ผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413947?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม

31 มกราคม 2563 – 14:22 น.
ผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม,เลือกสรร,สร้างสรร,วัฒนธรรม
เปิดอ่าน 217 ครั้ง

ผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม โดย…   โคทม อารียา

คำว่า “สรร” แปลว่าเลือก ส่วนคำว่า “สรรค์” แปลว่าสร้าง เหตุที่เรานิยมใช้คำซ้ำมาประกอบเป็นคำใหม่ จึงมีคำว่า “เลือกสรร” หรือ “สร้างสรรค์” เกิดขึ้น ในที่นี้ขอใช้คำใหม่สักคำหนึ่งคือ “สรรสร้าง” ในความหมายว่า “สร้างสรรค์แบบเลือกสรร” นั่นเอง คำว่า “ผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม” แปลมาจากคำว่า cultural creatives ซึ่งเป็นคำที่ Paul H. Ray และ Sherry Ruth Anderson เป็นผู้เสนอให้ใช้กับชาวตะวันตกจำนวนมาก (ประมาณหนึ่งในสี่ในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งอยู่นอกการแบ่งกลุ่มตามกระบวนทัศน์มาตรฐาน เป็นกลุ่มสมัยใหม่ (ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากร) กับกลุ่มประเพณีนิยมหรืออนุรักษนิยม (ประมาณหนึ่งในสี่) ผมได้ข้อคิดที่จะมาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้จากหนังสือชื่อ “กุญแจแห่งอนาคต” ที่เขียนโดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Jean Staune

Ray และ Anderson ทำการวิจัยที่กว้างขวาง โดยวิเคราะห์แบบสอบถามกว่า 100,000 ฉบับ และสัมภาษณ์ผู้คนหลายพันคน จึงได้ข้อสรุปที่น่าทึ่งดังกล่าวข้างต้น ขอให้ผู้อ่านลองตอบคำถามดังต่อไปนี้เพื่อทดสอบว่าผู้อ่านอยู่ในกลุ่มประชากรกลุ่มใด
– ในชีวิตของท่าน ท่านให้ความสำคัญแก่ “การเป็น” ในลำดับก่อน “การมี” ใช่หรือไม่
– สมมุติว่ารุ่มรวยพอ ท่านก็จะไม่ซื้อนาฬิกาโรเล็กซ์หรือรถยนต์เฟอร์รารี ใช่หรือไม่
-ท่านมีการใฝ่หาทางศาสนาหรือจิตวิญญาณ แต่ไม่รับ “คำสอนพร้อมให้เชื่อ” ที่เสนอโดยศาสนาสำคัญๆ ใช่หรือไม่
-ท่านใฝ่หาการพัฒนาด้านใน โดยการเจริญสติภาวนา การเล่นโยคะ การฝึกชี่กง หรือการเข้าเงียบในศาสนสถาน ใช่หรือไม่
– ท่านไม่พอใจการสื่อสารในปัจจุบัน ท่านสงสัยข้อความที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ แต่ท่านก็ไม่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ใช่หรือไม่
-ท่านเลือกชอบที่จะอ่านหนังสือหรือบทความในอินเทอร์เน็ต มากกว่าการชมรายการโทรทัศน์ ใช่หรือไม่
– ท่านรู้สึกอึดอัดกับข้อเสนอทางการเมืองที่มีอยู่ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ใช่หรือไม่
– ท่านคิดว่าสตรีและคุณค่าอิตถีเพศควรมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นในสังคม ใช่หรือไม่
-ท่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะดูแลรักษาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะของสิ่งมีชีวิต ใช่หรือไม่
– เพื่อเอื้ออำนวยต่อเหตุมุ่งหมายข้างต้น ท่านพร้อมที่จะเสียสละและซื้อสินค้าที่แพงกว่าได้หรือไม่
-ท่านซื้อสินค้าจากการพาณิชย์ที่เท่าเทียม (equitable commerce) และจากการเกษตรชีวภาพบ้างหรือไม่
– ท่านเลือกชอบที่จะไปพักร้อนในฟาร์มหรือไปกางเต็นท์ในภูเขามากกว่าจะไปอยู่ในคลับหรูชายทะเล หรือที่ชายหาดดังๆ ใช่หรือไม่
– ท่านรำคาญการโฆษณาสินค้าและลัทธิบริโภคนิยม ใช่หรือไม่
-ท่านรู้สึกดีที่จะไม่ครอบครองอะไรมาก และปฏิเสธที่จะซื้อสิ่งประดิษฐ์ใหม่ล่าสุดที่ท่านไม่ต้องการ ใช่หรือไม่
-แม้ว่าท่านยังอาศัยการรักษาพยาบาลสมัยใหม่ แต่ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์การแพทย์สมัยใหม่ และพึ่งพาการแพทย์ทางเลือกเป็นบางครั้ง ใช่หรือไม่
– ท่านสนใจอารยธรรมดั้งเดิมบางอารยธรรม เช่น อารยธรรมชาวอินเดียนแดง ชาวทิเบต ชาวอะบอริจิน เป็นอย่างมาก ใช่หรือไม่
– ในแต่ละเดือนท่านให้เวลาหลายชั่วโมงแก่กิจกรรมอาสาสมัคร ใช่หรือไม่

ถ้าผู้อ่านตอบคำถามข้างต้นว่า “ใช่” เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่าท่านอยู่ในกลุ่ม ผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม ลักษณะเด่นของบุคคลในกลุ่มนี้คือ (1) การแสวงหาความหมายแก่การใช้ชีวิต การให้ความสำคัญแก่เรื่องทางจิตวิญญาณโดยไม่รับความคิดมูลฐานนิยม (fundamentalism) (2) การเคารพธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน (3) การเคารพและมีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้เป็นอื่น รวมทั้งชนกลุ่มน้อย และชนเผ่าดั้งเดิม (4) การไม่พอใจบรรดาผู้เชี่ยวชาญ สื่อสารมวลชน นักการเมือง บรรษัทขนาดใหญ่ การโฆษณาสินค้า การแพทย์แผนปัจจุบัน ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธความคิดสุดโต่ง รวมถึงทฤษฎีสมคบคิด ที่เห็นว่ามี “สายลับ” หรือ “สมาคมลับ” เช่น Illuminati ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของทุกวันนี้

ในสหรัฐอเมริกาการผุดบังเกิดของกลุ่มผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหม่ จึงมักถูกมองข้ามไป อย่างไรก็ดีการศึกษาข้างต้นแบ่งคนอเมริกันเป็นสี่กลุ่มที่มีจำนวนเท่าๆ กันคือ กลุ่มผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม กลุ่มผู้มีความคิดอนุรักษนิยม ประเพณีนิยม ชาตินิยมสุดโต่ง ที่มองเข้ามาที่กลุ่มของตัวเองก่อน กลุ่มผู้มีกระบวนทัศน์สมัยใหม่และมีความคิดทางการเมืองแบบซ้ายอ่อนๆ (ผู้นิยมพรรคเดโมแครตในสหรัฐ) และสุดท้ายกลุ่มผู้มีกระบวนทัศน์สมัยใหม่แบบขวาอ่อนๆ (ผู้นิยมพรรคริพับลิกัน) ดังนั้นความสำเร็จของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐคนหนึ่งคนใดน่าจะขึ้นอยู่กับว่าผู้สมัครคนนั้นสามารถระดมให้กลุ่มหนึ่งใดในสี่กลุ่มข้างต้น เกิดแรงจูงใจพอที่จะออกมาเลือกผู้สมัครคนนั้น เป็นไปได้ว่าอดีตประธานาธิบดีโอบามาสร้างแรงจูงใจให้แก่กลุ่มผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงจูงใจให้กลุ่มประเพณีนิยม-ชาตินิยมให้มาเลือกเขาอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่ว่าเขาจะตุกติกหรือระรานเพียงใดก็ไม่สำคัญ สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้ ผลอาจจะขึ้นอยู่กับว่าผู้สมัครคนใดจะรับทราบและรู้จักนำผลการวิจัยของ Ray และ Anderson ไปใช้สักเพียงใด

ในยุโรปภูมิทัศน์ทางการเมืองมีความเป็นพลวัตมากขึ้น เช่น (1) เราเห็นการผุดบังเกิดของความนิยมของพรรคการเมืองฝ่ายขวา ไม่ว่าจะเป็นในอิตาลี โปแลนด์ ออสเตรีย ฮังการีและสหราชอาณาจักร เป็นต้น (2) เราเห็นความยากลำบากมากขึ้นในการพัฒนาความเป็นสหภาพยุโรป ที่ต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากกว่าการมาก่อนของความรู้สึกชาตินิยม (3) เราเห็นการผุดบังเกิดของพรรคการเมืองแนวใหม่ที่ได้รับความนิยมเพราะปฏิเสธหรือประท้วงแนวเก่า เช่น ที่ กรีก อิตาลี ยูเครน เป็นต้น (4) เราเห็นการออกนอกกรอบของการแบ่งเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในฝรั่งเศส (5) เราเห็นการเพิ่มขึ้นของข้อเรียกร้องทางนิเวศวิทยา โดยเฉพาะการเรียกร้องให้นักการเมืองเอาจริงเอาจังกับภาวะโลกร้อน พรรคการเมืองฝ่ายเขียวกำลังประสบความสำเร็จมากขึ้นในประเทศสวิส และเยอรมัน

