ระวังอุบัติเหตุ ระบบจราจรไม่ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413654?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังอุบัติเหตุ ระบบจราจรไม่ดี

30 มกราคม 2563 – 09:27 น.
ระบบจราจรไม่ดี,ระวังอุบัติเหตุ,ถนนชำรุด,ทางโค้ง,ป้ายบอกทาง
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

ระวังอุบัติเหตุ ระบบจราจรไม่ดี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เป็นประจำ และขอเป็นสื่อกลางนำมาให้พิจารณาเพราะเป็นข้อมูลที่ดีอย่างยิ่ง

จดหมายจากคุณ ‘ธีระเดช’ กทม. ต่อไปนี้แจ้งให้ทราบว่าระบบจราจรที่ไม่ดีมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่เสมอ พร้อมยกตัวอย่างมาให้ทราบ

ผู้รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็น กรมทางหลวง, กทม., กรมทางหลวงชนบท ฯลฯ จึงต้องแสดงความรับผิดชอบและใส่ใจอยู่เสมอไม่ใช่ป้ายความผิดพลาดไปที่ผู้ใช้รถใช้ถนนเท่านั้น

จึงเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุให้เสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอะไรขึ้นมาอีก เพราะระบบการจราจรจะต้องทันยุคทันเหตุการณ์

ถนนบางสายสร้างมานาน ชำรุดทรุดโทรมหรือมุมทางเลี้ยว/ทางโค้ง หรือตรงสะพานต้องให้มีสภาพ 100%
อ๊อด เทอร์โบ

เรื่อง อุบัติเหตุจากถนน
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ตอนนี้ข่าวไวรัสคงมาแรง แต่เรื่องอุบัติเหตุก็ยังมีอยู่ประจำ สาเหตุของอุบัติเหตุนอกจากผู้ขับขี่ พาหนะแล้ว ถนน ระบบจราจรก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก อาทิตย์ก่อนมีข่าวข้าราชการเสียชีวิตที่พัทลุงขณะชะลอรถทางซ้ายแล้วจะเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถแล้วถูกชนจนเสียชีวิต อาทิตย์นี้ก็เห็นข่าวสองรายซ้อนคือ รถบรรทุกพ่วงกลับรถแล้วมีรถยนต์วิ่งชน กับรถกระบะกลับรถแล้วชนกับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต

สาเหตุใหญ่ๆ คือระบบจราจรเมืองไทยให้กลับรถทางขวา ซึ่งเลนขวาเป็นเลนที่รถวิ่งเร็ว แล้วเวลากลับรถถ้าจะจะชิดขวาก็เสี่ยงต่อรถเร็วอีกฝั่งพุ่งชน หรือตัดเลนไปด้านซ้ายก็เสี่ยงเช่นกัน เพราะรถที่จะกลับต้องชะลอความเร็ว นอกจากนี้บางทียังมีกรวยจราจรมาวางกินเลนอีกทำให้ต้องเบี่ยง ซึ่งรถที่วิ่งทางตรงเลนขวาก็วิ่งเร็วอยู่แล้ว แล้วยังมีแนวความคิดจะแก้กฎหมายเพิ่มความเร็วอีก ซึ่งระบบแบบนี้มันเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุมาก ควรจะให้รถที่จะกลับออกทางซ้ายแล้วไปกลับสะพานกลับรถหรือมี exit ให้ออกไปกลับรถเหมือนต่างประเทศ

นอกจากนี้เวลามีการตั้งด่านหรือมีการซ่อมแซมถนนมักจะมีการตั้งกรวยในระยะกระชั้นชิดมาก บางทีแทบหยุดรถไม่ทัน หรือพุ่งชนได้ ถ้าในต่างประเทศบางทีมีการตั้งกรวยหรือเตือนเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรก่อนจะถึงบริเวณที่มีการซ่อมแซม

การขีดเส้นจราจรก็เช่นกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมตีเส้นจราจรให้ตรงๆ ไม่ได้ ต้องโย้ออกไปแล้วบางทีเลนหาย รถที่วิ่งตามเส้นจราจรก็มีโอกาสถูกชนได้ เพราะลักษณะนิสัยคนไทยไม่วิ่งตามเส้น วิ่งตามความรู้สึกว่ารถวิ่งตรง ลักษณะการตีเส้นแบบนี้ที่เคยเห็นมีทั้งในต่างจังหวัดเช่น หัวหิน ภูเก็ต หรือในกรุงเทพฯ เองถ้าวิ่งจากแยกเกษตรตรงไปทางเกษตร-นวมินทร์โดยวิ่งตามช่องจราจรจากขวามือไปเรื่อยๆ จะตกขอบซ้ายไปเลย

ในอดีตหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เคยตีเส้นจราจรโย้ไปเรื่อยๆ แบบนี้ แต่ปัจจุบันกลับมาปกติทำให้ง่ายในการขับรถ และไม่ทำให้จราจรติดขัดด้วย เนื่องจากรถวิ่งตามช่องกับรถที่จะวิ่งตรงไม่ตามเส้น
ธีระเดช (กทม.)

ขอติดแนวไฟเพิ่มขึ้นที่อุโมงค์ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า
เรียนคุณ อ๊อด เทอร์โบ

ดิฉันเพิ่งใช้เส้นทางถนนตัดใหม่ ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ถนนกว้างดีมากและโล่ง ช่วยย่นระยะเดินทางได้มากจากย่านศูนย์วัฒนธรรมจะไปร่มเกล้า ใช้เวลาขับรถช่วงกลางวันประมาณ 30-40 นาทีเท่านั้น จากเมื่อก่อนเปิดใช้ถนนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง

แต่ช่วงจากถนนศรีนครินทร์จะมุ่งหน้าไปร่มเกล้ารถจะต้องลงอุโมงค์ 1 แห่ง และความที่รถมาด้วยความเร็วพอควร พอลงอุโมงค์แล้วต้องโค้งซ้ายทันที อันตรายอยู่ตรงนี้ค่ะ เพราะก่อนเข้าอุโมงค์เราอยู่ในที่สว่างมาก พอลงอุโมงค์เจอความมืดแบบกะทันหัน สายตาปรับไม่ทันและอุโมงค์ก็โค้งซ้ายทันทีสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ทำให้ผู้ขับรถมองไม่เห็นแนวไฟนั้นทั้งก่อนเข้าอุโมงค์และเมื่อเข้าอุโมงค์ก็ถึงโค้งไปแล้ว

เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ดิฉันเสนอให้ติดตั้งแนวไฟเพิ่มที่ผนังด้านขวาด้วยจะช่วยได้มากค่ะ
เจน (กรุงเทพ)

เรียนคุณ ‘เจน’ กรุงเทพ
ผมใช้เส้นทางนี้เป็นประจำและเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณเป็นอย่างมากเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจะต้องปรับปรุงเพื่อความปลอดภัยเวลาลงอุโมงค์ดังที่แจ้งมา

โดยเฉพาะไฟส่องสว่างจะต้องชัดเจนกว่านี้ เพราะอันตรายเหลือเกิน บางทีระวังแล้วแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาได้ตลอด

เวลานี้การจราจรบ้านเราโดยเฉพาะใน กทม. ต้องช่วยกันระมัดระวังดูแลครับ ซึ่งผู้รับผิดชอบควรตรวจตราอยู่เสมอ เส้นแบ่งเส้นทางจราจร, สัญญาณต่างๆ ต้องชัดเจน
อ๊อด เทอร์โบ

ต้องมีสติตลอดเวลา
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘นิพนธ์’ แม่ริม ซึ่งขอให้ทุกคนมีสติอย่าให้อารมณ์ชั่ววูบจนฟิวส์ขาดกลายเป็นฆาตกรไปโดยไม่ตั้งใจ

อย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดได้มีการมอบตัวแล้วและต่อไปก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย

เวลานี้ทุกอย่างล้วนทำให้เกิดความเครียด ขอให้ทุกคนมีสติอย่าหัวร้อนวู่วามเด็ดขาด
อ๊อด เทอร์โบ

เรื่อง อารมณ์ชั่ววูบ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จากกรณีลุงอำมหิตหัวร้อน สุดโหด ขับเก๋งพุ่งชนเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม ที่กำลังยืนเก็บกวาดอยู่ที่หน้าบ้านเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็นและเสียชีวิตคาที่ เหตุเพราะโมโหที่อีกฝ่ายพยายามท้าทายด้วยการฉีดน้ำใส่ ช่วงที่กำลังเดินไปขึ้นรถ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีปัญหาความขัดแย้งสมัยเป็นกรรมการหมู่บ้านมาก่อน ทำให้บันดาลโทสะขับรถชนเสียชีวิต ล่าสุดมอบตัวต่อตำรวจ พูดเพียงสั้นๆ ว่า ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดเรื่องนี้ ยอมรับกับสิ่งที่กระทำลงไป

