11​ เรื่องควรรู้​…ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

11​ เรื่องควรรู้​…ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค.

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:35 น.
11​ เรื่องควรรู้​,ก่อนวินิจฉัย,คดียุบพรรคเงินกู้ อนค
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

11​ เรื่องควรรู้..​ก่อน 21 ก.พ.นี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ 191.20 ล้านบาทของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

21 ก.พ.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ 191.20 ล้านบาทของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

ก็มีการคาดการณ์กันไปต่างๆนานา โดยล่าสุดข่าวจะออกไปในทางโน้มเอียงว่าพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบและกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้ว่านายธนาธร จะเชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่จะรอดจากการถูกยุบพรรคในคดีนี้ได้ก็ตาม

แต่ก่อนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนี้ มี 11 ข้อ ที่เราควรรู้  

 1.​ ศาลรธน.จะวินิจฉัยตามคำร้องของ​ กกต.

ศาลไม่ได้ตัดสินตามใจศาล​ แต่ตัดสินตามคำร้องของผู้ร้องซึ่งในที่นี้คือ​ กกต.​ โดยพิจารณาตามข้อเท็จจริง​ และข้อกฎหมาย

  2.​ คำร้องของ​ กกต.​ ร้องว่าอะไร?

(11 ธ.ค. 62)​ กกต.มีมติ พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธรจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

3.​ คำร้องของ​ กกต.​ แปลว่า?

3.1​ พรรคอนาคตใหม่​ กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน​ 191​ ล้านบาท

3.2​ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิด​ ม.72​ (ตาม​ พรป.ประกอบ​ รธน.​ ว่าด้วยพรรคการเมือง​ 2560)

3.3​ กกต.จึงยื่นคำร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่​ ตาม​ มาตรา​ 92 วรรค​ 1​ (3) และ​ มาตรา​ 93

  4.​ มาตรา​ 72​ เขียนไว้ว่าอย่างไร

มาตรา 72  บัญญัติว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 5.​ มาตรา​ 72​ แปลว่า​

5.1​ บอกว่า​ พรรคการเมือง​ ห้ามรับ สิ่งต่อไปนี้​ (ไม่ได้บอกว่า​ใคร​จะให้กู้ได้หรือไม่ได้)​

5.2​ สิ่งที่ห้ามรับ​ ก็คือ​

5.2.1 เงินบริจาค​

5.2.2 ทรัพย์สิน

5.2.3 ประโยชน์อื่นใด

5.3​ โดยรู้ หรือ ควรรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกม.​ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย

  6.​ ข้อเท็จจริงคือ

6.1 พรรคอนาคตใหม่รับเงินนายธนาธร​ มาแล้ว​ (โดยระบุว่าเป็นเงินกู้)​ ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว​ ศาลจึงไม่สั่งให้มีการไต่สวนเพิ่มเติม​ จึงเหลือเพียงการพิจารณาว่า​มีความผิดตามข้อกฎหมายหรือไม่?

 7.​ ข้อกฎหมายที่ศาลน่าจะวินิจฉัยคือ​

7.1 เงิน​ ธนาธร​ ที่พรรครับมา​ เข้าข่ายสิ่งที่ห้ามรับหรือไม่​ ตาม​ ม.72?

7.1.1 เงินที่พรรครับมาอยู่ในประเภทหนึ่งของรายได้พรรคการเมืองที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่​

7.1.2 ตามมาตรา​ 62​ นั้น​ เงินที่รับมานี้​ไม่อยู่ในประเภทหนึ่งของรายได้พรรคการเมืองที่กฎหมายกำหนด​ (และตามกฎหมายมหาชน​ ต้องตีความตามตัวบท​ สิ่งที่ทำได้คือสิ่งที่กำหนดไว้เท่านั้น)​

7.1.3 เงินที่ไม่อยู่ในประเภทหนึ่งประเภทใดของรายได้พรรคตามกฎหมาย​ที่พรรคอนาคตใหม่รับมานี้ถือว่า​ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา​ 72​ หรือไม่?

7.2 เงินที่พรรครับมา​ รู้​ หรือ​ ควรรู้ว่า​ ได้มาโดยไม่ชอบด้วย กม.​ หรือ​ มีที่มาโดยผิดกม.หรือไม่?

7.2.1 มาตรา​ 66​ วรรคสอง​ “พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้” = ห้ามพรรคการเมืองรับเงิน​จากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง​เกิน​ 10​ ล้านบาท/ปี​

7.2.2 เงินที่พรรคอนาคตใหม่รับมาจากธนาธร​ 191​ ล้าน​ เกิน​ 10​ ล้านบาท/ปี

7.2.3 เงินที่รับมานี้จะถือว่า​”ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตาม​ มาตรา​ 72​ หรือไม่? (แม้จะอ้างว่าไม่ใช่เงินที่มีที่มาผิด​กฎหมายก็ตาม)​

8.​ ถ้าวินิจฉัยว่าผิด​จะวินิจฉัยต่อว่า​ มีโทษ​ยุบพรรคตามมาตรา​ 92 วรรค1​ (3) หรือไม่​

 9.​ ความเป็นไปได้​ ก็คือ​

9.1 วินิจฉัยว่า​ ไม่ผิด​ และ​ ไม่ยุบพรรค

9.2 วินิจฉัยว่า​ ผิด​ และ​ ยุบพรรค

9.3 วินิจฉัยว่า​ ผิด​ แต่​ ไม่ยุบพรรค​ แต่อาจตัดสิทธิ์​ กก.บห.ของพรรค

10.​ เอกสาร​หลุด​ ความเห็นทางกม.อื่น​ๆ​ ศาลจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้​ เพราะอำนาจการวินิจฉัยข้อกม.ของศาล ​อยู่ที่ศาลอยู่แล้ว

 11.​ ประเด็นของรูปคดีนี้ไม่ใช่​ ธนาธร​ “ให้พรรคกู้เงินได้” หรือไม่ได้? ผิดหรือไม่ผิด? (นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องไปว่ากันอีกคดี)​ แต่คือ​ พรรคอนาคตใหม่​หรือกรรมการบริหารพรรค “รับเงิน” ของธนาธร​ (ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินอะไรก็ตาม)​ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้​ จะมีความผิดหรือไม่? และมีความผิดขนาดไหน?

สำหรับคดีนี้​ใช้เวลาสืบเนื่องมายาวนานร่วม​ 9​ เดือน​ ตั้งแต่นายศรีสุวรรณ​ จรรยา ไปยื่นต่อ กกต.​ เมื่อวันที่ 21​ พ.ค.2562  ต่อมา ​ กกต.มีมติ​เมื่อ 11​ ธ.ค.​ 2562​ และยื่นศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ ​ 13​ ธ.ค.​ 2562​ และศาลนัดอ่านคำวินิจฉัย​ 21​ ก.พ.​2563​ ที่พรรคอนาคตใหม่​

ดังนั้นที่ ธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร​ แสงกนกกุล บอกว่าคดีนี้​ “มีธง”

 คำถามคือว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมต้องปล่อยให้การพิจารณาคดีกินเวลายาวนานถึง​ 9​ เดือน​ ซึ่ง​ กกต.ถูกวิจารณ์ว่าพยายามดึงเรื่องถ่วงเวลาให้ล่าช้าด้วยซ้ำ​ จนมีนักกฎหมายหลายคนต้องออกมากระทุ้งผ่านโซเซียลมีเดีย​ เรื่องจึงเดินต่อได้​

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :11​ เรื่องควรรู้ก่อนวินิจฉัยคดียุบพรรคเงินกู้ อนค.

