินมาลงทุนสนามกอล์ฟแห่งนี้อยู่ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ตอนนั้นที่คิดจะขายเพราะมีหนี้มหาศาล ที่สำคัญไม่มีใครกล้ามาบริหาร ถ้านายกฯ (ทักษิณ ชินวัตร) ไม่มาซื้อ คงเป็นหนี้หัวโต ตอนนั้นผมก็ไม่เอาแล้ว เมื่อท่านมีน้ำใจมาซื้อ ผมก็ตัดสินใจไปช่วยท่านตั้งพรรคการเมือง”

เหตุที่ ทักษิณ ชินวัตร มาชวน “เฮียเพ้ง” นั้น เพราะทราบดีว่า “เฮียเพ้ง” เคยร่วมกับ อุทัย พิมพ์ใจชน ก่อร่างสร้างพรรคก้าวหน้า พรรคเอกภาพ และพรรคความหวังใหม่ มีประสบการณ์การเมือง และรู้จักอดีต ส.ส.สายอีสานจำนวนหนึ่ง

“จากที่ได้พูดกันหลายเรื่อง ทั้งบ้านเมือง ธุรกิจและกีฬา ก็ทราบว่าท่านอยากมีสนามกอล์ฟเป็นของตัวเอง ผมจึงเอ่ยปากกับท่านว่าสนใจซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์หรือไม่ เพราะขณะนั้นสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นสนามที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย”

สมัยนั้นทักษิณยังไม่ตั้งพรรคไทยรักไทย มีเวลาไปตีกอล์ฟที่สนามอัลไพน์อยู่บ่อยๆ แต่ไม่สนใจเรื่องซื้อขาย “เฮียเพ้ง” เจอหน้าคราใดก็แนะนำให้ไปดูที่ดินและสนามกอล์ฟอย่างเป็นจริงเป็นจัง “ท่านถามราคาผม เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจมันตก ทำให้ราคาที่ดินและทุกอย่างตกหมด ผมก็บอกไปว่าตกไร่ละ 9 ล้านกว่าบาท 400 ไร่ก็ประมาณ 500 ล้านบาท ถือว่าถูก”

ปลายปี 2542 จึงเริ่มมีการตกลงซื้อขาย โดยเฮียเพ้งยืนยันว่ามีการเจรจาและจบลงที่การทำธุรกรรมนั้น เป็นเรื่องของเขาคนเดียวล้วนๆ เสนาะ เทียนทอง ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออะไร หลังจากซื้อขายสนามกอล์ฟเรียบร้อย ทักษิณจึงชวนเฮียเพ้งไปตั้งพรรคไทยรักไทย

“ผมคิดนะ…คิดอยู่นาน และย้อนกลับไปวันที่ท่านช่วยซื้อสนามกอล์ฟปลดหนี้ปลดสิน จึงคิดว่าควรจะตอบแทนน้ำใจท่านบ้าง”

เมื่อเฮียเพ้งตัดสินใจแล้วก็ไปบอก เสนาะ เทียนทอง ซึ่งตอนนั้นกลุ่มวังน้ำเย็นยังอยู่กับพรรคความหวังใหม่ แต่มีปัญหาความขัดแย้งกันสูง ระหว่างกลุ่ม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กับกลุ่มเสนาะ แต่เฮียเพ้งก็ไม่ได้คาดหวังว่าเสนาะจะตามไปพรรคไทยรักไทยด้วย

ต้นปี 2543 เฮียเพ้งไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นไม่นาน เสนาะก็พาอดีต ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็นเข้ามาอยู่พรรคการเมืองของทักษิณ

นี่เป็นเกร็ดเรื่องเล่า “บุญคุณต้องทดแทน” ของเฮียเพ้งกับทักษิณ ส่วนเรื่องกรรมใดใครก่อ ย่อมได้รับผลกรรมนั้น ก็ตัวใครตัวมันในยามนี้

ปอกเปลือก ‘เสธ.โหน่ง’ จาก ‘แตงโม’ เป็น ‘ส้ม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปอกเปลือก ‘เสธ.โหน่ง’ จาก ‘แตงโม’ เป็น ‘ส้ม’

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:28 น.
พงศกร รอดชมภู,พรรคอนาคตใหม่,บ้านพักทหาร,ทหารเกษียณราชการ,เสธโหน่ง,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 1,947 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 18 ก.พ.63

****************************

เป็นรายการโป๊ะแตกในพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ พล.ท.พงศกร รอดชมภู” ส.ส.บัญชีรายชื่อ เปิดใจผ่านรายการวิเคราะห์การเมืองทางช่องยูทูบว่า เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังอยู่ในบ้านพักภายในศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย

พลันที่มีข่าว “ทหารส้ม” อยู่บ้านพักหลวง ก็มีปฏิกิริยาจากทั้งในพรรคและนอกพรรค พล.ท.พงศกร จึงต้องแถลงด่วนจะคืนบ้านพักภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 และขอลาออกจากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่

จริงๆ แล้ว เสธ.โหน่ง” พล.ท.พงศกร ได้คลุกคลีอยู่กับผู้คนในฟากฝ่ายประชาธิปไตยมาแต่ปี 2550 สมัยที่ยังนั่งตบยุงอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพไทย

เริ่มต้นที่ “เสธ.แมว”

พล.ท.พงศกร รอดชมภู นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ. ก้าวสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะสาย “ชินวัตร” ไม่วางใจ “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” จึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาทำงานด้านความมั่นคง

ก่อนหน้าจะตั้ง “เสธ.โหน่ง” ทางศูนย์อำนาจชินวัตร ได้โยก “พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อเปิดทางให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

เสธ.โหน่ง และ เสธ.แมว ในวันที่สวมเสื้อพรรคการเมือง

“เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร เป็นลูกชายของ พล.ท.กอบกุล พัฒนถาบุตร ซึ่งเป็นเพื่อนกับ เลิศ ชินวัตร บิดาอดีตนายกฯ ทักษิณ และตัวเขายังเป็นหลานของปรีดา พัฒนถาบุตร เจ้านายเก่าของทักษิณ

ยิ่งลักษณ์จึงต้องเลือก “คนที่ไว้ใจ” มาดูแลงานความมั่นคง พร้อมกันนั้น ยังดึง “เสธ.โหน่ง” มาเป็นรองเลขาธิการ สมช.

