ถอดรหัสร้อน “ปิยบุตร” โต้ศาลรธน.ปลุกสาวกสู้นอกสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415369?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัสร้อน “ปิยบุตร” โต้ศาลรธน.ปลุกสาวกสู้นอกสภา

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:09 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 530 ครั้ง

ถอดรหัสร้อน “ปิยบุตร” โต้ศาลรธน.ปลุกสาวกสู้นอกสภา

หมายเหตุ:
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่อาคารรัฐสภา (เกียกกาย) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยจะไม่เปิดให้มีการไต่สวนตามคำร้องของพรรคอนาคตใหม่

อ่านข่าว…   “ปิยบุตร” พ้อศาลปิดทางสู้ยุบ อนค. ขู่เดินสายป่วน

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวานนี้ไม่อนุญาตให้มีการไต่สวนพยานในคดีที่พรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และให้ส่งเอกสารบันทึกถ้อยคำพยานบุคคล 17 รายแทน พวกเราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เนื่องจากในกรณีนี้ความปรากฏขึ้นมาแล้วว่า มีเอกสารของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลุดอกมา ยืนยันว่า กกต.ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและระเบียบของ กกต.เอง เนื่องจาก กกต.ได้ส่งเรื่องไปที่อนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนถึง 2 คณะและมีการยกคำร้องทั้ง 2 คณะ ตามกฎหมายเรื่องต้องยุติลงทันที แต่ กกต.กลับยังเดินหน้ากระบวนพิจารณาต่อไป

“นอกจากนี้ กกต.ยังอ้างฐานความผิด คือการได้เงินมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้มีการยุบพรรค ทั้งๆ ที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ไม่เคยเปิดโอกาสให้พรรคได้ต่อสู้คดีแต่อย่างไร เราตั้งใจว่าจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกระบวนการไต่สวนเพื่อให้มีการเรียกเอาเอกสารชิ้นนี้ออกมาจาก กกต.และนำมาพิสูจน์กันในศาล ซึ่ง กกต.ก็ยังไม่ยอมรับชัดแจ้งว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงหรือไม่ ไม่เคยบอกว่ากระบวนพิจารณาทำอย่างไร มีการข้ามขั้นตอนหรือไม่ เราจึงต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดกระบวนการไต่สวน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดโอกาสนี้ไป”

ในพยานบุคคล 17 รายที่พรรคอนาคตใหม่ขอให้มีการไต่สวนนั้น หลายรายเป็นเจ้าหน้าที่ของกกต.เอง ที่มีความเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด สามารถกู้เงินได้ หลายรายเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.ที่ยกคำร้องว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด เราจึงต้องการให้พยานบุคคลเหล่านี้มาให้การในศาล จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้มีการสู้กันในศาล

นอกจากนี้หากดูตามจังหวะเวลาแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำรินัดพรรคร่วมฝ่ายค้านกับพรรคร่วมรัฐบาลมาตกลงกันว่าเราจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มต้นในวันไหน พรรคฝ่ายค้านเสนอไปว่าให้เริ่มวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ในช่วงบ่ายฝ่ายรัฐบาลตอบกลับมาว่าพร้อม ทำให้การกำหนดวันอภิปรายมีความชัดเจนแล้วว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แต่ในเวลาช่วงเย็นวันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีจดหมายข่าวออกมา ซึ่งตารางเวลาที่ตนพูดมาทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนมากวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา ว่าพรรคอนาคตใหม่มีโอกาสถูกยุบก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่มีชื่อพรรคอนาคตใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้ ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้ ส.ส.บางส่วนย้ายไปสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ทำให้เสียงพรรคร่วมฝ่ายค้านหายไป ทำให้สภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำหมดไป จะทำให้รัฐมนตรีทั้ง 6 รอดไปได้

“ภาพยนตร์ที่ชื่อยุบพรรคดำเนินการมาหลายครั้งในรอบ 13 ปีที่ผ่านมา ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการใช้การยุบพรรคเพื่อต้องการดึงส.ส. ตัดสินแกนนำไม่ให้มีบทบาททางการเมือง ทำลายอุดการณ์ความคิดของพรรค และวัตถุประสงค์ใหม่ล่าสุดอีกข้อหนึ่งคือต้องการให้เราไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อเรารู้ว่าวัตถุประสงค์เป็นเช่นนี้ วิธีการที่ดีที่่สุดคือทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้ไม่สำเร็จให้ได้”

เรายังคงเชื่อมั่นในความยุติธรรม พวกเราพรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าจะทำให้วัตถุประสงค์ของการยุบพรรคในครั้งนี้ไม่สำเร็จให้จงได้ เรามั่นใจว่าส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่จะได้อภิปรายไม่ไว้เป็นครั้งแรก และแม้ว่าพรรคจะถูกยุบ ส.ส.ของพรรคก็จะคงเดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรีอย่างเอางานเอาการแข็งขันต่อไป การอภิปรายครั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ได้เตรียมข้อมูลที่ไม่เคยปรากฏในสื่อใดมาก่อน มีประเด็นที่หนักและชี้ขาดสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลเสียความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง เราขอยืนยันว่าแม้จะยุบพรรคหรือไม่ เราจะนำเรื่องนี้มาอภิปรายในสภาอย่างแน่นอน และถ้าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจริงๆ นายธนาธรและตนจะเดินสายอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง 6 คนนอกสภา เพื่อประสานกับเพื่อน ส.ส.ของเราในสภาต่อไป

ตนยังคงยืนยันเช่นเดียวกับคดีก่อนหน้านี้ เรามั่นใจว่าพรรคอนาคตใหม่จะไม่ถูกยุบ การให้กรรมการบริหารลาออกจากส.ส.เพื่อดันส.ส.อื่นให้ขึ้นมาแทน แสดงให้เห็นถึงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เราจะไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เราจะต่อสู้จนถึงที่สุด

“ถ้าไม่ได้เป็นส.ส.เราก็ทำงานการเมืองต่อไป ถ้าเราหยุดก็เท่ากับเรากำลังเข้าทางผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องยุบพรรคนี้ แต่เรายืนยันว่าเราไม่หยุด เรายังคงมั่นใจในเพื่อน ส.ส.เราว่าเดินหน้าสู้ต่อแน่นอน และพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่เป็นแค่ร่างกายในรูปของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่เรากำลังทำให้พรรคอนาคตใหม่เป็นจิตวิญญาณ เป็นอุดมการณ์ เป็นความคิดด้วย แม้ร่างกายจะตายไป แต่จิตวิญญาณ อุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่จะยังคงอยู่ต่อไป”

 “เราจะไม่ยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม”

การเมืองไวรัส ‘ฮุนเซน’ อัดฝ่ายค้านร่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415360?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองไวรัส ‘ฮุนเซน’ อัดฝ่ายค้านร่วง

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:49 น.
ฮุนเซน,สม รังสี,สี จิ้นผิง,หน้ากากอนามัย
เปิดอ่าน 908 ครั้ง

การเมืองไวรัส ‘ฮุนเซน’ อัดฝ่ายค้านร่วง คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

เมื่อไวรัสโคโรน่าแพร่เชื้อกระจายไปทั่วโลก ความตื่นตระหนกของผู้คนก็ตามมา และหลายประเทศปัญหาโรคระบาด ก็กลายเป็น “ไวรัสการเมือง”

อ่านข่าว-นายกแพทยสมาคมฯวิเคราะห์ “ไวรัสโคโรน่า” ระบาดอีกนาน

รัฐบาลมักจะตกเป็นจำเลย ในการบริหารจัดการแก้ไขวิกฤติโรคระบาด ขณะที่ฝ่ายค้านก็จะแสดงตัวเป็นผู้ปกป้องประชาชน ด้วยการวิจารณ์การแก้ไขวิกฤติการณ์ไวรัสโคโรน่า ยิ่งยุคสมัยสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียครองเมือง ทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม สับสนปนเป