กวาดบ้านตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กวาดบ้านตัวเอง

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:15 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,กวาดบ้านตัวเอง
เปิดอ่าน 1,251 ครั้ง

กวาดบ้านตัวเอง คอลัมน์…  ดงงูเห่า  โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

ผมไม่ค่อยได้ชื่นชมใครในการทำงานนักข่าว

แต่ครั้งนี้ ขอชื่นชมด้วยความจริงใจ กับการ ที่ บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ที่กำลัง “กวาดบ้านตัวเอง”

   “บิ๊กแดง” ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน เป็นนายทหารที่ต้องเอาเป็นตัวอย่างหลายเรื่องทั้งในช่วงที่เป็น ผบ.ทบ. และก่อนจะมาเป็น ผบ.ทบ.

  บิ๊กแดง เป็นนายทหารที่รักครอบครัว ไม่เคยทำอะไรให้เสื่อมเสีย เหมือน บิ๊กๆ บางคน ที่คั่วอีหนู โดยไม่สนใจภรรยาและลูก

ผมว่า บิ๊กแดง มีหลายอย่างที่เหมือน นายกฯ ลุงตู่ คือเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่หักหลังใคร รักครอบครัว เป็นห่วงลูกเต้า จะไม่ยอมทำอะไรให้เสื่อมเสีย

เพราะว่าในยุคนี้หูตาคนกว้างไกล ใครไปแอบนัดอีหนูที่ไหน คนเขาถ่ายได้หมด เพราะนักสืบโซเชียลมันเยอะ

การที่ บิ๊กแดง สั่งกวาดบ้านตัวเอง หรือภาษาชาวบ้านเขาเรียก ทุบหม้อข้าวตัวเอง คือการจัดการปัญหาเรื่องผลประโยชน์ อันเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่โคราช

มันตัดสินใจลำบากมากนะ ที่กิจการต่างๆ ที่ทำมานานแล้ว ไม่ว่า สนามกอล์ฟ สโมรสรฟุตบอล สนามมวย และอีกจิปาถะ แม้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์กราดยิง

แต่เมื่อถึงเวลา บิ๊กแดง จำเป็นจะต้องทำ

คือทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพ ฉวยสถานการณ์ลูกน้องจะเป็นจะตายแต่สร้างตนเองให้เป็นวีรบุรุษ โดยมีทีมงานคอยถ่ายภาพถ่ายทำออกสื่อ

เพื่อกลบความฉาวโฉ่ในองค์กรที่ตนเองดูแล

สิ่งเหล่านี้ บิ๊กแดง ทำไม่เป็น สังคมโซเชียลจึงไม่ได้ให้เครดิตไม่ว่าจะในเหตุการณ์ที่ไหน

ที่สำคัญคือ การแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขายเก้าอี้ หรือแบ่งโควตาให้เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลที่ไหน ในกองทัพไม่มี เหมือนที่อื่นที่กำลังทำกันในรอบเดือนเมษายนนี้

บิ๊กแดง จะต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ในเดือนกันยายนที่จะเกษียณเพื่อทำให้กองทัพใสสะอาดเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

ตรงข้ามกับบางคนที่กำลังจะเกษียณในเดือนกันยายน เอาแต่กอบโกยใส่กระเป๋า โดยไม่สนใจว่า บ้านตัวเองที่เน่าเฟะอยู่มานานหลายปี จะกวาดจะล้างบ้าง

นี่ไงถึงต้องยกธงเชียร์ บิ๊กแดง แม้ว่าเกษียณแล้ว แต่บ้านอาจจะกวาดไม่หมดเพราะมันเยอะก็ตาม แต่หากได้ไปเป็น รมว.กลาโหม ก็ยังมีโอกาสที่จะหวนกลับมากวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยได้

ต่างจากบางคนที่มีการปล่อยข่าวว่าจะเป็นรัฐมนตรี จะเป็นได้อย่างไร นายกฯ จะกล้าตั้งหรือในเมื่อมาจากบ้าน ที่สกปรก มาเป็นรัฐมนตรี จะทำให้กระทรวงพลอยสกปรกและมัวหมองไปด้วยไหมนี่

หากอยากรู้ว่า ใคร ให้รอฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ซักซ้อมข้อมูล ให้ ส.ส.ของพรรคเรียบร้อยแล้ว รับรองว่า ข้อมูลลึก ถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณแน่นอน

ยี่ห้อตำรวจกองปราบฯ เก่าคงไม่ทำให้ผิดหวัง

ไม่แน่นะ การอภิปรายครั้งนี้ อาจทำให้ใครบางคนตกเก้าอี้ก็เป็นไปได้ ขึ้นกับภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯ ลุงตู่

ต้องกล้าตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เหมือนสุภาษิตโบราณที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

บิ๊กแดง คือบัณฑิต ส่วนคนพาล เป็นใคร เดี๋ยวนายกฯ ก็รู้

เว้น-ลด ภาษี 4.0 – เขตพัฒนาเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เว้น-ลด ภาษี 4.0 – เขตพัฒนาเศรษฐกิจ

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:15 น.
ขตพัฒนาเศรษฐกิจ,ภาษี,ประยุทธ์,อุตสาหกรรม 40
เปิดอ่าน 450 ครั้ง

เว้น-ลด ภาษี 4.0 – เขตพัฒนาเศรษฐกิจ คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ครม. ได้อนุมัติ 2 มาตรการภาษีสำคัญ ประกอบด้วย 1.มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 และ 2.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 โดยกระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ

1.กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในส่วนที่จ่ายไปเพื่อทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ที่สถานศึกษาของรัฐหรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ได้เป็นจำนวน 3 เท่าของที่จ่ายจริง ดังนี้
1) ให้หักรายจ่าย 1 เท่าแรกตามที่จ่ายจริง
2) ให้หักรายจ่ายเท่าที่ 2 เพิ่มขึ้นจากเท่าที่ 1 ตามจำนวนที่จ่ายจริง
3) ให้หักรายจ่ายเท่าที่ 3 เพิ่มเติมจากเท่าที่ 2 แต่เมื่อรวมกันต้องไม่เกินเพดาน ประกอบด้วย ร้อยละ 60 เฉพาะส่วนของรายได้ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท, ร้อยละ 9 เฉพาะส่วนของรายได้ที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท, ร้อยละ 6 เฉพาะส่วนของรายได้ที่เกิน 200 ล้านบาท

โดยการหักรายจ่ายตาม 1-3 รวมกันต้องไม่เกินกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือไม่เกิน 100 ล้านบาท

2.กำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับการบริจาคทรัพย์สินให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ที่สถานศึกษาของรัฐหรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

สำหรับรายละเอียด คือ ต้องบริจาคทรัพย์สินระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

และมีเงื่อนไข กำหนดให้ต้องไม่นำรายจ่ายที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษี ไปหักเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (3) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

กำหนดให้ต้องไม่นำรายจ่ายที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรฉบับอื่น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

กำหนดให้ต้องไม่นำรายจ่ายไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ส่วนมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยกระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สาระสำคัญคือ เป็นการขยายเวลาการจดแจ้งการขอใช้สิทธิลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการประกอบกิจการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยกำหนดให้มีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากอัตราร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 10 เป็นเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ สำหรับกำไรสุทธิจากรายได้ที่เกิดจากการผลิตสินค้าหรือการให้บริการและมีการใช้บริการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ได้จดแจ้งการขอใช้สิทธิการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง

15 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:10 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,กองท้พบก,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

อย่าเป็นแค่ไฟไหม้ฟาง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 15 – 16 กุมภาพันธ์ 2563

พลันที่เสียงปืนภายในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช เงียบสงบ กองทัพบกต้องตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแค่พฤติกรรมของคนในองค์กรยศจ่าสิบเอกที่กระทำการอุกอาจ ภายหลังยิงบุคคลที่เป็นคู่กรณีเสียชีวิตแล้วยังขับรถไปปล้นอาวุธปืนในคลังอาวุธของกองทัพ ออกมายังพื้นที่เปราะบางสาดกระสุนใส่ผู้คนอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหาร ตำรวจ และประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตลอดรายทางและในห้างจำนวนมากร่วม 30 คนเท่านั้น แต่สาเหตุของการยิงกลับกลายเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ การซื้อบ้านจัดสรรสวัสดิการทหารเข้ามาเกีี่ยวข้อง จนทำให้สังคมเกิดความสงสัยเคลือบแคลงถึงเรื่องการประกอบธุรกิจในกองทัพ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในหมู่บุคลากรและกำลังพล กระทั่ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศล้างบางธุรกิจในกองทัพทุกรูปแบบ

ดูเหมือนปัญหาที่หมักหมมและดูจะเป็นผลลบกับกองทัพในหลายเรื่อง ผู้นำสูงสุดในกองทัพบกผู้นี้จะรับทราบมาพอสมควร โดย พล.อ.อภิรัชต์ ได้ยกตัวอย่างมาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ทีมฟุตบอลอาร์มี่ยูไนเต็ด ที่ได้ยุบเลิกไปแล้ว  หรือจะเป็นการจัดซื้อปืนสวัสดิการทุกชนิดของกองทัพบก ซึ่งต่อไปใครจะซื้อปืนสวัสดิการภายนอกจากหน่วยงานใดก็ตาม ผู้บังคับบัญชาชั้นนายพลจะต้องทำคำสั่งผ่านเสนาธิการทหารบกเท่านั้น ซึ่งตามระเบียบการเดิมจะให้นายทหารชั้นนายพันเป็นผู้เซ็นเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังพลและพ่อค้าซื้อขายอาวุธกันได้ง่าย หรือจะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงเวรยามทหารที่มีการหักค่าหัวคิวลูกน้อง ซึ่งในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือน รายได้ในส่วนนี้ถูกแบ่งสันปันส่วนไปให้แก่ผู้เป็นนายหรือนายทหารระดับสูงไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาและเป็นที่ฮือฮาไม่น้อยกับแนวความคิด ให้นายทหารที่เกษียณราชการย้ายออกจากบ้านหลวงเพื่อจัดระบบบ้านพักสวัสดิการทหาร เพื่อให้ทหารที่ยังไม่เกษียณอายุราชการได้เข้าไปพักอาศัยต่อ ยกเว้นผู้ที่ยังทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ รวมถึงการรื้อสวัสดิการดั้งเดิมของกองทัพบก เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรม และสนามมวย ที่จะไปหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อให้เข้ามาดำเนินการเรื่องผลประโยชน์เหล่านี้ หลังเกิดข้อครหาถึงการทุจริตต่อทรัพย์สินของราชการ โดยเฉพาะการหาประโยชน์จากที่ดินราชพัสดุ ตามที่เป็นข่าวเรื่องการจัดสรรขายโดยญาติของนายทหาร ผู้บังคับบัญชา โดยมีจุดประสงค์เพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างเงินกู้สวัสดิการ อันนำไปสู่การทุจริตคดโกงที่เกิดขึ้นกับทหารชั้นผู้น้อยจำนวนมาก

คงไม่อาจปฏิเสธว่าสาเหตุส่วนหนึ่งของการก่อเหตุร้ายครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับกองทัพบกทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจสีเทาที่หาประโยชน์จากนายทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพ ปัญหาการควบคุมป้องกันอาวุธยุทโธปกรณ์ มาตรฐานในการตรวจสภาพจิตใจกำลังพลประจำปี ทุกระดับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเสียทีเดียว แต่เป็นภารกิจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ผบ.ทบ.โดยตรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องกับการประกาศสร้างความโปร่งใสในกองทัพครั้งนี้ เพื่อไม่ให้สังคมได้เคลือบแคลงอีกต่อไป ที่สำคัญจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งหลังจากนี้กิจการใดๆ ที่หน่วยงานไม่มีความสามารถหรือชำนาญก็ควรปล่อยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล เพื่อกำจัดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในทุกๆ ด้าน รวมทั้งช่วยให้ทางกองทัพได้มีระบบที่ได้มาตรฐานสากล และบริหารงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

ปลุกขวัญ ‘ธรรมนัส’ พะเยารอ ‘ลุงตู่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416719?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ปลุกขวัญ ‘ธรรมนัส’ พะเยารอ ‘ลุงตู่’

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:15 น.
ธรรมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,อัครา พรหมเผ่า,พะเยา,นายก อบจพะเยา,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 2,255 ครั้ง

ปลุกขวัญ ‘ธรรมนัส’ พะเยารอ ‘ลุงตู่’คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14 ก.พ.63

*****************************

ยกทัพใหญ่ไปกว๊านพะเยาเมื่อวันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะชุดใหญ่ เพื่อไปตรวจโครงการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาหนองเล็งทราย อ.แม่ใจ

ก่อนหน้าจะไป อ.แม่ใจ “ลุงตู่” ได้ไปที่วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อ.เมืองพะเยา โดยมีชาวพะเยามาต้อนรับอบอุ่น ระหว่างนั้นลุงตู่ร่วมเล่นเครื่องอังกะลุงของกลุ่มผู้สูงอายุชาวพะเยา โดยมีการบรรเลงเพลง พะเยารอเธอ”

เพลงพะเยารอเธอ เสมือนเพลงประจำจังหวัดพะเยา ชาวเจียงฮายมีเพลง “เชียงรายรำลึก” ชาวพะเยาก็มีเพลง “พะเยารอเธอ” เช่นกัน “จงกลับคืนมาหารักดังเก่า ลืมเรื่องร้ายคลายเศร้า เจ้าอย่าทำเมินไฉน พะเยารอเธอ รอรักด้วยความห่วงใย จะนานแสนนานเท่าไหร่ ขอให้เธอนั้นกลับมา”

ธรรมนัสโมเดล

การไปตรวจราชการที่เมืองพะเยาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะจังหวัดนี้มี ส.ส.ชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “มือประสานสิบทิศ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พรรคร่วมฝ่ายค้านวางยุทธศาสตร์ซักฟอกรัฐมนตรี โดยพุ่งเป้าไปที่ “คสช.” รายชื่อรัฐมนตรี ล้วนเป็นคนหน้าเดิมของ คสช. มีเพียง “ร.อ.ธรรมนัส” คนเดียวที่ไม่ได้เป็นสมาชิก คสช.