อย่างไรก็ดียังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจังว่ากลุ่มสรรสร้างทางวัฒนธรรมมีจำนวนมากน้อยเพียงใดในประเทศต่างๆ ของยุโรป และกลุ่มเช่นนี้จะสร้างพลวัตแก่ภูมิทัศน์ทางการเมืองของยุโรปได้มากน้อยเพียงใด

นักวิชาการในยุโรปยังศึกษาพลวัตทางวัฒนธรรมและทางการเมืองน้อยกว่านักวิชาการในสหรัฐ และเป็นธรรมดาที่นักวิชาการในประเทศไทยยังจะตามหลังอยู่อีก นักวิชาการจึงควรตื่นตัวและได้รับการสนับสนุนมากขึ้นกว่านี้ ทั้งนี้เพราะไทยกำลังเผชิญวิกฤติหลายด้าน นพ.ประเวศ วะสี ได้เตือนหลายครั้งว่า ในทางการเมืองเรายังเป็นเหมือนไก่ที่จิกตีกันอยู่ในเข่ง ในทางเศรษฐกิจความเหลื่อมล้ำที่ยังมีสูง การเก็บเงินภาษีหรือรับเงินบริจาคจากคนรวยมาช่วยคนจนยังทำได้ยากมาก

น่าจะมีการศึกษาอย่างที่ Ray และ Anderson ทำไว้ เช่น ลองสอบถาม (ในทำนองแบบสอบถามข้างต้น) เพื่อดูว่ามีคนไทยมากไหมที่อยู่ในกลุ่มผู้สรรสร้างทางวัฒนธรรม อาจจะลองศึกษาเพิ่มเติมบ้างว่าคนกลุ่มนี้เห็นอย่างไรเกี่ยวกับภาพ “ไก่จิกกันอยู่ในเข่ง” และกับภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” ถ้าเห็นพ้องกันว่าประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ คนกลุ่มนี้จะมีส่วนช่วยเป็นพลังการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เช่น จะใช้อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดความเข้าใจกันในความแตกต่าง และเกิดการพัฒนาการพาณิชย์ที่เท่าเทียมได้อย่างไร

เส้นทางคดีร้อน งบ 3.2 ล้านล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413933?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทางคดีร้อน งบ 3.2 ล้านล้าน

31 มกราคม 2563 – 13:50 น.
งบประมาณรายจ่าย63,ศาลรัฐธรรมนูญ,ฝ่ายค้าน,ไม่ทำการไต่สวน-ยุติการไต่สวน
เปิดอ่าน 486 ครั้ง

เปิดเส้นทางวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดร่างงบปี 63 ตราขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ คอลัมน์… Special Report

เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ส.รัฐบาล เข้าชื่อผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ สืบเนื่องจากมี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน

พร้อมแจ้งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ยื่นคำชี้แจงต่อศาล ภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเฉพาะรายของ “ฉลอง” น่าสนใจว่าจะมีคำชี้แจงออกมาอย่างไร ภายหลัง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดประเด็นและปรากฏความผิดอย่างชัดเจน

สำหรับการ “รับคำร้อง” ของศาลครั้งนี้ เป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 “เนชั่นสุดสัปดาห์” พาไปตรวจสอบกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจากนี้จะเป็นอย่างไร

เริ่มที่ข้อเท็จจริงตามคำร้องที่ส่งมาถึงศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 3 สำนวนด้วยกัน ตั้งแต่คำร้องของ “วิรัช รัตนเศรษฐ” และ ส.ส.รวม 109 คน แต่มีประเด็นพิจารณาเป็นเรื่องเดียวกันกับคำร้องของ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” และ ส.ส.รวม 84 คน ศาลจึงสั่งให้ไปรวมคำร้องพิจารณาทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน ส่วนคำร้องของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” พร้อม ส.ส.อีก 77 คน พบว่า มีรายชื่อ 30 ส.ส. ลงชื่อซ้ำกับในคำร้องของ “สมพงษ์” ทำให้ยอด ส.ส.ไม่ถึง 1 ใน 10 ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญ คำร้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จึงตกไป

จากนั้นเมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ภายในระยะเวลา 15 วัน หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ศาลจะเปิดให้ “ผู้ถูกร้อง” และผู้ที่เกี่ยวข้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือ ซึ่งในกรณีนี้กำหนดไว้ไม่เกินวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาคดี โดยมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายฉบับนี้ ระบุไว้ว่า หากศาลเห็นว่าคดีใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐาน “เพียงพอ” จะพิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลจะประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัย โดย “ไม่ทำการไต่สวน” หรือ “ยุติการไต่สวน”

ในขั้นตอน “ไม่ทำการไต่สวน-ยุติการไต่สวน” องค์คณะตุลาการจะประชุมเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยตุลาการทุกคนต้องทำความเห็นส่วนตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม เพื่อให้ที่ประชุมปรึกษาหารือร่วมกันก่อนลงมติ โดยในขั้นตอนนี้ องค์คณะอาจมอบหมายให้ตุลาการคนหนึ่งคนใด เป็นผู้จัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาล ขณะเดียวกันในคดีนั้นมี “ผู้ถูกร้อง” ศาลจะแจ้งให้มาฟังคำวินิจฉัย จนเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยของคดีแล้ว งานธุรการศาลจะประกาศคำวินิจฉัยส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

แต่หากเป็นขั้นตอน “ศาลไต่สวน” ศาลจะกำหนดวันนัดไต่สวนครั้งแรก พร้อมส่งสําเนาประกาศให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนวันนัด โดยระหว่างนี้คู่กรณี “ผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง” มีสิทธินำเสนอพยานหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติมประกอบการไต่สวนได้ แต่ต้องยื่นก่อนวันที่ศาลกำหนดจะมีคำวินิจฉัยไม่น้อยกว่า 7 วัน ขณะเดียวกันตามมาตรา 61 ยังเปิดให้อำนาจศาลสามารถ “ตรวจพยานหลักฐาน” คู่กรณีที่เสนอมาได้ ก่อนที่ศาลจะออกนั่งพิจารณาและ “ไต่สวนพยาน”

ขั้นตอนสำคัญของระยะเวลาพิจารณาคดีจะเป็นอย่างไร อยู่ที่อำนาจองค์คณะตุลาการจะเห็นว่าควรไต่สวน “เพิ่มเติม” หรือไม่ หรือกำหนดวันไต่สวนนัดอีกเมื่อใด ซึ่งอยู่ในขั้นตอนไต่สวนตามที่มาตรา 61 กำหนดไว้อีกครั้ง แต่ที่สุดแล้วหากศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐาน “เพียงพอ” วินิจฉัยคดี จะมีคำสั่ง “ยุติการไต่สวน” ตามอำนาจในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ตุลาการประชุมเพื่อพิจารณาคำวินิจฉัย

สำหรับขั้นตอนนี้จะเป็นเช่นเดียวกับขั้นตอน “ไม่ทำการไต่สวน-ยุติการไต่สวน” โดยองค์คณะตุลาการทุกคน ต้องทำความเห็นส่วนตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม ก่อนประชุมลงมติ และแจ้ง “ผู้ถูกร้อง” มาฟังคำวินิจฉัย ซึ่งผลคำวินิจฉัยของคดีตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 กำหนดไว้ต่อผลตัดสินใน 2 แนวทาง

1.ให้มีผลในวันอ่าน ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือ 2.ให้มีผลในวันที่ศาลลงมติ ซึ่งเป็นวันที่ปรากฏในคำวินิจฉัยเป็นวันอ่านตามมาตรา 76 วรรคสาม โดยทั้ง 2 แนวทางเมื่อได้คำวินิจฉัยแล้วจะประกาศคำวินิจฉัยของศาล ส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

สำหรับประเด็นประกอบคำร้อง ส.ส.รวม 109 คน ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.กระบวนการร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ขัดหรือแย้งกับหลักการการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 120 หรือไม่ 2.หากมีปัญหา จะมีปัญหาทั้งฉบับหรือเฉพาะมาตราที่มีปัญหา และ 3.จะดำเนินการในแต่ละกรณีต่อไปอย่างไร

ถึงแม้กรอบเวลาการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 แต่ประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของทุกฝ่ายถึงความเป็นไปต่อ “งบปี 63” ที่แขวนไว้บนปากเหวจะเป็น “โมฆะ” หรือไม่.

