ครม.ออกกฎคุมอาวุธ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ครม.ออกกฎคุมอาวุธ

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 15:30 น.
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ,ประยุทธ์
เปิดอ่าน 624 ครั้ง

4 ก.พ. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีวาระน่าสนใจเป็นจำนวนมาก

สำหรับเรื่องเพื่อพิจารณา เริ่มจาก กระทรวงกลาโหม เสนอร่างพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ (ฉบับที่…) พ.ศ…. ซึ่งเป็นกฎหมายการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อกำหนดให้มีมาตรการควบคุมยานพาหนะ ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ หรือสิ่งอื่นใด ในลักษณะเดียวกัน ที่จะเข้ามาในราชอาณาจักร รวมทั้งเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่อาจได้รับอันตรายที่เกิดจากยุทธภัณฑ์ดังกล่าว

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ขอความเห็นชอบการยุติการดำเนินโครงการปรับปรุงร่องน้ำการเดินเรือ ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ภายใต้ความตกลงการเดินเรือพาณิชย์ ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ. 2543

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เสนอกรอบการเจรจาความตกลงที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และการตรวจสอบรับรองของอาเซียน ภายใต้คณะรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้

 นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ พ.ศ…. (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดงานผู้พ้นโทษเข้าทำงาน)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอโครงการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และรายงานความก้าวหน้ารายสองปี ฉบับที่ 3 ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขออนุมัติผ่อนผันการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรายการ และเพิ่มวงเงินก่อนหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อสร้างอาคารฝึกปฏิบัติการทางวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

 นายสุวิทย์ ยังขอความเห็นชอบแผนอัตรากำลังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ปีงบประมาณ 2563 ถึง 2564 และเรื่องขอความเห็นชอบแผนอัตรากำลัง โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปีงบประมาณ 2563-2564

พร้อมยังขออนุมัติวงเงิน ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อสร้างอาคารวิจัยทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยบูรพา ด้วย

ส่วนเรื่องเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วงให้ถือว่าเป็นเรื่องที่ได้รับความเห็นชอบและอนุมัติ ประกอบด้วย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย พ.ศ. …

และยังเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติเพื่อสกัดกั้นการลักลอบหรือขนส่งอาวุธที่มีอนุภาพการทำลายล้างสูง ระบบเครื่องส่งและวัสดุอุปกรณ์ (ทางทะเล ทางอากาศ และทางบก)

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เสนอการทบทวนคณะกรรมการต่างๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงการต่างประเทศ)

นายดอน ยังรายงาน ที่รัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย นายซัยยิด เรซา โนบัคตี

 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการกำหนดอาหารเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ….

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอร่างกฎกระทรวงการอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ พ.ศ….

  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เสนอร่างกฎกระทรวง กำหนดให้ทางน้ำชลประทาน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเก็บค่าชลประทานรวม 4 ฉบับ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าสำหรับการใช้งานแบบพกพา – คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัยต้องเป็นมาตรฐาน พ.ศ….

นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังเสนอร่างกฎกระทรวง 4 ฉบับ เพื่อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นไปตามมาตรฐาน

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอร่างประกาศกฎกระทรวงพาณิชย์ เรื่องยกเลิกประกาศกฎกระทรวงพาณิชย์การส่งสินค้าผักและผลไม้ออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2546

สำหรับเรื่องเพื่อทราบ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา สรุปรายงานการเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายทางท่องเที่ยว World Travel market 2019 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ รายงานสรุปผลการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและคณะกรรมาธิการยุโรป ในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมครั้งที่ 2/2562

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม รายงานผลการประชุมสมัชชาสมัยสามัญครั้งที่ 31 ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม สรุปผลการประชุมสมัชชาของยูเนสโก ครั้งที่ 40

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ในประเทศของรัฐบาลที่ดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ รายงานแนวทางปฎิบัติในการเจรจาและการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ

ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้พิจารณาเห็นชอบ ประกอบด้วย 1.การขยายการยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปี 2562 จากเดิมที่ต้องยื่นภายในเดือน มีนาคม 2563 ให้ขยายเวลาออกไปอีก 3 เดือน โดยสามารถชำระและยื่นแบบภาษีไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้มีรายได้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และในช่วงนี้จะได้มีเงินเหลือในการใช้จ่ายเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

2.เสนอแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า

ส่ององครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่ององครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:35 น.
ลุงตู่,องครักษ์พิทักษ์นาย,ประยุทธ์,รัฐบาล
เปิดอ่าน 620 ครั้ง

ส่ององครักษ์ พิทักษ์รัฐบาล คอลัมน์… Special Report

แม้จะยังไม่มีการวางตัวองครักษ์พิทักษ์ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมถึงรัฐมนตรีอีก 5 คน ซึ่งล้วนอยู่ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กระนั้นก็ยังมองออกคร่าวๆ ว่าพรรคพลังประชารัฐ จะให้ใครบ้างเป็นองครักษ์พิทักษ์นายในศึกการรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้านที่พุ่งเป้าไปที่ 6 รัฐมนตรี เฉพาะในพรรคพลังประชารัฐ

อ่านข่าว… เสี่ยเฮ้ง นำทัพ องครักษ์พิทักษ์ บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม

ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม 2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 3.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 5.นายดอน ปรมัติถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ 6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้ง 6 รัฐมนตรีเหล่านี้ ล้วนไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมาก่อน แม้หลายคนจะมีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ไม่ว่าจะเป็นนายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ประวิตร วงษ์วงสุวรรณ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ก็ไม่เคยถูกซักฟอกอย่างจัง ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีหน่วยคุ้มกันเพื่อป้องกันการรุมกระหน่ำโจมตีของฝ่ายค้านที่มีนักการเมืองฝีปากกล้าหลายคน

องครักษ์ฝ่ายรัฐบาลเริ่มตั้งแต่ “นายสุชาติ ชมกลิ่น” ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่ออกตัวคนแรกว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐบาล โดยนายสุชาติ กล่าวว่า ส.ส.ของพรรคจะเตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพรรค และส่วนที่เกี่ยวข้องกับพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร เบื้องต้นได้วางตัว ส.ส.จำนวนหนึ่งคอยลุกขึ้นประท้วง ชี้แจงข้อเท็จจริง และตอบโต้ฝ่ายค้านในกรณีอภิปรายนอกประเด็นไว้แล้ว เพื่อตัดบทให้การอภิปรายเข้าสู่สาระสำคัญและสร้างสรรค์ และตนจะเป็นหนึ่งในคนที่จะลุกขึ้นประท้วงและตัดบทด้วยตัวเอง หากฝ่ายค้านพูดนอกเรื่องถึงนายกฯ และรองนายกฯ จะใช้สิทธิทันที

สำหรับองครักษ์คนอื่นๆ เช่น นายศิริพงษ์ รัศมี ส.ส.กทม. อดีต ส.ข.เขตหนองจอก ซึ่งมีความคุ้นเคยกับพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมงานกันมาช้านาน โดยที่แล้วมา นายศิริพงษ์ ลุกขึ้นประท้วงอย่างสม่ำเสมอเมื่อเห็นว่าฝ่ายค้านเล่นนอกบท จึงไม่ปล่อยให้ฝ่ายค้านเล่นตามเกมของตัวเองโดยง่าย

น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี และนายสิระ เจนนาคะ ส.ส.กทม. 2 ตัวจี๊ดแห่งพรรคพลังประชารัฐ โดยที่ผ่านมาได้สร้างชื่อจากการป่วนการทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จนไม่เป็นอันต้องประชุม ส่วนการทำป่วนในสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง “เอ๋-ปารีณา” และ “นายสิระ” ต่างมีบทบาทพอสมควร แต่ไม่ถึงกับโดดเด่นมากนัก