สองพี่น้องตระกูลพรหมเผ่า

ย้อนไปสมัยเลือกตั้งปี 2562 ร.อ.ธรรมนัส ได้สร้างปรากฏการณ์ “ดับทักษิณ” โดยพรรคพลังประชารัฐ ยึด 2 ที่นั่ง ส.ส.มาได้ จากทั้งหมด 3 ที่นั่ง

เขต 1 (อ.เมือง และ อ.แม่ใจ) ร.อ.ธรรมนัส เอาชนะ อรุณี ชำนาญยา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อรุณีเป็นผู้แทนที่มากับกระแสทักษิณ เที่ยวนี้พ่ายยับ

อินทร์จันทร์ พรหมเผ่า (สวมแว่น) บิดา ร.อ.ธรรมนัส มอบบ้านให้คนยากไร้

เขต 3 (อ.ดอกคำใต้ อ.ภูกามยาว อ.ปง และ อ.เชียงม่วน) “เสี่ยยุ้ย” จิรเดช ศรีวิราช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ โค่น ไพโรจน์ ตันบรรจง อดีตส.ส.เพื่อไทย

มีเพียงเขต 2 (อ.เชียงคำ อ.ภูซาง และอ.จุน) แชมป์เก่า “เสี่ยมี่” วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ค่ายเพื่อไทย ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้

รอบหน้าเสี่ยมี่คงเหนื่อยหนัก หากผู้กองธรรมนัสยังบารมีเบ่งบานเหมือนทุกวันนี้

ยึดกว๊านพะเยา

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยึดเก้าอี้ ส.ส.พะเยา ได้ 2 เขต เป้าหมายต่อไปคือ ปักธงยึด อบจ.พะเยา โดยจะส่งน้องชาย อัครา พรหมเผ่า” ลงชิงนายก อบจ.พะเยา

เมื่อเลือกตั้งนายก อบจ.พะเยา ปี 2554 ผู้กองธรรมนัส หนุน “วรวิทย์ บุรณศิริ” น้องชาย วิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ล้ม “ไพรัตน์ ตันบรรจง” นายก อบจ.พะเยา หลายสมัย หลังจากนั้นผู้กองธรรมนัสส่ง “อัครา” ไปเป็นรองนายก อบจ.พะเยา

อัครา ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย

ช่วงเลือกตั้ง “เสี่ยอี๊ด-วรวิทย์” เลือกอยู่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย ผิดกับไพรัตน์ ตันบรรจง อดีตนายก อบจ.พะเยา ที่ประกาศช่วยเหลือผู้กองธรรมนัสหาเสียงเลือกตั้ง

ธรรมนัสควงน้องชาย ออกงานช่วยชาวบ้าน

วันนี้ “อัครา” ในฐานะที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ออกพบปะชาวบ้านต่อเนื่อง รวมทั้ง อินจันทร์ พรหมเผ่า บิดาของ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบ “บ้านธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล” ให้แก่คนยากจน

โมเดล อบจ.พะเยา จะพิสูจน์ศักยภาพของผู้กองธรรมนัส..น่าติดตามด้วยใจระทึก

เสี่ยอี๊ด”ไม่ถอย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562 ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในเวลานั้น ได้ลงนามสั่งการให้ วรวิทย์ บุรณศิริ” นายก อบจ.พะเยา พร้อมพวกรวม 4 คน ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตามที่ ป.ป.ช.พะเยา ได้มอบหมายให้อัยการจังหวัดฟ้อง วรวิทย์ บุรณศิริ กับพวก ในข้อหาทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

เสี่ยอี๊ด นายก อบจ.พะเยา

“เสี่ยอี๊ด วรวิทย์” คนอยุธยา น้องชายของวิทยา บุรณศิริ ส.ส.กรุงเก่า มาปักหลักอยู่ที่ ต.ดอนศรีชุม อ.ดอกคำใต้ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

เมื่อถูกพักงาน “เสี่ยอี๊ด” ก็ทำงานเพื่อสังคม ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์นกยูงพะเยา จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อนกยูง นอกจากนั้นยังเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่เปิดเผย

เสี่ยอี๊ดกับพี่ชาย วิทยา บุรณศิริ สมัยเป็นรมว.สาธารณสุข

วันที่ 18 มกราคม 2563 เสี่ยอี๊ด โพสต์ข้อความว่า “อุดมการณ์ เพื่อผืนแผ่นดินพะเยา และจะขออยู่เคียงข้างชาวพะเยาตลอดไป” เหมือนจะส่งสัญญาณว่ายังไม่หันหลังให้การเมืองท้องถิ่น

ที่น่าตีความมากไปกว่านั้น เสี่ยอี๊ดได้ยกเพลทคำโคลงศรีปราชญ์มาแปะไว้ที่หน้าเฟซบุ๊ก “..เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนองฯ”

เสี่ยอี๊ดต้องการสื่อข่าวส่งความคำโคลงศรีปราชญ์นี้ไปหาใคร

กลับไม่ได้ เสียงจาก ‘กี้ร์’ ขอปั้นตัวแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลับไม่ได้ เสียงจาก ‘กี้ร์’ ขอปั้นตัวแทน

14 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:55 น.
กี้ร์,อริสมันต์,ชูธงทวนกระแส,พรานข่าว,เจาะประเด็นร้อน,แกนนำ นปช,วันชนะ เกิดดี
เปิดอ่าน 8,894 ครั้ง

กลับไม่ได้ เสียงจาก ‘กี้ร์’ ขอปั้นตัวแทน คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

****************************

บ่อยครั้งที่เราอาจได้ยินได้ฟังบทสัมภาษณ์จากแกนนำ นปช. อย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่พูดถึงเรื่องคดีความอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมือง และการต้องรับโทษทัณฑ์ตามกบิลเมือง

“ชะตากรรมเหล่านี้ เป็นเรื่องของความยากลำบาก เรามีหน้าที่ยอมรับชะตากรรม แต่บางเรื่องมันหมดหนทาง …มันเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะสู้กันอย่างไร ติดคุกก็ติดมาแล้ว ทุกอย่างสารพัดที่จะโดน น้อมรับชะตากรรมทุกอย่าง ก็ยังจะต้องมาโดนอย่างนี้กันอีก แต่ทั้งหมดเราก็ยังต้องเคารพกระบวนการยุติธรรมนี้อยู่ เพียงแต่เราปรับทุกข์ให้ฟัง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย”

เมื่อไม่นานมานี้ จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช. พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมแกนนำ นปช. ที่ต้องโทษคดีการเมืองจากคำพิพากษาศาลฎีกา กรณีร่วมกันชุมนุมและขัดขวางการประชุมอาเซียน ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่เมืองพัทยา เมื่อปี 2552 ประกอบด้วย วรชัย เหมะ, สำเริง ประจำเรือ, สิงห์ทอง บัวชุม, ศักดา นพสิทธิ์ และพงษ์พิเชฐ สุขจินดาทอง ส่วนพายัพ ปั้นเกตุ ย้ายไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

แกนนำ นปช.ที่ต้องโทษคดีเดียวกัน อย่าง พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่งระหว่างนี้ กำลังมีการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กำแพงเพชร เขต 2

วันก่อน นคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย และผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกำแพงเพชร เพื่อขอให้ดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เนื่องจากมีประชาชนในกำแพงเพชร รู้เห็นความเคลื่อนไหวของจำเลย รู้ว่าไปซื้อกับข้าวที่ไหน รู้ว่านอนที่ไหน รู้ว่าเคลื่อนไหวช่วยลูกชายที่กำลังสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ส่วนแกนนำ นปช.อีก คน นำโดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรองธนกฤต ชะเอมน้อย(วันชนะ เกิดดี) และนิสิต สินธุไพร คาดว่า ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบัน วันชนะ เกิดดี” นักร้องลูกทุ่งชาวเพชรบุรี ที่มีผลงานเพลงโด่งดังในช่วงปี 2538-2540 ยังใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวสื่อสารกับคนเสื้อแดง ส่วนใหญ่จะนำ “เพลงการเมือง” ที่เขาร้องไว้สมัยแดงทั้งแผ่นดิน มาโพสต์หน้าเฟซบุ๊ก