สิ่งที่ผู้ก่อเหตุทำนั้นรับไม่ได้จริงๆ จากที่ผมติดตามข่าว ครอบครัวบ้านผู้เสียชีวิต เคยหางาน หาข้าวให้กินอยู่เลย ทำไมถึงต้องมาก่อเหตุแบบนี้ ผมว่าทำเกินกว่าเหตุ เรื่องแบบนี้น่าจะคุยกันได้นะ เป็นมนุษย์ด้วยกันแท้ๆ ก็ไม่รู้ว่าโกรธแค้นอะไรเขาขนาดนั้น ถึงพุ่งชนเขาจนตาย เพื่อนบ้านกัน มีอะไรควรเข้ามาพูดคุยกันดีๆ บ้านที่ซื้อเราก็อยู่กันอีกนาน ไปไหนมาไหนมีของฝากติดไม้ติดมือไม่ดีกว่าหรือ ไปธุระฝากบ้านดูแลบ้านกันดีกว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว บนรถก็มีทั้งเด็ก และคนชรา น่าจะมีสติ ระงับอารมณ์ได้บ้าง โมโหชั่ววูบ เพื่อนบ้านตาย-เราติดคุก ไม่คุ้มเลย สงสารลูกเมีย ห่วงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านที่อาจจะปฏิบัติกับลูกและเมียเขาไม่ดีก็ได้

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ปัญหาลิ้นกับฟัน “เพื่อนบ้าน” คนบ้านติดกันได้มากๆ เลยครับ ถือเป็นบทเรียนของการอยู่ร่วมกันในสังคม
นิพนธ์ (แม่ริม)

มรสุมทางการเมืองของลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413651?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มรสุมทางการเมืองของลุงตู่

30 มกราคม 2563 – 08:44 น.
อภิปรายไม่ไว้วางใจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 566 ครั้ง

มรสุมทางการเมืองของลุงตู่ โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เร็วๆ นี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าจะมีรัฐมนตรีคนใดโดนแจ็กพอตบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ ไม่ว่าจะอภิปรายใครก็ตาม จะต้องอภิปรายโยงไปถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล

อ่านข่าว-ฝ่ายค้านต้องการอย่างน้อย 3 วันซักฟอก รมต.รัฐบาลบิ๊กตู่

ถึงแม้ว่าการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล จะไม่ใช่มรสุมลูกใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมีความกังวลมาก เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะสามารถตอบโต้ฝ่ายค้านได้ทุกประเด็น และในที่สุด ตามวัฒนธรรมการเมืองไทยในสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็จะโหวตไว้วางใจอยู่ดี (ทั้งๆ ที่ ส.ส.บางคนอาจไม่สนใจฟังประเด็นการอภิปรายเลยก็ได้) แต่มรสุมทางการเมืองอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นหรือก่อตัวขึ้น กำลังทำให้รัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์สั่นไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นปัญหาของประเทศที่แก้ไม่ตกและจะทำให้คะแนนนิยมทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลเกิดปัญหาขึ้นได้

มรสุมลูกแรกก่อตัวมามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในชนบท และอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในกลุ่มคนรากหญ้า เกษตรกร ปัญหานี้คือภัยแล้ง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (ณ 16 ม.ค. 2563) มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 20 จังหวัด รวม 98 อำเภอ 541 ตำบล 4,600 หมู่บ้าน/ชุมชน ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภัยแล้งในฤดูกาลปี 2563 (ม.ค.-เม.ย.2563) จะส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 17,000-19,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.10-0.11 ของจีดีพี ปัญหานี้หากรัฐบาลไม่รีบขยับหาทางแก้ไข  คะแนนนิยมทางการเมืองจากคนกลุ่มนี้จะเริ่มหายไป แม้ว่าจะยังคงแจกเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไปก็ตาม (การเห็นข้าวแห้งตายคานากับเงิน 500 บาทเทียบกันไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะในเชิงจิตใจ)

  มรสุมลูกที่สองคือปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เป็นต้น ซึ่งนิด้าโพลล่าสุดเมื่อ 19 มกราคม 2563 ได้สำรวจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง พบว่า ร้อยละ 40.84 ระบุว่า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และร้อยละ 36.22 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย  เพราะหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังแก้ไขได้ไม่ตรงจุด ทำงานไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการตื่นตัว ไม่มีการเเก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและไม่มีความชัดเจน (กรมควบคุมมลพิษได้ยินชัดแล้วใช่ไหมครับ) คำวิจารณ์เหล่านี้ค่อนข้างสะท้อนความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลได้เรียนรู้มาแล้วจากปีก่อนถึงปัญหานี้และรู้ว่าในช่วงต้นปีปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 จะกลับมาแน่ แต่ก็ไม่ได้มีการขยับตัวหาทางป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง (สงสัยจะรอขงเบ้งเรียกลมเรียกฝนเพื่อแก้ปัญหา)  การจับรถควันดำ การจำกัดเวลาการเข้าเมืองของรถบรรทุก การขยันตรวจโรงงาน ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง เมื่อสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 เริ่มคลี่คลายก็อาจจะมีการปล่อยปละละเลยในปัญหาต่อไป อย่าลืมว่าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ในกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองใหญ่นั้นไม่ค่อยดีอยู่แล้ว และหากปัญหาฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ยิ่งอยู่นานเท่าไรก็กระทบกับคะแนนนิยมมากขึ้นเท่านั้น และระวังจะลามไปถึงกลุ่มฐานคะแนนหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นคือกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เพราะกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวในเรื่องสุขภาพอนามัย หากมีผลกระทบมากๆ อาจมีงอนใส่นายกฯ ประยุทธ์ ก็เป็นได้

ปัญหาการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้แย่ลงจากการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่าจากประเทศจีน เป็นมรสุมลูกที่สามที่กำลังโหมอย่างแรงสู่ประเทศไทย การระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่าทำให้ทางการจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเดินทางออกนอกประเทศ และแน่นอนจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่เป็นความหวังเดียวในการต่อท่อลมหายใจทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศในขณะนี้ นอกจากนักท่องเที่ยวจากจีนจะลดลงแล้ว นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ ที่ตื่นตระหนกจากปัญหานี้ก็จะไม่กล้าเดินทางท่องเที่ยว ในส่วนของประเทศไทยเอง คนไทยจำนวนหนึ่งก็ไม่ค่อยกล้าเดินทางหรือออกไปจับจ่ายซื้อของตามห้าง ตามตลาดนัดเนื่องจากกังวลในการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่า ในขณะที่ข่าวลือและเฟคนิวส์เกี่ยวกับการระบาดของของเชื้อไวรัสโคโรน่า ก็มีมากมายและแพร่อย่างรวดเร็วตามโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคนไทยจำนวนหนึ่งไม่คิดวิเคราะห์ข่าวสารก่อนที่จะเชื่อและแชร์ (สังคมกระต่ายตื่นตูมก็เป็นแบบนี้แหละ)

 มรสุมลูกที่สี่เป็นมรสุมทางการเมืองจากฝ่ายค้านขาประจำที่เดินสายทั่วประเทศปลุกคนให้ต่อต้านรัฐบาลด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเสวนาทางการเมืองหรือปัญหาของประเทศในสถานที่ต่างๆ ซึ่งที่แท้จริงคือเดินสายด่ารัฐบาล การจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่พรรคอนาคตใหม่บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแต่แกนนำพรรคไปโผล่ในเกือบทุกงาน การรณรงค์เลิกเกณฑ์ทหารกับกลุ่มเยาวชนตามสถานศึกษาและแหล่งท่องเที่ยวของวัยรุ่น การปล่อยเฟคนิวส์ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้รัฐบาลต้องออกมาแก้ข่าวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภาครัฐแก้ข่าวไม่ค่อยทัน ทำให้ติ่งนายกฯ ประยุทธ์ รู้สึกว่าทั้งกระทรวงดิจิทัลฯ และทีมโฆษกรัฐบาลไม่ทันเกมการเมืองเหล่านี้