สำหรับ “สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็มีวิธีการบริหารวิกฤติไวรัสอู่ฮั่น ที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้ อาจเป็นเพราะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 35 ปี มีประสบการณ์สูง จึงกล้าเล่นกับ “กระแสความกลัวไวรัสมรณะ” ของชาวกัมพูชาได้

สมเด็จฮุน เซน ประกาศเสียงดัง กัมพูชาขอร่วมชะตากรรมกับจีนในการต่อสู้ไวรัสโคโรน่า จะไม่ระงับการออกวีซ่าท่องเที่ยวให้คนจีน และจะไม่รับนักศึกษาเขมรที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น กลับบ้าน

ตามสไตล์ฮุนเซน จึงบอกว่า ขอประชาชนอย่าได้หวาดกลัวไวรัสจนเกินเหตุ ดูแต่นายกรัฐมนตรีสิ ยังไม่คาดหน้ากากอนามัย

เท่านั้นแหละ อดีตพรรคฝ่ายค้านอย่างกลุ่มสม รังสี ก็โจมตีนายกฯ ฮุน เซน อย่างรุนแรงว่า เป็นคนป่วย คนบ้า บางคนก็ว่า กัมพูชาเป็นเมืองขึ้นจีน จึงไม่มีปากมีเสียง

เสียงสะท้อนจากผู้ปกครองนักศึกษาเขมรที่อยู่ในอู่ฮั่น เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ สมเด็จฮุน เซน ที่เดินทางไปประชุมเวิลด์ซัมมิท ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ จึงใช้แฟนเพจสมเด็จฮุนเซนแจ้งข่าวว่า ตนเองจะเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น เพื่อเยี่ยมนักศึกษาเขมร ตนเป็นนักรบ เคยผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่กลัวไวรัสอู่ฮั่น

ถัดมา กระทรวงการต่างประเทศจีน แจ้งกลับมาว่า ไม่สะดวกที่จะให้สมเด็จฮุน เซน เดินทางไปเมืองอู่ฮั่น สื่อตะวันตกรู้ข่าว ก็พาดหัวข่าวทำนองเย้ยหยันนายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่า “จีนเบรกฮุนเซน”

ลึกๆ แล้ว หารู้ไม่ว่า การออกข่าวไปเมืองอู่ฮั่นของสมเด็จฮุน เซน ก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและบรรเทาความห่วงหาลูกๆ ของผู้ปกครองนักศึกษาเขมรกลุ่มนั้น

สมเด็จฮุน เซน มีแผนการจะเดินทางจากกรุงโซล ต่อไปกรุงปักกิ่งเพื่อพบผู้นำจีนอยู่แล้ว มิทันที่สื่อตะวันตกจะเปลี่ยนข่าว “จีนเบรกฮุนเซน” เครื่องบินเช่าเหมาลำก็พานายกรัฐมนตรีฮุน เซน ถึงกรุงปักกิ่ง

ภาพ หวัง อี้ รมต.ต่างประเทศจีน มาต้อนรับนายกฯ กัมพูชา อย่างอบอุ่น ทำเอาฝ่ายค้านเขมรที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐและยุโรปตกตะลึง นี่คือ การทูตไวรัสอู่ฮั่นชัดๆ

จากนั้น สมเด็จฮุนเซน ได้เข้าพบ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่หอประชุมสภาประชาชน โดยทันทีที่พบกันผู้นำจีนได้ยกบทกวีโรมัน “A friend in need is a friend in deed” (เพื่อนแท้ในยามยาก) ทักทายผู้มาเยือน ซึ่งกวีบทนี้ สมเด็จฮุน เซน ได้โพสต์ไว้ในแฟนเพจส่วนตัวตั้งแต่วันแรกๆ เพื่อแสดงความเป็นมิตรแท้ต่อจีน และจะไม่ทิ้งจีนในยามยากลำบากอย่างนี้

ประธานสี ยังบอกนายกฯ ฮุนเซนว่า เรื่องนักศึกษาเขมรในเมืองอู่ฮั่น ไม่ต้องกังวล จีนจะดูแลนักศึกษาเขมร เหมือนพวกเขาเป็นลูกหลานคนจีน

คิวต่อไป สมเด็จฮุน เซน ได้ประชุมปรึกษาหารือกับ หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เมื่อเจอหน้านายกฯ หลี่ ที่เพิ่งกลับจากอู่ฮั่น นายกฯ ฮุน เซน พูดว่า ถ้ามาเมืองจีน เขาจะไม่สวมหน้ากากอนามัย แม้เพื่อนชาวจีนจะเตรียมหน้ากากอนามัยไว้ให้เขาก็ตาม

มิเพียงเท่านั้น สมเด็จฮุน เซน ยังถ่ายภาพจับมือนายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ให้แอดมินเพจสมเด็จฮุนเซน โพสต์ เพื่อจะบอกว่า ไวรัสอู่ฮั่นไม่น่ากล้ว ตัวเขายังกล้าจับมือนายกฯ จีน

สำนักข่าวใหญ่ในจีน ต่างยกย่องว่า สมเด็จฮุน เซน ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรก ที่ไปเยือนจีน ในสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่นแพร่ระบาด นี่คือความกล้าหาญกล้าทำ เป็นจุดแข็งของสมเด็จฮุน เซน ทำให้เขารบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มายาวนานกว่า 35 ปี

การทูตพิเศษสไตล์ฮุน เซน ทำให้ฝ่ายต่อต้านเขาในกัมพูชาปิดปากเงียบ สม รังสี ยังงุนงง จับทิศทางไม่ถูก ไม่นึกว่านายกฯ ฮุน เซน จะเล่นเกมนี้

แม้วจบ ‘ส้มยุโรป’ ลุยโลกล้อมไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415347?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม้วจบ ‘ส้มยุโรป’ ลุยโลกล้อมไทย

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:48 น.
ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,คนเสื้อแดง,แดงฮาร์ดคอร์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,888 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7 ก.พ.63

**************************

กิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่ฝรั่งเศส จัดโดยกลุ่มคนไทยในยุโรป ที่มีทั้งแนวร่วมพรรคอนาคตใหม่ และกลุ่มแดงนอก (บางกลุ่มสะท้อนว่า “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ของเครือข่าย “ทักษิณ ชินวัตร” ได้ปิดฉากแล้ว

องค์กรเสรีไทยที่มี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณสุนัย จุลพงศธรจักรภพ เพ็ญแข และจรัล ดิษฐาอภิชัย พยายามจะเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในต่างประเทศเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล คสชทำอยู่ ปี แต่ไปไม่รอด

ส้มหวานแถวยุโรป

..นี้ การปรากฏตัวของแนวร่วม “ส้มหวาน” และ “แดงนอกเปลี่ยนสี” ในกิจกรรมการเมืองหนแรกใจกลางกรุงปารีส บอกได้ว่า นี่คือโลกล้อมไทยภาคใหม่

ส้มยุโรปออกโรง

เมื่อวันที่ กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.00 ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มคนไทยเรียกตัวเองว่าเป็นผู้รักประชาธิปไตยจากหลายประเทศทั่วทวีปยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก เนเธอแลนด์ สวีเดน และฝรั่งเศส ประมาณ 100 คน ได้รวมตัวกันที่ลานปลาซ เดอ ลา เรพุบลิค (Place de la République) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อจัดงาน “วิ่งไล่อยุติธรรม”

มาดูรายชื่อองค์กรที่ร่วมจัดงานครั้งนี้ ประกอบด้วย เครือข่ายแรงงานไทยในยุโรปเครือข่ายชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยในยุโรปกลุ่ม Thailand Human Rights Campaign (UK), กลุ่ม Konthai UK และสถาบัน Stiftung Asienhaus (Germany)

