‘ซักฟอก’ จัดหนัก-จัดเต็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415591?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ซักฟอก’ จัดหนัก-จัดเต็ม

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ซักฟอก,ประยุทธ์,รัฐบาล
เปิดอ่าน 282 ครั้ง

‘ซักฟอก’ จัดหนัก-จัดเต็ม คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

วาระแห่งชาติของฝ่ายนิติบัญญัติชั่วโมงนี้คงไม่มีเรื่องไหนสำคัญและน่าสนใจไปกว่าการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายหลังฝ่ายค้านได้แสดงความจำนงขอซักฟอกรัฐมนตรีรวม 6 คน ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 3.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 5.นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ 6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อ่านข่าว…  ศึกซักฟอกอลเวง
ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเหตุผลในการประกอบการเสนอญัตตินั้นนับว่าจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งฝ่ายค้านได้ระบุในญัตติว่า “เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง”
“เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของตนเองปล่อยให้มีการทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเอง บริวารและพวกพ้องเข้าข้างคนชั่วที่เป็นพวกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม”

ขนาดเนื้อหาในญัตติที่ว่ามานี้ยังร้อนแรงขนาดนี้ ไม่อยากนึกเลยว่าถึงวันอภิปรายจริงแล้วจะร้อนแรงขนาดไหน แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้นจะต้องมากำหนดร่วมกันก่อนว่าจะอภิปรายกันวันไหนและอภิปรายกันกี่วัน ฝ่ายค้านตั้งธงมาแล้วว่าขอเริ่มต้นตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ จนไปถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และลงมติ 28 กุมภาพันธ์ แต่รัฐบาลให้ได้แค่ 3 วัน คือ 25-27 กุมภาพันธ์ และลงมติ 28 กุมภาพันธ์ ตอนนี้การอภิปรายจริงยังไม่เริ่มก็ดูพลังฝีปากของรัฐบาลและฝ่ายค้านนอกสภาระหว่างนี้กันไปก่อนเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก็แล้วกัน

อย่าลืมว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีแต่เพียงสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะวุฒิสภาก็ยังทำงานกันอย่างแข็งขันด้วยแม้ว่าจะถูกค่อนขอดว่าไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนก็ตาม   ล่าสุด พีระศักดิ์ พอจิต สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและกิจกรรมนันทนาการของวุฒิสภา พร้อมทีมงานได้เปิดตัว “ทีมรักเมืองไทย” เพื่อสนับสนุนและจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อสังคมพร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและให้กำลังใจผู้ประสบสาธารณภัยด้านต่างๆ

โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 รูปแบบคือ กิจกรรมรักเมืองไทย กิจกรรมสัมพันธ์ กิจกรรมตามสถานการณ์ และกิจกรรมอุบัติภัย โดยกิจกรรมแรกได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว คือการเข้าหารือกับนายหยาง ซิน อัครราชทูตที่ปรึกษาอุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ระบาด
ด้าน ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา ก็ได้ให้การรับรอง นายอิสวาน ยาคอบ รองประธานรัฐสภาฮังการีและประธานสมาคมความร่วมมือเกษตรกรแห่งชาติฮังการี พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-9 กุมภาพันธ์ 2563 ในฐานะแขกของรัฐสภาไทย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับฮังการี ซึ่งความสัมพันธ์ในระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศนั้นอยู่ในระดับดี โดยรัฐสภาไทยได้จัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ฮังการี เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาในระดับทวิภาคี

กลุ่มคนชาติพันธุ์ปัญหาที่รอการแก้ไข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415590?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กลุ่มคนชาติพันธุ์ปัญหาที่รอการแก้ไข

9 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กลุุ่มคนชาติพันธุ์,ชาวเขา,รัฐธรรมนูญ,ที่ดินทำกิน
เปิดอ่าน 193 ครั้ง

กลุ่มคนชาติพันธุ์ปัญหาที่รอการแก้ไข คอลัมน์… Special Weekend

ประเทศไทยในสถานการณ์ปัจจุบันนับว่ามีปัญหาท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เริ่มปรากฏเห็นได้ชัดหลายด้านและประชาชนจำนวนมากก็ตื่นตระหนกและตระหนักมากขึ้น แต่อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานาน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขมากนัก คือ ปัญหาของกลุุ่มคนชาติพันธุ์

ในระยะหลังจะเห็นได้ว่าเริ่มปรากฏรูปธรมแห่งปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินทำกินที่ภาครัฐมองว่าเป็นการรุกล้ำผิดกฎหมาย แต่อีกฝ่ายมองว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นการทำลายวิถีชีวิตของชุมชน รัฐธรรมนูญมาตรา 70 ได้บัญญัติหลักการที่ว่าด้วยการให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดํารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย แม้หลักการของรัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขถูกที่ถูกทางมากนัก

ด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร จึงจัดเวทีเสวนาศึกษาปัญหาของกลุ่มคนชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีกลุ่มคนชาติพันธุ์มากที่สุดในประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการส่งเสริม และอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ แสดงความคิดเห็นกลางเวทีเสวนาว่า คณะกรรมาธิการได้ศึกษาและพบปัญหาอยู่ 2 ประการ 1.เราพบว่าวันนี้ยังไม่มีกฎหมายที่พูดถึงการรับรอง การยอมรับ การคุ้มครองสิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นการเฉพาะ 2.เราพบว่าเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการบังคับใช้กฎหมายอยู่ 3 ฉบับคือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ​ พ.ร.บ.​สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า​ และพ.ร.บ.​ป่าชุมชน ในอดีตกฎหมายแนวนี้จะต้องเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กฎหมายที่ออกมาในครั้งนี้กลับไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน

“เสียงสะท้อนที่ได้ยินมากที่สุดคือ กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ขาดการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน อีกทั้งกฎหมายที่ออกมาพบว่า ไม่มีการคุ้มครองสิทธิของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เมื่อเสียงสะท้อนออกมาแบบนี้ กฎหมายที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะเป็นกฎหมายที่มีความยุติธรรมได้อย่างไร และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ผมอยากให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเข้าใจว่า เราเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ เป็นประเทศที่มีพหุวัฒนธรรม ดังนั้นการที่เราจะเติบโตขึ้นไปด้วยกัน คือการเคารพสิทธิของทุกคน และเราต้องไม่ทอดทิ้งใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่ปรึกษากรรมาธิการ ระบุว่า จากที่ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์อยู่กันแบบปกติสุขมาหลายชั่วอายุคน แต่ต่อจากนี้หากผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตป่า ในพื้นที่ที่รัฐขีดเส้นว่าเป็นป่าสงวนหรืออุทยาน หากไม่มาขึ้นทะเบียนยืนยันเขตที่อยู่อาศัยกับทางรัฐก็จะไม่มีสิทธิ์ใช้ที่ดินตรงนั้นเพื่ออยู่อาศัยหรือทำมาหากินได้เลยแม้จะอยู่มาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระยะเวลา 240 วันตามกฎหมายเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะทำให้ทุกครอบครัวที่อยู่ในเขตป่ามาลงทะเบียนได้ครบ ยังมีกลุ่มคน หรือชุมชนชายขอบติดชายแดนอีกมากมายที่การสื่อสารยังเข้าไม่ถึง