เสธ.โหน่ง” ก็ตามมา

ในสายตากลุ่มปัญญาชนฝ่ายไม่เอา “อำมาตยาธิปไตย” จะชื่นชอบ “เสธ.โหน่ง” ว่า เป็นทหารแตกแถว หรือนายทหารสายประชาธิปไตย เพราะแสดงจุดยืนไม่เอารัฐประหารมาแต่สมัย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ทำรัฐประหาร ปี 2549

เมื่อ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รวบรวมพรรคพวกตั้งเครือข่ายสันติประชาธรรม ต้านกลุ่มพันธมิตรฯ และคัดค้านการสร้างเงื่อนไขรัฐประหารปี 2551 เสธ.โหน่ง ก็ไปร่วมลงชื่อคัดค้านการทำรัฐประหารร่วมกับกลุ่มนักวิชาการสายจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม และ ‘เสธ.แมว’

เมื่อ “เสธ.แมว” จับคู่ “เสธ.โหน่ง” คุมงาน สมช. ทำให้ “แกนนำคนเสื้อแดง” บางกลุ่มกลายเป็นแขกวีไอพีของ สมช. โดยเฉพาะช่วงม็อบ กปปส. เสธ.แมวได้เป็นมือทำงานของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงสมัยโน้น

หลังรัฐประหาร 2557 แกนนำแดงฮาร์ดคอร์บางคนที่หนีไปอยู่เมืองลาว ยังเล่าเรื่องลับๆ ใน สมช.ผ่านทางช่องยูทูบ เผยให้เห็นความจริงที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อน

ศัพท์การเมืองยุคเหลือง-แดง จะเรียกทหารฝ่ายชินวัตรว่า “ทหารแตงโม” ทั้งเสธ.แมว และ เสธ.โหน่งก็อยู่ในเฉดสีนี้

ทหาร“ส้ม”

ดังที่ทราบ “เสธ.โหน่ง” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตย และคนเสื้อแดง สมัยรัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ย้ายจากรองเลขาธิการ สมช. ไปเข้ากรุสำนักนายกฯ จนเกษียณอายุราชการปี 2559

ระหว่างนั้น เสธ.โหน่ง ได้เขียนบทความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และรับเชิญไปออกรายการทอล์กการเมืองทางช่องจอแดง วิพากษ์วิจารณ์ คสช.อย่างเผ็ดร้อน

นายทหารสีส้ม

เมื่อ รังสิมันต์ โรม และจ่านิว ตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จัดการชุมนุมย่อยหลายครั้ง เสธ.โหน่งได้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวต้าน คสช.ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

พลันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล คิดการใหญ่ตั้งพรรคอนาคตใหม่ “อาจารย์ป๊อก” จึงต่อสายโทรศัพท์ไปถึง พล.ท.พงศกร บอกเล่าการตั้งพรรคการเมือง และอธิบายแนวทางพรรค เสธ.โหน่งก็ไม่เสียเวลาคิด ตอบรับคำเชิญอาจารย์ป๊อกทันที

สมัยหาเสียงปฏิรูปกองทัพ

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่จึงนำ พล.ท.พงศกร มาเป็นจุดขายในภาพ “ทหารประชาธิปไตย” และตัวหลักในการอธิบายนโยบายปฏิรูปกองทัพ

สุดท้ายนายทหารประชาธิปไตย ก็โป๊ะแตก เพราะเกษียณมา ปีมาแล้วยังอยู่บ้านหลวง

ไฟทำลายล้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟทำลายล้าง

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:29 น.
ไฟป่า,ภูกระดึง,สิ่งแวดล้อม,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

ไฟทำลายล้าง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563

แม้ในเบื้องต้นจะมีคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่่ระดับสูงของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ว่าสามารถดับไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อุทยาน ลูกหาบ เจ้าของร้านค้า และนักท่องเที่ยวกว่า 100 ชีวิต แต่หายนภัยครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เสียหายกว่า 3,400 ไร่นั้น จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาฝุ่นควันพิษในภาคเหนือให้ยิ่งรุนแรงขึ้นอีก ซ้ำร้ายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามาจากการเผาเพื่อหาของป่าของประชาชนด้านล่างจนลุกลามขึ้นมาบนภูกระดึง เรื่องนี้จึงสนับสนุนสมมุติฐานที่ว่าปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือส่วนใหญ่แล้วมาจากการเผาของเกษตรกรและชาวบ้าน

กล่าวสำหรับสภาพแวดล้อม ปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย ป่าอเมซอนในอเมริกาใต้ ล้วนแต่รุนแรงและล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นมรดกของมวลมนุษยชาติอย่างใหญ่หลวง ทั้งก่อมลพิษทางอากาศและซ้ำเติมภาวะเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุโลกร้อน อันนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีกมากมาย อย่างเช่น การระบาดของโรคร้ายต่างๆ หรือแม้แต่โรคอุบัติใหม่ ทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่าพันคน และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อไร ในขณะที่ความพยายามเอาชนะด้วยวัคซีนยังไม่ประสบผลสำเร็จ สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่่เลวร้ายลงในหลายประเทศทั่วโลกขณะนี้บ่งชี้ว่าจะต้องเร่งลงมือแก้ไขกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยภาคกสิกรรมตกเป็นจำเลยผู้ทำลายสภาพแวดล้อมในสองกรณีคือ พื้นที่การทำนาข้าวเป็นบ่อเกิดของการสร้างก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอับดับสองรองจากภาคพลังงาน อีกกรณีหนึ่งคือการเผาในที่โล่งแจ้งในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนของปีถัดมา ซึ่งเป็นการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในช่วงหน้าฝนที่จะมาถึงใน 1-2 เดือนข้างหน้า ส่วนในภาคกลาง ปัญหาการเผารุนแรงมาจากการทำไร่อ้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัด แต่ในขณะเดียวกันที่ผ่านมาหลายรัฐบาล นับเนื่องตั้งแต่เกิดปัญหาฝุ่นควันรุนแรงในภาคเหนือตั้งแต่ปี 2550-2553 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาการเผาในที่โล่งของภาคการเกษตรได้ ขณะเดียวกันก็มีปัญหาใหม่เข้ามาซ้ำเติมคือการเผาป่า หรือแม้แต่ไฟป่าที่เกิดโดยธรรมชาติที่อาจจะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นได้

การเผาป่า การเผาเพื่อการเกษตร และการเผาอื่นๆ ที่เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมและสร้างภาวะเรือนกระจก เป็นปัญหาใหญ่ทั้งในระดับชาติและระดับโลก อันมีความจำเป็นต้องเร่งบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่า และการเผาในที่โล่งอย่างได้ผล กรณีไฟป่าภูกระดึงนั้น เปรียบเสมือนเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงขึ้น ปลุกจิตสำนึกของทุกฝ่ายให้หันมาเอาใจใส่ต่อสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ปัญหามลพิษ และตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะมีโรคอุบัติใหม่ในวันข้างหน้าขึ้นได้อีก ล้วนมาจากการทำลายล้างสภาพแวดล้อมแบบไม่ยั้งคิดทั้งสิ้น จนถึงขณะนี้แม้จะค่อนข้างสายไปสักหน่อย แต่ก็ยังไม่ถือว่าช้าเกินไปที่จะร่วมกันแก้ไขปกป้องก่อนที่ธรรมชาติจะลงโทษเรารุนแรงกว่าที่กำลังประสบกันอยู่

เปิด..บันทึก ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417341?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด..บันทึก ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:15 น.
สนามบินอู่ตะเภา,ไวรัสโคโรน่า,เปิดบันทึกหมอ,ไม่ลับ,แอร์เอเซีย,รับคนไทยกลับบ้าน
เปิดอ่าน 3,613 ครั้ง

เปิดบันทึก..ไม่(ลับ) ภารกิจอู่ฮั่นฉบับ Uncut กับ ฉากที่คนไทยไม่รู้ #รวบรวมเหล่าผู้กล้า

ด้วยความวิตกกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ระบาดหนักในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ จนกระทั่งทางการจีนประกาศปิดเมือง จึงเริ่มเกิดความกังวลต่อพลเมืองของตนเองที่ยังติดค้างในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคอุบัติใหม่ หลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบินไปรับพลเมืองของประเทศตัวเองกลับสู่มาตุภูมิ

