คลุกวง วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415070?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวง วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์  2563

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:13 น.
สามมิตร,ลุงตู่,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 311 ครั้ง

คลุกวง วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์  2563  โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร หาข่าวคม ข่าวชัด ข่าวลึก มาบรรณาการคนอ่าน ไม่มีเฟคนิวส์ล้านเปอร์เซ็นต์

อ่านข่าว…  “สามมิตร” เรียก 40 ส.ส. รับมืออภิปราย

00000 ใกล้เข้ามาอีกนิด ชิดเข้ามาอีกหน่อย ศึกซักฟอกรัฐบาลจะระเบิดขึ้น “พญาเสือ” จับยามสามตา แว่วว่าน่าจะได้ฤกษ์ กะซวก กัน วันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ก่อนจะปิดสมัยประชุม 28 กุมภาพันธ์

00000 หากเป็นไปตามนี้ เท่ากับว่า ศึกซักฟอก เกิดหลังการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ คดีเงินกู้ 191 ล้าน ที่ กกต.มีมติยุบพรรคแล้วชงให้ศาลวินิจฉัยต่อ ที่เคาะวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้

00000 หวยจะออกทางไหน “พญาเสือ” ไม่อยากคาดเดา แต่ผู้สันทัดกรณีบอกว่าเดาทางศาลรัฐธรรมนูญไม่ถูก อาจออกได้ทุกทางที่มีทางออก ทั้งยุบและไม่ยุบ หรือยุบและตัดสิทธิ์ หรือไม่ยุบแต่ตัดสิทธิ์ ได้ทั้งนั้น

00000 “พญาเสือ” มองตามข้อกฎหมายไม่ว่าออกทางไหนล้วนกระทบต่อการอภิปรายของพรรค อนาคตใหม่ เพราะหากตัดสิทธิ์ ส.ส. เท่ากับ ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะไม่สามารถอภิปรายได้ โดยเฉพาะ “ดาวสภา” อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช เป็นต้น

00000 ประเด็นต่อมา หากมีการ ยุบอนาคตใหม่ หมายความว่า ส.ส.อนาคตใหม่ จะต้องหาพรรคใหม่สังกัด ช่วงชุลมุนแบบนี้เราอาจได้เห็นเสียงโหวตหนุนรัฐมนตรี โหวตไว้วางใจท่วมท้นกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องนี้อาจอึ้งกันไปเลย

00000 “พญาเสือ” เห็นบรรยากาศงานเลี้ยงที่โรงแรมสุโกศลของ พรรคพลังประชารัฐ แล้ว นักข่าวตกใจว่า “สามมิตร” จับมือ พปชร. แต่ความจริงคือเขาจับมือกันมานานแล้ว วันนี้ใน พปชร. มีการสลายแล้วรวมกัน

00000 เพราะที่ผ่านมาการให้ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ “ผู้กองธรรมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คุมส.ส.นั้น คุมเกมในสภาไม่อยู่ สภาล่ม 2 ครั้งติด

00000 นายกฯ ลุงตู่ เลยไหว้วาน “ลุงกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไปเคลียร์ใจกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน จนกลายเป็นที่มาของการรวมกันในครั้งนี้ คือ สมศักดิ์ กับ สุริยะ เหมือน รัก-ยม สุริยะ ถนัดธุรการ ส่วน สมศักดิ์ ถนัดงานการเมือง เมื่อรวมกันทำให้เกมในสภาไหลลื่น พิสูจน์ได้จากองค์ประชุมกรณีลงมติญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษา มาตรา 44 ล่ม

00000 ฉะนั้นที่เห็นภาพ พปชร.และสามมิตร ไปกินข้าวกันนั้นมีภารกิจเพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถามว่าหลังอภิปรายอะไรจะเกิดขึ้นตอบคือ ปรับ ครม.

00000 เชื่อกันว่า นายกฯ ลุงตู่ กำลังดูใจพรรคร่วมรัฐบาล รอดูว่าเสียงของพรรคร่วมจะยกมือให้ รัฐมนตรี 6 คนเท่ากันหรือไม่ หากไม่เท่ากันมีหวังได้ปรับครม. ทวงคืนเก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ ที่สำคัญไม่ว่า กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ที่ว่า นายกฯ ลุงตู่ จะใจแข็งขนาดไหน

00000 แต่ “พญาเสือ” ฟันธงเลยว่า หลังการอภิปรายมีการปรับครม.แน่นอน ไม่ใช่เพราะว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านมีน้ำหนัก แต่นายกฯ จะถือเอาการอภิปรายเป็นเหตุผลในการ เขย่าเก้าอี้ใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลสอบตกเรื่องเศรษฐกิจ ฉะนั้น สมคิด จะกลับมาผงาดเป็นรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง

00000 ส่วน สุริยะ และสมศักดิ์ จะจองเก้าอี้กระทรวงไหน งานนี้ขึ้นกับว่า สามมิตร ทำผลงานช่วงอภิปรายได้ดีหรือไม่ หากทำผลงานได้ดี ประกอบกับมี ส.ส.งูเห่า ที่แตกมาจากอนาคตใหม่เพิ่ม เมื่อนั้นแหละ “สามมิตร” จะกลับมาใหญ่ แถมมีเก้าอี้ปลอบใจ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ด้วย 00000

เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:06 น.
เสียบบัตรแทนกัน,รัฐสภา,โคโรน่า
เปิดอ่าน 717 ครั้ง

เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้มีเรื่องถกเถียงกันอยู่มากมายเกี่ยวกับเรื่อง ส.ส. บางคนเสียบบัตรแทนกันว่าจะเอาอย่างไรกันดี ซึ่งล่าสุดมีรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่คนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
อ่านข่าว… จี้ ส.ส.ยืดอกรับผิดเสียบบัตรแทน แสดงสปิริต

กรณีนี้ ‘นิด้าโพล’ ออกมาฟันธงสำรวจประชามติแล้วว่า ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกันต้องมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบและถึงขั้นให้นายกรัฐมนตรีลาออกไปเลยเพราะ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลกดบัตรแทน

‘ดับเครื่องชน’ ขอเรียนให้ทราบว่าขอให้ ส.ส. สร้างศรัทธาให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาและอยู่ที่คุณธรรมความประพฤติ อย่าให้พวกมากหรือเสียงข้างมากจะทำอย่างไรก็ได้

การกระทำแบบนั้นเป็นการย่ำยีความรู้สึกของประชาชนอย่าตะแบงไปหรือแก้ตัวไปเอาตัวรอด

สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลหรือทุกคนที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติสำนึกอยู่เสมอนั้นคือเป็นตัวแทนของชาวไทยทุกคน แล้วเป็นตัวอย่างที่ดีในจิตสำนึก มีคุณธรรมและความรับผิดชอบความประพฤติทุกประการ
อ๊อด เทอร์โบ


 รัฐบาลช่วยเหลือ
 ท่องเที่ยวเจออ่วม

ผมติดตามข่าวเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และได้พบกับพรรคพวกหลายคนที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวกับชาวจีน ทั้งร้านอาหาร นวดแผนโบราณ โรงแรม ระบบขนส่ง ฯลฯ แล้วรู้สึกสงสารมากและยังไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าไหร่จึงจะฟื้นตัว เพราะเวลานี้ทุกอย่างเงียบเชียบซบเซาไปหมด