“นอกจากนั้นหากผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันที่ดินแล้วนั้นก็จะตกอยู่ในสถานะของผู้เช่าที่ดินไปตลอดกาลในชาตินี้ พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับนี้ กดทับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์และพี่น้องคนที่ทั่วประเทศที่อาศัยอยู่ในเขตที่รัฐขีดเส้นว่าเป็นป่าสงวน กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น” นายณัฐพลกล่าว

ด้าน นายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง แสดงความคิดเห็นว่า ตอนนี้ชาวบ้านยังไม่รู้ถึงข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นรัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจำเป็นที่จะต้องทำให้ชาวบ้านเข้าใจ จำเป็นจะต้องชี้แจงข้อกฎหมายต่อชาวบ้าน อาจสื่อสารในรูปแบบที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน อาจเป็นการทำคลิปวิดีโอเพื่อทำความเข้าใจกฎหมายไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านโดยตรง

เสี่ยหนูชิงตัดหน้า ขายหน้ากากบาทเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415603?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสี่ยหนูชิงตัดหน้า ขายหน้ากากบาทเดียว

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:05 น.
อนุทิน,หน้ากากอนามัย,กระทรวงสาธารณสุข,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์
เปิดอ่าน 1,659 ครั้ง

เสี่ยหนูชิงตัดหน้า ขายหน้ากากบาทเดียว คอลัมน์…  ลึกกว่าข่าว โดย…  นายหัว

เรื่องหน้ากากอนามัย “นายหัว” หัวจะแตก สงสัยว่ามันกลายเป็นเรื่องการเมืองได้ไง

รัฐบาลขาย 2.50 บาท ส่วน เสี่ยหนู ขายบาทเดียว

นี่มันรัฐบาลเดียวกันหรือเปล่า ทำไมไม่มีการประสานงานให้เรียบร้อย

และที่ อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล เอาไปยืนขายที่ทำเนียบฯ จนชาวบ้านสวดชยันโต

หนึ่งของน้อย ไม่เพียงพอ

สอง ราคาแพง

ใครคิด “นายหัว” ถามหน่อย ไอเดียใครที่ให้ไปขายทำเนียบฯ ตอบหน่อย อย่าบอกนะว่า ปลัดสำนักนายกฯเอามาขาย

อาจารย์แหม่มอยากได้หน้า เลยไปยืนขาย แต่โดนชาวบ้านด่า

ขณะที่ เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกุล กำกับดูแล กระทรวงสาธารณสุข กลับออกมาเยาะเย้ยว่า หน้ากากขององค์การเภสัชกรรม ขายถูกกว่าแค่บาทเดียว

นี่มันเกทับบลัฟแหลกกันเลย

เสมือนว่าฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน แต่”นายหัว” ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่านี่มันรัฐบาลเดียวกัน

“เสี่ยหนู” บอกให้ขายต้นทุนราคาส่ง เลยถูก ส่วน อู๊ดด้า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.พาณิชย์ ทางกรมค้าภายใน รับมาอีกต่อ จึงขาย 2.50 บาท เพราะมีต้นทุนค่าขนส่ง

แพงกว่าเสี่ยหนู เลยกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เปิดประเด็นให้ชาวบ้านและฝ่ายค้านด่ากันตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย

ทำไมคิดกันคนละทาง ทำกันคนละที ทำไมไม่ร้องเพลงเดียวกัน หรือว่าใครบางคนกำลังจะทำคะแนนนิยมหลังจากถูกเบรกเรื่องยกเลิก วีซ่า ชาวจีน จนคนด่าเปิงทั้งเมือง

เสี่ยหนู คิดแบบนี้หรือเปล่า “นายหัว” ไม่ทราบ

แต่ก่อนไฟนักการเมืองโหนหน้ากากจะลาม นายกฯลุงตู่ เลยสั่งกองทัพ เอากหน้ากากไปแจกที่ทำเนียบฯซะเลย

ปิดทางจอมสร้างภาพหาเสียง ไม่เว้นแม้แต่ยามที่คนตระหนกและยามวิกฤติจากไข้หวัดโคโรน่า

อิหยังวะ หัวใจทำด้วยอะไร

ย้อนลีลาขุนพลพลีชีพ นายกฯ ข้าใครอย่าแตะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนลีลาขุนพลพลีชีพ นายกฯ ข้าใครอย่าแตะ

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:32 น.
่ ่ เจาะประเด็นร้อน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 1,139 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 8-9 ก.พ.2563

*************************

อดใจรอไม่ไหวแล้วกับศึกซักฟอกที่จะเกิดขึ้นวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ และลงมติวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

ยิ่งการจัดกองกำลังพิทักษ์รัฐบาลลุงที่จะโดนรุมยำในสภาเห็นแล้วครางฮือ โดยเฉพาะ 2 รายชื่อท้าย เดาล่วงหน้าได้เลยว่าสภาจะคึกคักครึกครื้นขนาดไหน

เริ่มด้วย วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลวิเชียร ชวลิต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.ของพรรคนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรายชื่อคนหลังๆ ที่บอกว่าแซบก็คือ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี และ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414910

คนไทยนับวันคอยเพราะอั้นมานานจวนระเบิด เพราะนี่คือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกในรอบ 7 ปี ลุ้นบรรยากาศเก่าๆ ทั้งการเปิดฉากขยี้โดยฝ่ายค้าน และลีลาการปกป้องรัฐบาลโดยองครักษ์หลากหลายที่เคยลุยกันมา

วันนี้มาย้อนรอยภาคสองกับรัฐบาลไทยในยุคแม้ว-มาร์ค-ปู ว่าที่ผ่านมาพวกเขามีกองกำลังพิทักษ์เป็นใครบ้างที่ทำหน้าที่ชนิดสู้แค่ตาย ไว้ลายคนจริง

แม้วคนมีของ

ย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย ถ้าจะกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นในยุคนั้นต้องบอกว่า กี่ครั้งก็ชนะขาด!

ยุคแรกๆ ทักษิณยังไม่ได้มือดีมาร่วมงานอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาช่วย เพราะตอนนั้นยังอยู่ฝ่ายค้านเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน ทำงานประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ในศึกซักฟอกประเด็นสนามกอล์ฟอัลไพน์แบบดุเด็ดเผ็ดมัน

แต่ตอนนั้นในสภาช่วงโต้แย้งญัตติอภิปราย ฝ่ายเสี่ยแม้วตัวช่วยเพียบ ทั้งที่เน้นสีสันการประท้วง และที่เน้นสาระอย่าง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, สามารถ แก้วมีชัย, วิทยา บุรณศิริ, พายัพ ปั้นเกตุ, อดิศร เพียงเกษ ฯลฯ

ส่วนในการบริหารนโยบายเสี่ยแม้วมีมือดีอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนานพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดชนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ภูมิธรรม เวชยชัย ฯลฯ

แต่ในสงครามการเมืองนอกสภาดุเดือดกว่ากันเยอะ โดยเฉพาะที่มีไว้ปกป้องบัลลังก์รัฐบาลนั้น คนไทยรู้ดีว่าในอดีตเสี่ยแม้วมีตัวพ่ออย่าง เนวิน ชิดชอบ และยงยุทธ ติยะไพรัช หรือ ยุทธ ตู้เย็น คอยเป็นไม้เป็นมือให้

ยิ่งเนวินนั้น ต้องบอกว่าเป็น “ขุนพลคนสำคัญ” ของไทยรักไทยช่วงปี 2544-2549 รู้กันว่าเขาได้รับมอบหมายจากนายให้ทำ “งานใหญ่-งานลับ” อยู่เนืองๆ

แอบกระซิบว่าช่วงนั้นคนไทยได้ยินฉายา หมอผีเขมร” ของเนวิน เพราะเชื่อว่าเป็นผู้แนะนำให้ทักษิณใช้ไสยศาสตร์ในการปกป้องคุ้มครองตัว อัยยะ!