แค้นสั่งฟ้า ‘ซุ้มธรรมเพชร’ เด็ด ‘เด็กเปี๊ยะ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413864?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นสั่งฟ้า ‘ซุ้มธรรมเพชร’ เด็ด ‘เด็กเปี๊ยะ’

31 มกราคม 2563 – 10:43 น.
เจ๊เปี๊ยะ,สนามพัทลุง,ซุ้มไข่ดำ,นาที รัชกิจประการ,พรรคภูมิใจไทย,เสียบบัตรแทนกัน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 5,775 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 31 ม.ค.63

****************************

ยุทธนิยายเรื่อง “แค้นสั่งฟ้า” หรือ “ห่วงมากรัก” เป็นผลงานของ “โกวเล้ง” นักเขียนนิยายจีนกำลังภายในนามกระเดื่องผู้นี้ และแปลโดย น.นพรัตน์ มีประโยคที่คนชอบคัดลอกมาเผยแพร่ว่า “ความแค้นเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ดิบเถื่อนที่สุดของมนุษย์ชาติ อาจจะบางทีเป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด บางครั้งถึงกับสามารถทำลายล้างทุกสิ่ง ดังนั้นอาวุธชนิดที่สี่ที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงมิใช่ห่วงมากรัก หากแต่เป็นความแค้น”

คอการเมืองที่รู้สึกเบื่อการเมืองไทย ลองไปหานิยายกำลังภายในเรื่องแค้นสั่งฟ้ามาอ่าน เพราะเป็นเรื่องไม่ยาวมากนัก

“แหม่ม”ออกศึก

เริ่มจาก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดประเด็น “เสียบบัตรแทนกัน” สะท้านสะเทือนแผ่นดิน ทำเอา “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง และ “นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ต้องหนาวๆ ร้อนๆ

 สุพัชรี ธรรมเพชร 

เหมือนเรื่องจะยังไม่จบ “แหม่ม” สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดหลักฐานการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส.พัทลุง เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อันเนื่องจาก ส.ส.คนดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา ในวันที่ 10 มกราคม 2563 ในระหว่างพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ

พูดง่ายๆ กรณีนี้ก็คล้าย ส.ส.ฉลอง ตัวอยู่ที่พัทลุง แต่ลงโหวตรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณ โดยอดีตส.ส. “แหม่ม” บอกว่า เธอทำครั้งนี้ในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค

“สุพัชรี” ลูกสาวของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 6 สมัย เป็น ส.ส.มา 2 สมัย แต่ฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 เธอสอบตก พ่าย “ไข่ดำ” ภูมิศิษฎ์ คงมี พรรคภูมิใจไทย

สุพัฒน์ ธรรมเพชร

สเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวของอดีต ส.ส.แหม่ม “ถ้ามี ส.ส.บางท่าน ฝากบัตรให้เสียบแทนกันอีก พี่น้องประชาชนจะรู้สึกอย่างไรคะ”

วันเดียวกัน “ส.ส.ไข่ดำ” ก็อัพสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น หน้าที่ผมคือดูแลและอยู่เคียงข้างประชาชน”

ตาต่อตา ฟันต่อฟัน สไตล์คนจริงเมืองลุง..นี่คือวัฒนธรรมการเมืองท้องถิ่นปักษ์ใต้

ซุ้มธรรมเพชร

หากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้ตระกูล “ธรรมเพชร” คงได้เวลาชำระแค้นทั้งต้นทั้งดอก เพราะ “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” นายก อบจ.พัทลุง ในนาม “พลังพัทลุง” ได้จัดทีมผู้สมัคร ส.อบจ.ครบทุกเขต พร้อมกับออกหาเสียงกันแล้ว

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกฯ อบจ.พัทลุง

“วิสุทธิ์” เป็นน้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง หลายสมัย และเป็นน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร เลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2555 “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ จับมือวิสุทธิ์ ธรรมเพชร จัดทีมร่วมกันเอาชนะทีมคู่แข่งขาดลอย

ทีมพลังพัทลุง

ปีโน้น “ไข่ดำ” ภูมิศิษฐ์ คงมี ส.อบจ.เขต อ.เขาชัยสน ได้เป็นรองนายก อบจ.พัทลุง โควตาเจ๊เปี๊ยะ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่ค่ายสีน้ำเงินเข้ามาปักธงในพื้นที่เมืองลุง

ภูมิศิษฐ์ คงมี ส.ส.พัทลุง

เที่ยวนี้ วิสุทธิิ์ เปิดตัวทีมงานที่มี สมชาย อินปาน รองนายก อบจ.พัทลุง และ วงษ์รัตน์ เพชรตีบ ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ปากพะยูน และรองนายก อบจ.พัทลุง เป็นแกนหลัก

ว่ากันว่าสนามท้องถิ่นพัทลุงจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ รับประกันสู้กันเลือดเดือดแน่

ซุ้มไข่ดำ-เจ๊เปี๊ยะ

มิเพียง “เจ๊เปี๊ยะ” จะส่ง ส.จ.ไข่ดำ เป็นส.ส.พัทลุงเท่านั้น เจ๊ใหญ่ใจถึงยังดึง “ส.จ.ท็อป” ภุชงค์ วรศรี ส.อบจ.เขต อ.ควนขนุน และประธานสภา อบจ.พัทลุง สายพรรคประชาธิปัตย์ ย้ายค่ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับ 8 ส.จ.สังกัดซุ้มธรรมเพชร

ทีมภูมิใจพัทลุง

ปลายปี 2562 เจ๊เปี๊ยะ ได้เปิดตัวกลุ่ม “ภูมิใจพัทลุง” โดยวางตัว ภุชงค์ วรศรี เป็นว่าที่นายก อบจ.พัทลุง และ “ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ตะโหมด เป็นว่าที่รองนายก อบจ.พัทลุง

เมื่อ 6 มกราคม 2563 “ส.จ.ท็อป” ได้เปิดสำนักศูนย์ประสานงาน “ภูมิใจพัทลุง” ที่ถนนวีระศักดิ์พัฒนา  ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง พร้อมมอบปฏิทินสวัสดีปีใหม่ 2563 ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กภูมิใจพัทลุง โดยมีภาพของ นาที รัชกิจประการ ถ่ายคู่กับ ภุชงค์ วรศรี

ภุชงค์ วรศรี

ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ ส.ส.พัทลุง กรณีเสียบบัตรแทนกัน ก็ประเมินว่า ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ค่ายสีน้ำเงินคงเดิมพันหมดหน้าตัก

ศึกนี้แพ้ไม่ได้ พ่ายก็ไม่มีที่ยืน เพราะรู้กันอยู่ว่าฟากพรรคเก่าแก่แค้นฝังหุ่นมานานแค่ไหน?

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413874?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2563

31 มกราคม 2563 – 09:46 น.
ธนกร วังบุญคงชนะ,ลงุตู่,โคโรน่า,รมวคลัง
เปิดอ่าน 505 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ประจำการเสาะข่าวคม ข่าวชัด ข่าวลึก ครบทุกรสสดตลอดวัน มาบรรณาการคนอ่านไม่เคยขาด

00000 ระยะนี้ข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ เยอะเหลือเกิน หากเป็นข่าวปลอมจากพวกนักเลงคีย์บอร์ด พวกเกรียนอะไรเทือกนั้น “พญาเสือ” ไม่สนใจ แต่นี่ นักการเมือง เล่นปล่อย “ข่าวปลอม” เพื่อถล่มลุงตู่ แบบนี้คบไม่ได้

00000 ในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร ยิ่งไวรัสโคโรน่า ป่วนโลกขณะนี้ ยิ่งต้องสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสาร ตรง เร็ว ทันเวลา แต่ว่าทีมโทรโข่งของรัฐบาล ที่นำโดย “ดร.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ น่าจะ “สอบตก” ในการประชาสัมพันธ์และการแก้ข่าว

00000 สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใด สถานการณ์ก็ฆ่าวีรบุรุษได้ฉันนั้น เช่นเดียวกับเหตุการณ์วันนี้ เมื่อสงครามข่าวสารปะทุ เราจึงรู้ว่า “อาจารย์แหม่ม” ไร้กึ๋นที่จะสู้รบกับ สงคราม เหล่านี้

00000 ฝ่ายค้านออกข่าวโจมตีรัฐบาลทุกวัน แต่ยังไม่มีเสียงกระแอมกระไอจากโฆษกรัฐบาลเลย นี่มันหมายความว่าอย่างไร นายกฯ ลุงตู่ สู้อุตส่าห์ตั้งให้เป็นโฆษกแล้ว แต่กลับทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่แบบนี้ ปลดซะเลยดีกว่า