นายสายัญ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช คนเดียวกับที่เสนอสร้าง “สะพานจันทร์โอชา” สะพานเกาะสมุยถึงอำเภอขนอมในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (The New Thailand Southern Economic) โดยที่ผ่านมานายสายัญ ฉายแววองครักษ์ได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นคนหนึ่งในพรรคพลังประชารัฐที่ลุกขึ้นประท้วงบ่อยสุด ป้องกันไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ไม่มีลีลาภาษา รวมถึงมุมกฎหมายที่น่าฟัง ทว่านายสายัญ ก็ลุกขึ้นประท้วงอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับการอภิปรายครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐวางเกณฑ์ว่าฝ่ายค้านจะแตะรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้ หากจะอภิปรายต้องอภิปรายรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการหารือพร้อมเตรียมสนับสนุนข้อมูลกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะไม่มีกรณีพรรคร่วมจะไม่ช่วยเหลือกัน เพราะมีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน ส่วนเรื่องคะแนนเชื่อว่าไม่เป็นปัญหาเพราะเรามีความสามัคคี ทุกพรรคจะไปกำกับให้คะแนนออกมาอย่างเป็นเอกภาพและพร้อมเพรียง

พิษแค้นแรงอาฆาตของ ‘นักเลือกตั้ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษแค้นแรงอาฆาตของ ‘นักเลือกตั้ง’

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:21 น.
อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,นักเลือกตั้ง,ระบอบยียาธิปไตย
เปิดอ่าน 780 ครั้ง

พิษแค้นแรงอาฆาตของ ‘นักเลือกตั้ง’ คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… บางนาง บางปะกง

ศัพท์การเมืองว่าด้วย “นักเลือกตั้ง” มีนักวิชาการคนเดียวในเมืองไทยที่อธิบายไว้ครบทุกมิติ นั่นคือ อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ผ่านงานเขียนบทความต่างกรรมต่างวาระที่มีการนำมารวมเล่มแล้ว อาทิ อนิจลักษณะของเศรษฐกิจไทย, อนิจลักษณะของการเมืองไทย และอนิจลักษณะของสังคมไทย

อ่านข่าว… เป้าถูกซักฟอก นายกฯเตรียมข้อมูลสู้ศึกอภิปราย

ปี 2538 อาจารย์รังสรรค์ ได้บัญญัติศัพท์การเมืองขึ้นมาอีกคำหนึ่งคือ “ระบอบยียาธิปไตย” เมื่อเห็นพฤติกรรมทางการเมืองของ “เนวิน ชิดชอบ” และเพื่อน ส.ส.ในนามกลุ่ม 16

นักเลือกตั้งและระบอบยียาธิปไตย ถือกำเนิดขึ้นมาจากการเติบโตของทุนนิยมในไทย และการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการเมืองในปี 2516 ทำให้กลุ่มทุนท้องถิ่นเข้าสู่สังเวียนเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. และรัฐมนตรี

เดิมทีกลุ่มทุนท้องถิ่นต้องพึ่งพา “พรรคข้าราชการ” แต่เมื่อคนเหล่านี้เข้าสู่อำนาจรัฐ ผ่านกระบวนเลือกตั้งสำเร็จก็ทำตัวเป็น “นาย” เหนือพรรคข้าราชการ เข้าจัดสรรผลโยชน์ให้พวกพ้อง แต่ระบอบอำมาตยาธิปไตยก็มี “กองทัพ” เป็นอำนาจลับที่คอยจัดการนักเลือกตั้ง ด้วยข้อหาโกงกินมโหฬาร จึงเกิดรัฐประหารในเมืองไทย ช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอก

เวลาเกิดการยึดอำนาจ นักเลือกตั้งจะสยบยอมอำนาจปืน ทำเป็นแสร้งตาย เมื่อมีการเลือกตั้ง ส.ส. และมีการจัดตั้งรัฐบาล นักเลือกตั้งก็ผยองเดชเหมือนเดิม

บังเอิญ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ต่างจากคณะผู้ก่อการยึดอำนาจอื่น เพราะมีการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และร่างรัฐธรรมนูญฉบับย้อนยุคให้มี ส.ว. 250 คน เป็นกองหนุน

นักเลือกตัั้งจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่เข้ามาหนุน คสช. และกลุ่มต่อต้าน คสช. แต่อย่างไรก็ตาม นักเลือกตั้งก็คือนักเลือกตั้งที่รอคอยจังหวะและโอกาสการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

มองจากการที่พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวม 6 คน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ก็ชัดเจนว่าได้เวลานักเลือกตั้ง “เอาคืน” คสช.

ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนยุทธศาสตร์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านมุ่งประเด็นไปที่ผู้รับผิดชอบหลักของรัฐบาลคือ นายกรัฐมนตรี เพราะในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้กุมความรับผิดชอบทั้งการเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รวมถึงดูแลด้านความมั่นคง และการเมืองเอาไว้หมด

เนวินและสมพงษ์

เหนืออื่นใด พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้นักเลือกตั้งถูก “ดองเค็ม”

แม้ก่อนยื่นญัตติซักฟอก จะมีลิเก จะมีละครหน้าม่าน ก็เป็นไปตามวัฒนธรรมการเมืองไทยๆ ที่เต็มไปด้วยข่าวลือต่างๆ นานา เหมือนฝ่ายค้านป่วย มีอาการโรคเลื่อน และโรคลมชักคือ ชักเข้าชักออก

นักเลือกตั้งซีกฝ่ายค้านรวมหัวกันเล่นเกมแยกน้ำออกจากปลา แยกนักเลือกตั้งพลังประชารัฐ ออกจาก “กลุ่ม 3 ป.” แยกนักเลือกตั้งภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ออกจากเครือข่าย คสช.

เกมซักฟอกจึงพุ่งเป้าไปที่นายกฯ ประยุทธ์ และทีมงานที่เกาะกลุ่มกันมาตั้งแต่ รัฐบาล คสช.เป็นหลัก โดยเฉพาะรมต. “โควตากลาง” พลังประชารัฐ ของนายกฯประยุทธ์ ที่ไร้กำลัง ส.ส.หนุนหลัง

ไม่มีรัฐมนตรีในสายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ถูกซักฟอกสักราย รวมถึงรัฐมนตรีสายกลุ่มสามมิตร พร้อมกับไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย

หากเกมซักฟอกนำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี นักเลือกตั้งทั้งหลายก็หันมาจูบปากกัน จัดตั้งรัฐบาลผสม แบ่งเค้กแบ่งโควตากันตามระเบียบ

“กลุ่มพลังยียาธิปไตยเติบใหญ่ขึ้นมาก หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเดือนตุลาคม 2516 นักเลือกตั้งเผ่ายี้จากส่วนภูมิภาคตบเท้าเข้ามายึดสภาผู้แทนราษฎร ไม่แตกต่างจากคนเถื่อนบุกเข้ากรุงโรมในยุคอันธการแห่งยุโรป แต่ในไม่ช้านักเลือกตั้งเผ่ายี้เริ่มแปลงโฉมและสร้างภาพลักษณ์ อย่างน้อยด้วยการแต่งกายและเครื่องประดับอันโดดเด่น”

อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ สรุปความเป็นนักเลือกตั้งไว้ชัดเจน และนี่คือขบวนการยียานุวัตร ที่ดำรงอยู่มานานกว่า 40 ปีแล้ว

คลุกวงใน วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414601?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์  2563

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:08 น.
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์,จำนำข้าว,โคโรน่า,ยิ่งลักษณ์
เปิดอ่าน 811 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์  2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวรเช้ายันดึก ทำหน้าที่ขุดคุ้ยข่าวฉาว มาบรรณาการคนอ่าน

00000 เรื่องเวรเรื่องกรรม ไม่มีใครหนีพ้น กฎแห่งศาสนาพุทธ ต้องเป็นไปตามนั้น “พญาเสือ” ยกตัวอย่าง คนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำอะไรที่ไหน ไม่สามารถปิดบังอำพรางได้

00000 ไวรัสโคโรน่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษจริงๆ วันนี้ คนจีน กลายเป็นวีรบุรุษ โดยเฉพาะผู้นำที่ชื่อ สี จิ้นผิง ในยามวิกฤติ สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีที่ไหน สร้างโรงพยาบาลขนาดพันเตียงได้ภายใน 10 วัน น่าทึ่งที่สุด

00000 “พญาเสือ” อยากแนะนำ ประธานชวน หลีกภัย ติดต่อผู้รับเหมาจากจีนให้มาสร้างสภาเกียกกายให้หน่อย เพราะ “ซิโน-ไทย” สร้างมาหลายปี ขยายสัญญาแล้ว 4 ครั้ง ยังไม่เสร็จ แถมมีแนวโน้มว่าจะต่อสัญญาครั้งที่ 5 อีก

