ตำรวจต้องทนแรงกดดันอย่าคิดสั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจต้องทนแรงกดดันอย่าคิดสั้น

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:15 น.
ตำรวจ,คิดสั้น,ผู้บังคับบัญชา
เปิดอ่าน 346 ครั้ง

ตำรวจต้องทนแรงกดดันอย่าคิดสั้น คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากคุณ ‘ประพล’ ตำรวจไทยถึงเรื่อง 9 มาตรการที่ผู้บังคับบัญชาเสนอมาเพื่อนำไปปฏิบัติลดการคิดสั้นหรือฆ่าตัวตายของตำรวจไทย และอาจนำไปประยุกต์กับชีวิตของอาชีพอื่นๆ ได้

เวลานี้เราจะเห็นข่าวเรื่องตำรวจฆ่าตัวตายอยู่เสมอเพราะตำรวจมีปืนคู่ชีวิต เรียกว่าใกล้อาวุธร้ายและมีบางคนทนต่อแรงกดดันไม่ไหวเลยหาทางออกโดยการปลิดชีพตัวเอง

อะไรเป็นสาเหตุ? อะไรทำให้ตำรวจเครียด? โปรดอ่านจดหมายต่อไปนี้ดู เพราะสรุปง่ายๆ ว่าตำรวจต้องเจอแต่เรื่องร้ายๆ ไม่ค่อยมีเรื่องดีๆ

ขอร่วมเป็นกำลังใจให้ตำรวจต่อสู้กับชีวิตและงานซึ่งมีมากมาย และทนต่อความกดดันไปได้ด้วยดี
อ๊อด เทอร์โบ


ตำรวจเครียดเพราะอะไร ?
จดหมายจากคุณ ‘ประพล’ ตำรวจไทยต่อไปนี้ อยากจะบอกว่าเป็นวัฒนธรรมหรือวงจรของตำรวจซึ่งมีแต่เรื่องเครียดๆ เข้ามาโดยอาชีพ-การเงิน-การงาน-การดำรงชีวิต ฯลฯ

จนเห็นว่ามีตำรวจฆ่าตัวตายเพราะทนต่อแรงกดดันไม่ไหว จนผู้บังคับบัญชาต้องหาทางป้องกันแก้ไขด้วย 9 มาตรการที่แจ้งมา

ขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจทุกคนและอย่าหาทางออกด้วยการคิดสั้นเลย-หาทางปฏิบัติที่ดีมีอีกมาก โปรดนำไปพิจารณา


ออกมาตรการเข้มข้น
ป้องกันตำรวจฆ่าตัวตาย

ผมเป็นนายตำรวจที่ขออนุญาตไม่แจ้งชื่อและสังกัด แต่อยากจะบอกให้รู้ว่าทุกวันนี้ผมเครียดเหลือเกิน เช่นเดียวกับตำรวจทุกคนก็ว่าได้ และยิ่งเครียดจนถึงกับหวาดผวาเรื่องมีตำรวจฆ่าตัวตาย

ได้มีการตั้งกรรมการตำรวจผู้ใหญ่ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งมี 9 ข้อและขอนำมาแจ้งให้ทราบดังนี้
1.สังเกตพฤติกรรมลักษณะกลุ่มเสี่ยงของข้าราชการตำรวจที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย ให้การช่วยเหลือ ระงับยับยั้งเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียชีวิต ช่วยเหลือฟื้นฟูสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจ ตลอดจนติดตามและประเมินความเสี่ยง

2.ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการจัดการชีวิต การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาความรู้ ทักษะเกี่ยวกับจิตเวชเบื้องต้น และการป้องกันการฆ่าตัวตายให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดเพื่อการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิต

3.สร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจกับตำรวจกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งประสานครอบครัวร่วมแก้ปัญหา
4.สร้างเครือข่ายประสานช่วยเหลือตำรวจกลุ่มเสี่ยง เช่น โรงพยาบาลตำรวจ สายด่วนสุขภาพจิตฯ

5.วิเคราะห์ศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรม
6.เชิญ เรียก หรือสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการแก่คณะกรรมการ

7.ให้ประธานคณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานเพิ่มเติมได้
8.ติดต่อประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรและบุคคลเพื่อตรวจสอบรวบรวมหลักฐานหรือข้อมูล ตลอดจนกำหนดแนวทางและวิธีการรองรับการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามความจำเป็น

9.ปฏิบัติการอื่นใดที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตตำรวจและครอบครัวให้เป็นรูปธรรม

ผมไม่ทราบว่าจะมีการนำไปปฏิบัติได้ผลขนาดไหนเพราะเราอยู่ใกล้ปืน และต้องแบกรับอะไรอีกมากมาย และจดหมายฉบับนี้อยากจะบอกพี่น้องตำรวจทุกนายว่า ผู้บังคับบัญชาของเราไม่ได้นิ่งเฉย ดูดายและอยู่แบบตัวใครตัวมัน แต่มีแนวทางปฏิบัติเข้มข้น

คนภายนอกและสังคมมองว่าตำรวจทำอะไรก็ต้องอาศัยเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขอตำแหน่ง โยกย้าย เลื่อนยศและอยู่ภายใต้การเมือง

ผมอยู่ในวงการและรับราชการตำรวจมานาน ก็ต้องยอมรับว่าจริง แต่อย่าลืมว่าตำรวจดีๆ ก็มีเยอะอย่าเหมารวมหมดเลยจะทำให้หมดกำลังใจ-ขอร้องละครับ
ประพล (ตำรวจไทย)


ผู้สูงอายุ-คนแก่พึงปฏิบัติ
อย่าประมาท-ต้องระวัง!

ผมเป็นคนแก่อายุใกล้ 80 ปีแล้ว และวันก่อนได้รับข้อความจากเพื่อนๆ วัยเดียวกันแนะนำมา โดยนำข้อความมาจากท่านอาจารย์ ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ น่าสนใจและขอนำมาเผยแพร่ต่อไป

ขอเรียนให้ทราบว่าคนแก่ต้องระวังและควรปฏิบัติโดยยึดถือหลักการว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที ดังนี้ครับ
1.ให้เดินโดยมีไม้เท้าหรือเกาะราว เมื่อมีราวให้จับอย่ากลัวเสียหน้า ทุกคนถ้าไม่รีบตายไปก่อนต้องเป็น สว.แน่นอน กำลังขาจะลดลง 2.ระวังเมื่อเดินพื้นผ่านระดับ ห้ามเดินถอยหลังและต้องเดินให้ช้าลง 3.เวลาลงจากรถ สว.ควรก้าวลงจากรถให้ช้าลงสักนิด จากนั้นหยุดยืนตั้งตัวสักครู่ก่อนออกเดินไปที่ใดก็ตาม 4.ขึ้นลงบันไดให้เกาะราวจับเสมอ อย่าประมาท พลาดท่าขึ้นมากระดูกแตกหักได้

5.นุ่ง/ถอดกางเกงหรือใส่เสื้อผ้าต้องมีที่เกาะหรือพิงได้ และนั่งสวมใส่จะปลอดภัยกว่า 6.สว.ไม่ควรรับเป็นประธานหรือเจ้าภาพเผางานศพ เพราะท่านจะต้องขึ้นเมรุคนเดียวโดยไม่มีราวจับ แต่ถึงแม้มีราวจับก็ถูกประดับด้วยดอกไม้ นอกจากจะมีคนคอยพยุง เพราะเห็นสะดุดล้มมาหลายรายแล้ว