นอกจากกลุ่ม Konthai UK แล้ว กลุ่มอื่นๆ เป็นกลุ่มคนที่น่าจะเข้ามาร่วมชุมนุมการเมืองครั้งแรก และสังเกตได้ว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายคนสวมหมวก เสื้อ และถือธงที่มีสัญลักษณ์พรรคอนาคตใหม่ชัดเจน 

วิ่งไล่ลุงที่ปารีส

ใบหน้ากลุ่มผู้ประท้วงชาวไทยแตกต่างจากสมัยองค์กรเสรีไทยเคลื่อนไหว ดูแล้วผู้เข้าร่วมเป็นคนชั้นกลาง และเอ็นจีโอสายแรงงานในยุโรป

จังหวะก้าวของเครือข่ายส้มยุโรปอาจขยับถี่ขึ้นหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ

ป้าอุ๊เปลี่ยนสี

กลุ่ม Konthai UK ก็เป็นแกนหลักของการวิ่งไล่ลุงที่ปารีส เพราะเป็นกลุ่มการเมืองที่ก่อตั้งมาแต่ปี 2552 โดยคนไทยชื่อ “วัฒนา เอ็บเบจช์”  หรือ “ป้าอุ๊ ไทยไทเกอร์” ที่อาศัยอยู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ป้าวัฒนา เอ็บเบจช์ เปิดเว็บไซต์ Konthai UK หลังการแตกพ่ายของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 ป้าอุ๊ต้องการให้เว็บไซต์นี้เป็นช่องทางการสื่อสารของคนเสื้อแดงที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ

ไม่เพียงเท่านั้นป้าอุ๊ยังสนับสนุนเรื่องเงินทองให้กลุ่มแดงอิสระหลายกลุ่ม จึงเป็นที่มาของชื่อ “ป้าอุ๊ ไทยไทเกอร์” ขวัญใจคนเสื้อแดง

ตอนที่ “จารุพงศ์” ก่อตั้งองค์กรเสรีไทย องค์กร Konthai UK ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก แต่ภายหลัง ป้าอุ๊ก็หันหลังให้จารุพงศ์ เพราะสู้ไม่จริง

ป้าอุ๊จึงหันมาหาพลพรรคส้ม..ตัดความสัมพันธ์แดงไร้สังกัดในเมืองไทย

แดงเดนตายไม่ร่วม

การเคลื่อนไหวของ “ส้มยุโรป” ที่ปารีส กลับไม่มี จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยในฟินแลนด์ และกลุ่มไฟเย็นที่อยู่ในฝรั่งเศสเข้าร่วม เหมือนเป็นคนละพวก

มีแต่ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ได้แวะไปสังเกตการณ์การทำกิจกรรมของส้มยุโรป 

จรรยาก็ไม่ได้เข้าร่วม เพราะคนละสาย

ตอนที่กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น ประกอบด้วย รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล (แยม ไฟเย็น), ไตรรงค์ สินสืบผล (ขุนทอง ไฟเย็น), นิธิวัต วรรณศิริ (จอม ไฟเย็น), ปริญญา ชีวินกุลปฐม (พอร์ท ไฟเย็นและวรวุฒิ เทือกชัยภูมิ (ดีเจตีโต้มาถึงกรุงปารีสกลางปีที่แล้ว ก็พยายามจัดกิจกรรมที่ลานอนุสาวรีย์แห่งนี้ แต่ไม่มีคนไทยเข้าร่วมเลย

กลุ่มไฟเย็นก็ไม่ได้เข้าร่วม

จริงๆ แล้ว พวกเขาก็อยู่ในฝรั่งเศส  แต่กลับไม่ได้ถูกเชิญให้ยกวงดนตรีไปแสดงในกิจกรรมดังกล่าว จึงสันนิษฐานว่ากลุ่มส้มยุโรป คงไม่อยากมีภาพของ “แดงฮาร์ดคอร์” มาแปดเปื้อนกลุ่มตัวเอง

จรัลมาสังเกตการณ์

ลึกๆ แล้ว แดงฮาร์ดคอร์กลุ่มนี้ก็ไม่ได้ชื่นชอบพรรคอนาคตใหม่ไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นแหลมคมที่ส้มหวานไม่กล้าฟันธง

ภาพการจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่ปารีส จึงไม่ต่างจากภาพการวิ่งไล่ลุงในสวนรถไฟ มีแต่คนชั้นกลาง หน้าใสๆ ต่างจากคนเสื้อแดง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415341?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่  7 กุมภาพันธ์ 2563

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:04 น.
สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน,ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 392 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่  7 กุมภาพันธ์ 2563  โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร ทั้งเวรเช้าเวรดึก ไม่คึกให้รู้ไป จัดข่าวแบบลึกๆมา บรรณาการคนอ่านทุกวัน

00000 ศึกสายเลือดระหว่าง รัฐบาล และ ฝ่ายค้าน มีกำหนดการ “รบแตกหัก” ในวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งสองฝ่ายจัดทัพจัดแถวกันเต็มพิกัด

00000 “พญาเสือ” เห็นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายค้านแล้ว บอกคำเดียวว่า งานนี้ถึงตาย ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต เพราะบังอาจไป กระตุกหนวด 3ป. โดยเฉพาะ ป.ประวิตร ที่ติดโผล้างตากันเป็นคนสุดท้าย

00000 ดังนั้น พลพรรคของลุงป้อม ย่อมอยู่เฉยไม่ได้ นอกจากองครักษ์ในสภาที่เป็น ส.ส. ที่คอยทำหน้าที่ตัดแข้งตัดขาฝ่ายค้าน อาทิ สิระ เจนจาคะปารีณา ไกรคุปต์ ใครจะช่วงชิงเป็นดาวประท้วงและดาวอภิปราย ให้รอฟัง นี่แค่หนังตัวอย่าง

00000 ในสภาว่า ดุเดือด แล้ว “พญาเสือ” ว่านอกสภาจะเดือดกว่า เนื่องจาก “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ ที่ปกติก็คอยทำหน้าที่ “โทรโข่ง” โต้ฝ่ายค้านแทนนายกฯ และรัฐบาล แต่ครั้งนี้ จัดตั้งกองกำลังพิเศษ เรียกว่า องครักษ์พิทักษ์นอกสภา ตอนนี้รวบรวมอดีต ส.ส. เป็นการรวมดาวกระจุย ได้แล้ว 20 คน ประกอบด้วย จำลอง ครุฑขุนทด, สุรพร ดนัยตั้งตระกูล, อำนวย คลังผา, ธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา, ทวี สุระบาล, บุญจง วงศ์ไตรรัตน์, สิทธิชัย จรูญเนตร, ฉลอง เรี่ยวแรง, เวียง วรเชษฐ์, พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ, ภิรมย์ พลวิเศษ, ธีระยุทธ วานิชชัง, นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ, พิกิฏ ศรีชนะ, ทศพล เพ็งส้ม, เอกภาพ พลซื่อ, สมเกียรติ ศรลัมพ์, รณฤทธิชัย คานเขต และ ประนอม โพธิ์คำ

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมาว่าจะมีการประชุมนัดแรก 15 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ เพื่อนำข้อมูลของฝ่ายค้าน ในยุคที่เป็นรัฐบาล มากางมาแชร์ว่า ฝ่ายค้านยุคโน้น ทั้งรัฐบาลทักษิณ และ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำอะไรไว้บ้าง

00000 เพราะเท่าที่เห็น 20 อรหันต์พิทักษ์ลุงตู่ แล้ว บอกคำเดียวว่า ฝ่ายค้านตาเหลือกแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้คืออดีต ส.ส.ของฝ่ายค้าน ดังนั้นคนเหล่านี้จึงรู้ไส้รู้พุง พรรคเพื่อไทย ทุกขด หลับตาลงจะเห็นภาพการลากไส้กันอย่างเมามัน

