เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:39 น.
พอนพณัฐ ไกรโรจนานันท์,terminal 21
เปิดอ่าน 91 ครั้ง

เอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิง คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

เหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา ที่มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 57 ราย นับเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสะเทือนใจและสะเทือนขวัญในประเทศไทยแก่ประชาชนคนไทยครั้งใหญ่ในรอบปี

จากเหตุการณ์ดังกล่าว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดงานเสวนาว่าด้วยการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์กราดยิง (Escape and Survive in Mass Shooting) เพื่อถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด การคุมสติรับมือเมื่อเหตุการณ์คับขัน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

พ.อ.นพ.ณัฐ ไกรโรจนานันท์ ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อธิบายถึงนิยามของการกราดยิงว่าหมายถึงเหตุอันเกิดขึ้นในที่สาธารณะหรือที่ชุมชน และต้องมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายไม่รวมผู้ก่อเหตุ ซึ่งจากสถิติทั่วโลกผู้ก่อเหตุกราดยิงมักจะเสียชีวิตเนื่องจากจนมุม ทำให้ฆ่าตัวตาย หรือถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรม

“ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าจะมีคนเสียชีวิตมากหรือน้อยอยู่ที่ความเร็วปากลำกล้องปืน เพราะเป็นตัวกำหนดความแรงของพลังงานที่ยิงออกไป ซึ่งตามความจริงปืนไรเฟิลย่อมแรงกว่าปืนพก แต่ในสถิติชี้ว่าผู้ถูกกราดยิงมักเสียชีวิตจากปืนพกมากกว่า เพราะโดนอวัยวะสำคัญ และมือปืนไม่สามารถพกปืนไรเฟิลในที่สาธารณะได้ เพราะมักถูกสังเกตเห็น ดังนั้นในทุกเหตุกราดยิง มือปืนมักมีปืนพกติดตัวเสมอ”

พ.อ.นพ.ณัฐ ยังชี้อีกว่าบริเวณสำคัญที่ทำให้ผู้ถูกยิงเสียชีวิตคือบริเวณอก ศีรษะ และท้อง ขณะเดียวกันผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงที่แขนและขามีน้อยมาก เนื่องจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสามารถช่วยเหลือได้

รศ.นพ.ศุภฤกษ์ ปรีชายุทธ ศัลยแพทย์และอาจารย์จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายถึงหลักการ STOP THE BLEED หรือหลักปฏิบัติการห้ามเลือดเมื่อถูกยิงว่า หากผู้ถูกยิงถูกยิงที่บริเวณแขนและขา สามารถใช้หลักการห้ามเลือดเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น โดยต้องหาจุดเลือดออก และใช้มือหรือผ้ากดโดยใช้แรงดันไม่ให้เลือดไหล

“ให้สังเกตว่าเลือดไหลมาจากจุดไหน และสังเกตว่าอาการเลือดไหลเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือไม่ เช่น เลือดที่พุ่งออกมารวดเร็ว หรือไหลไม่หยุดจนเสื้อผ้าชุ่มเลือด ต้องรีบกด โดยใช้มือกดแรงๆ เพื่อให้หลอดเลือดหดตัว หรือใช้ผ้าสะอาดอุดปากแผล หรือใช้วิธีขันชะเนาะ ก็สามารถช่วยหยุดเลือดไหลได้”

รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ ศัลยแพทย์และอาจารย์จากภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ชี้แนวทางสำคัญในการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิงว่า ควรยึดหลักตาม Hartford Consensus หรือหลักการเอาตัวรอดในยามเกิดวิกฤติ ซึ่งแบ่งเป็น RUN HIDE FIGHT (หนี ซ่อน สู้) โดยเรียงลำดับความสำคัญตามลำดับ

“ผมอยากให้ทุกท่านมี Situation awareness คือเมื่อเวลาไปไหนให้สังเกตทางหนีทีไล่ของเรา อย่างน้อยก็ต้องดูไว้ว่าทางเข้าออกของสถานที่ที่เราไปมีกี่ทาง อยู่บริเวณไหน เพราะอันดับแรกเมื่อเกิดเหตุร้ายเราต้องหนีก่อน หนีให้ทัน เอาชีวิตเราให้รอด”

อาจารย์รัฐพลี ชี้ว่าประชาชนควรสังเกตสถานการณ์ผิดปกติ เช่น มีเสียงดังผิดปกติ มีควันไฟ แสงสว่างจ้า หรือระเบิด ไฟดับ มีคนวิ่งหนีผิดปกติ เป็นต้น จากนั้น ควรพิจารณาทิศทางการหลบหนี และหนีให้พ้นจากสถานที่เกิดเหตุให้ไกลที่สุด สละทิ้งของที่ไม่จำเป็น เพราะชีวิตมีค่ามากกว่าสิ่งของ ก่อนถึงจุดปลอดภัยค่อยโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หากไม่สามารถหนีได้ ต้องหาที่ซ่อนที่มีที่กำบังแข็งแรง หลบซ่อนให้พ้นสายตาผู้ก่อเหตุ ปิดไฟมืด ปิดเสียงโทรศัพท์ และลงกลอนประตูให้แน่นหนา โดยต้องซ่อนตัวไม่ส่งเสียงหรือกรีดร้อง และใช้วิธีการขอความช่วยเหลือผ่านข้อความทางโทรศัพท์ งดใช้เสียง และเตรียมตัวรอรับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

ส่วนการต่อสู้กับคนร้าย นับว่าเป็นทางออกสุดท้าย หากไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่ เพราะหากไม่สู้ก็จะตาย และไม่ควรอ้อนวอนขอชีวิตจากคนร้าย

“สู้เป็นกรณีสุดท้าย สู้ด้วยทุกอย่างที่มี ทุกคนที่มี เพราะถ้าไม่สู้เราก็จะตาย ไม่หยุดอ้อนวอน ขอร้องหรือเจรจาไกล่เกลี่ยเพราะไม่มีประโยชน์ เสียเวลา เขามาเพื่อฆ่า ไม่สนใจเรา”

ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร จิตแพทย์ และอาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีชีวิตรอดคือสติ เนื่องจากในยามเกิดเหตุการณ์คับขัน สมองส่วนความกลัวหรืออารมณ์จะถูกกระตุ้นทำให้การรับรู้หรือการใช้เหตุผลลดลง และทำให้เกิดอาการตื่นตระหนก ใจเต้นรัว ใจสั่น เหงื่อออก การรับรู้แปรปรวน หรือสติหลุด

“เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สติหลุด ควรรีบดึงสติกลับมาโดยเร็ว อาจจะใช้วิธีการหายใจเข้าออกลึกๆ รับรู้สติเพื่อให้ร่างกายสงบ หรือใช้วิธีสัมผัสสิ่งรอบตัวเพื่อกลับมาสู่ปัจจุบัน ซึ่งการฝึกสติผ่านการนั่งสมาธิ หรือออกกำลังกายก็สามารถช่วยได้”

อาจารย์ณัทธรยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขัน อย่าเพิ่งยอมแพ้ และใช้สติที่มี หาวิธีเอาตัวรอด และช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ช่วยได้

ส้มภิวัฒน์ ‘ชาญวิทย์’ คิดไม่เลิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มภิวัฒน์ ‘ชาญวิทย์’ คิดไม่เลิก

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:35 น.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ,สยามอภิวัฒน์,พรรคอนาคตใหม่,โคราชวิปโยค,จ่าทหารคลั่ง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ยุบพรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 858 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17 ก.พ.63

**************************

ใกล้วันอ่านคำวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ได้สร้างแคมเปญรณรงค์บนเว็บไซต์ change.org ในหัวข้อ เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ทุกฝ่าย ลงชื่อคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่

จังหวะลูกบอลเข้าทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์ “โคราชวิปโยค” จึงมีการฉวยเหตุ “จ่าทหารคลั่ง” ปลุกกระแสต้านกองทัพ ควบสู้คดียุบพรรคอนาคตใหม่ และลากยาวไปถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มีอุดมการณ์ชัดเจนและจุดยืนมั่นคง จึงก้าวลงจากหอคอยงาช้างสู่ท้องถนนตั้งแต่ยุคแดงครองเมืองปี 2552-2555

อภิวัฒน์สยาม

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่า 24 มิถุนายน 2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่าม มันเป็นวันแห่งการอภิวัฒน์สยาม คณะราษฎรได้กระทำการยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นำชาติไทยก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย

ชาญวิทย์ วันสมัครพรรคอนาคตใหม่

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาจารย์ชาญวิทย์แสดงบทบาท “ปัญญาชนก้าวหน้า” ได้เคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาต่อเนื่อง ปลายปี 2555 เขาได้รับเชิญไปเสวนาทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ สหรัฐ ซึ่งวันนั้นมีการพูดถึงเรื่องการอภิวัฒน์สยาม 2475

ผมเชื่อว่าการปฏิวัติในประเทศไทยก็แบบเดียวกันนะ จากปี 2475 มากระทั่งปี 2555 มันกี่ปีแล้วล่ะ 80 ปี ผมคิดว่ามันจะมีกระบวนการที่ยาวมาก มันไม่จบนะ และพวกคุณจะได้เห็นการต่อสู้แบบไม่เคยมีมาก่อน..”

