คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414387?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์  2563

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:42 น.
จักรทิพย์,คลุกวงใน,ประยุทธ์,ประวิตร,อนุพงษ์
เปิดอ่าน 1,375 ครั้ง

คลุกวงใน  วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์  2563  โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” อาสาขุดคุ้ยข่าวลึกที่ฉบับอื่นไม่มี มาบรรณาการคนอ่านเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือความมัน

00000 ฝ่ายค้าน ยื่นญัตติแล้วสรุปเหลือ 6 จาก 9 คนที่รอดจากรายชื่อเดิม “พญาเสือ” บอกตรงๆทำบุญด้วยอะไร 00000 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อุตตม สาวนายน, อนุทิน ชาญวีรกุล และศักดิ์สยาม ชิดชอบ

00000ไปๆ มาๆ การอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่เขาเรียกว่า ฝ่ายแค้น มันก็ หนังม้วนเก่า พุ่งเป้าไปที่ คสช. โดยเฉพาะ 3 ป. ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เท่าที่ “พญาเสือ” ถอดรหัสญัตติที่เขียนโดย สารวัตรเหลิมและ ชูศักดิ์ ศิรินิล ได้ความว่า จะอภิปราย คสช. ไม่ใช่รัฐบาลประยุทธ์ 2

00000 หากเป็นเช่นนี้การบ้านที่ บิ๊กตู่ และ บิ๊กป้อม จะต้องเตรียมมาตอบคือเรื่องใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และเรื่องใน กระทรวงกลาโหม “พญาเสือ” บอกโจทย์ให้เอาบุญว่าเนื้อๆ จะไม่เกินนี้

00000 เนื่องจากทั้ง บิ๊กตู่ และ บิ๊กป้อม รับผิดชอบงานซ้ำกันคือ ก่อนนี้ บิ๊กป้อม คุมกลาโหม และ ตำรวจ มาตอนหลัง บิ๊กตู่ มาคุมกลาโหม และ ตำรวจ ฝ่ายค้านจึงอภิปรายง่าย

00000 เรื่องกระทรวงกลาโหม น่าจะมีแค่เรื่อง การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ ก็เชื่อว่า บิ๊กป้อม น่าจะตอบได้ แต่เมื่อ บิ๊กป้อม ไม่ได้คุมกลาโหมแล้ว งานหนัก จึงอยู่ที่ บิ๊กตู่ ครั้นฝ่ายค้านอภิปราย บิ๊กตู่ แล้ว บิ๊กป้อม ไปช่วยตอบ คงไม่ได้ ขืนตอบจะถูกประท้วง

00000 ส่วนเรื่อง ตำรวจ “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า “สารวัตรเหลิม” อดีตตำรวจกองปราบเก่า จองกฐิน ตุนข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้เพียบ ทั้งไบโอเมทริกซ์ รถบีเอ็มอัจฉริยะ เรือตรวจการณ์ เป็นต้น เสียดาย ที่ “สารวัตรเหลิม” ไม่ได้อภิปรายเอง

00000 ข่าวว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ตัดข่าวจาก “คมชัดลึก” แต่ “พญาเสือ” ไม่เห็นด้วยหากจะมีการอภิปรายเรื่อง ส่วนตัว หรือเรื่อง ชู้สาว ของใครบางคน เพราะ ญัตติไม่ไว้วางใจต้องเรื่องงานเท่านั้น

00000 งานนี้บอกตรงๆ เขย่าเก้าอี้ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา สะเทือนถึงเก้าอี้บิ๊กตู่ แน่นอน มีหลายเรื่องหลายโครงการที่คาบเกี่ยวกัน และมี การแต่งตั้งโยกย้ายบางตำแหน่งที่นำเข้าที่ประชุมครม. สุ่มเสี่ยงต่อการขัดจริยธรรมและคุณธรรมของประธาน ก.ตร. ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และผบ.ตร.ที่ชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์

00000 ข่าววงใน คณะกรรมการกิจการพิเศษ ที่มี “สารวัตรเหลิม” เป็นประธาน พุ่งเป้าไปที่ นายกฯ โดยตรง ข้อมูลของ ฝ่ายค้าน มั่นอกมั่นใจว่า นายกฯทำผิดกฎหมาย อภิปรายจบบอกคำเดียวว่า อยู่ยาก หรืออยู่ไปก็อยู่ลำบาก แต่จะเป็นเรื่องอะไร “ฝ่ายค้าน” อุบไว้ก่อน

00000 “พญาเสือ” ไม่แน่ใจว่า “สารวัตรเหลิม” มีข้อมูลเรื่อง น้ำมันเถื่อน หรือไม่ เรื่อง โจ้ น้ำมันเถื่อน ถ้ามีไม่รู้ว่าลึกขนาดไหน คือเรื่อง ปราบปรามน้ำมันเถื่อน นายตำรวจที่รับผิดชอบดูแลคือ “บิ๊กช้าง” พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร. ที่ถูกคำสั่งฟ้าฝ่าจาก บิ๊กแป๊ะ ย้ายเข้ากรุแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ความจริงภารกิจ การปราบปรามน้ำมันเถื่อน ของ บิ๊กช้าง นั้น บิ๊กแป๊ะ เป็นผู้มอบหมายเอง

00000 เห็นว่าแม้นจะย้าย บิ๊กช้าง เข้ากรุ ศปก.ตร. แต่ภารกิจที่ดูการปราบปรามน้ำมันเถื่อนยังมอบหมายให้ บิ๊กช้าง ดูเหมือนเดิม เลยทำให้ “พญาเสือ” สงสัยว่าแล้วย้าย บิ๊กช้าง ด้วยเรื่องอะไร

00000 เรื่องย้ายตำรวจ ฝ่ายค้าน มีข้อมูลหรือไม่ แต่ “พญาเสือ” ว่ามันเป็นข้อมูลพื้นๆ ที่หาได้จาก มติครม. คือเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 มีการเสนอแต่งตั้งตำรวจเข้าที่ประชุมครม. ทั้งสิ้น 4 ราย เหตุที่ต้องเสนอครม.ก็ เพื่อจะขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการแต่งตั้งตำรวจ ที่ ให้ยึดอาวุโส เป็นหลัก เพื่อความยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจ ปรากฏว่า รายที่ 4 เป็นลูกชายบิ๊กตำรวจ คนหนึ่งเป็นรองสารวัตร 3 ปี แต่อยากขึ้น สารวัตร ขึ้นไม่ได้เพราะ กฎก.ตร.ปี 2561 ระบุว่ารองสว.ต้องครบ 7 ปี ถึงจะขึ้นสว.ได้

00000 “พญาเสือ” ไปเปิดอ่าน กฎก.ตร. แล้วเจ็บปวดในหัวใจ คนลงนามคือ พล.อ.ประวิตร ประธาน ก.ตร.ขณะนั้น แต่คนที่เห็นชอบตามมติครม.คือ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ประธานการประชุม ครม.วันที่ 30 เมษายน 2562 คือ ลุงป้อม ออกกฎมา แต่ ลุงตู่ มายกเว้นกฎ มันหมายความว่าอย่างไร กฎที่ออกมาเพื่อ การปฏิรูปตำรวจ ให้ความยุติธรรมกับ ตำรวจที่ไม่มีเส้นสาย แบบนี้เหมือนปากว่าตาขยิบ “สารวัตรเหลิม” ทราบแล้วเปลี่ยน หากจะอภิปรายเรื่องนี้จะได้ใจ ตำรวจทั่วประเทศ 00000