00000 “พญาเสือ” มองไม่เห็นใครที่จะครบเครื่องถึงลูกถึงคน ทุกกระบวนท่า ได้ดีเท่า ดร.แด๊ก ธนกร วังบุญคงชนะ งานปะฉะดะแบบไม่เปลืองตัว ให้ข่าวได้ทุกสถานการณ์โดยไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้าทาปาก ต้องยกให้เลย

00000 ผลงานก่อนการเลือกตั้ง เป็นที่ประจักษ์ว่า “ดร.แด๊ก” ลุยได้ทุกรุ่นทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ที่พูดแบบนี้ “พญาเสือ” อาจจะถูกเขม่นเอา เพราะเก้าอี้เลขานุการ รมว.คลัง น่าจะดีกว่าเก้าอี้โฆษกฯ แต่ “พญาเสือ” ไม่ได้เชียร์ “ดร.แด๊ก” ไม่มีนอกมีใน เพียงแต่เห็นว่า หน่วยก้านและงานแบบนี้ เหมาะกับ “ดร.แด๊ก” เป็นที่สุด

00000 ฮัดเช้ย! นายกฯ ลุงตู่ ไปสุวรรณภูมิ กลับบ้าน “ไข้ขึ้น” แต่ “พญาเสือ” ไม่เชื่อว่านายกฯ จะติดไข้โคโรนา เพราะอาการไข้ขึ้น น่าจะมาจากการ ประชุม ก.ตร. มากกว่า และอาจจะติดเชื้อจาก “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เนื่องจากในยุค บิ๊กแป๊ะ มีเรื่องราวสารพัดให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน หรือไม่ก็อาจติดจาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ที่ไปสนามบินด้วยกัน

00000 “พญาเสือ” ได้รับการชี้แจงจาก ดีดีถั่ว สุเมธ ดำรงชัยธรรม ดีดีใหญ่การบินไทย ว่า การบินไทย และไทยสมายล์ ไม่มีเที่ยวบินตรงไปอู่ฮั่น ฉะนั้นการจะนำเครื่องบินพาณิชย์ไปรับคนไทยที่นั่น อาจจะต้องใช้เวลาในการขออนุญาตจากทางการจีน ไม่ใช่เอะอะปุ๊บปั๊บจะไปรับได้เลย เหมือนใครบางคนที่พูดเอาหน้า

00000 มันมีกฎ การบินพลเรือนบังคับ อยู่ เช่นเดียวกัน หากได้รับอนุญาตนำเครื่องไปรับ เครื่องบินพาณิชย์ไม่สามารถรับคนไทยที่ติดเชื้อขึ้นเครื่องได้ จึงต่างจากเครื่องบินทหาร ที่สามารถดำเนินการได้ทุกอย่าง แน่นอนว่า หากได้รับคำสั่ง การบินไทยก็พร้อมที่จะบินตลอดเวลา ทำงานดีกันขนาดนี้ “พญาเสือ” จะเฝ้าดูว่าใครจะใจดำ “ปลด” ดีดีได้ลงคอ

00000 “พญาเสือ” ขอแจ้งความคืบหน้ากรณี ป.ป.ช.ตรวจสอบการจัดซื้อ ไบโอเมทริกซ์ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ยืนยันมาจากปาก “วรวิทย์ สุขบุญ” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า พนักงานไต่สวนได้ลงไปหาข้อมูลในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและพยานบุคคลเพิ่มเติม คาดว่าปลายเดือนมีนาคม 2563 น่าจะสามารถสรุปข้อมูลเบื้องต้นเพื่อเสนอว่ามีมูลหรือไม่

00000 นี่หมายความว่า การตัดสินของ ป.ป.ช. จะมาถึงก่อนที่ บิ๊กแป๊ะ จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน จับตาอย่ากะพริบ “พญาเสือ” มั่นใจว่า มีการเปลี่ยนแปลงแน่

00000 ส่วนอีกคนหนึ่งคือ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. ที่เป็นต้นเหตุในการลงโทษ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ ล่าสุด “พญาเสือ” ได้รับเมสเสจจาก “รองไพรัตน์” ว่า ผมไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัย เรื่องทรงผมผิดระเบียบแต่อย่างใด แต่ถูกผู้บังคับบัญชาส่งตัวไปกลั่นแกล้ง ฝึกธำรงวินัย แล้วผู้บังคับบัญชายังมาอ้างอีกว่า การฝึกธำรงวินัยนั้น ไม่ถือเป็นการลงโทษทางวินัย ซึ่งถ้าผมผิดระเบียบเรื่องทรงผมจริง เหตุใดจึงไม่ลงโทษหรือดำเนินการตั้งกรรมการทางวินัย สรุป เอาผมไปแกล้งให้อับอาย เสียชื่อเสียง จึงฝากวิงวอนนายกรัฐมนตรี ให้สอบสวนกันอย่างตรงไปตรงมา อย่าบิดข้อเท็จจริง เมื่อชัดเจนว่า ใครเป็นตำรวจไม่ดี ก็ให้ขจัดออกไปอย่างจริงจัง ทราบแล้วเปลี่ยน 00000

รู้จักกับ”อู่ฮั่น”เมืองดาวรุ่งของจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413865?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จักกับ”อู่ฮั่น”เมืองดาวรุ่งของจีน

31 มกราคม 2563 – 09:08 น.
อู่ฮั่น,ประเทศจีน,โคโรน่า
เปิดอ่าน 877 ครั้ง

รู้จักกับ”อู่ฮั่น”เมืองดาวรุ่งของจีน

เวลานี้มีคำถามถึง ‘อู่ฮั่น’ ที่กำลังกลายเป็นเมืองร้างเพราะประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนสั่งปิดเมืองเพื่อสกัดไวรัสโคโรน่า

‘อู่ฮั่น’ กำลังกลายเป็นเมืองที่คนไทยอยากรู้จักเช่นเดียวกับปักกิ่งเมืองหลวงของจีน เซี่ยงไฮ้เมืองอันดับ 2 หรือกวางเจาเมืองศูนย์กลางการค้าขาย

‘ดับเครื่องชน’ เลยขอแนะนำให้รู้จักกับ ‘อู่ฮั้น’ พอสังเขปและเชื่อว่าต่อไปนี้คนทั่วโลกจะจดจำชื่อนี้ไว้อีกนานเท่านาน

‘อู่ฮั่น’ เป็นเมืองใหญ่ระดับดาวรุ่งของมณฑลหูเป่ย มีประชากรพลเมืองราว 11 ล้านคนพอๆ กับกทม.ของเรา เป็นเมืองศูนย์กลางคมนาคมทั้งเที่ยวบินไปทั่วโลก เป็นเมืองศูนย์กลางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อไปยังเมืองใหญ่ เช่น กวางตุ้งทางใต้ กวางโจว และปักกิ่ง

ในด้านอุตสาหกรรมเป็นเหมือนดีทรอยท์ของจีน และเวลานี้เป็นที่ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ดังของฝรั่งเศส อาทิ เปอโยต์, เรโนลต์ ฯลฯ จึงมีวิศวกรและระดับคนงานมากมาย

‘อู่ฮั่น’ เป็นเมืองแห่งทะเลสาบที่มีทิวทัศน์สวยงามทั้งภูเขาแม่น้ำและเป็นประตูหรือเกตเวย์ไป ‘เขื่อนสามผา’ แม่น้ำแยงซีเกียงเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำใหญ่ที่สุดในโลก!