ชาญวิทย์วิเคราะห์บนพื้นฐาน “เสื้อแดง” ยังครองเมืองในเวลานั้น แต่ไม่นึกไม่ฝัน “ขบวนการมวลมหาประชาชน” จะปูพรมแดงให้รถถัง

สู่ท้องถนน

สืบเนื่องจาก วรเจตน์ ภาคีรัตน์“ ก่อการจัดตั้ง คณะนิติราษฎร์” ในนามกลุ่มนักวิชาการที่รวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร โดยเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549 และเสนอแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จากนั้นคณะนิติราษฎร์ได้ส่งไม้ต่อให้ “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

ร่วมขบวนเสื้อแดงมุ่งสู่สภา

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อาสาเป็นหัวหอก ครก.112 โดยมีกลุ่ม “แดงเวทีเล็ก” หรือ “แดงตาสว่าง” ที่มี “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” แกนนำแดงไผ่แดง 52 และ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประสานงานกับแดงอิสระทั่วประเทศ

คนเสื้อแดงร่วมขบวน ครก.112 ปี 2555

วันที่ 29 พฤษภาคม 2555  คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) นำโดย ชาญวิทย์ จึงเคลื่อนขบวนสู่สภา โดยใช้คนหาบกล่องรายชื่อประชาชน หมื่นกว่าคน ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เมื่อถึงรัฐสภา วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ สมัยนั้น เป็นตัวแทนรับมีรายชื่อทั้งหมด 12 กล่อง

แกนนำ ครก.112 ประเมินว่า พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และการต่อสู้ภาคประชาชนอยู่ในกระแสสูง จึงกล้าเสนอแก้ไขมาตรา 112

อกหักจากทักษิณ

วันที่ พฤศจิกายน 2555 ขณะที่ชาญวิทย์อยู่ที่สหรัฐ ก็ได้รับข่าวร้ายจากพรรคพวกที่เมืองไทยว่า สภาเขี่ยร่างแก้ไขมาตรา 112 ที่เสนอโดยภาคประชาชนทิ้งแล้ว

ชาญวิทย์ ผิดหวังเพื่อไทย ไม่รับแก้ ม.112

ชาญวิทย์ปรับทุกข์กับธงชัย วินิจจะกุล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก รู้สึกผิดหวังที่สภาจำหน่ายเรืื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ ชาญวิทย์จึงสิ้นศรัทธาทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เพราะยังเล่นการเมือง “เกี้ยเซีย” กับชนชั้นนำ ไม่ได้แสดงความกล้าหาญที่จะ “อภิวัฒน์” ประเทศไทย

ต้นเดือนตุลาคม 2562 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ จึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เพราะมีความสนิทสนมกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” และอยากสนับสนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คนกล้าแห่งยุค

ชาญวิทย์สนิทกับปิยบุตร

ผมรำคาญความยืดยาด​ ความไม่ชัดเจน​ รู้สึกเบื่อ​ คนจำนวนมากที่ผมรู้จัก​ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นผม ซึ่งกำลังจะหมดแล้ว หรือคนรุ่นหลังผม​อย่างคนเดือนตุลา​ เวลามันวิ่งเลยเขาไปแล้ว​ เขาไม่ทันโลก” ชาญวิทย์บอกนักข่าวในวันนั้น

ไม่น่าแปลกใจที่ชาญวิทย์จะเล่นหมดหน้าตัก เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว หากอยากเห็นการอภิวัฒน์สยามยุคอัศวินสีส้ม

ธุรกิจไม่เป็นธรรม ต้องจัดระเบียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417245?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธุรกิจไม่เป็นธรรม ต้องจัดระเบียบ

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:20 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,terminal 21,เกษียณอายุราชการ
เปิดอ่าน 404 ครั้ง

ธุรกิจไม่เป็นธรรม ต้องจัดระเบียบ

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้เป็นควันหลงจากเหตุการณ์ที่โคราชซึ่งจะต้องมีการจัดระเบียบธุรกิจในกองทัพโดยเร็วดังที่ ผบ.ทบ. “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” ได้บอกไว้

จึงขอสนับสนุนเต็มที่เพราะคำว่า ‘อยากได้เงินคืนก็ให้ไปฟ้องเอา’ เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าเกิดการเอารัดเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซึ่งทำให้เกิดความแค้นและก่อเหตุสะเทือนขวัญเขย่าโลกดังที่ทราบกันอยู่

ผบ.ทบ.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้บอกว่าจะจัดระเบียบหรือล้างบางในเวลา 3 เดือนซึ่งขอเป็นกำลังใจให้ทำได้สำเร็จเพราะธุรกิจสีเทาในกองทัพนี้มีหลากหลายและมีมานานแล้ว

โดยเฉพาะการประมูลโครงการต่างๆ การจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ ซึ่งระดับบิ๊กๆของกองทัพทำกันมาและสร้างความร่ำรวยจนไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินเงินทองได้

บรรดาผู้ตรวจสอบหรือใครก็ตามที่อยากให้ตรวจสอบก็ทำไม่ได้ โดยข้ออ้างเป็นความลับทางทหารหรือเขตทหารห้ามเข้า!

จากนี้เป็นเวลาที่ต้องรอดูกันว่าการจัดระเบียบต่างๆ ของกองทัพจะเป็นไปได้หรือไม่ สำเร็จได้เพียงไร

ในฐานะของคนไทยคนหนึ่งอยากให้ทุกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม มีการตรวจสอบได้และอย่าให้เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมขึ้นอีก

ขอให้เหตุการณ์ที่โคราชเป็นหนแรกและครั้งสุดท้ายด้วยเถิด
อ๊อด เทอร์โบ

ชวนกันเที่ยวโคราช
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอส่งกำลังใจให้คนโคราช ญาติผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บและธุรกิจต่างๆ ของชาวโคราชที่ได้รับผลกระทบ การแก้ไขเยียวยาของหน่วยงานรัฐเขาก็กำลังดำเนินการกันอยู่ แต่อย่างเราชาวบ้านทั่วไปก็สามารถช่วยกันได้นอกเหนือจากการบริจาคแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่น่าจะทำกันได้ก็คือชวนกันไปเที่ยวโคราชเพื่อปลุกให้บ้านเมืองคึกคักไม่จมอยู่ในฝันร้ายและชวนกันเที่ยวเทอร์มินอล 21 ไปจับจ่ายซื้อของกินกันที่นั่น ผู้ค้าขายจะได้กลับมามีชีวิตชีวา ไม่เงียบเหงา มีลูกค้ามากผู้ขายก็แฮปปี้ เจ้าของห้างก็ดีใจ

โคราชมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย การไปเที่ยวเท่ากับเราไปเยี่ยมเยียนยามที่เขาทุกข์โศก ไปให้กำลังใจ ไปให้เขาทำมาหากินได้แล้วคนโคราชจะผ่านเรื่องร้ายๆ ได้ในเร็ววัน
แพร นนทบุรี

ตอบคุณ ‘แพร’ นนทบุรี
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำเชิญชวนไปเที่ยวนครราชสีมา หรือโคราช ซึ่งมีแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย

ผมปลื้มใจแทนชาวโคราชที่มีผู้คนอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือกันมากกว่าที่คิดและต่อไปจะลืมความรุนแรงหรือฝันร้ายในไม่ช้า

จากการติดตามข่าวเป็นที่น่ายินดีว่าห้งเทอร์มินอล 21 ได้เปิดดำเนินการตามปกติและทางห้างได้เยียวยาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตและยกเว้นค่าเช่ากว่า 500 รายเป็นเวลา 1 เดือน

เรามีความเชื่อว่าคนไทยมีน้ำใจและไม่ทอดทิ้งกันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ

ทำให้จิตใจสู่ปกติ
ส่งท้ายด้วยข้อความเป็นประโยชน์โดย ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการรพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ส่งประชาสัมพันธ์มา

จึงขอเป็นสื่อกลางแนะนำให้ปฏิบัติเพื่อลดความเครียดและขอบคุณมา ณ ที่นี้

8 วิธีบรรเทาความเครียด
เหตุการณ์กราดยิงในเมืองโคราชที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนเป็นอันมาก ขณะนี้ทีมเอ็มแคท (MCATT) หรือทีมเยียวยาจิตใจในภาวะวิกฤติได้เร่งดำเนินการดูแล ปฏิบัติงานกันอย่างเต็มที่เพื่อลดความรุนแรงทางจิตใจจากผลกระทบครั้งนี้โดยเร็วที่สุดเพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ปัญหาที่พบมากในช่วงนี้คือความเครียด ซึ่งเป็นสภาวะทางอารมณ์ของผู้ที่ประสบกับเหตุการณ์ที่เกิดอย่างไม่คาดฝันหรือไม่ทันตั้งตัว จะมีอาการปรากฏได้หลายแบบแตกต่างกัน เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ หายใจไม่อิ่ม ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเมื่อย ใจสั่น วิตกกังวล กลัวโดยไม่มีเหตุผล คิดมาก หงุดหงิดง่าย ความคิดวนเวียน โมโหง่าย ไม่อยากพูดจากับใคร เป็นต้น