เร่งรับมือปัจจัยเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414382?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งรับมือปัจจัยเสี่ยง

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:43 น.
งบประมาณปี63,โคโรน่า,ท่องเที่ยว,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 359 ครั้ง

เร่งรับมือปัจจัยเสี่ยง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563

แม้ผลกระทบของสงครามทางการค้าจีน-สหรัฐจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประเมินโดยรวมยังคงชะลอตัวจากปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และการขยายวงของวิกฤติการณ์สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลายประเทศจึงต้องปรับตัวกับปัญหาที่รุมเร้าเหล่านี้ ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังแถลงประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี ปี 2563 ลงจากเดิมคาดเติบโต 3.3% เหลือเติบโตที่ 2.8% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเหลือ 1% จากเดิมคาดโต 2.6% ขณะที่การบริโภคเอกชนลดจาก 3.5% เหลือ 3.2% ด้านการนำเข้าในปีนี้จะขยายตัว 1.7% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 0.8% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.7% โดยการปรับตัวเลขครั้งนี้ถือเป็นการปรับสะท้อนตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่แท้จริง

แต่กลับมีปัจจัยใหม่ซึ่งมีแนวโน้มทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจปี 63 ยิ่งดิ่งต่ำลง โดยเฉพาะผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าที่แพร่ไปทั่วโลกในขณะนี้ และมีการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะยาวต่อเนื่องไปถึง 3 เดือน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงไป 2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 8 แสนคนต่อเดือน ยอดใช้เงิน 50,000 บาทต่อคน กระทบถึงรายได้จากการท่องเที่ยวเม็ดเงินสูงถึง 1 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ ซึ่งรัฐบาลเร่งศึกษาหาทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศรวมถึงนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ มาทดแทน นอกจากนี้ยังมีปมปัญหาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้ อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการใช้เงินแม้รัฐบาลจะสามารถนำงบประมาณของปี 2562 มาใช้ไปพลางๆ ก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่บูมการลงทุนใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้

กระทรวงการคลังคาดการณ์ก่อนหน้านี้ เมื่อกฎหมายงบประมาณปี 2563 มีผลบังคับใช้​ภายใน​ไตรมาสแรกของปีนี้ คงจะสามารถผลักดันงบลงทุนของรัฐบาลได้ประมาณ ​1​ แสนล้านบาท​ เนื่องจากส่วนราชการได้เตรียมเอกสารและขั้นตอนการประมูลไว้ล่วงหน้า และเมื่อกฎหมายงบประมาณมีผลบังคับใช้ก็สามารถเปิดประมูลได้ทันที แต่เมื่อยังไม่สามารถนำงบประมาณปี 2563 มาใช้ได้ ส่วนราชการเองก็ไม่สามารถลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ และหากกฎหมายงบประมาณปี 2563 ยังล่าช้าออกไปอีกก็จะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างแน่นอน​ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็คงกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เพราะงบประมาณตอนนี้ก็ถือว่าล่าช้าอยู่แล้ว ถ้าเลื่อนออกไปอีกก็จะยิ่งช้ากว่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ล่าช้าน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนในระบบ

นอกเหนือจาก 2 ปัญหาใหญ่ทั้งเรื่องงบประมาณปี 2563 ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจากจีนสู่ประเทศต่างๆ ขณะนี้ ยังมีปัจจัยลบอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น ภัยแล้ง หนี้สินครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ และความระมัดระวังในการปล่อยกู้ของธนาคาร เนื่องจากในช่วงหลังเอ็นพีแอลมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน รัฐบาลจะต้องงัดกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเสริมความเข้มแข็งรองรับปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถและความพยายามในการประคับประคองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมด้วยปัจจัยภาครัฐที่อยู่ในภาวะจำกัดจำเขี่ยแบบนี้

ระวัง.. เฟคนิวส์ ต้องมีสติพิจารณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง.. เฟคนิวส์ ต้องมีสติพิจารณา

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:39 น.
เฟคนิวส์,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 882 ครั้ง

ระวัง.. เฟคนิวส์ ต้องมีสติพิจารณา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเริ่มด้วยข่าวปล่อย–ข่าวลวง หรือเรียกว่าเฟคนิวส์ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดเร็วไวกว่าไวรัสโคโรน่าจากเมืองอู่ฮั่น

จึงขอให้ทุกท่านมีสติในการรู้-การรับฟังข่าวสาร ฯลฯ ที่มาจากโลกโซเชียลทุกนาทีจนบางครั้งสร้างความสับสนไปหมดและขอเรียกให้ทราบว่าผู้ปล่อยหรือแชร์เฟคนิวส์นี้มีความผิดตามกฎหมาย

เวลานี้ขอให้พวกเราจงให้กำลังใจชาวจีนที่กำลังพยายามทุกวิถีทางที่จะอยู่กับไวรัสนี้ให้ได้ และจากการติดตามข่าวหลายสายบินหลายประเทศทั่วโลกตัดขาดการติดต่อกับจีนแล้ว

จีนมีจำนวนประชาชนมากที่สุดในโลกจะทำอะไรก็ย่อมกระทบกระเทือนไปหมด และวิกฤติไวรัสนี้ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร

ให้เตรียมรับมือกับสึนามิเศรษฐกิจที่จะติดตามมา 100% อีกหลายระลอกแรมปี!
อ๊อด เทอร์โบ


 ควรสวมหน้ากากอนามัย
 ป้องกันไวรัสมรณะ
(ผ่านไปยังคนไทยทุกคน)

ดิฉันเป็นห่วงสุขภาพอนามัยของประชาชนคนไทย จึงค้นคว้าหาวิธีและข้อแนะนำมาให้ปฏิบัติในเบื้องต้นเพื่อจะได้ป้องกันไว้ก่อนเพราะไวรัสโคโรนานี้อันตรายจริงๆ

ไม่มีใครรักตัวเราเท่ากับตัวเราเองและข้อความต่อไปนี้อาจจะทราบมาบ้างแล้ว แต่ขอย้ำเตือนว่ามี 10 ข้อแนะนำจากองค์การอนามัยโลก และกรมควบคุมโรค

1.ถ้ามีแผนไปประเทศที่โรคระบาดอยู่ ถ้าไม่จำเป็นให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อน 2.หลีกเลี่ยงสัมผัสสัตว์ ตลาดค้าสัตว์ หรือสินค้าจากสัตว์ เพราะการพบผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกมาจากสัตว์สู่คน ที่ตลาดค้าอาหารทะเล และค้าสัตว์ที่เมืองอู่ฮั่น 3.ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น 4.ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ หรือมีอาการเป็นหวัด