เนวิน ชิดชอบ

จริงเท็จว่ากันไป แต่นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์เคยกล่าวถึงเนวินและยงยุทธว่าสมัยกระแสล้มทักษิณมาแรง เนวินจัดตั้งกองกำลังพิทักษ์ทักษิณด้วยการใช้กลุ่มแท็กซี่เป็นแกนนำ ตามมาด้วยกลุ่มคาราวานคนจนจากภาคอีสาน

ส่วนยงยุทธก็นำกำลังรากหญ้าจากเชียงรายในนามกองทัพประชาชนขี่รถอีแต๋นเข้ากรุง เสริมกองทัพป่าไม้หรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานฯ ที่ระดมมาจากทุกภาค และนำกำลังไปซ่องสุมไว้บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ยงยุทธ ติยะไพรัช

แต่แล้วกองกำลังแม้วก็พ่ายแพ้รัฐประหาร ปี 2549 นายใหญ่ต้องกระเจิงไปไกลในต่างแดนมาจนทุกวันนี้ เนวินเองคงไม่ต้องบอกว่าเจออะไรเข้าไป วลี “มันจบแล้วครับนาย” ถึงยังสะเทือนการเมืองไทยไม่รู้จบ

สุดท้ายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งหมอผีก็ไม่ช่วยอะไรและองครักษ์ก็มีหัวใจเหมือนกัน

มาร์คแอนด์เดอะแก๊ง

หลังการเมืองเปลี่ยนผ่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ สมใจนึก ระดับนายกฯ ‘เทพประทาน’ ทั้งที ก็ต้องมีองครักษ์คอยปกป้องกับเขาด้วย

อย่างที่เคยเล่าไปศึกอภิปรายครั้งแรกที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เจอคือช่วงเดือนมีนาคม 2552 ตอนนั้นฝ่ายค้านเพื่อไทยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันลุยไปหลายเรื่อง แต่แม้จะลากมาถึงปี 2553 โดย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่เผานั่งยางรัฐบาลมาร์คด้วยเพาเวอร์พอยท์ร้อยกว่าแผ่น แต่ผลมติก็จนแล้วจนรอดออกมาว่า “ไว้วางใจ”

แต่ถ้าจะพูดถึงองครักษ์พิทักษ์มาร์ค ต้องบอกว่ามีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับรุ่นใหญ่เขี้ยวฝังเพชร มาจนถึงรุ่นเล็กคอยอวย ตบ หยอด ที่ถูกเรียกว่า “แก๊งไอติม”

รุ่นใหญ่เอ่ยชื่อมาปุ๊บต้องขนลุกซู่ เขาคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ใครสงสัยไปหาคลิปการปราศรัยเลือกตั้ง 2562 ที่กำนันกลั่นใจพูดถึงความหลังในอดีตกับคนชื่อมาร์คก่อนจะทางใครทางมัน แล้วจะรู้

ย้อนกลับไปในวันที่ยังหวานชื่น สุเทพในฐานะของเลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ และรองนายกฯ คอยตอบคำถามเคลียร์ข้อข้องใจต่างๆ แทนนายกฯ ตัวจริงตลอด

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ช่วงรุ่งเรือง สุเทพรวบอำนาจบริหารพรรคเอาไว้ที่ตนเองเกิดเป็น แก๊งออฟโฟร์” เวอร์ชั่น ปชป. เก้าอี้รมต.ไปตกที่แกนนำใกล้ชิด เช่น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, วิทยา แก้วภารดัย, ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และ อัญชลี วานิชเทพบุตร

ความเก๋าเกมของส.ส.สุราษฎร์ 10 สมัย นับแต่ปี 2522 มีส่วนอย่างแรงที่ช่วยให้มาร์คฝ่าพายุการเมืองมาได้ อย่างศึกคนเสื้อแดงกับการประกาศใช้พ.ร.ก.แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนหนึ่งมาจากพิมพ์เขียวที่สุเทพได้วางไว้ให้

เทพไท เสนพงศ์

พอมาถึงแก๊งไอติม กลุ่มนี้ต้องบอกว่าไม่ได้เป็น “ขาโจ๊ะ” เชียร์นายอย่างเดียว แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญในสอด-แซะฝ่ายตรงข้ามให้เกมการเมืองพลิกเข้าข้างตนเองอยู่เนืองๆ

แก๊งนี้มี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, เทพไท เสนพงศ์, ศิริโชค โสภา, กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ, อิสรา สุนทรวัฒน์ และกรณ์ จาติกวณิช อดีตขุนคลังก็ติดแก๊งไปด้วย

ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต

ยิ่ง ศิริโชค และเทพไท นับเป็นสีสันสายยั่ว เพราะช่วงรัฐบาลมาร์คปิดฉาก สองคนนี้ร่วมกับ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต มาในนามสามเกลอจัดรายการ สายล่อฟ้า” ขย่มรัฐบาลปูจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต

แต่ที่สุดแล้วเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเพื่อลูกพี่แล้ว ลูกแก๊งที่ภักดีสามารถทำได้ทุกอย่าง

คอมมานโดปู

อย่างที่รู้หลังอภิสิทธิ์ตัดสินใจยุบสภาและเลือกตั้งใหม่วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 คนไทยได้นายกฯ หญิงคนแรก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ช่วงของนายกฯ ปู ก็มี “แก๊งไอติม” เหมือนกัน ไม่ให้น้อยหน้า ว่ากันว่าคราวนี้เป็นการเรียกโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คนในพรรคเดียวกัน ที่พอพ้นจากเก้าอี้รองนายกฯ ไปนั่งว่าการกระทรวงแรงงานแทนก็น้อยใจนิดๆ

วันหนึ่งเขาพูดขึ้นมาว่า “วันนี้มีแก๊งไอติมเต็มทำเนียบกล่าวหาว่าผมไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหาภาคใต้” และว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิพลชี้นำการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไม่มากก็น้อย

ปรากฏสื่อพากันวิเคราะห์ว่ากลุ่มนี้คือ สุรนันทน์ เวชชาชีวะกิตติรัตน์ ณ ระนองวราเทพ รัตนากรนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลธีรัตถ์ รัตนเสวีพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าจะพูดถึงองครักษ์พิทักษ์ปูตัวจริงเสียงจริง ก็ต้องวนกลับมาที่คนชื่อเหลิมนั่นแหละ เพราะรายนี้ออกตัวไม่แอ๊บเลยว่าจะขอเป็นโฆษกให้อดีตนายกฯ ทักษิณ

หลายครั้งเราเห็นเฉลิมออกมาโตแย้ง แก้ต่างประเด็นต่างๆ ให้คนแดนไกล ส่วนถามว่าเกี่ยวยังไงกับยิ่งลักษณ์ ตอบเลยเกี่ยวโดยตรงเห็นๆ

พอมาถึงศึกซักฟอกปี 2554 ตอนนั้นข่าวเม้าท์ว่าหญิงปูเตรียมขุนศึกไว้เพียบหลายสิบชีวิตตั้งเป็นชุด “คอมมานโด” แต่เป็ดเหลิมเจ้าเก่าก็ออกมาโต้ว่าไม่จริ๊ง! บอกที่ใช้คำว่าคอมมานโดเป็นเพียงการเปรียบเปรยเชิงสีสันเนื่องจากตนเคยอยู่กองปราบและฝึกคอมมานโดมาก่อน