          ความเครียดที่กล่าวมาประชาชนสามารถจัดการ ดูแลแก้ไข คลี่คลายบรรเทาในเบื้องต้นด้วยตนเอง มีคำแนะ 8 วิธี ดังนี้
1.ให้ดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ 2.ร่วมมือกันไม่แชร์ ไม่โพสต์ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสื่อโซเชียล เนื่องจากภาพในอดีตจะตอกย้ำให้หวนระลึกถึงเหตุการณ์ กระทบต่อจิตใจซ้ำๆ และยังกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความหดหู่ หรือน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาอีก 3.ขอให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

5.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะการรับประทานให้ครบทั้ง 5 หมู่ จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงจะส่งผลให้สุขภาพจิตดีไปด้วย 6.อย่าเก็บความไม่สบายใจไว้คนเดียว ขอให้พูดคุยปรับทุกข์กับคนใกล้ชิดจะช่วยระบายทุกข์ออกจากใจ และพูดให้กำลังใจกัน จะทำให้จิตใจดีขึ้น 7.ลงมือทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกายตามความถนัด อย่างน้อยวันละ 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้สมองโล่ง สดชื่น นอนหลับได้ดีขึ้น หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ จะทำให้จิตใจมีสมาธิ และมีความสุขใจขึ้น

8.การฝึกการหายใจเพื่อคลายเครียด ซึ่งทำได้ง่ายทุกสถานที่และทุกครั้งที่มีความเครียด ไม่สบายใจ โดยนั่งในท่าสบาย หลับตาลง เอามือประสานกันวางที่บริเวณท้อง จากนั้นให้ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าโดยให้นับเลขในใจ 1-4 เป็นจังหวะช้าๆ เพื่อให้มือรู้สึกว่าหน้าท้องพองขึ้น จากนั้นให้กลั้นลมหายใจไว้ชั่วครู่ โดยนับเลข 1-4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับการหายใจเข้า จากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยให้นับเลขในใจ 1-8 จนลมออกหมด จะรู้สึกว่าหน้าท้องแฟบลง แล้วทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีก 4-5 ครั้ง โดยให้ช่วงการหายใจออกนานกว่าช่วงหายใจเข้า ซึ่งจะทำให้ก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง จะทำให้สมองโล่ง แจ่มใสขึ้น

การปฏิบัติตามคำแนะนำจะช่วยให้ความเครียดบรรเทาลง การปรับตัวจะค่อยๆ ดีขึ้นและเป็นปกติใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่หากปฏิบัติแล้วยังรู้สึกไม่สบายใจ ความคิดยังวนเวียน สับสน สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือเข้าปรึกษากับทีมเอ็มแคทที่ออกบริการใกล้บ้าน หรือที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ

ขอรับบริการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ หมายเลขโทรศัพท์ 0-4423-3999 ตลอด 24 ชั่วโมง และทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

จัดทัพหลังซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดทัพหลังซักฟอก

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:20 น.
กลุ่มสี่กุมาร,กลุ่มสามมิตร,ซักฟอก,ลุงตู่
เปิดอ่าน 238 ครั้ง

จัดทัพหลังซักฟอก โดย… สถิตย์ ธรรม

“รัฐบาลลุงตู่” ฝ่ามรสุมไปได้อีกระลอกจากการฉายหนังซ้ำในสภาด้วยการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณในวาระสองและสาม ระหว่างเส้นทางโต้คลื่นลมสัปดาห์นี้ จะมี “พรรคอนาคตใหม่” ออกมาแสดงคั่นรายการรอฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคหรือไม่

จากนั้นเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ “รัฐนาวาลุงตู่” เตรียมขึ้นเขียงให้พรรคร่วมฝ่ายค้านสับกลางสภาด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รมต. โดยฝ่ายค้านตีฆ้องร้องป่าวไปทั่ว “ลุงตู่” และเสนาบดีเตรียมตัวบอบช้ำแน่นอน อย่างว่าก่อนฉายหนังต้องมีการโปรโมทเชิญชวนคอการเมือง แต่ครั้นฉายจริงจะจืดชืดหรือเปล่า ต้องติดตามดูฝีปากฝ่ายค้านอีกครั้ง

ไม่ว่าจะดุเดือดเลือดพล่านหรือน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง หลังจบศึกอภิปราย ได้รับการยืนยันแน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง จะมีการปรับครม.หลายตำแหน่ง อยู่ที่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังวันที่ 14 มีนาคม 2563 เนื่องจาก “ลุงตู่” มีกำหนดการเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ดีไม่ดีอาจไปจัดโผกันบนเครื่องบิน เพราะครั้งนี้มีการสลับสับเปลี่ยนหลายกระทรวง

เหตุต้องยกเครื่อง ครม.หลายตำแหน่ง เพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีบางคนภาพลักษณ์ไม่ค่อยสู้ดีเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว บางรายกลายเป็น รมต.โลกลืม บางรายอยู่กระทรวงแบบผิดฝาผิดตัว ขณะที่บางพรรคปล่อยลูกน้องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา เปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยี้ซ้ำ ซึ่งผิดธรรมชาติของการอยู่ร่วมรัฐบาล

“ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย” คือสองพรรคร่วมที่มีปัญหาการควบคุมลูกพรรค ข่าวสารเชิงลบบางด้าน เช่น ข่าวรุกที่ดินหลวงของเสนาบดีบางคน การเสียบบัตรแทนกันและรวมถึงการแสดงความเห็นมุมตรงข้ามรัฐบาลหลายวาระ อาจเป็นปัจจัยที่นายกฯ นำไปขบคิดว่าจะส่งสัญญาณให้สองพรรคนี้ยอมคายโควตาและยอมเปลี่ยนกระทรวงอย่างไร”

ส่วนกระแสความเคลื่อนไหวในพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลและเป็นกองกำลังสำคัญของ “บิ๊กตู่” รมต.หลายคนที่มาตามโควตากลุ่มต่างๆ มีการเคลื่อนไหวกันบ้างแล้ว ดังเห็นจากการนัดรับประทานอาหารกลางวันของบางก๊วนในพรรคผ่านการเสนอข่าวจากสื่อมวลชน
แม้แกนนำกลุ่มเหล่านั้นบอกว่าไม่ใช่การแสดงพลังกดดันใดๆ แต่ความจริงนั้น คนการเมืองอ่านกันออกว่าคือสัญญาณที่ยิงไปยัง 3 ป. ให้รับรู้แรงปรารถนาว่าต้องการอะไรในช่วงถัดจากนี้

หากไล่เรียงบทบาทและขุมกำลังแต่ละกลุ่มในพปชร. ขอเริ่มจากกลุ่มสามมิตรกับกลุ่มสี่กุมาร สองกลุ่มนี้ถือเป็นสายตรง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และมีเก้าอี้เสนาบดีหลายตัวเป็นเครื่องค้ำบัลลังก์เรือเหล็ก
ว่ากันว่างวดนี้ “กลุ่มสามมิตร” จะได้รับการปลอบใจมากกว่าเดิม เพราะในวันวานกลุ่มสามมิตรคือกลุ่มที่เคยออกตัวแรงในการทวงเก้าอี้ ครม.ลุงตู่2/1 แต่ต้องยอมแบบไม่เต็มใจนัก ดังนั้นมาคราวนี้ “กลุ่มสี่กุมาร” ที่มีสามเก้าอี้ รมต.(คลัง, พลังงาน, การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) “กลุ่มสามมิตร” มีสองกระทรวง (ยุติธรรม, อุตสาหกรรม) ในสองกลุ่มนี้เสนาบดีบางคนจะโดนย้ายสลับเก้าอี้และบางคนส่อแววหลุดโผ

บางโควตาของ “กลุ่มสี่กุมาร” จะสลับออกให้ตัวแทน “กลุ่มสามมิตร” เข้าไปนั่งทำงานแทนในบางกระทรวง นอกจากนี้กลุ่มสามมิตรไปโวลั่นเมืองว่าหากพรรคสีส้มมีอันเป็นไปเมื่อใด…สิบส.ส.พรรคสีส้มที่แกนนำกลุ่มสามมิตรทาบทามไว้แล้วจะมาลงกับพรรคโคตรจิ๋วบางพรรคที่แนบสนิทกับแกนนำกลุ่มสามมิตรเพื่อมาเป็นกองหนุนให้พปชร.แบบสบายๆ หากคำโวนี้เป็นจริงกลุ่มสามมิตรน่าจะเลือกสิ่งที่ต้องการได้บ้าง
อีกมุ้งคือ “เสี่ยเฮ้ง ชลบุรี” ที่เคยยอมสละโควตาไปในเบื้องต้นแต่คราวนี้น่าจะขอสิทธิคืนแต่อยู่ที่ “บิ๊กป้อม” จะเอ่ยวาจาทวงสิทธิ์นี้ให้เสี่ยเฮ้งเช่นใด ส่วนมุ้งอื่นๆ เช่น มุ้งบ้านใหญ่เมืองชล, มุ้งเพชรบูรณ์ มีกระแสว่าอาจจะมีการขอโควตามาเกลี่ยใหม่
มากมายหลายกลุ่มก๊วนในพปชร. ฉะนั้นทันทีที่มีสัญญาณปรับครม.ปล่อยออกมาเมื่อใดฝุ่นตลบแน่นอน โดยเฉพาะการปล่อยข่าวลบซัดกันเอง
  “ลุงตู่” ต้องตรองให้หนักหากจะให้เรือเหล็กวิ่งต่อไปได้ โดยมีคำถามจะเกลี่ยเก้าอี้อย่างไรให้ลงตัว รวมทั้งทำเช่นใดในการปรับจูนเครื่องยนต์การทำงานให้เดินไม่สะดุด เพราะตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจนชาวบ้านร้องระงมไปทั่ว