นี่เป็นตัวอย่างของ ‘อู่ฮั่น’ แต่จากนี้ไปเรามาช่วยกันภาวนาให้เมืองดาวรุ่งสำคัญนี้ฝ่าวิกฤติไวรัสโคโรน่าให้ได้

เราต้องช่วยกันป้องกันและยับยั้งไม่ให้ไวรัสมรณะนี้แพร่ระบาดไปทั่วโลก
อ๊อด เทอร์โบ


 การบินไทยปีกหัก
 หาทางลดค่าใช้จ่าย

ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ใช้บริการการบินไทยตลอดมาอย่างเหนี่ยวแน่นโดยไม่ใช้อภิสิทธิ์ใดๆ เพราะถือว่าเป็นสายการบินแห่งชาติและต้องอยู่ให้ได้ตามสภาพของอุตสาหกรรมการบินที่มีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะมีสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ที่เกิดมาเยอะมาก

ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มาเพราะเห็นว่าเวลานี้การบินไทยยังขาดทุนและต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายแล้ว โดยปีนี้เห็นว่าจะลดการจ้างคนภายนอก หรือเอาท์ซอร์ส ซึ่งเวลานี้มีประมาณ 10,000 คน ลดลง 10% ก็จะลดค่าใช้จ่ายได้เกือบ 4,000 ล้านบาท

คนภายนอกอย่างผมยังงงว่าทำไมการบินไทยต้องใช้บุคคลนอกมากขนาดนี้เชียวหรือ? และพอไม่ได้ทำงานแล้วคนเหล่านี้จะเอารายได้จากไหนมาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว

โบราณว่าไว้ว่าต้องสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตนี่ถ้าจะจริง แต่การบินไทยนั้นเวลานี้เหมือนคนป่วยต้องผ่าตัดด่วน

ที่ผ่านมาการบินไทยยังจมอยู่กับการเมือง มีการจัดซื้อจัดจ้างและจุดอ่อนอีกมากมายที่ถ้าเป็นบริษัทเอกชนก็ล้มละลายไปแล้ว

จะทำอะไรก็รีบทำเถิด เพราะเลี้ยงไข้ไว้รับรองไม่รอดแน่
ธรรมศักดิ์ (วิภาวดี)

 เรียนคุณ ‘ธรรมศักดิ์’ วิภาวดี
จดหมายของคุณให้ความชัดเจนดีมากและคาดว่าคุณคงมีฐานะไม่เดือดร้อนจึงเป็นแฟนคลับการบินไทยอย่างเหนียวแน่นและตลอดไป เรียกว่ามีจิตสำนึกและความปรารถนาดีมากๆ

ผมเองยอมรับว่าหันไปใช้บริการ รฟท. และสายการบินต้นทุนต่ำเพราะมีราคาถูกกว่า บริการก็ดีโดยเฉพาะบินในประเทศหรือไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ

เวลานี้การบินไทยจะต้องหาวิธีการให้พ้นจากการขาดทุนและที่ผ่านมามีนักการเมืองบางคนเห็นการบินไทยเป็นขุมทรัพย์เลยแสวงหาผลประโยชน์กันใหญ่ และถึงเวลาแล้วที่การบินไทยต้องผงาดด้วยตัวเองและพ้นจากสภาพเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ป้องกันแพร่ระบาด
 โปรดสวมหน้ากากอนามัย

บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ บีอีเอ็ม แจ้งว่าเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตลอดจนการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงจึงมีมาตรการป้องกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร โดยมีการดำเนินการ ดังนี้

1.เพิ่มความถี่การทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในสถานีรถๆ ไฟฟ้าทุกสถานีโดยเฉพาะพื้นที่ให้บริการที่มีการสัมผัสกับผู้ใช้บริการบ่อยๆ เช่น เครื่องออกตั๋วโดยสาร ห้องจำหน่ายตั๋ว ราวจับบันได บันไดเลื่อน ราวกันตก ประตูเก็บค่าโดยสาร เก้าอี้นั่ง ลิฟต์โดยสาร

2.เพิ่มการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในขบวนรถไฟฟ้า หลังปิดให้บริการและก่อนเปิดให้บริการทุกวัน และเน้นการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในบริเวณที่ผู้โดยสารต้องสัมผัส เช่น ราวจับภายในขบวนรถ เก้าอี้นั่ง

3.ดูแลสุขภาพพนักงานที่ให้บริการในสถานีและขบวนรถไฟฟ้าด้วยการตรวจความพร้อมด้านสุขภาพ ตรวจวัดไข้ก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้งและให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยกรณีที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีประชาชนหนาแน่น

เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้โดยสารทุกคน รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ขอความร่วมมือผู้โดยสารใส่หน้ากากอนามัยกรณีมีอาการเจ็บป่วย ไอ จาม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค


แผนลับโปเชนตง”อุ๊งอิ๊ง”แสร้งไม่รู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413862?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนลับโปเชนตง”อุ๊งอิ๊ง”แสร้งไม่รู้

31 มกราคม 2563 – 08:44 น.
อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร,ชินวัตร,พลอวิชิต ยาทิพย์,ทักษิณ
เปิดอ่าน 2,287 ครั้ง

แผนลับโปเชนตง”อุ๊งอิ๊ง”แสร้งไม่รู้ คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ไวรัสการเมืองระบาดไปทั่วสังคมไทย นับแต่เกิดการระบาดของไวรัสอู่ฮั่น โดยเฉพาะประเด็นการช่วยเหลือคนไทย 60 กว่าคน ที่ตกค้างอยู่ในเมืองอู่ฮั่น ให้เดินทางออกจากแหล่งระบาดเชื้อไวรัสมรณะ แต่รัฐบาลไทยก็ต้องรอคอยให้รัฐบาลจีนไฟเขียวเสียก่อน

อ่านข่าว…  เทียบไม่ได้ ผบ.ทอ.สอน อุ๊งอิ๊ง จีนเข้มงวดความมั่นคง

คนกลุ่มหนึ่งเลยลากเรื่องนี้เข้าสู่การเมืองทันที เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร โพสต์ไอจี Ing Shinawatra นำรูปภาพบิดา ทักษิณ ชินวัตร พร้อมโค้ดคำพูดของทักษิณ ครั้งที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขเหตุการณ์ชาวกัมพูชาประท้วง บุกเผาสถานทูตไทยในพนมเปญ โดยอดีตนายกฯ ทักษิณได้สั่งการให้นำเครื่องบิน C 130 ไปรับคนไทยประมาณ 700 คน ออกจากพนมเปญกลับไทยอย่างทันท่วงที

ก่อนหน้านี้ มีกองเชียร์เสื้อแดงได้นำประเด็นทักษิณส่งเครื่องบินไปรับคนไทยในกัมพูชา มาเปรียบเทียบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยังรีรอไม่รีบส่งเครื่องบินไปรับคนไทยที่เมืองอู่ฮั่น

จริงๆ แล้ว สองเรื่องนี้มันเปรียบเทียบกันยาก เพราะคนละบริบท ต่างสถานการณ์ และต่างประเทศปลายทาง ลำพังกรณีช่วยคนไทยหนีเหตุจลาจลในกัมพูชา ก็มีรายละเอียดมากมาย

“อุ๊งอิ๊ง” หยิบเอาคำพูดตอนปลายๆ ของทักษิณ มาตอกย้ำความรู้สึกกองเชียร์ฝ่ายตัวเอง โดยละเลยที่จะเล่าความจริงทั้งหมด

ขอสรุปความสั้นๆ ว่า ต้นเหตุของการปลุกระดมให้เกลียดชังคนไทย มาจากความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชา ระหว่างฮุน เซน, เจ้านโรดม รณฤทธิ์ และสม รังสี หลังการเลือกตั้งปี 2546 ที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก

สื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุกัมพูชา ได้ปลุกความรู้สึกชาตินิยม เอาไทยเป็นเหยื่อ ทำให้เกิดการจลาจลในพนมเปญ เมื่อ 29 มกราคม 2546 ซึ่งสถานทูตไทยถูกเผาและมีการปล้นสะดมทรัพย์สินของธุรกิจไทยในกัมพูชา

4 ทุ่ม วันที่ 29 มกราคม ปีโน้น ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติคนไทยในพนมเปญ

ตัวละครที่สำคัญในปีนั้นคือ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ“ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ “พล.อ.วิชิต ยาทิพย์” ประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. เนื่องจากอดีตนายทหารสองคนนี้ เคยเข้าไปปฏิบัติราชการลับแถวชายแดนไทย-กัมพูชา สมัยสงครามเขมร 4 ฝ่าย

พล.อ.วิชิต ยาทิพย์

พล.อ.วิชิตเคยช่วยเหลือ พล.อ.เตีย บัน รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา ระหว่างที่หลบหนีการไล่ล่าของเขมรแดงเข้ามาอยู่แถวจันทบุรี และตราด นอกจากนั้น พล.อ.วิชิตยังทำหน้าที่ประสานงานให้กลุ่ม พล.อ.เตีย บัน ได้พบกับกลุ่มฮุน เซน ไปขอการช่วยเหลือจากเวียดนาม จนนำไปสู่การโค่นล้มเขมรแดงสำเร็จ

ความสัมพันธ์ของ พล.อ.วิชิต กับ พล.อ.เตีย บัน ลึกซึ้งยาวนาน เป็นเหตุให้แผนปฏิบัติการ “โปเชนตง 1” อพยพคนไทยออกจากพนมเปญ ด้วยเครื่องบินลำเลียง C 130 เป็นไปด้วยความราบรื่น

เรียกว่าตลอดทั้งวัน พล.อ.วิชิต ได้โทรศัพท์ประสานกับ พล.อ.เตีย บัน อยู่ตลอดเวลา และก่อนที่เครื่องบินกองทัพอากาศจะไปบินกัมพูชา พล.อ.วิชิตได้ขอให้รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา นำกำลังทหารมาดูแล โดยรอบสนามบินโปเชนตงเอาไว้ เพื่อป้องกันม็อบคนเขมรมาปิดล้อม