มาวันก่อนได้เห็นว่าคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาจึงจะช่วยกันตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนเมษายน
แนวทาง คือ
1.สื่อสารทำความเข้าใจแก่คนไทยและนักท่องเที่ยวด้วย โดยให้ความสำคัญกับคนไทยเป็นลำดับแรก และแสดงความเห็นใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบ
2.เฝ้าระวัง และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว โดยยกระดับศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นวันสต็อปเซอร์วิส
3.เยียวยาธุรกิจท่องเที่ยว โดยกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ยืดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน เลื่อนการยื่นภาษีประจำของธุรกิจท่องเที่ยวและส่งเสริมให้เอกชนจัดสัมมนาในประเทศจะนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 2 เท่า
กระทรวงคมนาคมจะเสนอลดค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงอากาศยาน และด้านกระทรวงแรงงานรับไปพิจารณาเลื่อนการจ่ายเงินประกันสังคมด้วย

4.ททท.ได้ขอความร่วมมือไปยังธุรกิจโรงแรมและบริษัททัวร์ให้นักท่องเที่ยวสามารถแจ้งเลื่อนการเดินทางโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและทำแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งหาตลาดต่างประเทศใหม่มาทดแทนจีนรวมทั้งการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

ผมจึงสรุปแนวทางมาให้ทราบจากข่าวที่ออกมาก็ยังดีกว่าที่รัฐบาลจะนิ่งเฉย และว่ากันตามจริงแล้วเดือนเมษายนอาจจะยังไม่เข้าที่เพราะต้องใช้เวลามากกว่านี้กว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาพปกติ

เวลานี้ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าไวรัสนี้จะจบลงแบบใด
ไตรภพ (ภูเก็ต)

 ตอบคุณ ‘ไตรภพ’ ภูเก็ต
ผมเข้าใจว่าคุณคงอยู่วงการธุรกิจท่องเที่ยวกับชาวจีนที่มีเข้ามาที่ภูเก็ตมาก จึงได้ให้รายละเอียดมาขนาดนี้และก็ยังดีที่รัฐบาลเข้าใจถึงผลกระทบจึงได้มีมาตรการเยียวยาเช่นนี้

จากการติดตามข่าวน่ากลัวมากและคิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทำให้ไวรัสนี้หายไป แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะไปในทางที่ดี เพราะไม่มีครั้งไหนที่ชาวโลกจะทำกันถึงขนาดนี้

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและเชื่อว่าไวรัสโคโรน่านี้จะระบาดน้อยลงและหายไปจากโลก เพราะทุกประเทศให้ความสำคัญและช่วยกัน 100%
อ๊อด เทอร์โบ


ช่วยท่องเที่ยวไทยฝ่าวิกฤติไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/415061?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วยท่องเที่ยวไทยฝ่าวิกฤติไวรัส

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:53 น.
เศรษฐกิจ,ท่องเที่ยว,โคโรน่า
เปิดอ่าน 305 ครั้ง

ช่วยท่องเที่ยวไทยฝ่าวิกฤติไวรัส

จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ที่กระทบเศรษฐกิจของประเทศ ทางคณะรัฐมนตรีได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น สนับสนุนกระตุ้นให้ไทยเที่ยวไทยและมาตรการผ่อนปรนทางการเงินและภาษีสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อาทิ สายการบิน บริษัททัวร์ โรงแรมและที่พัก เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งก็มีทั้งโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงสนับสนุนจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ และสนับสนุนปรับปรุงกิจการโรงแรม และการขยายเวลายื่นแบบแสดงชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจนถึงเดือนมิถุนายน และลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน อีกทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากเดิมอยู่ที่ 1.25% มาอยู่ที่ 1% นับว่าลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาไวรัสโคโรน่า

อ่านข่าว…  ตำรวจท่องเที่ยวส่งคลิปให้กำลังใจชาวอู่ฮั่นสู้ไวรัสโคโรน่า

ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ถือเป็นส่วนสำคัญหลักในการขับเคลื่อนจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ซึ่งผลกระทบของไวรัสโคโรน่ามีการคาดการณ์จากคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) โดยตั้งสมมติฐานเบื้องต้นกรณีจีนห้ามเดินทางตั้งแต่มกราคม-มีนาคม จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 1.47-1.98 ล้านคน รายได้จะหายไป 6.7-9.1 หมื่นล้านบาท จนถึงกรณีจีนห้ามเดินทางตั้งแต่มกราคม-กันยายน จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 5.21-7.07 ล้านคน รายได้จะหายไป 2.4-3.25 แสนล้านบาท นั่นคือโจทย์ใหญ่หลังจากนี้ของรัฐบาลและหน่วยงานต้องทำการบ้านอย่างหนักว่าจะฝ่าฟันวิกฤติอย่างไร ขณะเดียวกันการหานักท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นทดแทนนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่ง่ายนัก เพราะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการระบาดไวรัสหลายประเทศ

ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยจากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมประชุมกัน โดยเห็นว่าผลกระทบครั้งนี้ในภาคการท่องเที่ยวถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เจอผลกระทบจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ส โรคเมอร์ส หรือภาวะภัยพิบัติธรรมชาติ เนื่องจากรอบนี้การท่องเที่ยวลดวูบดิ่งลงแบบกะทันหันและกระทบไปทุกภาคส่วนของการท่องเที่ยว รวมถึงแรงงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สำหรับมาตรการภาครัฐที่ช่วยเหลือด้านภาษีและเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ มองว่าตอบโจทย์ความต้องการได้เพียงบางส่วนแต่ยังไม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องการมากสุดคือ ขอให้มีการพักการชำระดอกเบี้ยด้วยอีกทั้งเห็นว่าต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นการควบคุมสถานการณ์ของไทยจากกรณีสาวเกาหลีติดเชื้อหลังจากมาเที่ยวเมืองไทย อาจทำให้จำนวนของนักท่องเที่ยวลดน้อยลงไปอีก

แบงก์ ออฟ อเมริกา สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐ คาดการณ์ผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย เพราะการไม่เดินทางของชาวจีนทั้งประเทศย่อมฉุดรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ อาทิ ฮ่องกง ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน รวมทั้งยังคาดการณ์ว่าอัตราการบริโภคในประเทศของทุกประเทศในเอเชียช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 จะปรับตัวลง เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าจะฉุดการใช้จ่ายของผู้บริโภค และมองว่าหากการระบาดยืดเยื้อถึงสองเดือนจะฉุดอัตราการเติบโตจีดีพีของไทยประมาณ 0.3% ในปีนี้ ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงคนไทยทุกคนต้องมีส่วนร่วมกันในการฝ่าวิกฤติและกระตุ้นการใช้จ่ายและระบบเศรษฐกิจภายในประเทศให้ได้ ซึ่งการคาดหวังจากต่างประเทศคงคาดหวังไม่ได้มาก จึงถึงเวลาที่ไทยต้องช่วยไทย

กราบอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414843?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กราบอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราช

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:40 น.
สมเด็จพระสังฆราช,ไวรัส,โคโรน่า
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

กราบอนุโมทนา สมเด็จพระสังฆราช คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประสานทุนช่วยวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมือง จ.ลพบุรี 1,300,000 บาท

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกราบอนุโมทนาพระเมตตาในครั้งนี้ด้วยเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวัดพระบาทน้ำพุมีค่าใช้จ่ายมาก เดือนละราว 4 ล้านบาท ทำให้วัดมีเงินไม่เพียงพอ

‘หลวงพ่อมรกต’ พระราชวิสุทธิประชานาถ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ต้องออกบิณฑบาตหาปัจจัยจากผู้ใจบุญกุศลมาเพิ่มเติม