00000 ทำไมจีนถึงทำได้ เพราะว่า จีน จัดการกับ “คอร์รัปชั่น” ได้อย่างเฉียบขาด สี จิ้นผิง ซัดตัวใหญ่ก่อนเลย ตัวเล็กจะได้ไม่กล้า เหมือนโบราณว่า หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก ตรงข้ามกับประเทศไทย จัดการแต่ปลาซิวปลาสร้อย ส่วนปลาฉลาม ปลาชะโด รอดทุกราย ประเทศไทยเลยไม่ไปไหน

00000 เรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ “พญาเสือ” ถามแบบไม่เกรงใจ พรรคเพื่อไทย ยังจะกล้าอภิปรายนายกฯ อีกหรือ หากจะอภิปรายเรื่องทุจริต อยากให้กลับไปสำรวจตัวเอง ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงา ด้วยว่า รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีคดีโกงอะไรบ้าง

00000 เพราะว่ามีประกาศในราชกิจจานุเบกษา คดีจำนำข้าว จาก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สรุปว่า ศาลให้จำเลยทั้งที่อยู่ในเรือนจำ และที่หนีคดี ร่วมกันชดใช้ ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน นี่คือชัดเจน

00000 “พญาเสือ” ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่ที่ผ่านมาก็เห็นว่า รัฐบาลไหนโกง รัฐบาลไหนไม่โกง เห็นๆ กันอยู่ ไม่มีทางจะเอาฝ่ามือไปปิดฟ้าได้ รัฐบาลไหนโกง จะอยู่ไม่ได้ หากรัฐบาลประยุทธ์โกง “พญาเสือ” ก็ไม่เอาไว้

00000 จึงอยากจะดูฝีมือของ ฝ่ายค้าน ว่าจะเอาข้อมูลทุจริตจากไหนมาเล่นงาน 3ป. อย่าลืม อภิปรายรัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่ใช่อภิปรายประยุทธ์ 1 ขืนอภิปรายประยุทธ์ 1 รับรองมีประท้วงวุ่นวาย และฝ่ายรัฐบาลมีสิทธิ์เสนอปิดอภิปรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องอภิปรายครบ 3 วันตามข้อตกลงได้ คิดให้ดีเพราะพรรคเพื่อไทยแผลเยอะเหลือเกิน อย่าเอาข่าวหนังสือพิมพ์มาตัดแปะก็แล้วกัน

00000 ฮัดเช้ย! เกิดอะไรขึ้นกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) วันนี้ “ใบ้กิน” ประเด็น “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ชงตั้งลูกเข้าครม. ขอยกเว้นกฎก.ตร. ข้ามหัวอาวุโส ปรากฏว่า ตำรวจในสตช.พากันปิดปากเงียบ ยังกับป่าช้า “พญาเสือ” สงสัยว่า ตำรวจคงกลัว บิ๊กแป๊ะ จนหัวหด นอกจากจะไม่ให้ข่าวแล้ว ยังมากดดันผู้สื่อข่าวเนชั่นอีกต่างหาก นี่จะมากไปแล้ว ถือว่าเป็นการคุกคามสื่อเลยนะ

00000 “พญาเสือ” ไม่เข้าใจว่า ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำไมมีปฏิกิริยาแบบนี้ ทำไมไม่ปกป้องคนดี ทำไมไม่ปกป้องคนถูก ทำไมถึงไม่เป็นที่พึ่งให้ประชาชน ลืมเจตนารมณ์ขององค์กรไปแล้วหรืออย่างไร อย่างการสั่งให้ติดตามถอดเทปการให้สัมภาษณ์ของ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ก็คือการคุกคามประชาชนกลายๆ ทั้งๆ ที่การนำเรื่องไบโอเมทริกซ์ ไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เป็นการทำหน้าที่พลเมืองดี ถูกผิดยังไม่มีใครทราบ เพราะ ป.ป.ช.ยังไม่สรุป เมื่อมีคนร้อง สตช.จึงมีหน้าที่ไปชี้แจง ป.ป.ช. ว่าสุจริต ไม่ใช่ไปคุกคามคนร้อง

00000 เฮ้อ ! ได้ยิน อดีตตำรวจ อย่าง พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร บอกว่า ตำรวจยุคนี้ “ด้ายได้อายอด” มันเป็นแบบนี้จริงๆหรือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะปฏิรูปตำรวจ ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความหวังเลยใช่หรือไม่ หากยุค พล.อ.ประยุทธ์ ยังทำไม่ได้ แล้วเราจะหวังจากยุคนักการเลือกตั้ง มาทำการปฏิรูปตำรวจนั้น ชาติหน้าตอนบ่ายๆ

00000 ปิดท้าย ข่าว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ถูกอีก 5 ส.ส.ลอยแพ เลยไปไหนไม่ได้ จะไปรัฐบาลก็ “ดีล” ไม่สำเร็จเพราะฝั่งโน้นมี 5 ส.ส. แลกได้ 1 เก้าอี้ มิ่งขวัญ เลยเคว้ง จำใจต้องร่วมฝ่ายค้าน อย่างไม่มีทางเลี่ยง

00000 ก่อนหน้านี้ “พญาเสือ” ได้ยินว่า มิ่งขวัญ พยายามต่อรองกับแกนนำรัฐบาลอย่าง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เพื่อเข้าร่วมรัฐบาลและอยากทำงานในกระทรวงเศรษฐกิจ แต่ว่าฝั่ง 5 ส.ส. “ดีล” ตรงกับ ลุง เรียบร้อย และเก้าอี้รัฐมนตรี ต้อง สุภดิช อากาศฤกษ์ เท่านั้น ปากอย่าง ใจอย่าง ก็เป็น “องุ่นเปรี้ยว” ต่อไป จบข่าว 00000

อย่าประมาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414598?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าประมาท

4 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:43 น.
ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019,ยาต้าน,ไวรัส,โคโรน่า
เปิดอ่าน 356 ครั้ง

อย่าประมาท บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563

การค้นพบสูตรยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดย นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช อายุรแพทย์โรคปอด นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กับ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว นายแพทย์เชี่ยวชาญแห่งโรงพยาบาลราชวิถี โดยใช้ยาต้านไวรัสหวัดที่เคยใช้รักษาโรคเมอร์ส ร่วมกับยาสองชนิดซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอดส์ จนผู้ป่วยรายนี้ซึ่งเป็นหญิงชาวจีนอายุ 71 ปีจากเมืองอู่ฮั่น ที่เข้ารับการรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลหัวหิน และถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลราชวิถี อาการดีขึ้น ผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นลบภายใน 48 ชั่วโมง ถือเป็นความสำเร็จของแพทย์ไทยและก็สร้างความหวังให้สังคม ไม่เฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้นแต่รวมถึงคนทั้งโลกที่มองเห็นหนทางต่อสู้ไวรัสมรณะชนิดนี้

อ่านข่าว… สื่อนอกกระพือข่าว”หมอไทยเก่งมาก”คิดสูตรพิฆาตไวรัสโคโรน่า
อย่างไรก็ตามตามคำแถลงของแพทย์บอกไว้ว่าตอนนี้ยังไม่ถือว่าคนไข้หายจากโรค แต่อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน และจากการตรวจเลือดตลอด 10 วันก่อนการรักษาด้วยสูตรยาใหม่พบเป็นบวกเมื่อให้สูตรยานี้แล้วผลการติดเชื้อเป็นลบภายในเวลา 48 ชั่วโมง แนวโน้มการรักษาด้วยยาสูตรนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแต่ยังต้องรอการศึกษาจนกว่าจะบอกได้ว่าเป็นมาตรฐานการรักษา และวิธีการรักษาในประเทศต่างๆนั้น ทางการจีนและประเทศอื่นได้รายงานในทิศทางเดียวกันออกมาเป็นระยะ ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือของแพทย์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยที่เข้าร่วมด้วยจะสามารถพัฒนาการรักษาร่วมกันได้