เช้าวันที่ 30 มกราคม 2546 เครื่องบิน C 130 ลำสุดท้ายกลับมาลงจอดที่สนามบินกองทัพอากาศดอนเมือง เวลา 09.30 น. เสียงปรบมือก็ดังกระหึ่ม พร้อมด้วยการจับมือแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่นำคนไทย 511 คนกลับบ้าน ชุดแรกโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

จากเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้คะแนนนิยมของทักษิณ พุ่งสูงขึ้นในฐานะผู้นำในภาวะวิกฤติ ข่าวสารที่มีการนำเสนอตอนนั้น ก็รายงานว่า ทักษิณยกหูโทรศัพท์เจรจากับนายกฯ ฮุน เซน ก่อนสั่งเปิดปฏิบัติการโปเชนตง พร้อมมอบหมายให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนั้น เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

อีกหลายปีต่อมา จึงมีการพูดถึงผู้ปิดทองหลังพระคือ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตนายทหารที่เคยเข้าไปช่วยกลุ่มเขมรเกาะกงต่อสู้กับเขมรแดง จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครทราบมากนัก เพราะสมัยโน้นเป็นการทำงานราชการลับ

เรื่องแผนโปเชนตงช่วยคนไทยออกจากกัมพูชา จึงมิได้มีแค่ “ทักษิณ” คนเดียว หากยังมีตัวละครลับแบบ พล.อ.วิชิต จนปฏิบัติการครั้งนั้นจบลงด้วยดี

หยุดเถอะ..พอได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดเถอะ..พอได้แล้ว

31 มกราคม 2563 – 08:14 น.
งบประมาณปี63,ศาลรัฐธรรมนูญ,เสียบบัตรแทนกัน
เปิดอ่าน 897 ครั้ง

หยุดเถอะ..พอได้แล้ว บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ฉับพลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องเพื่อวินิจฉัยปมร้อนกรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน จะทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลกำหนดให้ผู้ร้องทราบและให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ภริม พูลเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำชี้แจงภายในวันที่ 4 กุมภาพันธ์

อ่านข่าว…  งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

จากนี้ไปคงต้องมานั่งลุ้นด้วยหัวใจที่เต้นในจังหวะตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่า “องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” จะหาทางออกให้แก่ประเทศชาติในรูปแบบใด แต่เชื่อเถอะว่า “ทุกทางออก” ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร…ทุกประเด็นจะถูกฝ่ายการเมืองนำไปตีความจนทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายตามมาไม่มากก็น้อย หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทำให้ฝ่ายหนึ่งใดเสียประโยชน์

ผิดถูก ดำขาว ชั่วดี ล้วนเกิดขึ้นจากการ “กระทำ” ที่เป็นเครื่องชี้ “เจตนา” ตรงนี้อยากให้คิดตามกันว่า “ผลพวงทุกอย่าง” ที่อาจส่งผลร้ายต่อประเทศชาติในวันข้างหน้านั้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หาก ส.ส.ทั้ง 3 คนมีความรู้ดี รู้ชอบ…วันนี้ทุกอย่างต้องสะดุดหยุดลงเพียงเพราะการกระทำที่ปราศจากความรับผิดชอบต่อหน้าที่สำคัญอันพึงมีในฐานะผู้แทนราษฎร แต่ที่น่าอายสุดๆ คือ หลังเกิดเรื่อง ส.ส.กลุ่มนี้กลับตั้งโต๊ะแถลงข่าวใช้ข้ออ้างชนิดเด็กอมมือต้องร้อง “เจี๊ยก” เช่น “ผมลืมนำบัตรออกจากเครื่อง”, “ดิฉันดึงบัตรของ ส.ส.ท่านอื่นออกเพื่อทดสอบว่าเครื่องมันใช้ได้หรือไม่”

เฮ้อ…แทนที่จะสำนึกผิดออกมาขอโทษประชาชนแบบแมนๆ ว่า ณ ช่วงเวลานั้น “มันเกิดอะไรขึ้น” แต่คนเหล่านี้ยังเฮโลตะแบงด้วยข้อแก้ตัวกากๆ แต่ที่ร้ายเหลือไปกว่านั้น คือแทนที่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องจะออกว่ากล่าวมาตักเตือนให้ได้คิด แต่คนใหญ่โตในบ้านเมืองบางคนยังเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการแก้ตัวให้ ส.ส.กลุ่มนี้ว่า สภามีปัญหาเรื่องเครื่องเสียบบัตรที่มีน้อยไม่เพียงพอกับจำนวน ส.ส.หลายร้อยคนที่ต้องยืนรอต่อคิว ดังนั้น จึงอาจมีการไหว้วานให้ ส.ส.คนอื่นเสียบบัตรแทนเพื่อความรวดเร็ว…

อืม…คิดกันได้เนอะ “คนไทยกินข้าวไม่ได้กินหญ้ากันทั้งประเทศนะ” วันนี้งบประมาณปี 63 ไม่สามารถนำมาเบิกจ่ายใช้สอยได้จนถึงขนาดที่รัฐบาลต้องหาทางออกในทางกฎหมายเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และที่สำคัญคนไทยต้องเดือดร้อนจากความล่าช้าในการนำเงินงบประมาณมาช่วยขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ทั้งเรื่องภัยแล้ง ฝุ่นพิษ ปากท้อง และปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก “การเสียบบัตรแทนกัน” ถือเป็น “ความผิด” ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นใครที่มีส่วนร่วมกับการกระทำผิด สมควรจะสำนึกเสียใจออกมาขอโทษสังคมเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา..ไม่ใช่ออกมาแก้ตัวด้วยเหตุผลหน่อมแน้มเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ หยุดเถอะกับพฤติกรรมแบบนี้…หยุดเถอะ…พอได้แล้ว…

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413665?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563

30 มกราคม 2563 – 10:18 น.
ไบโอเมทริกซ์,ลุงตู่,ประยุทธ,ทนายตั้ม
เปิดอ่าน 792 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 โดย… พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ประจำการที่นี่ทุกวัน ไม่หวั่นสารพัดคำขู่ของผู้มีอิทธิพลมีสีทั้งหลาย เพื่อคนอ่าน ไม่กลัวใคร

00000 โดนซะแล้ว “ทนายตั้ม” สิทธา เบี้ยบังเกิด ทนายความเพื่อประชาชน คนร้อง ป.ป.ช. กรณี จัดซื้อไบโอเมทริกซ์ ของ สตม.แพงเว่อร์ เกินจริง ข่าววงในที่ “พญาเสือ” ได้ยินมาคือ “ทนายตั้ม” โดนขู่ จะเอาตำรวจ “มีนบุรี” ไปจับข้อหาใช้เอกสารราชการเท็จ

00000 อุต๊ะ! ขออุทานเป็นภาษาวัยสะรุ่นหน่อย เล่นแรงเล่นกันเอาถึง “ตาย” เลยไหม ทั่นบิ๊กแป๊ะ จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ความจริงเมื่อมีการร้องป.ป.ช. หน้าที่ของ สตช.และสตม. คือชี้แจงความจริง มีเอกสารหลักฐานอะไรต้องส่งให้ป.ป.ช. เพื่อความบริสุทธิ์ของ สตช. และตัวคนจัดซื้อจัดจ้างเอง

00000 แต่การที่จะใช้ “อำนาจ” ไปรังแกประชาชน ไม่น่าจะใช่วิธีการที่ นายกฯ ลุงตู่ แฮปปี้ อย่าลืมว่า นายกฯ มาเป็นประธาน ก.ตร. เพื่อทำให้สตช.ลบภาพเก่าๆ ที่ไม่ดีของ สตช.ออกไป แต่หากจะทำยิ่งกว่าเดิม ไม่น่าจะใช่แนว ทางการปฏิรูปตำรวจ

00000 อย่างการจัดซื้อ ไบโอเมทริกซ์ น่ะ กลัวอะไร งบประมาณ 2 พันล้าน ไม่มากไม่น้อย หากซื้อของดีราคาดี คุณภาพดี เพื่อให้หน่วยงานได้มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือใช้ถือว่าทำถูก แต่เมื่อซื้อแล้วกลับมีปัญหา “บิ๊กแป๊ะ” ต้องพร้อมที่จะให้ตรวจสอบเพราะ สตช. ไม่ใช่องค์กร “เทวดา” ที่ใครจะแตะไม่ได้ “พญาเสือ” ขอย้ำว่า สตช. หรือ ตัว “บิ๊กแป๊ะ” ต้องถูกตรวจสอบ หากคิดว่าในอนาคตจะไปเล่นการเมือง สังกัดพรรคบุรีรัมย์ ต้องทนต่อการตรวจสอบ