“คุณยิ่งลักษณ์มีความรู้ความสามารถอยู่แล้วจบปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ บริหารธุรกิจเป็นแสนล้าน เพียงแต่วันนี้เปลี่ยนจากสนามธุรกิจมาเป็นภาคการเมือง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์คอยช่วยปกป้อง ขอให้พรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวทำหน้าที่ในสภา ส่วนนายกฯ ก็สบายๆ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว”

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

สอดคล้องกับข่าวช่วงนั้นที่ว่าแม้แต่ตัวสาวปูเองซึ่งจะเป็นผู้แถลงภาพรวมของนโยบายต่อรัฐสภา เธอลั่นวาจาว่าจะตอบข้อสงสัยของสมาชิกรัฐสภาในภาพรวมเอง ไม่ให้ใครทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ในสภาเด็ดขาด

สุดท้ายเป็นยังไง เราเห็นกันไปแล้วว่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อถึงคราวเรือหาย นายก็ขอลา…

ครั้นมาถึงจุดนี้ก็ไม่รู้ว่าจากข้างต้นที่ว่ามา รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเก็บบทเรียนจากอดีตมาวางแผนการสู้ศึกซักฟอกและสงครามการเมืองงวดนี้ยังไง

แต่ที่แน่ๆ เห็นหน้าค่าตาหน่วยกล้าอาย เอ๊ย “กล้าตาย” แล้ว คนไทยคงมีช่วงเวลาเฮฮาสภาไทยปลายเดือนนี้แน่นอน

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415589?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2563

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:02 น.
ฝุ่นละออง,พีเอ็ม 25,โคโรน่า,งบประมาณรายจ่าย
เปิดอ่าน 464 ครั้ง

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8 – 9 กุมภาพันธ์ 2563 โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

คม เข้มทุกประเด็น ชัด เจนในเนื้อหา ลึก ถึงเบื้องหลัง ต้องอ่าน นสพ.คมชัดลึกฉบับประจำวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้วครับ …0…”ด้วยรักและห่วงใย” ขอให้ใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองให้เป็นไปตามหลักอนามัยที่ดี ด้วยการล้างมือให้สะอาด กินร้อนช้อนกลาง ที่สำคัญใช้ หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูก เพราะนอกจากป้องกันฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ฟุ้งกระจายทั่วกรุง ยังป้องกัน ละอองฝอย จากเชื้อ ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่

0…ท่ามกลางสถานการณ์ ไวรัสอู่ฮั่น แพร่ระบาดในจีน มีทั้งเรื่องดีเมื่อ สธ.จีนแถลงความคืบหน้าเริ่มทดลองยาต้านไวรัส เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ในผู้ป่วยจริง 761 ราย ส่วนเรื่องเศร้าล่าสุดจีนต้องสูญเสีย บุคลากรทางการแพทย์ ในเมืองอู่ฮั่น คุณหมอหลี่ เหวินเลี่ยง เป็นหนึ่งในกลุ่มแพทย์พบการแพร่ระบาด ไวรัสโคโรนาและพยายามแจ้งเตือนตั้งแต่เริ่มแรก ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาดำเนินคดีด้วยการกล่าวหาว่าสร้างข่าวเท็จ ทั้งนี้ชาวจีนร่วมไว้อาลัยและสดุดีแด่ท่านคือ “ผู้พิทักษ์ความจริง”
0…แน่นอนการเสียชีวิตของคุณหมอทำให้ทางการจีนส่งเจ้าหน้าที่ไปอู่ฮั่นเพื่อสอบสวนปมดังกล่าวแต่อีกประเด็นควรใช้บทเรียนของ “คุณหมอหลี่” มาดูการทำงานของบ้านเราบ้าง ล่าสุด คุณหมอศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ ให้ข้อสังเกตว่า กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่าประเทศไทยเข้าสู่ ระยะที่สอง ของการแพร่ระบาดของเชื้อ โคโรน่าไวรัสอู่ฮั่น  หมายถึงจะมีการระบาดประปรายระหว่างคนไทยที่ติดเชื้อมาแพร่ให้คนไทยที่ไม่ได้สัมผัสกับคนไปอู่ฮั่นมาโดยตรง
0…คำถามจึงตามมา โรงพยาบาล ต่างๆ ทั่วประเทศจะใช้อะไรเป็น จุดแยก คัดกรองว่า ผู้ป่วย คนไหนจะเป็นผู้ ต้องสงสัย ต้องแยกดูแลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยอื่นๆ และ บุคลากรโรงพยาบาล ???
0…จะสงสัยอย่างไรว่า คนป่วย ปอดบวม ที่นอนปนเปกับคนไข้คนไหนเป็นไวรัสอู่อั่น??? ผู้รับผิดชอบ จะสร้างความพร้อมกว่านี้ของโรงพยาบาลท่านได้อย่างไร คุณหมอศุภชัยตบท้ายว่าขอให้บทเรียนจาก คุณหมอหลี่” ช่วยทำให้โรงพยาบาลปลอดภัย

0..อสนีบาต…หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสาธารณสุขไทยควรมีคำตอบโดยเร็ว แจกแจงกระบวนการวิธี ให้สาธารณชนเกิดความมั่นใจต่อการรับมือแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในไทยขณะนี้ รวมถึงสร้างความปลอดภัยต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ในโรงพยาบาลด้วย ไหนๆ สธ.ไทยได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์ระดับโลกว่าเป็นประเทศอันดับหนึ่งของเอเชียที่มีมาตรฐานการควบคุมโรคระบาด
0…รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ กำลังฝ่าสารพัดมรสุมมิพักแค่การรับมือ โรคอุบัติใหม่เมื่อวานนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ออกคำวินิจฉัยให้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ลงมติใหม่ใน วาระ 2-3 หวังว่าการกลับไปลงมติใหม่จะไม่มีท่านผู้แทนอุตริเสียบบัตรแทนกันซ้ำซากอีกรอบ ที่ผ่านมาก็สร้าง ความน่าละอาย ให้สภามากเกินทน
0…แม้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณไม่ถึงขั้น โมฆะ แต่ใช่ว่าสถานการณ์จะสงบโดยคราวนี้เข็มทิศชี้ไปที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย จะลงดาบส.ส.พรรคทั้งสองรายที่เป็นต้นเหตุเสียบบัตรแทนกันอย่างไร ยิ่งตอนนี้ อนุทิน อยู่ในภาวะพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ไหนจะถูกจับจ้องการทำหน้าที่สกัดไวรัสอู่ฮั่น ยังต้องจัดการ ไวรัสการเมือง ในพรรคอีก

0…มรสุม ลูกต่อไปว่าด้วย ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถือว่าหนักหรือไม่ ตอบได้เลยประเมินฝีมือฝ่ายค้านยังไม่มีเรื่องใดระคายผิว 6 รมต. ถึงขั้นนำไปสู่การ ทุจริตคอร์รัปชั่น แค่โชวลีลาหมัดแย็บใช้ วาทกรรม ทำลายความเชื่อมั่น อีกอย่างมีสัญญาใจจาก กลุ่มสามมิตร ถึง บิ๊กตู่ ขอปรับ ครม.หลังอภิปราย และชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดูท่ามาแรง ฉะนั้นขั้นลงมติจึงไม่น่าหนักใจ
0…สังคมคลุกวงใน เชิญร่วมรับฟังและอภิปรายเรื่อง “โรคปอดบวมอู่ฮั่น ตระหนัก ดีกว่า ตระหนก เรียนรู้ และป้องกัน” โดยมีวิทยากรระดับนายแพทย์ชั้นนำของประเทศ นำทีม โดย ศ.นพ.ยง ภูวรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ วันที่ 11 ก.พ. เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม ศ.กิตติคุณดวงเดือน พิศาลบุตร อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ งานนี้มีแจกหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ

ลูกหนังสีเทา ‘สามมิตร’ หวังน็อก ‘บิ๊กอ๊อด’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415571?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกหนังสีเทา ‘สามมิตร’ หวังน็อก ‘บิ๊กอ๊อด’

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:25 น.
บิ๊กอ๊อด,สามมิตร,บังยี,สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,873 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 8-9 ก.พ.63

***************************

เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงการประชุมใหญ่พิเศษเพื่อการเลือกตั้งนายกสมาคม อุปนายก และกรรมการกลางชุดใหม่ ในวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

วงการลูกหนังไทยต่างลุ้นว่าทีมไหนจะเป็นฝ่ายกำชัย ฉะนั้นสโมสรสมาชิกที่จะสามารถลงคะแนนได้ทั้งหมด 69 เสียง ประกอบด้วยไทยลีก 1 ไทยลีก 2 ไทยลีก 3 ไทยลีก 4 แชมป์อเมเจอร์ลีก (ไทยลีก 5) และแชมป์กับรองแชมป์ฟุตบอลลีกหญิง 2 ทีม จึงตกเป็นเป้าหมาย

บิ๊กอู๊ด” สู้ไม่ถอย

สรุปการชิงตำแหน่งประมุขลูกหนังไทยก็มีอยู่ 2 ทีม ประกอบด้วย บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง แชมป์เก่า และ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ ผู้ท้าชิง

ส่วน บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอล ลงสมัครไม่ได้ เพราะเคยถูกสมาคมฟ้องร้องและเคยถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลจากฟีฟ่า ซึ่งประเด็นนี้ บังยีระบุว่า เป็นข้อบังคับที่ไม่ยุติธรรม และจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

บังยี ดอดสมัคร

หลังตรวจคุณสมบัตินายกสมาคม อุปนายกและสภากรรมการทั้ง 2 ทีม ปรากฏว่า “ทีมบิ๊กอ๊อด” ผ่านครบ 19 คน ส่วน “ทีมบิ๊กอู๊ด” เหลือ 14 คน ไม่ผ่านคุณสมบัติ 5 คน ซึ่งในนั้น วิชัย ล้ำสุทธิ” อดีต ส.ส.ระยอง และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ

หากพิจารณารายชื่อทีมงานของ “บิ๊กอ๊อด” กับ “บิ๊กอู๊ด” คนวงในก็บอกว่า ฝ่ายแชมป์เก่าได้เปรียบ แต่ผู้ท้าชิงคือ “บิ๊กอู๊ด” ก็ไม่ธรรมดา แม้รายชื่อส่วนใหญ่จะเป็นทีมงานเก่าสมัยบังยี นั่งเก้าอี้นายกฯ

บิ๊กอ๊อดเหมือนจะนอนมา

วันนี้ “บิ๊กอู๊ด” เป็น ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และมีความใกล้ชิดแกนนำกลุ่มสามมิตร อย่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน

บิ๊กอู๊ด ไปไหนไปกันกับสุริยะ

บิ๊กเนมสามมิตรนี่แหละ..ทำให้คนในวงการลูกหนังเชื่อลึกๆ ว่า “บิ๊กอู๊ด” มีสิทธิ์พลิกเอาชนะได้

การเมืองห้ามยุ่ง

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งยิ่งมีเกมหักเหลี่ยมเฉือนคมในกลุ่มผู้สมัครชิงนายกลูกหนัง ดูทุกฝ่ายเล่นกันแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องตามกระบวนยุติธรรม

“บังยี” รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ร้องเรียนถึง ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อขออุทธรณ์คำสั่งตัดสิทธิ์ลงชิงตำแหน่งนายกสมาคม รวมถึงขอให้ตัดสิทธิ์ พล.ต.อ.สมยศ จากการชิงตำแหน่งด้วย

บิ๊กอู๊ด สมศักดิ์ สุริยะ ในวันรวมพลสามมิตร

ตามมาด้วย “บิ๊กอู๊ด” ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการ กกท. ขอให้ กกท. ตั้งกรรมการกลางมาดำเนินการเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอล เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความเป็นธรรม

ด้าน ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กำลังพิจารณาดูระเบียบของสมาคมกีฬาฟุตบอล และพ.ร.บ.การกีฬาฯ ของกกท. ไปพร้อมกันว่า มีข้อที่ขัดแย้งกันหรือไม่ และอาจจะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ต้องเลื่อนออกไปก่อน

เรื่องนี้ทำให้ฟีฟ่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ขอให้ดำเนินจัดการเลือกตั้งตามกำหนดอย่างเป็นอิสระ ตัวแทนฟีฟ่า และเอเอฟซีจะเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

พูดง่ายๆ ฟีฟ่าเตือนไทยว่าหากมีฝ่ายการเมืองแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง ฟีฟ่าอาจ “แบน” ลูกหนังไทย

ทนายอ๊อด”มาแล้ว

ที่น่าจับตา ทนายอ๊อด” ภีมเดช อมรสุคนธ์ หนึ่งในผู้สมัครกรรมการกลางของทีมบิ๊กอู๊ด ในฐานะได้รับมอบอำนาจจากบริษัท ลูกอีสานพัทยาฟุตบอลคลับ (พัทยา 8) จำกัด แถลงข่าวว่า ได้ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กับพรรคพวก ด้วยข้อหาจัดการทรัพย์สินผู้อื่นที่ได้รับมอบหมายโดยทุจริต

ทนายอ๊อด มาแล้ว

ทนายอ๊อดคือใครในวงการฟุตบอลไทยรู้จักทนายอ๊อดเป็นอย่างดี เมื่อเขาเปิดศึกฟ้อง “บังยี” และรวบรวมสโมสรลูกหนัง 108 ทีม โค่นอำนาจบังยีสำเร็จ

เมื่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2563 ภีมเดช อมรสุคนธ์ ได้ลงสมัคร ส.ส.ระยอง เขต 1 ในสีเสื้อพรรคไทยรักษาชาติ และไม่นานมานี้ ทนายอ๊อดได้เสนอตัวเป็นนายก อบจ.ระยอง ในนามพรรคอนาคตใหม่ แต่ไม่ผ่านกรรมการบริหารอนาคตใหม่

ทนายอ๊อด เป็นคนรักลูกหนัง เคยควักทุนทำทีมระยองราชพฤกษ์ และเป็นประธานสโมสรจังหวัดระยอง แชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ข ปี 2539

บิ๊กอู๊ดจัดทีมลงชนทีมบิ๊กอ๊อด วิชัย ล้ำสุทธิ อดีต ส.ส.ระยอง จึงมาชวนทนายอ๊อดให้มาร่วมทีมด้วย

ลูกน้องฟ้องนาย”ใจถึง” แต่นายฟ้องลูกน้อง”ใจ…อะไร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกน้องฟ้องนาย”ใจถึง” แต่นายฟ้องลูกน้อง”ใจ…อะไร”