00000 “พญาเสือ” อยากให้ไปดูเฟซบุ๊ก “สมชาย แสวงการ” ที่โพสต์ระบุว่า มีอะไรบ้างที่หากรัฐบาลจะซักฟอกกลับฝ่ายค้าน รับรองว่า 3 วันไม่น่าจะพอ เพราะมันเยอะ อาทิ จำนำข้าว บ้านเอื้ออาทร ธนาคารกรุงไทย เอ็กซิมแบงก์ รถคันแรก น้ำท่วม 2554 ชายชุดดำ จำนำลำไย ปั่นหุ้น นี่ไม่นับรวมขายดาวเทียมให้ต่างชาติไม่เสียภาษี

00000 อย่างที่บอก “พญาเสือ” รู้ข่าววงในว่า หลังการอภิปราย นายกฯ ลุงตู่ จะถือโอกาส ปรับครม. โดยเอาผลงานของการอภิปรายเป็นหลักคิด หากข้าราชการเจ้าหน้าที่หน่วยไหน จัดทำข้อมูลตอบโต้ฝ่ายค้านไม่ทันการณ์ โอกาสจะถูกย้ายมี

00000 ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล จะต้องแสดงออกอย่างเป็น “เอกภาพ” ในการลงมติให้รัฐมนตรีทั้ง 6 คน เพื่อโชว์กายเปิดใจกันว่า จะอยู่ร่วมกันต่อไป หาก รัฐมนตรีทั้ง 6 คนได้คะแนนไว้วางใจไม่เท่ากัน จะตามไล่เบี้ยกันทีหลัง จะหาว่า ลุงตู่ ไม่เตือน 00000

ความงดงามที่สมบูรณ์แบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความงดงามที่สมบูรณ์แบบ

7 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:31 น.
โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่,น้ำใจ,คนไทย,ชาวจีน
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

ความงดงามที่สมบูรณ์แบบ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563

ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระในวันที่โลกกำลังกับเผชิญกับไวรัสร้าย “โคโรน่า” …ขอนอกเรื่องสักนิดเพื่อบอกเล่าถึงความดีงามมีน้ำใจของหญิงไทยคนหนึ่ง ด้วยใจคารวะ..ก่อนจะเขียนบทความนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นน้องที่ไม่พบพานกันมานานกว่า 30 ปีตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เมื่อพูดคุยกันเธอเริ่มเล่าเรื่องราวที่ประสบด้วยความสุขใจว่า “พี่วันนี้หนูช่วยชีวิตคนบนเครื่องบิน” จากนั้นเธอเริ่มแบ่งปันเรื่องราวดีๆ เป็นฉากๆ ว่า ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ อ.หาดใหญ่ ด้วยสายการบินในประเทศ แอร์สาวบนเครื่องบินประกาศขอความช่วยเหลือเนื่องจากผู้โดยสารในเครื่องมีอาการหน้ามืดใจสั่น ความดันลดเหมือนจะช็อก ท่ามกลางความแตกตื่นนั้น เธออาสาเข้าช่วยเหลือโดยใช้ประสบการณ์จากการเป็นพยาบาลกองทัพอากาศ จนสามารถกู้ชีวิตผู้โดยสารคนนั้นให้รอดปลอดภัย

อ่านข่าว…   นายกแพทยสมาคมฯวิเคราะห์ “ไวรัสโคโรน่า” ระบาดอีกนานแค่ไหน

ระหว่างที่เล่าเรื่องราวนั้น…ส่วนตัวสัมผัสได้ถึงความสุขใจที่เธอสามารถช่วยชีวิตผู้โดยสารคนนั้นได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันในฐานะผู้รับฟังก็รู้สึกดีใจและชื่นชมไปกับความดีงามที่เธอได้มอบให้เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่แหละความสวยงามของ “น้ำใจ” พรอันงดงามที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์บนโลกสีฟ้าตั้งแต่ถือกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำใจของ “คนไทย” ที่กำลังส่งตรงไปถึงคนจีนและคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส “โคโรน่า” ถือเป็นเรื่องราวที่น่าชื่นใจสุดๆ ในขณะนี้ เพราะนอกเหนือการรักษา การสกัดกั้นการแพร่กระจายของไวรัสร้ายที่ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วแล้ว “น้ำใจ” ยังเป็นน้ำทิพย์สุดวิเศษที่ช่วยให้เพื่อนบ้านของเรามีพลังใจในการต่อสู้กับสถานการณ์อันโหดร้าย ณ เวลานี้

ภาพคนไทยทั่วทุกหนแห่งบนแผ่นดินสยามอัดคลิปเสียงเป็นภาษไทยและภาษาจีน ถือป้ายข้อความให้กำลังใจไปถึงพี่น้องชาวจีนด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เป็นอะไรที่สุดจะบรรยายด้วยคำพูดใดๆ ขณะเดียวกันยังมีความซาบซึ้งส่งกลับมาถึงคนไทย เมื่อในโลกโซเชียลปรากฏภาพ “ชาวจีน” ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเดินชูแผ่นกระดาษเขียนด้วยลายมือ ความว่า “ขอโทษคนไทยที่เราเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายอันเกิดมาจาก ไวรัสร้ายโคโรน่า” ด้วยความถ่อมตนและสำนึกเสียใจ

เหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้น กลายเป็น “ไวรัล” ในโลกโซเชียลมีเดียที่มีผู้คนทั่วโลกตามกดไลค์กดแชร์ด้วยความซาบซึ้งต่อการกระทำอันเป็นน้ำมิตรของคน 2 ประเทศ แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ “น้ำใจ” อันเลิศล้ำที่คน 2 ชาติส่งต่อให้กันด้วยจิตบริสุทธิ์…ตรงนี้ต่างหากที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่น่าเชิดชูอย่างยิ่ง เพราะในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ การจะมานั่งจับผิด ให้ร้าย ปิดกั้นหรือแสดงความรังเกียจผู้คนที่กำลังเผชิญทุกข์ยาก เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะการบูลลี่ เล่าความเท็จ สร้างข่าวลวงเพื่อซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย ถือเป็นสิ่งไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

ผลแห่งความเป็นมิตรแท้ของพี่น้องไทย-จีน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและจดจำไปตลอด แต่ในความมี “น้ำใจ” ที่เกิดขึ้นใช่ว่าเราจะตั้งอยู่ในความประมาทได้…เพราะไวรัส “โคโรน่า” ถือเป็นมหันตภัยร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนไปทั่วโลก ดังนั้นมาตรการรักษา สกัดกั้นต่างๆ ที่สร้างความมั่นใจให้แก่คนในชาติและนานาประเทศ ต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น รัดกุม พร้อมกับการให้ความรู้แก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับน้ำใจอันแสนดีงามที่คนไทยรวมใจส่งพลังไปถึงชาวจีนทุกคน…นี่ต่างหากคือ “ความงดงามที่สุดแสนจะสมบูรณ์แบบ”

ศึกซักฟอกอลเวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกซักฟอกอลเวง

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:30 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,ซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
เปิดอ่าน 2,371 ครั้ง

ศึกซักฟอกอลเวง โดย สถิตย์ ธรรม

ต่างบ้านต่างเมืองกำลังเผชิญสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาด ทำให้เห็นทุกฝ่ายผนึกกำลังความร่วมมือในการคิดค้นวิจัยหาสูตรยา สร้างภูมิคุ้มกันให้พี่น้องประชาชนได้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ มีการแสดงถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกันปรารถนาให้เหตุร้ายผ่านพ้นไปด้วยดี