อย่างไรก็ตามในวันถัดมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การให้ยารักษาของนายแพทย์ทั้งสองเป็นการรักษาจากประสบการณ์ ความชำนาญที่มาจากการใช้ความรู้ทางการแพทย์เป็นหลัก จากนี้คณะแพทย์จะจัดทำรายงานตัวอย่างผู้ป่วยเพื่อให้สถาบันวิชาการ สถาบันวิจัย นักวิทยาศาสตร์นำสถิติข้อมูลผลการรักษาครั้งนี้ไปหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเพื่อวันหนึ่งผลการรักษาออกมาหายขาดทุกรายตามขนานยาดังกล่าวก็น่าจะเป็นผลดีต่อชาวโลก โดยสรุปจากคำยืนยันของรัฐมนตรีสาธารณสุขก็คือ จนถึงขณะนี้ยังไม่มียาที่สามารถพิชิตไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 ได้อย่างเด็ดขาด

แต่ถึงกระนั้นความพยายามของแพทย์ทั้งสองก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการแพทย์ของไทยอีกทั้งยังจุดประกายให้เกิดความหวังแก่ชาวไทยและชาวโลกถึงหนทางรักษาโรคนี้ หรือแม้แต่การร่วมมือกับแพทย์ทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายล้วนเป็นผลทางด้านบวกทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันการให้ความรู้ ข้อเท็จจริงแก่สังคมอย่างสม่ำเสมอและตรงไปตรงมาก็เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงตระหนัก เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่จะต้องยึดถือแนวทางปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเครัดครัดต่อไป ทั้งเพื่อรักษาสุขภาพของตนเองและของสังคมโดยรวมด้วยยึดหลักสำคัญที่สุดคืออย่าประมาทโดยเด็ดขาด

“คุณฉลองควรแฟร์กับผม” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คุณฉลองควรแฟร์กับผม” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:05 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,ฉลอง เทอดวีระพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์,งบประมาณ63
เปิดอ่าน 10,861 ครั้ง

“คุณฉลองควรแฟร์กับผม” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คอลัมน์… Exclusive Talk

กลายเป็นคนเปิดประเด็นใหญ่จาก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดหลักฐานช่วงการโหวตร่างพ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท พบการเสียบบัตรแทนกันจาก 2 ส.ส.พรรคภูมิใจไทย “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” และ “นาที รัชกิจประการ”

กลายเป็นประเด็นนำไปเปรียบเทียบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 12 มีนาคม 2557 กรณี “นริศร ทองธิราช” ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เสียบบัตรแทนกันช่วงพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ…หรือ “ร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้าน” ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษิณ ชินวัตร เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2556 จนที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

“คม ชัด ลึก” ได้พูดคุยกับ “นิพิฏฐ์” คล้อยหลังไม่กี่ชั่วโมงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องส.ส.ฝ่ายค้าน และส.ส.รัฐบาล เข้าชื่อผ่านประธานสภา ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า “ร่างงบปี 2563” ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่

เริ่มที่ “นิพิฏฐ์” บอกถึงความรู้ในฐานะผู้เปิดประเด็นไปจนถึงศาลรับคำร้อง ไม่ได้รู้สึกอะไรพิเศษเพราะเคยมีกรณีตัวอย่างเรื่องแบบนี้ ถึงเป็นข้อเท็จจริงไม่เหมือนกันแต่ใกล้เคียงกัน เราเป็นนักกฎหมายข้อเท็จจริงแบบนี้ศาลก็ต้องรับ ไม่ได้แปลกใจที่ศาลรับ แต่หากศาลไม่รับจะน่าแปลกใจมากกว่า ส่วนรายชื่อที่ศาลให้เรียกมาชี้แจงภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กลับไม่มีชื่อคุณนาที ขอพูดตรงๆ ว่า ส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ไม่ทำการบ้าน เพราะการตรวจสอบไม่เข้มข้นและหย่อนยาน โดยคำร้องของส.ส.รัฐบาลนำข้อมูลที่ผมแถลงข่าวไปเรียบเรียงใหม่แล้วยื่นประธานสภา ก่อนฝ่ายค้าน จึงไปร่างแล้วเซ็นกันในวิปรัฐบาล แต่ในช่วงที่ผมแถลงประเด็นคุณนาที เขายังไม่มีข้อมูล มีเพียงข้อมูลที่แถลงเรื่องคุณฉลอง (เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย) ก็เลยตกชื่อคุณนาทีไป

“ส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านก็คล้ายกันคือตัดแปะไม่ได้ตรวจสอบอะไรเลย เอาข่าวจากที่ผมแถลงจากหนังสือพิมพ์มาเรียบเรียง ก็มีการแย่งเวลากันทำให้ตกชื่อคุณนาที ผมเข้าใจว่าฝ่ายค้านรู้ว่าตกชื่อคุณนาที ก็ยื่นไปใหม่โดยเป็นคำร้องของคุณเสรีพิศุทธ์ (เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย) แต่คำร้องของคุณเสรีพิศุทธ์ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ มีการเซ็นชื่อซ้อนกัน เมื่อชื่อไม่ครบคำร้องนั้นก็ตกไป ซึ่งการลงชื่ออีกนั้นทำได้ แต่ต้องมีข้อเท็จจริงใหม่ ต้องพูดถึงคุณนาทีเลย”

“นิพิฏฐ์” อธิบายถึงระบบการไต่สวนของศาลสามารถหาข้อเท็จจริงได้กว้างขวางมาก ถ้าตัวเองไปยื่นชื่อเพิ่มเติมก็ทำได้แต่จะกลายเป็นว่าผมเป็นคู่กรณีมากเกินไป ดังนั้นดีที่สุดอยู่ที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ต้องเตรียมข้อมูลไปให้ครบตั้งแต่ข้อมูลคุณฉลองและคุณนาที เพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ ส่วนที่บางพรรคอาจมองว่าการตรวจสอบครั้งนี้เป็นความแค้นทางการเมืองในการเลือกตั้งที่พัทลุง เมื่อ 24 มีนาคม 2562 “นิพิฏฐ์” ยืนยันไม่มีความแค้นอะไรเพราะถ้าแค้นส่วนตัวคงมีบางเรื่องทำไปนานแล้ว

“ยกตัวอย่างประเทศสารขัณฑ์แห่งหนึ่งมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งจะสมัครเลือกตั้งส.ส. แต่บังเอิญวันหนึ่งข้าราชการคนนี้เมาแล้วขับรถไปชนเด็กอายุประมาณ 6-7 ขวบ เด็กบาดเจ็บแต่เขาก็ไปกราบอ้อนวอนแม่ของเด็กว่าเขากำลังจะลาออกจากข้าราชการมาสมัครส.ส. ข้าราชการคนนี้ก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนซึ่งเป็นผู้ใต้บัญชาให้มารับเป็นคนขับให้หน่อย สุดท้ายตกลงเงินค่าเสียหายให้แม่ของเด็ก 6 แสนบาท จบกันไป แต่ผมมีคลิป มีภาพ มีทะเบียนรถเรียบร้อย แต่ผมจะบอกว่าถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวผมทำแล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นการตรวจสอบ”

  “นิพิฏฐ์” ยอมรับตัวเองมีจุดอ่อนจากความรักใน 2 อาชีพทนายความและนักการเมือง จะเห็นว่าที่ผ่านมาปกป้องนักการเมืองตลอด จะมีศักยภาพมากบ้างน้อยบ้างไม่เป็นไรขอให้ทำงาน แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่ไว้วางใจไปแล้วไม่ทำงานไม่ว่าเป็นฝ่ายไหนจะร้องทั้งหมด เพราะถือว่าเป็นสำนึกความรับผิดชอบของแต่ละคน เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีแบบนี้อีก (หัวเราะ)

ในฐานะนักกฎหมาย หากพิจารณาถึงปรากฏข้อเท็จจริงของคุณฉลอง จะมีผลต่อสถานะส.ส.อย่างไร “นิพิฏฐ์” บอกว่า การกดบัตรแทนกันมีความผิดอยู่ 2 ลักษณะเมื่อนำบัตรของคนอื่นไปกด หรือเรายินยอมให้บัตรของเราไปกด เรียกง่ายๆ การกดบัตรแทนกันมีความผิดเกิดขึ้น 2 ลักษณะ 1.ความสมบูรณ์ของกฎหมายที่ตราขึ้น หน่วยงานที่วินิจฉัยได้คือศาลรัฐธรรมนูญ 2.ความผิดทางอาญาของเจ้าของบัตรรวมถึงคนที่กดบัตรแทนให้ จะไปช่องทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งขณะนี้มีผู้ไปร้องป.ป.ช.แล้ว ดังนั้นถ้าเจ้าของบัตรบอกว่าเสียบบัตรไว้แต่ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย แต่มีคนอื่นมากดแทนให้เจ้าของบัตรก็ไม่มีความผิด