อ่านข่าว :  ญี่ปุ่นเตือนโควิด-19 แพร่ระยะใหม่ แนะเลี่ยงฝูงชน-รถไฟแน่น

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหลายๆ สื่อรวมทั้งนักวิชาการต่างๆ ที่กังวลกับการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ แต่ที่สุดแล้วสถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้ต้องตัดสินใจโดยเร็วที่สุด และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจ “บินไปรับคนไทยบ้าน” ที่จะต้องไปรับคนไทยกลับมาสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด เกิดเป็นทีมเฉพาะกิจที่มาจาก 3 กระทรวง 7 หน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชน รวบรวมทีมเวิร์คที่ดีที่สุดในเวลานั้นขึ้นมา ความยากของภารกิจนี้อยู่ที่เงื่อนไขของเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ รู้เพียงว่าต้องเร็วที่สุด เนี้ยบที่สุด และปลอดภัยที่สุด ทั้งทีมที่จะไปรับ และคนไทยที่จะกลับมาพร้อมกับเรา เราเริ่มคุยและวางแผนร่วมกันแม้จะยังไม่รู้กำหนดการเดินทาง

“สรุป เดินทางวันไหนพี่”

“เร็วสุด ไม่คืนนี้ ก็พรุ่งนี้เช้า ช้าสุดไม่เกินวันที่ 4”

เราจำเป็นต้องทำแผนให้ยืดหยุ่นมากที่สุด กระชับที่สุด และจะต้องพร้อมอย่างเต็มที่หากจะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้น ทีมต้องแม่นยำ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ

โจทย์ที่ได้รับมาดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายๆอย่าง ทั้งการปิดเมือง ระงับการเดินทางสาธารณะทั้งหมด รวมไปถึงปิดน่านฟ้าเมืองอู่ฮั่นอีกด้วย ทำให้เราต้องตัดตัวเลือกออกที่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องบินทหาร C130 ซึ่งติดปัญหาเรื่องที่นั่งเพราะไม่มีผนังกั้นห้องสำหรับแยกผู้ป่วย และยังใช้เวลาในการบินนานถึง 5 ชม. รวมทั้งเครื่องบินพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ สายการบินไทย และไทยสมายล์ ที่ไม่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเงื่อนไขนี้ทางการจีนได้ร้องขอให้เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่นอยู่แล้ว เพราะนักบินจะคุ้นชินกับสนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างดี และความคล่องตัวในหลายๆอย่าง ในที่สุดสายการบินแอร์เอเชียจึงเป็นทางเลือกเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อทางสายการบินแอร์เอเชียเองก็ยินดีที่จะลงเรือลำเดียวกันในภารกิจนี้

29 ม.ค. 2563 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ยังบ้านของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าของเสียงคือคุณหมอนักประสานสิบทิศ ผู้ที่ได้รับฉายา “จูล่ง แห่งกรมควบคุมโรค” หนึ่งในคณะทำงานที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมดในภารกิจชาติในครั้งนี้

“คุณคิดยังไงถ้ารัฐบาลจะไปรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น?”

“รับทราบครับ แล้วตอนนี้เรามีอะไรในมือบ้าง?”

คุณหมอหนุ่มถามกลับไปด้วยความมั่นใจว่าสิ่งที่ได้รับมอบหมายคงหนีไม่พ้น ช่วยวางแผนและกำหนดยุทธวิธีในภารกิจนี้

“เท่าที่รู้คือ มีคุณนี่แหละที่ต้องไปกับเครื่องบินลำนี้”

สีหน้าของคุณหมอหนุ่มดูตื่นเต้น เมื่อสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้กลับไม่เป็นตามนั้น แต่กลับได้รับมอบหมายให้เป็นผู้วางแผนและทำภารกิจที่สำคัญนี้แทน

“งั้นผมไปขอ Visa ก่อนนะ”

Visaที่บอกไม่ใช่อะไร แต่คือการขอความเห็นชอบจากภรรยา เพื่อไปทำภารกิจครั้งนี้ และแน่นอนที่สุด หลังจากที่เขาได้เอ่ยปากกับหญิงสาวผู้มีอิทธิพลในชีวิตมากที่สุดเขาก็ได้รับข่าวดีว่า “ Visa ผ่าน”

ในที่สุดการรวมทีมจึงเกิดขึ้นซึ่งเหล่าผู้กล้าทุกคนที่ได้รับมอบหมายภารกิจนี้ต่างไปรวมตัวกันที่ #สถาบันบำราศนราดูร เพื่อหารือและทดสอบการใส่ PPE-Full Cover โดยมีทีม ICN (Infection Control Nurse) ระดับตำนานเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

ที่นั่นคุณหมอหนุ่มได้พบกับสหายร่วมรบที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอีก 5 คน หลังจากที่เคยร่วมผจญภารกิจเพื่อเยียวยาภัยพิบัติร่วมกันในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกคนทักทายกันอย่างสนิทสนมด้วยบรรยากาศเดิมๆ เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติและซักซ้อมกันถึงการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ซึ่งเมื่อตัวท็อปของวงการการแพทย์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ ได้รวมตัวกันเป็น “อเวนเจอร์ทีม” แล้ว ความมั่นใจที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จจึงมีมากขึ้น เพราะเหล่าผู้กล้าทีมนี้ ไม่พูดเยอะ แค่มองตาก็รู้กันว่าต้องทำอะไร

หนึ่งในการทดสอบเพื่อเตรียมความพร้อมในภารกิจครั้งนี้คือ ต้องให้แน่ใจว่าทุกคนในทีม จะสามารถใส่ PPE – Full Cover ชุดอวกาศพร้อมทั้ง N95 และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องทดสอบด้วยว่า ถ้าสวมและออกแรงได้ด้วย เรายังจะปกติกันอยู่ไหม จึงต้องทดสอบเดินขึ้นลงบันได 6 ชั้น แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ทีมแพทย์เท่านั้นที่ต้องใส่ชุดอวกาศ แต่ทั้งกัปตัน ลูกเรือ และเจ้าหน้าที่กงสุลที่ไปร่วมปฏิบัติการทุกคนก็ต้องใส่ชุดเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องใส่ตลอดเวลาตั้งแต่บนเครื่องจนกระทั่งส่งกลุ่มคนไทยกลับบ้านเข้าที่พัก

“โอเค เราสามารถทำงานในชุดนักบินอวกาศนี้ได้ เป็นอันว่า เราปฏิบัติภารกิจนี้ได้สบายแล้ว”

#ทำไมถึงต้องบ้านพักรับรองของทหารเรือ

บ่ายวันต่อมา ทีมภารกิจได้รับคำสั่งให้เข้าประชุมด่วนเพื่อวางแผนเตรียมการปฏิบัติการ การเคลื่อนย้ายทางอากาศ และแนวทางการปฏิบัติการภาคพื้นดิน อีกครั้งซึ่งจำเป็นจะต้องได้ข้อสรุปเรื่องสถานที่พักให้กลุ่มคนไทยที่รับกลับมาจากอู่ฮั่น โจทย์คือ ต้องปลอดภัย และต้องสร้างความมั่นใจอย่างสูงสุด คนไทยกลับบ้าน กลุ่มนี้ พวกเค้าอาจติดเชื้อโรคหรือไม่ติดเชื้อ แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยกลุ่มนี้อาจสร้างความกังวลให้กับชุมชนรอบข้างที่พัก เหมือนเช่น ข่าวการชุมชุมประท้วงและเหตุรุนแรงในหลายประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ และที่สำคัญการเลือกพี่พักของคนไทยกลับบ้าน จะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกท่าอากาศยานที่เครื่อง A320 จะลงจอด ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเราเองยังไม่รู้กำหนดการเดินทางที่แน่นอนเลย…