7.ยืนอาบน้ำต้องมีราวจับหรือมีแผ่นกันลื่นที่พื้นเสมอเพราะจะลื่นล้มง่าย ถ้ามีเก้าอี้นั่งอาบน้ำจะปลอดภัยมากขึ้น 8.ถ้ายืนอาบน้ำในอ่าง เวลาออกจากอ่างต้องระวังให้มากๆ เพราะเท้ามักจะสะดุดขอบอ่างเป็นเหตุให้เสียหลักล้มกระแทกได้ง่ายๆ 9.ไม่ควรใช้บันไดชนิดพาดพิงหรือกางออกทำงานบนที่สูง เพราะมักพลาดตกลงมา 10.ไม่ควรใช้ส้วมนั่งยอง เพราะอาจหน้ามืดล้มได้

11.ไม่ลุกพรวดพราดเวลาถ่ายทุกข์เสร็จหรือตื่นนอนใหม่ๆ ให้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ให้ระบบไหลเวียนเลือดปรับตัวก่อน 12.เข้าห้องน้ำในบ้านต้องไม่ใส่กลอนประตู เพราะถ้ามีเหตุฉุกเฉิน ลูกหลานหรือคนในบ้านจะเข้าช่วยได้ทัน 13.ถ้าจำเป็นต้องขับรถ ให้ขับช้าลงเพราะประสาทคนสูงอายุจะเชื่องช้ากว่าวัยหนุ่มสาว

14.เวลาล้มให้หดมือเก็บห้ามเอามือยัน ถ้าใช้มือยัน 90% แขนหัก ดังนั้นให้ยอมเจ็บตัวฟกช้ำ 1-2 สัปดาห์ก็หาย ดีกว่าแขนหักเจ็บตัวนาน และ 15.อย่าคิดทะนงว่าท่านเป็น สว.ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ คิดแบบนี้เกิดอุบัติเหตุ แขนหัก ขาหัก สะโพกแตกมานักต่อนักแล้ว

จึงเรียนมาเพื่อความปรารถดีและพยายามปฏิบัติตัว อย่าให้เป็น สว.หรือผู้สูงวัยหรือคนที่ป่วยหรือบาดเจ็บจนสร้างภาระให้ลูกหลาน
ศักดา (คนสูงอายุ)


เรียนคุณ ‘ศักดา’ คนสูงอายุ
ผมเองได้รับข้อความนี้มาจากผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งเช่นกัน และพอดีได้รับจดหมายของท่านจึงขอเป็นสื่อกลางนำมาและต้องขออนุญาตท่าน ‘นพ.เกษม วัฒนชัย’ เพราะมีประโยชน์มาก

ข้อความต่างๆ ชัดเจนอยู่แล้วและขอเรียนย้ำว่าจงรับสภาพว่าความแก่หรือสูงวัย สูงอายุ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ

จึงควรปฏิบัติตัวและอย่าประมาทว่ายังแข็งแรงเหมือนสมัยก่อน ทุกอย่างย่อมเสื่อมสภาพเป็นธรรมดาของชีวิต
อ๊อด เทอร์โบ


คลุกวงใน วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์  2563

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:34 น.
เทอร์มินอล 21 โคราช,Terminal21,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา
เปิดอ่าน 353 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์  2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร ไม่เว้นวันหยุด ขุดทุกข่าว เล่าทุกความจริง ให้คนอ่านได้รู้ลึก

00000 นายกฯ ลุงตู่ ออกทีวีรวมการเฉพาะกิจ แถลงกรณีเหตุกราดยิงที่โคราช ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 และพระราชทานกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียและเจ้าหน้าที่ทุกคน พร้อมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรับศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์

ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จากสำนักพระราชวัง และหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียทุกราย ตลอดจนการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานเพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการพิสูจน์หลักฐานและทำความสะอาดสถานที่ให้เรียบร้อยจนกว่าจะจบภารกิจ พร้อมกันนี้ รับสั่งให้รัฐบาลดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน”

00000 “พญาเสือ” เป็นนักข่าว เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์ใหญ่ๆ นักข่าวจะถูกด่าทุกที ยิ่งปัจจุบัน โลกเปลี่ยนไปเร็ว เราในฐานะสื่อกระแสหลัก นอกจากต่อสู้กับตัวเองแล้ว ยังต้องต่อสู้กับ สื่อโซเชียล ที่ทุกคนมีมือถือก็ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักสื่อได้เลย บางคนเป็นนักข่าวมีค่าย แต่ก็มีสำนักสื่อส่วนตัวทางเฟซบุ๊ก

00000 สำนักข่าวหลัก รายงานข่าวแย่งเรตติ้ง ส่วนสื่อออนไลน์ แย่งยอดวิว การที่จะหวังให้ กสทช. มาออกกฎเหล็ก เป็นแนวทางปฏิบัติ คงไม่สำเร็จ “พญาเสือ” ขอบอกว่า พวกเราเองควร “เซ็นเซอร์” ตัวเอง จะทำให้การนำเสนอข่าว เป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ ที่สำคัญคือ เลิกเห็นแก่ตัว เพื่อผลทางธุรกิจจนลืมหัวอกของผู้สูญเสีย

00000 “พญาเสือ” ยอมรับว่า บ้านเรา ยังไม่มีมาตรการป้องกันกรณี เหตุกราดยิง เหมือนในต่างประเทศ เพราะเราไม่เชื่อว่า เมืองไทย เมืองพุทธ จะมีปฏิบัติการที่บ้าคลั่งโหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ทว่า เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว คำถามต่อไปคือ ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก และทำอย่างไรหากสุดวิสัยจริงๆ มีเหตุแบบนี้ ประชาชนและเจ้าหน้าที่ จะต้องทำอย่างไร

00000 เพราะจากปากคำของผู้รอดชีวิต จาก เทอร์มินอล 21 ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้วิธีจะเอาตัวรอดอย่างไร ที่รอดมาได้ถือว่าปาฏิหาริย์ คือในสถานการณ์ความเป็นความตาย ทุกคนกลัวตาย แต่ไม่รู้ว่าจะรอดได้อย่างไร มีวิธีไหน ฉะนั้น “พญาเสือ” เห็นว่า เราต้องถอดบทเรียนเหตุการณ์ครั้งนี้ ออกมาเป็น “ตำรา” หรือแนวทางปฏิบัติต่อไป และขอให้เลิกคิดว่า เราเมืองไทยเมืองพุทธ จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้

00000 ส่วนที่มีคำเยินยอชื่นชม ผสมเสียงวิจารณ์ กรณี บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พาลูกชาย ร.ต.อ.ชานันท์ แต่งชุดคอมมานโด พร้อมอาวุธครบมือไปบัญชาการที่เกิดเหตุนั้น สุดแท้แต่จะว่าไป “พญาเสือ” ไม่ขอออกความเห็น ให้ฝุ่นที่กำลังตลบอยู่นี้จางลงก่อน ค่อยมาสนทนาธรรมกัน.