“เปรียบเทียบผมเป็นส.ส.ในสภา ไปเข้าห้องน้ำ 5 นาที แต่คนนั่งข้างๆ ไปกดคะแนนให้ผม เจ้าของบัตรถือว่าไม่ผิดเพราะไม่มีเจตนา แต่คนกดแทนให้มีความผิด ดังนั้นกรณีคุณฉลองจะมีความผิดทางอาญาหรือไม่อยู่ที่คุณฉลองรู้เห็นเป็นใจให้คนอื่นเอาบัตรไปกดแทนหรือไม่ แต่ถ้าในกรณีคุณฉลองหากใช้สามัญสำนึกของคนทั่วไป มันยากที่คุณฉลองจะปฏิเสธ เพราะมันข้ามคืนเจ้าหน้าที่สภาก็ต้องยืนยันว่าเวลาใครเสียบบัตรลืมไว้ต้องดึงออกแล้วไปเก็บไว้ในกล่อง วันรุ่งขึ้นหากมีการประชุมส.ส.คนนั้นก็ไปขอเบิกบัตรกับเจ้าหน้าที่”

ถามถึงการตรวจสอบความรับผิดชอบของส.ส. แต่อีกด้านเป็นงบประมาณของประเทศ จะมีทางออกอย่างไร “นิพิฏฐ์” ย้ำว่าข้อเท็จจริงการเสียบบัตรแทนครั้งนี้แตกต่างกับในอดีต เพราะครั้งนี้คุณฉลองก็ยอมรับว่าเขาไม่ได้กด แต่มีส.ส.คนอื่นไปกดให้แทน ถ้าคุณฉลองไปชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญ เขาบอกเสียว่าไม่ได้กดตั้งแต่มาตรา 10 ถึงมาตรา 20 ในกรณีแบบนี้ทำให้มาตรา 10 ถึงมาตรา 20 ไม่สมบูรณ์ ส่วนจะเป็นโมฆะหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ศาลก็อาจมีทางออกโดยทำให้สมบูรณ์ 2 ลักษณะ 1.ศาลอาจจะหักคะแนนคุณฉลอง 1 คะแนนแต่ละมาตรา 2.ให้โหวตใหม่ในมาตราที่ไม่สมบูรณ์ก็ได้ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังคาดการณ์ไม่ได้

คาดหวังอะไรจากการเปิดประเด็นและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ “นิพิฏฐ์” ถ้าจะพูดความรู้สึกคนกลางๆ ก่อนคิดว่าคงไม่โอเคถ้าส.ส.จะกดบัตรแทนกัน ส่วนการคาดหวังผลจะไปถึงไหนก็ไม่รู้จะไปถึงไหน แต่เรื่องนี้ต้องยุติอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อคดีขึ้นศาลไปแล้ว แต่เชื่อว่าจากนี้ ส.ส.จะตระหนักในการทำหน้าที่มากขึ้น แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะยังมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก หากมีข้อมูลจะตรวจสอบต่อไป แต่ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะต้องมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนถึงจะมาแถลงไม่งั้นจะถูกฟ้องได้ ส่วนในจังหวัดอื่นก็ไปไม่ถึงข้อมูล แต่เมื่อตัวเองอยู่ในพื้นที่จึงมีข้อมูลตรงนี้

“ที่ยากต่อไปคือข้อมูลบางเรื่องอยู่ในความครอบครองของส่วนราชการ เช่น คุณนาทีผ่านด่านตม.เวลาเท่าไหร่มันไม่ง่ายนะ แต่บังเอิญผมเป็นผู้แทนมานานก็พอมีข้อมูลพวกนี้อยู่บ้าง และต้องมีความรู้ในการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ด้วย”

สุดท้ายถามถึงพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ส่งแรงกระเพื่อมความเป็นพรรคร่วมด้วยกันแค่ไหน “นิพิฏฐ์” เชื่อว่าในระดับผู้ใหญ่ของทั้ง 2 พรรคคงเข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้นตัวเองได้จำกัดวงการต่อสู้ไว้เป็นเรื่องของผม เป็นเรื่องคุณฉลอง และเป็นเรื่องของคุณนาที ผมตรวจสอบ 2 คนนี้เพราะเป็นส.ส.พัทลุง ไม่ใช่เรื่องพรรคมาประจันหน้ากัน อยากให้ทุกคนเข้าใจการทำหน้าที่

“เอาเป็นว่าถ้าสมมุติผมเป็นส.ส. แต่คุณฉลองไม่ได้เป็นส.ส.แล้วผมทำแบบนี้ คุณฉลองจะตรวจสอบผมหรือไม่ เขาก็ตรวจสอบผมนั่นแหละ แล้วผมก็ไม่ว่าถ้าผมทำผิด คุณฉลองก็ควรแฟร์กับผม”

“นิพิฏฐ์” ยังเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญว่า ได้คุยกับผู้ใหญ่เรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ผมบอกไปว่าถ้าเป็นอุปสรรคในการร่วมรัฐบาลแล้วมีปัญหาว่าไปทะเลาะกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผมบอกว่าผมจะลาออกไปจากรองหัวหน้าภาคใต้และกรรมการบริหารพรรคให้เลย เหลือเพียงสมาชิกอย่างเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับพรรคและไม่เกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นเรื่องระหว่างผมกับคุณฉลอง ผมแสดงเจตนารมณ์จะลาออกให้อย่านำเรื่องนี้ไปผูกแล้วมีปัญหากับรัฐบาล

“แต่หัวหน้าพรรค จุรินทร์ (ลักษณวิศิษฏ์) ท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หรือท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) แต่ทุกคนบอกว่ายังไม่ต้องทำขนาดนั้น เขาเข้าใจอย่าเพิ่งลาออก”

การย้ายไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การย้ายไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 14:00 น.
ตำรวจ,วงการสีกากี,ประยุทธ์
เปิดอ่าน 2,982 ครั้ง

การย้ายไม่ใช่วิธีขจัดตำรวจเลว โดย…  พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. หลังจากนั้นท่านได้ให้สัมภาษณ์ว่า

“เป็นการประชุมเรื่องการบริหารกิจการภายในของตำรวจ ทั้งเรื่องการลงโทษและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งมีการพิจารณาลงโทษไล่ออกปลดออกกันเยอะแยะไปหมด คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป  ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน”

ได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิรูปตำรวจไปด้วย จะได้ชี้แจงทำความเข้าใจกันว่าเราทำอะไรไปบ้างและเกิดประโยชน์อย่างไร หลายอย่างต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา และก็ต้องรับฟังความคิดเห็นทั้งสองทาง ทั้งจากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจและเอากฎหมายมาดูด้วย มีทั้งองค์กร บุคลากร และเครื่องมือเครื่องไม้

ที่สำคัญต้องดูว่าที่ทำมาได้อะไรมาแล้วบ้างที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเจ้าหน้าที่จะทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน อยากฝากว่าวันนี้ ประเทศชาติต้องการความรัก ความสามัคคี”
ประชาชนฟังแล้ว “แสนเหนื่อยใจ” กับคำพูดของท่านเกี่ยวกับ การแก้ปัญหาตำรวจและการปฏิรูป ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งความหวังไว้ มานานกว่าห้าปี

คือนับแต่วันที่ยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 มาจนถึงปัจจุบัน

ขอเรียนว่าในการตรวจสอบควบคุมการทำงานของตำรวจ รวมทั้งการปฏิรูป เพื่อขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบของตำรวจผู้ใหญ่มิให้มีพฤติกรรม “รับส่วยสินบน”  ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีแหล่งอบายมุขทั้งตู้ม้า บ่อนการพนัน และสถานบันเทิงเถื่อน หรือเปิดเกินเวลา 01.00 น.
ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของอุบัติเหตุจราจรและปัญหาอาชญากรรม “ทำลายเด็กและเยาวชน” จนบ้านเมืองไร้ความปลอดภัยอย่างร้ายแรงอยู่ขณะนี้!