อ่านข่าว… เป้าถูกซักฟอก นายกฯเตรียมข้อมูลสู้ศึกอภิปราย

ทว่า ตัดภาพกลับมาบ้านเราสิครับ โดยเฉพาะฟาก “นักการเมืองไทย” คงสาละวนอยู่กับ “ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำอยู่เลย เพราะนับตั้งแต่เปิดสภาเมื่อปีที่แล้ว ระหว่างการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จนมีการลงมติเป็นที่เรียบร้อย

ตอนนั้น ประธานวิปฝ่ายค้านไปจนถึงท่านผู้แทนค่ายส้มหวาน ทิ้งท้ายในสภาคนละหมัดสองหมัด บอกว่า การอภิปรายในสภาที่ผ่านมาแค่วอร์มอัพ โดยหมัดน็อกของจริงขอให้รอการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยจะฉายหนังซ้ำว่าด้วยท่านผู้นำในร่างหัวหน้า คสช. ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งโดยมิชอบอีกรอบ

ดูเป็นอะไรที่ป่าวประกาศกันไว้ตั้งแต่ปีกระโน้น แต่ไหงเกิดรายการชักเข้าชักออก เอาแน่เอานอนไม่ได้สักที จากปลายปีที่แล้วลากมาถึงวานนี้ ต้องมานั่งถกวันอภิปรายกันอีกรอบ มีผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวิปรัฐบาล ตัวแทนครม. โดยมีท่านประธานสภา ชวน หลีกภัย นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน

ผลการหารือ ก็ยังเป็นการยื่นเงื่อนไขต่อรองกันอยู่ หะแรกฝ่ายค้านขอกำหนดวันอภิปรายระหว่างวันที่ 19–21 กุมภาพันธ์ ฝ่ายรัฐบาลก็บอกว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีรัฐมนตรีติดภารกิจราชการ เช่น ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ หนึ่งในบัญชีดำของฝ่ายค้าน ท่านก็ติดราชการต่างประเทศในช่วงวันเวลาดังกล่าว จึงเสนอให้เลื่อนไปอภิปรายระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ ฝ่ายค้านก็ยังไม่ยอมอีก ขอขยายเพิ่มเป็นวันที่ 24 -27 กุมภาพันธ์ แล้วไปลงมติไม่ไว้วางใจในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยให้เหตุผลว่ามีผู้แทนพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อคิวขออภิปรายยาวเป็นหางว่าว เลยต้องขอวันอภิปรายมากหน่อย

การกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ไปถึงวันไหน

แม้อยากได้คืบจะเอาศอก อยากได้ศอกจะเอาวา ยังไงต้องหาทางจบได้แล้วนะครับ เพราะอย่าลืมว่า พระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งที่ 2 กำหนดออกมาแล้วเป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ฉะนั้นโปรโมชั่นตามเทศกาล “เปิดวาล์วน้ำลายให้ออกมาพ่นๆ จนท่วมสภา” จัดให้ท่านผู้แทนได้ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น จากนั้นปิดเทอมยาวลงพบปะประชาชน

แค่การเคาะวันอภิปรายยังมึนตึ้บ มิพักกล่าวถึงการตั้งญัตติอภิปราย แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมมาก่อนแล้ว มีการหารือครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนจะมีแค่พรรคเพื่อไทยที่ดูเป็นตัวตั้งตัวตีอยู่พรรคเดียว มิใช่พรรคอื่นเกรงใจในความเป็นพรรคแกนนำหรอกครับ แต่ปรากฏว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดไม่มีความเป็นเอกภาพ

นอกจากพรรคการเมืองที่อยู่ในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อย่างพรรคเศรษฐกิจใหม่ สมาชิกส่วนใหญ่ประกาศจุดยืนไม่เป็นฝ่ายค้าน ปล่อยให้ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เล่นเกมแทงกั๊กเหยียบเรือสองแคมอยู่คนเดียว

ยังมีพรรคที่มีหัวหน้าเป็น ผู้แทนนอกสภา ถนัดเล่นเกมการเมืองข้างถนนปลุกระดมมวลชนไปวันๆ อีกเป็นไปตามสไตล์พรรคอีโก้สูง สรรหาเรื่องหาเรื่องราวร้องทุกข์จากเครือข่ายมวลชนเคลื่อนไหวสร้างประเด็นมายัดใส่ในที่ประชุมกรรมาธิการแต่ละคณะที่พรรคตนมีโควตาอยู่ ด้วยการใช้เป็นเวทีสร้างข่าวถล่มโจมตีรัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งดูเป็นวิธีอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ต้องไปรอหารือร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านอื่นๆ

ไม่แปลกหรอก ที่เนื้อหาญัตติอภิปราย 6 รมต. ซึ่งถูกกำหนดจาก “คนเกาะรั้วสภา” มีส่วนเข้ามายกร่างสรรหาวาทกรรมระดับเฮทสปีชตราหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม “เป็นผู้ไม่ยึดมั่นต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู…” (เนื้อหาส่วนหนึ่งในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ) นี่แค่ยังไม่ถึงวันอภิปราย ก็มีการเรียกร้องให้ปรับแก้ไขเนื้อหาญัตติกันแล้ว เพราะมองว่ามีถ้อยคำเป็นเท็จ เหมือนญัตติหลอกด่าของนักเลงหัวไม้ข้างถนน

ถึงวันอภิปรายในสภาคงประท้วงกันน่าดู แล้วประชาชีอย่างเราท่าน จะหาสาระข้อเท็จจริงผ่านการตรวจสอบพฤติกรรมรมต.โดยท่านผู้แทนฝ่ายค้านได้อย่างไรเล่า

นัยแสดงพลังพิทักษ์ “นาย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นัยแสดงพลังพิทักษ์ “นาย”

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:50 น.
สมคิด จาตุศรีทักษ์,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ลุงตู่
เปิดอ่าน 736 ครั้ง

นัยแสดงพลังพิทักษ์ “นาย”

นายสมคิด จาตุศรีทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นัดหมายอย่างปัจจุบันทันด่วนเพื่อพบปะหารือกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อนที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์นี้ นายสมคิด จึงได้นัดพบปะกันที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กลางใจเมือง กทม.

อ่านข่าว…. สมคิด ดิ้นควงสุริยะ-สมศักดิ์กินข้าว ต่ออายุ สุวิทย์ นั่งรมต.

งานนี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำบิ๊กเนมก๊วน “สามมิตร” กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง โดยสามมิตรเข้าร่วมหารืออย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลานรักของนายสุริยะ

การพบปะดังกล่าวมี ส.ส.มาปรากฏตัวประมาณ 40 คน เช่น นายภิญโญ นิโรธ ส.ส.นครสวรรค์ นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชร นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี นายพยม พรมเพชร ส.ส.สงขลา นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส

ส.ส.กทม. 5 คน ประกอบด้วย นางกรณิศ งามสุคนรัตนา น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ น.ส.ภาดา วรกานนท์ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ นายศิริพงษ์ รัสมี

โต๊ะอาหารบิ๊กเนม ประกอบด้วย นายสมคิด นายอุตตม นายสุริยะ นายสมศักดิ์ นายอนุชา นอกจากนี้ยังมีรุ่นเล็กอย่าง นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลูกชาย “พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 2 จ.กำแพงเพชร โดยนายสมคิด พูดกับนักการเมืองรุ่นหลานว่ากำแพงเพชรจะต้องเอาให้ได้ ขณะที่นายอุตตม เสริมว่า พวกเราจะต้องลงไปช่วยด้วย