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/417239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

17 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:36 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,พลออภิรัชต์,terminal 21,กองทัพ
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563

พลันที่เสียงปืนภายในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช เงียบสงบ กองทัพบกต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนในองค์กรยศจ่าสิบเอกที่กระทำการอุกอาจ ภายหลังยิงบุคคลที่เป็นคู่กรณีเสียชีวิตแล้วยังขับรถไปปล้นอาวุธปืนในคลังอาวุธของกองทัพ ออกมายังพื้นที่เปราะบางสาดกระสุนใส่ผู้คนอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตลอดรายทางและในห้างจำนวนมากร่วม 30 คนเท่านั้น แต่สาเหตุของการยิงกลับกลายเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ การซื้อบ้านจัดสรรสวัสดิการทหารเข้ามาเกีี่ยวข้อง จนทำให้สังคมเกิดความสงสัยเคลือบแคลงถึงเรื่องการประกอบธุรกิจในกองทัพ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในหมู่บุคลากรและกำลังพล กระทั่ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศล้างบางธุรกิจในกองทัพทุกรูปแบบ

ดูเหมือนปัญหาที่หมักหมมและดูจะเป็นผลลบกับกองทัพในหลายเรื่อง ผู้นำสูงสุดในกองทัพบกผู้นี้จะรับทราบมาพอสมควร โดย พล.อ.อภิรัชต์ ได้ยกตัวอย่างมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทีมฟุตบอลอาร์มี่ยูไนเต็ด ที่ได้ยุบเลิกไปแล้ว  หรือจะเป็นการจัดซื้อปืนสวัสดิการทุกชนิดของกองทัพบก ซึ่งต่อไปใครจะซื้อปืนสวัสดิการภายนอกจากหน่วยงานใดก็ตาม ผู้บังคับบัญชาชั้นนายพลจะต้องทำคำสั่งผ่านเสนาธิการทหารบกเท่านั้น ซึ่งตามระเบียบการเดิมจะให้นายทหารชั้นนายพันเป็นผู้เซ็นเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังพลและพ่อค้าซื้อขายอาวุธกันได้ง่าย หรือจะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเวรยามทหารที่มีการหักค่าหัวคิวลูกน้อง ซึ่งในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน รายได้ในส่วนนี้ถูกแบ่งสันปันส่วนไปให้แก่ผู้เป็นนายหรือนายทหารระดับสูงไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาและเป็นที่ฮือฮาไม่น้อยกับแนวความคิด ให้นายทหารที่เกษียณราชการย้ายออกจากบ้านหลวงเพื่อจัดระบบบ้านพักสวัสดิการทหาร เพื่อให้ทหารที่ยังไม่เกษียณอายุราชการได้เข้าไปพักอาศัยต่อ ยกเว้นผู้ที่ยังทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ รวมถึงการรื้อสวัสดิการดั้งเดิมของกองทัพบก เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรม และสนามมวย ที่จะไปหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้เข้ามาดำเนินการเรื่องผลประโยชน์เหล่านี้ หลังเกิดข้อครหาถึงการทุจริตต่อทรัพย์สินของราชการ โดยเฉพาะการหาประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุ ตามที่เป็นข่าวเรื่องการจัดสรรขายโดยญาติของนายทหาร ผู้บังคับบัญชา โดยมีจุดประสงค์เพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างเงินกู้สวัสดิการ อันนำไปสู่การทุจริตคดโกงที่เกิดขึ้นกับทหารชั้นผู้น้อยจำนวนมาก

คงไม่อาจปฏิเสธว่าสาเหตุส่วนหนึ่งของการก่อเหตุร้ายครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบกทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจสีเทาที่หาประโยชน์จากนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพ ปัญหาการควบคุมป้องกันอาวุธยุทโธปกรณ์ มาตรฐานในการตรวจสภาพจิตใจกำลังพลประจำปี ทุกระดับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสียทีเดียว แต่เป็นภารกิจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ผบ.ทบ.โดยตรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องกับการประกาศสร้างความโปร่งใสในกองทัพครั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมได้เคลือบแคลงอีกต่อไป ที่สำคัญจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งหลังจากนี้กิจการใดๆ ที่หน่วยงานไม่มีความสามารถหรือชำนาญก็ควรปล่อยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล เพื่อกำจัดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในทุกๆ ด้าน รวมทั้งช่วยให้ทางกองทัพได้มีระบบที่ได้มาตรฐานสากล และบริหารงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’บิ๊กแดง’ กัดฟัน ทุบหม้อข้าวทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’บิ๊กแดง’ กัดฟัน ทุบหม้อข้าวทหาร

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:05 น.
หยิกเล็บเจ็บเนื้อ,บิ๊กแดง กัดฟัน,ทุบหม้อข้าวทหาร
เปิดอ่าน 1,634 ครั้ง

‘บิ๊กแดง’ขีดเส้นสางธุรกิจ ล้างบางระบบเอื้อ ปย. เท่ากับยอมรับว่าความไม่โปร่งใส มีอยู่จริงในกองทัพ เปรียบเสมือน ‘หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’ แตะตรงไหน ก็เจอแต่ ‘เพื่อนพ้อง น้อง พี่’ และกำลังพลเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในกองทัพบก มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ติดปากกำลังพลชั้นผู้น้อยว่า “ มีนายดี ลูกน้องก็พลอยสบายไปด้วย ” 

ดังนั้นก็อย่าพึ่งเหมารวมและต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บังคับบัญชา เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มแหง เอารัดเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชา เช่นเดียวกับผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะประพฤติดี และอยู่ในระเบียบวินัย

จากกรณี จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา สังกัดกองพันกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ใช้อาวุธปืนทำร้ายผู้บังคับบัญชาและเครือญาติที่บ้านพัก ก่อนจะปล้นปืนไล่ยิงเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงประชาชนรายทางและในห้างสรรพสินค้าเทอมินอล 21 จ.นครราชสีมา จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ก็ไม่ต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพราะทั้งผู้ก่อเหตุและคู่กรณีได้เสียชีวิตลงแล้ว คงไม่สามารถลุกขึ้นมาแก้ต่างให้ตัวเองได้

แต่ผลพวงที่ตามมาก็คือ ‘กองทัพบก’ สะเทือน หลัง “บิ๊กแดง”พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ยอมรับว่าสาเหตุมาจากไม่ได้รับความเป็นธรรม และผิดสัญญาการซื้อขายที่ดินในค่ายทหาร

  โครงการสวัสดิการทหารที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสวัสดิการทหารบก ถูกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปในหลายรูปแบบเพื่อดูแลกำลังพล เช่น สถานที่พัก,บ้านพักรับรอง,โรงแรม,สนามกอล์ฟ,สนามมวย, การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ,เงินฝากดอกเบี้ยสูง,ร้านค้าสะดวกซื้อ หรือร้านค้าสวัสดิการทหาร หรือ เรียกกันว่า P.X. ฯลฯ  รวมถึงการบริหารจัดการ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของแต่ละโครงการ แต่จะมีผู้บังคับบัญชาคอยกำกับดูแลอีกชั้น เช่น การกู้เงินจากออมทรัพย์พิเศษกับกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก หรือ อทบ. เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย จะมีขั้นตอนหลักเกณฑ์ไม่ต่างกันมากนักกับจากการกู้เงินกับธนาคารทั่วไป แต่จะถูกออกแบบไว้ให้เกิดความรัดกุมในการปล่อยกู้ โดยกำลังพลแต่ละคนสามารถกู้เงินได้ แต่จะต้องเหลือเงินเดือนหลังจากผ่อนชำระมากกว่า 1 ใน 3 เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากไม่มีในระเบียบ ในทุกกองพันจะต้องออกเป็นคำสั่งการดังกล่าว หลังจากนั้นผู้บังคับบัญชา จะต้องพิจารณากลั่นกรองอีกชั้นก่อนเซ็นอนุมัติ

แม้ขั้นตอนดูแลโครงการสวัสดิการทหาร จะถูกออกแบบให้รัดกุมแค่ไหน แต่ก็มีช่องว่างให้แสวงหาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกที่มาในคราบของนายหน้า และคุ้นเคยกับทหารในหน่วยนั้น , เครือญาติทหาร, หรือแม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยที่ทำตัวเป็นนายหน้าเสียเอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติอาจมีนอก-มีใน ทั้งการวิ่งเต้นให้ผู้กู้สามารถกู้ได้เกินวงเงิน การอำนวยความสะดวกให้กู้เงินผ่านการอนุมัติได้เร็วขึ้น