5.หากกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าเริ่มมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง 6.โทรแจ้งสายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422 เพื่อให้รถจากสถานพยาบาลมารับทันที 7.อยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจาม 180 เซนติเมตร เพื่อให้พ้นจากรัศมีน้ำลาย และน้ำมูกที่จะกระจายออกมา

8.ล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลล้างมือหรือแอลกอฮอล์ 9.กินร้อน ช้อนกลาง อาหารปรุงสุก พักผ่อนให้เพียงพอ 10.แม้จะเป็นข้อสุดท้าย แต่สำคัญมาก คือสวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชนคนหนาแน่นไว้ก่อน

ขอแจ้งวิธีป้องกันตัวเอง โอกาสเสี่ยงก็ลดลง ส่วนใครมองว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นแค่หวัดก็ช่างเขาเพราะสุขภาพเป็นของเราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุดไว้ก่อน อย่าประมาทเพราะเชื้อไวรัสนี้ไม่เห็นตัว
ศศิธร (เชียงราย)


 ปล่อยให้ช้างป่าอยู่กับธรรมชาติ
จดหมายจากคุณ ‘บุญพบ’ เมืองกาญจน์ ต่อไปนี้น่าสนใจมากๆ และ ‘ดับเครื่องชน’ รีบเป็นสื่อกลางนำเสนอให้ทราบเพราะแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าทองผาภูมิ จึงมีโขลงป่าขนาดใหญ่เช่นนี้

ขอบคุณที่สรุปเรื่องช้างป่าทองผาภูมินี้มาให้ทราบและมีข้อเสนอแนะนี้เป็นประโยชน์และเห็นด้วยอย่างมากที่จะปล่อยให้ช้างป่าอยู่กับธรรมชาติเป็นดีที่สุด

ช้างป่าไม่ใช่มีเฉพาะทองผาภูมิเท่านั้น แต่มีหลายๆ โขลงทั่วประเทศและถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ช้างป่าให้ดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ช้างป่าทองผาภูมิ
 กว่า 30 ตัวไม่ธรรมดา

ปกติผมเป็นคนรักช้างเพราะนอกจากเป็นสัตว์ใหญ่คู่บ้านคู่เมืองของเราแล้ว เวลานี้ยังบ่งบอกอะไรอีกหลายอย่างโดยเฉพาะช้างป่าที่เวลานี้เหลือน้อยมาก แต่ป่าไหนมีแสดงว่าป่ายังอุดมสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง

ผมติดตามข่าวช้างป่าตลอดมาและรู้สึกเป็นห่วงแม้จะมีอันตรายต่อผู้คน แต่อยากให้พวกเราคนไทยช่วยกันดูแลช้างป่าให้มากเพราะช้างบ้านที่มีอยู่ตามปางช้างที่ลำปาง เชียงใหม่ อยุธยา พัทยา ฯลฯ แสนรู้มากๆ จึงเอาตัวรอดและเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวหรือผู้คนที่เข้าชมและเป็นการแสดง

เพื่อนผมคนหนึ่งเพิ่งกลับจากเมืองกาญจน์ที่ป่าทองผาภูมิและถ่ายภาพโขลงช้างป่าทองผาภูมิมาหลายวันแล้ว และต่อมาก็มีคนเผยแพร่โลกโซเชียลที่มีคนเข้าชมเป็นจำนวนมาก และขอสรุปเรื่องนี้มาให้ทราบว่าที่ป่าทองผาภูมิมีโขลงช้างป่าที่ต้องอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกโลกเลยทีเดียว

ตามปกติช้างป่าโขลงนี้จะลงมาเล่นน้ำในแม่น้ำแควน้อยแทบทุกวัน เนื่องจากแหล่งน้ำในธรรมชาติเริ่มแห้งขอด และเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง ปกติช้างจะลงมาเล่นช่วงกลางคืน แต่ที่บันทึกภาพได้ช้างลงมาเล่นน้ำตอนบ่าย มีการถ่ายภาพโขลงช้างป่าทองผาภูมิ ทั้งช้างใหญ่และลูกช้ากว่า 30 ตัว ลงเล่นน้ำในแม่น้ำแควน้อยท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว โดยมีช้างพี่เลี้ยงคอยทำหน้าที่ดูแล

ทั้งนี้จะป้องกันลูกช้างไม่ให้ถูกกระแสน้ำพัดลอยไปด้วยการไปยืนรอด้านล่างและคอยใช้งวงและเอาตัวเข้าไปให้ลูกช้างที่ลอยมาเกาะยึดเพื่อขึ้นจากน้ำ พร้อมนำเผยแพร่ในโลกโซเชียลจนมีผู้สนใจเข้าในชมจำนวนมาก

ผมจึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อสรุปเรื่องราวให้ทราบและขอร้องว่าอย่าไปกวนช้างป่าทองผาภูมิหรือพากันไปชมจนช้างป่าตกใจ ปล่อยให้ช้างป่าอยู่อย่างสงบตามธรรมชาติเถิดครับ โลกภายนอกทุกวันนี้สับสนวุ่นวายเหลือเกิน
บุญพบ (เมืองกาญจน์)


โซ่ข้อกลาง “ปริญญ์” เรียนจบ (ไม่)ตกงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โซ่ข้อกลาง “ปริญญ์” เรียนจบ (ไม่)ตกงาน

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ปริญญ์ พานิชภักดิ์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคประชาธิปัตย์,โซ่ข้อกลาง,เรียนจบไม่ตกงาน
เปิดอ่าน 1,217 ครั้ง

โซ่ข้อกลาง “ปริญญ์” เรียนจบ (ไม่)ตกงาน คอลัมน์… Special Weekend

เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคอเวนเจอร์ส ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” นั่งแท่นหัวหน้าพรรค สำหรับโครงการ “Democrat เรียนจบ พบงาน” จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบจำนวนผู้ว่างงานในไทยมากกว่า 4 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี จากปัญหาของตลาดงานยุคเก่าที่ประสบผลกระทบจากยุคของ Digital Transformation

อ่านข่าว…  “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” เชื่อโครงการ “Democrat เรียนจบ พบงาน”

ด้วยวิธีคิด “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการได้มองจุดเริ่มต้นปัญหานี้ ก่อนก่อตั้งโครงการเพื่อตอบโจทย์สังคมจากภาวะนักศึกษาที่เรียนจบแต่ตกงาน มากกว่าพบงานหรือหางานทำได้ จากปัจจัยการตกงานที่มาจากหลายเรื่อง อาทิ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป มีหุ่นยนต์มาแย่งงานคน โดยเฉพาะงานยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย ส่วนนายจ้างมีวิธีการจ้างคนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ถึงแม้จะมีนักศึกษาที่เรียนจบมามีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมด้านวิชาการ แต่หากไม่มีการเรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่มีประสบการณ์จากการฝึกงานจริง ก็จะหางานไม่ได้