อย่างเมื่อ 23 ธันวาคม 2562 วันชนะโพสต์เพลง “ลมหายใจของผู้ไม่แพ้” ขับร้องโดย วันชนะ เกิดดี และอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และ “กี้ร์ อริสมันต์” เป็นผู้เขียนคำร้อง

เพลงลมหายใจของผู้ไม่แพ้

ในคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้ มีแฟนคลับเสื้อแดงมาให้กำลังใจ “ขอให้ได้กลับบ้านโดยเร็ววันนะคะ ทุกคนค่ะ บุญรักษาค่ะ” วันชนะตอบทันที “10 ปีแหละครับ”

เมื่อต้นปี 2563 “อริสมันต์” เริ่มโพสต์เฟซบุ๊กสื่อสารกับคนเสื้อแดง ด้วยการอวยพรปีใหม่ว่า “ปีใหม่นี้ขอให้ทุกๆ ท่าน มีแต่ความสุข ทั้งใจกาย สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ธุรกิจดีเติบโต ค้าขายมีกำไร ร่ำรวยเงินทอง ทรัพย์สินเพิ่มพูน ครอบครัวมั่นคง..”

วันที่ 26 มกราคม 2563 อริสมันต์ โพสต์อีกว่า “ผมอาจจะไม่มีทางกลับไปที่ ที่ผมจากมา แต่ไม่นาน เวลาจะพาผมกลับไป และอีกไม่นาน ผมจะสร้างตัวแทนที่ดีกว่า เก่งกว่า หล่อกว่า ไปร้องเพลงให้ฟัง และเมื่อโตขึ้นเขาจะไปรับใช้ประชาชนที่ผมรัก สร้างความเจริญให้ประเทศที่ผมเกิด”

อริสมันต์ ในประเทศเพื่อนบ้าน

ช่วงปี 2553-2554 อริสมันต์ และแกนนำ นปช.กลุ่มหนึ่ง ได้หลบหนีเข้ากัมพูชา มีคอนเนกชั่นแนบแน่นกับ “ญาตินักการเมือง” ประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้รับการช่วยเหลือจากคุณหญิงฮุน เซน นี เจ้าของโรงงานการ์เมนท์ที่ใหญ่ที่สุดในพนมเปญ และธุรกิจด้านการเกษตร

เนื่องจากคุณหญิงฮุน เซน นี มีธุรกิจในเมืองไทยด้วย จึงเดินทางมากรุงเทพฯ และแถวปริมณฑลบ่อย ได้รู้จักมักคุ้นกับแกนนำ นปช.หลายคน โดยเฉพาะนักร้องเสียงทองอย่างอริสมันต์

หลายคนสงสัยว่า เหตุใดแกนนำ นปช.คนอื่นๆ จึงไม่ไปหลบภัยในประเทศเพื่อนบ้านเหมือนอริสมันต์ และพวก ก็ได้คำตอบว่า การอาศัยอยู่ในต่างแดน ต้องใช้เงินเยอะ และมีคอนเนกชั่นพิเศษ

แกนนำคนเสื้อแดงที่พร่ำบอกกับมวลชนว่า “คนเท่ากัน” แต่ในชีวิตจริงของพวกเขา ก็ไม่เท่ากัน ใครมีเส้นสายก็สุขสบาย ไม่ต้องมานอนคุกเหมือนนักโทษทั่วไป

อ่วม.. ออกกฎเก็บค่าจอดรถใน อปท. ไม่เว้นมอเตอร์ไซด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416548?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่วม.. ออกกฎเก็บค่าจอดรถใน อปท. ไม่เว้นมอเตอร์ไซด์

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:30 น.
เก็บค่าจอดรถ,มอเตอร์ไซด์,อปท,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เปิดอ่าน 2,105 ครั้ง

คนมีรถอ่วม ออกกฎคิดค่าจอดรถใน อปท. ไม่เว้นแม้แต่มอเตอร์ไซค์

11 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

1.ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับขนาดความหนาแน่นในการจราจร รายได้ และขีดความสามารถในการใช้บังคับให้เป็นไปตามกฎหมายที่จะบังคับแก่เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ….

เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดระเบียบการจอดรถของเทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล โดยกำหนดให้พื้นที่ที่ประชาชนมาชุมนุมกัน เช่น ตลาด ที่อยู่อาศัย สถานที่ราชการ สถานศึกษา สถานพยาบาล สถานที่ท่องเที่ยว พื้นที่ที่มีการประกอบการพาณิชย์หรือการค้าขายหรือการอุตสาหกรรม และมีความหนาแน่นในการจราจร จำเป็นต้องจัดให้มีที่จอดรถในทางหลวงหรือที่สาธารณะและจัดระเบียบการจอดรถ มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการจัดระเบียบการจอดรถ มีความพร้อมในการจัดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ วัสดุอุปกรณ์ และการบริหารจัดการ

2.ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจอดรถในที่จอดรถ ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถ ค่าเคลื่อนย้ายรถ และค่าดูแลรักษารถในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ.ศ. …. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและอัตราค่าใช้จ่าย ดังนี้

       ค่าธรรมเนียมในการจอดรถ
1. รถจักรยานยนต์ ชั่วโมงแรก 5 บาท ชั่วโมงต่อไป 10 บาท
2. รถยนต์ขนาดไม่เกิน 4 ล้อ ชั่วโมงแรก 10 บาท ชั่วโมงต่อไป 20 บาท
3. รถยนต์ขนาด 6 ล้อ ชั่วโมงแรก 20 บาท ชั่วโมงต่อไป 30 บาท
4. รถยนต์ขนาด 8 ล้อ ชั่วโมงแรก 30 บาท ชั่วโมงต่อไป 40 บาท
5. รถยนต์ขนาด 10 ล้อ ชั่วโมงแรก 40 บาท ชั่วโมงต่อไป 60 บาท
6. รถยนต์ขนาดเกิน 10 ล้อ ชั่วโมงแรก 50 บาท ชั่วโมงต่อไป 80 บาท
7. ยานพาหนะทางบกประเภทอื่น ชั่วโมงแรก 50 บาท ชั่วโมงต่อไป 80 บาท

กำหนดอัตราค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือบังคับไม่ให้เคลื่อนย้ายรถได้ไม่เกินอัตราคันละ 500 บาท ส่วนอัตราค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายรถ ดังนี้
1. รถจักรยานยนต์ คันละ 500 บาท
2. รถยนต์ขนาดไม่เกิน 4 ล้อ คันละ 1,500 บาท
3. รถยนต์ขนาด 6 ล้อ คันละ 1,500 บาท
4. รถยนต์ขนาด 8 ล้อ คันละ 2,000 บาท
5. รถยนต์ขนาด 10 ล้อ คันละ 2,000 บาท
6. รถยนต์ขนาดเกิน 10 ล้อ คันละ 2,500 บาท
7. ยานพาหนะทางบกประเภทอื่น คันละ 2,500 บาท
    อัตราค่าดูแลรักษารถที่ถูกเคลื่อนย้าย
1. รถจักรยานยนต์ คันละ 200 บาท
2. รถยนต์ขนาดไม่เกิน 4 ล้อ คันละ 300 บาท
3. รถยนต์ขนาด 6 ล้อ คันละ 500 บาท
4. รถยนต์ขนาด 8 ล้อ คันละ 500 บาท
5. รถยนต์ขนาด 10 ล้อ คันละ 500 บาท

6. รถยนต์ขนาดเกิน 10 ล้อ คันละ 500 บาท
7. ยานพาหนะทางบกประเภทอื่น คันละ 500 บาท

3. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ….