      หรือแม้แต่การใช้จ่ายเงินเกินตัวของทหารชั้นผู้น้อย เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว จุดประสงค์หลักการกู้เงินซื้อบ้าน ส่วนใหญ่เพราะต้องการนำเงินส่วนต่างมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยประกาศขายทีหลัง ตามคำ‘โฆษณาชวนเชื่อ’จาก ‘นายหน้า’ได้บ้านแถมมีเงินใช้ และหากบ้านที่ซื้อไปขายไม่ได้ จะกลายเป็น‘ดินพอกหางหมู’ไปจนเกษียณ

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการหาประโยชน์จากโครงการสวัสดิการทหารที่มีเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ในพื้นที่ 4 กองทัพภาค ถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและจนกลายเป็นปัญหาหมักหมม และกำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของทหารที่มีต่อประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ด้วยการกระทำของคนไม่กี่กลุ่ม

ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ “บิ๊กแดง” เตรียมลงนามทำบันทึกเอ็มโอยู เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง เรื่องจำแนกโครงการสวัสดิการ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ สวัสดิการภายใน,สวัสดิการเชิงธุรกิจ,และการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ตามที่ประกาศไว้จะล้างบางธุรกิจในค่ายทหาร  โดยโครงการสวัสดิการทหารใด ที่มีพลเรือนใช้บริการเกิน 50% จะถูกจัดไว้ในประเภทสวัสดิการเชิงธุรกิจ หมายความว่า รายได้ต้องนำส่งให้กระทรวงการคลัง จากนั้นกระทรวงการคลังก็จะพิจารณาคืนสัดส่วนคืนให้หน่วยใน 2 รูปแบบ อาจจะบริจาคเงินเข้าส่วนกลาง หรือ ลดราคาสินค้า 5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับร้านค้าสะดวกซื้อ (7-11)และร้านกาแฟอินทนิล ที่เปิดในพื้นกองบัญชาการกองทัพบก และ กองทัพภาคที่ 1 ก็อยู่ในรูปแบบสวัสดิการเชิงธุรกิจ ไปเรียบร้อยแล้ว โดยผู้ประกอบการ ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับกรมธนารักษ์ ขึ้นตรงกับกระทรวงการคลัง โดยมีรูปแบบการจัดเก็บ และจะคืนบางส่วนมาให้กับหน่วยด้วยการลดราคาสินค้า ทำให้กำลังพลได้รับผลประโยชน์เท่าเทียมกัน

  ในขณะที่โครงการอื่นๆ “บิ๊กแดง” สั่งการให้ 4 กองทัพภาคสำรวจ โครงการสวัสดิการทหาร ที่เข้าข่ายเป็น สวัสดิการเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย สถานที่พักตากอากาศ โรงแรม สนามกอล์ฟ สนามมวยลุมพีนี รามอินทรา รวม 40 แห่ง

 ในขณะที่อาคารรับรอง1 และ 2 กองทัพบก สวนสนประดิพัทธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ “บิ๊กแดง” ยกให้เป็นโครงการนำร่อง และจะเปลี่ยนการบริหารจัดการจากเดิมเป็นทหาร ไปอยู่ในเครือ‘ดุสิตธานี’ ภายในเดือนเมษายนนี้ รวมถึงสถานพักฟื้นและพักผ่อน กองทัพบก หรือ สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ กำลังจะให้เอกชนบริหารเช่นกัน

นี่เป็นหลักฐานยืนยันว่า “บิ๊กแดง” มีแนวคิด‘ปฏิรูปกองทัพ’ให้มีความเป็นทหารอาชีพ โดยยึดหลักโปร่งใส สุจริต มาก่อนจะมีเหตุการณ์รุนแรงที่ จ.นครราชสีมา หรือแม้แต่การเปิดเผยข้อมูล รายได้นอกงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ที่มาจากกิจการเข้าข่ายเชิงพาณิชย์ของกองทัพบกของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผ่านเวทีอภิปรายงบประมาณประจำปี 2563 ที่ผ่านมา

เพียงแต่ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นตัวเร่งให้ “บิ๊กแดง”ต้องรีบออกมาสะสางปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ที่กำลังกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของกองทัพ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติซึ่งไม่เพียงแต่จะสั่นคลอนเก้าอี้ ‘ผบ.ทบ.’แล้ว   ยังหมายรวมถึงเก้าอี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะกำกับดูแล

  “บิ๊กแดง” กำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความถูกต้อง เพื่อให้ทหารเป็นทหารอาชีพ และหวังให้กองทัพบก ยังคงเป็นเสาหลักของชาติ และเป็นที่เชื่อถือของประชาชน แต่ก็ต้องแลกกับการยอมรับ ว่าการแสวงหาประโยชน์ ความไม่โปร่งใส มีอยู่จริงในกองทัพ ซึ่งเปรียบเสมือน ‘หยิกเล็บเจ็บเนื้อ’เพราะไม่ว่าจะแตะไปตรงไหน ก็เจอแต่‘เพื่อนพ้อง น้อง พี่’ และกำลังพลของตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง

         อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘บิ๊กแดง’ กระซิบ’บิ๊กตู่’ ผมต้องล้างบางธุรกิจค่ายทหาร

 

ให้เราจากกันด้วยดี “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ให้เราจากกันด้วยดี  “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ”

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 48,352 ครั้ง

ให้เราจากกันด้วยดี  “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” คอลัมน์… Special  Weekend

ถึงแม้จะไม่ได้มีชื่อเข้าไปเป็น ส.ส.พัทลุง ในสภา แต่ไม่ทำให้ชื่อ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ หายไปจากหน้าสื่อทางการเมือง โดยเฉพาะความคิดเห็นทางกฎหมายต่อสถานการณ์การเมืองในบริบทต่างๆ รวมถึงการเรียกร้องให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในผลการเลือกตั้ง เขต 2 พัทลุง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 ไปจนถึงการเปิดประเด็น ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ในช่วงการโหวตร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้าน จนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สภากลับไปลงมติในวาระ 2-3 อีกครั้ง

แต่ใครจะเชื่อว่าในวันที่สถานะ ส.ส.หายไปในครั้งนี้ “นิพิฏฐ์” ได้ผันตัวไปประกอบอาชีพนักกฎหมายเป็นทนายความ นอกเหนือจากอาชีพนักการเมืองก็มีอาชีพทนายความที่เขาหลงใหลมากที่สุด โดยไปเปิดสำนักกฎหมายระหว่างประเทศกับลูกๆ ที่ จ.ภูเก็ต ชื่อว่า 4N International Law Office ซึ่งลูกความส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส เพราะลูกสาวคนที่สองเรียนจบที่ฝรั่งเศสและแต่งงานกับคนฝรั่งเศส แต่ถ้าเป็นคดีของคนไทยจะทำด้วยตัวเอง ส่วนที่เป็นคดีของชาวต่างชาติจะช่วยดูข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งลูกๆ ได้มาขอคำปรึกษาตลอด

“ความเป็นนักกฎหมายอยู่ที่ว่า เรารักและเอาใจใส่ในอาชีพนี้ขนาดไหน แต่ความยากอยู่ที่เราต้องอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพราะเป็นศิลปะ โดยนักการเมืองที่อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ดีที่สุด ถือว่าเป็นอาจารย์ผมเลยคือท่านชวน (หลีกภัย) และท่านไตรรงค์ (สุวรรณคีรี) ทั้งสองคนนี้เป็นปรมาจารย์”

นอกจากนี้นักกฎหมายที่มีบทบาทเป็นนักการเมืองที่มีฝีมือ “นิพิฏฐ์” ยกให้นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.ยุติธรรม หรือนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ส่วนความหลงใหลในอาชีพ “นักกฎหมาย” นั้นอยู่ที่ความเป็นศิลปะ ใช้โวหาร ใช้สำนวน ถึงแม้เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันแต่ต้องอธิบายให้เห็น ซึ่งอาชีพนี้ได้ทำให้ตัวเองช่วยเหลือสังคมมาตลอด แต่หากมองนักกฎหมาย หากเทียบกับอาชีพหมอยังถือว่าอาชีพนักกฎหมายด้อยกว่าอยู่ 1 เรื่อง คือกลุ่มแพทย์ต่างๆ จะมีชมรมเพื่อไปรักษาประชาชนที่ต่างจังหวัด เรียกว่าได้นายแพทย์ระดับมือ 1 ไปรักษาคนในชนบทได้เลย

“แต่ทนายความมือ 1 รับคดีเป็นล้านเป็นร้อยล้านเคยไปนั่งคุยกับชาวบ้านเรื่องปัญหาที่ดิน เรื่องปัญหาป่าไม้บ้างหรือไม่ ก็ไม่มี ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงนักกฎหมายที่มีฝีมือระดับต้นๆ ของประเทศไทยได้ แต่ถ้าเป็นคนในวงการแพทย์สำหรับชาวบ้านจะได้หมอดีมารักษาเลย ผมอยากอ้อนวอนเรียกร้องทนายความ ให้ร่วมกันจับมือกันเพื่อทำเป็นคลินิกกฎหมายก็ได้ ให้ประชาชนได้ประโยชน์ตรงนี้”