รวมทั้งกรณีตำรวจผู้น้อยใช้อำนาจโดยมิชอบ “ตามคำสั่งของตำรวจผู้ใหญ่ที่ไม่รู้กฎหมาย”  ในการนำสิ่งของต่างๆ มาขวางถนน ตั้งด่านขอตรวจค้นประชาชนผู้สัญจรไปมา หรือ ยัดข้อหา จับกุมส่งพนักงานสอบสวน

หรือแม้กระทั่ง “การไม่ยอมรับคำร้องทุกข์จากประชาชนดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานตามกฎหมายส่งให้อัยการสั่งคดี”

เป็นการกระทำเพื่อ “ลดสถิติอาชญากรรม”  ที่สร้างความเดือดร้อนและ
“ความอยุติธรรม” ให้ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างแสนสาหัสในปัจจุบันนั้น

การประชุม ก.ตร.แต่ละครั้ง ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่สำคัญและร้ายแรงเหล่านี้ให้ประชาชนอย่างแท้จริงเลย!

เพราะประเด็นที่ถูกกำหนดไว้ในวาระการประชุม “โดยตำรวจผู้ใหญ่ผู้รับผิดชอบ” นอกจากส่วนมากถ้าไม่ใช่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ “ตำรวจผู้มีส่วนได้เสียและสื่อบางกลุ่ม” จะให้ความสนใจกัน อย่างจดจ่อ ปีละครั้งหรือสองครั้งแล้ว ในแต่ละเดือนก็ล้วนมีแต่เรื่อง “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง”

เช่น เสนอให้เห็นชอบการลงโทษทางวินัย วินิจฉัยคำอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ของตำรวจเรื่องที่ถูกผู้บังบัญชากลั่นแกล้งแต่งตั้งโยกย้าย หรือลงโทษอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งมีอยู่มากมาย

เป็นเรื่องการบริหารงานภายในองค์กรตำรวจที่ประชาชนไม่ได้สนใจหรือมีใครอยากรู้เลยว่าตำรวจคนใดร้องทุกข์หรืออุทธรณ์เรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายหรือลงโทษทางวินัยในกรณีใดบ้าง และผลการพิจารณาของก.ตร.ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานอยู่ เห็นอย่างไร?

ซ้ำผลการวินิจฉัยส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามที่ตำรวจผู้รับผิดชอบเสนอแทบทั้งสิ้น!
ที่สำคัญก็คือทำให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น “ผู้นำฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศ” ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งรับฟังและรับรู้การพิจารณาเรื่องเหล่านี้หลายชั่วโมงในแต่ละครั้งโดยไม่จำเป็น

เป็น “วิธีหนึ่ง” ที่ทำให้ท่านมึนงง  ไม่มีสมองและเวลาในการพิจารณาเรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญและร้ายแรงต่างๆ อีกมากมาย!

นอกจากนั้นการที่ท่านบอกว่า “คนไม่ดีก็ต้องขจัดออกไป”

ก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าท่านหมายถึงอะไร? เป็นการขจัดตำรวจประเภทใด? ด้วยวิธีใด?

เพราะถ้าท่านหมายถึงตำรวจที่กระทำความผิดทางวินัยและผู้บังคับบัญชาได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนลงโทษไล่ออกปลดออกไปในกรณีต่างๆ ที่ท่านมีส่วนพิจารณา ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งในหนึ่งปีอาจมีรวมกันหลายร้อยคน

ขอเรียนว่า ในบรรดาตำรวจที่ถูกไล่ออกจากราชการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการขาดราชการเกินกว่า 15 วัน หรือมีการกระทำผิดอาญาถูกดำเนินคดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกแล้วแทบทั้งสิ้น

เป็นกรณีที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาไม่ว่าระดับใดไม่สามารถ “ยื้อ” หรือ “ซื้อเวลา” ในการพิจารณาลงโทษวินัยร้ายแรงไล่ออกปลดออกได้อีกต่อไป

ส่วนการกระทำอาญาและวินัยร้ายแรงที่สำคัญของตำรวจผู้ใหญ่ในการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่

มีพฤติกรรม “รับส่วยสินบน” จากผู้กระทำผิดกฎหมายหรือผู้ใต้บังคับบัญชา

ซึ่งแต่ละหน่วยหรือสถานี “มีหน้าที่” เก็บรวมมาจากแหล่งอบายมุขทั้งบ่อนการพนัน ตู้ม้า สถานบันเทิงเถื่อน หรือเปิดเกินเวลา 01.00 น. และการกระทำผิดกฎหมายอาญาและจราจรอีกสารพัด

ท่านจะไม่ได้เห็นการลงโทษทางวินัยไล่ออกปลดออกหรือแม้แต่ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือนตำรวจที่มีพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบเหล่านี้เลย แม้แต่คนเดียว!

แม้กระทั่ง หัวหน้าสถานีและรองผู้รับผิดชอบหลายสิบแห่งรวมหลายร้อยคน ที่ถูก ผบ.ตร. ผู้บัญชาการหรือผู้บังคับการสั่ง “เด้ง” ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. ระดับต่างๆ หลังทหารหรือฝ่ายปกครองได้ไปจับบ่อนการพนัน หรือสถานบันเทิงผิดกฎหมายในพื้นที่

ก็ไม่มีใครปรากฏในรายชื่อว่าเป็นผู้ถูกสั่งลงโทษไล่ออกปลดออก หรือแม้กระทั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อหาผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงด้วยการ “กักยาม” หรือ “กักขัง” เช่นที่กระทำกับตำรวจที่ถูกเรียกว่าเป็น “ชั้นประทวน” เช่นกัน

สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปเข้าใจกันว่า “การสั่งเด้ง” ตำรวจ คือให้พ้นจากตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราวหรืออาจตลอดไปให้ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก. หรือศูนย์ปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็น บก. บช. ตร.

เป็นการลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดเนื่องจากมีพฤติกรรมทุจริตรับส่วยสินบนจากแหล่งอบายมุขผิดกฎหมายทำให้ประชาชนและสังคมได้รับความเสียหาย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนจนฝ่ายปกครองหรือทหารต้องไปทำหน้าที่แทน

แต่แท้จริงแล้วตำรวจผู้ใหญ่ผู้มี “พฤติกรรมที่สังคมรังเกียจ” เช่นนี้
ไม่เคยมีใครถูกขจัดออกจากวงการตำรวจแม้แต่คนเดียว?

ทุกคนล้วนรับราชการกันอย่างสุขสบาย

หลายคนมีฐานะ “ร่ำรวยเป็นเศรษฐี” และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าตำรวจที่สุจริตอยู่ในครรลองคลองธรรมชนิดเทียบกันไม่เห็นฝุ่น

ซ้ำสื่อยังเรียกว่าเป็น “ตำรวจยอดนักสืบ” “มือปราบ” หรือ “มือสอบสวน”  อีกด้วย!

ตระหนัก เรียนรู้ ป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414451?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตระหนัก เรียนรู้ ป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 13:32 น.
โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่,อู่ฮั่น,ประเทศจีน,แพร่ระบาด
เปิดอ่าน 784 ครั้ง

ตระหนัก เรียนรู้ ป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

การระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCov) เป็นวิกฤติที่นานาประเทศให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตัวและความหวาดกลัวให้คนทั่วโลกหลังจากมีการรายงานการพบผู้ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบหลายรายในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อปลายปี 2562 และขณะนี้ยังคงปรากฏการแพร่กระจายในหลายประเทศทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อในวงกว้างที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกระทั่งองค์การอนามัยโลกประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก” เพราะเชื้อไวรัสนี้กำลังแพร่ระบาดไปอย่างน้อย 20 ประเทศ และทำให้ผู้เสียชีวิตกว่า 250 รายในจีน

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย กล่าวในงานเสวนา “เกาะติดสถานการณ์ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่: แนวทางการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันตนเอง” โดยให้ข้อมูลว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดและจะมีการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด แต่จะลดระดับลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของการแพร่กระจายของโรคระบาด