ขอเชิญชวนร่วมบริจาคได้โดยขอทราบและติดต่อสอบถามได้ที่ 06-2751-8800 / 06-6151-0440 และโปรดระวังมิจฉาชีพซึ่งมีการแอบอ้างต่างๆ

จึงขอเรียนมาเพื่อทราบและโปรดร่วมทำบุญ ณ ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ โดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ฝุ่นพิษวิกฤติ
 กทม.ต้องแก้ไขด่วน

เมื่อวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีงานต้องไปเมืองชลและตอนขากลับเมื่อบ่ายๆ วันอาทิตย์ได้ใช้เส้นทางบูรพาวิถีเพราะสะดวกสบายสุด และมีเรื่องอยากเรียนให้ทราบคิดว่าหลายๆ ท่านคงได้เห็นเช่นเดียวกัน นั่นคือมองจากรถจะเห็นว่า กทม.ของเรามีสภาพเหมือนมีหมอกควันหุ้มอยู่ เหมือนแดนสนธยา ทีแรกคิดว่าสายตาไม่ดีแต่สอบถามคนที่ขับมาด้วยก็เห็นเช่นเดียวกันว่าสายตาไม่หลอก

ต่อมาเมื่อได้ติดตามข่าวแล้วถึงกับตกใจมากเพราะฝุ่นพิษในกทม.อยู่ในขั้นวิกฤติถึง 33 เขต แสดงว่ากว่าครึ่งอันตรายมากและหันไปต่างจังหวัดอย่าง แพร่ เชียงใหม่ ลำปาง ฯลฯ ที่เริ่มเจอปัญหาภัยแล้งและไฟป่าซึ่งได้แต่รอฝนตกลงมาบรรเทาปัญหาเหล่านี้

อยากจะสรุปให้ทราบว่าคุณภาพอากาศของสถานีตรวจวัดของกทม.ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขอให้ประชาชนทั่วไปในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานเฝ้าระวังสุขภาพ

หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กและผู้ป่วยทางเดินหายใจ และใช้อุปกรณ์ป้องกันเป็นการดีที่สุด

ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มาเพราะเกรงว่าพวกเราจะลืมเรื่องฝุ่นพิษนี้ไปเพราะเวลานี้เป็นอันตรายอย่างมาก จะได้หาทางป้องกันไว้
วิเชียร(กทม.)

 เรียนคุณ ‘วิเชียร’ กทม.
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่แจ้งมาด้วยความปรารถดีและห่วงใบในสุขภาพของทุกคน ซึ่งเวลานี้อากาศบ้านเราโดยเฉพาะในกทม.และบางจังหวัดเลวร้ายมากขั้นวิกฤติ จึงต้องหาทางป้องกันแก้ไขโดยเร็ว

ผมเองก็มีประสบการณ์เดียวกันคือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจจากผลกระทบเรื่องฝุ่นพิษ ซึ่งต้องระวังสุขภาพอย่างหนัก

เวลานี้โรคภัยไข้เจ็บอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน ขอให้ทุกคนหาทางระวังป้องกันแต่อย่าตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ขอให้มีสติและอย่าไปเชื่อข่าวหลอก-ข่าวลวง ทำให้เสียขวัญ
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘อู่ฮั่น’ สู้สู้
 ให้กำลังใจชาวจีน

ดิฉันขอส่งข้อความในจดหมายฉบับนี้ไปยังทุกคน โดยขอให้เป็นสื่อกลางช่วยให้กำลังใจชาวจีนที่ดูเหมือนว่ากำลังโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก โดยเห็นข่าวว่าหลายๆประเทศขนคนกลับประเทศและสายการบินอีกมากที่งดบินไปอู่ฮั่นหรือจีนเพื่อป้องกันการติดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่

หลายวันที่ผ่านมาได้ทราบว่าเยาวชราชเงียบมากหรืออย่างแถวห้วยขวางที่มีคนจีนมากจนได้รับสมญาว่า ‘ไชน่าทาวน์ 2’ ก็เงียบไปเลย

หรือร้านอาหาร-ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งที่มีคนจีนก็คนน้อยจนเหงาซึ่งน่าสงสารมากๆ เพราะใครๆ ก็ไม่อยากเสี่ยง

วันก่อนได้ดูคลิปที่ชาวอู่ฮั่นร้องตะโกนจากตึกว่า ‘อู่ฮั่นสู้ๆ’ แล้วเข้าใจถึงหัวอกว่าเป็นอย่างไรเพราะอย่างน้อยก็เรียกขวัญ-ปลอบขวัญและให้กำลังใจกัน

ขอมองโลกในด้านดีว่าเราสามารถจะฝ่าฝันวิกฤติภัยไวรัสมรณะนี้ได้แม้จะเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์และเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะหาทางผลิตยาหรือวัคซีนสู้-รักษาไวรัสนี้ได้
เพ็ญนภา (อยุธยา)


จับตา”ชวน”จะออกอย่างไร กับ”ญัตติฝ่ายค้าน”เจ้าปัญหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตา”ชวน”จะออกอย่างไร กับ”ญัตติฝ่ายค้าน”เจ้าปัญหา

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:43 น.
ประธานสภา,ชวน หลีกภัย,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 1,654 ครั้ง

จับตา”ชวน”จะออกอย่างไร กับ”ญัตติฝ่ายค้าน”เจ้าปัญหา

กลายเป็นประเด็นเดือดก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที ภายหลัง คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ได้ส่งหนังสือถึง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ดำเนินการสั่งให้ ‘สมพงษ์ อมรวิวัฒน์’ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา แก้ไขเนื้อหาในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเห็นว่ามีการกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ด้วยข้อความอันเป็นเท็จถึงสองกรณี

อ่านข่าว…  “ชวน” ระบุฝ่ายรบ.-ค้าน จัดคิวซักฟอกไม่ได้ จะเคาะเอง

กรณีที่ 1 ในการเสนอญัตติปรากฏข้อความว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลัมล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง”
พิจารณาแล้วเห็นได้ว่าเป็นการใช้ข้อความอันเป็นเท็จอันจะก่อให้เกิดความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและส่งผลให้เกิดความสับสนต่อประชาชน โดยเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็มิได้กระทำการอันใดอันจะส่งผลเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เนื่องจากในปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังมีผลบังคับใช้ เป็นการนำข้อมูลที่ไม่เป็นจริงสู่สาธารณะด้วยความอคติ
กรณีที่ 2 ในการเสนอญัตติดังกล่าวปรากฏข้อความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม” ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นได้ว่าญัตติที่เสนอดังกล่าวมีข้อบกพร่องในเรื่องการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ไม่สุภาพ มีลักษณะเป็นการเสียดสี อันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน
ทั้งนี้ใน ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ข้อ 176 ได้บัญญัติให้อำนาจประธานสภาทำการตรวจสอบความถูกต้องของญัตติ โดยหากพบข้อบกพร่อง ประธานสภาต้องแจงผู้เสนอญัตติให้ทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

อำนาจของประธานสภาในการตรวจสอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเพียงแค่ตามที่ข้อ 176 กำหนดไว้เป็นหลักการเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าการตรวจสอบของประธานสภาจะลงลึกได้ในระดับใดซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณากันตามบรรทัดฐานที่ประธานสภาเคยปฏิบัติกันมา
ในประเด็นนี้ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นว่าตามหลักการในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประธานสภาจะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว แต่การตรวจสอบที่ว่านี้เป็นเพียงการตรวจสอบความถูกต้องในแง่ของกระบวนการเสนอญัตติมากกว่าที่จะไปตรวจสอบเรื่องความถูกต้องของเนื้อหาในญัตติ