ที่ผ่านมาเคยมีชาวบ้านมาหาเพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องกฎหมาย พร้อมถามว่าจะคิดเงินเท่าไร แต่ก็ตอบไปว่าพร้อมทำให้ฟรีเพื่อช่วยเหลือ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ แต่ถูกลูกๆ ที่ออฟฟิศ 4N International Law Office กลับมาตรวจสอบพ่อตัวเอง เพราะเป็นคนรับคดีช่วยเหลือชาวบ้านโดยไม่ผ่านออฟฟิศจำนวนมาก(หัวเราะ) เพราะลูกๆ อยากให้นำเข้าระบบของออฟฟิศที่ทำมากกว่า

ส่วนเรื่องอนาคตทางการเมืองที่วางเป้าหมายไว้นั้น “นิพิฏฐ์” ยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้ร้องเรียนต่อ กกต.เรื่องการเลือกตั้งของนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.พัทลุง หากภายในวันที่ 24 มีนาคม 2563 กกต.มีคำวินิจฉัยให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ตัวเองจะขอโอกาสอีกครั้งก่อนจะวางมือ การตัดสินใจครั้งนี้มาจากวิธีคิดของประชาชนเปลี่ยนไป บริบทการเมืองเปลี่ยนไป การจะวางมือเป็นเรื่องตัดสินใจแล้ว ถ้าเป็นครั้งสุดท้ายในฐานะ ส.ส. ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยหน้า ที่ผ่านมาได้แจ้งพรรคแล้ว แต่ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เขาก็ไม่ยอม ส่วนบทบาทในพรรคก็ยังมีอยู่แต่จะค่อยๆ ลดบทบาทไป

“ผมได้คุยกับผู้ใหญ่เรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ผมบอกไปหากเป็นอุปสรรคในการร่วมรัฐบาล แล้วมีปัญหาว่าไปทะเลาะกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผมบอกว่าผมจะลาออกไปจากรองหัวหน้าภาคใต้ และกรรมการบริหารพรรคให้เลย เหลือเพียงสมาชิกพรรคอย่างเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคและไม่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นเรื่องระหว่างผมกับคุณฉลอง ผมแสดงเจตนารมณ์จะลาออก ขอให้อย่านำเรื่องนี้ไปผูกแล้วมีปัญหากับรัฐบาล แต่หัวหน้าพรรคจุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) ท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หรือท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) ทุกคนบอกว่ายังไม่ต้องทำขนาดนั้น ซึ่งเขาเข้าใจ บอกว่าอย่าเพิ่งลาออก”

“นิพิฏฐ์” ยืนยันว่ามีความรักในอาชีพนักการเมืองอย่างมาก แต่หากประชาชนไม่ไว้วางใจก็พร้อมยอมรับ ไม่ว่าจากเหตุผลอะไรที่ไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. แต่ส่วนตัวแล้วอยากจะจากกับประชาชนชาวพัทลุงด้วยดี อยากจะขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเหลือเวลาในสภาอีกกี่ปี ก็ขอให้เราจากกันด้วยดี เพราะที่ผ่านมาถือว่าได้เป็นรัฐมนตรีที่เป็นคนพัทลุงคนที่ 2 ตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา โดยคนแรกคือนายถัด พรหมมาณพ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายก แต่หากจะนับรัฐมนตรีที่บริหารกระทรวง ถือว่าตัวเองเป็นคนแรก ในสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

“อยากบอกชาวบ้านว่า ถ้าผมไม่มีศักยภาพ ไม่มีความสามารถ ไปสู้ ส.ส.จังหวัดอื่นไม่ได้ เพราะขายหน้า ผมขออีกครั้งหนึ่งแล้วขอให้เราจากกันด้วยดี”

อนาคตใหม่ สู้ทุกประตู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ สู้ทุกประตู

16 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยุบพรรค,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 1,201 ครั้ง

อนาคตใหม่ สู้ทุกประตู คอลัมน์… เกาะขอบรั้วสภา

พรรคอนาคตใหม่กำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากอีกครั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในคดียุบพรรควันที่ 21 กุมภาพันธ์ ถึงจะรู้ว่าตกที่นั่งลำบาก แต่ด้านหนึ่งก็ยืนหยัดสู้คดีอย่างเต็มที่

ล่าสุดได้ยื่นหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้เปิดการไต่สวนอย่างเปิดเผยอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยยกคำร้องนี้มาแล้ว แต่คำร้องของพรรคอนาคตใหม่ที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งนั้นพรรคได้มีการยกเหตุผลใหม่ขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำบันทึกถ้อยคำของพยานจำนวน 17 ปากภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พรรคไม่อาจสามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งระหว่างนั้นเป็นวันหยุดราชการถึง 3 วัน ทำให้มีปัญหาในการจัดทำบันทึกถ้อยคำของพยานบางคนที่เป็นเจ้าหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งพยานบางส่วนที่พรรคอนาคตใหม่อ้างขึ้นมา ต่างเป็นพยานที่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกเข้ามาเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้พรรคอนาคตใหม่จึงมีความประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดศาลไต่สวนเป็นการเปิดเผย เพื่อเรียกพยานเหล่านี้มาให้ข้อมูลในชั้นศาล

อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอวันชี้ชะตาในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่จะมาถึง พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เท่านั้น เพราะ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันระหว่างนี้พรรคยังคงทำงานในสภา และเตรียมตัวและความพร้อมสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

นอกเหนือไปจากเรื่องคดียุบพรรคที่พรรคอนาคตใหม่กำลังติดตามอย่างต่อเนื่องแล้ว ปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่ก็ยังคงเดินหน้าเกาะติดเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรอยู่เป็นระยะ ล่าสุด ‘ธีรัจชัย พันธุมาศ’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้เสนอญัตติต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ เรียกร้องทำนองกดดันให้ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา เร่งรัดเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แต่ดูประธานสภายังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

จากเสียงเรียกร้องตรงนี้ทำให้ ‘สุกิจ อัถโถปกรณ์’ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่า เนื่องจากญัตติดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบของการเป็นญัตติด่วนทำให้ต้องบรรจุเข้าสู่การประชุมสภาเป็นญัตติปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่านการกลั่นกรองจากหลายฝ่ายแล้ว ดังนั้น การออกมากล่าวหาประธานสภาไม่มีความเป็นกลางจึงไม่ถูกต้อง

ปิดท้ายด้วยการทำงานของคณะกรรมาธิการที่น่าสนใจ อย่างคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้พิจารณาความคืบหน้าโครงการชิมช้อปใช้ในการจ่ายเงิน โดยคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอ 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ภาครัฐต้องมีความชัดเจนในการเยียวยาประชาชนผู้สุจริตที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนและต้องมีมาตรการป้องกันการทุจริต และ 2.ภาครัฐควรนำผลประเมินความคุ้มค่าของโครงการมาพัฒนาและปรับแผนการดำเนินโครงการในเฟสสี่ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป

เปิดใจ ส.ส.แม่ลูกอ่อน ‘ศิลัมพา’เหตุใดยอม’ปั๊มน้ำนม’กลางสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 เปิดใจ ส.ส.แม่ลูกอ่อน ‘ศิลัมพา’เหตุใดยอม’ปั๊มน้ำนม’กลางสภา

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:56 น.
เปิดใจ สสแม่ลูกอ่อน,ศิลัมพา,เหตุใดยอมปั๊มน้ำนมกลางสภา
เปิดอ่าน 3,031 ครั้ง

เปิดใจ ส.ส.แม่ลูกอ่อน กิ๊ฟ’ศิลัมพา’เหตุใดยอม’ปั๊มน้ำนม’กลางสภา เพราะหนึ่งเสียงของฝั่งรัฐบาล หายไปไม่ได้

ภาวะรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่จำนวน “ส.ส.ในสภาฯ” มีแค่ระดับปริ่มน้ำ ย่อมมีภาพที่ทำให้สังคมได้เห็น ถึง “ภาวะคุมเสียง” ที่ถึงเวลาพิจารณาร่างกฎหมาย หรือ ญัตติ สำคัญ นานๆ ครั้งจะเคยเกิดขึ้นใน “สภาผู้แทนราษฎรไทย” เช่น การต่อคิว ตอกบัตร ออกนอกห้องประชุม ให้ ส.ส. ไปทำธุระส่วนตัว, รับประทานอาหาร หรือ อย่างปรากฎการ “ส.ส.แม่ลูกอ่อน” ต้องนั่งปั๊มน้ำนม กลางห้องประชุมสภาฯ แบบว่านั่งปั๊มน้ำนมไป กดออกเสียง ลงคะแนนไป

กับกรณีที่เกิดขึ้น ระหว่างการลงมติ “ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563” วาระสอง และวาระสาม รอบที่สอง และรอบที่สาม ตามคำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ปรากฎการณ์​พยายามคุมเสียงฟากรัฐบาล ไม่ให้ “ต่ำกว่าเกณฑ์กึ่งหนึ่งของส.ส.” ที่มี 498 คน ซึ่งสังคมได้เห็นภาพของ “ส.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์” จากพรรคพลเมืองไทย นั่งปั๊มน้ำนม ฐานะแม่ลูกอ่อน กลางห้องประชุมสภาฯ นั้น

กลายเป็นคำถามใหญ่ถึงการแบกรับภาระงานในสภาฯ​ นั้น ละเมิดความเป็นส่วนตัวเกินไปหรือไม่