3.1 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกรณีจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นมากกว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะดำเนินการเอง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดำเนินการ สิทธิและประโยชน์ของผู้บริการและผู้ให้บริการ

3.2 กำหนดให้การมอบให้เอกชนทำหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีรายได้ค่าธรรมเนียมที่เอกชนเรียกเก็บไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

3.3 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำสัญญากับเอกชน ซึ่งมีหน้าที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจอดรถแทนตามแบบสัญญาที่ มท. กำหนด โดยความเห็นชอบของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่หากเป็นแก้ไขสัญญาในประเด็นสำคัญให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา

ที่มา : เว็บไซต์เนชั่นสุดสัปดาห์ 

เปลี่ยนผ่านศาลรธน. ชี้ชะตา ‘อนาคตใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปลี่ยนผ่านศาลรธน.  ชี้ชะตา ‘อนาคตใหม่’

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:25 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยุบไม่ยุบพรรค
เปิดอ่าน 1,386 ครั้ง

เปลี่ยนผ่านศาลรธน.  ชี้ชะตา ‘อนาคตใหม่’

ยิ่งใกล้ 21 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่มากเท่าไร ก็เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเชื่อมโยงและมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังวุฒิสภาเพิ่งมีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา 2.นายวิรุฬ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 3.นายจิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 4.นายนภดล เทพพิทักษ์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จากผู้ที่ผ่านการสรรหาจำนวน 5 คน

อ่านข่าว… ลุ้นคดียุบพรรคไปด้วยกันอนาคตใหม่ถึงถึงขั้นแจกยาดม
การเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร กล่าวคือ กว่าที่วุฒิสภาจะสามารถลงมติให้ความเห็นชอบได้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปรากฏว่าที่ประชุมวุฒิสภาต้องมีมติขยายเวลาการทำงานให้แก่คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อฯ ที่มี พล.อ.อู้ด เบื้องบน ส.ว. เป็นประธานมาแล้วถึง 4 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนั้นจะเข้ามาแทนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเดิมที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดีทางการเมืองหลายคดีที่ผ่านมา ได้แก่ นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาล นายชัช ชลวร นายบุญส่ง กุลบุปผา นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี และนายจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งจริงๆ แล้วจะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ระงับการสรรหา ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 5 คนได้ทำหน้าที่ต่อจนถึงปัจจุบัน

เมื่อหนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องพ้นจากตำแหน่งมีประธานศาลรัฐธรรมนูญรวมอยู่ด้วย ทำให้จะต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันจำนวน 4 คน กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ 4 คน เพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนประธานศาลรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561

อย่างไรก็ตาม แม้วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 4 คนไปแล้ว แต่ยังต้องรอให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวลาออกจากทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน จึงเท่ากับว่าคดีการยุบพรรคอนาคตใหม่ยังคงอยู่ในมือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันทั้ง 9 คนตามเดิม ด้วยเหตุนี้ทำให้ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ออกมาระบุว่าคดียุบพรรคอนาคตใหม่อาจเป็นงานทิ้งท้ายของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังพ้นจากตำแหน่งทั้ง 5 คน

“ก่อนหน้านี้เคยมีการวิเคราะห์กันว่าการตัดสินคดีในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็เพื่อสกัดไม่ให้ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ต่อมามีการวิเคราะห์อีกว่าที่ต้องตัดสินวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็เพราะมาพัวพันกับการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ 5 ท่านอาจจะเข้าไปแทนรายชื่อเดิม ดังนั้น หากเป็นไปตามที่ผู้สื่อข่าวได้วิเคราะห์ ก็เป็นไปได้ว่า 5 ท่านที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งจะตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่เป็นคดีสุดท้ายก่อนพ้นจากตำแหน่งหรือไม่” ข้อสังเกตจากเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่ยังคงมีความพยายามทุกวิถีทางในการต่อสู้คดียุบพรรคอนาคตใหม่ทุกประตู โดยเฉพาะกับการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดการไต่สวน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกร้องเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีนี้มาให้ข้อมูลต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องนี้ย่อมมีความเป็นไปได้ที่กำหนดการวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะต้องถูกเลื่อนออกไป เพราะต้องฟังข้อมูลจากพยานที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นเข้ามาก่อน

ไม่เพียงเท่านี้ หากวันตัดสินถูกเลื่อนออกไป แน่นอนว่าย่อมเปิดโอกาสที่ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะได้เข้าสู่ตำแหน่งอย่างเป็นทางการมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะเข้ามาร่วมพิจารณาคดียุบพรรค ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการช่วยให้พรรคอนาคตใหม่มีเวลาต่อสู้คดีได้มากขึ้น

ดังนั้นระยะเวลาที่เหลือจนกว่าจะถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นต่อคำร้องของพรรคอนาคตใหม่อย่างไร และหากว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ย่อมทำให้อนาคตของพรรคอนาคตใหม่อาจเจอจุดเปลี่ยนที่สำคัญเช่นกัน

กรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อไรจะเลิกตีกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อไรจะเลิกตีกัน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:00 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ปารีณา ไกรคุปต์,กรรมาธิการ ปปช,สิระ เจนจาคะ
เปิดอ่าน 896 ครั้ง

กรรมาธิการ ป.ป.ช. เมื่อไรจะเลิกตีกัน โดย…   ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ในเว็บไซต์ของกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร เขียนไว้ว่ามีหน้าที่หลักคือ “มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการและมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ”

อ่านแล้วพบว่าเป็นข้อความที่ดูดีถ้าทำได้ทำจริง ด้วยการอุทิศเวลาไปกับการหาข้อมูลการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข แต่ที่ผ่านมาพบแต่ข่าวกรรมาธิการทะเลาะกันเอง ขุดคุ้ยและแฉกันเองแบบจงใจห้ำหั่นกัน เหมือนเป็นคู่กัดกันแต่ชาติปางก่อนหรือมีเคมีไม่ตรงกัน ไม่ทราบว่ากรรมาธิการ ป.ป.ช. จะตระหนักหรือไม่ว่าประชาชนเขาเบื่อพฤติกรรมพวกท่านแค่ไหน ถ้าไม่รู้จะขอทบทวนให้ฟังถึงผลการสำรวจของนิด้าโพล เมื่อ 1 ธันวาคม 2562 เรื่อง ปัญหาในกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความขัดแย้งในกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 51.71 ระบุว่า น่าเบื่อ ควรหยุดทะเลาะกัน หันมาทำงานให้ประชาชนได้แล้ว รองลงมา ร้อยละ 24.74 ระบุว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธานกรรมาธิการที่แข็งแกร่ง มีจุดยืน ร้อยละ 12.33 ระบุว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นประธานกรรมาธิการที่แข็งกร้าวเกินไป ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ประธานเสนอแต่เรื่องเดิมๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น เรื่องการถวายสัตย์ของนายกฯ ร้อยละ 9.71 ระบุว่า กรรมาธิการที่มีอายุน้อยบางคนไม่มีสัมมาคารวะในการพูดกับประธานที่มีอาวุโสมากกว่า ร้อยละ 6.68 ระบุว่า ประธานยึดมั่นในความถูกต้อง เสนอให้กรรมาธิการพิจารณาเรื่องที่สำคัญ ร้อยละ 4.46 ระบุว่า ประธานไม่มีวุฒิภาวะในการโต้เถียงกับกรรมาธิการที่มีอายุน้อยกว่า ร้อยละ 4.06 ระบุว่า กรรมาธิการบางคนสนใจแต่จะปลดประธาน ไม่ทำอย่างอื่นเลย ร้อยละ 1.27 ระบุว่า กรรมาธิการบางคนจำเป็นต้องเสนอปลดประธานเพื่อให้การทำงานของกรรมาธิการไปต่อได้