ลาเพื่อชาติ สร้าง ‘เพื่อยุทธ’ สานฝัน ‘ชินวัตร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416053?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลาเพื่อชาติ สร้าง ‘เพื่อยุทธ’ สานฝัน ‘ชินวัตร’

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:05 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช,พรรคเพื่อชาติ,พลตทสมศักดิ์ จันทะพิงค์,พลตทสมพงษ์ คงเพชรศักดิ์,ทักษิณ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 42,141 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ก.พ.63

************************

การหาเสียงเลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร เขต 2 เงียบเชียบ ต่างจากเลือกตั้งซ่อมนครปฐม และขอนแก่น เหมือนผู้ลงสนามอย่างเพื่อไทย ก็เตรียมใจว่า “พ่าย” ไว้แล้ว

วันก่อน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เพิ่งลงไปช่วย “รองจอม” กัมพล ปัญกุล หาเสียงแถวตลาดสด อ.พรานกระต่าย และ อ.ไทรงาม เทียบกับเลือกตั้งทั่วไปปีที่แล้ว บรรยากาศไม่คึกคักเลย

จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นหน้า พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ขาใหญ่นครสวรรค์ที่มารับผิดชอบการเลือกตั้งกำแพงเพชรหนที่แล้ว เดินทางหาเสียงช่วย “รองจอม” เห็นแต่หน้าอดีต ส.ส.เพื่อไทย สายเหนือ 2-3 คน

พรรคเพื่อยงยุทธ

สำหรับ “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกเดินสายไปทั่วภาคเหนือตอนบน และตอนล่าง ทำกิจกรรมการเมืองในนาม กลุ่มพลเมืองร่วมใจ” ซึ่งก่อการโดย “ยงยุทธ ติยะไพรัช”  ในฐานะประธานที่ปรึกษา

ยงยุทธ ติยะไพรัช

ส่วน “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ เป็นประธานขับเคลื่อนพลเมืองร่วมใจ

ต้นปีนี้ ยงยุทธ-มิตติ ติยะไพรัช และ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ยังนำกลุ่มพลเมืองร่วมใจ มาเดินสายเสวนาเชิงรับฟังความคิดเห็นพบปะประชาชน แถวชายแดนแม่สอด

 มิตติ ติยะไพรัช

กลุ่มพลเมืองร่วมใจ จะพุ่งเป้าไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงดึงลูกชาย “เสี่ยฮั่น” ประธานที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด มาเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่เมืองเหนือ

นัยว่า ยงยุทธอาจคิดการใหญ่ ไม่เอาแล้ว “เพื่อชาติ” พรรคเฉพาะกิจ เพื่อส่งลูกสาวตัวเองเป็น ส.ส. ขอปั้นพรรคใหม่ตอบโจทย์เจนเนอเรชั่นเดียวกับพรรคส้มหวาน

ฉลามดำ “สายแม้ว”

ก่อนจะเข้ามาเล่นการเมือง “พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์” เกิดที่เชียงใหม่ ศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย เริ่มต้นเป็นผู้หมวดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ วนเวียนอยู่ปากน้ำโพ ก่อนได้เข้าร่วมทีมเฉพาะกิจ “ฉลามดำ” ของ “พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์” มือปราบรุ่นพี่

พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ พล.ต.ท.สมศักดิ์ ย้ายกลับบ้านเกิดเป็น ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ จากนั้น ยุค คสช.ลงสมรภูมิชายแดนใต้อีก 3 ปี ก็เลื่อนเป็นจเรตำรวจ

นัยว่าชีวิตราชการตำรวจของ พล.ต.ท.สมศักดิ์ ไม่ราบรื่น เพราะป้ายยี่ห้อ “แม้ว-เจ๊แดง” แต่การได้เป็น ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่หนนั้น เพราะเพื่อนรัก พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล สมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ช่วยอุ้มกลับบ้าน

พล.ต.ท.สมศักดิ์ ในนามพลเมืองร่วมใจ

ปี 2561 พล.ต.ท.สมศักดิ์ ลาออกจากราชการตำรวจ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคมาแต่ยุค พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค

แว่วข่าวว่า สมศักดิ์แอบคุยกับกลุ่มก๊วนการเมืองในเมืองสี่แคว ขอลงนายก อบจ. โดยไม่มีสีเสื้อเพื่อไทย เรียกว่าปรองดองเฉพาะกิจ

ฉลามดำ “สายเนวิน”

ส่วนผู้ก่อการตัั้งหน่วย “ฉลามดำ” คือ พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์” อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เป็นคนอำเภอลาดยาว จ.นครสวรรค์ แม้จะเกษียณอายุราชการมาแล้วหลายปี สติกเกอร์ข้อความ “เราชอบคนรักกัน” พร้อมโลโก้ “ฉลามดำ” ยังคงติดตาชาวปากน้ำโพ

พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์

สมาชิกหน่วยฉลามดำ ที่ผู้คนยังพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจาก พล.ต.ท.สมพงษ์ ก็มี พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ และฉลามดำชั้นประทวนอย่าง ร.ต.ต.วรจำเริญ วรทอง”

เมื่อ “เนวิน ชิดชอบ” ตั้งพรรคภูมิใจไทย และหาคนสมัคร ส.ส.ในนครสวรรค์ จึงใช้บริการคนกันเองอย่าง “พล.ต.ท.สมพงษ์” ช่วยคัดสรรคนลงสนามเลือกตั้ง

พล.ต.ท.สมพงษ์ ได้เลือกลูกน้องเก่าอย่าง ร.ต.ต.วรจำเริญ วรทอง ส.อบจ.นครสวรรค์ เป็นแม่ทัพปากน้ำโพ สมัยเลือกตั้งปี 2554

จริงๆ แล้ว ช่วงปี 2553 “ร.ต.ต.จำเริญ” ลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครสวรรค์ แต่พ่าย “มานพ ศรีผึ้ง” ส.อบจ.นครสวรรค์ เขต อ.ท่าตะโก ซึ่งตอนนั้น “เนวิน” ก็สนับสนุน “จำเริญ” ทีมฉลามดำสู้ศึกท้องถิ่น

ชาดา ไทยเศรษฐ์  แม่ทัพหาเสียงนครสวรรค์

เลือกตั้งปี 2562 ชาดา ไทยเศรษฐ์ ย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย “มานพ” ก็ย้ายตามมาด้วย และลงสมัคร ส.ส.เขต 4 นครสวรรค์ ได้เป็น ส.ส. แต่ “วรจำเริญ” พรรคเดียวกัน สอบตกที่เขต 3

หากฉลามดำ “สมศักดิ์” จะลงชิงนายก อบจ.นครสวรรค์ เที่ยวหน้า ก็คงต้องถาม “ชาดา” และฉลามดำรุ่นใหญ่ “สมพงษ์” ว่าโอเคมั้ย?

“จ่าโคราช” ระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/416055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จ่าโคราช” ระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหาร

11 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:24 น.
Terminal21,จ่าคลั่ง,อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน
เปิดอ่าน 3,198 ครั้ง

“จ่าโคราช” ระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหาร คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนาง บางปะกง

เป็นคืนเพ็ญสีเลือดที่ชาวโคราชต้องจดจำไปอีกนาน กรณี จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ก่อเหตุสะเทือนขวัญยิงคู่อริเสียชีวิต ก่อนที่จะขับรถฮัมวีออกจากค่ายทหารมายังห้างสรรพสินค้าย่านใจกลางเมืองนครราชสีมา ใช้อาวุธปืนกราดยิงประชาชนเจ็บตายมากมาย

ปมแค้นของ “จ่าคลั่ง” คนนี้ตามรายงานข่าวว่า มีมูลเหตุมาจากโครงการจัดสรรที่ดินสร้างบ้านพัก เพื่อขายให้บรรดาทหาร ซึ่งโครงการนี้มีนายหน้าเป็นตัวกลางทำหน้าที่ขายและจดจำนองให้ลูกค้า แต่เคลียร์ผลประโยชน์ไม่จบจึงเกิดโศกนาฏกรรม

อย่างไรก็ตามความไม่ชอบมาพากลเรื่องนายหน้าค้าขายที่ดินเป็นเหตุปัจจัยภายนอก แต่เรื่องสุขภาพจิต ปมลึกในใจของจ่าคลั่งก็เป็นเหตุปัจจัยภายใน