“เรียนจบพบงานตั้งใจจะให้พื้นที่นักศึกษาที่ขวนขวายสนใจฝึกงานในช่วงเรียน หรือในช่วงปิดเทอม อาจมีเวลาทำงานพาร์ทไทม์ได้ หรือคนที่เรียนจบไปแล้วแต่ยังเตะฝุ่นหรือหางานอยู่ ก็สามารถสมัครมาร่วมโครงการนี้ เพื่อนำนักศึกษาที่กำลังหาพื้นที่ฝึกงานกับทางบริษัทเอกชน หรือบริษัทภาครัฐวิสาหกิจที่พร้อมจะรับเด็กๆ เหล่านี้ไปเพิ่มทักษะช่วยฝึกฝน โดยกระบวนการฝึกงานจะมีผู้มาช่วยสอนด้านทักษะสมรรถนะที่โลกยุคใหม่ต้องการ อาทิ ภาษาอังกฤษ การทำการตลาด แขนงงานด้านกฎหมาย เพื่อสร้างระบบนิเวศของตลาดแรงงานไทยให้เดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง”

   “ปริญญ์” วิเคราะห์แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจในปี 2563 คสดว่าจะยากและฝืด แต่งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข เมื่อปัญหาปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์คงผลักดันโครงการนี้เป็นหนึ่งในตัวช่วยขับเคลื่อนให้ปัญหาปากท้องคลี่คลายลงบ้าง ส่วนเป้าหมายของโครงการจะสร้างงานไว้ที่ 1 แสนตำแหน่ง ภายหลังได้พูดคุยกับเอกชนหลายพันบริษัทที่เข้ามาร่วมโครงการ ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย ไปจนถึงบริษัทเอสเอ็มอี คนตัวเล็กๆ อย่างบล็อกเชน บิทคัพ โดยบริษัทเหล่านี้ให้นักศึกษาไปฝึกงานได้ หรือกระทั่งงานยุคใหม่จากที่มีหลายคนพูดเสมอว่า เมื่อมีหุ่นยนต์มาแล้ว จะมีงานด้านใดที่เหลืออยู่ที่หุ่นยนต์จะแย่งงานจากมนุษย์ไปไม่ได้ ก็เป็นงานที่ต้องใช้ “หัวใจ” มากกว่าใช้สมอง

“งานเหล่านี้ได้ดึงคนสร้างแรงบัลดาลใจไม่ว่าจะเป็น พี่อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กํากับหนังพันล้าน มาเล่าให้ฟังถึงโครงการมีเดียและวงการหนังว่าเลือกคนแบบไหน หรือมีคนอย่างกลุ่ม BNK48 นำโดยน้องเฌอปราง น้องแก้ว น้องตาหวาน มาช่วยพูดสร้างแรงบัลดาลใจให้คนรุ่นใหม่ว่า ทำไมคนในวงการบันเทิงต้องการคนมีคุณภาพและขวนขวายลงมือทำอย่างไร หรือคุณเมย์ ผู้ก่อตั้ง AfterU ร้านขนมชื่อดัง ได้พูดถึงการทำร้านขนมหวานให้ติดตลาดอย่างไร ยังมีพี่ตู่ ภพธร นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง ได้เล่าให้ฟังถึงการฝึกงานมามากมายจนเจองานที่ชอบ จนสามารถสร้างตัวเองได้ทุกวันนี้ รวมถึงมี โด่ง พีรพงศ์ ผู้ก่อตั้ง Origin Property และหลายๆ บริษัทที่มาแสดงให้นักศึกษาเห็นว่าถ้าคุณมีความกระตือรือร้นในการหางาน เราจะไม่ตกงาน”

สำหรับอนาคตโครงการเรียนจบพบงานที่วางไว้ “ปริญญ์” ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป หากใครสนใจโครงการนี้สามารถแอด LINE ID ได้ที่ @DemTum เพื่อแอดเป็นเฟรนด์แล้วกรอกข้อมูลเพื่อเข้าร่วมโครงการได้เลย ก้าวต่อไปจะมีการโรดโชว์ไปหลายมหาวิทยาลัย และในต่างจังหวัด เพื่อนำบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแขนงนั้นๆ เข้าไปในพื้นที่ด้วย ส่วนในวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 09.00 น. ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ จัดอีกหนึ่งกิจกรรมในงานติดอาวุธให้กับนักธุรกิจยุคใหม สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ที่มูลนิธิควง อภัยวงศ์ ในวันนั้นจะมีนักธุรกิจชื่อดังมาสอนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การระดมทุน กฎหมาย การตลาด ประชาสัมพันธ์ ด้านออนไลน์ จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษา อาทิ คุณเต้ ภิรมย์ภักดี เจ้าของสิงห์เวนเจอร์ ทายาทเบียร์สิงห์ เจ้าของร้านอาหาร โอ้กับจู๋ คุณอู๋เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมถึงติดตลาดขายดี หรือเจ้าของซูเปอร์ริช เจ้าของตลาดค้าเงินตรา ที่มีการแข่งขันสูงมาก เขาแก้ปัญหาอย่างไร

“การตกงานจะมีเกิดขึ้นอีกหลายวงการ ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเร่งแก้ที่สุดเป็นเรื่องคน ทำอย่างไรต้องสร้างคนยุคใหม่ที่มีงานทำและมีรายได้ดีขึ้น เราต้องคิดโมเดลง่ายๆ ว่า ทำไมคนตกงาน เพราะหากไปพูดคุยกับบริษัทใหญ่ๆ เขาขาดคนที่มีฝีมือที่ต้องการ ดังนั้นเราเห็นกลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ ไปสู่มหาวิทยาลัยไม่ต้องเด่นต้องดัง แต่ให้โอกาสเด็กๆ เหล่านี้ได้ในแอพพลิเคชั่น @DemTum ซึ่งเปิดให้ผู้สูงวัยมาร่วมได้”

 “ปริญญ์” ตอกย้ำหน้าที่ทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ พยายามคิดหาทางแก้ปัญหาว่างงานให้เป็นรูปธรรมโดยไม่มีกรอบการเมือง ไม่ต้องติดกรอบภาครัฐหรือเอกชนอย่างเดียว เพราะหน้าที่ “สร้างคน” ให้ประเทศเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ดังนั้นจากเครือข่ายที่เรามีอยู่ในมือ จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความตั้งใจหางานกับกลุ่มบริษัทเหล่านี้ต่อไป.