“ถ้าลงที่ดอนเมือง เราจะให้เค้าไปพักที่ไหน”

หนึ่งในคณะทำงานตั้งคำถามขึ้นกลางที่ประชุม

“โรงพยาบาลทุ่งสีกันดีไหม”

“แต่มันอยู่กลางชุมชนเกินไป ไม่น่าจะเหมาะนะครับ”

ความเห็นนี้ทำเอาทุกคนต้องกลับมาหารือกันใหม่

“งั้นไปโรงพยาบาลสระบุรีแล้วกัน”

“นั่นก็หมายความว่าเราต้องให้ทุกคนนั่งรถทางไกลไปต่อถึงสระบุรี คงไม่เซฟเท่าไหร่นะครับ”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับความเสี่ยงนี้ จนกระทั่งเราได้คำตอบสุดท้ายที่ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด

“งั้นไปที่อู่ตะเภาดีไหมครับ”

ในที่สุดที่พักของคนไทยจากอู่ฮั่นจึงจบที่บ้านพักรับรองของทหารเรือที่ อ.สัตหีบ สถานที่ที่พร้อมที่สุดที่หาได้ในตอนนี้ และแล้วจึงได้มีการประสานงานไปทางกองทัพเรือ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ขณะที่ทุกฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเตรียมความพร้อมตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คุณหมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมทีม ยังคงนั่งวางแผนการทำงานบนเครื่องบิน เขาออกแบบการปฏิบัติงาน 6-7 แบบ เผื่อไว้หากเกิดความผิดพลาดใดๆ จะสามารถปรับแผนในการทำงานได้ทันท่วงที

“ผมคงต้องเตรียมเครื่องมือขึ้นเครื่องไปให้พร้อม”

“คุณอยากได้อะไรบ้าง”

“ผมอยากได้ทุกอย่างเท่าที่รถพยาบาลคันหนึ่งจะมี อุปกรณ์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน เวชภัณฑ์โรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เผื่อสำหรับทีมกงสุล และ ทีมแอร์เอเชียด้วย”

คุณหมอคนเดิมใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาข้อมูล สนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างไร เครื่องบิน A-320 เป็นอย่างไร ระเบียบการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่ามีอะไรที่ต้องระวังบ้าง การควบคุมโรคในพื้นที่ปิด การดูแลภาวะฉุกเฉินทางกาย การดูแลภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิต และอีกสารพัด จนในที่สุดได้แผนปฏิบัติการ ที่พร้อมปรับได้ตลอดเวลา ทันทีที่มีข้อมูลใหม่ๆ พร้อมด้วยรายการอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ฉุกเฉิน มากพอที่จะทำการฟื้นคืนชีพขั้นสูงสุดได้ 2 เคส เวชภัณฑ์ตรวจรักษาโรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เพื่อใช้สำหรับทีมกงสุล และทีมแอร์เอเชียด้วย

“เอาล่ะ ผมได้รถพยาบาลบนเครื่องบินแล้ว 1 คัน เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”

เขาพึมพำขึ้นด้วยความพอใจ กับรายการที่เรียบเรียงมา ด้วยความเหนื่อยล้ากับอีกวันที่เวลางวดเข้ามาทุกที

รุ่งขึ้น ทีมภารกิจมีการประชุมด่วนเป็นครั้งที่ 2 “นี่น่าจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เราจะสรุปทุกขั้นตอนกันใน

วันนี้ เราได้รับสัญญาณไฟเขียวมาจากทางจีนแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะออกเดินทางวันที่ 4 กุมภานี้”

ผู้บริหารระดับสูงผู้เป็นประธานในที่ประชุมเอ่ยขึ้น ขณะที่ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับภารกิจที่กำลังจะเริ่มขึ้น หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยความเครียด และอยู่ภายใต้ความกดดันของเวลาที่กระชั้นขึ้นมาทุกที เรารู้เพียงแค่ว่า เราจะต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่แสนยาวนานสำหรับการประชุมซักซ้อมเตรียมปฏิบัติงานตามแผนที่ทุกฝ่ายได้วางไว้ ซึ่งเราได้มือประสานงานขั้นเทพ จากกรมการกงสุล 2 ท่าน มาร่วมทีมซึ่งอยู่ร่วมภารกิจกับเราจนสุดทาง

ทีมงานทั้ง16 คน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนรวมทั้งนักบินและลูกเรือ ที่ร่วมทีมในภารกิจนี้ มีการสรุปขั้นตอนการปฏิบัติแบบละเอียดยิบ เป็นแผนที่ผสมกันอย่างลงตัวระหว่างแผนของสายการบิน และแผนทางการแพทย์ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการผิดพลาด ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง จนเครื่องลงจอดที่อู่ฮั่น การประสานงานกับท่าอากาศยาน เตรียมอุปกรณ์ตั้งจุดคัดกรอง การลงทะเบียนตรวจสอบรายชื่อผู้เดินทาง การคัดกรองและทำความสะอาด รับเลขเก้าอี้โดยสาร จนผู้โดยสารขึ้นมาบนเครื่อง

“โทรศัพท์ ไอแพด ไอโฟน ของผู้โดยสาร เอาไงดีพี่”

“เก็บรวมไว้ก่อน เพราะเราทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนเครื่องบินไม่ได้”

นี่เป็นข้อสรุปสั่งการจากหัวหน้าทีมแพทย์ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นมาดราม่าไม่คืนโทรศัพท์ ในเวลาต่อมา!!

ทีมแอร์เอเชียเริ่มซักซ้อมการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนตามที่ได้มีการวางแผนไว้ ซึ่งทุกคนในทีมต้องตั้งแถวตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่จะเริ่มทดสอบกระบวนการทั้งหมด พร้อมกับจับเวลาไปด้วย ซักซ้อมขั้นตอนการ Screen & Clean ทั้ง 6 ขั้นตอน ตั้งแต่ผู้โดยสารรับเลขที่เก้าอี้นั่ง จนเข้าสู่ Cabin แล้วนั่งรอ

เราจินตนาการไปจนถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาการรอและระหว่างการเดินทาง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาล่าสุดในขณะนั้น เรามีผู้เดินทางมากกว่า 150 คน และมีช่วงเวลาทำงานภาคพื้นเพียง 5 ชม.เท่านั้น ซึ่งเราซ้อมทุกขั้นตอนปฏิบัติงานอย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมจับเวลา คำนวณเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งก็พบว่าใช้เวลาเกือบ 6 ชม. เกินกว่าที่เราได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคพื้น

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปวัดใจกันหน้างาน” คุณหมอหนุ่มรำพึงขึ้นในใจเมื่อเห็นทุกอย่างดูจะลงตัวที่สุดจากความเป็นไปได้ในตอนนี้

หลังจากทดสอบขั้นตอนทุกอย่างจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ทุกคนจึงได้ไปรวมตัวกันที่สถาบันบำราศนราดูรอีกครั้ง เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยทางทีมสถาบันบำราศนราดูรได้เตรียมเครื่องป้องกัน PPE Level C – full cover ไว้ให้พวกเราทุกคน โดยจัดแยกเฉพาะบุคคลเอาไว้ ไม่อนุญาตให้สลับสับเปลี่ยนกัน นาทีนี้ รู้สึกเลยว่าทุกคนเหมือนเป็น “นักบินอวกาศ” ที่ได้รับหน้าที่ไปสำรวจดวงจันทร์เลยทีเดียว และแน่นอนกัปตันและลูกเรือก็ต้องมีการฝึกซ้อมการใส่ชุด ถอดชุด การหายใจและใช้ชีวิตอยู่ภายในหน้ากากและแว่นตา ด้วยมาตรฐานเดียวเช่นกัน ซึ่งฝึกซ้อมกันอยู่จนค่ำ ทุกคนต่างตื่นเต้นกับชุดทำงานใหม่ที่เก๋ไก๋กว่าเดิมชุดนี้ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับไปเพื่อเตรียมพร้อมกับภารกิจสำคัญในวันพรุ่งนี้

“เจอกันพรุ่งนี้ 05.00 น. ที่ดอนเมืองนะคะทุกคน”

ทุกคนต่างกลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น และต่างก็ข่มตาหลับได้ยาก เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ จะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หากได้ยากที่สุดเลยทีเดียว….