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:16 น.
พตอไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์,พลตอสุชาติ ธีระสวัสดิ์,พงส,พนักงานสอบสวน
เปิดอ่าน 4,597 ครั้ง

ลูกน้องฟ้องนาย”ใจถึง” แต่นายฟ้องลูกน้อง”ใจ…อะไร” คอลัมน์… ดงงูเห่า โดย…ประชาไท ธนณรงค์

รองไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ มีหนังสือถึง ผกก.สน.ปทุมวัน บอกเป็นนัยว่า ใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนออกหมายเรียก หลังจากเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ สน. ปทุมวัน อดีตผู้การจเร ข้าราชการบำนาญ ผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับพ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ กรณีเผยแพร่คลิปเสียง เป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

อ่านข่าว…  ‘ไพรัตน์’ทำหนังสือถึง อ.ก.ตร.ฯ มีมติ จเรตำรวจ ทำมิชอบกฎหมาย

แต่ปรากฏว่าผู้รับมอบอำนาจได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนขัดแย้งกันคือ มาแจ้งความว่า รองไพรัตน์ หมิ่นประมาทเพราะเผยแพร่คลิปเสียงเมื่อสาธารชนได้ฟังแล้วทำให้ พล.ต.อ.สุชาติ เกิดความเสียหาย แต่พูดไปพูดมาบอกว่า คลิปเสียงดังกล่าว เมื่อสาธารณชนได้ฟัง จะเห็นได้ว่าคลิปดังกล่าว พล.ต.อ.สุชาติ เป็นการโทรมาสอบถามข้อเท็จจริง กำชับให้รองไพรัตน์ ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย

รองไพรัตน์ ก็เลยทำหนังสือถึง ผกก.สน.ปทุมวัน เรื่องขอความเป็นธรรมและให้คำนึงถึงหนังสือสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมส่งหนังสือดังกล่าวแนบมาประกอบการขอความเป็นธรรมจึงทำให้สาธารณชนได้รู้ถึงหลักการออกหมายเรียกหรือการเรียกผู้ที่ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อหา โดยสาระสำคัญของหนังสือสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีใจความสำคัญว่า

“ปรากฏว่ามี พงส. จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจเจตนารมณ์ของ ป. วิ อาญา มาตรา 52 และ 134 ไม่ถูกต้องเข้าใจว่าเป็นอำนาจของ พงส. ที่จะเรียกผู้ต้องหาไปพบได้ตามอำเภอใจซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้นจึงขอซักซ้อมทำความเข้าใจ… การมีคำร้องทุกข์เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน พงส. ยังไม่มีอำนาจที่จะเรียกผู้ต้องหาไปพบได้”

การที่รองไพรัตน์ ถูก พล.ต.อ.สุชาติ แจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน คือทำให้สังคม ประชาชนตาดำๆ ได้รู้ว่าเมื่อมีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว พงส.ยังไม่มีอำนาจออกหมายเรียกตามอำเภอใจ ต้องมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนคำร้องทุกข์ให้น่าเชื่อพอสมควรว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้วจึงออกหมายเรียกหรือเรียกผู้ต้องหามา

การให้สัมภาษณ์ของอดีตผู้การจเรที่รับมอบอำนาจมานั้น ยังมีการยืนยันว่า ทราบว่ารองไพรัตน์ถูกแจ้งความดำเนินคดีอยู่หลายคดี ซึ่งความจริงรองไพรัตน์ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนตามที่ผู้รับมอบอำนาจกล่าวแต่อย่างใด ในส่วนนี้รองไพรัตน์ ได้มอบหมายทีมทนายไปพิจารณาฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากับผู้รับมอบอำนาจภายในอายุความต่อไป

“หัวใจในการที่จะปกป้องสิทธิในการถูกรังแกทุกคนควรมี และต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกที่ควร แต่จิตใจที่คอยคิดจะไปกลั่นแกล้งผู้อื่นนั้น ไม่ควรมีอยู่ในหัวใจ”

สรุปหนังเรื่องนี้ตอนจบต้องคอยติดตามว่าเละกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอนและสังคมจะได้รู้ว่าใครแกล้งใคร ระหว่างลูกน้องกับนาย

ขออย่ามีแต่เรื่องชวนวิตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขออย่ามีแต่เรื่องชวนวิตก

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,โคโรน่า,ดอกเบี้ย,กนง
เปิดอ่าน 338 ครั้ง

ขออย่ามีแต่เรื่องชวนวิตก บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันวันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% คือจากเดิม 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้เพราะ กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้น จากปัญหาไวรัสโคโรน่าระบาด ความล่าช้าของงบประมาณประจำปี 2563 และภัยแล้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการจ้างงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างมาก ขณะเดียวกันในด้านการท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิม ส่วนการส่งออกยังมีแนวโน้มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคด้วย

ปัจจัยลบสำหรับเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีเพียงเท่านั้น กนง.ยังชี้ด้วยว่าด้านอุปสงค์ในประเทศก็เป็นปัญหา อย่างการใช้จ่ายภาครัฐที่จะขยายตัวต่ำลงเนื่องจากความล่าช้าของงบประมาณ และยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนกลับได้รับแรงกดดันจากรายได้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้น ทั้งครัวเรือนในภาคบริการ เกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งหนี้ครัวเรือนก็อยู่ในระดับสูงด้วย อย่างไรก็ตาม กนง.ได้โฟกัสไปที่ 3 เรื่องหลักคือ ผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งอาจจะรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ การกีดกันทางการค้า สุดท้ายคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ด้านกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังบอกว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในเร็วๆ นี้ ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องปรับลดลงจากเดิมจีดีพี 2.8% ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ด้วยวงเงิน 1.7 แสนล้านบาท เพื่อดูแลภาคเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อย เอสเอ็มอี และผู้มีรายได้ระดับกลาง พร้อมสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมนโยบายไทยเที่ยวไทยและดึงต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งนั่นก็เป็นอีกทางออกหนึ่งเพื่อรองรับปัญหาของภาคการท่องเที่ยวหลังจากที่เคยพึ่งพิงทัวร์จีนมาตลอด โดยที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบและผู้ได้รับผลกระทบหลายด้าน เช่นพักหนี้ ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ ลดภาษี ฯลฯ แต่ก็คงไม่เพียงพอ

ต้องยอมรับว่านับแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 มีปัจจัยลบเข้ามาจำนวนมากในอันที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจให้ดำดิ่งลงไปอีก จากที่คาดการณ์ก่อนหน้าว่าจะเผชิญกับปัญหาอันเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง สงครามการค้า ค่าเงินบาท การส่งออก การจับจ่ายใช้สอยในประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 กระนั้นก็ตามกลับมีอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็น “ตัวยืน” สำคัญไม่เปลี่ยนแปลงคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง หรือที่เรียกว่าภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ห้วงยามของการอภิปรายไม่ไว้วางใจกับการตัดสินยุบ-ไม่ยุบบางพรรค ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นอ่อนไหวที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนได้เหมือนกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หากทุกอย่างเดินไปตามกติกาประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ควรจะได้ยินคำว่า การเมืองบนท้องถนนให้หวาดวิตก

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415371?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:00 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,อู่ฮั่น
เปิดอ่าน 534 ครั้ง