รำลึกถึง ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รำลึกถึง ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’

2 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ชัย ชิดชอบ,เนวิน ชิดชอบ,อดีตประธานสภา,เสียบบัตรแทนกัน
เปิดอ่าน 673 ครั้ง

รำลึกถึง ‘ปู่ชัย ชิดชอบ’ อดีตประธานรัฐสภา ประธานชัย นับเป็นอีกตำนานหน้าหนึ่งของการเมือง

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีข่าวคราวแวดวงฝ่ายนิติบัญญัติเรื่องไหนจะสำคัญไปกว่าการถึงแก่อนิจกรรมในวัย 92 ปี ของ ‘ชัย ชิดชอบ’ อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นบิดาของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประธานชัยนับเป็นอีกตำนานหน้าหนึ่งของการเมือง เพราะมีเส้นทางการเมืองที่โชกโชนพอสมควร

อ่านข่าว…  วิษณุ ยกย่อง ปู่ชัย เก่งไม่เฉพาะบทบาทการเมือง
 ปู่ชัยเป็น ส.ส.ตั้งแต่ปี 2512 เข้าสภามาพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน แม้ถนนสายการเมืองของปู่ชัยอาจจะไม่ได้เข้าสภาต่อเนื่องเหมือนกับนายหัวเมืองตรัง แต่อย่างน้อยที่สุดพ่อใหญ่เมืองบุรีรัมย์ก็เคยเป็นถึงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้ว

ย้อนกลับไปที่การเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของปู่ชัยนั้น ต้องถือว่าเป็นตัวละครหนึ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เลยทีเดียว กล่าวคือ ภายหลังการรัฐประหารและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 จนนำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน และมี ‘ยงยุทธ ติยะไพรัช’ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภาอย่างเหนือความคาดหมาย แต่ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง เนื่องจาก ‘ยงยุทธ’ ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในเวลาต่อมา ทำให้พรรคพลังประชาชนที่กำลังควานหาคนที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองสูงพอจะมาเป็นประธานสภาต่อกรกับฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจึงไปลงล็อกที่ ‘ชัย ชิดชอบ’

แม้การขึ้นมาเป็นประธานสภาในเวลานั้นจะมีอายุเลขแปดนำหน้า แต่ไม่ได้โรยราไปตามวัย เพราะสามารถรับมือกับฝ่ายค้านได้อย่างสูสี ไม่เพียงเท่านี้ ผลของการยุบพรรคพลังประชาชนปลายปี 2551 ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทว่า ชัย ชิดชอบ ก็ยังคงยืนเด่นในตำแหน่งประธานสภาต่อไปได้ตลอดยุคของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเส้นทางการเมืองของคนใหญ่แห่งเมืองบุรีรัมย์เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าคนในแวดวงนิติบัญญัติจะจดจำการทำงานของอดีตประธานสภาคนนี้ตลอดไป

นอกเหนือไปจากข่าวการถึงแก่อนิจกรรมของประธานชัยแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าระยะนี้สภามีเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาอีกครั้งของปรากฏการณ์เสียบบัตรแทนกันของส.ส.ในระหว่างการพิจารณากฎหมายสำคัญอย่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จนเป็นศัพท์ทางการเมืองที่บัญญัติโดย ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ว่า “ช่วยกันลงคะแนน”

เหตุการณ์กดบัตรแทนกันที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดกับร่างกฎหมายอื่นๆ ก็คงไม่เดือดร้อนเท่าไร แต่ดันมาเกิดกับร่างกฎหมายงบประมาณ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการบริหารประเทศ ที่สำคัญศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าการเสียบบัตรแทนกันเป็นการกระทำที่ทำให้การออกเสียงทุจริตไปโดยปริยาย เรียกได้ว่างานนี้เดือดร้อนทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารกันเลยทีเดียว

ส่งท้ายด้วยการทำงานของวุฒิสภากันบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา พร้อม พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี ในนาม โครงการ ส.ว.พบประชาชน ทั้งนี้ คณะ ส.ว.ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่น้องประชาชน ซึ่งสะท้อนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตอบประเด็นปัญหาในเชิงพื้นที่และในเชิงนโยบายซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ โดยประธานวุฒิสภายืนยันจะนำข้อมูลที่จะได้มานั้นมาทำการวิเคราะห์และดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในครั้งหน้าจะเดินสายไปพบประชาชนที่ จ.หนองคาย เป็นจังหวัดต่อไป

ครม.สั่ง ป.ป.ท.คุมเข้มทุจริต ประพฤติมิชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414100?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ครม.สั่ง ป.ป.ท.คุมเข้มทุจริต ประพฤติมิชอบ

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:31 น.
ปปท,ประยุทธ์,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,229 ครั้ง

ครม.สั่ง ป.ป.ท.คุมเข้มทุจริต ประพฤติมิชอบ คอลัมน์…  อินไซด์ ครม.

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 27 มกราคม โดยมีการพิจารณาวาระสำคัญ เช่น รับรายงานผลการดำเนินการกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอ

นอกจากนี้ ครม.มีมติเรื่องดังกล่าวด้วย 1.มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. ทำหน้าที่ในการประสานงานเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียนหรือพบเหตุอันควรสงสัยว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดกระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบ และการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 มีนาคม 2561 โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ในการรายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งอยู่ในสังกัดหรือกำกับ ประกอบด้วย ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน รายงานมายังสำนักงาน ป.ป.ท. ตามรูปแบบวิธีการที่สำนักงาน ป.ป.ท. กำหนด

2.สำหรับการมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. ตรวจสอบ เร่งรัด ติดตามการดำเนินงานของหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในกรณีข้อร้องเรียนหรือพบเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดกระทำการหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบฯ นั้น ให้สำนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการตามมาตรการ 51 (2) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงาน ก.พ.ร. ต่อไป

ครม.ยังอนุมัติ หลักการร่างกฎกระทรวงการมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ และการมอบให้ประชาชนมีและใช้เพื่อช่วยเหลือราชการ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงเดิมปี พ.ศ. 2553 กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) และสำนักงานศาลปกครอง (ศป.) เป็นหน่วยงานราชการตามกฎกระทรวงฯ โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490

นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบมาตรการการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสาธารณะ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

มีสาระสำคัญของเรื่อง 1.มาตรการการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสาธารณะ ใช้แนวทางการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากอากาศยานอย่างสมดุลที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ได้เสนอ ประกอบกับมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศและเสียงจากท่าอากาศยานที่ได้จัดทำในปี 2547 และผลการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าว รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมาเป็นแนวทางการพิจารณา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการบิน ด้านผังเมือง ด้านสุขภาพ และท้องถิ่น ใช้เป็นกรอบการดำเนินงานในลักษณะงานบูรณาการร่วมกันในการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสาธารณะ

2.มาตรการการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสาธารณะ มีเป้าหมายคือ สนามบินสาธารณะทุกแห่งที่ได้รับความเห็นชอบแผนพัฒนาสนามบิน เพื่อรองรับการเดินทางทางอากาศ มีการดำเนินงานป้องกันปัญหามลพิษทางเสียงที่จะเกิดผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบสนามบินภายในปี 2566 โดยประกอบด้วย 4 มาตรการย่อย

3.มาตรการการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสาธารณะ จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานจัดการปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงจากสนามบิน ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการควบคุมมลพิษ (โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน) โดยมีมติเห็นชอบต่อมาตรการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจากสนามบินสาธารณะตามที่ ทส.เสนอ และให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

4.เรื่องมาตรการการจัดการปัญหามลพิษทางเสียงจามสนามบินสาธารณะจัดอยู่ในด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414097?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่  1-2 กุมภาพันธ์ 2563

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:20 น.
WHO,องค์การอนามัยโลก,ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่,โคโรน่า,ลุงตู่
เปิดอ่าน 444 ครั้ง

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่  1-2 กุมภาพันธ์ 2563 โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

คมเข้มทุกประเด็น ชัดเจนในเนื้อหา ลึกถึงเบื้องหลัง ต้องอ่านหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้วครับ …0…สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ทำให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ตัดสินใจเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา ออกประกาศ ให้เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ”