“หมายความว่าประธานสภาจะดำเนินการตรวจสอบว่าญัตติที่เสนอเข้ามามีจำนวนส.ส.เข้าชื่อครบตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ รวมไปถึงมีผู้รับรองครบตามข้อบังคับการประชุมหรือไม่ หากมีปัญหาจุดใดก็จะสั่งให้ผู้เสนอญัตติไปทำการแก้ไข ส่วนเรื่องเนื้อหานั้นที่ผ่านมาไม่ว่าสมัยใดประธานสภาจะไม่เคยให้ความเห็นและไม่สั่งให้ผู้เสนอญัตติแก้ไขเนื้อหาแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่จะถือหลักการว่าผู้ถูกกล่าวหาในญัตติสามารถใช้สิทธิ์ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในญัตติของฝ่ายค้านต่อที่ประชุมสภาได้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นการนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาเปิดเผยกลางสภาเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสิน” นพ.สุกิจ กล่าว
นพ.สุกิจ กล่าวอีกว่า สำหรับญัตติการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ฝ่ายค้านได้ดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลให้สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่เนื้อหาในญัตติที่ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายค้านก็ต้องนำเสนอเนื้อหาในลักษณะที่แรงและเป็นการตั้งข้อกล่าวหา เพราะต้องการให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด อย่างไรก็ตามการกล่าวหาแบบนี้ไม่ได้เป็นการกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายในฐานะผู้ถูกกล่าวหาสามารถใช้เวทีของสภาชี้แจงต่อสาธารณะได้ด้วย ด้วยเหตุนี้แนวปฏิบัติของประธานสภาที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีการให้ผู้เสนอญัตติแก้ไขเนื้อหาในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่อย่างใด
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากสภาจะเป็นผู้ตัดสินแล้ว อีกด้านหนึ่งประชาชนจะเข้าร่วมเป็นผู้ตัดสินด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องได้รับโอกาสในการนำเสนอข้อมูลและชี้แจงให้มากที่สุด” นพ.สุกิจ กล่าวสรุป
ทั้งหมดนี้พอจะเป็นการแสดงให้เห็นได้แล้วว่าต่อให้ประธานสภาจะใหญ่แค่ไหน แต่สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ทำหน้าที่ได้เพียงเป็นผู้เปิดเวทีเท่านั้น

‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ แก้รัฐธรรมนูญ แตะวุฒิสภาทุกอย่างจบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ แก้รัฐธรรมนูญ แตะวุฒิสภาทุกอย่างจบ

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:40 น.
ไพบูลย์ นิติตะวัน,แก้รัฐธรรมนูญ,วุฒิสภา
เปิดอ่าน 1,094 ครั้ง

‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ แก้รัฐธรรมนูญ แตะวุฒิสภาทุกอย่างจบ คอลัมน์… Excusive Talk

แม้จะไม่ได้เป็นข่าวหวือหวาสำหรับความเคลื่อนไหวในการทำงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แต่ในอีกมุมคณะกรรมาธิการก็มีการทำงานที่มีความคืบหน้าเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ที่มี ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน

คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของคณะกรรมาธิการก็ว่าได้ เพราะทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะนำไปสู่ข้อเสนอของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต ซึ่งการที่ ‘ไพบูลย์’ เข้ามานั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการทางรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นสองรองใคร อย่างน้อยที่สุดก็เคยทำหน้าที่เป็นถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว รวมไปถึงการเคยเป็น ส.ว.ชุดเดียวกับ ส.ว.ในปัจจุบันหลายคน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมเป็นหนึ่งคนที่มีคอนเนกชั่นถึงส.ว.ชุดปัจจุบันไม่มากก็น้อย

ในประเด็นเหล่านี้ทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ได้มีโอกาสสนทนากับ ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ ถึงการทำงานที่กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ โดยไพบูลย์ ระบุว่า “เวลานี้มีการจัดกลุ่มการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาประมาณ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่น่าจะมีความเห็นร่วมกันของสมาชิกรัฐสภาที่อยากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมายความว่า เมื่อมีการเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเหล่านั้นน่าจะได้รับความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 จากส.ส.และส.ว. ซึ่งอาจจะดำเนินการได้เลย แต่จะมีกี่มาตรานั้นส่วนตัวไม่ทราบ”

“ส่วนตัวผมเองก็น่าจะเป็นมาตรา 185 (1) เพื่อให้ส.ส.และส.ว.เข้าไปช่วยเหลือปัญหาของประชาชนได้ โดยไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ หรือมาตรา 144 เกี่ยวกับงบประมาณ รวมไปถึงระยะเวลาของการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อที่จะเสนอให้เมื่อประกาศแล้วก็ให้เป็นไปตามนั้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอย่างเรื่องไพรมารีโหวต ผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด คิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นพ้องต้องกัน ถ้าเห็นพ้องต้องกันส.ว.ก็คงมองว่ามันไม่เกี่ยว ส.ว.ก็คงคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร”

“กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่มีสมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยแต่ยังไม่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจกันอีกระยะหนึ่ง เช่น ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือสองใบ เรื่องนี้ไม่ได้มีความเห็นร่วมกันแน่นอน เพราะบางพรรคต้องการให้แก้ไข แต่บางพรรคไม่ต้องการ อย่างไรก็ตามก็ยังมีหนทางที่จะพูดคุยกันได้ เป็นต้น”
“กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มมาตราที่ไม่น่าจะทำได้ภายใน 5 ปี ตามระยะเวลาของส.ว.ชุดนี้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งควรต้องรอส.ว.ชุดใหม่ตามสหวิชาชีพให้เข้ามาพิจารณา เช่น มาตรา 256”
ไพบูลย์ ย้ำว่า “ถ้าแบ่งเป็น 3 กลุ่มเช่นนี้โอกาสที่จะเกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีแน่นอน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ 1 โดยจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็ใช้เวลาแล้วแต่กรณี
กับคำถามที่พุ่งตรงไปว่าในกลุ่มที่ 3 ที่จัดออกมานั้นหมายความว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในช่วง 5 ปีใช่หรือไม่ ไพบูลย์ ตอบว่า “ใช่ เพราะว่าคงจะไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.บทเฉพาะกาล เช่น จะไปแก้บทเฉพาะกาลก็ไม่ต้องแก้ไขแล้ว เพราะ 5 ปีมันก็จบ หมดสภาพไปแล้ว การแก้ไขมาตรา 256 ที่ส.ว.เกินกว่า 80 คนก็แก้ไขไม่ได้ ก็ต้องรอส.ว.ชุดใหม่ ซึ่งอาจจะเห็นด้วยกับการแก้ไขก็ได้”
“ผมก็เป็นอดีตส.ว.ก็มีเพื่อนเป็นส.ว.ชุดนี้มาก ค่อนข้างจะเข้าใจมากว่าเขาคิดอย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าเป็นเรื่องหลักการที่ส.ส.ตกลงกันได้ ส.ว.ก็ไม่ขัดข้อง อย่างเรื่อง 185 (1) ถ้าแก้ไขได้ก็จะเปิดโอกาสให้ส.ว.เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้เหมือนกัน เขาก็ย่อมเห็นด้วย หรือเรื่องงบประมาณก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ส่วนบทเฉพาะกาลที่ไม่ได้กระทบส.ส.แต่ไปกระทบส.ว.โดยตรง เขาบอกแล้วว่าไม่ให้แตะ เพราะเขาไม่เห็นด้วย ถ้าเขาไม่เห็นด้วยคณะอนุกรรมาธิการก็ต้องบันทึกลงไปว่ามีความเป็นไปได้ที่ส.ว.จะไม่เห็นด้วย ต้องรอส.ว.ชุดใหม่”
“การที่เป็นอดีตส.ว.และมีอดีตส.ว.ในสมัยเดียวกันไปเป็นส.ว.สมัยนี้ด้วย มันก็ทำให้การเข้าใจความคิดหรือการพูดคุยกันนั้นมันก็จะได้มากกว่าปกติ เข้าใจอยู่ตลอดแล้วว่าส.ว.ชุดนี้เข้ามาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี นั่นเป็นภารกิจเขา ดังนั้นการไปแตะบทเฉพาะกาลมันไม่น่าจะได้รับความเห็นชอบจากเขา แต่อย่างไรก็ตามเราก็จะไปรับฟังความคิดเห็น” ไพบูลย์ ให้มุมมอง