ธุรกิจในค่ายทหารเป็นความสัมพันธ์กันระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” คำว่า “นาย” กับ “ลูกน้อง” ไม่ได้มีเฉพาะกองทัพ หากกล่าวโดยรวมทั้งระบบราชการไทย อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องระบบอุปถัมภ์ว่า “ผู้อุปถัมภ์เป็นผู้ซึ่งมีฐานะทางสังคมสูง มีอำนาจ และบารมีทั้งในทางการเงินและการปกครองบริหาร ขณะเดียวกันบุคคลซึ่งอยู่ในฐานะดังกล่าวก็จำต้องมีลูกน้องคอยประดับบารมี ตลอดทั้งคอยช่วยเหลือในการทำงาน ทำราชการ เพราะจะอยู่โดดเดี่ยวแต่ผู้เดียวไม่ได้”

อาจารย์ลิขิตยังชี้ว่า “สภาวะดังกล่าวได้นำไปสู่ศิลปะแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ หรือที่เรียกว่าระหว่างนายกับลูกน้อง โดยฝ่ายที่เป็นผู้อ้ปถัมภ์จะต้องผูกใจลูกน้องได้ด้วยการมีใจนักเลง ถึงลูกถึงคน เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อลูกน้อง ทั้งในทางตำแหน่งหน้าที่ ในทางการเงิน”

ดังที่รู้กันระบบราชการทหารเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ที่สูง อัตราความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานจะขึ้นอยู่กับ “ผู้ใหญ่” ของเหล่าทหารนั้นๆ

กล่าวเฉพาะกองทัพบกก็ขึ้นอยู่กับ “รุ่น” ที่จบจาก “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า” หรือที่ภายในระบบของทหารเรียกว่า “ลำดับอาวุโส” มาโดยตลอด

ปี 2558 เคยมีงานวิจัยเรื่อง “ความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในกองพลทหารราบที่ 9” โดย นรินทร์ กุลธนาพงศ์, วัชรินทร์ ชาญศิลป์ และวัลลภ รัฐฉัตรานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนั้นคือ นายทหารประทวน และนายทหารสัญญาบัตร สังกัดกองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

ผลการวิจัยพบว่ามีความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์อยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาในรายข้อพบว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่สูงที่สุดในเรื่อง “ไม่ขายเพื่อนคือข้อคิดในการทำงานที่ดี” และรองลงมาคือเรื่อง “บุญคุณต้องทดแทน” เป็นค่านิยมที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าควรกระทำต่อไป

ตัวอย่างกรณีผลประโยชน์ที่ได้รับมักจะควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ส่วนตัว การออกฝึกหรือการทำภารกิจต่างๆ ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านภายในหน่วยทหารนั้น ผู้บังคับบัญชามีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคน การคัดเลือกนั้นขึ้นอยู่กับ “ความสนิทและความสัมพันธ์ส่วนตัว” คอร์รัปชั่นจึงมาจากความคิดของคนที่มองตัวเองว่า มีพันธะทางสังคมที่ต้องปฏิบัติต่อกัน

ตัวอย่างกรณีที่มีความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์น้อยที่สุดอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการทำงาน การลงโทษ หรือการพิจารณาความดีความชอบจากผู้บังคับบัญชา แต่การใช้ระบบอุปถัมภ์มากเกินไปอาจทำให้เกิดความระส่ำระสาย เกิดการเสียขวัญกำลังใจในการทำงานของทหารที่อยู่นอกวงอุปถัมภ์

มีการสรุปผลวิจัยในหัวข้อดังกล่าวข้างต้นดังนี้ 1.ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์มากกว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป

2.สถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่ของทหารจำเป็นต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ในการทำงานมากกว่าผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาของทหารโดยตรง 3.ชั้นยศที่ต่ำกว่าสัญญาบัตรต้องการผู้อุปถัมภ์เพื่อความก้าวหน้ามากว่าทหารสัญญาบัตร

สรรพสิ่งมี 2 ด้าน ด้านบวกของระบบอุปถัมภ์ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีพี่ มีน้อง มีรุ่น มีเพื่อน แต่ด้านลบก็เป็นกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบของ “นาย” ที่มีต่อ “ลูกน้อง”

อยากเห็นผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน หรือคนต่อไป ได้ตระหนักถึงระบบอุปถัมภ์ในค่ายทหารและเอาใจใส่ปมขัดแย้งนาย-ลูกน้อง อย่าปล่อยให้เกิด “จ่าคลั่ง” คนใหม่

สิทธิหายใจในอากาศสะอาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415881?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิทธิหายใจในอากาศสะอาด

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:40 น.
ฝุ่นพีเอ็า25,มลพิษ,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 437 ครั้ง

สิทธิหายใจในอากาศสะอาด คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ แต่สถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาในปีที่แล้ว

อ่านข่าว… ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 แก้ปัญหาอย่างไรให้ยั่งยืน” โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาร่วมกันอธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทั้งในเชิงวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย กฎหมาย และเภสัชกรรม

รศ. ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการเสวนา อธิบายในแง่มุมกฎหมายว่า บัญญัติศัพท์ว่าอากาศสะอาด หรือ Clean Air ถือเป็นคำศัพท์ใหม่ในทางกฎหมาย เพราะที่ผ่านมานิยมใช้คำว่ามลพิษทางอากาศ

“พูดในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นฮอตมาก แต่ที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด เพราะเรามักจะโฟกัสกับเรื่องฝุ่นเสียมากกว่า แต่ในครั้งนี้อยากให้ทุกคนตั้งคำถามถึงสิทธิที่เราต้องการในฐานะประชาชนคนไทย หรือก็คือสิทธิที่เราจะมีอากาศสะอาดหายใจ”

อาจารย์คนึงนิจอธิบายเสริมว่า อากาศที่สะอาดนับว่าเป็นสิทธิในชีวิตรูปแบบหนึ่ง เพราะอากาศสะอาดทำให้เรามีสุขภาพที่ไม่ย่ำแย่ และตายก่อนวัยอันควร หากมีอะไรมากระทบทำให้ชีวิตไม่เป็นไปตามปกติสุข หรือทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติ และต้องตายก่อนวัยอันควรโดยไม่ยินยอม นับว่าเราถูกละเมิดสิทธิ

นอกจากนี้ หากมีผู้เสียประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว และมีผู้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ นับว่าเป็นความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะถือเป็นการเลือกปฏิบัติและยัดเยียดสถานการณ์ที่มีปัญหาแก่คนกลุ่มหนึ่ง

เมื่อกล่าวถึงการใช้กฎหมายสำหรับแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่นในขณะนี้ อาจารย์คนึงนิจอธิบายว่าต้องใช้กฎหมายระดับแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และต้องใช้กฎหมายหลายฉบับในการแก้ไข มิฉะนั้นจะเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด และยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมา

“ขอเรียกว่า กฎหมายอากาศสะอาดสูตร Reform Plus เป็นเครื่องมือคว้านลึกความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน ถ้าใช้กฎหมายฉบับเดียวแก้ไขคงเป็นไปไม่ได้”

อาจารย์คนึงนิจ อธิบายเสริมว่า สถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม ณ ปัจจุบัน เปรียบเสมือนปลายน้ำ หรือยอดภูเขาน้ำแข็งที่สามารถมองเห็น ในทางกลับกัน ปัญหาเชิงวัฒนธรรม และปัญหาเชิงโครงสร้างคือต้นตอหลักของปัญหาดังกล่าวกลับมองไม่เห็นออกมาเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

“พอมองไม่เห็นชัดเจนทำให้เราแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ตัวอย่างเช่น ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม หรือการที่ไม่หลุดพ้นจากระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบไทยๆ รวมถึงเหตุการณ์ที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็เป็นช่องว่างและรอยร้าวที่ทำปัญหาทวีคูณ”

อาจารย์คนึงนิจชี้ว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เป็นการย้ำอยู่กับที่และไม่ช่วยให้ปัญหาดังกล่าวถูกแก้ไขอย่างตรงจุด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เน้นแต่การลงโทษ แต่ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้เกิดอากาศสะอาด