สำหรับการพบกันครั้งนี้เดิมทีคิดว่าจะเป็นการพูดคุยกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทว่ากลับไม่เป็นไปเช่นนั้น เพราะเป็นเพียงการมาร่วมโต๊ะอาหารกันเท่านั้น ซึ่งจุดประสงค์หลักของการเจอกันครั้งนี้แท้จริงแล้วเป็นเพียงการแสดงพลังให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาล เห็นถึงความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นั่นเพราะ “บิ๊กตู่” กำชับนายสมคิด กลางวงประชุม ครม.เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ให้ช่วยตอบการอภิปรายจากฝ่ายค้านในประเด็นด้านเศรษฐกิจ แม้จะยืนยันว่าไม่รู้สึกหนักใจที่ถูกอภิปรายก็ตาม และนั่นเป็นเหตุผลที่นายสมคิด จะต้องแสดงออกเพื่อสร้างความมั่นใจกันให้ “บิ๊กตู่”

นายสมคิด กล่าวระหว่างร่วมโต๊ะอาหารว่า ได้รับปาก “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าต้องการอะไรให้บอก “สมคิด” ดังนั้นนายสมคิดจะเป็นผู้จัดให้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนข้อมูล บุคลากร องครักษ์ และอื่นๆ และการนัดพบปะครั้งนี้ นายสมคิดก็ต้องการสื่อให้เห็นว่าคนในพรรคพลังประชารัฐ มีความตื่นตัวต่อการอภิปรายครั้งนี้อย่างมาก

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ได้เตรียมความพร้อมการอภิปรายต่ออย่างเนื่อง โดยจัดให้มีคนประท้วงเมื่อฝ่ายค้านเล่นนอกบท หรือโจมตีรัฐบาลอย่างหนัก นอกจากนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จะจัดสัมมนา ส.ส.เพื่อซักซ้อมก่อนการอภิปรายด้วย

สำหรับการรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ อีกนัยสำคัญคือ ผลที่จะเกิดขึ้นหลังการอภิปราย นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรี นั่นจึงทำให้ “กลุ่มสามมิตร” ตื่นตัวเป็นพิเศษ จึงได้ขนกันมาตั้งแต่บิ๊กเนมไปจนถึงส.ส.ในสังกัด เพื่อแสดงออกให้ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” เห็นว่า “สามมิตร” มีทั้งขุนพลและความพร้อมที่ช่วย พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร อย่างเต็มที่

วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:45 น.
วันพิพากษา,พลอเปรม ติณสูลานนท์,วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ,นปก,นปช
เปิดอ่าน 912 ครั้ง

วันพิพากษา บุกบ้านสี่เสาฯ คอลัมน์… Special Report

ภายหลังที่ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550

อ่านข่าว…  ชี้ชะตา 4 นปช. บุกบ้านป๋า

จำเลยในคดีนี้ มีชื่อแกนนำ นปช.คนสำคัญ ตั้งแต่ นายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แต่เมื่อถึงเวลานัด นายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นพ.เหวง นายวิภูแถลง ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยต่อสู้คดี พร้อมยื่นคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ทำให้ศาลพิจารณาส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพื่อพิจารณามีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอีกครั้ง

หากย้อนไปในเหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 โดยแกนนำ นปช. ที่ใช้ชื่อในขณะนั้นว่า “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ” หรือ “นปก.” จำนวน 15 คน พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมหลายพันคน ได้เคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวง ไปปิดล้อมบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งเป็นบ้านพักรับรองของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ภายหลังกลุ่ม นปก.เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

สถานการณ์ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแกนนำ นปก.ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งไว้บนรถบรรทุก ปราศรัยโจมตีผู้เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารในครั้งนั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามกดดันให้แกนนำยุติการชุมนุมทั้งหมด ตั้งแต่มาตรการขั้นเบาไปหาหนัก เพื่อเข้าไปจับแกนนำผู้ชุมนุมที่อยู่บนรถปราศรัย จนกระทั่งมีการใช้แก๊สน้ำตา แต่ไม่ทำให้สถานการณ์การชุมนุมยุติลงได้

เหตุการณ์เริ่มบานปลายจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายนพรุจ หรือนายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้สำเร็จ ส่วนแกนนำ นปก.คนอื่นได้ให้ผู้ชุมนุมล่าถอยกลับไปที่ตั้งเดิมที่ท้องสนามหลวงอีกครั้ง เหตุการณ์ปะทะในครั้งนั้นมีเจ้าหน้าที้ตำรวจและผู้ชุมนุม ได้รับบาดเจ็บไปหลายราย ขณะเดียวกันพื้นที่ใกล้เคียงรอบบ้านบ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้รับความเสียหายเช่นกัน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งข้อหาซ่องสุมเกินกว่า 10 คน ต่อแกนนำ นปก. ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ซึ่งทั้งหมดได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา

แต่ขณะนั้นอัยการได้พิจารณาสำนวนคดี และสั่งไม่ฟ้องแกนนำ นปช. เนื่องจากผู้ต้องหาได้ยื่นหลักฐานเอกสารร้องขอความเป็นธรรมให้อัยการพิจารณา จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง และส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้ว แต่แล้ว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น กลับความเห็นแย้งให้ฟ้องผู้ต้องหา และส่งความเห็นแย้งให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด

กระทั่งอัยการสูงสุด มีความเห็น “ชี้ขาด” สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นตามความเห็นแย้งของ ผบ.ตร. โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องแกนนำ นปช. 10 คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นประกอบด้วย

1.นายวีระ มุสิกพงศ์ 2.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3.นายจักรภพ เพ็ญแข 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 5.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 6.นพ.เหวง โตจิราการ 7.พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย 8.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย 9.นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ และ 10.นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

พร้อมส่งฟ้องผู้ร่วมชุมนุมก่อความวุ่นวายอีก 5 คน ในข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ประกอบด้วย 1.นายบรรจง สมคำ 2.ม.ล.วีระยุทธ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา 3.นายศราวุธ หลงเส็ง 4.นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน และ 5.นายวันชัย นาพุทธา

กระทั่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 ศาลอุทธรณ์ได้สั่งจำคุก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุสิกพงศ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 2 ปี 8 เดือน โดยจำเลยประกันตัวออกไปยื่นต่อศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำ อ.3531/2552

จนมาถึงวันสำคัญ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา คดีดำเลขที่ 3531/2552 ในคดีแกนนำ นปช.ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ภายหลังจากเลื่อนการอ่านคำพิพากษาจากวันที่ 23 กันยายน 2562 เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นแกนนำ นปช. 4 คน ยื่นคำร้องขอ “กลับคำให้การ” ใหม่เป็นรับสารภาพ

เป็นอีกหนึ่งคดีชุมนุมทางการเมืองที่รอผลพิพากษาจากศาล จากเหตุการณ์ชุมนุมกลุ่ม นปช.เมื่อ 12 ปีที่แล้วจะได้รับผลแห่งการกระทำเช่นไร

กล้วยไข่หวาน ‘สมศักดิ์’ เคี้ยว เด็กเก่าค่าย ‘พท’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กล้วยไข่หวาน ‘สมศักดิ์’ เคี้ยว เด็กเก่าค่าย ‘พท’

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:15 น.
สมศักดิ์ เทพสุทิน,ทีมชากังราว,เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
เปิดอ่าน 2,113 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ก.พ.63

**************************

ในที่สุด “กลุ่มสามมิตร” ได้นัดรวมพลกันอีกครั้ง เพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นำโดย สมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มี ส..พลังประชารัฐ สายสามมิตรเข้าร่วม 40 คน พร้อม สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย

สุริยะ” บอกว่า การรวมตัวของ ส..กลุ่มสามมิตร ไม่เกี่ยวกับการแสดงพลังในการปรับ ครมหลังศึกซักฟอก แต่มารวมตัวเพื่อช่วยเหลือลุงตู่ ลุงป้อม และรัฐมนตรีตอบโต้ฝ่ายค้าน เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจจบลง กลุ่มสามมิตรก็จะสลายตัว

ก่อนจะถึงศึกซักฟอก กลุ่มสามมิตรยังมีภารกิจช่วยหาเสียงให้แก่ผู้สมัคร ส..พลังประชารัฐ ในสนามเลือกตั้งซ่อม กำแพงเพชร เขต 2