ในอีกมุมหนึ่งอาจมีหลายคนลืมไปแล้วว่า ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ เคยเป็นถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน โดยเป็นกรรมาธิการในชุดที่มีอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แม้การจัดทำรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2558 จะออกมาเป็นรูปธรรม แต่ปรากฏว่าไม่ผ่านมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นต้องตกไปโดยปริยาย

มาวันนี้ไพบูลย์มองย้อนกลับไปถึงการทำงานเวลานั้นและการตกไปของร่างรัฐธรรมนูญว่า กระบวนยกร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้นมีการทำงานอย่างลงลึกมาก ใช้เวลาเกือบ 9 เดือนประชุมเต็มวันเกือบทุกวัน ข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนมาก เราผ่านมาหมดแล้ว”
“มันก็พูดคุยอยู่แล้ว มันก็มีโอกาสจะตกสูง เพราะถามเพื่อนๆ สมาชิกก็เห็นว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแต่ด้วยเหตุผลอะไรก็มีหลากหลาย คนเห็นด้วยก็มีเยอะ แต่ส่วนผมผมก็โหวตเห็นด้วยนะ มันไม่ผ่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันไม่ผ่านก็เพราะคะแนนไม่พอก็จบ ต้องมายกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ผมก็เลยได้มาเป็นส.ส.เพราะว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นผ่าน ผมก็ถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พอร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็เลยมาเป็นส.ส.”
“ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 มีองค์ความรู้หลายประเด็นที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งได้เข้าไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ 2540, 2550 อีกทั้งก็มีหลายประเด็นที่นำสู่รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 มีพัฒนาการมาจากรัฐธรรมนูญ 2558 ด้วย รัฐธรรมนูญ 2560 จริงๆ ไม่ได้เอามาจากรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 เท่านั้นแต่มีร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ด้วย” ไพบูลย์ ทิ้งท้าย

อำนาจลูกหนัง ‘เนวิน-แป๊ะ’ โปลิศเซราะกราว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อำนาจลูกหนัง ‘เนวิน-แป๊ะ’ โปลิศเซราะกราว

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:40 น.
เนวิน,บิ๊กแป๊ะ,พลตอจักรทิพย์,บริษัท ดาวเงินเอฟซี จำกัด,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 14,368 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5 ก.พ.63

****************************

4 กุมภาพันธ์ 2563 มีอีเวนท์ใหญ่ งานเปิดฉากฟุตบอลลีกอาชีพไทย ฤดูกาล 2020 โตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1), M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2), ออมสินลีกโปร (ไทยลีก 3) และออมสินลีก (ไทยลีก 4) ที่ Lido Connect สยาม

โดยเฉพาะศึกลูกหนังไทยลีก 1 และไทยลีก 2 มีความคึกคักมากเป็นพิเศษ สโมสรลูกหนังที่มี “นักการเมือง” เป็นเจ้าของ ประกาศทุ่มงบประมาณทำทีมแบบไม่อั้น

ดูจะเป็นวัฒนธรรมลูกหนังอาชีพไทยไปแล้ว ถ้าช่วงไหนรัฐประหาร หรือยุบสภา ไม่มีสภา ทีมลูกหนังไทยทุกลีกก็ตกอยู่ในภาวะซบเซา เพราะนักการเมืองไม่มีช่องทางหา “สปอนเซอร์” และหาทุนมาพัฒนาทีม

รักกันกอดกัน

ขณะที่สโมสรฟุตบอลของหน่วยงานราชการทหารกำลังประสบปัญหาขาดเงินทุน ขาดผู้บริหารทีมมืออาชีพ จนต้องยุบทีม อาทิ อาร์มี่ ยูไนเต็ด และแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด ทีมราชนาวี ไม่ยุบแต่ก็ร่วงลงไปเล่นลีกรอง

ตรงกันข้ามสโมสรลูกหนังของตำรวจกลับผงาดขึ้นมาทั้งที่ผลงานของทีมก็ลุ่มๆ ดอนๆ อย่างฤดูกาลที่แล้ว ก็ตกไปเล่นไทยลีก 2 และเพิ่งกลับเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นไทยลีก 1 ในปีนี้

บิ๊กแป๊ะ และอดีตนายตำรวจใหญ่ สปอนเซอร์ทีมโปลิศ

ฤดูกาล 2020 สโมสรโปลิศ เทโร เอฟซี แถลงข่าวทุ่มงบประมาณ 80 ล้านบาท ลุยศึกไทยลีก 1 หรือโตโยต้า ไทยลีก 2020 หวังจบฤดูกาลด้วยอันดับเลขตัวเดียว

ทีมโปลิศ เทโร เอฟซี ที่มีฉายา “มังกรโล่เงิน” มีคิวแข่งขันศึกโตโยต้า ไทยลีก 2020 นัดเปิดสนามโดยจะพบกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่สนามบุณยะจินดา ในวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563

เนวิน ชิดชอบ

สองสามปีก่อนถ้าใครไปดูทีมโปลิศ เทโรฯ เล่นนัดเหย้าเตะกับทีมปราสาทสายฟ้า ก็จะเห็นภาพ เนวิน ชิดชอบ” โอบกอด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” อยู่บ่อยๆ ทำเอากองเชียร์ข้างสนามอมยิ้ม

คนในวงการลูกหนังรู้ดีว่ามีผู้บริหารทีมระดับไทยลีก 1 ไม่กี่ทีมหรอกที่สนิทชิดเชื้อกับเนวิน ขนาดหยอกล้อ หรือกอดกันข้างสนามได้

ว่ากันว่า เจ้าพ่อปราสาทสายฟ้านั่นแหละเป็นผู้ชี้แนะบิ๊กแป๊ะทำทีมลูกหนัง โดยเป็นที่ปรึกษาและให้การสนับสนุน

ดาวเงินเอฟซี

หลังจากสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจมีปัญหาต้องถูกยุบทีมไป พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเมื่อ 4 ปีที่แล้ว จึงอยากให้มีทีมของตำรวจอยู่ในวงการฟุตบอลลีกอาชีพอีกครั้ง

บิ๊กแป๊ะ และ ไบรอัน มา์การ์

“บิ๊กแป๊ะ” จึงเจรจากับไบรอัน มาร์การ์ ประธานสโมสรบีอีซี เทโรศาสน และกลุ่มสยามกีฬา เพื่อขอซื้อทีมลูกหนังมังกรไฟ เมื่อบรรลุข้อตกลงจึงตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ บริษัท ดาวเงินเอฟซี จำกัด มาดำเนินการโดยนิติบุคคล ตามกฎของเอเอฟซี