ข้อมูลบ่งชี้ว่าในระยะแรกการระบาดมีสาเหตุมาจากสัตว์สู่คน เชื้อไวรัสโคโรน่าที่เคยระบาดทั้งในอดีตและปัจจุบันมีต้นตอของเชื้อที่เหมือนกันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ ค้างคาว และอูฐ แต่เมื่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ทำให้ทนทานต่อภูมิคุ้มกันของคนและสามารถพัฒนาตัวกลายเป็นเชื้อที่ติดต่อจากคนสู่คนได้

จากองค์ความรู้เกี่ยวกับเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าพบว่าเป็นเชื้อโรคที่เคยระบาดหรือติดต่อในคนมาแล้ว เช่น โรคซาร์ส (SARS: Severe Acute Respiratory Syndrome) ที่ระบาดในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปี 2545-2546 ซึ่งมีสาเหตุจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ SARS-CoV ที่เป็นไวรัสโคโรน่าจากชะมดมาติดในคน โดยเริ่มระบาดจากประเทศจีนและกระจายไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่าแปดพันคน อัตราการตายร้อยละ 10 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ส่วนโรคเมอร์ส (MERS: Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus) ซึ่งระบาดในภูมิภาคตะวันออกลาง ระหว่างปี 2555-2557 เป็นไวรัสโคโรน่าผ่านอูฐมาติดเชื้อในคน เริ่มจากผู้ป่วยในประเทศซาอุดีอาระเบีย มีผู้ติดเชื้อประมาณ 1,700 คน อัตราการตายร้อยละ 34

นพ.โอภาส ยืนยันว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ไม่ทำให้เสียชีวิตทุกคน หากติดเชื้อก็สามารถรักษาหายได้ ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่โดยเฉลี่ยคือ 3-5% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคซาร์สซึ่งควบคุมการระบาดได้แล้ว และโรคเมอร์สที่ยังพบการระบาดอยู่เนื่องจากไม่สามารถคุมสัตว์ที่เป็นต้นตอของโรคได้

สำหรับการรักษาเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้ เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการของผู้ป่วย ถ้าภูมิคุ้มกันดีพอ มีหลายคนสามารถหายได้เอง แต่กลุ่มเสี่ยงคือกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว โดยอาจจะเสียชีวิตจากระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือไวรัสกระจายในกระแสเลือด เป็นต้น โดยปกติสามารถสังเกตอาการของผู้ที่ติดเชื้อโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เช่น มีอาการไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล จาม หายใจเหนื่อยหอบ และท้องเสีย เป็นต้น ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีอาการที่คล้ายกับการติดเชื้อก็ควรรีบติดต่อแพทย์

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงและได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ซึ่งหลายหน่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยมีการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลเพื่อรับมือและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์มีความสุ่มเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เพราะอยู่ในพื่นที่เสี่ยงกับผู้ป่วยและมีการใกล้ชิดกับผู้ที่ไอ จามโดยตรง

ดังนั้นการหาความรู้และความเข้าใจต่อการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่จึงมีความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อและเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินไปจนเกิดกระแสการต่อต้านผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อโดยเฉพาะชาวจีนและผู้ที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเชื้อไวรัสดังกล่าว ทั้งนี้การป้องกันตนเองเช่นการล้างมืออย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสวมใส่หน้ากากอนามัยก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ และติดอาวุธทางความคิดเพื่อสร้างความเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกในสถานการณ์ปัจจุบันจึงมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

‘เดอะตู่’ ฝันใหญ่ ‘พรรคข้ามแม้ว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414383?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เดอะตู่’ ฝันใหญ่ ‘พรรคข้ามแม้ว’

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:25 น.
จตุพร พรหมพันธ์ุ,แกนนำ นปช,พรรคเพื่อชาติ,สงคราม กิจเลิศไพโรจน์,ตู่ จตุพร,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 8,152 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ก.พ.63

***************************

ไวรัสอู่ฮั่นแปรสภาพเป็นไวรัสการเมืองไทย แบ่งขั้วแบ่งฝ่าย ทะเลาะเบาะแว้ง ทำเอาการยื่นซักฟอกของฝ่ายค้านกร่อยลงไปไม่น้อย มินับคนกลุ่มหนึ่งแถลงข่าวตั้งพรรคการเมืองชื่อ “สามัคคีไทย” ตามแนวทาง “สมานฉันท์ ก้าวมั่น ทันโลกพูดคุยกับทุกฝ่าย นโยบายจากล่างสู่บน”

ดูรายนามคณะผู้ก่อการอย่าง รยุศด์ บุญทัน อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อชาติ และธนชาติ ไชยทองพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อคนไทย ก็หาคำตอบได้ไม่ยากว่า พรรคนี้เป็นคนการเมืองกลุ่มใด

เพื่อชาติ-เพื่อแม้ว

พรรคเพื่อชาติ ที่เริ่มต้นจากร้านกาแฟพีซ คอฟฟี่ แอนด์ไลบรารี่ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยผู้ชายสามคนคือ จตุพร พรหมพันธุ์, สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และยงยุทธ ติยะไพรัช มาถึงวันนี้กลายเป็น “พรรค 2 ร่าง”

ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อชาติ 5 คน ประกอบด้วย สงคราม กิจเลิศไพโรจน์, ลินดา เชิดชัย, เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล, ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (ลูกสาวของยงยุทธ) และอารี ไกรนรา

พรรคเพื่อชาติ เหลือแค่สงครามและยงยุทธ

ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อชาติ คนอยู่ในกำมือ “ยงยุทธ” เหลือเพียงหน่อเดียวคือ “อารี ไกรนรา” อดีตหัวหน้าการ์ด นปช.ที่ยังยืนเคียงข้างจตุพร

ยงยุทธ เคลื่อนไหวมวลชนในภาคเหนือ

ชั่วโมงนี้ ยงยุทธ เคลื่อนไหวจัดตั้งมวลชน “ชายขอบ” ในนาม “กลุ่มพลเมืองร่วมใจ” พร้อมหาเสียงช่วย “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์ ว่าที่ผู้สมัครชิงนายก อบจ.เชียงราย ซึ่งจัดทัพใหญ่เปิดตัวไปแล้ว สมราคาลูกสะใภ้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ยงยุทธยังรับบทเสนาธิการหลังม่าน และรับใช้ทักษิณสุดหัวสุดตัว

เพื่อตู่และเพื่อนพ้อง

ถึงวันนี้ “เดอะตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ยังคงนัดพบแฟนคลับในกิจกรรมสังสรรค์ “ลมหายใจพีซทีวีเวทีทัศน์” ทุกวันอาทิตย์ พร้อมขอระดมทุนจากคนเสื้อแดง เพื่อจัดสร้างสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ให้แก่ช่องพีซ ทีวี

จตุพร พรหมพันธุ์

เมื่อตรวจเช็กกำลังแกนนำ นปช.ที่เหลืออยู่นอกคุกก็จะมีแต่ ยศวริศ ชูกล่อมอารี ไกรนราวิโชติ วัณโน และศักดิ์ระพี พรหมชาติ ที่เดินตามจตุพรอยู่ ส่วนที่เหลือก็ไปกับ นปช.สายป้าธิดา

ระยะหลัง จตุพรได้พบปะ เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ยุคหลังพฤษภาทมิฬบ่อยครั้ง แม้ช่วง “สงครามเสื้อสี” จะเหินห่างกันไป บางช่วงถึงขั้นต้องเป็นศัตรูกัน เมื่อวันเวลาผ่านไป สถานการณ์คลี่คลาย ความเป็นเพื่อนก็ยังดำรงอยู่ จึงปรับจูนความคิดกันไม่ยาก

พูดง่ายๆ “เดอะตู่” กำลังถอยออกจากอาณาจักร “ชินวัตร” อย่างมีจังหวะก้าว

แจ๊คเพื่อนตู่

ตัวละครที่สำคัญของพรรคสามัคคีไทย น่าจะโฟกัสไปที่ “แจ๊ค” ธนชาติ ไชยทองพันธ์ นักการเมืองท้องถิ่นจากสกลนคร ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว “แจ๊ค ธนชาติ” เป็นนักกิจกรรมการเมืองในรั้วรามคำแหง จึงรู้จักมักคุ้นกับจตุพร พรหมพันธุ์

