อนาคตใหม่ ยังไงก็โดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ ยังไงก็โดน

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ยุบพรรค,ไม่ยุบพรรค
เปิดอ่าน 2,193 ครั้ง

อนาคตใหม่ ยังไงก็โดน คอลัมน์… ลึกกว่าข่าว โดย… นายหัว

ดิ้นจนได้ยินเสียงขลุกๆ

“นายหัว” เห็นอาการของ อนาคตใหม่ แล้วอดเป็นห่วงไม่ได้

นี่เขาเรียกว่าปากกล้าแต่ขาสั่น

ทั้ง ธนาธร และปิยบุตร ต่างประกาศว่าหากศาลฯ สั่งยุบพรรค ก็จะไปอภิปรายรัฐบาลนอกสภา

ไม่หวั่นไม่สน แม้วันตัดสิน 21 กุมภาพันธ์ จะไม่มาให้เห็นหน้า

แต่ “นายหัว” ขำกลิ้งเมื่อ ปิยบุตร ไปยื่นศาลฯ ขอให้ศาลเปิดไต่สวน แล้วอ้างสารพัดสารพันว่า พยานบางปากที่เป็นพยานนำ พรรคไม่สามารถไปบังคับเขาได้

แถมเวลามีน้อยโทษวันหยุดมาฆบูชาไปเรื่อย

แต่ศาลฯ ไม่เต้นตามเกม ที่ อนาคตใหม่ อยากยื้อเวลารอตุลาการใหม่มาตัดสิน

ศาลฯ แค่ยืดเวลาพยานส่งเอกสารไปถึง 17 กุมภาพันธ์ เท่านั้น ไม่เปิดไต่สวน

วันตัดสินยังนัด 21 กุมภาพันธ์ เหมือนเดิม

“นายหัว” บอกคำเดียว เสียวทั้งบาง ครั้นเหลือบไป ส.ว.ที่เห็นชอบ 4 ตุลาการใหม่ ไม่เห็นชอบ 1 คนนั้น

ไม่ได้เกี่ยวกับการเตะถ่วงของ ส.ว. เพื่อให้ศาลฯ ชุดเดิมตัดสินคดีอนาคตใหม่เลย

แต่เพราะว่ามีการร้องคัดค้านมากันเยอะ ส.ว.จึงต้องใช้เวลาพิจารณานาน แถมได้ไม่ครบอีกต่างหาก

ได้มา 4 ไปแทน 5 ที่จะหมดวาระ ยังไงกระบวนการก็เดินหน้าต่อ

เพียงแต่ว่าระยะเวลาอาจใช้ 2 เดือน กว่าตุลาการใหม่จะได้ทำงาน

ยื้อแค่ไหนก็ไม่มีทางทัน

แต่นายหัวได้ยินว่า หลักฐานขนาดนี้ ไม่ว่าศาลฯ คณะไหน เก่าหรือใหม่

ผลไม่น่าจะออกต่างกัน

คัมภีร์สื่อจากเหตุความรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คัมภีร์สื่อจากเหตุความรุนแรง

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:30 น.
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย,กสทช,สื่อมวลชน
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

คัมภีร์สื่อจากเหตุความรุนแรง คอลัมน์… โดย… สถิตย์ ธรรม

เหตุการณ์นายทหารกลายเป็นคนร้ายยิงกราดประชาชนพื้นที่ จ.นครราชสีมา ทำให้หลายฝ่ายหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่การถอดบทเรียน เนื่องจากมีผู้อยู่ในสถานการณ์หลากหลายวิชาชีพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้ภารกิจคลี่คลายประสบผลสำเร็จหรือสร้างความสูญเสียมากขึ้น

อ่านข่าว…  บทเรียนโคราช กสทช.เร่งทำกติกาคุมสื่อล้ำเส้น 

หนึ่งในนั้นดูหนีไม่พ้นประเด็นการทำหน้าที่ของ สื่อมวลชน ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความพอเหมาะพอควรต่อการรายงานไลฟ์สด ซึ่งตอนนี้ กสทช. มีการออกคำเตือนทางสถานีโทรทัศน์ สื่อออนไลน์
โดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ครั้งแรกเลยนะครับ ที่มีการกล่าวถึงการถอดบทเรียน หรือมีการกล่าวเตือนสื่อสารมวลชน ผ่านมา พ.ศ.นี้ เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีก เพียงแต่ว่าสูญเสียประชาชนจำนวนมาก คำกล่าวเตือน การถอดบทเรียนการทำหน้าที่สื่อมวลชนจึงถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้ง ไม่ว่าจะกล่าวเตือนกันอย่างซ้ำซาก แต่การกล่าวเตือนในรอบนี้ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสื่อดูจะมีรูปแบบเป็นไปตามมาตรฐานอยู่พอสมควร
เท่าที่… สถิตย์ ธรรม… ติดตามผ่านหน่วยงานภาครัฐ เช่น กสทช. หรือองค์กรวิชาชีพ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวชน มีข้อแนะนำการปฏิบัติหน้าที่สื่อออกมา อย่างเช่น กสทช. ขอให้ทุกสถานีให้ความร่วมมือดังนี้ 1.ไม่ควรรายงานสด หรือแสดงข้อมูล กระบวนการ และรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์นี้ 2.ไม่ควรนำเสนอข้อมูลในสถานที่ที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยรอบ 3.ไม่นำเสนอภาพที่รุนแรง เช่นภาพผู้เสียชีวิต ภาพการยิงอาวุธ เป็นต้น
หรือจดหมายเปิดผนึกจาก สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สื่อถึงเพื่อนร่วมวิชาชีพว่า “การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการเสนอข่าวในรูปแบบต่างๆ ของเหตุการณ์ควรต้องมีความระมัดระวัง และยึดหลักการนำเสนอข่าวในภาวะวิกฤติทั้งในขณะที่กำลังเกิดเหตุและหลังการเกิดเหตุ ที่การนำเสนอข่าวนั้นจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนยืนยันในสิ่งที่ที่เกิดขึ้น ไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ หรือเสนอข่าวที่จะก่อให้เกิดอันตรายตัวต่อประกัน และจะต้องไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ประสบเหตุ”

เช่นเดียวกับฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือสื่อมวลชน ไม่เผยแพร่แผนปฏิบัติการ ไม่ถ่ายทอดสดการปฏิบัติ ระมัดระวังการสัมภาษณ์ผู้ติดในห้างเทอมินอล 21 ซึ่งอาจจะยังตกอยู่ในอันตรายและมีความเสี่ยง