การตลาดของทีมบิ๊กแป๊ะ

จุดแข็งของเขาคือการตลาด จุดแข็งของเราคือเรื่องของคอนเนกชั่น” บิ๊กแป๊ะในฐานะประธานสโมสรโปลิศเทโร เอฟซี บอกเพื่อนตำรวจในวันที่ตัดสินใจสร้างทีมมังกรโล่เงิน

แปลความได้ว่า ไบรอัน มาร์การ์ ทำการตลาด..ส่วนเรื่องหาสปอนเซอร์ หาทุนเป็นเรื่องของบิ๊กแป๊ะ

สายตรงเนวิน

ทราบกันมานานแล้วว่า “บิ๊กแป๊ะ” มีสายสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับเนวิน ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีสาธารณสุข

เมื่อบิ๊กแป๊ะจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 ตำแหน่งแรก “หมวดแป๊ะ” นายร้อยหนุ่มชาวชลบุรี ไปบรรจุตำแหน่งแรกรองสารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.เมืองบุรีรัมย์

บิ๊กแป๊ะ ในงานศพปู่ชัย ที่บ้านชิดชอบ

พูดง่ายๆ บิ๊กแป๊ะ เริ่มเรียน ก.ไก่ ในแวดวงสีกากี ที่ สภ.บุรีรัมย์ นั่นคือจุดกระชับความสัมพันธ์กับคนตระกูล “ชิดชอบ” ซึ่งในเส้นทางการเมืองของเนวิน ได้พึ่งพาเกื้อกูลมาตลอดกับนายตำรวจนักประสานสิบทิศ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2563 เนวินได้จัดเกมอุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล โดยบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ โปลิศ เทโร เอฟซี ที่สนามเขากระโดง สเตเดี้ยม บุรีรัมย์ และนัดต่อมาก็เตะกับทีมพีที ประจวบ เอฟซี

สังเกตได้ว่าเนวินจะหาทีมใน “เครือข่ายบุรีรัมย์” มาอุ่นเครื่องให้ทีมปราสาทสายฟ้าอยู่เป็นประจำ และปีนี้ทีมโปลิศ เทโร ของบิ๊กแป๊ะ ก็มาเยือนบุรีรัมย์

เสียดายวันนั้นบิ๊กแป๊ะไม่ได้นำทีมมังกรโล่เงินไปด้วยตัวเอง ไม่งั้นคงเห็นภาพ “กอดกันกลม” ข้างสนามอีกหน

คลุกวงใน วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414847?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์  2563

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:27 น.
ษิทรา เบี้ยบังเกิด,ซักฟอก,ไบโอเมทริกซ์,สตม,จักรทิพย์
เปิดอ่าน 730 ครั้ง

คลุกวงใน  วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์  2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ขอบคุณคนอ่านที่ให้การตอบรับการทำหน้าที่เจาะ ขุด คุ้ย งัด แงะ แกะ เกา กระชากหน้ากากพวกโกงบ้านกินเมืองมาประจานเพื่อบรรณาการทุกท่าน

00000 ประเทศสยาม มี พระสยามเทวาธิราช คอยปกป้อง ใครที่มาคอยรีดนาทาเร้น จะต้องมีอันเป็นไปทุกราย

อ่านข่าว…  เค้นหนัก 2 ชั่วโมงก่อนให้ประกัน”ทนายตั้ม”

00000 “พญาเสือ” ขอยกธงเชียร์ ฝ่ายค้าน ที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะเป็นหลักการ “คานอำนาจ” ของประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องถูกตรวจสอบ แพ้ชนะ ไปโหวตกันในสภา

00000 แต่ “พญาเสือ” ไม่เห็นด้วยที่เวลาจะอภิปราย รัฐมนตรี แล้วเปิดชื่อคนนั้นคนนี้ออกมาเพื่อแลกกับ “กล้วย” แม้นว่าฝ่ายรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธก็ตาม แต่ไม่มีใครเชื่อ คือมันเสียหายมากที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าชื่อหลุดเนื่องจากมี “กล้วย” ไปแลก

00000 “พญาเสือ” ได้ข่าวแบบ กรองแล้ว กรองอีกว่า เป้าใหญ่ ของฝ่ายค้านคือ 3 ป. โดยเฉพาะ ป.ประยุทธ์ ที่คุมทั้ง กลาโหมและตำรวจ พูดง่ายๆ นายกฯ ลุงตู่ จะถูกซักฟอกแบบขึงพืด คือเมื่องานเยอะ แตะไปตรงไหนก็เจอ ที่สำคัญเรื่องตำรวจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ ฝ่ายค้าน จ้องจะอภิปราย

00000 “พญาเสือ” ว่ามันไม่เป็นธรรมกับ นายกฯ หากฝ่ายค้านจะอภิปรายสิ่งที่ บิ๊กแป๊ะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ดำเนินการ ไม่ว่าการจัดซื้อโครงการต่างๆ ใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)เพราะ บิ๊กแป๊ะ ไม่ได้เป็น รัฐมนตรี แต่ นายกฯ ลุงตู่ จะต้องมา รับกรรม แทน ในฐานะ ประธาน ก.ตร. คุมตำรวจ

00000 “พญาเสือ” เลยอยากจะฝากว่า บิ๊กแป๊ะ ต้องทำการบ้านให้ดี ส่งให้ ลุงตู่ เนื่องจากแต่ละโครงการที่จัดซื้อ ทั้งไบโอเมทริกซ์ รถ เรือ เครื่องบิน และตึกอบรม สตม. รวมแล้วกว่า 5 พันล้านบาท เนื่องจาก นายกฯ ไม่ได้ซื้อเอง ครั้นจะรู้ทุกเรื่องแล้วไปอธิบายแทน น่าจะเข้าใจยาก

00000 ส่วนเรื่อง ลูกชายบิ๊กแป๊ะ ข่าวว่า ฝ่ายค้านจะไม่แตะ เห็นว่า ฝ่ายค้านเห็นใจ หัวอกของคนเป็น พ่อที่รักลูก เลยทำทุกอย่าง เพื่อลูก ขนาดนั่งประชุม ก.ตร. เอาเรื่องเข้าเอง ชงเองกินเอง บากหน้าไปขอ ลุงตู่ จะใจดำไม่เซ็นให้ก็กระไรอยู่ นี่ เรื่องของพ่อรักลูก

00000 ขณะที่ทีม โฆษก สตช. พากันออกมาชี้แจงแทนนั้น “พญาเสือ” ขอบอกว่า อย่าเลย ให้เรื่องเงียบไปเฉยๆ จะดีกว่า เพราะเรื่องนี้มัน กระทบความรู้สึก ของ ตำรวจทั้ง 230,000 นายทั่วประเทศ อย่าบอกว่า ลูกชายบิ๊กแป๊ะ จบโน่นจบนี่เลยต้องไป ยกเว้นกฎ ก.ตร. สู้ไม่พูดจะดีกว่า

00000 “พญาเสือ” จำได้ว่าตอนที่ พล.ต.ท.นพดล เผือกโสภณ นายตำรวจกระดูกเหล็ก ที่โดนระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขาขาด ยังต้อง ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เลย ต้องรอให้การ ครองยศครบตามกฎ ก.ตร. จึงได้รับการ เลื่อนชั้น