ธนชาติ ไชยทองพันธ์

“แจ๊ค” เป็นลูกชายอดีต กอ.รมน.ใหญ่-ประสิทธิ์ ไชยทองพันธ์ เขาเคยเป็น ส.อบจ.สกลนคร เขต อ.สว่างแดนดิน และปัจจุบันแจ๊คเป็นเจ้าของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลเทคนิค อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

สมัยแดงทั้งแผ่นดิน แจ๊คเคลื่อนไหวมวลชนในนาม นปช.สกลนคร และอยู่เบื้องหลังการจัดทีม นปช. หรือ “ทีมเพื่อนจตุพร” ลงสมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ.สกลนคร ปี 2555 

เลือกตั้งปี 2554 แจ๊ค ลงสมัคร ส.ส.สกลนคร สังกัดพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และเลือกตั้งหนล่าสุดเขาเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อคนไทย ที่มีเพื่อนนักกิจกรรมรามฯ อย่าง ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

ลูกชายอดีต กอ.รมน.คนดัง อธิบายโลโก้พรรคสามัคคีไทย ที่มีสีธงชาติคือ สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวคือ ศาสนา สีน้ำเงินคือสถาบันพระมหากษัตริย์ สำหรับรูปนกพิราบสีขาว เปรียบเสมือนความคิดที่เป็นอิสระ

สรุปพรรคสามัคคีไทย ก็คือพรรคของ “เดอะตู่” ที่เตรียมไว้รองรับ “อารี ไกรนรา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

ประธาน นปช.ยังไม่หยุดฝัน แค่พรรคสามัคคีไทย..พรรคการเมืองในฝัน กำลังร่างพิมพ์เขียวกันอยู่ในกลุ่มคนเดือนพฤษภา 2535

เชื้อบ้าทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เชื้อบ้าทางการเมือง

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:10 น.
ประยุทธ์,ทักษิณ,โคโรน่า
เปิดอ่าน 1,030 ครั้ง

เชื้อบ้าทางการเมือง คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  สถิตย์ ธรรม

ผ่านมาเกือบสัปดาห์ สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ในจีนมีพัฒนาการขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากจำนวนผู้ติดเชื้อไปทั่วเมืองจีนแตะระดับหมื่นคนขึ้นไป ในส่วนของประเทศต่างๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิตเหมือนประเทศจีน

อ่านข่าว… สื่อนอกกระพือข่าว”หมอไทยเก่งมาก”คิดสูตรพิฆาตไวรัสโคโรน่า
พัฒนาการตามมาเมื่อองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ตัดสินใจประกาศให้เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ส่งสัญญาณไปถึงทั่วโลกให้ยกระดับการรับมือต่อโรคอุบัติใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีรายได้ระดับน้อยถึงปานกลาง องค์กรอนามัยโลกให้ความสำคัญเป็นพิเศษและยังเป็นการแจ้งไปถึงการแพทย์สาธารณสุขในการหาองค์ความรู้ใหม่ต่อการพิชิตโรคร้ายชนิดนี้

ในขณะที่สาธารณสุขจีนกำลังคิดค้นวัคซีนกำราบไวรัสอู่ฮั่น ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด รมต.เกษตรฯ ของจีนออกมารายงานว่า พบการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่มณฑลหูหนาน

ครั้นสื่อต่างประเทศกระพือเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้บรรดาผู้นำชาติต่างๆ หันกลับเพ่งเล็งจีนอีกรอบ เนื่องจากไม่อาจไว้วางใจการควบคุมการแพร่ระบาด โดยเฉพาะประเทศในเอเชียต้องเตรียมการรับมือเช่นเดียวกัน ไหนจะสถานการณ์ไวรัสอูฮั่นตามมาด้วยไข้หวัดนกคืนชีพอีก
อย่าลืมนะครับ ไข้หวัดนกเคยเกิดการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปี 2547 ยุครัฐบาลทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสายพันธุ์ H5N1 ติดจากสัตว์สู่คนมีสถิติบันทึกไว้ลองหาข้อมูลย้อนหลังพบการเสียชีวิตของเด็กและผู้ใหญ่ในไทย ถ้าจำไม่ผิดมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญออกมาเปิดโปงด้วยว่า รัฐบาลปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดทำให้ขาดมาตรการรับมือได้อย่างทันท่วงที ทำให้รัฐบาลทักษิณขณะนั้นเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ในที่สุด “เฮียแม้ว” ต้องพาคณะรัฐมนตรีออกมาโชว์ลีลารับประทานไก่ เรียกความเชื่อมั่นให้ผู้คนในประเทศและสื่อต่างประเทศว่าไก่ไทยปลอดภัยกันเลยทีเดียว

โรคอุบัติใหม่แต่ละโรคล้วนมีตำนานเกี่ยวโยงมาถึงฝ่ายบริหารบ้านเมืองในการกำหนดแนวทางแก้ไข เกี่ยวโยงในแง่พิสูจน์การทำงานผู้นำประเทศในสถานการณ์วิกฤติ
กล่าวแบบนี้เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำต่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองมีมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่โดนก่นด่าทางโลกโซเชียลมีเดียชนิดไม่บันยะบันยัง ไม่ได้ลืมหูลืมตาหาข้อเท็จจริงกันก่อนต่อการแก้ปัญหาไวรัสโคโรนา ที่เพิ่มเติมเข้ามาปล่อยข่าวเท็จทำลาย
เป็นเรื่องน่าเสียใจครับ ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังทำหน้าที่สกัดกั้นเชื้อร้าย โดยเฉพาะทีมแพทย์สาธารณสุข ต่างทำหน้าที่ตรวจคัดกรอง ทำการดูแลรักษาผู้ป่วยเพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดขยายวงกว้าง ก็ยังถูกตำหนิติเตียน จากผู้ไม่รู้ข้อเท็จจริง
เสียงสะท้อนจาก นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นตัวแทนคณะแพทย์ในการทำหน้าที่ต่อสู้ไวรัสโคโรนา จึงถูกส่งออกมา “ผมกราบขอร้องพี่น้องประชาชน (เช่น โซเชียลมีเดีย) อย่ามุ่งแต่จะตำหนิพวกเราเลยครับ น้องๆ เราเหนื่อยมาก อดนอนข้าวไม่ได้กิน เราไม่ได้ขออะไรมาก ขอรอยยิ้มและกำลังใจเท่านั้นครับ”
ได้ยินได้ฟังถึงกับจุกแทน… สถิตย์ ธรรม… ขอเป็นสื่อกลางไปถึงกลุ่มคนในสังคมที่ติดเชื้อบ้าทางการเมือง ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรม มองอะไรเป็นการเมืองไปหมด หาทางโจมตีดิสเครดิต สร้างความขัดแย้ง ด้วยการตั้งคำถามเชิงขอร้อง “ให้รอยยิ้มและกำลังใจต่อผู้ทำงานที่กำลังรับศึกใหญ่เหล่านี้ได้ไหมครับ”
อยากให้มองสังคมชาติที่พัฒนา ยามที่เผชิญสถานการณ์วิกฤติ ทุกฝ่ายต่างร่วมแรงร่วมใจ ทั้งกองทัพ แพทย์พยาบาลเดินทางออกจากเมืองหลวงเพื่อไปต่อสู้ไวรัสมรณะที่อู่ฮั่น มีการร่วมบริจาคสมทบทุน เรียกได้ว่ามีวิธีไหนที่สนับสนุนให้กำลังใจก็ทำอย่างเต็มที่ ไม่มีหรอกที่จะเอาเวลามาชวนทะเลาะกันในยามประเทศชาติวุ่นวาย

ตัดภาพกลับมาประเทศไทย นี่ยังไม่ถึงขั้นการแพร่ระบาดขยายวงกว้างระดับหมื่นคนแบบจีน แทบไม่เห็นหัวนักการเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยออกมาเสนอความคิดความเห็นในทางเป็นสารประโยชน์ ทางตรงกันข้ามแกว่งปากขับไล่รัฐบาลทุกสามเวลาหลังอาหาร หน้ามืดตามัวเห็นวิกฤติเป็นโอกาส นำประเด็นไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดยัดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจซะนี่

ดูแล้วช่างน่าสมเพชเวทนาเสียเหลือเกิน