0…ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก นพ.เทดรอส อัธนอม เกเบรเยซุส ให้เหตุผลสำคัญของการประกาศ “ภาวะฉุกเฉินโลก” ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน แต่เป็นเพราะการพบผู้ติดเชื้อในประเทศอื่น เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ ความกังวลที่สุดของ องค์การอนามัยโลก คือหากไวรัสชนิดนี้ระบาดไปในประเทศที่มีระบบป้องกันด้านสาธารณสุขไม่ดีพอ จะทำให้ยากต่อการรับมือ

0…คราวนี้ เมื่อประกาศ “ภาวะฉุกเฉินโลก” หันกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้สถิติพบผู้ติดเชื้อชาวจีนในไทยมาเป็นลำดับสองรองจากจีน ทว่าตอนนี้ชาติอื่นกำลังแซงแล้วนะครับ มิวายสังคมโซเชียลประเทศไทยประเภทตื่นตูมบวกกับเป็นโรคคลั่งการเมือง ออกมาถล่มก่นด่า พาลมาลงที่ “รัฐบาลลุงตู่” เช่นเคย ทำนอง “เห็นมั้ย WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน รัฐบาลยังเชื่องช้าอยู่เลย”

0…ทำไงได้ ยุคเสพข่าวสารหน้าจอโทรศัพท์เหมือนบริโภคอาหารจานด่วน นิยมอ่านสั้นๆ ใช้ความรู้สึกเป็นตัวตัดสิน โดยไม่ได้ติดตามในสาระรายละเอียด มิแปลกที่จะมีการผลิตข่าวลวง ข่าวปลอมมากมาย แถมนำพาผู้คนหลงเชื่อ ครั้นหน่วยงาน องค์กรสื่อที่เป็นที่ยอมรับเสนอข้อเท็จจริง กลับไม่เชื่อซะงั้น

0…ขอย้ำ อ่านถ้อยแถลง WHO ให้ครบ ตั้งคำถามผลจากแถลงจะทำอย่างไรกันต่อ ในเมื่อสถานการณ์โรคชนิดนี้ติดต่อจากคนสู่คน จะรับมืออย่างไร … อสนีบาต… ยกรักแร้แสดงความเห็น ระหว่างนี้ไม่ต้องรอรัฐบาล รอวิทยาศาสตร์การแพทย์วิจัยหาวัคซีนหรอกครับ กลับมาสำรวจตนเองก่อน ตระเตรียมดูแลสุขภาพหมั่นศึกษารับคำแนะนำจากทางสาธารณสุข โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย กินร้อนช้อนกลาง นี่คือ เบสิกขั้นพื้นฐานตามหลักอนามัย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีแต่โรคอุบัติใหม่ ช่างอยู่ยากเต็มทน

0… คราวนี้ กลับมาที่องค์การอนามัยโลกอีกรอบ WHO ประกาศเพื่อให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางและพัฒนาการสาธารณสุขไม่ดีพอ ได้รับการสนับสนุนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนประเทศไทยอยู่ระดับไหน ขออ้างอิง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ อันเป็นสถาบันด้านการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก จัดอันดับ ไทย เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงด้านสุขภาพเป็น อันดับที่ 6 จากทั้งหมด 195 ประเทศ และเป็น อันดับหนึ่งของเอเชีย ในการเฝ้าระวังติดตามโรคระบาด ฉะนั้นต้องมั่นใจต่อทีมแพทย์ของไทยในการสู้กับไวรัสโคโรนาครั้งนี้เช่นกัน

0..แถลงของ WHO ต้องการให้คนทั่วโลกตระหนัก หาองค์ความรู้ใหม่ในการทำสงครามไวรัสชนิดนี้ พร้อมกับเปิดทางให้ได้รับคำแนะนำ จาก WHO อย่างทั่วถึง เหนืออื่นใด WHO ต้องการความร่วมมือ ไม่ได้ต้องการให้เกิดการกีดกันแตกแยก ทั้งย้ำเจตนาไม่ต้องการให้เลิกบินไปจีน ซึ่งตอนนี้มีประเทศทางยุโรปบางประเทศเริ่มสั่งงดบิน ซึ่ง WHO ไม่ต้องการเช่นนั้น… ตรงนี้ถึงบางอ้อ ทำไมไทยยังเปิดน่านฟ้าให้จีน แม้แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เตรียมชงเรื่อง ของดวีซ่าชาวจีน มาประเทศไทยเข้าที่ประชุม ครม. โดน “ลุงตู่” ซึ่งเพิ่งหายป่วยจากไข้หวัดธรรมดา เบรกไปเรียบร้อยแล้ว

0…ปิดท้ายให้ข้อมูลผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 60 อัพ และมีโรคประจำตัวด้วย ฉะนั้นการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่นข้ามพรมแดนได้เร็วหากเทียบกับ ซาร์ส เมื่อ 17 ปีก่อน แต่อัตราการตายยังน้อยกว่าซาร์สที่เสียชีวิตทั่วโลกรวม 800 คน (ตอนนี้ผู้เสียชีวิตไวรัสอู่ฮั่น อยู่ในจีน 200 กว่าคน) ส่วนคนขับแท็กซี่ ที่ถือเป็นคนไทยรายแรก ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า ผลการตรวจรักษาอาการดีขึ้น นี่จึงเป็นข่าวดีในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่น่าเสียดายกลับไม่ยักมีการขยายความให้เกิดการตระหนักแต่อย่าตระหนก

ศึกกล้วยไข่ ‘ไผ่-วราเทพ’ ฤามีรอยร้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414087?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกกล้วยไข่ ‘ไผ่-วราเทพ’ ฤามีรอยร้าว

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 09:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร,กลุ่มชากังราว,วราเทพ รัตนากร,ไผ่ ลิกค์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,195 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 1-2 ก.พ.63

*********************************

นึกว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกตั้งซ่อม เขต 2 กำแพงเพชร เสียแล้ว เพราะมีข่าวลือ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รับปากเพื่อนเก่ากลุ่ม 16 วราเทพ รัตนากร ที่ขอร้องไม่ให้เพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส. แต่เรื่องดังกล่าวไม่จริง เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้มีมติเอกฉันท์ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงสนามแน่นอน

สมกับคำขวัญของ จ.กำแพงเพชร คือ “กรุพระเครื่อง เมืองคนแกร่ง พระแสงฯ ล้ำค่า ศิลาแลงใหญ่ กล้วยไข่หวาน น้ำมันลานกระบือ เลื่องลือมรดกโลก” พรรคเพื่อไทยจึงส่ง กัมพล ปัญกุล” นายกสมาคมพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร ลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 2

สู้เพื่อแพ้

ย้อนไปก่อนวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 วราเทพ รัตนากร” แกนนำกลุ่มชากังราว นำอดีต ส.ส.กำแพงเพชร ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ แรกทีเดียว พรรคเพื่อไทยได้หลีกทางไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. และให้พรรคไทยรักษาชาติ ส่งผู้สมัคร ส.ส.แทน