เด็กเก่าสมศักดิ์

วันก่อน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แจ้งว่า พรรคพลังประชารัฐได้ตั้ง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมเขต กำแพงเพชร

ถัดมา “สมศักดิ์” ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ข้อมูลเบื้องต้น ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ ได้หมายเลข ส่วนเบอร์ เป็นพรรคเล็กที่อาจไม่มีความแข็งแรงเท่าไรนัก ขณะที่เบอร์ คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยจะเป็นผู้สมัครเก่าของตน

สมศักดิ์ เทพสุทิน

คำว่า “เบอร์ คือพรรคเพื่อไทย” หมายถึง “กัมพล ปัญกุล” อดีตรองนายก อบจ.กำแพงเพชร โดยช่วงกลางปี 2561 สมศักดิ์ในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตร ได้เดินทางไปเสาะหาผู้ร่วมอุดมการณ์มาสังกัดกลุ่มตัวเอง

ที่กำแพงเพชร สมศักดิ์คัดเลือกทีมผู้สมัคร ส..ไว้ คนคือ ศิริสิทธิ์ พันธ์นรา อดีตนายอำเภอเมืองกำแพงเพชรกัมพล ปัญกุล และธานันท์ หล่าวเจริญ อดีตผู้สมัคร ส..กำแพงเพชร สำหรับกัมพลนั้น รู้จักสมศักดิ์มาแต่สมัยที่ “กลุ่มมัชฌิชา” สังกัดพรรคภูมิใจไทย

เมื่อ วราเทพ รัตนากร นำทีมชากังราว มาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ทีมผู้สมัคร ส..กำแพงเพชร ของกลุ่มสามมิตร จึงต้องถอยทัพ โดยกัมพลและธานันท์ ต้องผิดหวังอย่างแรง และหันไปสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ เพราะตัั้งใจจะลงสมัครผู้แทนให้ได้

จึงไม่น่าแปลกที่พลังประชารัฐ มอบให้ “สมศักดิ์” เป็นแม่ทัพเลือกตั้งซ่อม..เพราะรู้ไส้รู้พุง “เบอร์ เพื่อไทย” เป็นอย่างดี

มวยรองต้องสู้

พลันที่ กัมพล ปัญกุล นายกสมาคมพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร และรองนายก อบจ.กำแพงเพชร สมัยที่ จุลพันธ์ ทับทิม เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร หัวคะแนนเมืองชากังราวบางกลุ่ม ก็โพสต์เฟซบุ๊กเชียร์ “รองจอม สู้ๆๆ” แต่ก็มีบางกลุ่มโพสต์ว่า “ไม่น่าเลย คนละพรรคแต่พวกเดียวกัน”

อย่างว่าแหละ พื้นที่เลือกตั้งกำแพงเพชรมี เขต และ ส..ก็ผูกขาดอยู่ใน “กลุ่มชากังราว” เลยทำให้นักการเมืองท้องถิ่นบางกลุ่ม ก็อยากโต จึงต้องหาทางไป

กัมพล ปัญกุล

ตอนเลือกตั้ง 2562 เมื่อไม่มีที่ยืนในพลังประชารัฐ กัมพล ปัญกุล และธานันท์ หล่าวเจริญ ก็ย้ายไปพรรคไทยรักษาชาติ โดยธานันท์​ ลงสมัคร ส..เขต และกัมพลไปอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 69 เมื่อพรรค ทษช.ถูกยุบ ฝันก็สลาย

จังหวะโอกาสมาถึง เพื่อไทยไม่มีตัวผู้สมัคร ส.. “รองจอม” ก็เลยขอลองสู้ศึกสักครั้ง แพ้ก็ไม่เสียหาย

แม่พาลูกหาเสียง

เหมือนรู้ตัวล่วงหน้า ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ พาลูกชาย “พูม” เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ออกงาน ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เรียกว่า ไวพจน์ไปงานไหน ก็หนีบลูกชายไปแนะนำตัวด้วย เพราะรู้ดีว่า ลูกชายอายุยังน้อย ประสบการณ์การเมืองไม่มาก เป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งโจมตีได้

อุดมรัตน์ พาลูกชายหาเสียง

เมื่อสุดท้ายตัวเขาไม่อยู่ในเมืองไทย จึงเป็นหน้าที่ของคู่ชีวิต “อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์” ผู้ยืนเคียงข้างไวพจน์มาตลอด ตั้งแต่สมัยการเมืองท้องถิ่น จนถึงเวทีผู้แทน เมื่อเลือกตั้งปี 2554 ไวพจน์ส่งอุดมรัตน์ เป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทนตัวเขาที่มีคดีความการเมืองติดตัว

เพชรภูมิ ลุยแทนพ่อ

วันนี้ อุดมรัตน์ได้พาลูกชาย “พูม” ออกเคาะประตูบ้าน ร่วมกับลูกสาวคนโต “พรีส” พิชญา อาภรณ์รัตน์ ซึ่งพรีสช่วยงานหาเสียงให้พ่อไวพจน์มาหลายสมัย อุดมรัตน์เชื่อมั่นว่า คนกำแพงเพชรเขต จะรักลูกชายของเธอ เหมือนรักไวพจน์

ทีีมชากังราว พร้อมหนุนลูกไวพจน์

ส่วนทีมชากังราว ทั้งวราเทพ รัตนากรปริญญา ฤกษ์หร่าย ส..กำแพงเพชร เขต และอนันต์ ผลอำนวย ส..กำแพงเพชร เขต พร้อมด้วย สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส..ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมหนุนลูกไวพจน์

อย่างที่ทราบกัน ศึกนี้มีเรื่องกินใจใน “พวกเดียวกัน” จึงให้แม่ทัพไก่ชนอย่างสมศักดิ์มาดูแลแทนกลุ่มชากังราว 

ตั้ง “ทีมองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ”วัฒนธรรมการเมืองคู่ศึกซักฟอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้ง “ทีมองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ”วัฒนธรรมการเมืองคู่ศึกซักฟอก

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:30 น.
องครักษ์พิทักษ์นายกฯ,ลุงตู่,ซักฟอก
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

ตั้ง “ทีมองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ”วัฒนธรรมการเมืองคู่ศึกซักฟอก คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…  ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ , ปกรณ์ พึ่งเนตร

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นควบคู่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแทบทุกยุคทุกสมัย ก็คือการตั้ง “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” หรือพิทักษ์แกนนำรัฐบาลคนอื่นๆ ที่โดนฝ่ายค้านยื่นอภิปราย

อ่านข่าว… ส่ององครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล
ศึกซักฟอกหนนี้ก็เช่นกัน นายสุชาติ ชมกลิ่น ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ​ ประกาศตัวระดม ส.ส. เพื่อจัดทีมคอยลุกขึ้นประท้วง ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบโต้ฝ่ายค้าน กรณีอภิปรายนอกประเด็น เพื่อตัดบทให้การอภิปรายเข้าสู่สาระสำคัญและสร้างสรรค์จริงๆ โดยเน้นปกป้องนายกฯ และรองนายกฯ ซึ่งหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สองแกนนำสำคัญของรัฐบาล เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านใช้เวทีสภาตีกินรัฐบาลได้

นายสุชาติ ถึงกับบอกว่าถ้าฝ่ายค้านอภิปรายล่วงล้ำก้ำเกินถึงผู้ใหญ่ 2 ท่านนี้ จะลุกขึ้นประท้วงด้วยตัวเอง แม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยลุกขึ้นต่อว่าใครในสภาเลยก็ตาม