ย้อนไปเมื่อวันนั้น “ส.ส.กิ๊ฟ-ศิลัมพา” เล่าให้ “ทีมข่าวคมชัดลึก” ฟังว่า ยอมที่จะปั๊มน้ำนมในห้องประชุม เพราะก่อนหน้านี้อาศัยมุมของห้องพยาบาล ที่อยู่ชั้น2 ของอาคารรัฐสภา แล้ววิ่งกลับมาลงคะแนนไม่ทัน เพราะระยะทางไกล เมื่อวันลงมติร่างกฎหมายงบประมาณ เป็นเหตุจำเป็นจริงๆ ที่ไม่สามารถออกจากห้องประชุมได้ แม้แต่จะเข้าห้องน้ำ ที่อยู่ด้านหลังห้องประชุม ยังวิ่งกลับมาลงมติไม่ทัน ดังนั้นภารกิจของความเป็นแม่ ที่ต้องใช้เวลาต่อรอบ 40 -45 นาที จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง หากจะลงมติได้ทัน ตามเวลาที่เรียกลงมติ ที่ใช้เวลานาที ต่อนาที

 “ระหว่างที่ปั๊มน้ำนม เกรงใจ พี่ๆ ส.ส. ที่นั่งอยู่ข้างๆ แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจดี เพราะตอนเด็กเขาเคยช่วยแม่เลี้ยงน้อง แม่ต้องปั๊มนม เหตุผลที่ต้องปฏิบัติภารกิจแม่ลูกอ่อน กลางสภาฯ เป็นเพราะความรับผิดชอบต่องานสภาฯ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่เป็นแม่ลูกอ่อน ย่อมเข้าใจดีว่า หากไม่ปั๊มน้ำนมตามรอบเวลา จะมีอาการเจ็บบริเวณทรวงอกมาก ส่วนภาพที่ปรากฎออกไป เกิดขึ้นในช่วงพักเบรก และปั๊มเพียงรอบเดียวในวันนั้น ซึ่งปกติแล้วจะมีรอบปั๊มประมาณ 3 ชั่วโมงต่อหนึ่งครั้ง”

กับภาวะจำยอมที่ต้องปฏิบัติหน้าที่คุณแม่ ทั้งที่ควรเป็นเรื่องส่วนตัวและทำในสถานที่มิดชิด “ศิลัมพา” บอกกับทีมข่าวว่า ที่เลือกทำกลางห้องประชุม เพราะคิดเสมอว่าหน้าที่ของส.ส.ในภาวะเสียงปริ่มน้ำนั้นการรักษาทุกคะแนนเสียงสำคัญ ความมีวินัยและรักษาวินัยของส.ส.คือสิ่งที่ต้องทำไม่ให้บกพร่อง

และเมื่อเปรียบเทียบกับบทบาทของ “ส.ส.” ที่ก่อนหน้านี้เธอเคยสังกัด ส.ส.พรรคไทยรักไทย เป็นสมัยแรก เมื่อปี 48 สถานะของรัฐบาล คือ เสียงข้างมาก และแข็งแรง

เธอเล่าว่า การทำหน้าที่สมัยนั้นสบายๆ เมื่อป่วยสามารถลาหยุดได้ เวลาเข้าประชุมไม่เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน ขณะที่การทำงานฐานะส.ส. เน้นการลงพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้าน

แต่เมื่อเป็น “ส.ส.สมัยที่สอง” ภายใต้สังกัด พลังพลเมืองไทย และเข้าร่วมรัฐบาลเจอกับภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้ต้องแบกรับภาระงานในสภาฯ ที่หนักมากขึ้น มีวินัยมากขึ้น

เพราะนอกจากบทบาท แม่ และ ส.ส.ที่ต้องคอยเติมเสียงส.ส.รัฐบาลให้ไปรอด ไปพร้อมๆ กันแล้ว เธอยังมีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นผู้ตามและคอยเตือน คอยแจ้งเวลาให้กับ ส.ส. กลุ่ม​10 พรรคการเมืองขนาดเล็ก ทั้งการเข้าร่วมประชุม แจ้งเวลาลงมติ หรือ เข้าห้องประชุมเพื่อแสดงตน

ดังนั้นหน้าที่จับตา ดูความเป็นไป จังหวะเวลาในห้องประชุม ที่ชิงไหวพริบระหว่างฝ่ายค้าน กับรัฐบาล ทำให้ “ศิลัมพา” แทบจะไม่มีโอกาสลุกออกจากห้องประชุมหรือคลาดสายตาจากเกมการเมืองในห้องประชุมสภาฯ ไปได้

แม้ที่ผ่านการการควบคุมเสียงของ “ฝั่งรัฐบาล” จะพบข้อผิดพลาดบ้าง แต่ที่เห็นคือไม่ใช่ความผิดพลาดที่มาจาก ส.ส.กลุ่มพรรคเล็ก “ศิลัมพา” บอกว่า แม้วิปรัฐบาลจะไม่เคยคาดโทษ หากพบความผิดพลาด แต่หน้าที่และความรับผิดชอบต่องานสภาฯ เป็นสิ่งที่  ส.ส.ทุกคนตระหนัก ว่า นี่คือความรับผิดชอบที่สำคัญ และเธอบอกว่าภูมิใจ

“ดิฉันจะไม่มีตำแหน่งเป็นกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่คอยตามพี่ๆ ในกลุ่มพรรคเล็กให้เข้าร่วมประชุม เมื่อถึงเวลาประชุม ลงมติ หรือแสดงตน จะโทรตามพี่ๆ ที่ปฏิบัติภารกิจนอกห้องประชุม เช่น ประชุมกรรมาธิการ กลับเข้าห้องประชุม กับการประสานงานส.ส.รุ่นพี่นี้ ทำให้ตัวเราออกไปไหนไม่ได้ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เมื่อทำงานร่วมรัฐบาลแล้วต้องทำงานให้เต็มที่ หากขาดไปแม้เพียงเสียงเดียว ถือว่ามีผลกระทบเยอะ ดังนั้นภาระนี้ถือว่าสำคัญ สิ่งที่ต้องทำสำคัญ คือ พยายามรักษาร่างกายให้แข็งแรง ใส่หน้ากากอนามัยเข้าสภาฯ ช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละออง พี่ๆ เขาเคยถามว่าไม่สบายหรือ เราตอบไปว่า พยายามทำให้ตัวเองไม่ป่วย ดูแลตัวเอง เพื่อทำหน้าที่ส.ส.ในสภาฯ อย่างเต็มที่ และป้องกันการติดเชื้อที่อาจส่งผลถึงลูกน้อยด้วย”

หน้าที่ของ “ส.ส.แม่ลูกอ่อน” ที่ต้องดูแลงานในสภาฯ​ ดูแลประชาชน และดูแล “น้องดวิน ผันสืบ เลิศนุวัฒน์” ลูกน้อยวัยน่ารัก ที่อายุย่างเข้าเดือนที่ 8 ไปพร้อมๆ กับงานของ “ผู้แทนราษฎร” เจ้าตัวบอกว่าใช้การแบ่งเวลา เมื่อเลิกประชุมจะรีบกลับบ้านเพื่อเลี้ยงลูกเอง ส่วนช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ หรือพื้นที่มีพ่อ กับ แม่คอยดูแลอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดของคนเป็นแม่คือ ทำหน้าที่แม่ ดูแลลูกให้เต็มที่ ส่วนหน้าที่ของส.ส.ต้องทำหน้าที่ผู้แทนให้เต็มที่ ไม่ขาดตกบกพร่องเช่นกัน

สำหรับงานในสภาฯ ของ “ศิลัมพา” นอกจากจะเห็นภาพในการเข้าประชุมสภาฯ ไม่ขาดแล้ว เธอยังมีบทบาท ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) อีกหลายคณะ ได้แก่ กมธ.การท่องเที่ยว , กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ และกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เหตุผลที่เธอเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในกมธ. เหล่านั้น เหตุผลสำคัญ คือ ต้องการทำให้สังคมปลอดภัย เด็ก เยาวชน เติบโตอย่างมั่งคง และต้องการทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีเพื่ออนาคตของลูกหลาน

กับเรื่องที่เธอผลักดันในสภาฯ คือ การจัดพื้นที่ในอาคารรัฐสภา ให้เป็นห้องเพื่อคุณแม่ ดูแลลูกน้อย ที่กระเตงมาทำงานในรัฐสภา ทั้งห้องปั๊มน้ำนม ซึ่งบุคคลทั่วไป, ส.ส., ข้าราชการ เจ้าหน้าที่งานรัฐสภา รวมถึงสื่อมวลชน สามารถเข้าใช้ได้ รวมถึงทำเนอสเซอรี่ แคร์ ภายในอาคารรัฐสภา