โปรดติดตามตอนต่อไป….

#โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019

#ไวรัสโคโรนา2019 #ไวรัสโคโรนา

#เชื้อไวรัสโคโรนา2019 #กรมควบคุมโรค

#COVID19 #ไวรัสโคโรนา19

อนค.ดิ้นพล่าน ลั่นฟ้องกกต.หากพรรคถูกยุบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417269?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนค.ดิ้นพล่าน ลั่นฟ้องกกต.หากพรรคถูกยุบ

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,กกต,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

อนค.ดิ้นพล่าน ลั่นฟ้องกกต.หากพรรคถูกยุบ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ จ.ปทุมธานี ตัวแทนสมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากทั่วประเทศ นัดหารือเพื่อลงความเห็นในการที่จะฟ้องร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​เป็นรายบุคคลในฐานะสมาชิก​ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมติของสมาชิกในที่ประชุมออกมาเป็นเอกฉันท์​ยืนยันที่จะฟ้อง กกต. หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

อ่านข่าว-เด็กพปชร.ไม่หวั่น ธนาธร คุมทีมอนค.ซักฟอก

คำแถลงการณ์ของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ระบุว่า พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกพรรค ที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพรรคนี้กันขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ และมีความเข้มแข็ง จนสามารถมีสมาชิกที่เป็นตัวแทนของพวกเราในสภาถึง 80 คน มีความวิตกกังวลต่อการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้มีการยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ โดยพิจารณาจากการที่ กกต. รับคำร้องจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ในคดีกู้ยืมเงินของพรรค ตามความผิดในมาตรา 66 ว่าเป็นการบริจาคเงินเกิน 10 ล้านบาท และ อนุกรรมการสืบสวนได้ยกคำร้อง แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตั้งกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง แล้วตั้งข้อหาใหม่ ให้มีความผิดตามมาตรา 62, 66 และ 72 ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค โดยไม่มีการเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจง และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เร่งรัดพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยโดยไม่เปิดให้มีการไต่สวนตามคำร้องของพรรคอนาคตใหม่

“พวกเราจึงมีความเห็นว่าการกระทำของกกต. เป็นการกระทำโดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และแม้ว่าพรรคจะได้ดำเนินการฟ้องร้องในฐานะที่เป็นนิติบุคคลแล้ว แต่พวกเราซึ่งสมาชิกรายบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของกกต. ก็สมควรที่จะดำเนินการฟ้องร้องต่อกกต.ในฐานะบุคคลเช่นเดียวกัน และหากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ในวันข้างหน้า กกต.ก็สมควรจะต้องรับผิดชอบต่อค่าสมาชิก และเงินบริจาคที่เรามอบให้พรรคในคดีแพ่งต่อไป”

 พยอม สมประสงค์​ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ปทุมธานี​ กล่าวว่า การที่มารวมตัวกันในวันนี้เกิดจากความพร้อมทางความคิดของแต่ละบุคคล พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมืองของประชาชน เริ่มต้นจากการที่เราจ่ายค่าสมาชิก 200 บาทต่อปี หรือ 2000 ตลอดชีพ พรรคก่อตั้งโดยสมาชิก ไม่ได้ก่อตั้งโดยนายทุน สมาชิกทั้งหมดร่วมกันเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน ซึ่งเรารู้สึกยอมไม่ได้เมื่อเห็นว่าคนเพียงไม่กี่คนที่จะตัดสินยื่นยุบพรรค เราจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์​ในฐานะสมาชิกที่เป็นเจ้าของพรรค ในการฟ้อง กกต. หากศาลรัฐธรรมนูญ​ตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่

“เมื่อเรารู้สึกยอมไม่ได้ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากทั่วประเทศได้มีการประสานผ่านศูนย์ประงานทั้ง 77 จังหวัด​ ในการเคลื่อนไหวเพื่อชี้ให้เห็นว่า เผด็จการไม่สามารถล้มล้างประชาธิปไตย​ได้ เมื่อประชาชนยืนหยัด 6 หมื่นกว่าคนที่เป็นสมาชิกและอีกกว่า 6 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่เข้าสภา จะไม่ยอมจำนนโดยเด็ดขาด หากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น” นางพยอม กล่าว

นางพยอม กล่าวต่อว่า ในฐานะสมาชิกพรรคเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของกกต. ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้พรรคในฐานะนิติบุคคล​ แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับสมาชิกพรรคในฐานะบุคคลธรรมดา​ ที่สูญเสียค่าใช้จ่ายจากค่าสมาชิก และสูญเสียเวลาอันประเมินค่าไม่ได้จากการทำงานให้พรรคในฐานะอาสาสมัคร ในที่ประชุมจึงมีมติพ้องต้องกันว่า จะให้สมาชิกพรรคอนาคตใหม่จากทั่วประเทศร่วมกันฟ้องร้องต่อกกต. เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ โดยมีคำฟ้องกลางที่สมาชิกสามารถ​ดาวน์โหลด​ นำไปพิมพ์​ชื่อในคำฟ้องด้วยตนเอง ทั้งนี้มีทนายอาสาสมัคร​ซึ่งเป็นสมาชิก​พรรค อาสาที่จะเป็นทนายให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์​หน้าเป็นต้นไป

นายพร้อมสิน บุญจันทร์ สมาชิกพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นเพราะเห็นได้ชัดเจนว่าการยื่นยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นการกลั่นแกล้ง​ทางการเมือง​อย่างชัดเจน หากมีการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นจริง แม้เราไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์​ศาลรัฐธรรมนูญ​ได้ แต่เรามีสิทธิ์​ที่จะปกป้องพรรคในฐานะ​ที่เป็นสมาชิก เพราะสมาชิกเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน เมื่อพรรคถูกเล่นงานด้วยกฎหมาย เราจึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายในการฟ้องร้องกกต.เช่นเดียวกัน เราคิดว่าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ตนในฐานะสมาชิกพรรคเป็นผู้เสียหายและกกต.จำเป็นต้องรับผิดชอบ

ศึกซักฟอก’จุดเปลี่ยน’ ที่ไม่เปลี่ยน ‘รัฐบาล’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกซักฟอก’จุดเปลี่ยน’ ที่ไม่เปลี่ยน ‘รัฐบาล’

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:30 น.
ศึกซักฟอกจุดเปลี่ยน,ที่ไม่เปลี่ยน,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,621 ครั้ง