ทีมงานส.ส.ที่นายสุชาติพูดถึงในทางการเมืองเรียกว่า “องครักษ์” ทำหน้าที่พิทักษ์แกนนำรัฐบาลบางคน ถ้าเป็นนายกฯ ก็จะเรียกว่า “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” บางทีก็ใช้ชื่อเลย เช่น “องครักษ์พิทักษ์ชวน” หมายถึงทีมส.ส.ที่ทำหน้าที่ลุกขึ้นประท้วงปกป้อง นายชวน หลีกภัย ในสภา สมัยที่ทำหน้าที่นายกฯ เป็นต้น

การจัดทีมส.ส.เอาไว้แบบนี้มีในศึกซักฟอกแทบทุกยุคทุกสมัย และส่วนใหญ่จะเป็นการจัดทีม “องครักษ์” เอาไว้ “พิทักษ์นายกฯ” เป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายค้าน เนื่องจากหากนายกฯ ลาออก หรือแพ้โหวต ก็จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ต้องพ้นไปทั้งคณะทันที

ฉะนั้นนายกฯ จึงกลายเป็น “กล่องดวงใจ” ของรัฐบาล และต้องจัดทีม “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” กันตลอด จนบางครั้งเหมือน “ไข่ในหิน”

การจัด “ทีมองครักษ์” เฟื่องฟูเป็นพิเศษในยุครัฐบาลเลือกตั้ง เพราะถ้าเป็นรัฐบาลทหาร หรือผู้นำเป็นทหารในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ส.ส.มักไม่กล้าอภิปรายโจมตีนายกฯ มากนัก ผิดกับในยุคเลือกตั้งที่ ส.ส.มักจัดหนักผู้นำรัฐบาล จนต้องตั้ง “องครักษ์” ขึ้นมาพิทักษ์กัน และลุกลามไปถึงการอภิปรายงบประมาณ รวมทั้งการแถลงนโยบายด้วย ไม่ใช่แค่ศึกซักฟอกเท่านั้น

“ทีมองครักษ์” ที่ทำงานเข้าเป้าจนเป็นที่กล่าวขานก็คือ “องครักษ์พิทักษ์ชวน” ในยุคที่นายชวนเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 สมัย ทีมองครักษ์ส่วนใหญ่ก็เป็นส.ส.ใต้ด้วยกัน หรือแม้แต่ ส.ส.บ้านเดียวกันก็มี

สำหรับนายชวน ถือเป็นนักการเมืองมากบารมี จึงมีองครักษ์เยอะ และปัจจุบันแม้จะทำหน้าที่ประธานสภาก็ยังมี “องค์รักษ์พิทักษ์ประธานชวน” ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการทำหน้าที่ของทีมเลขานุการประธานสภาที่คอยออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ทางการเมืองแทนประธานชวน

ความสำเร็จของ “ทีมองครักษ์” คือการเตะตัดขาสกัดไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้สะดวก แต่ความสำเร็จนี้มักต้องแลกกับการถูกด่าโดยประชาชน โดยเฉพาะคอการเมืองที่ต้องการฟังการอภิปรายอย่างราบรื่นแต่กลับต้องมาสะดุดเพราะทีมองครักษ์

นอกจากนั้นในระยะหลังๆ อย่างในยุคนายทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจ รวมไปถึงยุคนายทักษิณหมดอำนาจไปแล้ว การทำหน้าที่ “ประท้วงแทนคนแดนไกล” ยังถูกแซวว่าเป็นการ “ประท้วงเพื่อวางบิล” หมายถึงการทำหน้าที่แบบมีผลประโยชน์แอบแฝงนั่นเอง

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า การตั้งทีมองครักษ์ไม่ใช่เรื่องแปลก ถือเป็นเทคนิคทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ใช่เทคนิคแปลกใหม่อะไรด้วย เพราะการตั้ง “องครักษ์พิทักษ์รัฐบาล” มีมาตั้งแต่ปี 2475 หรือตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองกันเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร และส.ส.ไม่มีบทบาทมากนัก การตั้งองครักษ์ก็จะไม่ค่อยเข้มข้น ไม่เหมือนสภาเลือกตั้ง

หากมองย้อนกลับไปการต่อสู้ในสภามีความเข้มข้นมากขึ้นตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา หลังหมดยุคประชาธิปไตยครึ่งใบที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้นำประเทศ แม้หลังจากนั้นจะยังมีการรัฐประหารซ้ำอีกหลายครั้งแต่ก็ถือว่ามีสภาเลือกตั้งวนมาเรื่่อยๆ เกมในสภาจึงเข้มข้น

ในความเห็นของอาจารย์ยุทธพร อาจารย์บอกว่าการตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลถือว่ามีความจำเป็น และเป็นส่วนสำคัญในการแก้เกมในสภา เพราะหากปล่อยให้ฝ่ายค้านพูดเพียงฝ่ายเดียวก็อาจนำทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จมาปะปนกล่าวหารัฐบาล ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะการประชุมสภามีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ฉะนั้นจึงต้องมีทีม ส.ส.ที่ทำหน้าที่หยุดอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่อาจารย์ยุทธพรก็เสนอว่าทีมองครักษ์ที่ตั้งขึ้นไม่ว่าจะเป็นส.ส.ฝ่ายไหน ควรถ่วงดุลให้เกิดความเหมาะสม ที่สำคัญการทำงานต้องคำนึงถึงความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย ไม่ใช่มุ่งแต่ปกป้องกันเอง นอกจากนั้นฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่ควรกลัวการอภิปรายมากเกินเหตุ เพราะฝ่ายตนก็มีโอกาสชี้แจง ฉะนั้นควรปล่อยให้พูดในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ขณะที่ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า มองคล้ายๆ กันว่า การตั้ง “องครักษ์” ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นสีสันทางการเมือง แต่คนที่จะมาทำหน้าที่ “องครักษ์” จำเป็นต้องรู้ข้อกฎหมายและระเบียบข้อบังคับการประชุมด้วย ไม่ใช่ลุกขึ้นประท้วงอย่างเดียว เพราะนอกจากจะส่งผลเสียต่อตัวเองแล้วยังอาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาด้วย

อาจารย์สติธร ยังมองว่า การตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลมีความจำเป็นเพื่อเบรกผู้อภิปรายที่กำลังนอกประเด็น หรือลามไปเรื่องส่วนตัว หรือพูดไม่เข้าเนื้อหาสาระ เน้นเพียงวาทกรรม แต่องครักษ์ก็ต้องทำหน้าที่อย่างถูกช่วง ถูกเวลาด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการประท้วงแบบสะเปะสะปะ แล้วทำให้คนที่ติดตามการอภิปรายรู้สึกรำคาญมากกว่าจะชื่นชม

ที่สำคัญการมีองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะสุดท้ายคนที่ต้องตอบคำถามในสภาก็ยังเป็นตัวรัฐมนตรีอยู่ดี

มีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าแปลกก็คือบรรดาผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่ได้รับการพิทักษ์จากองครักษ์มักไม่ค่อยจะยอมรับว่ามีการจัดทีมองครักษ์เอาไว้พิทักษ์ตนเอง เช่น ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกล็อกเป้าอภิปรายก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องที่มีการจัดทีม “องครักษ์” พิทักษ์ตนเอง ทั้งๆ ที่คนออกมาประกาศคือ นายสุชาติ ประธาน ส.ส.พลังประชารัฐ ซึ่ง “บิ๊กป้อม” เองก็เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค

ก็ต้องรอดูว่า “องครักษ์พิทักษ์ตู่-ป้อม” จะทำงานสำเร็จ ปกป้อง “นาย” จากการถูกโจมตีได้เหมือนองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ในอดีตหรือไม่ โดยเฉพาะในยุคที่บ้านเมืองมีสื่อกระแสแรงมากมาย ใครๆ ก็สามารถอภิปรายซักฟอกนอกสภาได้ และอาจจะแรงกว่าในสภาเสียด้วยซ้ำ