“เราต้องออกกฎหมายที่มีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วย เพราะต้องเป็นการออกแบบเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ปล่อยอากาศเสีย การออกแต่กฎหมายลงโทษอย่างเดียวยังไม่ดึงดูดมากพอ”

นอกจากนี้ อาจารยคนึงนิจยังชี้อีกว่า การออกนโยบายเชิง Top Down หรือการสั่งการจากข้างบน การสนใจแต่ตัวเลขการประเมิน หรือตัวเลข KPI ของสังคมไทย รวมถึงการตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาเป็นรูปแบบคณะกรรมการแห่งชาติในชื่อต่างๆ อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด

“เพราะเอาเข้าจริง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 คือภาพสะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน Unsustainable Growth เพราะในทางหนึ่งเราบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน ไม่แน่นอน เราไม่มี Green GDP และไม่ได้สะท้อนค่าใช้จ่ายทางสิ่งแวดล้อมที่เราเสียไป กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ดึงดูดนักลงทุนเพื่อให้เข้ามาลงทุนง่ายขึ้น”

อาจารย์คนึงนิจเสริมว่า ประชาชนคนไทยย่อมมีสิทธิในชีวิตของตัวเอง ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศสะอาด ขณะเดียวกัน รัฐเองก็มีหน้าที่ มีอำนาจ มีความรับผิดชอบต้องทำให้สิทธินั้นๆ เกิดขึ้น รัฐมีหน้าที่เคารพ ปกป้อง และเติมเต็ม (Respect, Protect, Fulfill) สิทธิของประชาชน แต่หากรัฐไม่สามารถทำได้ รัฐต้องรับผิดชอบ และประชาชนสามารถฟ้องศาลได้

“สิ่งที่ควรจะทำด่วนที่สุดคือทำให้มีกฎหมายอากาศสะอาดสูตร Reform Plus โดยเร็วที่สุด เพราะหากรัฐไม่ทำอะไรเลย ประชาชนก็จะเหลือสิทธิแค่ว่าจะตายแบบใด และถูกยัดเยียดความตายทั้งที่ไม่เต็มใจ นอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นความล้มเหลวของการบริหารนโยบายของรัฐอีกด้วย” อาจารย์คนึงนิจกล่าวสรุป

เทหน้าตัก ผู้ว่าฯ กทม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทหน้าตัก ผู้ว่าฯ กทม.

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:05 น.
ผู้ว่าฯ กทม,เลือกตั้ง,กรณ์ จาติกวณิช,ประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 4,022 ครั้ง

เทหน้าตัก ผู้ว่าฯ กทม. คอลัมน์… Special Report

จะเป็นสถานการณ์ชิงอำนาจจากหลายพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง ภายหลังคนกรุงเทพฯ ต้องเว้นวรรคการเลือกตั้งไปเกือบ 7 ปีเต็ม

หากย้อนผลเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ 3 มีนาคม 2556 เสียงคนกรุงเทพฯ 1,256,349 คะแนน ส่งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยที่ 2 ด้วยคะแนนมากที่สุดในประวัติการณ์ เหนือคู่แข่งจากเพื่อไทย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เพียง 1.7 แสนคะแนน ทำให้ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” เข้ามาต่ออายุการครองอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ในศาลาว่าการ กทม. ตั้งแต่ยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 30 สิงหาคม 2547

แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งใน กทม.ลดลงเหลือ 30 ที่นั่งจาก 33 เขต ในสภาพพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะตัวแปร “ผู้สมัครอิสระ” ที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ชื่อ “รสนา โตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภา จนถึง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เพื่อชู “จุดแข็ง” ขายภาพไม่มีการเมืองหนุนหลัง กลายเป็นโจทย์หินในการต่อสู้ของพรรคการเมืองใหญ่ทั้งพรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และอนาคตใหม่ มากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ “แชมป์เก่า” ประชาธิปัตย์ จะมีแต้มต่อจากประสบการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หลายสมัย แต่จากบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป รวมถึงผลเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 มีเพียงพรรคพลังประชารัฐ ได้เก้าอี้ ส.ส.กทม.มากถึง 12 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ 9 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย อีก 9 ที่นั่ง ทิ้งให้ “ประชาธิปัตย์” ไม่ได้เสียง ส.ส.กทม.แม้แต่เขตเดียว

ยิ่งสถานการณ์ไหลออกจากแกนนำระดับบิ๊กเนม จนถึงชื่อล่าสุด “กรณ์ จาติกวณิช” และ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ เป็นความท้าทายของพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่ความนิยมทางการเมืองกำลังถูกสั่นคลอน เพราะแต่ละพรรคยังยืนระยะในระดับการเลือกตั้งสนาม กทม. จากคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตที่ผ่านมา อยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ 804,272 คะแนน ตามมาที่พรรคพลังประชารัฐ 791,893 คะแนน และเพื่อไทย 604,699 คะแนน

ถึงแม้ขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกเหนือจากพรรคอนาคตใหม่ ยังมีพรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งในตัวเต็งยุคที่ถืออำนาจทางการเมืองภาพใหญ่ แต่ขณะนี้พรรคพลังประชารัฐยังยืนอยู่ในเส้นทางเดียวกับหลายพรรคการเมืองที่ยังไม่เปิดตัวผู้สมัคร ปิดช่องถูกโจมตีจนช้ำก่อนถึงวันเลือกตั้งจริง แต่อีกด้านสถานการณ์ภายในกำลังเร่งสรรหา “ตัวแทน” มาลงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

เน้นสเปกไปที่ต้องใหม่ ทำงานจริงจัง มีวิสัยทัศน์ ทุกนโยบายต้องทำได้จริง เป็นมือประสาน ส.ก. ส.ข. สามารถบริหารองค์กรใหญ่ คุ้นเคยเข้าใจระบบการบริหารในศาลา กทม. ขีดเส้นใต้ 3 เส้นต้องทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ “วันแมนโชว์” เพื่อสร้างจุดแข็งไปวัดกับกระแส “ชัชชาติ” และผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่

จากเดิมที่ฐานเสียงคนกรุงเทพฯ มีตัวเลือกลงคะแนนแค่ “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” แต่การเลือกตั้งรอบนี้ชาว กทม.จะเต็มไปด้วย “ตัวเลือก” ทางการเมือง จะเปิดหน้าหาเสียงประกาศนโยบายสารพัด เพราะหากจับสัญญาณความตื่นตัวจากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 มีสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิมากถึง 72% หรือ 3,247,813 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,498,058 คน ถือเป็นตัวเลขสำคัญชี้ขาดตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ผ่านมาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม2562 สภา กทม.ได้เห็นชอบร่างข้อบัญญัติฯ ประจำปี 2563 ด้วยวงเงิน 83,398 ล้านบาท จนเป็นขุมกำลังก้อนใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองจะเททุกหน้าตักเพื่อเข้ายึดสนาม กทม.มาคุมงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ระฆังยกแรกกำลังดังขึ้นอีกไม่ช้าสำหรับการเลือกตั้งเวทีเมืองหลวง ชี้วัดคะแนนความนิยมจากแต่ละพรรค กรุยทางชิงอำนาจทางการเมืองตั้งแต่ระดับชาติไปถึงสนามท้องถิ่น โดยมีเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นเดิมพัน

เข่าทรุด ‘ซุ้มโกเกี๊ยะ’ ติดบ่วงเสียบบัตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415873?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข่าทรุด ‘ซุ้มโกเกี๊ยะ’ ติดบ่วงเสียบบัตร

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:10 น.
เสียบบัตรแทนกัน,นาที รัชกิจประการ,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,โกเกี๊ยะ,พรรคภูมิใจไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 6,463 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 ก.พ.63

*******************************

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่โมฆะ จึงมีคำถามตามมามากมาย เกี่ยวกับกรณีเสียบบัตรแทนกันจะไปต่ออย่างไร ?