ขณะที่งานในบทบาทของกมธ.การท่องเที่ยว คือการผลักดันแนวทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยว รับประเด็นปัญหาเพื่อแก้ไข ซึ่งเป็นงานส่วนสำคัญที่เข้าไปคลี่คลาย และทำให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทย ที่บางเรื่องต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานราชการ ทำได้คล่องตัวและเกิดความเข้าใจอันดีของมิตรจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ดีแม้บทบาทของงานในสภาฯ​ ที่เป็นภาพเบื้องต้นของการ “คุมเสียงส.ส.ฝั่งรัฐบาล” ที่มีภาวะปริ่มน้ำ จะมีน้อยคนในสังคมวงกว้างที่รู้ เพราะส่วนใหญ่จับจ้องไปที่ภาพความขัดแย้ง วิวาทะ และการเล่นเกมทางการเมืองในสภาฯ มากกว่า แต่สำหรับคนวงใน อย่าง “ส.ส.กิ๊ฟ” เธอบอกว่า ส.ส.ทุกคนพยายามทำงานให้เต็มที่ ภาพที่ปรากฎของการโต้เถียง เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในสภาฯ​ที่ต้องหารือกันในบางเรื่องเพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ยอมรับร่วมกัน หรือบางครั้งที่มีปัญหาเกี่ยวกับคะแนนลงมติ ซึ่งไร้ข้อสรุปว่าปัญหาเกิดจากบุคคล หรือ อุปกรณ์ลงคะแนน จึงวอนขอให้ประชาชนเห็นใจ ส.ส. เพราะทุกคนทำงานเต็มที่ แม้บางอย่างจะมีภาพ หรือผลที่ไม่น่าพอใจ ต้องขออภัย

ในภาวะที่ “สภาเสียงปริ่มน้ำ” และการคุมเสียงในสภาฯ อาจจะทำได้กระท่อน กระแท่น การขอความร่วมมือ ส.ส.เพื่อพยุงงานของรัฐบาล ไม่ให้ตกม้าตาย อาจมีอีกหลายครั้งที่ทำให้ “สังคม” เห็นภาพที่แปลกตา ทั้งเสียงของฝั่งฝ่ายค้าน หันมาสนับสนุนรัฐบาล หรือ เสียงของรัฐบาลที่แทบจะลุกออกห้องประชุมไม่ได้

   ถือเป็นภาวะทางการเมืองที่สังคมต้องจับตา ว่า..​ในภารกิจสำคัญของฟากรัฐบาล จะงัดไม้ไหน เพื่อเอาชนะ “เสียงปริ่มน้ำ” ที่แค่เสียงๆ เดียวก็ชี้เป็นชี้ตาย ชะตาทางการเมืองของรัฐบาล ได้แล้ว

   อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ทำหน้าที่เต็มที่ ส.ส.เเม่ลูกอ่อน ปั๊มนมกลางสภา

การเมืองไวรัส ‘ฮุน เซน’ เซียนเหยียบเมฆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416956?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองไวรัส ‘ฮุน เซน’ เซียนเหยียบเมฆ

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:25 น.
ฮุน เซน,ไวรัสโคโรน่า 2019,โควิด 19,สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา,เรือสำราญ เวสเตอร์ดาม,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,987 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 15-16 ก.พ.63

**********************

เรือสำราญ เวสเตอร์ดาม ของบริษัทฮอลแลนด์อเมริกาไลน์ สหรัฐฯ มีแผนจะเดินทางทั้งหมด 30 วัน มีกำหนดจะเทียบท่าที่โยโกฮามา ญี่ปุ่น ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ระหว่างนี้ เกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขอเทียบท่าส่งนักท่องเที่ยวกลับบ้าน ไม่มีชาติไหนให้เทียบท่า แม้แต่ประเทศไทย

ในที่สุด สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งเปิดท่าเรือสีหนุวิลล์รับเรือสำราญสัญชาติอเมริกัน พร้อมจัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเอิกเกริกในวันวาเลนไทน์

ฮุน เซนต้อนรับนักท่องเที่ยวจากเรือสำราญ

มีข้อน่าสังเกต นักท่องเที่ยวต่างชาตินำ “ผ้าพันคอทอมือ” ของชาวเขมรมาคล้องคอทุกคน ส่วนนักท่องเที่ยวบนเรือบางส่วนก็นำผ้าพันคอมาโชว์ที่ข้างเรือ

พลิกรับเป็นรุก

กลางดึกวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่สื่อในกัมพูชา เกี่ยวกับการตัดสินใจให้เรือสำราญแวะเทียบท่าสีหนุวิลล์ ว่า “นี่คือปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมในยามฉุกเฉิน”

นายกฯ ฮุน เซน สั่งการรัฐมนตรีสาธารณสุข, ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงพระสีหนุ และเจ้าหน้าที่กัมพูชา อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในเรือสำราญทุกขั้นตอน นับแต่บริการตรวจทางการแพทย์เพื่อหาเชื้อไวรัสโคโรนา บริการฟรีวีซ่า และบริการอื่นๆ

สังเกตนักท่องเที่ยวคล้องคอด้วยผ้าทอมือของกัมพูชา

ที่พิเศษไปกว่านั้น สมเด็จฮุน เซน ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาแจก “ผัาพันคอทอมือ” (Krama) แก่นักท่องเที่ยวในเรือสำราญทุกคน นัยว่าเป็นของที่ระลึกจากน้ำใจชาวกัมพูชา

ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

สมเด็จฮุน เซน รู้ดีว่า นักท่องเที่ยวในเรือสำราญจำนวน 1,455 คน คนส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน อังกฤษ และอีกหลายชาติในยุโรป จึงคิดแผนการบางอย่างในใจ

ลึกๆ แล้ว วันเดียวกันนั้น มี “ข่าวร้าย” จากสหภาพยุโรป หากไม่มีข่าวเรือสำราญจอดเทียบท่า ข่าวนี้จะได้รับความสนใจจากคนเขมรมากที่สุด

อียูลงดาบฮุนเซน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 สหภาพยุโรป(อียู) ลงมติตัดสิทธิทางการค้าต่อกัมพูชา ทำให้กัมพูชาเสียสิทธิพิเศษทางการค้าราว 20% ที่เคยได้รับจากอียูภายในโครงการ Everything but Arms (อีบีเอ) ซึ่งอียูอนุญาตให้กัมพูชาสามารถส่งออกสินค้าไปยังอียูได้ทุกรายการ โดยไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ยกเว้นอาวุธ

หนูน้อยคนนี้ถือป้ายขอบคุณกัมพูชา

สิทธิพิเศษทางการค้าที่กัมพูชาสูญเสียในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกราว 1 พันล้านยูโร (1.1 พันล้านดอลลาร์) โดยเฉพาะสิ่งทอเขมรได้รับผลกระทบหนัก สาเหตุที่อียูตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชา เนื่องจากรัฐบาลฮุน เซน มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ สื่อออนไลน์ที่สนับสนุนรัฐบาลฮุน เซน จึงเสนอบทความ กัมพูชามีน้ำใจต่อชาวยุโรปและโลก ทั้งที่ความจริงอันเจ็บปวด ยุโรปได้ตัด “อีบีเอ” บางส่วนออกจากกัมพูชา”

นักท่องเที่ยวขอบคุณกัมพูชา

พูดจาภาษานักเลงก็ว่า ทั้งที่คับแค้นใจต่อมติของอียู แต่นายกฯ ฮุน เซน ก็ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหลายสัญชาติ รวมทั้งชาวยุโรป เพื่อมนุษยธรรม

ผัาพันคอทอมือ” ที่มอบให้นักท่องเที่ยวในเรือสำราญ เวสเตอร์ดาม สมเด็จฮุน เซน ต้องการบอกอียูให้รู้ว่า ชาวเขมรถักทอผืนผ้างดงาม และนักท่องเที่ยวเหล่านี้ กำลังโฆษณาการท่องเที่ยวกัมพูชาทางอ้อม

จีนคือมิตรแท้

จริงๆ แล้ว ข่าวอียูจะลงมติตัดสิทธิทางการค้าต่อกัมพูชา ภายใต้โครงการ Everything but Arms (อีบีเอ) มีข่าวมานานแล้ว และสมเด็จฮุน เซน ก็รับทราบจะมีการลงมติ 12 กุมภาพันธ์นี้

วันที่ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน บินด่วนไปพบผู้นำจีนที่กรุงปักกิ่ง ทำนองว่า มาให้กำลังใจประธานสี จิ้นผิง ต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 โดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า นายกฯ กัมพูชา จะมาเยือนจีนในยามวิกฤติเช่นนี้

ไปปักกิ่งพบสี จิ้นผิง

ในเวลาอันจำกัด สมเด็จฮุน เซน ได้ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการกับ หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน โดยไม่มีสื่อจีนหรือกัมพูชาออกข่าวว่า สองนายกรัฐมนตรีพูดคุยกันเรืื่องอะไร แต่สื่อตะวันตกก็คาดหมายว่า นายกฯ ฮุน เซน คงคุยกับทางการจีน เพื่อหามาตรการรองรับธุรกิจสิ่งทอ หากอียูตัดสิทธิทางการค้า

อีกด้านหนึ่ง นายกฯ ฮุน เซน คงต้องการให้ภาพที่จับมือกับสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ทำให้สมาชิกอียูได้คิดใคร่ครวญ ก่อนจะลงมติตัดสิทธิทางการค้าต่อกัมพูชา

ดังที่ทราบกัน โรงงานสิ่งทอในกัมพูชา ส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มทุนจีน ฉะนั้น นายกฯ ฮุน เซน จึงต้องหาทางหนีทีไล่ไว้ แต่โชคดีที่ถูกตัดสิทธิไปแค่บางส่วนเท่านั้น

ทุกย่างก้าวของฮุน เซน ล้วนเป็นเกมการเมือง