   มรสุมทางการเมืองลูกล่าสุดที่กำลังส่งผลต่อรัฐบาลอย่างมากคือการเสียบบัตรแทนกันในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ของ ส.ส.ที่ไร้จิตสำนึกในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีเกิดปัญหาการเสียบบัตรแทนกันและหากมีมติให้การโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 เป็นโมฆะ จะทำให้การใช้งบประมาณของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าลง การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของภาครัฐต้องสะดุดลง ในประเด็นนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ (รวมถึงรับผิดชอบในความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย) ซึ่งไม่ควรเป็นแค่ ส.ส.ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรแทนกันเท่านั้น แต่หัวหน้าพรรคต้นสังกัดของ ส.ส.กลุ่มนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมด้วย (ร้องเพลงนี้กันได้ไหมครับท่าน…อย่างนี้ต้องลาออก…)

มรสุมทางการเมืองทั้งหมดที่กำลังโหมเข้าถล่ม พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องแสดงภาวะผู้นำออกมาให้สาธารณะได้เห็นด้วยการตอบโต้และจัดการกับปัญหาอย่างเร่งด่วนด้วยตนเอง ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำเอาบทบาทมาดเข้มสมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบกกลับมาใช้เพื่อเสริมภาพความเป็นผู้นำประเทศที่มีความเด็ดเดี่ยว มีความมั่นใจในการตัดสินใจทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีควรหยุดพูดในทำนองเรียกร้องความเห็นใจจากประชาชน เช่น “เธอไม่สงสารฉันบ้างหรือ” แต่ต้องแสดงออกอย่างผู้นำประเทศที่เข้มแข็งว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาหรือมรสุมทางการเมืองเหล่านี้ได้

แต่สิ่งแรกที่นายกฯ ประยุทธ์ต้องทำคือยกเครื่องทีมโฆษกรัฐบาล เพิ่มกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อตอบโต้การถูกโจมตีในปัญหาต่างๆ ทีมโฆษกรัฐบาลต้องทันเกมฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ต้องมีกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ที่ออกนอกกรอบระบบราชการ ต้องสามารถตอบโต้ทางการเมืองแทนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ และต้องแสดงให้สาธารณะเห็นว่ารัฐบาลได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมอย่างไร หากทำไม่เป็น ขอแนะนำว่าลองไปอ้อนวอนขอความรู้จาก รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ว่าควรทำอย่างไรจึงจะสู้เขาได้

การมีทีมโฆษกรัฐบาล หน้าตาดี ความรู้สูง ชาติตระกูลดี นั่งโต๊ะแถลงข่าวด้วยรอยยิ้มที่สวยงาม อาจไม่ช่วยอะไร หากไม่มีทักษะในการตอบโต้ทางการเมืองและไม่สามารถทันต่อเกมการเมืองฝ่ายตรงข้าม

สงสัยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทีมโฆษกรัฐบาลก่อน…ไม่ได้ไล่นะ แค่พูดให้ลองคิดดู

3 สิ่งควรทำในการตั้งรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 สิ่งควรทำในการตั้งรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่

30 มกราคม 2563 – 08:03 น.
ไวรัสสายพันธุ์ใหม่,โคโรน่า,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ไวรัสโคโรน่า,นายกฯ
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

3 สิ่งควรทำในการตั้งรับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ คอลัมน์…   วงในวงนอก    โดย…  สถิตย์ ธรรม

ถึงตอนนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ยังคงเป็นประเด็นสร้างความหวาดหวั่นไปทั่วโลก

อัพเดทสถานการณ์สักหน่อยนะครับ โดยขออ้างอิงจาก พีเพิลส์ เดลี่ สื่อจีนรายงานเมื่อวันที่ 29 มกราคม เวลา 09.30 น. มีผู้ติดเชื้อทั่วจีน 5,999 ราย, อาการหนัก 1,239 ราย, เสียชีวิต 132 ราย และต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 9,239 ราย เห็นได้ว่าการแพร่ระบาดในพื้นที่อู่ฮั่นยังเพิ่มสูงขึ้น

อ่านข่าว…  รู้ยัง..ไวรัสโคโรน่า ติดต่อทางเยื่อบุตา

คราวนี้ในสังคมโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่ติดตามความเคลื่อนไหวของสถิติตัวเลข ผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต มากกว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมในแง่ของการป้องกันรักษา ยิ่งสังคมโซเชียลชาวไทยส่วนหนึ่งละเลงความเห็นชนิดขาดจิตสำนึกสาธารณะ ปล่อยข่าวปลอม สร้างข่าวเท็จให้โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐต้องออกแถลงชี้แจงเป็นรายวัน หนักกว่านั้นหยิบโยงไปเกี่ยวกับเรื่องการเมืองให้เกิดความแตกแยกเกลียดชัง

เหตุที่กล่าวแบบนี้ เห็นและสัมผัสมาตั้งแต่เกิดเหตุเภทภัยต่างๆ ขบวนการสร้างข่าวเท็จไม่เคยเลิกรา ถ้าจะว่าไปจิตใจคนพวกนี้อำมหิตน่าดู ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเองคงไม่รู้สึก ไม่ว่าจะเป็นกรณีภัยแล้ง-ฝุ่นพิษ มาถึง ไวรัสโคโรน่า รัฐบาลต้องตกเป็นจำเลยก่อนใครเพื่อน ว่าไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้พี่น้องประชาชนเลย

ทั้งๆ ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ได้หยุดพัก แทนที่จะให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ขนาดเมื่อวานนี้ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐ ส่งเครื่องบินไปรับพลเมืองของเขาในอู่ฮั่นเป็นสองชาติแรกๆ มิวายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ถูกตั้งคำถามเชิงบ่นๆ “มัวทำอะไรอยู่” ครั้นนายกฯ และหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงปากเปียกปากแฉะ มิทราบว่า บรรดากองแช่งทั้งหลายสดับตรับฟังเพื่อนำมาพิจารณาถึงข้อขัดข้องของไทยที่ไม่สามารถนำคนไทยในอู่ฮั่นกลับมาได้หรือไม่

ท่านนายกฯ กล่าวไว้อย่างนี้ครับ “ตอนนี้กำลังเตรียมแผนอยู่ เนื่องจากถ้าเราใช้เครื่องบินของทหารไปรับ บางอย่างอาจจะมีปัญหา และต้องดูว่าเขาพร้อมจะให้ส่งกลับหรือยัง ซึ่งอยู่ในกระบวนคัดกรองของเรา ถ้าผ่านแล้วพากลับมาได้ อาจจะต้องใช้เครื่องบินเช่าเหมาลำ เพราะต้องเป็นข้อตกลงกัน หลายอย่างไม่ง่ายนัก ถ้าคนไทยยังไม่ปลอดภัยเขาคงไม่ให้กลับ เราต้องมีการเตรียมการในเรื่องเหล่านี้ ขอให้ฟังชี้แจงจากคณะกรรมการด้วย”

สังคมที่ถูกแปรเปลี่ยนไม่ฟังกัน ไม่ยอมรับกัน โดยหยิบโยงให้เป็นประเด็นทางการเมืองทั้งหมด ไม่สามารถทำให้ทุกคนหันมาร่วมไม้ร่วมมือแก้ไขให้สถานการณ์ต่างๆ ให้คลายความวุ่นวายสับสนได้

หรือกรณีที่คุณหมอหลายท่านนำเสนอข้อมูลไว้ เช่น นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความสถานการณ์แพร่ระบาดโรคปอดบวมอู่ฮั่น ไว้อย่างน่าสนใจ

ท่านบอกว่า “ความรุนแรงของโรคนี้น้อย เมื่อเปรียบเทียบกับ SARS และ MERS อัตราตายของโรคนี้ ถ้าดูจำนวนเปอร์เซ็นต์จะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เชื่อว่าน่าจะน้อยกว่า 1% หรืออาจจะอยู่ที่ 1 ในพัน จากผู้ป่วยที่เป็นนอกประเทศจีน กว่า 100 คนไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลย เพราะการวินิจฉัยจะทำได้ดีและรวดเร็วขึ้น…ตัวเลขอัตราการตาย จะค่อยๆ ลดลงเหมือนการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ในปี 2009…”

“เราต้องยอมรับความจริง โรคนี้ระบาดแน่ในประเทศไทยและทุกประเทศ แต่ควรมีมาตรการให้ระบาดช้าที่สุดเพื่อรอองค์ความรู้ใหม่ และข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับโรคนี้ การระบาดเมื่อประชากรเป็นแล้วมีภูมิถึงระดับหนึ่ง โรคก็จะสงบ…”

อยากให้ทุกท่านอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งใน เว็บไซต์เนชั่นสุดสัปดาห์ออนไลน์ ก็ได้นะครับจะได้ทำความเข้าใจต่อสถานการณ์เชื้อร้ายที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ดีกว่าสร้างวาทกรรมโจมตีกันไปมา