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง ในฐานะคนต้นเรื่อง ได้โพสต์เฟซบุ๊กแจกแจงว่า เรื่องนี้ไม่จบแค่ร่างงบประมาณ ไม่โมฆะ ต่อไปก็เป็นเรื่องความผิดทางอาญา ซึ่งมีการดำเนินได้ 2 ทาง

1.สภาผู้แทนฯ สอบกรณีเสียบบัตร หากพบว่า เจ้าของบัตรยอมให้คนอื่นกดแทน ก็ถือว่าเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรง ก็ส่งให้ ป.ป.ช. และศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา ลงโทษทางอาญา 2.ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบโดยตรง

บัตรเสียบ “ฉลอง”

ในเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้สรุปว่า ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับกระบวนการร่างงบประมาณ เป็นสำคัญ “ส่วนบุคคลใดจะต้องรับผิดรับโทษอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป”

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่เสียบบัตรทิ้งค้างไว้

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ส่วน “นริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร ที่เสียบบัตรแทน ส.ส.คนอื่น ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท วาระที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็น ส.ส. ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย

ในชั้น ป.ป.ช. มีการชี้มูลความผิดนริศร และอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนริศร ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ฯ

กรณี ส.ส.ฉลอง ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีคำวินิจฉัยว่าผิดหรือไม่ ต้องวัดใจที่ ป.ป.ช. จะเชือดแบบนริศรหรือไม่ ?

ปลัดปากพะยูน

ปลายเดือนมกราคม 2562 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ลาออกจากปลัดจังหวัดพัทลุง โดยก่อนหน้านั้น ปลัดฉลองถูกนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ กล่าวหาว่า เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ในวันลาออกจากตำแหน่งปลัดจังหวัด เขาจึงบอกว่า เหตุที่ตัดสินใจสมัคร ส.ส. เพราะต้องการ “ล้มนิพิฏฐ์”

ตอนเปิดตัวลงสนามเลือกตั้งใหม่ๆ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ได้โพสต์ข้อความว่า “จากเด็กบ้านนอกบ้านนา ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก เพื่อความหวังของพ่อแม่ เพื่ออนาคตที่ดีและเพื่อรับใช้สังคม ไต่เต้ามาตามลำดับจากปลัดอำเภอ นายอำเภอ สู่ปลัดจังหวัด 30 ปี”

ปลัดฉลองในวันที่เดินหาเสียง

ฉลองเป็นชาวปากพะยูน จ.พัทลุง เมื่อเข้ารับราชการสายมหาดไทย ก็วนเวียนอยู่ในภาคใต้ ปี 2557 ฉลองถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง จากนั้น ฉลองขยับขึ้นเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัดพัทลุง

ช่วงรัฐบาล คสช. คนพัทลุงก็เห็น “นาที” เคียงคู่ “ปลัดฉลอง” ออกงานสานพลังประชารัฐอยู่บ่อยๆ เหมือนปูทางสู่ถนนเลือกตั้ง

อนาคตซุ้มพัทลุง

อดีต ส.ส.จอมเก๋าก่อการดับเครื่องชน “ซุ้มพัทลุง” ด้วยเรื่องเสียบบัตรแทนกัน สะท้านสะเทือนตั้งแต่ “เมืองลุง” ยัน “เมืองแป๊ะ”(บุรีรัมย์)

บังเอิญว่า แม่ทัพตัวจริงของซุ้มพัทลุงคือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา เป็นคนสุขุมลุ่มลึก กล้าได้กล้าเสีย ต่างจาก “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ที่มีบุคลิกแบบสาวใต้ใจถึง แต่ชั้นเชิงการเมืองอ่อนด้อย ขาดประสบการณ์ จึงพลาดในเรื่องง่ายๆ

อนุทินกับแกนนำซุ้มพัทลุง

“โกเกี๊ยะ” เป็นคนหาดใหญ่ แต่ไปทำธุรกิจน้ำมัน และเรือประมงที่สตูล จึงจับคู่ “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่แห่ง อ.ละงู จ.สตูล เจ้าของแพปลา และอื่นๆ จนยึดฝั่งอันดามันได้

มานิต วัฒนเสน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นคนที่พาโกเกี๊ยะกับโกเกียรติมาพบ “เนวิน ชิดชอบ” แต่สองคนนี้ ขอทำงานแถวหลัง เลยส่ง “นาที” เป็นตัวแทนในเวทีการเมือง

พิพัฒน์ รัชกิจประการ ตัวจริงเสียงจริง

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จึงโพสต์เฟซบุ๊กบอกว่า คดีเสียบบัตรแทนกัน หากจะเอาผิดคนทำนั้นไม่ง่าย ลำพังเจ๊เปี๊ยะคนเดียว นิพิฏฐ์ไม่หวั่นหรอก

เหนือเจ๊เปี๊ยะยังมีโกเกี๊ยะ เหนือโกเกี๊ยะยังมีเนวิน หากปลัดฉลองจบชีวิตการเมือง ย่อมกระทบต่อซุ้มพัทลุงอย่างมิต้องสงสัย

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:18 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,งบประมาณปี 63,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 354 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563  โดย…   พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 000000 “พญาเสือ” เข้าเวรเช้ายันดึก เพื่อหาข่าวมาบรรณาการ คนอ่านเช่นเคย

00000 ก่อนอื่นต้องเข้าใจตรงกันเสียก่อนว่า ทำไมงบประมาณปี 63 จึงได้ล่าช้า เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะใส่ร้ายว่า งบ 63 ล่าช้าเพราะศาลรัฐธรรมนูญ และโจมตีว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแบบไม่มีมาตรฐาน

00000 แม้ว่าในคำแถลงของศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำวินิจฉัยมาเทียบเคียงให้เห็นว่า กรณีงบประมาณ แตกต่างกับการวินิจฉัยในอดีต ตรงที่ว่า การกระทำทุจริตของ งบประมาณ 63 คือการเสียบบัตรแทนกัน เป็นการกระทำที่เป็นแค่กระบวนการ ไม่ใช่สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

00000 ดังนั้น ร่างงบประมาณ จึงไม่ตกไปทั้งฉบับ เห็นชอบให้ส่งไปลงมติใหม่ในวาระ 2 และ 3 เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ แม้ว่า ความสำคัญของงบประมาณคือวาระ 1 วาระรับหลักการก็ตาม การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนี้ จึงชอบแล้ว

00000 “พญาเสือ” เชื่อว่ามีความเข้าใจผิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่โมฆะ 5 เสียง ส่วนอีก 4 เสียงเป็นโมฆะนั้น ไม่ใช่

00000 เนื่องจาก เสียงของตุลาการทั้ง 9 เห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่มีการเสียบบัตรแทนกันนั้น ไม่เป็นโมฆะ เมื่อไม่โมฆะแล้วจะทำอย่างไร

00000 ตุลาการ 4 เสียงเห็นว่า ให้ส่งกลับไปสภา เพื่อสภาจะได้นำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่อีก 5 เสียงเห็นว่า ไม่โมฆะ แต่อยากให้กลับไปโหวตในวาระ 2-3 ใหม่ มติจึงออกมา 5 ต่อ 4 อย่างที่เห็น

00000 อย่าเอาไปบิดเบือนว่า มีตุลาการถึง 4 ท่านเห็นว่า ร่างกฎหมายโมฆะ นั้นไม่เข้าใจข้อเท็จจริง 00000 ประการต่อมา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ทางออกให้แล้ว เป็นหน้าที่ของสภาที่จะดำเนินการ ซึ่ง ชวน หลีกภัย ประธานสภานัดประชุมแล้ววันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพื่อลงมติ และจะมี ส.ส.เสนอให้ลงมติรายมาตราโดยไม่มีการอภิปราย