การเลือกตัว รมต.ที่ถูกซักฟอกชัดเจนว่าเพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือและเซาะความศรัทธาต่อรัฐบาลและหากสังคมไม่ไว้วางใจ การวางหมากและเดินเกมของพรรคการเมืองคู่แข่งรัฐบาล ก็ไม่ยาก

ส่งท้ายการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) ด้วย ญัตติของพรรคฝ่ายค้าน นำโดย พรรคเพื่อไทย ที่ขอให้สภาฯ เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล จะเริ่มประเดิมศึกซักฟอก​ ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์​ ลากยาวไปถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 

และลงมติกันโดยเสียงของส.ส. ทั้งสภาฯ ว่าจะให้ความไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรี ที่ถูกขุดพฤติกรรม แฉกลางสภาฯ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันส่งท้ายสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง  พอดิบพอดี

ช่วงเวลา 4 วัน 3 คืน ที่สภาฯ ผ่านการหารือจากหลายฝ่าย ที่จัดให้​ แน่นอนว่า คำนึงถึง จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปราย ทั้ง 6 ชื่อ ได้แก่ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, 3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, 5. วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ 6. ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

      โดยรัฐมนตรี 3 ลำดับแรก เป็นผู้ที่มีสัญลักษณ์ ​”พรรคพลังประชารัฐ” ติดเป็นโลโก้ประจำตัว ขณะที่ 3 คนหลัง คือ รัฐมนตรีที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่ช่วงการยึดอำนาจ-รัฐประหาร ภายใต้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”  แม้จะสังกัดพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ถือเป็น คีย์แมนสนับสนุน คนสำคัญในทางการเมืองของพรรคแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก – รองฯวิษณุ”

     ตามบทบาทของ 3 แกนนำทางการเมือง กับ 2 ผู้สนับสนุน จึงไม่แปลกใจเท่าไร ที่ พรรคการเมืองคู่แข่ง” จะเลือกตัวบุคคล เพื่อหวังลดความน่าเชื่อถือ และเซาะความศรัทธาทางการเมือง เพราะหากทำให้สังคมเห็น คล้อยตามข้อมูลการอภิปราย และนำไปสู่ความ “ไม่ไว้วางใจจากสังคม” ขั้นตอนทางการเมืองต่อไป จึงวางหมากและเดินเกมไม่ยาก  

    และอาจหมายถึง การเจรจาดีลเปลี่ยนขั้ว กลืนเลือดเพื่อชาติ กับ “กลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล” ทั้ง พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคชาติพัฒนา, พรรคชาติไทย รวมถึงกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็ก

     แม้ “สมพงษ์​ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” จะปฏิเสธต่อความคิด”บิ๊กดีล”นั้น ว่าไม่ใช่เหตุผลที่ไม่ปรากฎรายชื่อ “รัฐมนตรีในสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล” ในศึกซักฟอกรอบแรกของฝ่ายค้าน แต่เป็นเพราะ ผลการพิจารณาเนื้อหาและข้อมูล ยังไม่หนักแน่นพอ เปิดศึกซักฟอก 

    แต่ในเชิงทางการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือ การสานสัมพันธ์อันดีไว้ สานต่อผลทางการเมืองระยะต่อไป

     กับข้อกล่าวหาของ 6 รัฐมนตรี ที่ “พลพรรคฝ่ายค้าน” จั่วหัวไว้ในเอกสารที่ยื่นประกอบญัตติ สาระสำคัญ คือ พฤติกรรมที่อันชวนสงสัย และเชื่อได้ว่า นำไปสู่ความไม่สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 

    สำหรับข้อกล่าวนั้น มีสาระที่จำแนกเป็นรายบุคคล ได้แก่ 

กรณีของ “รัฐมนตรี – ดอน” คือ พฤติกรรมที่เอื้อให้กับบริษัทข้ามชาติ ผ่านการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงซึ่งส่อว่าพาชาติไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ  

ซึ่งเคสนี้ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ฐานะหัวเรือใหญ่ของศึกซักฟอก” เคยบอกโจทย์แล้วว่า เป็นกรณีที่เกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติที่ทำธุรกิจบุหรี่ ต่อกรณีที่มีเรื่องฟ้องร้องต่อศาล และการให้สัมภาษณ์ กรณีที่ สหรัฐอเมริกา มีความขัดแย้งกับ อิหร่าน​ ในทำนองว่ารู้ล่วงหน้าจะมีการโจมตี ซึ่งมองว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้าน โดยใช่เหตุ

กรณี “รองนายกฯ – วิษณุ” ข้อกล่าวหาที่จะซักฟอก คือ ใช้ตำแหน่งแทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่กระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง เป็นเหตุให้เสียหายด้านการเงินของรัฐ รวมถึงตีความกฎหมายโดยไร้หลักการและความถูกต้อง เพื่อช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง รวมถึงชี้นำการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ 

      กรณี “รัฐมนตรี-ธรรมนัส” จั่วหัวที่ประเด็น การขาดคุณสมบัติที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงพบการบริหารที่บกพร่อง ผิดพลาด วางมาดเป็นผู้มีอิทธิพล ปกป้องพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ชาติ 

       กับรายละเอียดนั้นเดาได้ว่า จะเป็นกรณีที่เคยถูกศาลประเทศออสเตรเลียตัดสิน คดียาเสพติด ที่ประเด็นนี้ใช้กลไกของ “กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯ” ตรวจสอบข้อมูลไว้พร้อมซักฟอก รวมถึงกรณีที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อปกป้องและช่วยเหลือ คดีรุกป่าของ “ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ” ที่จ.ราชบุรี และกรณีที่มีอิทธิพลทางการเมือง ที่ถูกตีตราว่าเป็น “เจ้าของสวนกล้วย” เลี้ยงลิง ให้สนับสนุน “งานรัฐบาล” ในสภาหินอ่อน

       ขณะที่กรณีของ “บิ๊กป้อม – พล.อ.ประวิตร” , “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์” พฤติกรรมที่ตั้งเป็นประเด็น มีลักษณะคล้ายกัน คือ ทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์อันมิชอบให้กับตนเอง พวกพ้อง และมีพฤติกรรมละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  

      หากประเมิน ข้อกล่าวหาของ “บิ๊กป้อม” ที่มีข่าวสะพัดก่อนหน้านั้นว่า “มีดีล ไม่อยู่ในข่ายถูกซักฟอก” นั้นดูแสนจะเบาหวิวกว่าใคร

     เพราะในกรณีของ “บิ๊กป๊อก” ที่ข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกับ “พี่ใหญ่” แต่เมื่อดูให้ดีแล้ว มีพฤติกรรมที่เพิ่มเติม คือ กลั่นแกล้ง แทรกแซงข้าราชการประจำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงปล่อยให้เกิดกรณีทุจริตขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

      สำหรับกรณีของ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์”  ถือเป็น ไฮไลต์ใหญ่ ตามสาระของญัตติที่ฝ่ายค้านยื่น แบ่งเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ 1.ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะมีพฤติกรรมล้มล้างรัฐธรรมนูญ ฐานะกฎหมายสูงสุดที่ใช้ปกครองประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศที่ไม่เป็นไปตามวิถีและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 

      นัยของเรื่องนี้ เชื่อแน่ว่า หมายถึงพฤติกรรมสมัยที่ยึดอำนาจการปกครองจาก “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” เมื่อปี 2557 