บทพิสูจน์สังคมไทยกับเชื้อไวรัสโคโรน่า โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ประเด็นปัญหาที่ทั้งคนไทยและคนทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกในขณะนี้คงหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ยของจีน โดยล่าสุดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าบนจีนแผ่นดินใหญ่รวมอยู่ที่ 24,324 ราย มีผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่ 490 ราย และมีผู้ป่วยที่หายดีแล้ว 892 ราย ส่วนในประเทศไทยถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อขณะนี้นอนในโรงพยาบาล 11 ราย กลับบ้านแล้ว 8 ราย รวมสะสม 19 ราย

อ่านข่าว…   WHO ชี้ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แพร่ยังไม่ถึงขั้น pandemic

นอกเหนือจากความพยายามทางการแพทย์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ได้กลายเป็นบทพิสูจน์สังคมไทยในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องทัศนคติ พฤติกรรม สมรรถนะ และจริยธรรม

ประเด็นแรก ทัศนคติและพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรน่าและคนจีนในประเทศไทย เรื่องแรกจากข่าวจะพบว่าคนไทยตื่นตัวในเรื่องนี้พอสมควรโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ แหล่งชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยว คนไทยจำนวนหนึ่งมีการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรค อีกส่วนหนึ่งที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย อาจจะเนื่องจากไม่มีเงินซื้อหรือหาซื้อไม่ได้หรือไม่กลัว ในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐให้ประชาชนตื่นตัวแต่ไม่หวาดกลัวจนเกินเหตุ ในขณะเดียวกันภาครัฐต้องแสดงสมรรถนะในการจัดการกระจายหน้ากากอนามัยรวมถึงเจลล้างมือให้ประชาชนโดยทั่วถึงในราคาที่เหมาะสม (ให้ฟรีเลยได้ยิ่งดี)

เรื่องที่สอง จากการสังเกตและสำรวจข่าวพบว่าพฤติกรรมของคนไทยต่อคนจีนในประเทศไทยมีการสะดุดบ้างเล็กน้อย เช่น การตั้งคำถามเชิงหยอกเมื่อเจอคนจีนว่า มาจากเมืองอู่ฮั่นหรือเปล่า หรือการอนุญาตให้นักศึกษาจีนในไทยที่กลับมาจากประเทศจีนหยุดเรียนได้ 2 อาทิตย์ รวมถึงการตรวจและติดตามสุขภาพของคนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนคนจีนเองก็คงจะเข้าใจว่าคนไทยมีความหวาดระแวงพอสมควรจึงนิยมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเพื่อไม่ให้คนไทยกลัว ในขณะที่คนจีนบางคนเมื่อต้องพูดคุยกับคนไทยจะเริ่มด้วยการบอกก่อนเลยว่าไม่ได้มาจากเมืองอู่ฮั่นเพื่อให้เพื่อนคนไทยเกิดความสบายใจในระดับหนึ่ง

เรื่องที่สาม เกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของคนไทยกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่แสดงอาการไม่ต้อนรับคนจีนเพราะกลัวเชื้อไวรัสโคโรน่า อย่างเบาสุดก็คือเมื่อเจอคนจีนก็จะถอยห่างออกมา แต่ที่ร้ายแรงคือการปิดป้ายหน้าร้านว่าไม่ต้อนรับคนจีน หรือการหยุดคบหาสมาคมกับคนจีน การกระทำเช่นนี้ดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมาก ในภาวะปกติคนกลุ่มนี้ต้องการรายได้และผลประโยชน์จากคนจีนที่เข้ามาเที่ยวหรือลงทุนในไทย แต่ในภาวะวิกฤติกลับผลักไสไล่ส่งคนจีน การกระทำเช่นนี้อาจบ่งบอกว่าที่ผ่านมาการต้อนรับคนจีนไม่ได้เกิดจากความจริงใจแต่เกิดจากความต้องการผลประโยชน์เท่านั้น พฤติกรรมของคนกลุ่มเล็กๆ นี้ อาจจะสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ในระดับประชาชนต่อประชาชนได้ อย่าลืมว่าการโพสต์ข้อความหรือรูปถ่ายที่แสดงการรังเกียจคนจีนในโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่นาทีอาจจะถูกแชร์ไปเป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าคลี่คลายลงคนจีนบางส่วนอาจจะมองว่าคนไทยไม่มีความจริงใจและอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนในไทยได้ รวมถึงเมื่อคนไทยไปประเทศจีนไม่รู้ว่าจะถูกตอบโต้กลับอย่างไรบ้าง หากการกระทำของคนไทยกลุ่มเล็กๆ นี้ สร้างผลกระทบในเชิงจิตใจต่อคนจีนมากขึ้น

ในภาวะวิกฤตินั้นเราควรแสดงออกถึงความเห็นใจและความจริงใจต่อเพื่อน ด้วยการให้ความร่วมมือช่วยเหลือสุดความสามารถเท่าที่เรามี จำไว้การคบเพื่อนในภาวะวิกฤติต้องแสดงความจริงใจมากยิ่งกว่าในภาวะปกติจึงจะเรียกว่าเพื่อนแท้

ประเด็นที่สอง การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นบทพิสูจน์ว่าสังคมไทยยังคงเป็นสังคมกระต่ายตื่นตูมด้วยการแชร์ข่าวโดยไม่ตรวจสอบหรือวิเคราะห์ให้รอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตื่นตระหนกจากข่าวเท็จทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่ไร้จิตสำนึกหรือมีคนที่มีเจตนาในการทำลายสังคมหรือรัฐบาล กลุ่มคนที่สร้างและ แชร์ข่าวเท็จในภาวะวิกฤติสมควรได้รับการลงโทษอย่างแรง ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จของกระทรวงดีอีต้องทำงานให้หนักกว่านี้ในการตอบโต้ข่าวเท็จ แต่สิ่งที่คนไทยต้องการเห็นมากที่สุดตอนนี้คือการเชือดไก่ให้ลิงดู ด้วยการจับและลงโทษขั้นรุนแรงกับผู้กระทำผิดในการแพร่ข่าวเท็จและอาจรวมถึงการออกกฎหมายบังคับให้ผู้แชร์ข่าวเท็จต้องแก้ข่าว ไม่เช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีแบบเดียวกับผู้สร้างข่าวเท็จ

ประเด็นที่สาม เกี่ยวกับการไร้จริยธรรมทางการเมืองของนักการเมืองบางพวกที่อาศัยช่วงวิกฤติออกมาสร้างข่าวปั่นกระแสเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆ ที่ในภาวะวิกฤติทุกฝ่ายควรจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ นักการเมืองประเภทนี้บอกได้คำเดียวว่าในภาวะวิกฤติที่มากกว่านี้ มันจะหนี (ประชาชนและประเทศ) เป็นกลุ่มแรกเลยและเมื่อพวกมันปลอดภัยแล้วมันก็จะหันหน้ามาด่าฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ช่วยเหลือประชาชน

ประเด็นที่สี่ ภาวะวิกฤติจะสร้างวีรบุรุษที่สามารถแสดงสมรรถนะและแนวคิดที่เป็นรูปธรรมและเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนว่าเราจะยังไม่เจอวีรบุรุษผู้นั้น นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กว่าจะแสดงภาวะผู้นำในยามวิกฤติออกมาได้ก็ต้องรอให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ระยะหนึ่งก่อนจึงจะคิดได้ อย่างไรก็ตามก็ถือคติว่า มาช้าดีกว่าไม่มา อย่างน้อยที่สุดก็ออกมาแสดงภาวะผู้นำในยามวิกฤติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต่างจากนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแสดงสมรรถนะหรือสติปัญญาใดๆ ออกมาให้เห็นว่าเข้าใจปัญหาและมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา

อย่ามาบอกนะว่าเพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยถึงมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าในประเทศไทย

เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ กับพรรคนี้…

p3

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเวชภัณฑ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเวชภัณฑ์

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:35 น.
หน้ากากอนามัย,โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่
เปิดอ่าน 608 ครั้ง

พระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเวชภัณฑ์ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานเวชภัณฑ์และเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ให้ชาวจีน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง

อ่านข่าว…   รัฐแจกหน้ากากสกัดไวรัสโคโรน่าลาม

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมาย 2 ฉบับต่อไปนี้ ซึ่งคงไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรมากมายแต่แสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน ขออย่าได้ตื่นตระหนกโปรดมีสติในข่าวสารต่างๆ

สำหรับจีนซึ่งเป็นมหามิตรของประเทศไทยและคนจีนได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ในการสร้างโรงพยาบาลเสร็จอย่างรวดเร็ว

ขอชื่นชมทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันนำคนไทยกลับมาและความเข้มแข็งสามัคคีนี้จะต่อสู้กับไวรัสได้ในที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


 คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน
 อย่าตื่นตระหนกเกินไป

ภารกิจรับคนไทย 138 คนจากเมืองอู่ฮั่นครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 3 คน จากกรุงปักกิ่งไปนครอู่ฮั่น เพื่อประสานงาน อำนวยความสะดวก และบริการจัดการในการเตรียมนำคนไทยออกจากพื้นที่แล้ว

กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบด้านการรักษา ป้องกันควบคุมโรค ได้จัดทีมแพทย์จากสถาบันบำราศนราดูร ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์ระบาดวิทยา จิตแพทย์ พร้อมพยาบาลและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น คอยดูแลสุขภาพให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดและคนไทยที่จะเดินทางกลับจากอู่ฮั่น ด้วยมาตรการคัดกรอง ระบบป้องกันควบคุมโรคตามมาตรฐานสูงสุด

นอกจากนี้ยังมีทีมแพทย์จากเหล่าทัพ รพ.พระมงกุฎฯ ซึ่งเป็นการบูรณาการทำงานตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลและทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับคนไทยที่กลับมา ซึ่งได้รับการตรวจสุขภาพจากจีน เพื่อให้มีความมั่นใจว่ามีความปลอดภัยในการเดินทางตามมาตรฐานการควบคุมเฝ้าระวังโรค

ก่อนนำคนไทยขึ้นเครื่อง ทีมแพทย์จีนจะตรวจสุขภาพทุกคนทั้งหมด หากพบว่าถ้ามีรายใดมีไข้ ไอ ป่วย ไม่สบาย หรือมีอาการน่าสงสัย ทางการจีนจะไม่ให้ขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยเด็ดขาด และคงกลับไปรับอีกรอบ หากคนไทยทั้งหมดตรวจสุขภาพแล้วปกติดีหลังตรวจผลแล็บเป็นลบก็จะให้ขึ้นเครื่องเดินทางกลับไทยได้

คนไทยที่เดินทางกลับคือ “คนปกติ” ไม่ใช่ “คนป่วย” การนั่งโดยสารจึงเป็นปกติโดยทั่วไป แต่จำเป็นต้องมีสิ่งเพิ่มเติมคือ ทุกคนที่เดินทางในไฟลต์นี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสายการบินทั้งแอร์ สจ๊วต กัปตัน ต้องใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นมาตรการที่สายการบินอื่นๆ ของแต่ละประเทศใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่ต้องเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง

ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันให้เกิดภารกิจสำคัญนี้ในการนำคนไทยกลับสู่บ้านโดยปลอดภัย สำหรับประชาชนควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำและติดตามข่าวสารจากกระทรวงสาธารณสุข อย่าเชื่อข่าวลือจากทุกแหล่งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่หลายจนเกิดความตระหนก และมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้ 24 ชม.
อ๊อด เทอร์โบ


ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้!
จีนสร้างโรงพยาบาลใหม่ใน 10 วัน

ท่ามกลางการระบาดอย่างหนักของไวรัส จีนตัดสินใจก่อสร้างโรงพยาบาลพิเศษชั่วคราวขึ้น ผมมองว่าจีนกำลังทำ “ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้” ให้เป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ ด้วยศักยภาพในหลายๆ ด้าน ทั้งเครื่องมือ กำลังคนต่างๆ จีนพร้อมมาก ซึ่งผมเองก็ไม่มีข้อกังขาใดๆ

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เป็นโอกาสให้จีนได้โชว์ศักยภาพของเทคโนโลยี “จีนว่องไว” อีกครั้ง เมื่อต้องระดมสรรพกำลังทั้งหมดสร้างโรงพยาบาลขนาด 1,000 เตียง บนพื้นที่ใช้สอย 26,900 ตารางฟุต ภายในเวลา 7 วัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะจีนเคยสร้างโรงพยาบาลในขนาดเดียวกันนี้ขึ้นที่ปักกิ่งมาแล้ว เมื่อครั้งที่ไข้หวัดซาร์สระบาดในปี 2546

แต่การรับมือครั้งนี้ ดูจะหนักหนากว่ามาก จีนจึงสร้างถึง 2 โรงพยาบาลด้วยกัน แห่งแรก รพ.หั่วเสินซาน (แปลว่า ขุนเขาเทพอัคนี) เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2563 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 โดยตัวอาคารทั้งหมดใช้เวลาสร้างไม่เกิน 7 วัน ใช้เวลาติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์อีก 2-3 วัน จึงเปิดให้บริการได้ ส่วนโรงพยาบาลอีกแห่งใช้ชื่อว่า รพ.เหลยเสินซาน (แปลว่า ขุนเขาเทพอัศนี) มีขนาดใหญ่กว่าคือรองรับได้ 1,300 เตียง บนพื้นที่ใช้สอย 323,000 ตารางฟุต คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการถัดมาอีก 2 วัน

การก่อสร้างที่รวดเร็วไม่ได้หมายความว่ามาตรฐานคุณภาพจะไม่ดี เพราะช่วง 10-15 ปีให้หลัง จีนให้ความสำคัญกับคุณภาพมาก เห็นได้จากการเป็นผู้นำในการสร้างตึกระฟ้า โดยเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา จีน

สร้างตึกระฟ้า (สูง 650 ฟุตขึ้นไป) เสร็จทั้งสิ้น 84 ตึก โดยเฉพาะตึก 57 ชั้น ที่มณฑลหูหนาน ใช้เวลาสร้างเพียง 19 วัน ในปีเดียวกัน อเมริกาสร้างได้ 7 ตึก

ผมเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความกระหายในนวัตกรรม เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป คนจีนเปิดกว้างและยอมรับเทคโนโลยีการก่อสร้างในรูปแบบใหม่ๆ มากกว่า ในฐานะวิศวกร เขาพบว่าคนจีนไม่ค่อยยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ที่เคยทำมาก่อน แต่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่เสมอ

ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจทั้งรัฐบาล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและแรงงานที่มีส่วนในการก่อสร้างโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งในครั้งนี้ ผมเอาใจช่วยให้จีนผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้โดยเร็วเพราะหลายประเทศตอนนี้รวมถึงไทยเองก็ได้ส่งสิ่งของจำเป็นเข้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอครับ
ทวีศักดิ์ (ประชาชื่น)