พลันที่ “นายใหญ่” ทราบเรื่อง จึงสั่งการให้พรรคเพื่อไทยจัดทีมลงชนกับกลุ่มชากังราว แถมกำชับต้องสู้ให้ “คนทรยศ” รู้ว่า แม้จะพ่าย แต่ก็ไม่ยอมแพ้

วราเทพ รัตนากร ปริญญา ฤกษ์สาหร่าย และอนันต์ ผลอำนวย

คนแดนไกลได้มอบให้ พล.ต.ท.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ แม่ทัพเลือกตั้งภาคเหนือตอนล่าง จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 4 เขต

เมื่อเพื่อไทยส่งผู้สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร ไทยรักษาชาติก็ต้องเว้นวรรค ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ค่าย ทษช.เมืองกล้วยไข่ ต้องเก็บป้ายหาเสียงทั้งน้ำตา

รวมถึง กัมพล ปัญกุล ที่เตรียมรถแห่และติดป้ายหาเสียงในสีเสื้อ ทษช. โดยลงสมัคร ส.ส.ที่เขต กำแพงเพชร

สายตรง“จุลพันธ์”

เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 2 “อดุลรัตน์ แสงประชุม” มวยโนเนมสวมเสื้อเพื่อไทยลงสนามแบบกะทันหัน แม้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะไปช่วยปราศรัยหาเสียง แต่ก็ทำแต้มได้แค่ 18,626 คะแนน แพ้แชมป์เก่า พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แบบขาดลอย

กัมพล ปัญกุล

สำหรับ “จอม” กัมพล ปัญกุล นายกสมาคมพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร และประธาน อปพร.กำแพงเพชร เคยเป็นรองนายก อบจ.กำแพงเพชร สมัยที่ “จุลพันธ์ ทับทิม” เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร ชาวเมืองกล้วยไข่จึงเรียกเขาว่า “รองจอม”

สมัยกัมพล สมัคร ส.ส.กำแพงเพชร

ดังที่ทราบกัน จุลพันธ์ ทับทิม เป็นนักการเมืองท้องถิ่น สายตรงบ้านใหญ่ “เรืองวิทย์ ลิกค์” และทุกวันนี้ จุลพันธ์ได้ทำงานมวลชนในพื้นที่ในนาม “ทีมงาน ส.ส.ไผ่ ลิกค์”

จุลพันธ์ ทับทิม

ส่วนตัวกัมพลเอง ในการเลือกตัั้งทั่วไป 2557 (รัฐบาลยิ่งลักษณ์) ได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย แต่เลือกตั้งโมฆะไปเสียก่อน

กัมพล หรือ “รองจอม” จึงมีต้นทุนมากกว่า อดุลรัตน์ แสงประชุม และน่าจะทำแต้มได้มากกว่าเดิม

สู้เพื่อพ่อ

คอลัมน์นี้ เคยเขียนวิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้ว่า ความตื่นเต้นของศึกเลือกตั้งซ่อม เขต 2 เมืองกล้วยไข่ น่าจะอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ จะเลือก “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ลูกชายไวพจน์ หรือ “จุลพันธ์ ทับทิม” อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร 3 สมัย เป็นตัวแทนพรรคลงสนาม

เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์

ฟาก จุลพันธ์ ทับทิม ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบ้านใหญ่ “เรืองวิทย์ ลิกค์” แต่กลุ่ม “วราเทพ รัตนากร” หนุนเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ซึ่งสุดท้าย คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ก็เลือกเพชรภูมิ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม วราเทพ รัตนากร ได้นำลูกชาย “ไวพจน์” ไปสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ที่หอประชุม อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร โดยมี 2 ส.ส.กำแพงเพชร คือ ปริญญา ฤกษ์หร่าย และอนันต์ ผลอำนวย พร้อมด้วย สุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เดินทางมาให้กำลังใจด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่ม ส.ส.กำแพงเพชร ที่เดินทางมาในวันนั้น ล้วนเป็นสมาชิกกลุ่ม “กำแพงเพชรสามัคคี” ที่มี วราเทพ รัตนากร กับสนั่น สบายเมือง เป็นที่ปรึกษา

ไผ่ ลิกค์

ไม่แน่ใจว่า ไผ่ ลิกค์ ตัวแทนกลุ่ม “กำแพงเพชรพัฒนา” ติดธุระอะไร จึงไม่ได้มาให้กำลังใจลูกชายไวพจน์

มองข้ามช็อตไปถึงเลือกตั้งนายก อบจ.กำแพงเพชร เป็นไปได้ว่า “จุลพันธ์ ทับทิม” จะต้องแข่งกับคนหน้าเดิม “สุนทร รัตนากร” พี่ชายของวราเทพ

กลุ่มชากังราวร้าวลึกจริงหรือไม่…ต้องรอดูว่า เวทีหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เขต ของพลังประชารัฐ จะมีภาพของ ไผ่ ลิกค์ และจุลพันธ์ ทับทิม ขึ้นเวทีด้วยหรือไม่ ?

สัญญาณจากอนามัยโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณจากอนามัยโลก

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:32 น.
องค์การอนามัยโลก,WHO,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 370 ครั้ง

สัญญาณจากอนามัยโลก บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ – วันอาทิตย์ ที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563

ในที่สุด ที่ประชุมองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็มีมติประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นภัยพิบัติฉุกเฉินระดับโลก หลังจากที่พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมรณะชนิดนี้เพิ่มเป็น 170 รายในจีน และยังมีผู้ติดเชื้ออีกประมาณ 7,800 คนในจีนและ 18 ประเทศทั่วโลก แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิตนอกประเทศจีน องค์การอนามัยโลกยังแสดงความกังวลกรณีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสเข้าไปยังประเทศที่ระบบสาธารณสุขอ่อนแอ ซึ่งขณะนี้หลายประเทศที่มีพรมแดนติดกับจีนได้ประกาศใช้มาตรการปิดพรมแดนและยกเลิกเที่ยวบินชั่วคราวแล้ว ขณะที่บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่มีสาขาย่อยในประเทศจีนก็ปิดให้บริการ

การประกาศขององค์การอนามัยโลกครั้งนี้ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังทุกประเทศทั่วโลก ให้เพิ่มความเข้มงวดกับมาตรการกักกันและควบคุมโรค และจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกอย่างเคร่งครัด ทั้งยังจะต้องแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและรับมือสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสมรณะนี้ด้วย ทั้งนี้สถานการณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในจีนเพิ่มขึ้นจาก 170 รายเป็น 213 ราย หรือเพิ่มในอัตรา 25% ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 9,096 ราย จากเดิม 7,000 กว่าคน ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีน ตัวเลขยังอยู่ที่ 98 คนใน 18 ประเทศ