ท่ามกลางสงครามไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่โรคซาร์ส เมอร์ส มาถึงไวรัสโคโรน่า เหมือนเรากำลังเข้าไปเผชิญสงครามที่ต้องต่อสู้ปกป้องเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ฉะนั้นพึงควรกระทำ 3 อย่างหลักๆ ครับ

1.ตั้งสติ ตระหนักรู้แต่ไม่ตระหนกเตลิดเปิดเปิง หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายของท่านให้แข็งแรง 2.ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อที่น่าเชื่อถือมีแหล่งอ้างอิงอย่างเป็นทางการ และ 3.ให้กำลังใจซึ่งกันและกันไม่ปิดกั้นรังเกียจ ยามยากเราจะเห็นมิตรแท้มีใครบ้าง ในเมื่อรับรู้กันอยู่ว่า โลกใบนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน

สร้างสำนึก-ใช้ยาแรงแก้หมอกควัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างสำนึก-ใช้ยาแรงแก้หมอกควัน

30 มกราคม 2563 – 07:22 น.
หมอกควัน,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

สร้างสำนึก-ใช้ยาแรงแก้หมอกควัน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563

จากเหตุการณ์ไฟป่าและปัญหาหมอกควันฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัดที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่เกินค่ามาตรฐานโดยมีหลายพื้นที่เป็นสีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจึงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเพราะที่ผ่านมาดูเสมือนว่าเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้าให้ผ่านไปในแต่ละปี แต่พอปีถัดมาปัญหานี้ก็กลับมาเกิดขึ้นอีก ซึ่งหลายฝ่ายก็บอกว่าเป็นแค่ไม่กี่วันและช่วงเดียวของปีไม่มีผลอะไร แต่ในความจริงฝุ่นพิษหมอกควันมีผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มเสี่ยงที่เป็นผู้สูงวัย เด็ก และผู้มีโรคประจำตัวและโรคระบบหายใจ อีกทั้งมลพิษเหล่านี้สามารถสะสมในร่างกายหากปล่อยให้เกิดภาวะประจำถิ่นและรับเอาเข้าไปทุกปีต่อให้เป็นคนแข็งแรงก็มีผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐหลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องแก้ไขให้บรรลุผลสำเร็จและดึงทุกภาคส่วนมาร่วมมือให้เห็นผลรูปธรรมจริงจัง

ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือมีความซับซ้อนเชิงวิถีชาวบ้านเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาป่าหาของป่ารวมไปถึงการเผาวัชพืชหรือตอซังในไร่เพื่อเพาะปลูกใหม่ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องหาวิธีการแก้ไข รวมไปถึงความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากก็มีการเผาป่าหาของป่าและเผาพืชไร่เช่นเดียวกับประเทศเราแต่หมอกควันได้ลอยตามลมเข้ามาฝั่งไทยในทุกปี ซึ่งประเด็นนี้ก็ต้องอาศัยความสัมพันธ์และการเจรจาซึ่งอาจถึงการแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างควบคุมในประเทศตัวเองให้ได้ โดยปัญหาหมอกควันไม่เพียงส่งผลเรื่องสุขภาพประชาชน ยังส่งผลเสี่ยงอันตรายในการเดินทางอากาศด้วย ซึ่งทุกปีเช่นกันที่สายการบินที่เดินทางไปภาคเหนือต้องเผชิญหมอกควันทำให้ทัศนวิสัยการบินต่ำและทุกปีจะมีรายงานว่าต้องบินวนเหนือท่าอากาศยาน ซึ่งล่าสุดเกิดที่สนามบินแม่สอด จ.ตาก ถือว่าสุมเสี่ยง

ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ยากลำบากมากในกรณีการเผาป่าเนื่องจากไฟไหม้แต่ละจุดเกิดขึ้นในป่าลึกและบางจุดสูงชันทำให้การเข้าไปดับไฟค่อนข้างยากลำบากต้องใช้เวลาในการเดินเท้าเข้าไปและเมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุก็มักพบว่าไฟได้ไหม้ลุกลามพื้นที่ป่าเสียหายเป็นบริเวณกว้างจนต้องใช้มาตรการเชิงรุกแจ้งเตือนชาวบ้านว่าหากต้นเพลิงเกิดในที่ดินซึ่งมอบให้ไว้ทำกินจะถูกพิจารณายึดคืน ซึ่งปัจจุบันกฎหมายใหม่บังคับใช้แล้ว กรณีคนเผาป่ามีโทษสูงจำคุก 4-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000-2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ควบคู่กับการณรงค์สร้างจิตสำนึกให้เคารพสิทธิและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการมาตรการใช้ยาแรงในแก้ไขปัญหา “ไม่ต้องกำชับอะไรเป็นพิเศษ หากพบว่ามีการเผาก็ต้องดำเนินคดีเพราะผิดกฎหมาย”

ขณะที่กรมป่าไม้ระบุว่าเดือนมกราคม–เมษายน ของทุกปีในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ มักประสบปัญหาหมอกควันจากไฟป่าที่นอกจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ยังสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศป่าไม้ เศรษฐกิจ สังคม การคมนาคม และการท่องเที่ยว จึงจัดตั้ง “วอร์รูม” เพื่อประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อให้ปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกันด้านตำรวจภูธรก็ควรเน้นยาแรงเพราะการเผาวัชพืชไร่และเผาที่โล่งได้มีการแจ้งเตือนกันมานานแล้วแต่ทุกปีก็เกิดขึ้นตลอด ดังนั้นการขอความร่วมมือคงเป็นมาตรการที่ดูจะไร้ผลซึ่งปัจจุบันจับกุมไปแล้วหลายสิบราย ขณะที่การสร้างจิตสำนึกต้องควบคู่ไปเพื่อแก้ที่ต้นทาง ส่วนการใช้กฎหมายแก้ปลายเหตุพร้อมทั้งแนะนำวิธีการอื่นทดแทนการเผาไร่และสร้างรายได้อื่นแทนการหาของป่าเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้

บิ๊กตู่โอด พ.ร.บ.งบเข้าขั้นวิกฤติ สั่งสำนักงบฯเตรียมแผนสำรอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413452?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่โอด พ.ร.บ.งบเข้าขั้นวิกฤติ สั่งสำนักงบฯเตรียมแผนสำรอง

29 มกราคม 2563 – 14:05 น.
งบประมาณรายจ่าย63,เสียบบัตรแทน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

บิ๊กตู่ โอด พ.ร.บ.งบเข้าขั้นวิกฤติ สั่งสำนักงบฯเตรียมแผนสำรอง

ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมด่วนวันพุธที่ 29 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณาว่าจะรับคำร้องของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ กรณีเกิดปัญหาการเสียบบัตรแทนกันในการโหวตมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

สำหรับผลสืบเนื่องจากการเสียบบัตรแทนกันนั้น สร้างความวิตกแก่รัฐบาลพอสมควร เพราะมีความเป็นไปได้เท่ากับความเป็นไปไม่ได้ ที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะ ซึ่งเท่ากับว่าทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่าทั้งยังกระทบต่อเศรษฐกิจมากมายมหาศาล

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 มกราคม ที่มี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อันเป็นผลมาจากส.ส.เสียบบัตรแทนกัน และศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่ในวันที่ 29 มกราคมนี้ ดังนั้น จึงต้องรอดูมติของศาลรัฐธรรมนูญ

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ฝากให้สำนักงบประมาณ เตรียมแผนสำรองไว้ หากการเบิกจ่ายงบประมาณมีความล่าช้า หรือยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณใหม่ได้ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระทบต่อประเทศชาติ

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กล่าวในห้องประชุม ครม.ขอให้สำนักงานงบประมาณไปหาแนวทางสำรองไว้ด้วยเช่นกัน

สำหรับการที่ส.ส.เสียบบัตรแทนกันนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด เพราะส่วนใหญ่เป็นการหารือเกี่ยวกับการรับมือไวรัสโคโรนา แม้จะมีทั้งนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็น 2 พรรคที่ปรากฏว่ามี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ร่วมประชุมด้วยก็ตาม

ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เสนอให้นำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณกลับเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาใหม่ว่าจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน รัฐบาลได้ศึกษาหาแนวทางเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้บ้างแล้ว ข้อกังวลในปัจจุบันเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติและศาล ซึ่งจะต้องหาทางออกให้ประเทศร่วมกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะร่วมใจและร่วมมือกัน คิดเพื่อช่วยให้ประเทศมีทางออกในสถานการณ์ที่วิกฤติอยู่ในขณะนี้ เพราะเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณนั้นจะส่งผลกระทบที่สุด ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะตั้งใจทำให้ประเทศและประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ในสภาวะที่มีปัญหารุมเร้ามากมายในปัจจุบัน

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องจับตานอกจากการรับหรือไม่รับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องดูว่าสำนักงบประมาณนั้นมีแนวทางอย่างไรในการเบิกจ่ายงบประมาณเมื่อกฎหมายยังไม่ประกาศใช้

คลุกวงใน วันพุธที่ 29 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันพุธที่ 29 มกราคม 2563

29 มกราคม 2563 – 13:50 น.
คลุกวงใน,ไบโอเมทริกซ์,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลตอวิระชัย ทรงเมตตา
เปิดอ่าน 640 ครั้ง

คลุกวงใน  วันพุธที่ 29 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรข่าว เจาะลึกเบื้องหลัง ขุดคุ้ยความไม่ชอบธรรม นำมาบรรณาการคนอ่านทุกวัน

00000 วันนี้ขอกินดีหมีหัวใจเสือ เข้าไปคลุกวงใน “ศึกสายเลือด” แห่ง บูรพาพยัคฆ์ สักหน่อย ได้กลิ่นมาไม่ค่อยดี

00000 พี่น้องแห่ง บูรพาพยัคฆ์ กำลังจะลามไปสู่การ “แตกคอ” ของ “3 ป.” ในที่สุด

00000 “พญาเสือ” ขอแยกฝ่ายออกดังนี้ คือ 2 ป. กับ 1 ป. ฝ่าย 2 ป. คือ ป.ประยุทธ์ กับ ป.ป๊อก อนุพงษ์ ส่วนอีก ป.คือ ป.ประวิตร ที่ดูเหมือนกำลังถูก “ทิ้ง” เหตุเพราะ ป.ประยุทธ์ ไปหลง “สีกากี”

00000 เรื่องของเรื่อง เป็นเพราะ หลักสูตรคอนเนกชั่น บยส.รุ่น 15 แท้ๆ เลย “พญาเสือ” จะไม่เอ่ยชื่อให้เป็นเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม แต่บอกแค่ บยส.รุ่น 15 ไปหาข้อมูลเอาว่า ใครเป็นใคร ทำไมจึงเกี่ยวพันมาถึง ป.ประยุทธ์ และ ป.จักรทิพย์ ชัยจินดา

00000 ข่าวลึกจากการเปิดโปงการจัดซื้อ “ไบโอเมทริกซ์” ที่สตช. ซื้อให้ สตม. ใช้ พูดง่ายๆ คนซื้อไม่ได้ใช้ ขณะที่คนใช้กลับไม่ได้ซื้อ รวมถึงรถ เรือตรวจการณ์ด้วย มันก็แปลกดี

00000 พอ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ไปให้การ ป.ป.ช. ในฐานะพยาน เท่านั้นแหละ เลยมีคำสั่งให้ “ปิดปาก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นี่มันอะไรกัน การปิดปาก บิ๊กโจ๊ก ก็เสมือนปิดปาก “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่ของ บิ๊กโจ๊ก เพราะว่าการเคลื่อนของ บิ๊กโจ๊ก อยู่ในสายตาของ บิ๊กป้อม ตลอดเวลา

00000 ฉะนั้นการที่ บิ๊กตู่ ออกคำสั่ง ปิดปาก บิ๊กโจ๊ก เท่ากับส่งสัญญาณไปถึง บิ๊กป้อม ด้วย ว่าเรื่องทั้งหลายทั้งปวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขอให้หยุด ขืนเดินต่อจะส่งผลกระทบต่อใครหลายคน ทั้งตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ และตัวนายกฯ ในฐานะประธาน ก.ตร.

00000 เรื่อง บิ๊กโจ๊ก เกี่ยวพันกับ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่ถูกย้ายไปสังกัดสำนักนายกฯ การที่ นายกฯ เซ็น คำสั่งย้าย บิ๊กต้อย นั้นหมายความว่า บิ๊กตู่ เอาด้วยกับ บิ๊กแป๊ะ แล้ว ดังนั้นใครก็ตามที่อาจหาญกล้าท้าชน บิ๊กแป๊ะ วันนี้ ชั่วโมงนี้ บอกคำเดียวว่า ตายกับตาย

00000 ย้าย บิ๊กต้อย เพราะ บิ๊กโจ๊ก แล้ว ต้องย้าย “บิ๊กช้าง” พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร.ด้วย ทำไม “พญาเสือ” จะบอกให้ ก็ บิ๊กช้าง คือ แคนดิเดต ผบ.ตร. อาวุโส กว่า “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. ที่ถูก ไทยคู่ฟ้า วางเอาไว้ในเก้าอี้ ผบ.ตร. ว่ากันง่ายๆ นายกฯ ในฐานะประธาน ก.ตร. ขืนตั้ง บิ๊กปั๊ด ขึ้นผบ.ตร. ข้ามหัวคนอื่น เท่ากับเป็นการ ทำลายระบบอาวุโสและระบบคุณธรรม ที่นายกฯ ตั้งขึ้นมาเสียเอง งานนี้ในวงการตำรวจเรียกว่า วินวิน ส่วนใครวินบ้างก็มี แค่สองคนไม่เห็นต้องบอก

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า บิ๊กแป๊ะ เข้าถูกทาง จึงทำให้ นายกฯ เชื่อทุกอย่างที่รายงานไป ครั้นจะอ้างว่าทำเพื่อรักษาความสามัคคีขององค์กร รักษาสถาบันตำรวจเอาไว้ ไม่ให้เกิดความแตกแยกนั้น ต้องแยกให้ออกระหว่าง ความแตกแยกกับความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อและการแต่งตั้งโยกย้าย

00000 นายกฯ ต้องไม่ไปฟังคนรอบข้างรายงานอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องไม่สนใจว่า “พ่อ เขาจะใหญ่แล้วนะ จะเป็นนายกฯ ตัวจริงแล้วนะ” เสียงแบบนี้ อาจจะศักดิ์สิทธิ์ แต่ความเป็นพี่ เป็นน้องต้องตัดไม่ตายขายไม่ขาด ไม่เช่นนั้นระวัง ครม.ประยุทธ์ 3 จะถูกโดดเดี่ยว

00000 หรือ นายกฯ คิดว่าฝากผีฝากไข้ไว้กับ รองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และกลุ่ม สามมิตร ที่มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นคนเดินเกมในสภาให้โดยไม่สนใจไยดีใช้บริการ “ลุงป้อม” แล้ว เนื่องจากเห็นว่า ลุงป้อม ปล่อยให้สภาล่ม 2 ครั้ง เลยหันไปใช้มืออาชีพอย่าง สุริยะ

00000 ฮัดเช้ย! “พญาเสือ” สงสัย พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ร้อง สตช. ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตั้งแต่ปี 2561 ก็ไม่มีใครหยิบมาพิจารณา แต่พอไปฟ้อง บิ๊กแป๊ะ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลขอให้ สตช.ส่งกฎระเบียบ หลักฐานให้เท่านั้นแหละ ต้องลุกลี้ลุกลน เอาเรื่องเข้าที่ประชุมก.ตร.ที่นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมเรื่องนี้จะตอบสังคมอย่างไร 00000

ศึก สี่ก๊ก แก้รธน. ปชป.-ฝ่ายค้าน ผนึกกำลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413455?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึก สี่ก๊ก แก้รธน. ปชป.-ฝ่ายค้าน ผนึกกำลัง

29 มกราคม 2563 – 10:29 น.
สี่ก๊ก,แก้รัฐรรมนูญ,ไพบูลย์ นิติตะวัน
เปิดอ่าน 1,691 ครั้ง

ศึก สี่ก๊ก แก้รธน. ปชป.-ฝ่ายค้าน ผนึกกำลัง

แม้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มี ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะยังไม่ปรากฏข้อเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากนัก แต่ในมุมหนึ่งเกิดการชิงไหวชิงพริบกันภายในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้กันพอสมควร

โดยจากการประชุมทั้งสี่ครั้งที่ผ่านมาทำให้พอเห็นได้ว่าภายในคณะกรรมาธิการวิสามัญมีด้วยกันสี่กลุ่มหรือสี่ก๊กด้วย

ก๊กที่ 1 ‘พรรคพลังประชารัฐ’ นำโดย ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ ส.ส.บัญชีบัญชีรายชื่อ และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรียกได้ว่าการเข้ามาของไพบูลย์ถูกฝาถูกตัว ถูกที่ถูกเวลา และถูกใจนายใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ

ด้านหนึ่งเป็นเพราะไพบูลย์ทำหน้าที่คอยเป็นองครักษ์พิทักษ์ ‘พีระพันธุ์’ ไม่ให้ต้องรับแรงปะทะจากฝ่ายตรงข้ามคนเดียว ดังจะเห็นได้จากทุกครั้งที่กรรมาธิการวิสามัญพยายามกดดันให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเร่งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญมีเพียง 120 วัน ปรากฏว่าไพบูลย์ ซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างขวาของพีระพันธุ์สามารถหาเหตุผลมาหักล้างเพื่อช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ทุกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ก็พยายามคุมประเด็นข้อเสนอให้จำกัดวงมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีประเด็นใดเข้าไปพาดพิงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือกองทัพ หรือแม้แต่วุฒิสภา

ที่ผ่านมาไพบูลย์พยายามจะโน้มน้าวว่าหากคณะกรรมาธิการวิสามัญมีข้อเสนอสุดโต่ง เช่น การเอาส.ว.ออกจากบทเฉพาะกาล ความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตามมาถึงจุดนี้กรรมาธิการวิสามัญของพรรคพลังประชารัฐเองหลายคนก็ยอมรับที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ขอว่าอย่าไปยุ่งกับส.ว. หรือ คสช.เท่านั้น

ก๊กที่ 2 ‘พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย-พรรคเพื่อชาติ-พรรคอนาคตใหม่’ ไม่น่าเชื่อว่าสามพรรคจะสามารถมารวมกันเฉพาะกิจกันได้ โดยก๊กนี้มี ‘บัญญัติ บรรทัดฐาน’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าก๊ก

บทบาทของ ‘บัญญัติ’ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญโดดเด่นและได้รับการยอมรับจากฝ่ายค้านมากขึ้น อย่างการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยไม่ตัดส.ว.ออกจากสมการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ขอให้กลับไปใช้เสียงข้างมากพิเศษสามในห้าหรือสองในสามจากส.ส.และส.ว.รวมกัน โดยไม่ต้องไปกำหนดเสียงส.ว.เป็นการเฉพาะว่าต้องมีเสียงส.ว.หนึ่งในสามเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ทั้งนี้ผู้อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์พยายามเสนอที่ประชุมด้วยการตัดเงื่อนไขของการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ออกไป ซึ่งกรรมาธิการวิสามัญของฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็น ‘ชัยเกศม นิติสิริ’ ‘โภคิน พลกุล’ ‘ยงยุทธ ติยะไพรัช’ ต่างอภิปรายสนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งสามพรรคได้คุยกันนอกรอบมาก่อนแล้วว่าข้อเสนอของบัญญัติจะเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สุดที่ทั้งสามพรรคจะผลักดันไปให้ ส่วนเรื่องการตั้งส.ส.ร.ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระแสกดดันจากนอกสภา

ก๊กที่ 3 ‘พรรคภูมิใจไทย’ เรียกได้ว่าพยายามยืนอยู่ตรงกลางด้วยการมีข้อเสนอแบบ ‘แทงกั๊ก’ ทำนองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง ประหนึ่งต้องการให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยนั้นด้วยระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมทำให้พรรคภูมิใจไทยได้จำนวนส.ส.มากกว่า 50 คน ตรงนี้เองทำให้บทบาทการแสดงความคิดเห็นของกรรมาธิการวิสามัญจากพรรคภูมิใจไทยยังไม่ปรากฏออกมามากนัก

ก๊กที่ 4 ‘อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ’ หากจะบอกว่าเข้ามานั่งเป็นผู้สังเกตการณ์ก็คงไม่ผิดนักเพราะทั้ง ‘อุดม รัฐอมฤต’ และ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เข้ามาทำหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นเกี่ยวกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเท่านั้น เช่น การอภิปรายครั้งแรกของอาจารย์อุดมที่อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมต้องกำหนดเสียงของส.ว.เป็นการเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้เกิดการใช้เสียงมากที่ทำให้รัฐธรรมนูญถูกแก้ไขได้ง่ายเกินไป เป็นต้น

แนวทางการทำงานในกรรมาธิการวิสามัญของอดีต กรธ.มีเพียงเท่านี้ ไม่ได้เข้ามาเพื่อจะแสดงความเห็นว่ามาตราควรแก้หรือไม่ควรแก้ไข แต่เป็นฝ่ายที่คอยกระตุกให้กรรมาธิการวิสามัญเดินสุดซอยมากกว่า

ถึงที่สุดแล้วแม้จะแบ่งเป็น 4 ก๊ก แต่การเชือดเฉือนจะวนอยู่กันในเฉพาะสองก๊กแรกเท่านั้นและศึกนี้อาจจะเป็นศึกชี้ชะตาของรัฐบาลก็เป็นไปได้

เปิดช่องลอด ม.143 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉลุยหรือโมฆะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413438?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดช่องลอด ม.143 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉลุยหรือโมฆะ

29 มกราคม 2563 – 09:24 น.
เสียบบัตรและลงคะแนนแทนกัน,ม143,ฉลุย,โมฆะ,พรบงบประมาณ
เปิดอ่าน 491 ครั้ง

เปิดช่องลอด ม.143 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉลุยหรือโมฆะ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

เป็นข่าวใหญ่มานานข้ามสัปดาห์ สำหรับชะตากรรมของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ)

จริงๆ แล้วร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็มาโดนแฉว่ามี ส.ส.รัฐบาลบางคนไปร่วมงานวันเด็กในพื้นที่เลือกตั้ง ไม่ได้อยู่สภาในวันโหวต แต่กลับพบว่ามีการลงคะแนนรายมาตราครบ จึงสรุปว่ามีการ “เสียบบัตรและลงคะแนนแทนกัน”

อ่านข่าว…  งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน
งานนี้ผิดแบบไม่ต้องสงสัย ฝ่ายค้านล่าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญทันที พร้อมอ้างคำวินิจฉัยศาลเมื่อปี 2556 เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตอนนั้นพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านในปัจจุบันนี้ มีสถานะเป็นรัฐบาล แล้วมี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายต้องตกไปทั้งฉบับ และเอาผิด ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกันด้วย

ฉะนั้นหากใช้บรรทัดฐานของคำวินิจฉัยศาลเมื่อปี 2556 ก็ต้องบอกว่าผลสะเทือนที่จะตามมาร้ายแรงยิ่งกว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจาก ร่าง พ.ร.บ.ที่มีปัญหาใน “รัฐบาลลุงตู่” ขณะนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อกฎหมายสำคัญแบบนี้ถ้ามีอันต้องตกไป หรือเป็นโมฆะ รัฐบาลก็ต้องลาออก

แต่ “รัฐบาลลุงตู่” ก็เซแค่ไม่กี่วัน ก็เริ่มตั้งหลักได้ โดยมือกฎหมายคนสำคัญอย่าง อาจารย์วิษณุ เครืองาม ถึงกับประกาศอย่างมั่นใจว่า ปัญหาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ จะไม่ทำให้รัฐบาลถึงกาลวิบัติ เหมือนกับที่บางคนวาดหวัง

สาเหตุที่อาจารย์วิษณุมั่นใจถึงขนาดนั้น ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 143 บัญญัติเอาไว้ให้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรภายใน 105 วัน หากไม่ผ่านภายในกรอบเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปโดยอัตโนมัติ

แม้บทบัญญัตินี้มีข้อยกเว้น ไม่นับรวมเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย กรณีมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญก็เขียนจำกัดไว้เฉพาะการวินิจฉัยข้อกล่าวหาตามมาตรา 144 นั่นก็คือการที่ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ แปรญัตติให้ตนเองมีส่วนในการใช้งบประมาณ เข้าข่าย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เท่านั้น

ส่วนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างกฎหมายใดๆ ก็ตาม ว่ามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ เขียนไว้ในมาตรา 148

ผลโดยตรงของมาตรา 148 กรณีร่างกฎหมายมีปัญหา (มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ) มี 2 อย่าง คือ
1.ถ้าส่วนที่มีปัญหาเป็นสาระสำคัญ ก็ให้ร่างกฎหมายนั้นตกไป
2.ถ้าส่วนที่มีปัญหาไม่ใช่สาระสำคัญ ก็ให้ตกไปเฉพาะมาตรา หรือเฉพาะส่วนที่มีปัญหาเท่านั้น

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็คือ แต่ละมาตราของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ น่าจะมีสาระสำคัญเท่าๆ กัน เพราะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดงบประมาณให้แต่ละส่วนราชการ ฉะนั้นการจะวินิจฉัยให้ “ตกไปเฉพาะมาตรา” จะทำได้หรือไม่

ในทางกลับกัน หากศาลรัฐธรรมนูญให้น้ำหนักมาตรา 143 ของรัฐธรรมนูญ คือร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรภายใน 105 วัน สุดท้ายศาลก็จำเป็นต้องปล่อยผ่าน แบบนี้จะทำได้หรือไม่ เพราะถือว่าพ้น 105 วันไปแล้ว ส่วนการเสียบบัตรแทนกันก็เป็นความผิดเฉพาะบุคคล แต่ไม่ส่งผลต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เนื่องจากร่างกฎหมายถูกบังคับให้ผ่านสภาภายใน 105 วัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

บทสรุปของคดีนี้ หลายฝ่ายคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิฉัยออก “กลางๆ” คือ เอาผิด ส.ส.รัฐบาลที่กดบัตรแทนกัน แต่ปล่อยผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 143 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป

แต่หากลองหันไปฟังความเห็นของ “กูรูกฎหมายการเงินการคลัง” อย่าง ศ.ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะได้มุมมองอีกอย่าง โดย อาจารย์ปรีชา บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ต้องตกไปทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงแค่บางมาตราที่มีการลงมติแทนกันเท่านั้น เพราะกรณีนี้ได้ผ่านกระบวนการตามมาตรา 143 และมาตรา 144 ที่กำหนดหลักเกณฑ์การแปรญัตติในวาระ 2 และการพิจารณาร่างกฎหมายให้เสร็จทั้ง 3 วาระภายใน 105 วันไปแล้วโดยสมบูรณ์

ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่ชอบด้วยกฎหมายในการลงมติ จากกรณีเสียบบัตรแทนกัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เพราะทุกมาตราในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ มีความสัมพันธ์ต่อกัน เช่น แปรญัตติลดงบประมาณของส่วนราชการหนึ่ง ก็นำไปจัดสรรให้อีกส่วนราชการหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อมีปัญหาการลงมติ จึงมีผลให้ร่างกฎหมายตกไปทั้งฉบับ

สำหรับทางออกในเรื่องนี้ อาจารย์ปรีชาไม่พูดถึงการแสดงสปิริตของรัฐบาลด้วยการลาออก เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนบังคับให้ลาออก ฉะนั้นหากพิจารณาถึงแนวทางแก้ไข ก็อาจจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยต้องนำงบประมาณรายจ่ายปีก่อนหน้า คือ ปี 2562 มาใช้แทนทั้งฉบับไปพลางก่อน ซึ่งเรื่องนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 141 บัญญัติเปิดช่องเอาไว้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกำหนด โดยการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี

ส่วนที่หลายฝ่ายเกรงว่า โดยหลักการการใช้งบประมาณรายจ่ายปีก่อนหน้าไปพลางก่อน จะใช้ได้แต่งบประจำนั้น อาจารย์ปรีชา บอกว่า ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี สามารถกำหนดรายละเอียดการใช้จ่ายเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในงบประจำ โดยเพิ่มหลักเกณฑ์งบลงทุนที่มีอยู่ในงบประมาณปี 2562 หรืองบประมาณรายจ่ายที่ได้จำแนกไว้แล้วในงบประมาณ 2562 ก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามการใช้หรือก่อหนี้ผูกพันงบลงทุน

          บรรทัดสุดท้ายที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลจะวางบรรทัดฐานการจัดการปัญหานี้อย่างไร จะคงไว้ซึ่งหลักการ แล้วแก้ไขไปตามช่องทางที่มีกฎหมายรองรับ หรือจะอาศัย “ช่องลอด” ของกฎหมาย เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง ?

จีนปิดเมือง โปรดระวังเชื้อมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413427?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนปิดเมือง โปรดระวังเชื้อมรณะ

29 มกราคม 2563 – 08:26 น.
จีนปิดเมือง,ไวรัสโคโรนา,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 519 ครั้ง

จีนปิดเมือง โปรดระวังเชื้อมรณะ

          ‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายจากคุณ ‘พรศักดิ์’ ดอนเมือง ส่งมาหลายวันแล้วเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา จึงรีบนำเสนอมาให้ทราบพอเป็นความรู้เป็นการด่วน

ปกติช่วงหลายวันที่ผ่านมาเป็นเทศกาลตรุษจีนซึ่งสนุกสนานมาก แต่ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ประกาศยกเลิกการเฉลิมฉลองเพื่อต่อสู้กับไวรัสโคโรนาและปิดเมืองหลายเมืองเพื่อป้องกันไวรัสมรณะนี้

อ่านข่าว…  5 ล้านคนออกจากอู่ฮั่นไปไหน ก่อนปิดเมืองกักไวรัสโคโรน่า

สำหรับประเทศไทยของเรารัฐบาลเอาจริงเรื่องนี้เพราะเชื้อไวรัสนี้มีการค้นพบผู้ป่วยหลายรายและมีการตรวจอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะชาวจีนและนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเมืองจีนมา

หวังว่าทุกคนจะปฏิบัติตามหลักการป้องกันเชื้อไวรัสนี้อย่างจริงจังและเป็นกฎเหล็กป้องกันการติดเชื้อและหากร่วมมือกันแล้วคิดว่าเราจะสกัดเชื้อไวรัสมรณะนี้ได้แน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ

ทั่วโลกหวาดผวา
ไวรัสโคโรนา

ผมติดตามข่าวเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศจีนมาสักพักแล้วพบว่าเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติของจีน ออกมาบอกว่าสถิติผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อก็พุ่งสูงขึ้น โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น ตอนกลางของจีน เมืองซึ่งเป็นต้นตอของการแพร่ระเบิด โดยเชื่อว่าอาจมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ประชาชนเดินทางกลับบ้าน และเดินทางไปต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก

ทางการจีนออกคำสั่งปิดเมืองหวงกัง เมืองเอ้อโจว และเมืองอี้เซียว ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้เคียงนครอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ย ปิดโรงหนัง ห้างร้าน และพิพิธภัณฑ์ในพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่งด้วย ซึ่งทัวร์ในและต่างประเทศที่จองตั๋วมาล่วงหน้าให้คืนตั๋วพร้อมรับเงินครบ นอกจากนี้ยังสั่งยกเลิกการจัดงานฉลองวันตรุษจีนขนาดใหญ่ที่ปักกิ่ง เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แล้ว

มาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่าเชื้อตัวนี้มาได้อย่างไรและค้นพบโดยใคร ผมได้ข้อมูลจากเพื่อนที่แจ้งข่าวนี้มาให้ทราบว่าประเทศไทยของเรานั่นเองที่เป็นประเทศแรกที่สามารถยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” รายแรกนอกพื้นที่เมืองอู่ฮั่น

หลังจากที่กรมควบคุมโรคได้คัดกรองพบผู้เข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวังที่สนามบินสุวรรณภูมิและนำตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคความดันลบสถาบันบำราศนราดูร และตรวจเชื้อเบื้องต้นไม่พบเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจ 33 ชนิดที่รู้จักมาก่อน จึงส่งตัวอย่างเชื้อให้ศูนย์ทำการตรวจ โดยระบุโจทย์ว่า “สงสัยจะเป็นโรคใหม่ในจีน ซึ่งไม่รู้โรคอะไร”

ศูนย์ก็ดำเนินการตรวจมุ่งไปที่ไวรัส 2 ตระกูล คือ โคโรนาและอินฟลูเอนซา เนื่องจากช่วงเวลานั้นจีนยังไม่เปิดเผยว่าเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา โดยใช้วิธีพิเศษเพราะการตรวจวิธีปกติไม่สามารถตรวจเจอเชื้อ คือเพิ่มปริมาณไวรัสแบบทั้งตระกูล (Family wide PCR) แล้วถอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจต่อ 1 ตัวอย่าง 1.2 แสนบาท ก่อนนำมาเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมจากธนาคารรหัสพันธุกรรมโลก

9 มกราคมที่ผ่านมานั้น ไทยก็พบว่าเป็นเชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส เพราะไม่มีรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์นี้อยู่ในธนาคาร กระทั่งหลังจากไทยพบลักษณะเชื้อเช่นนี้ 2 วัน ในวันที่ 11 มกราคม ทางการจีนนำรหัสพันธุกรรมไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเมืองอู่ฮั่นใส่ในธนาคาร และระบุว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้ไทยสามารถนำรหัสพันธุกรรมของไวรัสมาเทียบเคียงและพบว่าตรงกับที่ตรวจเจอจากผู้ป่วยชาวจีนในไทย

เท่าที่รู้ตอนนี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมากที่สุดที่ประมาณ 89% จึงมีความเป็นไปได้ที่เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์นี้ซึ่งกำลังแพร่ระบาดในประเทศจีน มีต้นกำเนิดมาจากเชื้อไวรัสในค้างคาวแล้วแพร่ระบาดมาสู่คน แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเชื้อไวรัสแพร่จากค้างคาวเข้าสู่คนได้อย่างไร มีสัตว์อื่นเป็นตัวกลางหรือไม่ (เช่น งู)

จึงควรเป็นอุทาหรณ์แก่พวกเราคนไทยเช่นกันว่าอย่าเอาสัตว์ป่ามาทำเป็นอาหารกินกันเลย เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคร้ายที่เคยซ่อนอยู่ในป่าออกมาแพร่ระบาดสู่คนได้
พรศักดิ์ (ดอนเมือง)

เรื่อง อย่างหรู…รถด่วนขบวนพิเศษกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

หลายคนมองว่านั่งรถไฟดีกว่าเครื่องบินยังไง จ่ายก็แพง ช้าก็ช้า มีกลิ่นเหม็น เสียงดังอีก แต่ผมอยากให้ทุกคนมาลองรถไฟขบวนใหม่ครับ รับรองว่าจะลืมภาพการนั่งรถไฟแบบเก่าๆ ไปได้เลย

ผมมีโอกาสได้ใช้บริการการรถไฟแห่งประเทศไทยขบวนใหม่ “ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถี” เดินทางจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟเชียงใหม่ ขึ้นชื่อว่ารถด่วนขบวนพิเศษก็ต้องมีความพิเศษมากกว่ารถไฟธรรมดา

ตู้นอนมีให้เลือก 2 ชั้น เตียงใหญ่นอนสบาย ผ้าห่มใหญ่แกะถุงใหม่ทุกครั้ง ฟรี! ไวไฟ สำหรับใครเลือกชั้นที่ 1 ก็จะพิเศษมากขึ้น คือมีห้องอาบน้ำ จอทีวี (เตรียมหูฟังไปเอง) และสามารถสั่งอาหารผ่านทีวีมารับประทานที่ห้องได้เลย มีให้บริการปลั๊กไฟ โคมไฟอ่านหนังสือทุกเตียงนอน แน่นอนว่าประหยัดเพาเวอร์แบงก์ไปได้เยอะ

ห้องน้ำเป็นแบบระบบสุญญากาศเหมือนบนเครื่องบิน หรูหราสุดๆ สามารถใช้ห้องน้ำได้แม้รถไฟจอดอยู่ที่สถานี แล้วของเสียก็จะไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้บนรางรถไฟอีกต่อไป เรื่องความปลอดภัยหายห่วง มีกล้องวงจรปิดซีซีทีวี 4 ตัวต่อตู้ บันทึกภาพตลอดแนวทางเดิน ประตูแบบสัมผัสเพื่อเปิดระหว่างตู้ได้ สามารถเดินทะลุได้ทั้งขบวนกันเลย สนับสนุนผู้ทุพพลภาพ มีทั้งเตียงนอน วีลแชร์ ห้องน้ำ

คนที่หิวๆ ไม่ต้องห่วง เพราะมีทั้งอาหาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สามารถสั่งมากินที่เรานั่งได้เลย ราคาแอบสูง แต่อร่อยนะ มีหลากหลาย ทั้งคาว หวาน มีให้เลือกหมด หรือใครที่อยากดื่มเครื่องดื่มก็มีให้บริการ (ค่าอาหารไม่รวมในค่าโดยสาร)

มีตู้เฉพาะสุภาพสตรีและเด็ก (โดยเพศในบัตรประชาชน) สำหรับเด็กชายที่จะสามารถนอนในตู้นี้ได้คือต้องอายุไม่เกิน 12 ปี โดยให้แจ้งขณะซื้อตั๋วโดยสารว่าเอาตู้เลดี้คาร์

ผมอยากให้ทุกคนมาลองใช้บริการรถไฟแบบใหม่ที่มีความสะดวกสบาย ทันสมัย และสะอาดมากขึ้น เสพบรรยากาศ วิวทิวทัศน์สองข้างทาง ชมวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ติดทางรถไฟ รับรองว่าหลงเสน่ห์ของการนั่งรถไฟแน่นอน
กนกชัย (รองเมือง)

เรียน ‘กนกชัย’ รองเมือง
อ่านจดหมายของคุณแล้วทำให้นึกอยากลองใช้บริการรถด่วนขบวนพิเศษ ซึ่งพรรคพวกหลายคนบอกเพิ่มเติมมาว่านอกจากไปเชียงใหม่แล้วยังมีไปอุบลราชธานี, หนองคาย และหาดใหญ่อีกด้วย

ผมมีความเชื่อว่าแม้จะมีสายการบินต้นทุนต่ำเหลือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ราคาถูกมากๆ แต่ถ้ารถไฟไทยจัดรถด่วนขบวนพิเศษที่ว่านี้สู้ได้สบายมาก ลองสอบถามรายละเอียดโทร.1690

รฟท.อ่อนด้านประชาสัมพันธ์และบริการ ควรจะปรับปรุงตัวเองสู้กับรถทัวร์ สายการบินโลว์คอสต์ได้แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ

ผนึกทีมฝ่าฟันงานหิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผนึกทีมฝ่าฟันงานหิน

29 มกราคม 2563 – 07:48 น.
ท่องเที่ยว,ไวรัสโคโรนา,ไวรัสปอดอักเสบ,ประเทศจีน,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 290 ครั้ง

ผนึกทีมฝ่าฟันงานหิน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 29 มกราคม 2563

ประมาณการกันว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจากจีนจะลดลงเหลือประมาณ 10.94-10.77 ล้านคน หรือลดลงประมาณ 1-2 ล้านคน คิดเป็น 0.5%-2.0% อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งพบการแพร่ระบาดตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งหากถึงต้นเดือนมีนาคม 2563 ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ จะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยหดตัวลงประมาณ 80,000-120,000 ล้านบาท และทำให้รายได้มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากที่เคยคาดการณ์เอาไว้ว่าจะให้แตะที่ระดับ 3% ก็จะหดตัวลงอีก 0.5-0.7 ของปีนี้ ขณะที่จีดีพีของเอเชียและจีนก็จะหดตัวลงเช่นกัน

อ่านข่าว…  บิ๊กตู่ เซ็งไวรัสโคโรนา ทำท่องเที่ยวมีปัญหา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจากจีนในกรณีการระบาดของเชื้อไวรัสนานไม่เกิน 1 เดือนภายใต้สถานการณ์ที่ทางการจีนสามารถควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากการออกมาตรการขั้นสูงเพื่อควบคุมและหยุดการแพร่ระบาด ขณะเดียวกันก็ไม่แพร่ระบาดในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะสั้นไม่เกิน 1 เดือน เบื้องต้นอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะจากเมืองอู่ฮั่น แต่ไม่ส่งผลกระทบถึงภาพรวมของตลาดนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยและการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่เป็นตลาดเป้าหมายของไทย คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะมีประมาณ 11.10-11.30 ล้านคน

ในอีกด้านหนึ่งหากสถานการณ์ไม่เป็นไปดังคาดหวัง คือไวรัสปอดอักเสบแพร่ระบาดนานถึง 1-3 เดือนภายใต้สถานการณ์ที่ทางการจีนอาจต้องใช้ระยะเวลาในการควบคุมนานขึ้นก็จะเริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย แม้จะยังไม่พบการแพร่ระบาดในไทยหรือประเทศอื่นๆ แต่ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาวเศรษฐกิจของจีนเองซึ่งจะสะท้อนมาเป็นผลลบต่อกำลังซื้อของประชาชนชาวจีน รวมถึงบรรยากาศและความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของคนจีน ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย หรือไม่มีข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

แม้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะถือเป็นรายได้หลักที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ยังมีอีกหลายตัวแปรที่จะช่วยฉุดดึงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดไปกว่านี้อีก อย่างเช่น การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่มีแนวโน้มว่าอาจจะยืดเยื้อออกไปนานนับเดือน ปัญหาภัยแล้งอันจะทำให้ภาคเกษตรกรรมถึงขั้นวิกฤติได้และทำให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศลดลงไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากกิจกรรมสร้างรายได้ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมนั่นเอง ตามด้วยค่าเงินบาท และการส่งออกของไทยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง เหล่านี้นับเป็น “งานหนัก” ของรัฐบาล และทีมเศรษฐกิจ ที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ สิ่งสำคัญก็คือการทำงานเป็นทีมประสานสอดคล้องกับทุกภาคส่วน