      2.ใช้อำนาจการปกครองที่ได้มาโดยไม่ชอบ เพื่อละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง ซึ่งประเด็นนี้ เฉพาะเจาะจงต่อการออกคำสั่งในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งกรณี การจับกุม คุมขัง ฝ่ายการเมืองขั้วตรงข้ามต่อเนื่องตั้งแต่การเข้ายึดอำนาจ รวมถึงใช้ศาลทหารเข้าดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้เห็นต่างทางการเมือง 

      3.เป็นผู้นำที่มีพฤติกรรมกร่าง เถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง และชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม

     4.พฤติกรรมที่สืบทอดอำนาจ ผ่านกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

      5. ปล่อยให้มีการทุจริต ใช้อำนาจในตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง รวมถึงเข้าข้างคนชั่วโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ

      6.บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถ และทำงานผิดพลาด บกพร่องร้ายแรง

      7.ขาดคุณธรรม จริยธรรม แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ และองค์กรในกระบวนการยุติธรรม และใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ขัดหลักเสมอภาค รวมถึงไม่เคารพต่อรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่โดยไร้ความซื่อสัตย์ สุจริต และไม่มีความเสียสละ รวมถึงละเมิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

     8.มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ

      9.ใช้งบประมาณเพื่อมุ่งสร้างคะแนนเสียง ขาดวินัยการเงินการคลัง และพบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจระหว่างบริหารราชการ ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตร ค่าแรงขั้นต่ำ และล้มเหลวด้านการแก้ปัญหา เช่น อากาศเป็นพิษ ภัยแล้ง

     10. เป็นผู้นำที่มุ่งสร้างความขัดแย้ง

      11.หลอกลวงประชาชน ด้านการปฏิบัติตามนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียง   

      ที่ข้อกล่าวหามาก และ เยอะกว่า 5 รัฐมนตรี ที่เริ่มต้นทำงานมาพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2562 นั้น บางพฤติกรรม ส่อให้เห็นถึงนัยของความคับแค้นใจ จาก “ฝ่ายการเมืองที่ถูกกระทำโดยรัฐ” – “การถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง”- “การไม่ได้รับความเป็นธรรมในบางประเด็นที่เกี่ยวกับการเสียผลประโยชน์” 

        แน่นอนว่า ประเด็นของ “บิ๊กตู่” นั้น คือการย้อนความ – เรื่องอดีต พ่วงการบริหารราชการที่ต่อเนื่องในปัจจุบัน ฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดทั้ง ครม.ชุดปัจจุบัน และ ครม. ชุดก่อนหน้านั้น 

        สำหรับรายชื่อ ฝ่ายค้านที่จะอภิปรายนั้น ล่าสุดตัวเลขยังไม่แน่ชัดทั้งหมด แต่จากการเปิดเผย ผ่าน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” พอทราบว่า พรรคอนาคตใหม่จัดทัพอภิปรายไว้พร้อม ผ่าน 16 ขุนพล รวมเวลาอภิปราย 11 ชั่วโมง สำหรับสาระสำคัญ แน่นอนว่าพุ่งเป้าไปที่ “หัวหน้ารัฐบาล” 

         โดยประเด็น “ธนาธร” บอกกล่าว คือ ตั้งแต่หลังการทำรัฐประหาร 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยถูกตรวจสอบ และมีพฤติกรรมปกปิดความผิดต่อสาธารณะ ผ่านคำอ้างของการรักษาความสงบและคอรัปชั่น ดังนั้นโปรเจ็คของขุนพลพรรคอนาคตใหม่ คือ การกระชากหน้ากาก ผ่านการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ หยิบเนื้อหาที่ได้จากเอกสาร, หลักฐานแวดล้อม, กฎหมาย และความเสียหายที่เกิดขึ้น

       “เราต้องการย้ำให้ประชาชนเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ พาประเทศไทยไปผิดทาง  และข้อมูลการอภิปรายเชื่อว่าจะทำให้ประชาชน และสภาฯ เห็นถึงความล้มเหลว และเหตุผลที่ควรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกยื่นอภิปรายได้” ธนาธร ระบุ

   เมื่อโจทย์ซักฟอกของพรรคฝ่ายค้านถูกเฉลย และพอให้ “กุนซือรัฐบาล” คลำทางได้ จึงไม่แปลกใจที่ พลพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ “พลังประชารัฐ” และเครือข่ายเด็กบิ๊กป้อม จะตั้งทีม เพื่อรอจังหวะตอบโต้ ด้วยการ “ประท้วง” ในสภาฯ​ และ ตั้งทีมส่งข้อมูลให้ “รัฐมนตรี” แก้ต่างข้อกล่าวหา รวมถึงส่งข้อมูล เพื่อชี้แจง หวังใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลที่ผ่านมากับประชาชน

       ดังนั้นเกมซักฟอกในสภาฯ ที่เป็นกลไกควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และตรวจสอบการกระทำทุจริต และประพฤติมิชอบของรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารนั้นถูกต้อง โปร่งใส จึงเป็นมากกว่างานตรวจสอบธรรมดา เพราะแฝงไปด้วยเกมที่แต่ละฝ่ายจ้องเอาชนะกันทางการเมือง

      กับงานแรกของขุนพลของพรรคฝ่ายค้าน ที่มี พรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่ เป็นแกนนำ แม้จะเป็น “มือใหม่” แต่เชื่อแน่ว่าจะเตรียมความพร้อมอย่างดี เพื่อทำให้ภารกิจ  “ซักฟอกรัฐบาล” เกิดผลในการลดความเชื่อถือ-ศรัทธา มากที่สุด

       เพราะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า ต่อให้ลงมติเต็มจำนวนของฝ่ายค้านในสภาฯ ไม่มีทางที่จะลงมติขับ “รัฐมนตรี” พ้นจากตำแหน่งได้ เพราะเช็คเสียงเลือดแท้ ล่าสุดมีเพียง 229 เสียง ซึ่งไม่พอขับรัฐมนตรีให้พ้นไปได้ 

       เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ​มาตรา 151 ระบุต้องใช้เสียงไม่ไว้วางใจ เกินกึ่งหนึ่งของส.ส.ที่มีอยู่ในสภาฯ และตอนนี้มี ส.ส.ในสภาฯ ทั้งหมด 498 คน นั่นหมายถึง ต้องได้เสียงไม่ไว้วางใจ เกณฑ์ขั้นต่ำ 250 เสียง หรือมากกว่านั้น ขึ้นไป 

     และแม้ พรรคฝ่ายค้าน” จะหวังลึกๆ แบบไม่คาดหวังว่า “ส.ส.ร่วมรัฐบาล” จะหันหัวเปลี่ยนใจลงมติสนับสนุนญัตติของฝ่ายค้าน แต่เอาเข้าจริง ต่อให้ข้อมูลฝ่ายค้านดี ฟันเปรี้ยง ตรงประเด็นหรือมีหลักฐานชัดขนาดไหน อย่างมากสุด ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล แค่ “งดออกเสียง” หรือใช้สิทธิ “ไม่ลงคะแนน” ให้ 

      เพราะรู้ดีแก่ใจว่า สถานะของพรรคร่วมรัฐบาล คือ แต้มต่อที่จะสร้างบทบาท โกยคะแนน สร้างผลงานให้ประชาชนเห็นได้มากกว่า การเป็นฝ่ายค้าน ที่’อดอยาก-ปากแห้ง’