00000 เพราะไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อของเท่านั้น “พญาเสือ” ได้ยินมาว่าหาก บิ๊กแป๊ะ ไปเล่นการเมืองสิ่งแรกที่จะโดนตรวจคือ จริยธรรมและคุณธรรม นักการเมืองจะถูกตรวจสอบทั้งหมด ไม่เว้นหน้าบ้านหรือหลังบ้าน หากมีอะไรซุกอยู่หลังบ้าน บรรดานักการเมืองฝ่ายค้านจะขุดคุ้ยออกมา ทั้งเอกสารหลักฐานและภาพถ่าย

00000 “พญาเสือ” เชื่อว่าหาก บิ๊กแป๊ะ บริสุทธิ์ ไม่มีนอกมีใน ไม่มีใจเป็นอื่น ย่อมจะผ่านกระบวนการตรวจสอบเหล่านี้ไปได้

00000 ฮัดเช้ย! “พญาเสือ” ได้ข่าวมาว่า ป.ป.ช. ขยับแล้ว กรณีไบโอเมทริกซ์ ที่ “ทนายตั้ม” ร้องไว้ และ “พระโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ไปเป็นพยานให้การต่อ ป.ป.ช. แล้ว ปรากฏว่า ป.ป.ช.ส่งหนังสือไปยัง สตช. ให้ชี้แจงการ จัดซื้อวิธีพิเศษ “พญาเสือ” ขำกลิ้งเลย ไม่เชื่อตัวเองว่า ยุคนี้ ยุคที่ นายกฯ ประกาศปลอดคอร์รัปชั่น จะมีการซื้อแบบไม่มีการแข่งขัน คือชอบใครก็จิ้มเอาเลย

00000 ใครๆได้ยินก็ร้องเสียหลง เพราะ การซื้อวิธีพิเศษ มันหมิ่นเหม่ที่จะถูกครหาได้ว่า “ฮั้ว” หรือ “ล็อกสเปก” คือมันมีกฎหมายป้องกันการ “ฮั้ว” และการ “ล็อกสเปก” อยู่นะ แต่ทำไม นายกฯ ในฐานะประธาน ก.ตร. ปล่อยให้หน่วยงานต้นสังกัดจัดซื้อแบบนี้ได้ มันสุ่มเสี่ยงมากว่า การซื้อแบบนี้จะได้ของไม่ดีแถมราคาแพง

00000 “พญาเสือ” คิดว่ามันเรื่องปกติแล้ว ที่การจัดซื้อจะต้องใช้ อีบิดดิ้ง หรือที่เรียกว่า ประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เขามีระเบียบปฏิบัติเพื่อป้องกันการ “ฮั้ว” แต่เหตุไฉน สตช. จึงหาญกล้าใช้วิธีพิเศษ จึงต้องชี้แจงป.ป.ช.ให้ได้

00000 ประการต่อมา ป.ป.ช. เชิญตำรวจที่ดูแลด้านเทคนิคเข้าไปชี้แจง ไบโอเมทริกซ์ และ รถตรวจการณ์อัจฉริยะ ว่าด้านเทคนิคใน ทีโออาร์ เขียนเอาไว้อย่างไร มันสอดคล้องกับการปฏิบัติงานหรือไม่ ไม่ใช่เขียนให้เว่อร์ แต่ปฏิบัติจริง ตำรวจตม.ใช้ไม่เป็น แบบนี้ก็ “เสียของ” ซื้อมาทิ้งแบบ “มอเตอร์ไซค์ไทเกอร์” ราชการก็เสียหาย

00000 “พญาเสือ” ว่าความวัวไม่ทันหาย วามควายเข้ามาซ้ำ กรณี พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ที่ ก.ตร. หยิบเรื่องมาพิจารณา เห็นว่าสิ่งที่แถลงกับการพิจารณาใน ก.ตร. คนละเรื่องกัน “รองไพรัตน์” เลยถือโอกาสยื่นหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมเข้าไปเพราะ ใน 3 ข้อ ที่ พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกตำรวจแถลงนั้น “รองไพรัตน์” ยืนยันไม่ได้ถูกลงโทษวินัย แต่ไปแถลงว่า จเรตำรวจแห่งชาติ ใช้อำนาจลงโทษทางวินัยนั้นถูกแล้ว นี่ “พญาเสือ” รู้สึกว่าจะร้อนรนอะไรกัน

00000 ร้อนกันมากถึงกับป่วนและปล่อยข่าวว่า ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จะ ถูกปรับออก แล้วเอา บิ๊กแป๊ะ ไปเป็นรมต.แทน ปัดโธ่!นายกฯ ลุงตู่ ไม่โง่ขนาดนั้น เพราะรู้ว่าหากลุงแป๊ะมาเล่นการเมือง ไม่มา พรรคพลังประชารัฐ อยู่แล้ว ที่สำคัญพรรคดังกล่าว ลุงตู่ไม่แฮปปี้ ขนาดงานศพยังไม่ไป แล้วอย่าหวังว่า ลุงตู่ จะตั้ง ลุงแป๊ะ ที่มีใจให้พรรคอื่นมาเป็นรัฐมนตรี “พญาเสือ” บอกเลยว่า ชาติหน้าตอนบ่ายๆ” 00000

โป๊ะแตก ‘เจ๊หน่อย’ ไวรัสการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413658?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โป๊ะแตก ‘เจ๊หน่อย’ ไวรัสการเมือง

30 มกราคม 2563 – 09:50 น.
เจาะประเด็นร้อน,ไวรัส,โคโรน่า,ไวรัสโคโรน่า
เปิดอ่าน 9,260 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ม.ค.63

**********************

ไวรัสอู่ฮั่น กลายเป็นไวรัสเฟคนิวส์ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั้งสังคมไทย พักนี้ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงดูเครียดๆ เมื่อวันก่อน “ลุงตู่” ทำเซอร์ไพรส์แอบไปฟังสภานักเรียน ที่อาคารหอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

เมื่อมีเด็กๆ พูดถึงเรื่องเฟคนิวส์ ลุงตู่ได้โอกาสก็ร่วมแจมว่า เรื่องเฟคนิวส์พูดได้ตรงใจ เพราะตอนนี้แพร่หลายทั่วไป “หลายๆ คนรู้จักลุง ก็เห็นจากเฟคนิวส์มาเยอะ แต่เฟคนิวส์ทำให้สังคมไม่สงบเรียบร้อย การบริหารบ้านเมืองก็ยิ่งลำบาก”

แม้คนในรัฐบาลประยุทธ์ จะออกมาประสานเสียงเรื่องคุม “ไวรัสเฟคนิวส์” ไม่ได้ แต่ก็น่าจะมีการทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตอบโต้กระบวนการเฟคนิวส์ ที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก

อ่านข่าว-สุดารัตน์ ถาม 3 ข้อ จี้ รัฐบาลยกระดับคุมระบาดไวรัสโคโรน่า

เจ๊หน่อยโหนไวรัส

อีกด้านหนึ่ง นักการเมืองฝ่ายค้านบางคน บางกลุ่มก็ฉวยโอกาสรัฐบาลเผชิญสงครามโรคระบาด กระหน่ำซ้ำเติมด้วยการโหนกระแสโจมตีรัฐบาลด้วยเฟคนิวส์

เจ๊หน่อยกลับมาหลังแพ้เลือกตั้ง

ยกตัวอย่าง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ใช้สื่อโซเชียลเล่น บท โดย “เจ๊หน่อย” สื่อสารผ่านทวิตเตอร์ ด้วยสไตล์บู๊ดุดัน

อย่างเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 “เจ๊หน่อย” ทวีตข้อความว่า “ญี่ปุ่นสหรัฐเกาหลีใต้ฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งลาว สามารถอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โรคระบาดได้ ไทยมีแค่ทหาร 20 คน ที่ไปซื้ออาวุธได้กลับ ส่วนนักศึกษา&ประชาชน #ลุงให้รอก่อน ปากบอก #ทหารเสียสละเพื่อประชาชน ทำไมได้กลับไม่พร้อมกันคะลุงช่วยตอบให้ชัดๆ”

ข้อความในทวิตเตอร์

พร้อมกับติดแฮชแท็ก #พลเมืองชั้น2 #รัฐบาลเฮงซวย ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “เจ๊หน่อย” ก็ทวิตข้อความวิจารณ์ว่า รัฐบาลไม่ดูแลคนไทยในเมืองอู่ฮั่น 

งัดภาพเก่ามาโชว์ สมัยไข้หวัดนก

ขณะเดียวกัน ประธานยุทธศาสตร์เพื่อไทย ได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัว ร่ายยาวผลงานของตัวเอง สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเคยรับผิดชอบ ควบคุมโรคระบาดของโรคซาร์ส และหวัดนก ได้สำเร็จมาแล้ว