00000 สาธุชนเขาฝากถามว่า กฎ ก.ตร. หากมีแล้วไม่ปฏิบัติตาม หรือมีไว้เพื่อให้ยกเว้น “พญาเสือ” ในฐานะ คนนอก สตช. ก็สงสัยว่าแล้วจะมีทำไม มีกฎแต่ยกเว้นกฎ แม้นเอาเข้า ก.ตร. เอาเข้าครม.แล้ว นายกฯ ลุงตู่ นั่งหัวโต๊ะ แสตมป์ ให้แล้ว ทุกอย่างถือว่า ถูกต้อง ไม่มีใครเถียง แต่ ตำรวจชั้นผู้น้อย ระดับรอง สว.รอ 7 ปี เพื่อขึ้น สว. เขาจะคิดอย่างไร

00000 แล้วฝากถามด้วยว่า ร.ต.อ.ชานันท์ ได้ผ่าน โรงเรียนสารวัตรมาหรือไม่ หากอบรมโรงเรียนสารวัตรแล้ว ขอถามหน่อยว่า จบรุ่นไหน มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่ออะไร คนเขาอยากรู้ ช่วยเอาหลักฐานมาแถลงหน่อย

00000 พุทโธ พุทธัง นักข่าวไปถาม ลุงป้อม เรื่องนี้ ลุงป้อม เป็นคนใจดี ก็ให้สัมภาษณ์ปกป้องว่า ลูกใครใครก็รัก ทำได้ ไม่ข้ามหัวใคร เพราะย้ายไปอีกหน่วยหนึ่ง “พญาเสือ” เข้าใจว่า ลุงป้อม อยากช่วย แต่สิ่งที่ ลุงป้อม ตอบ มันไม่ตรงประเด็นเอาเสียเลย แทนที่จะเป็นคุณ กลับจะยิ่งบานปลาย

00000 ฮัดเช้ย!!! โดนจนได้ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความประชาชน คนไปยื่น ร้อง ป.ป.ช. ให้สอบ “ไอโอเมทริกซ์” และเรื่องกำลังจะไปได้สวย เนื่องจากป.ป.ช. เรียกหลักฐานเอกสารจากสตช. แม้นมีคนติดต่อ “ทนายตั้ม” ให้ไปเคลียร์เพื่อจบเรื่อง แต่ “ทนายตั้ม” ไม่ไป

00000 สุดท้ายเอาเรื่องเอกสารเท็จไปจับ “ทนายตั้ม” ในคดีเอมี่ อาเมเรีย แต่ “ทนายตั้ม” ยืนยันว่าไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของทนายความอีกคน มีการพาตำรวจไปจับแล้วนำไป “สน.มีนบุรี” เรื่องนี้ผิดถูกว่ากันไปตามพยานหลักฐาน

00000 แต่ “พญาเสือ” รู้มาเป็นอาทิตย์ว่าเขาจะจับ “ทนายตั้ม” ไม่นึกว่าเขาจะทำจริง เพราะแค่มีการออกคำสั่งให้ลูกน้อง ถอดเทปการให้สัมภาษณ์ ของ “ทนายตั้ม” ประเด็นไบโอเมทริกซ์ ว่าจะทำให้ สตช.เสียหายหรือไม่ ก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง แต่มีบางเรื่องอดคิดไม่ได้ว่ามันผูกโยงกัน บอกคำเดียวว่า ประชาชนตาดำๆ จะหวังพึ่งใคร เอวัง 00000

วาระแห่งชาติ แก้ฝุ่นพิษ-ไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาระแห่งชาติ แก้ฝุ่นพิษ-ไวรัส

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:25 น.
ฝุ่นพิษพีเอ็ม 25,ประยุทธ์,โคโรน่า
เปิดอ่าน 398 ครั้ง

วาระแห่งชาติ แก้ฝุ่นพิษ-ไวรัส คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมามีแต่เรื่องน่าหวาดผวาผ่านเข้ามาอย่างหนักจนคนเครียดไปทั้งเมือง ทั้งประเทศ ขนาด ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ยังต้องออกทีวีพูลพูดแบบจริงจังให้คนหายวิตก

อ่านข่าว…  ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้

จดหมายจากคุณ ‘สมพร’ ลาดพร้าว ต่อไปนี้มีสารประโยชน์มากๆ และอยากให้ทราบว่าวิธีการใดบ้างที่จะลดฝุ่นพิษและเกิดมาจากอะไร และขอเรียนว่าเมื่อนายกรัฐมนตรียกระดับฝุ่นพิษกับไวรัสจากอู่ฮั่นเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เรียกว่าเป็นวาระแห่งชาติเลยทีเดียว

จึงเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและอยากให้ทุกคนช่วยกันด้วยความเต็มใจ แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายบังคับแต่ทุกคนต้องรับผิดชอบโดยร่วมกัน

ขอให้ทุกคนมีกำลังใจและความเข้มแข็งที่จะต่อสู้วิกฤติการณ์ที่ผ่านเข้ามาในเวลานี้
อ๊อด เทอร์โบ


 คุมเข้ม ก่อสร้าง-โรงงาน แก้ฝุ่นพิษ
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 วิกฤติซ้ำซากที่แก้ไม่หาย คุกคามสุขภาพของคนไทยมาตั้งแต่ต้นปี รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจออกมาตรการแก้ปัญหาพร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชน ไม่ว่าจะเป็น

1.ให้กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กำชับ ติดตามการดำเนินงานของผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม สีชมพู และสีเหลือง ในพื้นที่ถนนสำคัญ 5 เส้นทาง ได้แก่ ลาดพร้าว แจ้งวัฒนะ รามอินทรา รามคำแหง ศรีนครินทร์

ขอให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อลดฝุ่นละอองในพื้นที่ก่อสร้าง เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ก่อสร้าง ด้วยรถกวาดดูดฝุ่นและการฉีดล้างถนน ทำความสะอาดล้อรถก่อนออกจากพื้นที่ก่อสร้าง การปิดคลุมกระบะ รถบรรทุก และการปิดคลุมวัสดุก่อสร้างให้มิชิด เป็นต้น

ลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดรถติดในชั่วโมงเร่งด่วนและเร่งคืนพื้นที่ผิวจราจรที่ดำเนินการก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จ เพื่อลดปัญหาการจราจรในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสีน้ำเงิน

2.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปรับเครื่องยนต์เพื่อใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 เพื่อลดมลพิษ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง กรองน้ำมันก่อนรอบปกติ เพื่อช่วยในการลดมลพิษ เร่งดำเนินการจัดหารถที่ใช้พลังงานสะอาด รถโดยสาร NGV รถไฮบริด รถไฟฟ้า (EV) เพื่อแก้ปัญหาระยะต่อเนื่อง เพื่อให้บริการประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

หากประชาชนพบรถโดยสารสาธารณะที่มีควันดำให้แจ้งศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356 และสายด่วน 1584 ของกรมขนส่งทางบก เพื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและระงับการออกวิ่งต่อไป

3.มอบหมายให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แก้ปัญหาฝุ่นละอองบริเวณที่จราจรติดขัดหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ โดยเฉพาะด่านบางขุนเทียน โดยติดตั้งเครื่องปล่อยฝอยละอองน้ำ และแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดที่หน้าด่านเก็บเงินทุกด่านเพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองสะสมอย่างถาวร

4.ให้กรมเจ้าท่า ประสานผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้มีการตรวจสอบการใช้เครื่องยนต์เรือโดยสาร