สำหรับประเทศไทย มีรายงานว่า ในวันที่ 31 มกราคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะเสนอให้พิจารณามาตรการยกเลิกวีซ่าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง สำหรับนักท่องเที่ยวจีนชั่วคราว เพื่อสกัดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า เพื่อดูแลสถานการณ์ให้ดีที่สุดและให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยให้น้อยที่สุด พร้อมกับจัดตั้งศูนย์เพื่อรับมือในทุกจังหวัด ขณะที่รัฐบาลก็ยืนยันว่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ จะมีเที่ยวบินไปรับคนไทยกลับจากเมืองอู่ฮั่น ขณะที่ทางการจีนก็จะจัดส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำมารับประชาชนชาวอู่ฮั่นกลับจากประเทศไทยด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็ได้ออกมาตรการเยียวยา พยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังจากคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนหายไป 80%

อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการของรัฐบาลเกี่ยวกับการอพยพคนไทยนั้น เป็นที่วิจารณ์กันอย่างหนักว่า ชักช้าเกินไปจนถูกนำไปเปรียบเทียบกับการปฏิบัติต่อบุคลากรของกองทัพที่ได้กลับมาก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แผนการรับมือของรัฐบาลไทยยังค่อนข้างล่าช้าไม่ทันการณ์ และไม่เป็นระบบระเบียบ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็มีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขนักท่องเที่ยวนับสิบล้านคนและรายได้ร่วมแสนล้านบาทที่จะต้องหายไปกรณีการระบาดกินเวลานาน สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ เพราะถ้าหากเกิดการระบาดขึ้นในประเทศไทยแล้ว ความสูญเสียจะยิ่งใหญ่กว่ารายได้จากการท่องเที่ยวมากนัก สำคัญที่สุดก็คือ ระบบสาธารณสุขของไทยแข็งแรงเพียงพอหรือไม่

p5

ระวัง ป.จะพาลงเหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/414083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง ป.จะพาลงเหว

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 08:21 น.
ประวิตร,ประยุทธ์,สตช,บิ๊กโจ๊ก,สารวัตรเหลิม
เปิดอ่าน 1,628 ครั้ง

ระวัง ป.จะพาลงเหว คอลัมน์… ดงงูเห่า โดย…ประชาไท ธนณรงค์

ฝ่ายค้านยื่นญัตติเชือด 3ป.แล้ว ป.ประยุทธ์ ป.ประวิตร และ ป.ป๊อก งานนี้บาง ป.แอบยิ้ม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะก่อนหน้านี้ คณะทำงานของ “สารวัตรเหลิม” พูดมาตลอดว่า ไม่มี ป.ประวิตร ขืนไปอภิปรายเรื่องแหวน และนาฬิกา ที่ ป.ป.ช.ตีตกไปแล้ว

อ่านข่าว…  มรสุมทางการเมืองของลุงตู่

ระวังจะโดน ป.ป.ช.เล่นงาน

แต่มีคนไปรายงานว่า ป.ประวิตร ไม่โดนเพราะมี “ดีลลับ” ทำให้ ป.ประยุทธ์ เกิดความแคลงใจว่า อย่างนั้นหรือ

นี่คือปฏิบัติไอโอทำให้ 2ป. ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการไอโอ ในการปล่อยข่าวว่า “สารวัตรเหลิม” กินเบ็ด ทำให้ไม่มีชื่อ ป.ประวิตร ทำให้ “สารวัตรเหลิม” เสียหาย สุดท้ายหาก ไม่มีชื่อ ป.ประวิตร คนจะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายค้านเลยจำใจใส่ชื่อ ป.ประวิตร เข้าไป ป.ประวิตร ก็เลยซวย

ความจริงทั้ง 2ป.รักใคร่ชอบพอกันดี แต่มีบางคนไป “ยุแยง” ทำให้ 2 คนขัดใจกัน โดยเฉพาะเรื่องของตำรวจ ที่มี บิ๊กโจ๊ก เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทั้งๆ ที่ บิ๊กโจ๊ก ไม่ได้มีพิษสงอะไร

คนที่ย้าย บิ๊กโจ๊ก ไปประจำสำนักนายกฯ ก็คือ ป.ประยุทธ์ และ ป.ประวิตร ก็เห็นด้วย เพราะหากบิ๊กโจ๊กยังอยู่ที่ สตช. รับรองว่า เละกว่าโจ๊ก เพราะผู้ยิ่งใหญ่จ้องจะเอาคืนอย่างแสนสาหัส

โมโหตั้งแต่ไม่มีคนกางร่มให้

ฉะนั้นเมื่อ ป.ประยุทธ์ เซฟ บิ๊กโจ๊ก แล้ว เหตุไฉนต้องออกคำสั่งให้ “หุบปาก” อีก ทั้งๆ ที่ บิ๊กโจ๊กไม่ได้พูดไม่ได้ให้ข่าวอะไรเลย ไม่มีอิทธิพลในสตช. จะขอย้ายตำรวจคนเดียวยังไม่ได้

เรียกว่า ไม่มีโควตาย้ายตำรวจเหมือนคนอื่นเลย แล้วทำไม ถึงต้องกลัว “ปาก” บิ๊กโจ๊ก

ใครเป็นคนไปเพ็ดทูลให้ ป.ประยุทธ์ ลงนามคำสั่งแบบนั้น คนนั้นเป็นใคร ทำไมถึงกลัวกันนัก ไปมี “ดีล” ลับอะไรกับใครหรือเปล่า ขนาดบิ๊กโจ๊กไม่ได้อยู่ใน สตช.แล้ว ยังตามเก็บไปถึง สปน.เลยหรือ

ไปได้ไอเดียจากใครที่ไหน เรื่องนี้ต้องไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่คิดเอง หรือว่าตำรวจไปรับใช้ผู้ต้องหา

วันนี้ ป.ประยุทธ์ กำลังตกอยู่ในวงล้อม เรียกว่า ถูกจับเป็น “ตัวประกัน” เพื่อเรียกค่าไถ่อะไรบางอย่าง ที่ ป.ประวิตร น่าจะทราบดี และบิ๊กโจ๊กก็คงทราบ ป.ประยุทธ์ ยิ่งทราบดีกว่าทุกคน

ใครบังอาจข่มขู่หรือจับ ป.ประยุทธ์ เป็นตัวประกันได้ขนาดนั้น มันเรื่องร้ายแรงหากเปิดออกมาอาจ “ตกเก้าอี้” กันเลยหรืออย่างไร

เพราะเรื่องไบโอเมทริกซ์ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น เรียกเอกสารจาก สตช. สอบปากคำพยานเพิ่มเติม งานนี้จบในเดือนมีนาคม

จะออกหัวหรือออกก้อย เดี๋ยวได้รู้กัน

แต่ปฏิบัติการไอโอที่ทำอยู่นี้ นับวันจะทำให้ ป.ประยุทธ์ และ ป.ประวิตร ระแวงกันมากยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่ มันไม่มีอะไรเลย ทั้งสองยังรักกันดี แต่เพราะทั้งสองยังรักกันดี เลยมีคนวางแผนทำให้แตกคอกัน

มีภาษิตกล่าวเอาไว้ว่า เสือไม่กินเหยื่อเพื่อน หากเสือกินเหยื่อเพื่อน มันไม่ใช่เสือและคบไม่ได้

ป.ประยุทธ์ ระวังหน่อย ข่าวว่าคนผู้นั้นประจบสอพลอเก่ง.