ทีมงานคุณหญิงหน่อยไปได้ข่าวมาจากไหนว่า ลาวขนคนออกจากเมืองอู่ฮั่นไม่รู้จริงอย่าทวีตดีกว่า

ลาวเชื่อมั่นจีน

เจ๊หน่อย” มั่นใจอะไร จึงกล้าทวีตข้อความ “..หรือแม้กระทั่งลาวสามารถอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โรคระบาดได้”

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในลาว ก็มีความสับสนวุ่นวายไม่แพ้เมืองไทย บ่ายวันที่ 27 มกราคม 2563 ท่านบุนกอง สีหาวง รัฐมนตรีสาธารณสุขลาว ได้เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสอู่ฮั่นในลาว

ส่วนนักศึกษาลาว ที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น ท่านบุนกอง บอกว่า ทุกคนยังปลอดภัยดี ถึงอยากจะกลับบ้าน ก็คงกลับไม่ได้ ในช่วงนี้ เพราะทางการจีน ยังไม่ให้กลับ

รัฐมนตรีสาธารณสุขลาว

สรุปว่า มีนักศึกษาลาวในเมืองอู่ฮั่น สอบเสร็จ 99 คน ได้เดินทางกลับลาวแล้ว ยังเหลืออีก 49 คน และรัฐบาลลาวยังไม่มีแผนการจะส่งเครื่องบินไปรับกลับ ในช่วงเวลานี้

วันเดียวกัน คำเพา เอินทะวัน เอกอัครราชทูตลาวประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ยืนยันว่า นักศึกษาลาวที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น มีความปลอดภัยทุกด้าน และได้รับความเอาใจใส่จากองค์การจัดตั้งพรรค/รัฐ มณฑลหูเป่ย เป็นอย่างดี

คุณหญิงหน่อย อาจจะสนิทสนมกับนางนาลี สีสุลิด ภริยาท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว แต่ควรเช็กข่าวให้ชัวร์

เล่นข่าวมั่วเอาแต่ความสะใจ ไม่ใช่วิสัยของนักการเมืองคุณภาพ

ปิดสามเหลี่ยมทองคำ

ที่เป็นข่าวใหญ่ในเมืองไทยว่า “ลาวปิดด่าน” นั้น จริงๆ แล้ว “จ้าว เหว่ย” ประธานสภาบริหารเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ได้ทำหนังสือถึงเจ้าแขวงบ่อแก้ว ขอให้ปิดด่านพรมแดน จุด ห้ามคนจีน และคนเมียนมาร์เข้ามายังเขตเศรษฐกิจฯ เมืองต้นผึ้ง เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโคโรนา

แขวงบ่อแก้ว มีด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่ จุด คือ ด่านสามเหลี่ยมทองคำ และด่านบ้านมอม ที่ปิดชั่วคราวช่วงนี้ แต่ด่านสะพานมิตรภาพลาวไทย แห่งที่ 4 (ห้วยทรายเชียงของยังเปิดให้คนลาวและคนต่างชาติ เข้าออกตามปกติ

จ้าว เหว่ย

นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ได้ออกคำสั่งเลื่อนงานดอกงิ้วบาน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา จากเดิม งานเทศกาลดอกงิ้วบาน ครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่าง 14-16 กุมภาพันธ์ 2563

เจ้าพ่อกาสิโนจ้าว เหว่ย เลยได้แต้มไป ในฐานะผู้นำที่กล้าตัดสินใจฉับไว ปิดกาสิโนหนีไวรัสมรณะ

เปิดใจ ทิพานัน ศิริชนะ ฉะ ไม่กลัวเปลืองตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ ทิพานัน ศิริชนะ ฉะ ไม่กลัวเปลืองตัว

30 มกราคม 2563 – 09:34 น.
ทิพานัน ศิริชนะ,รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ,พรรคพลังประชารัฐ,โฆษก
เปิดอ่าน 2,634 ครั้ง

เปิดใจ ทิพานัน ศิริชนะ ฉะ ไม่กลัวเปลืองตัว คอลัมน์… Exclusive Talk

ชื่อของ “อ้น” ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ปรากฏตามหน้าสื่อไม่เว้นแต่ละวัน โดยการทำหน้าที่โทรโข่งพรรคของเธอนั้น นอกจากการประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีต่อพรรคแล้ว ยังตอบโต้ประเด็นทางการเมืองไปยังพรรคฝ่ายค้าน ชนิดที่ว่าไม่เกรงใจใคร

 “ทิพานัน” มีประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายนานนับสิบปี ก่อนจะมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 23 จอมทอง ธนบุรี พรรคพลังประชารัฐ กระทั่งต่อมาพรรค พปชร.แต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกพรรค

“ทิพานัน” อธิบายความสนใจในงานการเมืองกับ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ว่า หลังจากทำงานกฎหมายไปได้หลายปี จึงได้เริ่มคุยกับกลุ่มเพื่อน ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถผลักดันเพื่อพัฒนาประเทศให้ดีกว่าสิ่งที่ทำอยู่ได้ กระทั่งเกิดการรวมกลุ่ม แล้วมาลงเอยที่พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่เปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่ได้เข้าไปทำงานอย่างเต็มที่

“ตอนหาเสียงได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน ต้องบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ สิ่งที่ได้จากการลงพื้นที่คือได้เห็นปัญหา และรับฟังปัญหาของประชาชน เพราะนอกจากประชาชนจะต้องการให้ผู้แทนแก้ไขปัญหาแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือต้องการให้มีคนมารับฟังปัญหาของพวกเขา เมื่อเราได้เข้าไปคุยกับประชาชน ก็ทำให้ช่องว่างระหว่างกันลดน้อยลง ชาวบ้านจึงกล้าที่จะพูดและชี้ให้เห็นว่าปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างไร”

อ้น กล่าวว่า สำหรับพรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองที่ให้โอกาสแก่คนอย่างเธอ ที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน โดยเปิดกว้างให้มือใหม่ได้ลงสมัคร ส.ส.ทั้งที่ถ้าเป็นพรรคอื่น คงไม่ได้รับโอกาสเช่นนี้

ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 อ้นพ่ายให้กับ โชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี แห่งพรรคอนาคตใหม่ กระทั่งเมื่อมีการตั้งรัฐบาล เธอจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกพรรค

 ทิพานัน บอกว่า งานรองโฆษกเป็นงานที่ใหม่และท้าทายสำหรับเธอ เพราะเธอคือมือใหม่ทางการเมือง งานนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความสามารถในการสื่อสาร ซึ่งเป็นงานที่ต้องหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา และเธอเองก็ได้รับมอบหมายให้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นผลงานของพรรค หรือของรัฐบาล

“ส่วนที่ต้องตอบโต้ประเด็นทางการเมืองนั้น ที่จริงแล้วอ้นสื่อสารตามที่อ้นมีความรู้ คือด้านกฎหมาย โดยพูดเพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง แต่การตอบโต้ทางการเมือง ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารทางการเมือง แต่ทั้งนี้ ก็เป็นไปเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน”

ถามว่าเธอรับมือกับกระแสโต้กลับอย่างไร ทิพานัน บอกว่า “เป็นธรรมดาของโลกและมนุษย์ ที่จะต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเรา เราต้องวางใจให้เป็นกลาง สิ่งใดเป็นความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เราก็จะนำมาปรับปรุง ส่วนการว่ากล่าวที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เราก็จำเป็นต้องทิ้งไป ซึ่งส่วนตัวเปิดรับคอมเมนต์และการให้คำแนะนำอยู่แล้ว เพราะมันทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ ไม่เคยคิดว่าเมื่อมีคนมาต่อว่า แล้วจะเพิกเฉยหรือต่อต้าน แต่ต้องยอมรับแล้วนำมาพัฒนาให้ดีขึ้น”

ถามอีกว่าไม่กลัวเปลืองตัวหรืออย่างไร ทิพานัน อธิบายว่า “ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่เราตัดสินใจมาทำงานทางการเมือง เราต้องการเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น จึงไม่ได้มองว่าเป็นการเปลืองตัวหรืออะไร แต่มองที่เป้าหมายเป็นสำคัญ”

 ทิพานัน เล่าให้ฟังว่า การทำงานของทีมโฆษกพรรค จะไม่ไปกล้าล่วงการทำงานของทีมโฆษกรัฐบาล แต่จะเป็นฝ่ายสนับสนุน เสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรต่อมาตรการต่างๆ อย่างไร เป็นต้น โดยสิ่งสำคัญในการสื่อสารยุคนี้ นอกจากจะเน้นความรวดเร็วแล้ว จะต้องมีความถูกต้องด้วย

  “อ้น” ทิพานัน ศิริชนะ ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะความสามัคคีของคนในชาติ จะช่วยให้ประเทศชาติพัฒนาต่อไปได้