5.ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงาน มาตรการนี้ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนช่วยกัน แต่หากไร้ซึ่งแรงจูงใจ เช่น การลดราคาค่าโดยสารขนส่งมวลชนทั้งระบบ หรือใช้ขนส่งสาธารณะฟรีในวันที่มีวิกฤติฝุ่น ปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกันอย่างดี มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และราคาสมเหตุสมผล เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการลดการใช้รถยนต์ มาตรการนี้อาจไม่ประสบผลสำเร็จ

นี่คือวิกฤติด้านสาธารณสุขในสังคมไทย! ที่ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน
สมพร (ลาดพร้าว)

 ทำบุญได้ทุกขณะ
 ความสะดวกทุกเวลา

ผมเห็นคนชอบไปทำบุญและขอพรที่วัดกันมากในช่วงเทศกาลต่างๆ ความจริงเราสามารถทำบุญได้สะดวกทุกเวลาคือ
1.ไม่ทำตนให้ผู้อื่นเดือดร้อน เช่นคนที่เป็นไข้หวัดทั่วไปควรใช้หน้ากากอนามัยลดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ขณะนี้กลายเป็นว่าคนไม่สบายไม่ใส่หน้ากาก แต่คนปกติที่กลัวได้รับเชื้อต้องใส่กันทั่วไป ทำให้ขาดแคลนและสิ้นเปลืองมหาศาล

2.ไม่ครอบครองหรือยึดเอาสิ่งของหรือสถานที่สาธารณะเป็นประโยชน์ส่วนตน จะทำให้ผู้ร่วมใช้งานมีความสุข เช่นไม่ครอบครองทางเท้า ไม่ทำให้ของสาธารณะเสียหาย

3.การทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องและคิดถึงประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้ความสุขจากงานของเรา เช่น ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างยุติธรรม แม่ค้าขายอาหารที่ถูกสุขลักษณะ คนขับรถเมล์ขับอย่างปลอดภัย

4.การประหยัดสิ่งจำเป็นที่มีจำกัดเพื่อให้แบ่งคนอื่นได้ใช้ทั่วถึงขึ้น เช่น น้ำ ไฟ เพราะถึงเรามีเงินจ่าย แต่หน่วยผลิตก็จะไม่สามารถกระจายทรัพยากรได้พอ

5.การไม่หลอกลวงให้ผู้อื่นเกิดทุกข์ เช่นสร้างข่าวเท็จหรือใส่ร้ายผู้อื่น หรือทำให้คนในสังคมหมดความเชื่อถือกัน เช่น พระปลอม พลอยทำให้พระจริงเดือดร้อนไปด้วย

6.การทำให้ผู้อื่นมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใกล้ชิดในครอบครัว เช่น พูดจาสุภาพ รู้จักพูดขอโทษ ขอบคุณ หรือพูดชื่นชมกัน ก็จะเกิดความสุขโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองเลย

การกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำไม่ยากถ้าตั้งใจ และจะทำให้ผู้อื่นมีความสุข สังคมดีขึ้น เมื่อเรารู้สึกภูมิใจกับการกระทำของเราก็จะเกิดบุญกุศลขึ้นในใจเราแน่นอน
พันธุ์เทพ สุทธินันท์


 เรียนคุณ ‘พันธุ์เทพ’ ที่นับถือ
ขอบคุณสำหรับจดหมายอันทรงคุณค่า เพราะให้ความชัดเจนเกี่ยวกับการทำบุญได้อย่างมาก

เนื้อความในจดหมายคือความจริงที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ และอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่าการทำบุญต้องคำนึงถึงทุกอย่างโดยรอบคอบด้วย

โดยเฉพาะเวลาถวายของพระหรืออาหารต่างๆ ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย เช่น บุหรี่, ของหวาน, ของเค็ม ฯลฯ ก็ควรงด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
อ๊อด เทอร์โบ


จับให้มั่นคั้นให้ตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับให้มั่นคั้นให้ตาย

5 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:43 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,ประยุทธ์,ระบอบประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 237 ครั้ง

จับให้มั่นคั้นให้ตาย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563

การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีรัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติด้วยกัน 6 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายดอน ปรมัติวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาลมีความเห็นว่าญัตติของพรรคฝ่ายค้านเป็นเท็จและยื่นเรื่องให้ประธานรัฐสภาในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

อ่านข่าว…  นายกฯ ลั่น ตอบซักฟอก ทุกประเด็น

ที่วิปรัฐบาลอ้างว่าญัตติเป็นเท็จเพราะเห็นว่าข้อกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ ว่าฉีกรัฐธรรมนูญนั้น ในความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ มาตามระบอบประชาธิปไตยถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หากไม่ทบทวนญัตติใหม่ก็จะเกิดการประท้วงในการประชุมตั้งแต่เริ่มอภิปราย และเชื่อว่าฝ่ายค้านจะแก้ไขทัน สำหรับข้อกล่าว พล.อ.ประวิตร คือร่ำรวยผิดปกติ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ ส่วนนายวิษณุ ฝ่ายค้านเห็นว่าใช้ตำแหน่งก้าวก่ายและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ใช้กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง พล.อ.อนุพงษ์ ถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยจนเกิดการทุจริตในหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบดูแลอีกทั้งพวกพ้องบริวารยังกลั่นแกล้งข้าราชการประจำ นายดอนถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจแทรกแซงข้าราชการประจำเพื่อตนเองและพวกพ้อง เอื้่อประโยชน์บริษัทข้ามชาติ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ถูกระบุว่าทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลและเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนนายกรัฐมนตรี นอกจากประเด็นไม่ยึดมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยที่วิปรัฐบาลเห็นว่าเป็นเท็จแล้ว ยังมีข้อกล่าวหาบริหารงานโดยขาดความรู้ความเข้าใจทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ซึ่งโดยทั่วไปของการยื่นญัตติอภิปราายไม่ไว้วางใจแล้วก็มีประเด็นที่ฝ่ายค้านจะโน้มน้าวด้วยหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้สภาเห็นว่าบุคคลที่ถูกอภิปรายนั้นไม่เหมาะสมจะสนับสนุนให้ความไว้วางใจเป็นรัฐมนตรีต่อไปได้ เพราะจะสร้างความเสียหายให้บ้านเมือง อย่างเช่น การบริหารงานที่ผิดพลาด การทุจริตคอร์รัปชั่น และอาจรวมถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นผู้นำอีกด้วย สำหรับรัฐมนตรีทั้ง 6 ที่ถูกยื่นญัตติครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลายคนก็มีอดีตนับเรื่องจากสภาผู้แทนราษฎรถูกล้มล้างไปพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ก็น่าคิดว่าจะนำมาอภิปรายได้หรือไม่

จะว่าไปแล้วโดยหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาทุกฝ่ายต้องยอมรับว่าเวทีการอภิปรายในสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุดโดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งถือเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือแคบลงมาก็คือให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลให้บริหารประเทศอยู่ในกรอบ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ใช้อำนาจโดยมิชอบ รวมไปถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น ตามญัตติของพรรคฝ่ายค้านที่ยื่นมาคราวนี้ ประชาชนก็พอจะมองออกว่ารัฐมนตรีคนไหนจะโดนเล่นงานด้วยเรื่องอะไรกันบ้าง เพราะเป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างมาก ซึ่งโดยถึงที่สุดแล้วฝ่ายค้านจึงต้องแสดงหลักฐานชนิดจับให้มั่นคั้นให้ตาย มีใบเสร็จได้ยิ่งดี ถึงขนาดนั้นเชื่อว่ารัฐมนตรี แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากก็คงอยู่ลำบากถ้าดันทุรังแบบพวกมากลากไป

p4