มาดูต่างประเทศบ้างเพราะผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาหลายครั้งจนถอดบทเรียนและถือปฏิบัติกันไปในทิศทางเดียวกันได้ หนึ่งในนั้นมีทัศนคติของผู้นำประเทศต่างๆ กรณีคนร้ายกราดยิงไม่เลือกหน้า เช่นในปี 2019 เกิดเหตุกราดยิงที่นิวซีแลนด์ นายกฯ ประกาศจะไม่เอ่ยแม้กระทั่งชื่อของคนร้าย เพื่อไม่สนองให้เขามีชื่อเสียง ไม่ส่งต่อแนวความคิดอุดมการณ์ต่อไป
ต่อมาก็มีการรณรงค์งดนำเสนอความรุนแรงผ่าน http://www.nonotoriety.com ตรงนี้ ปรเมศวร์ มินศิริ แปลมาอีกที จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอด ตอนหนึ่งระบุว่า สื่อมวลชนช่วยลดการทำให้ผู้ร้ายมีชื่อเสียงได้หลายทาง เช่น การกล่าวชื่อคนร้ายเพียงครั้งเดียวในเนื้อข่าวเพื่อเป็นการอ้างอิง และไม่กล่าวให้เด่นเช่นใส่ไว้ในพาดหัวข่าวและไม่ลงรูปของคนร้ายแบบเด่นๆ (ในภาษาอังกฤษจะเรียกตำแหน่งเด่นนี้ว่า above the fold), ปฏิเสธที่จะตีพิมพ์หรืออ่านแถลงการณ์ของคนร้าย พร้อมลงรูปถ่ายหรือวิดีโอ หรือแถลงการณ์ที่ทำโดยคนอื่นแต่สนับสนุนการกระทำของคนร้าย สิ่งที่สื่อมวลชนควรรายงานคือรายงานข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับทัศนคติ พื้นเพ และเจตนารมณ์ของผู้ร้ายแบบไม่เติมสีสันให้การกระทำของคนร้าย และในทางกลับกัน ควรให้น้ำหนักการรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อหรือสดุดีเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการสื่อสารว่าชีวิตของผู้บริสุทธิ์นั้นมีค่ากว่าการกระทำของคนร้าย เมื่อประชาชนกำลังให้ความสนใจต่อข่าวที่น่าสลดใจ สื่อมวลชนจึงควรใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ความปลอดภัยสาธารณะ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องที่สามารถสนับสนุนเรื่องราวที่จะช่วยลดเหตุจูงใจในการลุกขึ้นมาก่อเหตุร้ายขึ้นอีกในอนาคต
ไล่เลียงกันดูดีๆ มีข้อเสนอแนะมากมายที่เป็นเรื่องเก่าและใหม่ หากทุกองค์กรสื่อนำชุดความคิดทั้งในและต่างประเทศมาสกัดกันอีกรอบให้เป็นแนวปฏิบัติในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนคงจะดีไม่น้อย
“สำคัญว่า บรรดาสื่อสารมวลชนจะยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหรือไม่”

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:22 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,ผบทบ
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรรายงานตัว ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว ใครสร้างภาพได้ภาพ แต่ความดีไม่ได้

00000 เหมือนจะส่งลูกเรือขึ้นฝั่งแล้ว จากคำแถลงของ “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย บอกว่าหมดภาระแล้ว จากนี้ไป ส.ส.จะอภิปรายประเด็นไหน ไม่เกี่ยวกับ “สารวัตรเหลิม”

00000 อ้าว “พญาเสือ” สงสัย จะมาปล่อยทิ้งปล่อยขว้างกันกลางทางแบบนี้หรือ หรือว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน หาข้อมูลที่จะซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ไม่ได้ “พญาเสือ” ห่วงว่า อย่าให้เหมือนการอภิปราย “ตัดแปะ” เช่นในอดีต ที่ ส.ส.ไม่ได้ทำการบ้าน ไปเอาข่าวในหนังสือพิมพ์มาตัดแปะแล้วใช้ลีลาและวาทกรรม เลี้ยวไปเลี้ยวมา แค่นั้นระวังคนดูเขาจะโห่เอา

00000 แต่เท่าที่ “พญาเสือ” ดูคนแวดล้อม เวลา “สารวัตรเหลิม” แถลงข่าวทุกครั้ง ให้สังเกตขวามือให้ดี จะมี “โจ้ สารคาม” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร นั่งประกบ ข่าววงในบอกว่า “โจ้ สารคาม” คนนี้ไม่เบา แตะเรื่องไหนเป็นข่าวใหญ่ทุกที ก่อนหน้านี้ลุยเรื่องสัญญารถไฟฟ้า มารอบหนึ่งแล้ว จนคนในแวดวง ซี้ดปาก นี่ข่าวว่า ผู้บริหาร “ฟิลลิป มอริส” พากันหนาวๆ ร้อนๆ

00000 แต่ “พญาเสือ” ได้ข่าวมาเหมือนกันว่า เป้าใหญ่ครั้งนี้อยู่ที่ นายกฯ ลุงตู่ แต่มีบางประเด็นที่อาจจะเลย นายกฯ ไปออกหลังบ้าน งานนี้ฝ่ายค้านหวังจะจี้ใจดำ จุดอ่อนของนายกฯ ให้ธาตุไฟแตกคุมอารมณ์ไม่อยู่ ขณะที่ ส.ส.รัฐบาลจะมีการประท้วงวุ่นวาย หากฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่ กล่องดวงใจนายกฯ ไม่ใช่เรื่องนายกฯ แต่เพราะนายกฯ เป็นประธานก.ตร.

00000 ฮัดเช้ย ! มีคนทายกันว่า วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร จะยุบพรรคอนาคตใหม่ตามคำร้องของ กกต. หรือไม่ จะออกได้ทางไหน หรือแค่ตัดสิทธิกรรมการบริหาร หรือยุบแต่ไม่ตัดสิทธิ์ หรือจะทั้งสองอย่าง ไม่มีใครทราบนอกจากศาลเอง

00000 หาก ส.ส. 10 คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่มีโอกาสที่จะอภิปรายในสภา จะทำให้ นายกฯลุงตู่ ในฐานะ รมว.กลาโหม หายใจโล่งอก เพราะประเด็นเรื่องกองทัพ เห็นว่า อนาคตใหม่จองกฐิน และมีข้อมูลมากพอสมควร โดยเฉพาะข้อมูลเมื่อครั้งที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ

00000 ขณะที่ ประเด็นใหม่ ที่ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ กราดยิงที่โคราช ก็คือผลประโยชน์และกลุ่มทหาร “มาเฟีย” ที่หากินกับความทุกข์ยากของลูกน้อง นี่จะเป็นประเด็นร้อนที่ทำลายเครดิต นายกฯ ในฐานะหนึ่ง อดีต ผบ.ทบ. สอง ดูแลกระทรวงกลาโหม ยิ่งในยุคคสช. 5 ปีที่ผ่านมา ทหารทั้งในและนอกรีต พากันทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน พูดออกมาก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นกันเลย

00000 บิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. จะล้างบางไหวไหม เพราะว่ากันว่า หมักหมมกันมานาน ไล่ไปตั้งแต่ สนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ ผับ บาร์ คาราโอเกะ วินจยย. วินรถตู้ บ่อนการพนัน ตู้ม้า ตู้บอล สารพัด “ธุรกิจสีเทา” ของนายทหารสีเทา

00000 “พญาเสือ” คิดว่า ระยะเวลาอีก 5-6 เดือนก่อนที่ บิ๊กแดง จะเกษียณอายุราชการ จะจัดการล้างคราบไคลได้หมดจดขนาดไหน คือต้องทำให้ได้เพราะมีเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมรออยู่ แต่หากทำไม่ได้ การเข้าไปเป็น รัฐมนตรีกลาโหม ก็อาจไม่ประทับใจเท่าไร

00000 แต่มีคนถาม “พญาเสือ” ว่า ระหว่าง บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ที่จะเกษียณเดือนกันยายนเช่นกัน ใครจะได้เป็นรัฐมนตรี เพราะมีข่าวว่า นายกฯ จะปรับครม.เดือนมีนาคม ตรงกับช่วงที่ ป.ป.ช.จะตัดสินคดีใหญ่ หลังอภิปราย หาก บิ๊กแป๊ะ มาเป็นรัฐมนตรี ก็ย่อมแสดงว่า บิ๊กแป๊ะ อยู่ในเก้าอี้ไม่ถึงเกษียณเดือนกันยายน จะต้องออกจากเก้าอี้ ผบ.ตร. เพื่อเปิดทางให้เด็กลุง “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ขึ้นเป็นผบ.ตร. “พญาเสือ” ตอบไม่ได้ว่า ถนนของใครจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือขวากหนามแค่ไหน 00000

บริหารสื่อโซเชียลในภาวะวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บริหารสื่อโซเชียลในภาวะวิกฤติ

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:11 น.
การบริหารจัดการสื่อโซเชียลมีเดีย,เหตุการณ์วิกฤต
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

บริหารสื่อโซเชียลในภาวะวิกฤติ

การบริหารจัดการสื่อโซเชียลมีเดียในภาวะที่เกิดวิกฤติขึ้นนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ภาครัฐต้องมีการวางแผนตลอดจนมาตรการรับมือให้เหมาะสมในแต่ละเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น ซึ่งภาครัฐอาจต้องศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศ ตลอดจนระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางโจทย์ว่าภาวะวิกฤติแบบใดจึงเหมาะสมจะใช้มาตรการแบบไหนมากำกับ ซึ่งมีทั้งขนาดเบา ปานกลาง ไปจนถึงปิดกั้นแบบเบ็ดเสร็จเป็นการชั่วคราว แต่จากตัวอย่างในต่างประเทศที่พบมาแล้วบางครั้งการปิดกั้นเบ็ดเสร็จแทนที่จะส่งผลทางด้านบวกกลายเป็นเกิดผลด้านลบมากกว่า และในขณะเดียวกันหากไม่มีการบริหารจัดการหรือมีมาตรการเป็นขั้นตอนเป็นลำดับชั้นในการดูแล จะยิ่งมีผลกระทบต่อสถานการณ์เพราะอาจก่อให้เกิดการตื่นตระหนกและสับสน ซึ่งเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชก็ถือเป็นบทเรียนอันหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าในระดับบริหารของประเทศต่างๆ มีลักษณะที่ไม่เป็นมิตรต่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในเรื่องความน่าเชื่อถือซึ่งอาจสะท้อนได้ใน 2 กรณีหลักคือ ข้อมูล ข่าว ภาพ ข้อความต่างๆ ที่เผยแพร่มาจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังขาดการกลั่นกรองโดยรอบคอบ อีกทั้งมีทั้งความจริงและความเท็จปนเปกัน โดยเฉพาะอาจถูกสร้างลวงขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวหรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มุ่งทำลายฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ปัญหาอีกกรณีคือผู้ให้บริการสื่อโซเชียลฯ ยังขาดความร่วมมือในการช่วยบริหารจัดการสื่อของตัวเองในยามวิกฤติที่มักล่าช้าในการสกัดกั้นข้อความและภาพที่ไม่พึงประสงค์หรือการปิดช่องทางของผู้ใช้ที่พิสูจน์ทราบว่ามีวัตถุประสงค์ไม่ดีได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อกังวลที่มักถูกหยิบยกมาท้วงติงคือการละเมิดสิทธิ แต่ความสำคัญต้องให้น้ำหนักต่อสถานการณ์ในยามนั้นมากกว่า

สื่อโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อสังคม สามารถสร้างปรากฏการณ์ฮีโร่หรือสร้างความเกลียดชังก็ได้ รวมถึงยังส่งผลไปสู่ความตึงเครียดและความรุนแรงในทางหนึ่งทางใดได้เมื่อเกิดสถานการณ์คับขันวิกฤติ จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐนั้นนอกจากต้องมีมาตรการรับมือแล้วยังมีอีกประการต้องรีบใช้ช่องทางสื่อสารเพื่อชี้แจงความจริงของเหตุการณ์ยามวิกฤตินั้นให้เคลียร์กระจ่าง ทั้งลำดับเหตุการณ์ตลอดจนประเด็นสำคัญต่างๆ ให้สังคมเข้าใจ ซึ่งต้องมีทีมทำงานและต้องทำอย่างรวดเร็วอย่าให้เนิ่นช้าจนไม่ทันการณ์ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีสื่อสารก็มีทั้งประโยชน์และโทษ หากใช้ในทางถูกต้องโดยเฉพาะการสื่อสารฉับไวแทบจะเรียลไทม์รวมทั้งการเตือนตั้งรับภาวะสถานการณ์ ขณะเดียวกันผู้ใช้สื่อออนไลน์เองก็จำเป็นต้องมีคุณสมบัติของพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพมีจริยธรรมที่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้น

จากสถิติผู้ใช้ดิจิทัลทั่วโลก 2019 โดย “Hootsuite” ผู้ให้บริการระบบจัดการโซเชียลมีเดีย และมาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น ได้รวบรวมสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเปลี่ยนแปลงทั้งภาคธุรกิจออนไลน์ และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ โดยพบว่ามีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 4,400 ล้านคนทั่วโลก มือถือมากกว่า 5,100 ล้านคน บัญชีโซเชียลกว่า 3,400 บัญชี จากการสำรวจเมื่อจบไตรมาส 2 เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้พบว่าไทยใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตสูงมากเมื่อรวมทุกอุปกรณ์ ถือเป็นอันดับ 3 ประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 6 ชั่วโมง 42 นาที และมีแนวโน้มว่าการใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตจะสูงขึ้นอีก นั่นเท่ากับว่ามีความจำเป็นต้องวางแผนตลอดจนมาตรการรับมือทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในออนไลน์ที่ส่งผลสะเทือนต่อสังคม

พระมหากรุณาธิคุณเหตุการณ์ร้ายโคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416346?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระมหากรุณาธิคุณเหตุการณ์ร้ายโคราช

13 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:00 น.
โคราช,กราดยิง,terminal 21,เทอร์มินอล 21 โคราช
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

พระมหากรุณาธิคุณเหตุการณ์ร้ายโคราช คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่นครราชสีมา และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงดังเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่โคราชจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ‘ดับเครื่องชน’ ขอร่วมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อครอบครัวญาติมิตรผู้สูญเสีย

ในขณะเดียวกันจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายเช่นนี้อีกและขอร่วมชื่นชมต่อการปฏิบัติงานด้วย

ขอร่วมเรียกร้องให้จัดกิจกรรมเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจกลับคืนมาและร่วมรักษาดูแลกันและกัน

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากชาวไทยที่แสดงความรู้สึกและข้อเรียกร้องเสนอแนะมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอส่งกำลังใจให้ทุกคน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระเมตตาและห่วงใยผู้ประสบเหตุทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ และญาติพี่น้อง ตลอดจนพสกนิกรชาวจังหวัดนครราชสีมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ มาเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ และรับทราบสถานการณ์เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ได้แก่ พระราชทานพวงหรีดให้แก่ผู้เสียชีวิต และรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ตลอดจนชาวจังหวัดนครราชสีมาอย่างหาที่สุดมิได้ หลังความสูญเสียประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากจากเหตุกราดยิงที่ จ.นครราชสีมา

ดิฉันเองเป็นคนเชียงรายโดยแท้แม้จะเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่เคยลืมว่าครั้งได้กลับบ้านอบอุ่นใจแค่ไหน ชาวเชียงรายมักให้ความเป็นกันเอง กลับบ้านทุกครั้งก็รู้สึกว่าทุกคนคือพี่น้องกัน ดิฉันได้ติดตามข่าวสารอยู่ตลอดทั้งคืน

ขอขอบคุณและขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมทั้งอาสาสมัครทุกท่าน ที่เสียสละทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ติดอยู่ในห้าง พอได้ยินว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้กองตระกูล ซึ่งเป็นลูกหลานคนเชียงรายเช่นเดียวกัน เสียชีวิตขณะเข้าช่วยเหลือประชาชน และเกิดการยิงปะทะกับคนร้าย เหมือนเสียคนในครอบครัวไปแม้ว่าจะไม่รู้จัก การทำงานภายใต้ความเสี่ยงเช่นนี้คงไม่มีใครอยากเอาชีวิตของตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะจะรอดหรือไม่รอดเปอร์เซ็นต์เท่ากัน

ขอแสดงความเสียใจต่อญาติและครอบครัวของผู้สูญเสีย และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 57 ราย ทำการรักษา พักฟื้นร่างกาย และกลับมาแข็งแรงโดยไว นับเป็นเรื่องสะเทือนขวัญสะเทือนจิตใจของคนไทยทุกคน ดิฉันมองว่าเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้กระจายกำลังทำงานกันอย่างเต็มที่

แม้จะใช้เวลานานถึง 17 ชม.กว่าจะวิสามัญฯ คนร้ายรายนี้ได้ แต่มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หลายคนรอฟังข่าวที่บ้านแต่เจ้าหน้าที่อีกหลายคนยังต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยง เชื่อว่านั่นไม่ใช่แค่คำว่าหน้าที่แต่เป็นความห่วงใยที่มีต่อประชาชนที่อยากจะช่วยให้ทุกคนรอดปลอดภัย

ขอทุกคนร่วมกันไว้อาลัยให้แก่สองนายตำรวจ คือ ร.ต.อ.ตระกูล ทาอาษา ตำรวจพลร่มรุ่น 74 นสต.2/49 และ ส.ต.ท.กฤษฎา การุณ สังกัดอรินทราช 26 ซึ่งได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รวมถึงผู้บริสุทธิ์ทุกคนที่ต้องมาเสียชีวิตในครั้งนี้

ขอชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมกันส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวโคราช ร่วมกันเยียวยากันและกัน ร่วมกันดูแลหัวใจของกันและกัน และจับมือกันฟันฝ่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไปให้ได้ #PrayForKorat #SaveKorat
อัมพร (กทม.)


 เรียกขวัญ-กำลังใจ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากกรณีกราดยิงที่โคราช ทำให้เกิดความสะเทือนใจและสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเกิดความคาดคิด และคนไทยไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน ต่างเป็นห่วงนอนไม่หลับตลอดคืนและภาวนาขอให้เหตุการณ์ยุติโดยเร็ว ดิฉันขอแสดงความเสียใจอย่างสุดแสนกับครอบครัวผู้สูญเสียและเห็นใจต่อผลกระทบทางธุรกิจที่ได้รับความเสียหายอย่างสุดประเมิน

เราอยู่แผ่นดินเดียวกัน ความรู้สึกเป็นห่วงย่อมส่งถึงกัน เป็นความรักกันฉันพี่น้องผองไทย ให้หน่วยงานรัฐจัดพิธีทำบุญให้กับคนโคราชที่ต้องเผชิญกับเหตุร้ายเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้กลับมาโดยเร็ว งานใหญ่อาจจัดที่โคราชและงานร่วมจัดได้ทุกจังหวัดเพื่อให้พี่น้องไทยได้มีโอกาสร่วมจิตกุศลด้วยกันทั้งประเทศ

หรือท่านจะตั้งกองทุนช่วยเหลือฟื้นฟูเปิดรับบริจาคเงินก็เป็นเรื่องดี แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายให้เหมาะสม ยุติธรรมและไว้วางใจได้ แต่ถ้ามีข้อเสียมากไปก็ไม่ต้อง ผู้ที่ยินดีช่วยเหลือก็จะหาวิธีช่วยเองได้เหมือนกัน

ในโอกาสวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ หรือวันแห่งความรักที่จะถึงนี้ แม้ไม่ใช่ประเพณีไทยแต่คนไทยก็มักจัดกันอยู่แล้ว สำหรับปีนี้ดิฉันขอเชิญชวนให้จัดกิจกรรมส่งความรักให้ชาวโคราช จะด้วยรูปแบบใดก็แล้วแต่ท่านจะเห็นเหมาะสม
เจน (กทม.)


คู่มือเอาตัวรอด… เหตุฆ่าหมู่-จับตัวประกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416334?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่มือเอาตัวรอด… เหตุฆ่าหมู่-จับตัวประกัน

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:55 น.
terminal 21,โศกนาฏกรรม,ศดรสุรชาติ บำรุงสุข,วิธีเอาตัวรอด
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

คู่มือเอาตัวรอด… เหตุฆ่าหมู่-จับตัวประกัน คอลัมน์…  ล่าความจริง…  พิกัดข่าว    โดย…   ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์, ปกรณ์ พึ่งเนตร

สองประเด็นที่พูดถึงกันมากหลังเกิดโศกนาฏกรรมกลางเมืองโคราช ก็คือ

หนึ่ง นี่คือปฏิบัติการของคนที่ถูกจัดประเภทว่าเป็น “โลนวูล์ฟ” หรือไม่ เพราะก่อเหตุเพียงคนเดียว ไม่มีผู้ช่วย วางแผนและปฏิบัติการเองทั้งหมด

อ่านข่าว… กรณีศึกษาเหตุการณ์โคราช

สอง มาตรการรักษาความปลอดภัยในเขตเมืองมีความจำเป็นต้องยกเครื่องทั้งระบบหรือไม่ เพราะปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย รวมไปถึง “โลนวูลฟ์” ในระยะหลังพุ่งเป้าไปที่ย่านชุมชนและย่านเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์รวมตัวอยู่เป็นจำนวนมาก

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง เคยกล่าวเอาไว้ว่า “สิ่งที่แตกต่างระหว่างกลุ่มก่อการร้ายหรือผู้มีความคิดสุดโต่งกับคนธรรมดาก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้มีระเบิดอยู่ในมือ แต่คนธรรมดาที่เดินถนนไม่มี ทำให้เราไม่สามารถแยกออกได้เลยว่าใครคือผู้ก่อการร้าย”

เหตุนี้เองการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับคนที่ก่อเหตุแบบนี้ได้ รวมไปถึงการสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยในเขตเมือง หรือพื้นที่สาธารณะ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบัน

ที่น่าตกใจก็คือ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้ไปศึกษาองค์ความรู้ และสรุปบทเรียนจากต่างประเทศ แล้วพยายามนำมาเปิดหลักสูตรเพื่อถ่ายทอดให้แก่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในประเทศไทยนานเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่กลับไม่มีคนสนใจ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงระดับนี้เกิดขึ้นใน “สยามเมืองยิ้ม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและการป้องกันตัว ซึ่งสอนอยู่ในโรงเรียนเหล่า ให้ข้อมูลว่า พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุเหมือนกับที่ จ.นครราชสีมา เป็นลักษณะที่เรียกว่า active shooter ซึ่งหมายถึงมือปืนที่ยิงคนไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการสังหารหมู่ โดยผู้ก่อเหตุลักษณะนี้จะรู้ดีว่าหากถูกจับกุม จะต้องได้รับโทษในอัตราสูงสุด ถึงขั้นประหารชีวิต ดังนั้นจุดจบของ active shooter คือ สู้จนตัวตาย หรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญ อธิบายต่อว่า การก่อเหตุของ active shooter มีมูลเหตุอยู่ 3 ประการหลักๆ ด้วยกัน คือ 1. ต้องการแก้แค้น 2. มีปัญหาทางจิต และ 3. เป็นผู้ก่อการร้าย โดยเหตุการณ์สังหารหมู่โดย active shooter ครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับไฮสคูล รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เมื่อ 21 ปีก่อน

แต่หากพิจารณาเจาะจงเฉพาะผู้ก่อเหตุที่ จ.นครราชสีมา active shooter รายนี้น่าจะตัดสินใจก่อเหตุจาก 2 ปัจจัย คือ ต้องการแก้แค้น และมีสภาพป่วยทางจิต ซึ่งปัจจัยหลังต้องรอการตรวจสอบอย่างละเอียดจากนักจิตวิทยา แต่ความพิเศษของเหตุการณ์ที่โคราช คือตัวเหตุการณ์ถูกพัฒนาจากการไล่ยิงคนไปเรื่อยๆ เป็นการจับตัวประกัน เพราะผู้ก่อเหตุรู้ว่าหากไม่มีตัวประกัน ก็จะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อตัวเอง

สำหรับการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติในลักษณะกราดยิงแบบไม่เลือกหน้าขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า จำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องแยกให้ออกตั้งแต่แรกว่า ผู้ก่อเหตุกระทำการในลักษณะไหน เป็น active shooter คือไล่ยิงไปเรื่อยๆ หรือมีการจับตัวประกันด้วย แน่นอนว่าถ้าเป็น active shooter อย่างเดียว เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องหยุดยั้ง เพื่อไม่ให้คนร้ายได้ก่อเหตุต่อไป ซึ่งอาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดได้ แต่ถ้ามีการจับตัวประกัน เจ้าหน้าที่ก็ต้องมีวิธีการอีกแบบหนึ่ง

ส่วนในมุมของประชาชน ในฐานะผู้เผชิญหน้ากับความเสี่ยง ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและการป้องกันตัว แจกแจงว่า มีแนวปฏิบัติอยู่ 3 แนวทาง คือ
1. run หมายถึงวิ่ง หรือหนีออกจากพื้นที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด
2. hind คือถ้าหนีไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือซ่อนตัว หาที่กำบังตนให้มิดชิด ล็อกประตู แล้วโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งบางสถานการณ์จำเป็นต้องปิดเครื่องมือสื่อสาร เพราะหากมีเสียงหรือแม้กระทั่งเปิดสั่น หรือไฟหน้าจอสว่าง อาจทำให้คนร้ายรู้ที่ซ่อนตัว
3. fight หรือ ต่อสู้ โดยแนวทางนี้ไม่อยากแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทำ เนื่องจากคนร้ายส่วนใหญ่มักมีอาวุธ แต่ถ้าประเมินสถานการณ์แล้วว่าสามารถต่อสู้ หรือร่วมกันสู้กับคนอื่นๆ ได้ ก็ควรทำ ทว่าทางที่ดีที่สุดให้พยายามแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือจะดีกว่า

กรณีทางเลือกทางรอดของประชาชนตาดำๆ นี้ มีอดีตทหารรบพิเศษซึ่งผ่านการฝึกด้านต่อต้านก่อการร้าย กล่าวเสริมว่า วิธีการที่มีการแนะนำกันในโลกโซเชียลฯ ให้แกล้งตาย โดยนำเทคนิคนี้มาจากผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ “ผอ.กอล์ฟ” ยิงคน-ปล้นทองที่ จ.ลพบุรีนั้น ขอเตือนว่า การแกล้งตายใช้กับ active shooter ไม่ได้ เพราะนักฆ่าประเภทนี้จะยิงคนทุกคนที่ผ่านเข้ามาในสายตา แม้จะนอนนิ่งๆ หรืออาจจะเป็นศพไปแล้วก็จะยิงซ้ำเพื่อความแน่ใจ ฉะนั้นการหนี จึงน่าจะเหมาะสมที่สุด

ส่วนกรณีที่อยู่ในสถานการณ์ตกเป็นตัวประกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและการป้องกันตัว บอกว่า สิ่งแรกที่ประชาชนควรทำ คือ
1.คิดว่าถึงอย่างไรตัวเองก็ต้องรอด 2.ช่วง 15-45 นาทีแรกอย่าขัดขืน และให้ยอมเป็นตัวประกันไปก่อน เนื่องจากเป็นเวลาอันตราย เพราะคนร้ายมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาแล้ว เว้นแต่จะเจอคนร้ายระดับมืออาชีพที่วางแผนแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง

3.พยายามสร้างสัมพันธ์กับคนร้าย 4.ทำตามที่คนร้ายสั่ง 5.พยายามพูดคุยกับคนร้ายโดยใช้หัวข้อเรื่องครอบครัว เพื่อทำให้คนร้ายใจอ่อน หรือช่วยประวิงเวลาจนกว่าเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ โดยข้อ 5 ถือว่าสำคัญที่สุด

นอกจากนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือ ช่วงที่มีการบุกเข้าพื้นที่ที่มีการจับตัวประกัน อาจมีการปาระเบิดแสงหรือเสียง ขอให้ประชาชนหมอบลงทันที แล้วยกมือไว้เหนือศีรษะ เพื่อแสดงตัวว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วค่อยๆ แจ้งเจ้าหน้าที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะค้นตัวคล้ายทำกับคนร้าย ซึ่งอย่าตกใจ เพราะต้องแยกแยะว่าเป็นคนร้ายที่แฝงตัวมาหรือไม่

ทั้งหมดนี้คือ “คู่มือเอาชีวิตรอด” ในเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งสังหารหมู่ในที่สาธารณะ หรือเมื่อเผชิญหน้ากับ active shooter รวมถึงสถานการณ์ถูกจับเป็นตัวประกัน

ได้เวลาที่ต้องเรียนรู้กันจริงจังแล้ว !

ส่งกำลังใจให้จีน ต่อสู้ไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่งกำลังใจให้จีน ต่อสู้ไวรัส

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:46 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่,บูลลี่
เปิดอ่าน 450 ครั้ง

ส่งกำลังใจให้จีน ต่อสู้ไวรัส คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้จีนคงรู้แล้วว่าในบรรดาประเทศต่างๆ ทั่วโลกมองจีนเป็นอย่างไร จากเหตุระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่

หลายประเทศปฏิบัติต่อจีนแบบแรงๆ โดยการตัดการติดต่อคมนาคมทั้งทางบก-ทางเรือและทางอากาศ คือสายการบินต่างๆ ยกเลิกบินไปเมืองจีน เป็นเหตุให้ชาวจีนและรัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างหนัก

อ่านข่าว-อัพเดท “ไวรัส โคโรน่า” สายพันธุ์ใหม่

ในส่วนประเทศไทยและคนไทยเรานั้น จีนมองไปในแง่บวก และล่าสุด ‘ดับเครื่องชน’ ได้ติดตามข่าวที่มีทิศทางที่ดีมากและเชื่อว่าพอหมดจากวิกฤติ คือผ่านพ้นเข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ไทยจะมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของคนจีนกว่าพันล้านคน

มีการส่งกำลังใจให้จีนสู้ๆๆ อย่างกรณีที่ จ.อุดรธานี นักเรียน ร.ร.พัฒนาปัญญา ร่วมกันทำคลิป 3 ภาษาทั้งไทย-จีน-อังกฤษ และบรรดานักเรียนถือธงชาติไทย-จีนโบกไปมา ซึ่งอยากจะบอกว่าเวลานี้กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญมาก และขอแจ้งข้อสรุปข้อความดังนี้ว่า

ข้อความให้กำลังใจ 3 ภาษา เป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ภาษาอังกฤษ มีใจความว่า ในนามของ ร.ร.พัฒนาปัญญา เราอยากให้คุณรู้ว่าเรายังอยู่กับคุณ เราขอให้คุณเข้มแข็งและอดทน มั่นใจว่าคุณจะชนะในที่สุด

คำอธิษฐานของเราอยู่กับผู้ที่ทุกข์ทรมานจากโคโรน่าไวรัส เราอยู่กับคุณด้วยหัวใจและวิญญาณ เรารักคุณทุกคน สู้ต่อไปและอย่ายอมแพ้

ภาษาจีนมีความหมายว่า พวกเรา ร.ร.พัฒนาปัญญาให้กำลังใจแก่พี่น้องชาวจีนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤติไวรัสโคโรนา จีนไทยครอบครัวเดียวกัน พวกเรารักประเทศจีน ประเทศจีนสู้ๆๆ

หรืออย่างแท็กซี่ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าและได้รับการรักษาจนหาย หมอให้กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติก็บอกว่ามีความรู้สึกดีๆ กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นอู่ข้าว-อู่น้ำ และขอให้ระวังรักษาสุขภาพ

นี่คือตัวอย่างที่ยกมาให้ทราบและเชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของคนไทยที่มีต่อชาวจีน

‘ดับเครื่องชน’ ขอร่วมส่งกำลังใจให้ชาวจีนสู้ๆๆ และหลังจากความเพียรพยายามอย่างหนัก เชื่อว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาจะหมดไป
อ๊อด เทอร์โบ


อย่ารังแก-กลั่นแกล้ง
คุณ ‘อัมพร’ นครสวรรค์ ได้ส่งจดหมายที่มีเนื้อหาน่าสนใจมาก โดยส่วนหนึ่งเป็นข้อความจากคุณ ‘จึงอุรา’ ซึ่งน่าสนใจมาก

จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาโปรดพิจารณาและช่วยกันหาทางยุติความรุนแรงในสังคมที่เรากำลังเผชิญอยู่เวลานี้
อ๊อด เทอร์โบ


หยุดการกลั่นแกล้ง
หยุดเหตุความรุนแรง

ดิฉันได้รับหนังสือ ‘คู่หูเดินทาง’ ของ บขส.เป็นประจำและท้ายเล่มมีคอลัมน์ ‘เก็บมาฝาก’ เขียนโดยคุณ ‘จึงอุรา’ น่าสนใจมากและขออนุญาตนำมาบอกต่อว่าเหตุความรุนแรงในสังคมไทยนั้นมาจากไหน

นั่นคือขอให้หยุดการกลั่นแกล้งหรือ Bully ‘บูลลี่’ ซึ่งเป็นพฤติกรรมรังแกคนอื่นและคนที่ด้อยโอกาสหรืออ่อนแอกว่า ซึ่งหากให้ความเห็นใจช่วยเหลือกันแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น

ดิฉันขอยกข้อความในคอลัมน์ที่ควรทราบมาว่า พฤติกรรมชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น เป็นความตั้งใจกระทำให้ผู้อื่นได้รับความทุกข์ ความเจ็บปวด เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจหรือมีพลังเหนือกว่าผู้อื่น อีกทั้งการกระทำดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องและมีระยะเวลายาวนาน

การกลั่นแกล้งทางร่างกาย เป็นลักษณะของการทำร้ายร่างกาย การชกต่อย การผลัก การตบตี

การกลั่นแกล้งทางสังคมหรือด้านอารมณ์ เป็นลักษณะของการใช้กลุ่มเพื่อนหรือสังคมกดดันและทำให้บุคคลแยกออกจากกลุ่ม เป็นผลทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจจากการกระทำดังกล่าว

การกลั่นแกล้งทางคำพูด เป็นลักษณะการพูดที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือทำให้เจ็บปวด จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มีการยั่วยุ เย้าแหย่ เยาะเย้ย ข่มขู่ การพูดจาดูถูกเสียดสีกันในกลุ่มเพื่อนหรือการวิจารณ์ด้วยคำพูดในลักษณะข่าวลือ คำนินทา และการพูดจาโกหก บิดเบือนข้อมูลที่ไม่เป็นจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเจ็บปวด

การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ประเภทหนึ่งของการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นประเด็นปัญหาสำคัญในสังคม โดยใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นเครื่องมือหลัก เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แชท

หรือเครือข่าวทางสังคมออนไลน์อื่นๆ ในการโจมตี ขู่ทำร้าย หรือใช้ถ้อยหยาบคาย การคุมคามทางเพศ การแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น การนำความลับของอีกฝ่ายมาเปิดเผย การหลอกลวง การสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ เพื่อให้อีกฝ่ายขายหน้าหรือทนไม่ได้จนกลายเป็นปัญหา

นี่คือความจริงที่ควรทราบและเราต้องหาทางยุติความรุนแรง
อัมพร (นครสวรรค์)


คลุกวงใน วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416274?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:42 น.
นายกฯ,ลุงตู่,ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ปิยบุตร
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

คลุกวงใน วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรหาข่าว คุ้ยข่าว ทุกข่าวทุกเรื่อง เพื่อคนอ่าน

00000 วันพฤหัสบดี 13 กุมภาพันธ์ สภาบรรจุวาระโหวต ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 63 ในวาระ 2 และ 3 อีกรอบ หลังจาก ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมา

00000 ประธานชวน หลีกภัย ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ประกาศโครมว่า อภิปรายได้ อภิปรายไม่จำกัดเวลา เหมือนกระทุ้งกล่องดวงใจของ นายกฯ ลุงตู่ เพราะรัฐบาลประสงค์จะให้กฎหมายผ่านเร็วๆ จะได้นำงบประมาณไปพัฒนาประเทศ

00000 ขณะที่ รัฐบาล พยายามทุกช่องทางเพื่อ”เจรจา” กับ ฝ่ายค้าน ไม่ต้องอภิปราย พอเปิดประชุมปั๊บ ก็โหวตเรียงมาตราไปเลย จะได้จบไวๆ แต่ ประธานชวน พูดเช่นนี้ แผนก็สะดุด

00000 “พญาเสือ” ดูตามเนื้อผ้า ทุกมาตราก็มีการสงวนคำแปรญัตติและมีการอภิปรายทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก และเสียงข้างน้อยแล้ว ดังนั้นจึงไม่สมควรจะฉวยโอกาสนี้อภิปรายอีก

00000 ในรายงานของรัฐบาลนั้น เห็นว่าจะเจรจาต้าอวยกับพรรคเพื่อไทย พอได้ แต่กับพรรคอนาคตใหม่ เห็นทีจะยาก ก็นึกสงสัยว่า ในเมื่อมีการอภิปรายทุกมาตราไปแล้ว แต่ละพรรคก็ได้โควตาอภิปรายและลงมติกันแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะมาอภิปรายใหม่อีก

00000 “พญาเสือ” อยากให้จับตา การเมืองจะแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่องบประมาณจบแล้ว ต่อจากนี้รอลุ้น พรรคอนาคตใหม่ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินอย่างไร คดีเงินกู้ 191 ล้านบาท ที่ กกต.มีมติแล้วว่า ยุบพรรค

00000 ศาลนัดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้ ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พรรคอนาคตใหม่ ก็ดิ้นเต็มที่ ล่าสุด ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค บอกว่า ได้ส่งหนังสือไปยังศาลเพื่อขอให้เปิดไต่สวนพยาน 17 ปาก ที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่า ไม่มีการไต่สวน

00000 “พญาเสือ” ไม่แน่ใจว่า ปิยบุตรกำลังจะซื้อเวลาออกไปอีก เพราะ ปิยบุตร ไปเอาบทวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์มาผูกโยงว่า การตัดสินจะยุบหรือไม่ยุบอนาคตใหม่ เกี่ยวพันกัน 2 เรื่องคือ วาระของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วุฒิสภากำลังสรรหามาแทน ตุลาการที่จะหมดวาระ 5 คน กับการสกัดเพื่อไม่ให้ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

00000 ฮัดเช้ย! “พญาเสือ” เชื่อว่า ปิยุบตร อยากจะพูดแบบนี้ แต่ไม่กล้าพูดเอง เลยไปยืมปากหนังสือพิมพ์ว่าเขาเขียนวิเคราะห์เอาไว้แบบนี้ พร้อมกับสรุปว่า ศาลชุดนี้มีภารกิจเพื่อยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนจะหมดวาระ คือ ปิยบุตร ไม่แน่จริง ที่ไม่กล้าพูดเอง แต่ไปยืมบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ มากระหน่ำตีศาล แม้จะเลี้ยวไปเลี้ยวมา แต่ใครก็รู้ว่า ปิยบุตร หมายความแบบนี้

00000 เมื่อเชื่อแบบนี้ ปิยบุตร ก็เลยพยายามยื้อด้วยการขอให้ ศาลเปิดไต่สวน ด้วยการยกตำรามาอ้างว่า เวลาไม่พอที่จะไปให้พยานทำคำชี้แจงเป็น ลายลักษณ์อักษร ส่งให้ศาลภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เพราะว่า ติดวันหยุดยาว 3 วัน จึงอยากให้มีการไต่สวนหรือเลื่อนเวลาออกไปเพื่อให้ศาลออกคำสั่ง บังคับพยาน “พญาเสือ” ว่าอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

00000 ไหนทั้ง ปิยบุตร และ ธนาธร บอกไม่กลัว หากศาลตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ ทั้งสองก็จะพาสมาชิกไปอภิปรายนอกสภา หรือภาษาชาวเน็ตเป็นที่เข้าใจว่า นี่คือการปลุกคน “ลงถนน” นั่นเอง เป็นการส่งสัญญาณให้ “สาวก” เตรียมพร้อม

00000 “พญาเสือ” หลับตานั่งทางใน ก็เห็นว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง หากวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ศาลตัดสิน ยุบพรรคอนาคตใหม่ ก็มองเห็นทางในดังนี้คือ หนึ่ง ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค 10 คนหมดสมาชิกภาพ ไม่ได้อภิปรายรัฐบาลในสภา สอง พรรคอนาคตใหม่จะแตกเป็น 3 ทาง คือ ย้ายไปสังกัดพรรคสำรอง ย้ายไปสังกัดฝ่ายค้าน และย้ายไปสังกัดพรรคที่สนับสนุนรัฐบาล

00000 หลังการอภิปราย นายกฯ ลุงตู่ จะปรับครม. เขย่าขวดกันใหม่ จะมี ส.ส.ของอนาคตใหม่ ที่ ย้ายมาสังกัดพรรครัฐบาล หรือพรรคที่สนับสนุนรัฐบาล เป็นตัวแปรให้เกิดการปรับครม.ใหญ่ แน่นอนว่าจะมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แล้วรัฐบาลก็จะมีเสียงมากพอ หมดปัญหาเสียงปริ่มน้ำเสียที งานนี้ “พญาเสือ” ว่ารัฐบาลควรจะขอบคุณ พรรคอนาคตใหม่.

เข้มต่อเนื่องสกัดไวรัสมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416273?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้มต่อเนื่องสกัดไวรัสมรณะ

12 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:28 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่,นักท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

เข้มต่อเนื่องสกัดไวรัสมรณะ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ายังน่าเป็นห่วง ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ กรมควบคุมโรคแถลงว่า ไทยมีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มเติม 1 ราย เป็นรายที่ 33 เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 54 ปี จากเมืองอู่ฮั่น เดินทางมาก่อนปิดเมือง โดยผู้ป่วยรายนี้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันที่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนรายที่ 22 เมื่อติดตามเฝ้าระวังไข้ใน 14 วันพบว่ามีไข้จึงนำตัวเข้าห้องแยกโรค สถาบันบำราศนราดูร จนพบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศจีนรวม 908 ราย โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทางการจีนระบุว่า เพียงวันเดียว มีผู้เสียชีวิตถึง 97 ราย

สำหรับการดำเนินมาตรการด้านต่างๆ เพื่อรับมือกับไวรัสมรณะในประเทศไทยนั้น ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิเสธคำขอเข้าเทียบท่าของเรือสำราญ เอ็มเอส เวสเตอร์ดัม พร้อมผู้โดยสาร 1,455 คน ลูกเรือ 802 คน ที่ออกเดินทางจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อทัวร์เอเชีย 30 วัน แต่หลังจากแวะที่ฮ่องกงเพื่อรับผู้โดยสาร 600 คนแล้ว ตามด้วยฟิลิปปินส์และไต้หวัน ล่าสุดถูกปฏิเสธเทียบท่าที่ญี่ปุ่น ทั้งนี้ ทางการไทยยืนยันว่า เพื่อให้การควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคสามารถดำเนินการได้อย่างเคร่งครัด ประกอบกับเมื่อมีกระแสข่าวออกไปผ่านสื่อโซเชียล ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก ทั้งที่ยังไม่ได้อนุญาตแต่อย่างใด

ถือเป็นกรณีตัวอย่างล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ทุกๆ ประเทศจะต้องใช้มาตรการชนิดเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด ไม่ให้เชื้อโรคนี้เข้าไปในประเทศของตน สำหรับประเทศไทยนับจากวันที่ 8 จนถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เป็นเวลารวม 4 วัน พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 1 ราย ซึ่งก็ยังถือว่าอัตราการเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ถึงกระนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อในไทยก็ยังอยู่ในลำดับ 4 รองจากจีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งก็ยังต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพื่อสกัดกั้นเชื้อโรคนี้ต่อไป เช่นที่ได้สั่งห้ามเรือสำราญเข้าเทียบท่า ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 23 กำหนดให้มีคณะทำงานประจำช่องทางเข้าออก โดยกฎหมายมอบอำนาจให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ มีอำนาจหน้าที่ตรวจผู้เดินทาง พาหนะ การพิจารณาเรื่องการให้เทียบท่าหรือการเข้าเมือง

แต่ถึงกระนั้นการสั่งห้ามเรือเทียบท่า ถือว่าเป็นการควบคุมคนเข้าเมืองแบบเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งค่อนข้างจำกัดพื้นที่หรือสามารถบริหารจัดการได้ กรณีจำเป็นต้องให้เทียบท่าจริงๆ ซึ่งต่างจากการเข้าออกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านช่องทางอื่น เช่นสนามบินหลายแห่งของประเทศ ซึ่งได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดกวดขันมาตั้งแต่เมื่อปลลายเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมควบคุมโรคก็ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศ และต่อมาก็พบว่ามี 2 รายที่ติดเชื้อเพราะทำงานที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว จึงต้องขยายการเฝ้าระวังที่เคยจำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนสู่คนไทยที่ทำงานใกล้ชิดนักท่องเที่ยว นับเป็นมาตรการในระดับเข้มข้นที่จะต้องดำเนินการเชิงรุกต่อไปอย่างต่อเนื่องและนานพอมั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:55 น.
ไพบูลย์ นิติตะวัน,แก้รัฐธรรมนูญ,สิทธิเสรีภาพ,ความมั่นคง
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

ขีดเส้นจำกัด ‘ความมั่นคง’ห้ามกระทบสิทธิเสรีภาพ

การทำงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แม้จะไม่ปรากฏเป็นข่าวหวือหวา แต่ด้านหนึ่งก็มีการทำงานที่มีความคืบหน้าไปพอสมควร

โดยล่าสุด คณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน มีการเสนอรายงานความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชาวไทย

โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นให้มีการปรับปรุง มาตรา 25 ว่าด้วยการให้บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นให้ปรับปรุงเป็นสองแนวทาง
แนวทางที่ 1 เสนอโดย นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีความเห็นว่าบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เว้นแต่จะเป็นอันตรายต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น จากเดิมที่เคยกำหนดให้เรื่องความมั่นคงของรัฐมาเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายนิกร แสดงความคิดเห็นไว้ในรายงานสรุปความคิดเห็นถึงเหตุผลของการแก้ไขว่า เหตุที่ขอให้ตัดข้อยกเว้นเรื่องความมั่นคงของรัฐเพราะความมั่นคงของรัฐอาจตีความได้หลายมิติ การกำหนดไว้อาจเกิดการตีความที่ทำให้กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินควร
แนวทางที่ 2 เสนอโดย นายชัยเกษม นิติสิริ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ ที่เห็นว่าควรให้ตัดข้อยกเว้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนออกไปทั้งหมด เนื่องจากการที่มาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ในส่วนต้นว่า “การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ” ถือว่าเป็นการกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นหากจะไปกำหนดห้ามมิให้ใช้สิทธิเสรีภาพในเรื่องใดก็ควรนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนั้น

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการยังมีความเห็นในประเด็นอื่นๆ ด้วยว่าควรให้มี การบัญญัติเรื่องสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อที่ประชุมประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สิทธิในการเข้าชื่อร้องขอให้วุฒิสภาถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการบัญญัติเพิ่มเติมเรื่องสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เคยกำหนดไว้ในหมวด 7 ว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนของรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เป็นการรองรับสิทธิของประชาชนที่ควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ นายชำนาญ จันทร์เรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เสนอว่าควรบัญญัติหลักการแห่งการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งไว้ในมาตรา 3 ซึ่งอยู่ในหมวด 1 บททั่วไปว่า “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้โดยประชาชน ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” เพื่อเป็นการรองรับสิทธิของประชาชนในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง
ขณะที่มาตราอื่นๆ ที่สำคัญที่เริ่มมีอนุกรรมาธิการแสดงความคิดเห็นให้แก้ไข เช่น มาตรา 49 ว่าด้วยการให้สิทธิของประชาชนในการร้องโดยตรงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้เลิกการกระทำของบุคคลในการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเสนอแก้ให้ต้องเป็นกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอก่อนผู้ร้องขอถึงจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการพิจารณาของอัยการสูงสุดก่อน