00000 เรื่องยังไม่จบ เนื่องจาก ในเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชื่อ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ยอมรับว่ามีการกดบัตรแทนกัน ไม่ได้ระบุคนที่เหลือ นั่นแสดงว่า ความผิดปกติของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เกิดจากคนของพรรคภูมิใจไทย

00000 พรรคร่วมรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะคนของพรรคภูมิใจไทย เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศเสียเอง
00000 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะทำได้แค่ตักเตือน ส.ส.คงไม่พอ เพราะว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ แม้ว่าจะมีบทบัญญัติให้ชงเรื่องเอาผิด ส.ส.เป็นรายตัวได้ก็ตาม

00000 แต่ในฐานะพรรคการเมือง องค์กรที่ประชาชนฝากความหวังเอาไว้ จะต้องทำให้เป็นตัวอย่างและเป็นบรรทัดฐานว่า ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา จะต้องรู้จักหน้าที่ว่าต้องประชุมสภาและให้ความสำคัญกับกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ มากกว่าคะแนนเสียงจากการแจกของวันเด็ก

00000 “พญาเสือ” ว่า หากสามัญสำนึกของ ส.ส.ผู้แทนปวงชนมีแค่นี้ ประชาชนก็อย่าได้หวังว่าในอนาคตเราจะมีพรรคการเมืองที่มีความรับผิดชอบและทำเพื่อประชาชนจริงๆ

00000 อย่างดีก็ร่างนโยบายขึ้นมาหลอกลวงเพื่อหวังคะแนนเสียง พอได้คะแนนเสียงแล้ว ส.ส.กลับมาปฏิบัติหน้าที่ หรือพรรคการเมืองกลับเพิกเฉยต่อนโยบายที่หาเสียงเอาไว้

0000 เรื่องนี้นายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาลจะต้อบมีบทลงโทษพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคใดก็ตาม ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐ

00000 “พญาเสือ” ขอย้ำ หากปล่อยไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อไปจะต้องมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เมื่อนั้น รัฐบาลอาจจะไม่โชคดีตลอดไป 00000​

คุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ” เขาว่าจะลงผู้ว่าฯเมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ” เขาว่าจะลงผู้ว่าฯเมืองหลวง

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:06 น.
ทยา ทีปสุวรรณ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ผู้ว่าฯ,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,326 ครั้ง

คุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ” เขาว่าจะลงผู้ว่าฯเมืองหลวง

พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ซุ่มเงียบ ไม่ยอมเปิดปากว่าจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ เมืองกรุง เป็นสนามที่พรรคพลังประชารัฐ หมายมั่นกำชัยมาครอง หลังจากกวาด ส.ส.ได้มากสุดในเมืองหลวงมาแล้ว

          อ่านข่าว… สะพัด พปชร. ส่ง “ทยา” เมียณัฏฐพล ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.

“ทยา ทีปสุวรรณ” คู่ชีวิตของเสี่ยตั้น ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะได้รับเลือกให้ลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เนื่องจากเคยนั่งเป็นรองผู้ว่าฯ มาแล้ว และ กทม.หาใช่พื้นที่ของใครที่ไหน หากไม่ใช่ของเสี่ยตั้น กับเสี่ยบี “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รมว.ดีอี

“เนชั่นสุดสัปดาห์” พูดคุยกับ “ทยา ทีปสุวรรณ”

“ทยา” ออกตัวว่า ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเลย และก็ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเห็นว่าทางพรรคเอง คงต้องพิจารณาหลายอย่างประกอบกัน

ถามว่าถ้าถูกเสนอชื่อจะรับหรือไม่ “ทยา” ตอบอย่างถ่อมตัวว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องรู้ก่อนว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรบ้าง ซึ่งการจะหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น จะต้องมีการทำงานหลายขั้นตอน ขณะเดียวกันอาจจะมีคนที่ดีกว่าตนก็เป็นได้

ในฐานะที่เคยนั่งเก้าอี้รองผู้ว่าฯ มาแล้ว “ทยา” เห็นว่า ผู้บริหารกรุงเทพมหานครในยุคนี้ จะต้องทำงานได้รอบด้าน พูดจริงทำจริง แก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เพราะกรุงเทพฯ นั้นมีปัญหาจำนวนมาก โดยปัญหาต่างๆ มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะต้องบริหารงานเป็นแล้ว ยังต้องมีความคล่องตัว แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น กทม.จึงต้องการคนจริงจัง ไม่ได้เข้ามาเพื่อฐานเสียงทางการเมือง แต่ต้องเข้ากันได้กับประชาชนทุกกลุ่ม จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้

“คิดว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาที่คนกรุงต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น การจราจรติดขัด ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 น้ำท่วม ขยะ โดยผู้ว่าฯ ต้องมีแผนในการแก้ไขปัญหา ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว เพราะบางปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วทันใจเสมอไป หลายปัญหาสะสมมานาน และเป็นปัญหาจากโครงสร้างพื้นฐาน จึงต้องมีแผนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่ามีการแก้ไขปัญหาเป็นระยะๆ”

สำหรับความนิยมของพรรคพลังประชารัฐต่อคนกรุงนั้น “ทยา” มองว่า พรรคพลังประชารัฐมีฐานเสียงหลากหลาย แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด เพราะทุกพรรคมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ โดยบางคนอาจจะมองว่าพรรคสามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่บางคนอาจมองว่ายังไม่ทันใจ นั่นจึงทำให้พรรคต้องปรับตัวให้ทันกับปัญหาต่างๆ

“คือทุกพรรคการเมืองมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ มีทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุน จึงเป็นหน้าที่ของพรรคที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การที่พรรคมี ส.ส.มากที่สุดในกรุงเทพฯ น่าจะเป็นข้อดีและข้อได้เปรียบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า ส.ส.จะทำงานช่วยเหลือประชาชนเต็มที่มากน้อยเพียงใด หาก ส.ส.ไม่ได้ลงพื้นที่อย่างจริงจัง ก็อาจจะเป็นจุดด้อยของพรรคได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ส.ส.พรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำงานให้ประชาชนรู้สึกว่าแก้ไขปัญหาได้”

ถามว่าตอนนี้เสียงคนกรุงที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หันมาเทใจให้พรรคพลังประชารัฐแล้วหรือยัง “ทยา” กล่าวว่า ถ้าดูจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ก็เห็นว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าคนกรุงเทพฯ รับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และปัญหาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ความพึงพอใจที่ประชาชนมีต่อพรรคในวันนั้น จึงไม่สามารถนำมาเทียบในวันนี้ได้ เพราะพฤติกรรมความชอบของคนนั้น เปลี่ยนเร็วมาก

“ปัญหาเร่งด่วนของ กทม. มีตั้งแต่ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ไปจนถึง เรื่องการจราจร การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม คุณภาพชีวิตในภาพรวม ซึ่งผู้ว่าฯ จะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และมีมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างทันท่วงที เช่นเดียวกับไวรัสโคโรน่าที่แพร่ระบาดในขณะนี้ กรุงเทพมหานครมีส่วนสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในการรับมือ และเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่เลือกว่าจะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายใด เราต้องลดการโจมตีซึ่งกันและกัน มาช่วยกันเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ดีกว่า เมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ ก็ค่อยมาว่ากันใหม่”