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์) พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.57 ระบุว่าไม่ควรเปลี่ยนประธาน รองลงมา ร้อยละ 34.77 ระบุว่า ควรเปลี่ยนประธาน ร้อยละ 17.18 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงระดับความขัดแย้งหากมีการเปลี่ยนประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 46.38 ระบุว่า ความขัดแย้งในกรรมาธิการจะยังคงเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 24.82 ระบุว่า ความขัดแย้งในกรรมาธิการจะลดลง ร้อยละ 15.04 ระบุว่า ความขัดแย้งในกรรมาธิการจะมากขึ้น

ในกรรมาธิการ มีบุคคล 3 คนที่ทำให้การทำงานของกรรมาธิการ ดำเนินไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยคนหนึ่งก็พูดแต่เรื่องเดิมๆ เหมือนพายเรือในอ่าง อีกสองคนก็สนใจแต่จะปลดประธานกรรมาธิการ และป่วนการประชุม
ขอเริ่มจากคนแรก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่เป็นถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควรจะหยุดหมกมุ่นกับเรื่องเดิมๆ ที่ไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ขึ้นมา เช่น ประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินมาแล้ว ก็ควรจะจบได้แล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ควรจะใช้ความรู้ สติปัญญา และสมรรถนะที่มีในการทำงานตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นมากกว่าพายเรืออยู่แต่ในอ่างเดิมแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรให้ประชาชนเลย ในขณะเดียวกันด้วยความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกรรมาธิการ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ควรจะมีความอดทนหนักแน่นมากกว่านี้มากๆ…จากการถูกยั่วยุให้โมโหโดยกรรมาธิการที่มีวัยวุฒิต่ำกว่า แต่ไร้มารยาท การเป็นประธานกรรมาธิการ แต่หลุดคำพูดที่ไม่เหมาะสมออกมาจะถูกมองว่าไม่มีวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ควรจะเลิกสนใจการกระทำที่ยั่วโมโหเหล่านั้นแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานให้ประชาชนดีกว่า เพราะเท่าที่ได้ข่าวมาจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการคนหนึ่งว่า ประธานกรรมาธิการเป็นคนมีความตั้งใจ ขยันติดตามงานตลอด ในขณะที่ผลโพลล์ในเดือนธันวาคม ก็บอกอยู่แล้วว่าประชาชนยังสนับสนุนให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ทำงานต่อ ฉะนั้นหยุดสนใจเรื่องไร้สาระแล้วหันมาทำงานได้แล้ว
คนที่สอง ปารีณา ไกรคุปต์ ที่เป็น ส.ส. มาแล้วถึง 4 สมัย การศึกษาก็ดี ในขณะที่คุณพ่อทวี ไกรคุปต์ ก็เป็นอดีต ส.ส.รุ่นเก่าลายครามน้ำดี ที่คิดว่าน่าจะสั่งสอนสิ่งดีๆ และการเป็นส.ส.ที่ดีให้ลูก (แต่ไม่รู้ว่าลูกฟังหรือเปล่า) ปารีณาจะทำอะไรก็ให้นึกถึงหน้าพ่อและชาวราชบุรีที่เลือกปารีณาเข้ามาบ้าง ปารีณารู้หรือไม่ว่าประชาชนทั่วๆ ไปเขากำลังมองปารีณาอย่างตัวตลกในกรรมาธิการที่หาสาระอะไรไม่ได้เลย นอกจากบทบาทสร้างความบันเทิงให้ผู้เฝ้าติดตามการประชุมกรรมาธิการ ว่าวันนี้ปารีณาจะก่อกวนหรือมีพฤติกรรมอะไรแปลกๆ ในการประชุมอีก ในขณะที่พฤติกรรมบางครั้งของปารีณาก็ไม่ได้แสดงถึงมารยาทที่ควรมีในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าสมัยเด็กเคยมีใครสอนเรื่องมารยาทและการรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่บ้างหรือเปล่า ฉะนั้นหยุดพฤติกรรมเดิมๆ แล้วเริ่มใช้ความรู้ที่มีและประสบการณ์ ส.ส. 4 สมัยให้เป็นประโยชน์ในการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยได้แล้ว
กรรมาธิการ ป.ป.ช. คนที่สามที่ต้องพูดถึงคือ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.ใหม่ที่ขยันทำงานมาก แต่ก็ขาดวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะในที่ประชุมหรือในที่สาธารณะ ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ภูเก็ต แสดงอำนาจใหญ่โตข่มขู่ตำรวจไปจนถึงการแสดงบทบาทก้าวร้าวไร้มารยาทในกรรมาธิการ รวมถึงการข่มขู่ประธานกรรมาธิการ เช่น “ปากอย่างนี้ เดี๋ยวมีคดีอีก ตอนแก่ก็ต้องไปเจอกันที่ศาล แม้ท่านจะอายุมากกว่าผม แต่ผมจะถอนหงอกท่าน” นอกจากนั้นแล้วนายสิระยังเข้าใจผิดในบทบาทของตนเองที่ควรจะเป็นในฐานะส.ส.ของคนไทยทั้งประเทศ เช่นการโต้เถียงกับนายอิทธิพร สังข์แก้ว รองนายกเทศมนตรีตำบลกะรน จ.ภูเก็ต ในการประชุมกรรมาธิการ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 โดยเริ่มจากนายสิระถูกถากถางเกี่ยวกับการไปกินข้าวที่โรงแรมกะตะธานี แทนที่นายสิระจะรู้จักสงบสติอารมณ์แล้วตอบกลับด้วยสติปัญญาในฐานะส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ในทางตรงกันข้ามนายสิระกลับตอบโต้ว่า “ผมไม่ใช่เพื่อนเล่นคุณ ขอให้ประธานกรรมาธิการควบคุมด้วย โดยอย่าให้บุคคลภายนอกมากล่าวล้อเล่นกับกรรมาธิการแบบนี้” ถูกต้องครับนายสิระไม่ใช่เพื่อนเล่นนายอิทธิพร แต่ต้องเป็นผู้ทำงานรับใช้นายอิทธิพรเพราะนายอิทธิพรเป็นประชาชนที่เข้ามาร้องเรียนต่อกรรมาธิการ และนายสิระในฐานะส.ส.และกรรมาธิการ ต้องมีหน้าที่รับฟัง ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปแสดงอารมณ์ไม่พอใจใส่ประชาชน ไม่รู้ว่านายสิระฟังนายไพบูลย์ นิติตะวัน พูดอธิบายให้ฟังหรือเปล่าว่า ส.ส. คือผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เขตใดเขตหนึ่งเท่านั้น นายสิระคือผู้แทนของนายอิทธิพร คนภูเก็ตด้วย ฉะนั้นนายสิระควรจะหัดควบคุมอารมณ์และมารยาทในที่ประชุมและหันมาใส่ใจเรื่องการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยอย่างเต็มความสามารถ ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงแค่การโต้แย้ง ตรวจสอบและหาทางปลดประธานกรรมาธิการเท่านั้น
ส่วนกรรมาธิการที่เหลือก็อย่าไปสนุกกับการเฝ้าดูการเถียงกันของสองกลุ่มนี้ แต่ควรพยายามห้ามปรามและหยุดการทะเลาะกันในเรื่องไร้สาระแล้วดึงการประชุมกลับเข้าสู่ระเบียบวาระที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นของสังคม
คนไทยเสียภาษีให้ ส.ส. เข้าสภามาทำงานเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ใช่ให้เข้ามาตีกันในเรื่องไร้สาระหรือสร้างความบันเทิงให้คนดูไปวันๆ

ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกไปให้หมดเลย…รำคาญ

‘อ๊อด 2’ ดุลอำนาจ ‘เนวิน-ฮั่น’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อ๊อด 2’ ดุลอำนาจ ‘เนวิน-ฮั่น’

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:33 น.
พลตอสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง,มิตติ ติยะไพรัช,เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย,วรวีร์​ มะกูดี,ไอเดีย มือยกษ์ ท่องเ,เขาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 6,700 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 ก.พ.63

**********************

ม้วนเดียวจบ การเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ชนะ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ ขาดลอย ด้วยคะแนนเสียง 51 ต่อ 17 เสียง และบัตรเสีย 1 ใบ

บิ๊กอ๊อด ผู้ชนะ

เป็นอันว่า “บิ๊กอ๊อด” จะทำหน้าที่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน และจะดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 4 ปี

มังกรปากน้ำโพ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ เดินออกจากที่ประชุมตั้งแต่ยังนับคะแนนไม่จบ “ส่วนตัวผมไม่คิดจะร้องเรียนหลังจากนี้ และ 4 ปีข้างหน้า ก็ไม่มีแผนกลับมาลงสมัครอีกครั้ง เพราะครั้งนี้ตัดสินใจลงแล้ว แต่สโมสรสมาชิกไม่เลือก”

บิ๊กอู๊ด กลับปากน้ำโพ

บังยี” ไม่ยอมแพ้

เลือกตั้งประมุขลูกหนังหนนี้แทบไม่ต้องลุ้นเรื่องการนับคะแนนเพราะ “บิ๊กอ๊อด” นอนมา นับแต่เปิดตัวทีมงานอุปนายกและสภากรรมการแล้ว

ที่มีสีสันก็จะเป็นการยกมือประท้วงจาก “บังยี” วรวีร์​ มะกูดี ที่โต้แย้งกับ “แชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานที่ประชุมการเลือกตั้งนายกบอลไทย

บังยี ไม่ยอมแพ้

“บังยี” ประธานสโมสรไทยยูเนี่ยน​ สมุทรสาคร​ ลุกขึ้นยกมือประท้วง​ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติโหวตเตอร์ในที่ประชุมก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็เสี่ยแชมป์ ส.ส.ภูมิใจไทย ตัดบทให้เดินหน้าเลือกตั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม “บังยี” เตรียมการที่จะฟ้องร้องเรื่องถูกตัดสิทธิ์การลงชิงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลเหมือนไม่ยอมพ่าย

ว่ากันว่า บังยี รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ จะต่อสู้ให้ถึงศาลกีฬาโลก

เนวินคอนเนกชั่น

ตอนเที่ยง “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เดินทางมาสังเกตการณ์การเลือกตั้งนายกลูกหนังด้วย ขณะที่สิทธิ์โหวตของทีมบุรีรัมย์ มอบให้ลูกชายคนโต “นก” ไชยชนก ชิดชอบ เข้าไปลงคะแนนเสียง

ปกติ “เนวิน” ไม่ค่อยปรากฏตัวในกิจกรรมของสมาคมฟุตบอลมากเท่าใดนัก แต่งานนี้เขาต้องมาให้กำลังใจสหายร่วมรบ “บิ๊กอ๊อด”

ภาพในอดีต กนกศักดิ์ วิชัย สมยศ และเนวิน

หลายคนคงทราบว่า กนกศักดิ์ ปิ่นแสง” ผู้กว้างขวางในวงการธุรกิจ-การเมือง เป็นผู้ชักนำให้ วิชัย ศรีวัฒนประภา” มารู้จักกับเนวิน ชิดชอบ

กนกศักดิ์กับวิชัย มีความใกล้ชิดกันมาก โดยกนกศักดิ์เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิคิงเพาเวอร์ และเป็นเลขาธิการสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ขณะนั้นวิชัยก็ยังเป็นนายกสมาคมอยู่

จากเสี่ยวิชัยจึงโยงไปถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลยทำให้ “ทีมเนวิน” ประกอบด้วย กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, วิชัย ศรีวัฒนประภา (เสียชีวิตแล้ว) และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ทีมเนวิน..นี่แหละที่อุ้มบิ๊กอ๊อดเข้าป้ายนายกบอลไทยสมัยแรกและสมัยที่ 

อ๊อดคอนเนกชั่น

ถึงจะมีชื่ออยู่ในสภากรรมการของ “บิ๊กอ๊อด” ตั้งแต่วันแถลง จนถึงวันเลือกตั้งประมุขลูกหนังไทย “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 2019 ก็ไม่ปรากฏตัวร่วมเฟรมกับทีมบิ๊กอ๊อดเลย

เสี่ยฮั่นเปิดใจถึงสาเหตุการเข้าร่วมทีมบิ๊กอ๊อดว่า “ผมมองถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลไทยครับ”

มิตติ วันนี้เชียงรายไม่กลัวบุรีรัมย์

ถ้าแฟนบอลยังจำได้สมัยที่สิงห์เชียงรายยุค “โจอี้” ธนพล วิระเทพสุภรณ์ เป็นรองประธานสโมสร มีความคึกคักมาก เชียงรายกลายเป็นทีมเจ้าบุญทุ่ม

พลพรรคกว่างโซ้งยังสงสัยว่า เสี่ยโจอี้เป็นใคร? มาจากไหน? ตอนหลังจึงทราบว่า เสี่ยโจอี้เป็นลูกชายของกำพล วิระเทพสุภรณ์

ต้นปี 2561 มีข่าวว่า “พล.ต.อ.สมยศ” ยืมเงิน “เสี่ยกำพล” 300 ล้านบาท แต่โอนเงินคืนให้หมดแล้วเนื่องจากบิ๊กอ๊อดรู้จักกับเสี่ยกำพลมากว่า 20 ปี จากการแนะนำของเพื่อนในวงการพระเครื่องจึงคบหากันเรื่อยมา

แม้ว่าเสี่ยโจอี้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แต่ความเป็น “เพื่อนแท้” ระหว่างเสี่ยฮั่นกับเสี่ยโจอี้ ไม่ได้ตัดขาดจากกันแต่อย่างใด

สำหรับวงการเมือง “เสี่ยฮั่น” ไม่เคยปิดบังอำพรางจุดยืนและอุดมการณ์การเมืองชัดเจน ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ

วันนี้ทีมสิงห์เชียงรายฯ ไม่ใช่ทีมบ้านนอก ดีกรีแชมป์ไทยลีกนั้น ทำให้เชียงรายฯ เทียบชั้นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด