ตอบทุกคำถาม ปริญญ์ ถึง กรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตอบทุกคำถาม ปริญญ์ ถึง กรณ์

28 มกราคม 2563 – 10:50 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,ปริญญ์ พานิชภักดิ์,กรณ์ จาติกวณิช น้
เปิดอ่าน 3,762 ครั้ง

ตอบทุกคำถาม ปริญญ์ ถึง กรณ์ คอลัมน์…  Exclusive Talk

เป็นหนึ่งในโครงสร้างพรรคประชาธิปัตย์ยุคอเวนเจอร์ ในทีม “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ในบทบาทมือเศรษฐกิจของพรรค เมื่อ “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” ลูกชาย “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ตัดสินใจเปิดโลกใบใหม่ของตัวเอง เข้าสู่วงการการเมืองเต็มตัว

ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง “รองหัวหน้าพรรค” เท่านั้น แต่ก้าวสำคัญครั้งนี้ “ปริญญ์” ได้รับผิดชอบภารกิจในปีกหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่ นำประสบการณ์ในสายภาคเอกชนทั้งชีวิต มาปรับใช้ในงานการเมืองท่ามกลางพายุวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังท้าทายประเทศ มาวันนี้ “ปริญญ์” ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” เพื่อตอบทุกคำถามที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเขาไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มต้น “ปริญญ์” บอกถึงช่วงเวลา 8 เดือนที่เข้ามาร่วมงานกับประชาธิปัตย์เต็มตัว เป็นความรู้สึกดีใจที่มีส่วนร่วมในงานที่อยากทำมาตลอดชีวิต ในการทำหน้าที่เพื่อสังคม ภายหลังอยู่กับภาคเอกชนมานาน ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน ถือว่าสนุก ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาทุกวัน ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาไปต่างจังหวัด 30-40 จังหวัดเพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังปัญหาปากท้อง ซึ่งในหลายปัญหารู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร แต่เมื่อลงพื้นที่ทำให้ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าจุดที่เป็นคอขวดที่มันติดอยู่คืออะไร หากมีเรื่องใดที่ทำได้จะทำทันที ส่วนเรื่องที่ยังแก้ไม่ได้เพราะต้องใช้งบประมาณเยอะ หรือใช้กลไกรัฐมาขับเคลื่อนก็ไปหารือกับฝั่งกระทรวง

“พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าเปิดโอกาสให้ผมอย่างมากที่สุด ท่านรองฯ จุรินทร์ ได้เปิดโอกาสให้ทีมเศรษฐกิจทันสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ทำงานได้อย่างเต็มที่ และท่านเน้นเสมอว่าอยากให้ลงพื้นที่เยอะๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชน แล้วนำกลับมาแก้ไขผ่านกลไกที่เรามี ทั้งจากพรรค ฝั่งกระทรวง รวมถึงเครือข่ายที่เรามี”

จากเคยเป็นบุคคลที่อยู่วงนอก แต่เมื่อเข้ามาในภาคการเมืองเป็นไปตามที่เคยมองไว้หรือไม่ “ปริญญ์” บอกว่าไม่ได้แตกต่างกันมาก ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนนอกมาตลอด เพราะช่วงอายุ 9 ขวบในปี 2529 เคยไปช่วยคุณพ่อเดินหาเสียง ก็รู้สึกว่ารู้จักพรรคประชาธิปัต์มานานพอสมควร ทำให้รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีดีเอ็นเออย่างไร หรือมีผู้คนชอบหรือไม่ชอบอะไร เมื่อได้เข้ามาทำงานจริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกผิดแปลกไปจากความคาดหมาย

“หลายๆ อย่างที่ได้ทำไม่รู้สึกเป็นการทำงาน แต่เป็นชีวิตที่ดำเนินอยู่ แล้วทำต่อยอด ผมรู้สึกสนุกกับการลงมือทำ และมีความสุข ไม่ถูกตีกรอบว่าต้องอยู่ที่ประชุม 7 โมงเช้า ต้องนั่งประชุมคณะต่างๆ ต้องบรีฟงาน แต่ตอนนี้ลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไป ไม่ต้องเข้างาน 7 โมงเช้าทุกวัน แต่บางทีต้องทำงานถึง 4-5 ทุ่ม ก็เป็นลักษณะที่แตกต่างกัน”

ถามถึงการทำงาน ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทำงานมาแล้วกว่า 7 เดือน “ปริญญ์” ชี้ให้เห็นถึงบริบทภาพใหญ่ของรัฐบาลขณะนี้เจอปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าระยะสั้น และปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องระยะยาว แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเรียกภาษาง่ายๆ ว่าไฟลนก้น ทำให้ต้องแก้ปัญหาระยะสั้น อะไรที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น จึงเห็นภาพมาตรการที่ออกมาตั้งแต่ชิมช้อปใช้ ประกันรายได้เกษตรกร คิดว่าในกรอบที่รัฐบาลทำอยู่ทำได้ดีในระดับหนึ่ง เพียงแต่อย่าทำมากเกินควร ต้องหันมาทำเรื่องระยะยาวบ้าง เมื่อตัวเองไม่ได้อยู่ในคณะรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ทีมงานในกระทรวงไหน ทำให้มีอิสระอย่างเต็มที่ในเรื่องที่ต้องทำในระยะยาว จึงโฟกัสไปที่การสร้างคน และติดอาวุธให้แก่คนตัวเล็กอย่างสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี รวมถึงเทคโนโลยีทันสมัยนำมาเพิ่มรายได้ ที่ต้องมาคิดเรื่องโครงสร้างระยะยาวตรงนี้

ส่วน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ที่อาจมีปัญหา จะกระทบกับงบประมาณที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแค่ไหน “ปริญญ์” ยอมรับเป็นเรื่องกระทบถ้า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ล่าช้าออกไป 3-4 เดือนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังเติบโตไม่ดีนัก แต่เหนือสิ่งอื่นที่มากกว่าระยะเวลาเป็นเรื่องการใช้งบประมาณให้คุ้มค่า การเบิกจ่ายให้ทันตามแผนงานที่วางไว้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลและข้าราชการต้องวางแผนให้ดีจากโอกาสที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะบังคับใช้ได้ล่าช้า

ส่วนระยะเวลา 8 เดือนในการทำงานเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ “ปริญญ์” ยืนยันเราไม่ได้ดีแต่พูด แต่ลงมือทำทันที อย่างกรณีพื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ก็มีการประสานให้ทำฝนหลวงเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งได้ทันที หรือเรื่องราคามังคุดตกต่ำก็ลงพื้นที่ไปทำเลย ไม่ต้องรอกระทรวง จากนั้นให้รอกระทรวงมาช่วย ทำให้เห็นว่าเราเป็นตัวประสานและลงมือทำในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาได้จริง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและความคิดของคนรุ่นใหม่มาช่วยแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

“ปีนี้เรื่องงานมีปัญหา เมื่อเรียนจบคนจะตกงานเยอะ จึงต้องหาอะไรบางอย่างทำให้เรียนจบได้พบงาน จึงสร้างโครงการเรียนจบพบงานให้นักศึกษาที่จะเรียนจบระดับต่างๆ เข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกงาน เมื่อเรียนรู้นอกห้องเรียนแล้วโอกาสจะเรียนจบแล้วพบงานจะมีสูงมากขึ้น เป็นสิ่งที่พยายามช่วยตรงนี้ ในช่วงที่เสนอโครงการนี้ ท่านจุรินทร์ก็เห็นด้วยเลย เป็นเรื่องที่เราอยากสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้แก่ประเทศ ถึงแม้การสร้างคนต้องใช้เวลา แต่ต้องลงมือทำ และทำต่อเนื่อง”

“ปริญญ์” บอกว่าจริงๆ แล้วพรรคไม่ได้อยากเสียคนดีๆ ออกไป แต่คนดีๆ ที่เดินเข้ามาพรรคก็มีเยอะ แถมคนดีๆ ที่อยู่ในพรรคทำงานหนักไม่ได้ออกสื่อมากก็มีเยอะ หลายคนเหล่านั้นก็มาช่วยทีมเศรษฐกิจ โดยวิธีการทำงานเราเปิดใจ ไม่เคยปิดกั้นในทุกช่องทาง ในการสมัครเป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจ น้องๆ หลายคนที่มาช่วยงานก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่เขาเก่งมีความสามารถ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก และทีมเศรษฐกิจพร้อมต้อนรับเสมอ หากใครมีความรู้ด้านไหนเดินเข้ามาได้เลย

ถามย้ำถึงประชาธิปัตย์ไม่ได้เลือดไหลตามภาพที่ออกไปใช่หรือไม่ “ปริญญ์” บอกว่า มีบางคนที่ออกไป สิ่งที่ตัดสินใจเราก็เคารพตรงนั้น แต่เราไม่ได้หยุดนิ่ง เราไม่ใช่ไดโนเสาร์ คิดว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานแล้ว ได้เลือกทีมใหม่ๆ คนทำงานใหม่ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นเมื่อพรรคเปลี่ยนแล้วก็ให้โอกาสเราด้วย

มาถึงคำถามสำคัญเกี่ยวกับการเข้ามาในทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์ ทำให้บทบาทของ กรณ์ จาติกวณิช น้อยลงไปหรือไม่ “ปริญญ์”​ บอกว่าจริงๆ แล้วบทบาทท่านไม่ได้น้อยลง ถ้าเรียนตรงไปตรงมาท่านเป็นทุกอย่างในพรรคมาแล้ว ท่านเป็นรองหัวหน้าพรรคแล้ว เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจแล้ว หัวหน้าคณะกรรมการด้านนโยบายแล้ว เป็นรัฐมนตรีคลังแล้ว ก็เหลือแต่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคซึ่งท่านก็ลงแข่งหัวหน้าพรรค ท่านอาจจะแพ้ แต่บทบาทท่านก็มิบังอาจพูด เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ แต่ท่านมีสิทธิจะทำหลายเรื่อง เพราะพรรคได้เปิดให้ท่านได้ทำหลายเรื่อง อันนี้ขึ้นอยู่กับท่านตัดสินใจ ท่านเป็น ส.ส. บทบาทท่านในสภาก็โดดเด่น คิดว่าเราไม่ได้ไปลดบทบาทท่าน และตัวเองก็มิบังอาจไปลดบาทบาทท่าน เพราะตัวเองกับท่านยังสนิทชอบพอกันเหมือนเดิม

“ตอนผมเข้ามาในทีมเศษฐกิจ ผมพาทีมเศรษฐกิจไปขอคำปรึกษาท่านอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เราไปนั่งกินอาหารร้านเป็ดโฟร์ซีซั่นของผม คุยกันถึงมุมมองแบบออกรสออกชาติ ท่านก็ให้คำแนะนำเราอย่างเต็มที่ อะไรทำมาดีไม่ดีท่านคอมเมนต์หมดทุกอย่างแบบเปิดอกเปิดใจคุยกัน เพราะฉะนั้นผมกับพี่กรณ์ก็ไม่มีอะไรที่ขัดกันอยู่แล้ว เป็นพี่น้องที่รักและเคารพกันเสมอ และนำคำแนะนำจากท่านมาปรับใช้ในสิ่งที่ดีๆ ที่ท่านได้ทำไว้”

 “ปริญญ์” ยังยืนยันส่วนตัวไม่อยากให้มองว่ามาทดแทนใคร เพราะจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์มีคนเก่งเยอะมาก บางคนเก่งแต่เนื่องจากตำแหน่งทางการเมืองไม่พอทำให้คนเก่งไม่ได้มีตำแหน่งตลอดเวลา แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้คุณูปการแก่คนเก่งหลายคนในอดีต ได้เป็นรัฐมนตรี ได้เป็นตำแหน่งนู้นตำแหน่งนี้ คนเก่งๆ เหล่านี้ยังรู้สึกพรรคมีบุญคุณ ยังได้ทำงานกับพรรคต่อไป แต่บางคนมีวิธีการทำงานแบบใหม่ก็ออกไป ก็เป็นสิทธิแต่ละคน

“ไม่ได้คิดว่าไปลดบทบาทใคร หรือทีมเศรษฐกิจต้องไปแย่งงานใคร เราเปิดรับทำงานกับทุกคน ขอคำปรึกษากับผู้ใหญ่ทุกคนกับผู้อาวุโสในพรรค ไปหาท่านกรณ์ ไปหาท่านอภิรักษ์ (โกษะโยธิน) ไปหาท่านอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ไปหารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนทุกกระทรวงทุกสายไปหมด เราไม่ได้ปิดกั้น เราเปิดหมดทุกรุ่นทุกวัย เพราะเราเป็นทีมที่ทำงานกับทุกคน”

ส่วนความกดดันที่เป็นลูกของ “ดร.ซุป” นั้น “ปริญญ์” ย้อนไปถึงวัยเด็กเคยรู้สึกกดันเหมือนกันในการเป็นลูกชาย ดร.ซุป เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าคุณพ่อเป็นรองนายกฯ เป็น รมว.พาณิชย์ เป็นคนที่มีชื่อเสียง ทำงานเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก มีความรู้สึกต้องทำตัวให้ดี แต่เมื่อโตขึ้นไม่ได้รู้สึกกดดันแล้ว รู้สึกภาคภูมิใจ นึกเพียงว่าชีวิตนี้เกิดมามีตำแหน่งเป็นลูกชาย ดร.ซุปก็พอแล้ว ไม่ต้องมีตำแหน่งอื่น ในชีวิตนี้รู้สึกมีบุญมากที่เกิดมาเป็นลูกชายท่าน ความรู้สึกปลื้มปีติตรงนี้บรรยายไม่ถูก รู้สึกดีใจเวลาคนอื่นบอกว่าคุณเป็นลูกคุณศุภชัย ซึ่งไม่ใช่คนเก่งอย่างเดียว แต่เป็นคนดีด้วย

“ได้เรียนรู้จากท่านมากมาย ในเรื่องเศรษฐกิจคุยกับท่านและแลกเปลี่ยนกับท่านตลอดเวลา ท่านก็ให้คำแนะนำ ช่วยพูดช่วยแชร์ไอเดียกัน ท่านก็เป็นไอดอลตัวจริงของผมที่ผมรัก เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งพี่ เราคุยกันเรื่องฟุตบอล เรื่องกีฬา เรื่องสัพเพเหระที่ไม่ใช่การงาน รวมถึงเรื่องการเมือง เรียกว่าคุยกันทุกเรื่อง”

สุดท้ายถามถึงเป้าหมายในอนาคตตั้งแต่ระยะสั้น ระยะกลาง ระยาว “ปริญญ์” ยอมรับว่าออกแบบอนาคตไม่ได้ แต่พยายามทำงานตรงนี้ให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ ให้ทำงานแล้วมีความสุข ต้องรอดูต่อไปเรื่อยๆ เราจะมีโอกาสทำงานการเมืองต่อไปมากน้อยแค่ไหน

“ผมอาจเป็นเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรใหญ่ แต่ถ้าทำทุกวันๆ เฟืองตัวนี้จะทำให้หมุนได้ ต่อให้ผมเป็นฟันเฟืองเล็กๆ อยากจะชักชวนให้ทุกคนที่คิดว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่มันเปลี่ยนแปลงให้ประเทศชาติได้ จึงอย่ากลัวในการเมืองที่ท้าทายหลายด้าน อย่างที่มีคนบอกว่าสังคมดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องลงมือทำเอง”

p6

คลุกวงใน วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563

28 มกราคม 2563 – 09:58 น.
คลุกวงใน,บิ๊กโจ๊ก,ไวรัสโคโรนา,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,ไบโอเมทริกซ์,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา
เปิดอ่าน 673 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มารายงานตัวเข้าเวรเข้ายาม ในยามที่ทั่วประเทศผวาไวรัสโคโรนากัน แต่ข่าวลึกข่าวลับยังเข้มข้นเหมือนเดิม

00000 นายกฯ ลุงตู่ ต้องมีสติ กับการรับมือ ไวรัสโคโรนา อย่าเกรี้ยวกราดกับนักข่าว เพราะเหตุว่า ฝ่ายค้านและโซเชียล เอาจังหวะไวรัสระบาดโจมตีนายกฯ และรัฐบาล ถึงกับติดแฮชแท็ก “#รัฐบาลเฮงซวย” 

00000 “พญาเสือ” เข้าใจ คนเป็นนายกฯ จะต้องรับ “ก้อนอิฐ” ทุกทิศทุกทาง สติเท่านั้นที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้ ขืนเอาอารมณ์เป็นใหญ่มีแต่จะพังกับพัง ท่องเอาไว้ ยุบหนอพองหนอ พุทโธ

00000 ฮัดเช้ย !!!! ออกอาการ “งอน” น้อยอกน้อยใจให้เห็นแล้ว เมื่อ “สารวัตรเหลิม” ประธานกรรมการกิจการพิเศษ เพื่อไทย ในภารกิจซักฟอกรัฐบาล มากคนก็มากความ ไม่รู้จะเอาอย่างไร พรรคโน้นจะเอาอย่างนี้ พรรคนี้จะเอาอย่างโน้น กลายเป็นว่า ฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพ ความเห็นไม่ลงรอย “สารวัตรเหลิม” เลยไม่ไปร่วมประชุมกับเขา ขลุกอยู่บ้านบางบอนซะงั้น

00000 “พญาเสือ” เห็นด้วยที่ นิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย จะขออภิปราย “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กับ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม แห่งพรรคภูมิใจไทย เพื่อแก้ข้อครหาว่ามีพวกไปรับ “กล้วย” เขามา

00000 เพราะแค่ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ จะขออภิปราย “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ “พญาเสือ” ยังได้ยินเสียงไม่พอใจของแกนนำเพื่อไทยบางคน

00000 กลายเป็นข่าวหน้า 1 ยืนพื้นมาหลายวัน กับการ “ซื้อดะ” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างนี้เขาเรียกว่า “สายเปย์” สนุกกับการจัดซื้อ ในยุค “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ทั้ง ไบโอเมทริกซ์ รถ-เรือตรวจการณ์ และศูนย์ฝึกอบรมสตม. รวมแล้ว หลายพันล้านบาท 

00000 “พญาเสือ” ไม่ได้บอกว่ามีการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ว่าการซื้อถูกซื้อแพงและใช้วิธีพิเศษ อยากให้ นายกฯ ลุงตู่ ในฐานะประธานก.ตร. ตรวจสอบ นายกฯ ก็เฉย ทั้งๆ ที่เขาไป ยื่นป.ป.ช.ให้สอบสวนเรื่องนี้ แทนที่ นายกฯ จะสนใจ กลับออกคำสั่ง “ปิดปาก” คนร้องเสียอีก

00000 ใครบ้างที่ร้อง ก็มี “ทนายตั้ม” สิทธา เบี้ยบังเกิด และ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผบช.สตม. ปัจจุบันถูกย้าย “เข้ากรุ” ประจำสำนักนายกฯ “พญาเสือ” เห็นว่า การย้ายแบบไม่มีการสอบสวนก็ดูจะขัดความรู้สึกของประชาชนแล้ว ยังออกคำสั่งห้ามไม่ให้ “บิ๊กโจ๊ก” ให้ข่าวต่อสื่อมวลชนหรือชี้แจงต่อประชาชนอีก นี่นายกฯ ไปฟังใครมา 

00000 “พญาเสือ” ไม่เชื่อหูตัวเองว่า นายกฯ จะทำถึงขนาดนี้ ไม่รู้ใครเป็น “กุนซือ” ชงเรื่องให้ปิดปาก “บิ๊กโจ๊ก” เหมือนรังแกกันไม่จบ แต่งานนี้ “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.พลอยซวยถูกหางเลขไปด้วย เพราะถูกย้ายแบบ บิ๊กโจ๊ก ไปตบยุงที่สำนักนายกฯ ด้วยคำสั่งแบบเดียวกัน เพราะ บิ๊กต้อย มายุ่งคดียิงถล่มรถบิ๊กโจ๊ก และเรื่องคลิปเสียงสนทนา ระหว่าง บิ๊กต้อย กับ บิ๊กแป๊ะ 

00000 ล่าสุด มีมือดีนำใบปลิวไปโปรยที่ สตช.ปทุมวัน ในใบปลิวดังกล่าว “พญาเสือ” เห็นแล้ว “ตกใจ” เพราะมีการโยงการจัดซื้อ ไบโอเมทริกซ์ เข้ากับคนใกล้ตัวนายกฯ ด้วย “พญาเสือ” ไม่เชื่อใบปลิว แต่อยากให้ นายกฯ สอบสวนให้ชัดๆ ว่า ไบโอเมทริกซ์ มีใครได้ ใครเสีย หรือไม่ เรื่องราวจะได้จบ

00000 ฮัดเช้ย! ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อคดีที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.ภาค 9 ยื่นฟ้อง “บิ๊กแป๊ะ” กลั่นแกล้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ปรากฏว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ท่านเห็นว่า คำฟ้องชัดเจน จึงให้สตช.ส่งหลักเกณฑ์คำสั่งระเบียบการแต่งตั้งตำรวจให้ศาลฯ งานนี้หนาวๆ ร้อนๆ เพราะ “พญาเสือ” ได้ข่าวว่า จะมีตำรวจอีก 200 นาย ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย จะไปยื่นฟ้อง “บิ๊กแป๊ะ” แบบเดียวกันนี้อีก ยังไม่รู้ว่า ลุงตู่ จะอุ้ม บิ๊กแป๊ะ ได้นานถึงกันยายนหรือไม่ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ 00000

หัก’ไวพจน์’ ดัน’จุลพันธ์’ ยึดชากังราว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413205?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัก’ไวพจน์’ ดัน’จุลพันธ์’ ยึดชากังราว

28 มกราคม 2563 – 09:55 น.
ท่องยุทธภพ,เลือกตั้งซ่อมกำแพงเพชร,ชากังราว,ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,620 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 ม.ค.63

*******************

กกต.ประกาศแล้ว วันเลือกตั้งซ่อม ส..กำแพงเพชร  วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 โดยเปิดรับสมัคร 29 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2563 

คนเมืองกล้วยไข่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะจะเลือกตั้งวันไหน พรรคพลังประชารัฐก็ชนะ เนื่องจากผลคะแนนคราวที่แล้ว “...ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” กวาดไป 34,271 คะแนน ทิ้งห่างผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ขาดลอย

นาทีนี้ ความตื่นเต้นกลับตกมาอยู่ที่ “กลุ่มชากังราว” ของ เรืองวิทย์ ลิกค์ และวราเทพ รัตนากร จะเลือกใครระหว่าง “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ลูกชายไวพจน์ กับ “จุลพันธ์ ทับทิม” อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร สมัย

ชากังราว ปีก

การเมืองระดับชาติและท้องถิ่นในกำแพงเพชร ล้วนอยู่ใน “กลุ่มชากังราว” ที่มีนักการเมืองรุ่นใหญ่ “เรืองวิทย์ ลิกค์” อดีต ส..กำแพงเพชร สมัย บิดาของ ไผ่ ลิกค์ ส..กำแพงเพชร เขต และ “วราเทพ รัตนากร” อดีต ส..กำแพงเพชรหลายสมัย เป็นแกนนำ

ไผ่ ลิกค์ ขนาบด้วยจุลพันธุ์ และสุนทร

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชากังราว ยังแยกเป็น ปีกคือ “กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา” สายเรืองวิทย์ ลิกค์  โดย “ไวพจน์” ก็อยู่ในสายนี้

กลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี” สายวราเทพ รัตนากร และ “เจ้าพ่อคลองขลุง” สนั่น สบายเมือง อดีต ส..กำแพงเพชร (พ่อตาของ อนันต์ ผลอำนวย ส..กำแพงเพชร)

สองกลุ่มนี้ เป็นเอกภาพในการเลือกตั้ง ส.แต่การเมืองท้องถิ่น ก็แข่งขันกันเองอย่างดุเดือดมา รอบแล้วในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.กำแพงเพชร 

ปี 2551 จุลพันธ์ ทับทิม กลุ่มกำแพงเพชรพัฒนา ชนะสุนทร รัตนากร กลุ่มกำแพงเพชรสามัคคี พี่ชายของวราเทพ ไปอย่างเฉียดฉิว แต่ปี 2555 สุนทร รัตนากร แก้มือเอาชนะจุลพันธ์ ทับทิม ได้เป็นนายก อบจ.เมืองกล้วยไข่สมัยแรก

แม้จะแข่งขันกันในสนาม แต่กลุ่มชากังราว ปีก ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ คนแพ้ก็เป็นรองนายก อบจ.

 มือขวาเรืองวิทย์

คนชากังราวทราบดีว่า “จุลพันธ์ ทับทิม” เป็นคนสนิทของ เรืองวิทย์ ลิกค์ มายาวนาน ตั้งแต่เป็น ส.จนขยับเป็นนายก อบจซึ่งในทุกวันนี้ จุลพันธ์ จะออกไปพบประชาชนในนาม “ทีมงาน ส..ไผ่ ลิกค์” 

มีข้อน่าสังเกต ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา จุลพันธ์ออกงานสังคมในเขตเลือกตั้งที่ ถี่มาก แถมหัวคะแนนของเขาก็เคลื่อนไหวคึกคัก

จุลพันธ์ ทับทิม ออกงานถี่ยิบ

สมัยเลือกตั้ง ส..ปี 2557 จุลพันธ์ ทับทิม ชนะเลือกตั้งได้เป็น ส.เพราะอาศัยฐานเสียงเดิมของตัวเอง บวกฐานเสียงของไผ่ ลิกค์ รวมทั้งกฤช อาทิตย์แก้ว อดีต ส..กำแพงเพชร ซึ่งมีความสนิทสนมกับเรืองวิทย์ ลิกค์

ไวพจน์ พาจุลพันธุ์ และสุนทร ไปโชว์ตัวเมื่อปีที่แล้ว

ว่ากันว่า กลุ่มวราเทพ รัตนากร ก็ช่วยจุลพันธ์ เพราะต้องการส่งคู่แข่งในสนามท้องถิ่นไปเป็น ส.. 6 ปี แต่สถานการณ์พลิกผัน เกิดรัฐประหาร 2557 จุลพันธ์เลยเป็น ส..แค่ เดือน

หากว่าการเลือกตั้งซ่อม 23 กุมภาพันธ์นี้ กลุ่มวราเทพ หนุนจุลพันธ์ ลงสมัคร ส.ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้พี่ชาย สุนทร ได้เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร ไปครึ่งค่อนตัว

วันนี้ จุลพันธ์และสุนทร ก็เดินสายออกงานร่วมกัน เหมือนหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นล่วงหน้า

เล่นสนามท้องถิ่น

ส่องแฟนเพจเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 “เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์” ได้ไปร่วมงานทำบุญขึ้นตึกใหม่ขององค์การบริหารส่วนตำบลลานดอกไม้ตก อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร

ช่วงปีใหม่ ลูกชายลูกสาวของไวพจน์ ก็เดินสายไปคารวะเรืองวิทย์ ลิกค์ และวราเทพ รัตนากร เหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณขอการสนับสนุนจาก “บ้านใหญ่ชากังราว” 

เพชรภูมิ-พรีส ถ่ายรูปกับวราเทพ ในงานแต่งลูกชายของอดีต ส.ส.กำแพงเพชร

ครอบครัว “อาภรณ์รัตน์” ยังหวังที่จะให้พรรคพลังประชารัฐส่ง เพชรภูมิ ได้ลง ส..แทนบิดา ที่หลบหนีหมายจับคดีล้มประชุมอาเซียนอยู่

ดังที่รู้กัน “ไวพจน์” วาดหวังให้ลูกสาว “พรีส” พิชญา และ “พูม” เพชรภูมิ เป็นทายาททางการเมือง เบื้องต้นไวพจน์วางแผนให้ลูกชายลงสมัครนายก อบตและลูกสาวลงสมัคร ส..เขต อ.โกสัมพีนคร

บังเอิญกรรมเก่าตามทัน เรื่องคดีล้มประชุมอาเซียน ไวพจน์เลยเปลี่ยนแผนดันลูกชายลง ส..แทนตัวเอง แต่ก็มีปัญหา “ผู้ใหญ่” ในกลุ่มชากังราวมองว่า ลูกชายของเขายังเด็กเกินไป

ชื่อของจุลพันธ์ จึงโผล่ขึ้นมา..ไวพจน์ก็พูดไม่ออก เพราะเป็นคนชายคาเดียวกัน 

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒)

28 มกราคม 2563 – 09:48 น.
พรรคเกิดใหม่,การเมือง,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 435 ครั้ง

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๒) โดย… ทวี สุรฤทธิกุล

      นักการเมืองไทยเป็นพวก “ข้าหลายเจ้า บ่าวหลายนาย”

บางคนเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่าเป็น “บาปเคราะห์ทางการเมืองไทย” อันสืบผลเนื่องมาจาก “วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย” ที่เราต้องพึ่งพิงกันและกัน โดยผู้น้อยต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ หรือ “ข้า” ต้องพึ่งพิง “นาย” ภายใต้ระบบการปกครองแบบ “ไพร่ฟ้า” ที่ผู้ปกครองกำหนดให้คนไทยทุกคนต้องมีเจ้านายเพื่อเข้าสังกัดจัดกลุ่ม โดยเหตุผลที่ในสมัยโบราณเรามีการทำศึกสงครามมาก ต้องจัดทำทะเบียนไพร่พลไว้ใช้งานศึกสงคราม แต่ถ้าไม่มีศึกสงครามก็ปล่อยให้ทำมาหากินตามปกติ หรือไม่ก็ถูกเกณฑ์เข้ามาก่อสร้างให้หลวง หากใครไม่ไม่เข้าสังกัดเจ้านายหรือขุนนางก็จะไม่มีใคร “คุ้มกะลาหัว” ปกป้องคุ้มครองดูแลทุกข์สุขให้ ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการที่มีคนอื่นคอยปกป้องคุ้มครองและชอบพึ่งพิงผู้มีอำนาจหรือมีบุญบารมีตลอดมา

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าข้างต้นได้ส่งผลกระทบมาถึงกระบวนการทางการเมืองไทยในทุกวันนี้เป็นอย่างมาก อย่างที่ได้เล่ามาในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พรรคการเมืองไทยในยุคแรกก็เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุน “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” และยังคงเป็นไปในแบบนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังเช่นที่เราได้เห็นบรรดานักการเมืองวิ่งเข้ามาสู่พรรคพลังประชารัฐ ก็ด้วยเหตุที่พรรคนี้มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” ในทำนองเดียวกันที่คนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคนั้นก็มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังถูกกระแสสังคมของผู้คนกลุ่มนี้สร้างให้เป็น “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” อีกเช่นกัน นั่นก็คือ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” หรือผู้นำยุคใหม่ในอนาคตของพวกเขา

ก่อนจะไปวิเคราะห์อนาคตของพรรคอนาคตใหม่ ผู้เขียนขอกล่าวถึงอนาคตของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด (ที่ยังรอดเหลืออยู่) ในประเทศไทย คือ “พรรคประชาธิปัตย์” นั้นเสียก่อน เพราะพัฒนาการของพรรคการเมืองพรรคนี้ “สะท้อน” วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยแบบดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี ว่าในเมื่อสิ้นคนที่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่แล้ว พรรคนี้ก็ไม่หนทางไป

พรรคประชาธิปัตย์มีกำเนิดจาก “แรงริษยา” คือต้องการแข่งอำนาจวาสนากับผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ท่านหนึ่งคือ นายปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นผู้นำคนสำคัญของคณะราษฎร ที่ขึ้นมามีอำนาจภายหลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้นำคณะราษฎรในฝ่ายทหารเสื่อมอำนาจลงภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในพ.ศ. 2489 ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ พรรคสหชีพกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มีส.ส.เสียงข้างมากได้ร่วมกันเสนอชื่อนายปรีดีขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับนายปรีดีจึงได้รวมตัวกันตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ โดยเสนอนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคขึ้นชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย แต่ก็พ่ายแพ้ จึงต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่พ.ศ.นั้น

ความจริงแล้วในยุคที่ทหารครองเมืองระหว่าง พ.ศ.2490-2500 และก็มีการเลือกตั้งอีกหลายครั้งในช่วงนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมรัฐบาลอยู่บ้าง แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดก็คือการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะมีส.ส.ฝีปากกล้าเกิดขึ้นมากมาตั้งแต่ยุคนั้น จนกระทั่งหมดยุคของนายควงภายหลังการเลือกตั้งในปี 2500 แล้วทหารก็ครองเมืองต่อมาอีกจนมีการเลือกตั้งใน พ.ศ.2512 ที่เป็น “ยุคคนเลือดใหม่” ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่อีกคนหนึ่ง เพราะเป็นอดีตผู้นำของขบวนการเสรีไทยที่ช่วยกอบกู้ไทยไม่ให้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ประคับประคองพรรคมาได้เพียงอีกแค่ไม่กี่ปี เพราะภายหลังยึดอำนาจของทหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พรรคนี้ก็ระส่ำระสายหนักมาก แม้แต่หัวหน้าพรรคก็หาคนมาเป็นได้ยากลำบาก คือต้องไปเอาอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร คือ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ มาเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งปี 2522 และในปี 2526 ก็เปลี่ยนมาเป็นนายพิชัย รัตตกุล แต่ใน พ.ศ.2529 พรรคประชาธิปัตย์ก็แตกเป็นกลุ่ม “10 มกรา” ที่นำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง กระทั่งในปี 2534 พรรคประชาธิปัตย์จึงเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ต่อมาจนถึงยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2548 ที่พยายามจะสร้าง “ประชาธิปัตย์ใหม่” ให้เกิดขึ้น แต่ก็ด้วย “ปัญหาเดิมๆ” ภายในพรรค ทำให้พรรคไม่สามารถพัฒนาไปได้ตามที่สมาชิกรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งคาดหวัง และแตกร้าวเรื่อยมาจนถึงยุคของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นี้

“ปัญหาเดิมๆ” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ “การสร้างแบรนด์” ของพรรคที่ยากแก่การปรับเปลี่ยนความจดจำของผู้เลือกตั้ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีกำเนิดมาจากการต่อสู้เผด็จการ ตั้งแต่ยุคที่ต่อสู้กับนายปรีดีที่คนยุคนั้นเชื่อว่าเป็น “เผด็จการพลเรือนทางรัฐสภา” แบรนด์นี้ถูกใจผู้เลือกตั้งในภาคใต้จำนวนมาก ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งในภาคใต้มาอย่างท่วมท้นโดยตลอด ร่วมกับที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงบทบาทต่อต้านเผด็จการทหารมาตั้งแต่ยุคท้ายๆ ของจอมพล ป. ยุคจอมพลสฤษดิ์ และยุคจอมพลถนอม กระทั่งเป็นแบรนด์ว่าเป็นพรรคที่ “ต่อสู้กับเผด็จการ” แต่การเมืองภายหลัง พ.ศ.2549 บริบทของทางการเมืองไทยได้เปลี่ยนไปทำให้พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับการแข่งขันในระบบการเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสิ่งที่เรียกว่า “การแย่งชิงความนิยมทางการเมือง” ที่ประชาธิปัตย์มีความสับสนทางความคิดในหมู่สมาชิกและผู้บริหารของพรรคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะเกิดมีแนวคิดเก่าๆ กับแนวคิดใหม่ๆ ผสมกันอยู่อย่างยุ่งเหยิงทั้งภายในและภายนอกพรรค จนขาดความเด่นชัดในอุดมการณ์และกำลังจะล่มจมไปกับการเมืองน้ำเน่าที่มีผู้ชักนำให้เข้าไปร่วมเป็นรัฐบาล จนอาจจะมองไปได้ว่าเป็นพรรคที่ “มองไม่เห็นอนาคต”

ที่สุดพรรคการเมืองเก่าแก่นี้อาจจะ “ล่มหายไป” พร้อมกับเรือเหล็กผุๆ นี้ก็ได้

เรือไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษ

28 มกราคม 2563 – 09:36 น.
เรือไฟฟ้า,ลดมลพิษ,คลองแสนแสบ,แม่น้ำเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 208 ครั้ง

เรือไฟฟ้า ช่วยลดมลพิษ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีที่จะแจ้งให้ทราบว่าในเดือนนี้จะมีการทดสอบหรือทดลองใช้เรือไฟฟ้าในคลองแสนแสบและแม่น้ำเจ้าพระยา

หากได้ผลดีจะมีการปรับปรุงใช้ทั่วประเทศและช่วยลดมลพิษทั้งกลิ่นและควันจากเรือน้ำมันได้มาก จึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่และถึงเวลาใช้โครงการนี้แล้ว

อ่านข่าว…  EA เปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบทางเลือกใหม่คนเมือง ลดมลพิษ PM2.5

 เรือไฟฟ้าราคาค่อนข้างสูง ลำหนึ่งราว 10 ล้านบาท และจะพยายามลดต้นทุนในการต่อเรือ ซึ่งหากมีจำนวนมากก็อาจเป็นไปได้

กรณีเรือไฟฟ้านี้ได้จัดวางแนวทางมานานแล้วแต่ก็หายไป เพิ่งจะมีข่าวอีกเมื่อเร็วๆ นี้ และถ้าหากใช้ในคลองแสนแสบได้ก็จะเป็นการนำร่องที่ดีและมีผลกำไรพอสมควร

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ความปลอดภัยและราคาพอเพียงให้ประชาชนรับได้เพราะสภาพเศรษฐกิจเวลานี้เป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่

คลองแสนแสบนั้นมีเรือโดยสารวิ่งประจำอยู่แล้วและมีใช้บริการมาก มีผู้คนอาศัยสองฝั่งคลองมาก

 ต่อไปเรือไฟฟ้าจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ

ป้องกันเชื้อไวรัสมรณะ
จดหมายจากคุณ ‘มารุต’ บางชัน ต่อไปนี้ทันต่อเหตุการณ์มาก และได้รวบรวมข่าวความคืบหน้าต่างๆมาให้ทราบ ถึงแม้ว่าบางประเด็นจะทราบกันอยู่แล้วแต่เป็นการย้ำเตือนและนับเป็นความห่วงใย มีน้ำใจที่ดีต่อกัน จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้

เรื่องเชื้อไวรัสนี้ ‘ดับเครื่องชน’ มีความเป็นห่วงมากเพราะมีชาวจีนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาไทยเยอะมากและแม้จะมีการตรวจสอบแต่อาจมีการเล็ดลอดออกมาได้

จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขช่วยดูแลควบคุมป้องกันไว้ก่อน อย่าปล่อยให้เชื้อไวรัสมรณะนี้ระบาดแพร่ออกไป จะเสียหายมากๆ

เชื่อว่าการแพร่ระบาดนี้คงไม่ทำกันอย่างง่ายๆ และในประเทศจีนถึงกับวางแผนประกาศภาวะฉุกเฉิน และหากไม่จำเป็นพวกเราควรยกเลิกไปจีนโดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นต้นตอ

จึงขอย้ำเตือนมาให้หาทางป้องกันไว้ก่อนเป็นการดีที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ

ไวรัสโคโรนา
หวาดผวาไปทั่วโลก

ผมรีบเขียนจดหมายฉบับนี้มาส่งแบบเร่งด่วนก่อนจะสายเกินไปเพื่อสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทราบ โดยรวบรวมมาจากข่าวต่างๆ เพราะล่าสุดรัฐบาลจีนประกาศแล้วว่าไวรัสมรณะนี้ระบาดแพร่ไปจากคนสู่คนได้

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีนสร้างความหวาดผวาให้ผู้คนทั่วโลก เมื่อทางการจีนออกมายอมรับแล้วว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้

ความคืบหน้าของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ โดยคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนแถลงยืนยันแล้วว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อ 2 รายที่มณฑลกวางตุ้งของจีนเป็นคนภายในครอบครัวเดียวกัน

นายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีน ยืนยันมีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาในจีนเพิ่มเป็น 6 ราย ทำให้ต้องเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก

ผมรู้สึกอุ่นใจเมื่อกระทรวงสาธารณสุขของเราได้เฝ้าระวังและกำหนดมาตรการคือ
1.เสริมการเฝ้าระวังโรคคัดกรองและคัดแยกผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้โดยสารเครื่องบินในเส้นทางที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน
2.คงมาตรฐานการวินิจฉัย การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสอบสวน
3.ระบบการส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลในห้องแยก
4.เพิ่มการเฝ้าระวังในชุมชน แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนจำเป็นต้องเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงขอให้เลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์หรืออยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ

หากกลับมาแล้วเริ่มมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง หรือโทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

จึงขอความร่วมมือให้ช่วยกันดูแลสุขภาพและหาทางป้องกันไว้ก่อน
มารุต (บางชัน)

เจ้าพ่อกาสิโนรับมือ ไวรัสมรณะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้าพ่อกาสิโนรับมือ ไวรัสมรณะ

28 มกราคม 2563 – 08:50 น.
ไวรัสโคโรนา,จ้าว เหว่ย,เจ้าพ่อกาสิโน
เปิดอ่าน 2,925 ครั้ง

เจ้าพ่อกาสิโนรับมือ ไวรัสมรณะ คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง

เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ กรณีการระบาดของโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ของจีน เทรนด์ทวิตเตอร์ก็มาทันที มีการติดแฮชแท็ก #รัฐบาลเฮงซวย ตามมาด้วย #ไวรัสโคโรนา

อ่านข่าว…  ห้ามจีนเข้าไทย…ป้องกันไวรัสโคโรน่าได้หรือ
ในโลกออนไลน์ช่วงไวรัสโคโรนาระบาด ข่าวเฟคนิวส์น่ากลัวกว่าเชื้อโรคร้าย เพราะมีการตัดต่อภาพจากหนังต่างประเทศให้เป็นเรื่องไวรัสมรณะ สร้างความตื่นกลัวให้ผู้คนมากมาย

อันที่จริงกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาก็ทำงานกันเต็มกำลัง แต่สิ่งที่รัฐบาลประยุทธ์ทำน้อยไป ก็คือการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติ

อยากเล่าเรื่องการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ” เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว บริหารโดยจ้าว เหว่ย แห่งกลุ่มบริษัทดอกงิ้วคำ ซึ่งคนไทยจะรู้จักกันดีในฐานะที่ตั้งของกาสิโนคิงส์โรมัน

ปกติจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทย จีนและเมียนมาร์ ข้ามโขงไปที่กาสิโนคิงส์โรมันอยู่ไม่ขาดสาย ช่วงเทศกาลตรุษจีนคาดว่าจะมีคนจีนเข้ามาเที่ยวในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำหลายหมื่นคน

พลันที่มีข่าวเรื่องไวรัสโคโรนาแพร่ระบาด หัวหน้าคณะคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษ แขวงบ่อแก้ว ได้ทำหนังสือด่วนเสนอต่อเจ้าแขวงบ่อแก้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2563 เรื่องแผนการป้องและสกัดกั้นการระบาดของไวรัสโคโรนา อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ

กล่าวโดยสรุปคือ “ปิดสามเหลี่ยมทองคำ” การคมนาคมทางน้ำ เสนอให้ปิดด่านตรวจคนเข้าเมือง 2 จุดคือ ด่านสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งตรงข้ามจุดผ่อนปรนบ้านสบรวก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และด่านเมืองมอม ท่าเรือพาณิชย์ริมฝั่งโขง เพื่อมิให้ชาวจีนและชาวเมียนมาร์เข้า-ออก เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา

ส่วนทางบก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ปิดถนนรอบนอก ห้ามรถที่เดินทางมาจากแขวงหลวงน้ำทาผ่านเข้าสู่กาสิโนคิงส์โรมัน เนื่องจากคนจีนจากมณฑลยูนนานสามารถข้ามพรมแดนลาว-จีน ทางด่านปางไฮ แขวงหลวงน้ำทา และมุ่งตรงมาที่เขตเศรษฐกิจพิเศษโดยใช้เวลาไม่นานนัก

ความฉับไวของหัวหน้าคณะคุ้มครองเขตเศรษฐกิจพิเศษแขวงบ่อแก้ว และจ้าว เหว่ย เป็นตัวอย่างของการบริหารงานในภาวะวิกฤติ เพราะพวกเขาทราบข่าวล่วงหน้าแล้วว่าคาราวานทัวร์จีนกำลังขับรถส่วนตัวข้ามพรมแดนลาว-จีน จากแขวงหลวงน้ำทา มุ่งหน้าแขวงบ่อแก้ว

แน่นอนกาสิโนคิงส์โรมัน โรงแรม ร้านอาหาร และอื่นๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ย่อมสูญเสียรายได้ก้อนโต เพราะตรุษจีนเป็นช่วงเวลาแห่งการกอบโกยเงินหยวน เงินดอลลาร์

มินับต้นเดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลดอกงิ้วบานที่จะจัดขึ้นที่เกาะดอนซาว ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจจะต้องถูกยกเลิกหากสถานการณ์ไวรัสโคโรนายังไม่ดีขึ้น

เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ปกครองโดยคณะกรรมการสภาบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มี “จ้าว เหว่ย” เป็นประธาน ในฐานะประธานกลุ่มบริษัท ดอกงิ้วคำ จำกัด ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว 20% และกลุ่มดอกงิ้วคำ 80%

“จ้าว เหว่ย” พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่เพื่อให้คนภายนอกเข้าใจว่า สามเหลี่ยมทองคำไม่ได้มีแต่กาสิโน หากยังมีเขตอุตสาหกรรม เกษตรกรรม โรงแรม สนามกอล์ฟ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

ตั้งแต่ปี 2555 จนถึง 6 เดือนแรกของปี 2562 เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ ได้ส่งมอบภาษีให้รัฐบาลลาวไปแล้ว 458 ล้านดอลลาร์

ปี 2561 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 4.5 แสนคน เฉพาะที่เข้ามาผ่านด่านสากลสามเหลี่ยมทองคำ 1.3 แสนคน ภายในสามเหลี่ยมทองคำมีโรงแรม 13 แห่ง มีห้องพัก 1,303 ห้อง ปลายปีนี้โรงแรมจะเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง

เปรียบเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ก็ไม่ต่างจากรัฐอิสระที่มีผู้นำอย่างจ้าว เหว่ย ปกครองภายใต้ร่มใหญ่ สปป.ลาว แต่วิกฤติไวรัสมรณะเที่ยวนี้เจ้าพ่อกาสิโนยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนอีกจำนวนมาก

          จ้าว เหว่ย มังกรลุ่มน้ำโขง อาจมีต้นทุนภาพลักษณ์ต่ำในสายตาชาวตะวันตก แต่การแสดงบทบาทผู้นำที่กล้าตัดสินใจในกรณีไวรัสโคโรนา ย่อมได้รับการชื่นชมจากคนลาวทั้งประเทศ

ตั้งสติรับมือโคโรนาไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/413192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้งสติรับมือโคโรนาไวรัส

28 มกราคม 2563 – 08:10 น.
ไวรัสโคโรนา,เมืองอู่ฮั่น,ป้องกัน,เชื้อโรค
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

ตั้งสติรับมือโคโรนาไวรัส บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 28 มกราคม 2563

จาก 1 กลายเป็น 2 และเพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้ป่วยด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสในไทยก็เพิ่มเป็น 8 ราย รักษาหายแล้วกลับบ้านได้แล้ว 5 ราย แม้จะเป็นจำนวนคนป่วยที่ไม่ได้มากมายอะไร แต่อัตราการพบเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ก็อาจทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในยามที่โลกข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงผู้คนได้อย่างรวดเร็ว และที่อันตรายมากคือขาดการกลั่นกรองว่าเป็น ข้อมูลจริงหรือเป็นเรื่องเท็จที่พบเห็นเป็นประจำในโลกออนไลน์ เพราะถ้าหากสังคมเข้าใจผิดอย่างเช่น เรื่องการระบาด การติดต่อ ความรุนแรงของโรค สิ่งที่จะตามมาก็คือความวุ่นวายในการให้บริการทางการแพทย์ อันจะยิ่งส่งผลเสียเมื่อผู้คนไปแออัดกันอยู่ตามสถานพยาบาลเพราะอาการป่วยใจ

ในทางการแพทย์ ไวรัสสายพันธุ์ 2019 หรือโคโรนาไวรัส ที่พบการระบาดจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน มีผู้ป่วยชาวจีนหลายพันคน เสียชีวิตไปแล้ว 56 คน จนถึงขณะนี้จีนได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และเร่งสร้างโรงพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยให้เสร็จภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ขณะที่หลายประเทศในเอเชียก็พบผู้ติดเชื้อด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อสอบสวนโรคแล้วก็พบว่าเกี่ยวข้องกับการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น ทางการจีนยอมรับเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ นั่นย่อมหมายความถึงความยากลำบากในการควบคุมโรค โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่มีชาวจีนมาเที่ยวมากถึงกว่าปีละ 10 ล้านคนอย่างประเทศไทย เช่นเดียวกับที่คนไทยก็ไปเยือนจีนไม่ใช่น้อย

ตามคำแนะนำของแพทย์ถึงประชาชนทั่วไปให้ยึดถือแนวปฏิบัติเพื่อหลบเลี่ยงการติดเชื้อก็คือ กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือ ซึ่งเป็นวิธีการพื้นฐานเพื่อป้องกันตนเองจากนานาเชื้อโรคที่สามารถติดต่อกันได้จากการไอ จาม สัมผัส การป้องกันตนเองด้วยหน้ากากอนามัยมาตรฐานเอ็น 95 นั้น ทางการแพทย์บอกไว้ว่า สามารถใช้ได้ระดับหนึ่ง เพราะฝุ่นฝอยละอองจากการไอหรือจามมีขนาดใหญ่กว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ แต่โอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคทางอื่นก็ยังมีอีกมาก ฉะนั้นประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและรับข้อมูลทางการแพทย์เพื่อเป็นแนวในทางปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

กล่าวสำหรับภาครัฐ นอกจากการเตรียมความพร้อมรับมือในทุกๆ ด้านในระดับสูงตามมาตรฐานแล้ว การให้ข้อมูลแก่สังคมอย่างถูกต้องรวดเร็ว สม่ำเสมอ ตรงไปตรงมาก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความสับสนและตื่นกลัวจนเกินเหตุ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะต้องไม่ประมาท หนทางใดที่สามารถป้องกันตัวเองได้ก็ควรทำ อย่างเช่นการสวมหน้ากากอนามัย ที่สามารถป้องกันได้ทั้งไวรัส และฝุ่นพิษในคราวเดียวกัน ซึ่งจะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ในระดับหนึ่ง เพราะที่สุดจะว่าไปแล้ว การจะเอาชนะภัยชนิดนี้ได้ จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของคนในสังคมด้วย

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412978?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้

27 มกราคม 2563 – 15:45 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 370 ครั้ง

ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 รู้ไม่ครบ จบไม่ได้ คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ใหญ่โตจากปริมาณฝุ่นขนาดจิ๋วพีเอ็ม 2.5 ในประเทศไทยยังคงสร้างความวิตกกังวลให้สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพีเอ็ม 2.5 มากมาย แต่ ณ ปัจจุบัน ประชาชนรู้สึกว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรมหรือเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังที่ปรากฏบนโลกโซเชียล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา สภามีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ขณะที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มกราคม เร่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น พร้อมสั่งตั้งวอร์รูมที่กรมควบคุมมลพิษประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ไขฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ควรระบุสาเหตุของฝุ่นอย่างแน่ชัด แก้ให้ตรงประเด็น และไม่สื่อสารชี้นำประชาชนไปสู่ข้อสรุปที่ไม่มีข้อเท็จจริงมาสนับสนุน ตัวอย่างเช่น การสื่อสารว่าฝุ่นในกรุงเทพฯ มีต้นเหตุมาจากภาคขนส่งเป็นหลักทำให้การประกาศหยุดเรียนในสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วเชื่อว่าสามารถลดฝุ่นในกรุงเทพฯ ได้อย่างมีนัย

“เราไม่ปฏิเสธว่าภาคขนส่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของการสร้างฝุ่น พีเอ็ม 2.5 แต่การหยุดเรียนไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ฝุ่นลดลง สาเหตุที่แท้จริงข้อหนึ่งมาจากมีลมจากอ่าวไทยช่วยพัดฝุ่นออกไปจาก กทม. ขึ้นไปกระทบพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ถ้าฝุ่นมีสาเหตุหลักมาจากภาคขนส่งจริงแล้วทำไมพื้นที่ชนบทที่ไม่ได้มีกิจกรรมขนส่งมากมายก็ยังประสบปัญหาฝุ่นไม่น้อยกว่าในกรุงเทพฯ สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือกรุงเทพฯ มีปริมาณการขนส่งเกือบจะสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แต่ทำไมฝุ่นมาวิกฤติในช่วงฤดูหนาว นั่นแสดงว่าต้องมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น มีแหล่งกำเนิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อื่น และสภาพอากาศ เป็นต้น”

ที่น่าเป็นห่วงก็คือการใช้ข้อมูลของตัวแทนรัฐบาลออกมาต่อต้านและกล่าวโทษนักวิชาการ ดังที่เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของนายประลอง  ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กับ สุทธิชัย หยุ่น ทางเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม ซึ่งอธิบดี ยังคงยืนยันว่าฝุ่นอยู่ในระดับที่สูงแต่ไม่รุนแรงถึงขั้นกระทบสุขภาพ และยังตั้งคำถามว่า “อาจารย์ นักวิชาการทั้งหลาย ทำไมต้องไปสร้างความตื่นตระหนก (เรื่องมลพิษฝุ่นพีเอ็ม 2.5) แก่ประชาชน”

“จากการสื่อสารของภาครัฐสู่ประชาชนที่เห็นในสื่อทั่วไปทำให้เกิดข้อสงสัยว่าข้อมูลของภาครัฐเรื่องสาเหตุที่มาของฝุ่นนี้เกิดจากการเก็บและนำส่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องสู่ระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจ หรือมีการปกปิดข้อมูลข้อเท็จจริงที่สำคัญไม่ให้ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ เมื่อข้อมูลสาเหตุต้นตอของฝุ่นนั้นไม่ถูกต้อง ผู้มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเด็ดขาด และเราก็เห็นได้ว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นมาตรการระยะสั้นทั้งสิ้น ไม่มีมาตรการการแก้ปัญหาระยะยาวที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอสาเหตุแต่อย่างใด”

รศ.ดร.มาโนช กล่าวว่า ภาคขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ถูกพูดถึงน้อยและถูกมองข้ามเช่นควันจากเขตอุตสาหกรรมโรงงาน การผลิตขนาดใหญ่ไปจนถึงการเผาป่า ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีดาวเทียมตรวจสอบฮอตสปอตหรือความร้อนพื้นผิวเพื่อตรวจสอบจุดที่มีไฟไหม้ หรือมีการเผาไหม้เกิดขึ้น

“จากสื่อโซเชียลเราจะเห็นว่ามีโรงเรียนในชนบทหลายแห่งต้องออกมาโพสต์ข้อความขอความอนุเคราะห์หน้ากากกันฝุ่นเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ตัวเลขระดับพีเอ็ม 2.5 ของบางโรงเรียนนั้นพุ่งไปถึงระดับ 300 หรือ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งๆ ที่ตัวโรงเรียนอยู่ในชุมชนเล็กๆ ไม่ได้มีฝุ่นจากรถหรือโรงงานที่ไหนมาทำให้ค่าฝุ่นพุ่งไปถึงระดับที่น่าตกใจขนาดนั้นได้ เมื่อดูข้อมูลจากดาวเทียมของนาซาก็จะเห็นได้ว่ามีฮอตสปอตอยู่โดยรอบโรงเรียน ซึ่งทำให้สามารถคาดคะเนได้ว่าเป็นฝุ่นที่เกิดจากการเผาป่าซึ่งอาจจะเกิดจากธรรมชาติหรือการเผาของมนุษย์ได้ทั้งคู่”

การมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีย่อมต้องใช้ต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงขึ้นด้วย รศ.ดร.มาโนช ย้ำว่าเราทุกคนควรช่วยกันตั้งคำถามถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีว่าจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ นอกจากนี้รัฐบาลต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยคำนึงถึงต้นทุนของทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

“ปัจจุบันเราจะให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มากกว่าภาคสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่หากรัฐคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นในภาคสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ ผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพ อายุขัยของประชาชนอย่างจริงจังแล้ว อาจจะพบว่าการเริ่มต้นลงทุนพัฒนา อากาศสะอาดตั้งแต่ตอนนี้มีความคุ้มค่าในระยะยาว”

การยกระดับมาตรฐานควบคุมมลพิษและพัฒนาคุณภาพอากาศตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะระดับมาตรฐานที่มีในกฎหมายบ้านเราหลายตัวยังอ่อนด้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการดูแลเรื่องคุณภาพอากาศอย่างจริงจัง

“การจะยกระดับมาตรฐานอย่างทันทีทันใดคงทำได้ยาก เพราะจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมหาศาล แต่สิ่งสำคัญคือการกำหนดเป้าหมาย ว่าประเทศไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ในอีกกี่ปี มีมาตรการพัฒนาเป็นลำดับอย่างไร เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถวางแผนเตรียมตัวได้ทัน เพียงเท่านี้ลูกหลานของเราก็จะได้มีอากาศสะอาดไว้หายใจในอนาคต” รศ.ดร.มาโนช ทิ้งท้าย

คนไทยกับไวรัสโคโรน่าในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนไทยกับไวรัสโคโรน่าในจีน

27 มกราคม 2563 – 13:45 น.
อู่ฮั่น,ไวรัสโคโรน่า,จีน
เปิดอ่าน 992 ครั้ง

คนไทยกับไวรัสโคโรน่าในจีน โดย…     เอนก  เหล่าธรรมทัศน์    ประธานสถาบันบูรพาภิวัตน์

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในประเทศจีนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก และจะกระทบต่อไทยอย่างแน่นอน ผมคิดว่าสถานการณ์ในขณะนี้เข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้วในจีน  ถึงขั้นเรียกประชุมด่วนกรมการเมืองประจำ 7 คน กระชับให้ทั้งรัฐ ทั้งประเทศรับมือ กับผลที่จะเกิดขึ้นเต็มที่ มีการปิดอู่ฮั่นและเมืองอื่นไปแล้วหลายเมืองแล้ว และนักท่องเที่ยวหรือเดินทางของจีนถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศแล้ว

อ่านข่าว…  ห้ามจีนเข้าไทย…ป้องกันไวรัสโคโรน่าได้หรือ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราสนใจแต่ผลที่จะมาถึงการท่องเที่ยวของไทย หรือกังวลตื่นตระหนกว่าจะมีคนไทยไปรับเชื้อแล้วนำมาเผยแพร่ต่อในไทยเท่านั้น   บางท่านก็วิพากษ์วิจารณ์ตำหนิทางการจีนแบบรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง  ความจริงต้องถือว่าเขาค้นพบไวรัสตัวการได้รวดเร็วมาก เพราะเทคโนโลยีชีวภาพของจีนนั้น โปรดทราบ อยู่ในแนวหน้าของโลก การทำ Quarantine ปิดกั้นและสกัดไม่ให้ผู้ติดเชื้อหรืออยู่ในวิสัยจะติดเชื้อไม่ให้อยู่ติดหรือให้อยู่ออกจากคนส่วนใหญ่ และการสั่งห้ามเข้าออกเมืองที่ต้องสงสัยก็ทำได้รวดเร็ว แข็งขัน และทำโดยไม่หวั่นเกรงแต่น้อยต่อเรื่องผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ ก็จัดว่าทำได้ดีมาก เขามุ่งรักษาชีวิตผู้คนก่อนสิ่งอิ่นใดทั้งสิ้น การเร่งสร้างโรงพยาบาลพิเศษขนาดใหญ่ขึ้นมาในหลายเมือง อย่างเร่งด่วนก็จำเป็นมากและเขาทำกันได้อย่างรวดเร็ว แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าคนป่วยจะมีมากแค่ไหน เพราะระยะฟักตัวของไวรัสนี้สองอาทิตย์ ต้องรอดู  อาจมีผู้ป่วยจำนวนมาก หรือไม่มากเท่ากับเตียงที่กำลังติดตั้ง แต่เกินดีกว่าขาด ครับ

ผมคิดว่าท่าทีที่ถูกต้องขณะนี้ เราควรจะให้กำลังใจเขามากกว่า ในฐานะมิตรประเทศ ในอดีต ยามที่เราทุกข์จีนจะเคียงบ่าเคียงไหล่ช่วยเหลือและให้กำลังใจเราเสมอมา  มิตรนั้นมีไว้เพื่ออะไร ? ก็เพื่อช่วยเหลือและปลอบใจกันในยามทุกข์ นี่แหละสำคัญที่สุด บัดนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาวิพากษ์ ไม่ใช่เวลาที่จะกังวลแค่ผลกระทบที่จะตกมาถึงคนไทยและเมืองไทย !

เราควรจะแสดงออกถึงความห่วงใย อะไรที่นึกออก ช่วยเขาได้  ก็ช่วยให้เต็มที่ อุปกรณ์อะไรที่มีอยู่และเป็นที่ต้องการ ต้องส่งไปช่วย  กระทรวงสาธารณสุขเราน่าจะประชุมว่าจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง หน้ากากอะไรที่ใช้ได้ ส่งไปให้เขาด่วน ! ขอให้ตรุษจีนปีนี้เป็นตรุษจีน ที่ไทยช่วยจีนบ้างเถิด ! จีนกับไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน !

อนค.ลุ้นญัตติต้านรัฐประหาร ถูกตีตกหรือได้ไปต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนค.ลุ้นญัตติต้านรัฐประหาร ถูกตีตกหรือได้ไปต่อ

27 มกราคม 2563 – 12:30 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 432 ครั้ง

อนค.ลุ้นญัตติต้านรัฐประหาร ถูกตีตกหรือได้ไปต่อ

เมื่อวันท่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่เสียงไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจได้เกิดขึ้นที่ พรรคอนาคตใหม่ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาได้เกิดผลในด้านที่เป็นบวกต่อพรรคอนาคตใหม่อย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติต่อระบอบประชาธิปไตย ทำให้ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ประกาศต่อสาธารณะว่าจะเดินหน้าทำงานให้ประชาชนต่อทันที หนึ่งในนั้นคือการผลักดันแนวทางการต่อต้านการรัฐประหาร

แนวความคิดของปิยบุตรเริ่มได้รับการผลักดันจากส.ส.ของพรรคแล้วผ่านการเข้าชื่อเสนอเป็นญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้เหตุผลของการเสนอญัตติได้ระบุว่า “ตามที่ในปัจจุบันได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ใช้บังคับแล้ว และมีการดำเนินกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเพื่อออกจากระบอบรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กลับเข้าสู่ระบอบรัฐสภาอีกครั้ง ได้แก่ การจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รวมถึงการตั้งคณะรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามระบอบรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงมีความเปราะบาง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ในการป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะมาตรการจำกัดอำนาจของกองทัพซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในการลงมือทำรัฐประหาร ระบอบรัฐสภาที่ดำรงอยู่นี้จึงอาจถูกล้มล้างได้ทุกเมื่อหากมีการใช้อำนาจไปในทางที่ขัดหรือแย้งกับความต้องการของกองทัพ”

สำหรับญัตตินี้มีการเสนอโดย ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่รวม 42 คน ซึ่งได้เสนอเข้ามาสภามาแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 แต่ในการประชุมสภาที่มีจะมีขึ้นถึงสามวันระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม กำลังจะมีการพิจารณาญัตติดังกล่าว

‘คารม พลพรกลาง’ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ หนึ่งในผู้ลงชื่อร่วมเสนอญัตติให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะมาถึงนั้นญัตติดังกล่าวน่าจะได้รับการพิจารณา แต่ส่วนตัวแล้วยังไม่มั่นใจว่าที่ประชุมสภาจะเห็นชอบกับการให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลเป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมาก อีกทั้งญัตตินี้เนื้อหากระทบต่อกองทัพ

นายคารม ระบุว่า เหตุผลของการเสนอญัตติฉบับนี้ คือต้องการให้สภามาร่วมกันหาทางออกว่าประเทศไทยจะหลุดจากวงจรทางการเมืองได้อย่างไร ซึ่งเป็นวงจรที่วนอยู่กับการรัฐประหาร ยกร่างรัฐธรรมนูญ จัดเลือกตั้ง แล้วมารัฐประหารอีก โดยเป็นวงจรที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ญัตตินี้หากได้รับการพิจารณาของสภาและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาได้เป็นผลสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนเอง

“ยืนยันว่าการดำเนินการของพรรคอนาคตใหม่มีความต้องการเพียงอย่างเดียว คือ การหาทางออกให้ประเทศ จึงอยากให้ทุกฝ่ายรวมไปถึงรัฐบาลและกองทัพได้รับฟังความคิดเห็นจากสภา ซึ่งเชื่อว่าหากเปิดใจรับฟังแล้วจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว แต่หากถึงที่สุดแล้วเสียงข้างมากลงมติไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เรื่องเหล่านี้ก็จะได้รับการพิจารณาในคณะกรรมาธิการสามัญต่อไป ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ หรือ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนต่อไป” นายคารม กล่าว

อย่างไรก็ตามในการประชุม คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ก่อนการประชุมสภาในสัปดาห์นี้จะมีการหารือถึงญัตติดังกล่าว โดยมีความเป็นไปได้ที่จะมีมติไม่ให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ เพราะการรัฐประหารได้ผ่านมาเป็นเวลากว่า 5 ปี และคสช.หมดอำนาจไปแล้ว โดยอาศัยเทียบเคียงกับการไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 ที่เห็นว่ามาตรา 44 ไม่มีผลบังคับใช้แล้วเช่นกัน