“ทยา ทีปสุวรรณ” ทิ้งท้ายว่า สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เมืองหลวงครั้งนี้ อยากให้เป็นการแข่งขันที่สร้างสรรค์ ไม่มีการสาดโคลนใส่กัน ไม่เล่นการเมืองที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ยิ่งมีผู้สมัครมากยิ่งดี เพื่อเป็นตัวเลือกให้คนกรุงเทพฯ ดังนั้น จึงควรแข่งกันที่นโยบาย มาแข่งกันว่าเราจะทำอะไรให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องมีแผนชัดเจนว่า กรุงเทพฯ พัฒนาไปอย่างไร เพื่อให้ประชาชนมีความหวังว่า ผู้ว่าฯ จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริงๆ

จีนฟิวส์ขาดไวรัสการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415872?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนฟิวส์ขาดไวรัสการเมือง

10 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:42 น.
จีน,เศรษฐกิจ,โคโรน่า
เปิดอ่าน 2,474 ครั้ง

จีนฟิวส์ขาดไวรัสการเมือง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ตรงกับวันหยุดชดเชยเนื่องใน ‘วันมาฆบูชา’ แต่เหตุการณ์โลกยังไม่พ้นวิกฤติ โดยเฉพาะเรื่องไวรัสจากประเทศจีน ซึ่งล่าสุดลุกลามไปถึงการเมืองแล้ว

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่า จีนซึ่งจัดเป็นมหาอำนาจโลกทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร กำลังหัวร้อนหรือฟิวส์ขาดจากเหตุการณ์ที่ถูกตัดขาดจากโลกนานาชาติ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จีนเห็นว่าไม่ใช่มาตรการจำเป็นหรือทำเกินกว่าเหตุ

มีสื่อออนไลน์ส่งมามากมายเรื่องนี้จนไม่อาจจะเฉยอยู่ได้ เพราะทางการจีนได้ออกมาประณามและขอสรุปเหตุการณ์ให้ทราบโดยนำมาจากข่าว ดังนี้

นางหัว ชุนหยิง โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาระบุว่า สหรัฐได้ใช้มาตรการที่สร้างและแพร่กระจายความหวาดกลัวหลังเหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าระบาดในจีน แทนที่จะเสนอความช่วยเหลือแก่จีน และสหรัฐก็เป็นประเทศแรกที่เสนอให้ถอนเจ้าหน้าที่สถานทูตบางส่วนออกจากจีน

นพ.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO แจ้งว่า ประเทศต่างๆ ไม่ควรใช้มาตรการที่ไม่มีความจำเป็นในการแทรกแซงการเดินทางระหว่างประเทศและการค้าในความพยายามเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และขอเรียกร้องให้ทุกประเทศตัดสินใจโดยอิงจากหลักฐานที่ปรากฏ

หลายประเทศประกาศยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เช่น สหรัฐ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขห้ามชาวต่างชาติในสหรัฐซึ่งเดินทางไปจีนในห้วงอย่างน้อย 14 วัน กลับเข้าสหรัฐ ส่วนผู้ที่กลับมาจากมณฑลหูเป่ยของจีนแล้วภายใน 14 วันจะต้องถูกกักกันตัวเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอีก 14 วัน

นิวซีแลนด์ห้ามชาวต่างชาติทั้งหมดที่มีประวัติเยือนจีนในช่วง 14 วันที่ผ่านมาเข้าประเทศ รวมถึงผู้ที่เคยพักเปลี่ยนเครื่องที่จีน พร้อมกับยกระดับคำแนะนำการเดินทางเป็นขั้นสูงสุด, เกาหลีใต้ยกระดับมาตรการควบคุมชายแดนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน

โดยกำหนดให้ตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 จุดผ่านแดนทุกแห่งของเกาหลีใต้จะปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลผู้ถือหนังสือเดินทางของสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งมีประวัติพำนักและเดินทางมาจากมณฑลหูเป่ย ภายในระยะเวลา 14 วัน

ออสเตรเลียระงับการตรวจลงตราผู้ที่มีประวัติการพำนักในจีนและเดินทางออกมาภายในรอบ 14 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป และสิงคโปร์ห้ามผู้ถือหนังสือเดินทางจีน รวมถึงบุคคล ทุกสัญชาติที่มีประวัติการเดินทางไปจีนภายใน 14 วัน เข้าประเทศ และคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อเครื่องบินในสิงคโปร์

จึงขอยกตัวอย่างมาพอสังเขปและขอเรียนให้ทราบว่าสื่อมวลชนของจีนต่างยกย่องคนไทยและประเทศไทยที่ยังทำตัวเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอยู่

‘ดับเครื่องชน’ ขอออกความเห็นว่า ขอให้นึกถึงใจเขา-ใจเราด้วย เพราะเวลานี้จีนดูเหมือนจะโดนโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกและพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใคร-ประเทศไหนเป็นเพื่อนแท้

ผลกระทบต่างๆ นั้นต้องเกิดขึ้นแน่นอน และทำอย่างไรประเทศไทย-คนไทยจะบอบช้ำน้อยที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 คุมการใช้น้ำจริงจัง
 ให้ทหารมาช่วยดูแล

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อแจ้งให้ทราบถึงแนวทางหนึ่งที่จะต่อสู้รับมือภัยแล้ง โดยกรมชลประทานขอความร่วมมือกับทหารและกระทรวงมหาดไทยให้ช่วยกันเข้ามาดูแลการบริหารจัดการน้ำ

แนวทางต่อไปนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคนด้วย โดยการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งในปีนี้ของกรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก หากมีปริมาณน้ำเหลือถึงจะจัดสรรเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งรวมถึงการทำนาปรัง

พื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานหลายพื้นที่จำเป็นต้องงดทำนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดการทำนาต่อเนื่องหรือนาปรังทั้งหมด

แม้จะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากเกษตรกร แต่ยังมีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งได้ทำนาปรังขณะนี้ประมาณ 1.84 ล้านไร่ กรมชลประทานพยายามที่จะช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้เท่านั้นจะให้นำน้ำที่วางแผนจัดสรรไว้ให้ภาคส่วนอื่นๆ ไปช่วยเหลือทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้

แผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปีนี้ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งได้จัดทำแผนจัดสรรน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรองและวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่

การที่จะจัดสรรน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำนาปรังนอกแผนที่วางไว้จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ จะต้องไม่กระทบต่อกิจกรรมการใช้น้ำทำนาปรังส่วนใหญ่

ข้อสรุปที่แจ้งมานี้เพื่อทุกคนจะได้ทราบรับรู้ว่าภัยแล้งปีนี้ไม่ธรรมดาจะอยู่นิ่งเลยเป็นอันขาดและต้องรับมือแต่เวลานี้
สมศักดิ์ (ชัยนาท)


 เรียนคุณ ‘สมศักดิ์’ ชัยนาท
จดหมายของคุณแม้จะยังไม่เกิดขึ้นแต่เป็นเรื่องใกล้ตัวและกำลังจะมาถึงในเวลาอันใกล้ และอันที่จริงไม่เฉพาะให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยทหารเข้ามาช่วย แต่ทุกคนทุกหน่วยงานต้องช่วยอย่างเต็มที่

ขอบคุณที่แจ้งมาและมีแผนงานรองรับอย่างดีและเรื่องภัยแล้งนี้เกิดขึ้นแล้วหลายจังหวัดหลายพื้นที่ซึ่งต่อไปนี้จะส่งผลกระทบแน่นอน และวันเวลาผ่านไปเร็วมากจึงสมควรปฏิบัติโดยเร็ว

เรื่องภัยแล้ง-น้ำท่วมนี้เป็นปัญหาซ้ำซากที่มีมาทุกปีและทำอย่างไรจะแก้ปัญหานี้ได้ และเราได้ใช้เงินงบประมาณมากมายแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
อ๊อด เทอร์โบ