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “พปชร.” สู้ศึกรุมกินโต๊ะ ตั้งองครักษ์นอกสภาชนฝ่ายค้าน

บทเรียนในการทำสื่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417252?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนในการทำสื่อ

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:50 น.
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล,ฉาย บุนนาค,สื่อ,บทเรียนในการทำสื่อ
เปิดอ่าน 282 ครั้ง

บทเรียนในการทำสื่อ คอลัมน์ แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค

จากรายการ live สด “ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง” ของ “คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา…
หนึ่งในผู้ถูกพาดพิงจากการเล่าเรื่องครั้งนี้ของ “คุณสนธิ” คือ “ผม” จึงขอเล่าข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนร่วมกัน

“คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” หรือ “อาสนธิ” คือ เพื่อนรักของพ่อผม (คุณยุทธ ชินสุภัคกุล) ตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนประจำที่อัสสัมชัญ ศรีราชา… นอกจากนั้น “อาสนธิ” ยังเคยได้ร่วมงานกับแม่ของผมตั้งแต่สมัยทำงานที่ PSA (พร สิทธิอำนวย)…

ซึ่งที่ผ่านมาแม่ผมได้ชื่นชม “อาสนธิ” อยู่บ่อยครั้งถึงวิสัยทัศน์และทักษะด้านการโน้มน้าวจิตใจคนผ่านการพูดจา…

ผมได้พบกับ “อาสนธิ” ครั้งแรกที่ “บ้านพระอาทิตย์” หรือ ออฟฟิศของ ASTV ผู้จัดการ เมื่อต้นปี พศ. 2558 ด้วยการแนะนำของคุณยุทธ… หลังจากนั้นผมยังได้พบปะพูดคุย… แลกเปลี่ยนแนวคิดและรับการชี้แนะประสบการณ์จาก “อาสนธิ” อย่างสม่ำเสมอโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำสื่อและเรื่องการท่องยุทธจักรบู๊ลิ้ม…

แม้กระทั่งภายหลังช่วงที่ “อาสนธิ” ต้องโทษจำคุก ช่วงระหว่าง เดือน ก.ย.2559 ถึง เดือนก.ย.2562 … ผมก็ได้ไปเยี่ยมและพูดคุยเป็นครั้งคราวเสมอมา

จนล่าสุด… เมื่อ “อาสนธิ” ออกจากเรือนจำ… ผมก็ได้ไปเยี่ยมเยียนอีกครั้งด้วยความเคารพพร้อมคุณพ่อ…

          การที่ “อาสนธิ” ออกมาพูดพาดพิงถึงผมและองค์กร… จากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและคลาดเคลื่อนจึงเป็นสิ่งที่ผมต้องขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงเพื่อทราบ…
00ผมดำรงตำแหน่ง “ประธานกรรมการบริหาร”… ของ “เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป” และ “เนชั่นทีวี“… ดังนั้นตามสายงานปฏิบัติ… ผมมิได้มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวใดๆโดยตรงกับกองบรรณาธิการของแต่ละสื่อ… ผมมีหน้าที่เพียงกำหนดนโยบาย และควบคุมคุณภาพมาตรฐาน “อาหารทางความคิด” เพื่อสังคมส่วนรวม

00“คม ชัด ลึก” คือ สื่อสิ่งพิมพ์รวมถึงออนไลน์ใน “เครือเนชั่นกรุ๊ป” ซึ่งยึดถือหลักอุดมการณ์ร่วมกันในการทำหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ… ทะนุบำรุงศาสนา… และเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง

ด้วยแนวทางนี้… เราจึงมีหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริงทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด… เราไม่มีแนวคิดในการใช้สื่อเพื่อการรีดไถหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์เพื่อใครคนหนึ่งหรือเพื่อทำลายล้างคู่แข่ง…

00เกี่ยวกับเรื่องการพบปะพูดคุยกับ “ผบ.ตร. จักรทิพย์ ชัยจินดา” หรือ “พี่แป๊ะ”… ผมได้รับการร้องขอเพื่อชี้แจงข้อมูลจาก “พี่แป๊ะ” ผ่านการบอกกล่าวจากภรรยา “คุณวทันยา วงษ์โอภาสี” ซึ่งรู้จักกับ “พี่แป๊ะ” เดิมอยู่แล้ว… และเสมือนคนอื่นๆ หน้าที่ของผมคือการรับผิดชอบและเปิดโอกาสในการสื่อสาร…และประสานข้อมูลทุกด้านให้กองบรรณาธิการรับทราบเพื่อสื่อสารสาระประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป…

00ด้านสถานะการเงินขององค์กรในเครือเนชั่น… ผมขอเรียนว่าเราได้แก้ไขปัญหาหนี้สินกว่า 3.8 พันล้านจนเกือบหมด เหลือเพียงหนี้สินหมุนเวียนทั่วไป… ด้านผลประกอบการและความนิยมของช่องเนชั่น…เราไม่ได้ขาดทุนอย่างที่กล่าว… เรามีกำไรสุทธิกว่า 432 ล้านบาท และมีรายได้เติบโตขึ้นเกือบ 100%… อีกทั้งเราได้พัฒนาเรทติ้งกว่า 3 เท่า (จาก 65,000 ไปที่ 180,000 เฉลี่ยผู้ชมต่อนาที) ในระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาและได้ตอกย้ำความเป็นช่องข่าวอันดับ 1 ของประเทศ… ด้านผลตอบแทนต่อพนักงานล่าสุด เราได้จ่ายโบนัสประจำปีให้พนักงานที่ร่วมทุ่มเทแรงกายแรงใจกันมาทุกท่าน… ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ล่าสุดเราได้ร่วมกับมูลนิธิศรีธรรมราชา… ศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์… เจ้าคณะสงฆ์ภาคใต้… ในการร่วมระดมทุน สร้างตึกสงฆ์อาพาธที่จังหวัดนครศรีธรรมราช… จำนวนกว่า 90 เตียง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท และจะเป็นตึกสงฆ์อาพาธที่รองรับพระภิกษุได้มากที่สุดในภาคใต้

โดยส่วนตัว ผมมีความเคารพ “อาสนธิ” เสมอมาในฐานะเพื่อนรักของพ่อ และในฐานะผู้อาวุโสในแวดวงสื่อสารมวลชน

ผมยังจำได้ดีถึงวันที่ “อาสนธิ” อุ้มลูกผมทั้งสองของผมด้วยความเมตตา…

แม้ในอดีตผมเคยลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งอาจเคยหวือหวาไปบ้าง แต่ก็ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย… และปัจจุบันผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต เลิกเล่นหุ้นไปแล้วอย่างเด็ดขาด…

ในฐานะของผู้ด้อยประสบการณ์กว่า… การเรียนรู้ศึกษาประสบการณ์จากรุ่นพี่ในวงการสื่อ… ทั้งดีและร้ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในพัฒนาให้องค์กรได้เรียนทางลัดและได้สร้างสรรค์คุณธรรมสูงสุดเพื่อส่วนรวม

ด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ จากการที่ “อาสนธิ” พูดเรื่องการรบ… การต่อสู้… ผมขอเรียนว่าองค์กรเรามีหน้าที่รบกับศัตรูของประเทศชาติบ้านเมืองเพียงเท่านั้น… และจะไม่มีคำว่าสงครามสื่อ

 ด้วยจิตคารวะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค