คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412973?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563

27 มกราคม 2563 – 10:55 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,ไวรัสโคโรนา,บิ๊กโจ๊ก พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,นฤมล ภิญโญสินวัฒน์,โฆษกรัฐบาล
เปิดอ่าน 666 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวรตะลุยข่าว ขุดคุ้ยทุจริตคิดมิชอบมาบรรณาการคนอ่านมิได้ขาด 

00000 ฮัดเช้ย!!!! ออกตัวแรง จนถูกชาวเน็ตถล่มราบคาบกับโวรหารสำนวนของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข ว่า จะติดตั้งเครื่องตรวจไข้ที่ GATE หาสวรรค์วิมานอะไรในเมื่อไม่มีไฟลท์บินจากอู่ฮั่นแล้ว

00000 “พญาเสือ” จะบอกอะไรให้ คำว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ นั้นใช้ได้เสมอในยามที่บ้านเมือง “วิกฤติ” ไม่ว่าจะวิกฤติเรื่องอะไร จะเป็นการ “พิสูจน์” ว่า คนที่ภาพดีมาตลอด บรรดาชาวเน็ตชื่นชมในน้ำใจชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยการขับเครื่องบินไปส่งหัวใจ แต่งานนี้คงรู้แล้วล่ะว่า ใครตัวจริงใครตัวปลอม

00000 กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่รายงานสถานการณ์ ป้องกัน และควบคุมการแพร่ “ระบาด” ของโรคทุกโรค นั่นคือหน้าที่เอาความจริงมาบอกประชาชนและต้องไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ใช่ว่าปิดข่าวปิดความจริง

00000 “พญาเสือ” เอาใจช่วย เพราะเขาไม่ได้ด่าเฉพาะตัวรัฐมนตรี แต่ชาวบ้านชาวช่อง ด่าไปถึงนายกฯ ลุงตู่ ว่า รัฐบาล ไม่ได้มีมาตรการเชิงรุกออกมาเพื่อรับมือไวรัส “โคโรนา” เรื่องส.ส.พรรคภูมิใจไทย ไปเสียบบัตรแทนกันจนทำให้ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 63 สะดุด นั้นก็อีกเรื่องที่ ทำให้รัฐบาลซวนเซ พอมาเรื่อง ไวรัสโคโรนา กระหน่ำเข้าอีก งานนี้หาก ฝ่ายค้าน ทำงานเป็น ใส่ชื่อ “เสี่ยหนู” อภิปรายไม่ไว้วางใจอีกคนยังทัน “สารวัตรเหลิม” ว่าไง

00000 “พญาเสือ” เช็กข้อมูลเช็กไปเช็กมาปรากฏว่า การอภิปรายของ ฝ่ายค้าน ครั้งนี้ เน้นเล่นการเมืองอย่างเดียว บ่มีไก๊ คือเลือก ซักฟอกเฉพาะรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ โดยเอา 3 ป. เป็นหลัก เพียงเพื่อต้องการเปลี่ยนพรรคแกนนำจาก พรรคพลังประชารัฐ ไปเป็น เพื่อไทย เพราะ เพื่อไทย ไม่เอารัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าการบริหารของรัฐมนตรี 2 พรรคนี้มีหลายโครงการที่ “น่าสงสัย”

00000 “สารวัตรเหลิม” เดินตามแผน ทักษิณ คือ ทักษิณ ต้องการเล่นงาน คสช. และ พรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ขืนไปเล่นงาน พรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคภูมิใจไทย จะทำให้เสียมิตร คิดแค่นี้การอภิปรายก็แค่ “ปาหี่” ดีๆ นี่เอง

00000 แต่ รัฐบาลลุงตู่ ฝ่ายค้านยังไม่อภิปรายก็ทะเลาะกันเองเสียแล้ว เพราะการที่ นายกฯ ใช้อำนาจเซ็นย้าย “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ. ตรงไปประจำสำนักนายกฯ ตามความต้องการของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. อาจจะสุ่มเสี่ยงเรื่องจริยธรรมและคุณธรรม

00000 เท่านี้ยังไม่พอ “พญาเสือ” คิดว่าเรื่องใหญ่กว่าก็คือ ออกคำสั่งปิดปาก “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ ห้ามให้ข่าวห้ามให้ข้อมูลสื่อ นี่หมายความว่าอย่างไร สังคมจะเข้าใจว่า นายกฯ กลัวข้อมูลจาก “บิ๊กโจ๊ก” ที่มีเรื่องเดียวคือการจัดซื้อ “ไบโอเมทริกซ์” มันเกี่ยวอย่างไร หรือว่า “บิ๊กโจ๊ก” มีข้อมูลว่า คนใกล้ตัวนายกฯ มีเอี่ยว คนใกล้ตัวมีใครล่ะ นอกจาก สองเสธ.กับหนึ่งอาจารย์ งานนี่ “พญาเสือ” จะคอยดูว่า นายกฯ จะอุ้ม “บิ๊กแป๊ะ” ได้นานถึง กันยายน หรือไม่

00000 “พญาเสือ” ได้ข่าวว่าสัปดาห์ก่อน อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล นัดสื่อไปกินข้าวที่ กรุงเทพกรีฑา แล้วพรั่งพรูความในใจว่าโดนเล่นงาน โดน เลื่อยเก้าอี้โฆษกรัฐบาล พร้อม ใส่ร้าย ว่าเพราะ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเดียวกัน ต้องการ เก้าอี้โฆษกรัฐบาล

00000 ปัดโธ่! ทำไม อาจารย์แหม่ม ไม่สำรวจตัวเองว่าที่ผ่านมาทำหน้าที่โฆษกฯ เป็นหรือไม่เป็น แถลงข่าวจับประเด็นและมีรายละเอียดแค่ไหน นักข่าวทำเนียบเขาบ่นกันทุกคน แถลงลวกๆ เฉพาะหัวข้อ แล้ววิ่งกระหืดกระหอบตามลุงป้อมไปพรรค ทิ้งให้นักข่าวงงงวยเพราะได้รายละเอียดมติ ครม.ไม่ครบ

00000 มีคนหวังดีส่ง “อ้น” ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรค ที่มีดีกรีเป็น นักฎหมาย จับประเด็นเก่ง ชัดเจนในการให้ข่าว มาเป็นทีมเก็บข้อมูลให้ แต่ “อาจารย์แหม่ม” ทำเมินไม่สนใจ ไม่ใช้งานจน “อ้น” ต้องกลับไปทำงานที่พรรคเหมือนเดิม แบบนี้ “นายกฯ ลุงตู่” จะมามัว หูเบา กับเสียงออดอ้อน ว่าไม่เปลี่ยนตัวโฆษก ทั้งๆ ที่รัฐบาลทำงานแทบตาย มติ ครม.ดีๆ มีทุกอังคาร แต่สื่อสารไปไม่ถึงประชาชน หรือว่ารอให้เรือล่มจมน้ำตายกันหมด ก็เชิญ “พญาเสือ” ไม่อยากเป็น ส. ใส่เกือก 00000

เตือนภัยรัฐบาล ลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

27 มกราคม 2563 – 10:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สีจิ้นผิง,ไวรัสโคโรนา
เปิดอ่าน 1,034 ครั้ง

เตือนภัยรัฐบาล ลุงตู่  คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…  สถิตย์ ธรรม

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเผชิญภัยธรรมชาติและภัยทางการเมือง ตามมาด้วยโรคอุบัติภัยใหม่ ภัยแรกส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเริ่มเห็นภาพชัดเจนถึงวันนี้ กรณีของภาวะ ภัยแล้ง ต่อมา สถานการณ์ ฝุ่นพิษ เริ่มแผลงฤทธิ์ สอดแทรกด้วย ภัยการเมือง กระหน่ำซ้ำ เมื่อเกิดเหตุส.ส.เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563

อ่านข่าว…   สรุปยอดเสียชีวิตไวรัสโคโรน่าพันธุ์ใหม่56 -ติดเชื้อกว่า 2 พัน

ถือเป็นภัยร้ายแรงทางการเมืองอาจส่งผลให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส.ส.เข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นฉันท์ใด…”คิดแล้วเสียววุ้ย!!!”

มิพักกล่าวถึงสองส.ส.พรรคภูมิใจไทย กระทำการเสียบบัตรแทนกัน พรรคภูมิใจไทยจะพิจารณาลงโทษอย่างไร กระนั้นมีคนยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้พิจารณาสอบสวนแล้ว อย่าลืมว่าพฤติกรรมเสียบบัตรแทนกันเป็นความผิดทางอาญา โดยป.ป.ช.เคยสรุปสำนวนยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ดังนั้นสองส.ส.ภูมิใจไทยต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนอดีตส.ส.ยุคยิ่งลักษณ์ที่เคยถูกดำเนินคดีหรือไม่ นี่จึงเป็นอีกเรื่องกำลังเป็นตราประทับสีเทา “รัฐบาลลุงตู่”

เล่าซะยาวเดี๋ยวพลาดภัยสำคัญ นั่นคือภัยจากโรคอุบัติใหม่สร้างความหวาดหวั่นทั่วโลก จากกรณีการแพร่ระบาดของโรคปอดสายพันธุ์ใหม่ หรือ “ไวรัสโคโรนา” เท่าที่มอนิเตอร์สถานการณ์แพร่ระบาดในจีนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเขียนต้นฉบับเสียชีวิตเกิน 40 ราย ประเด็นสำคัญมีการแพร่ระบาดไปยังประเทศในทวีปเอเชีย อาเซียน ยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลีย

เฉพาะ ประเทศไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อ 5 ราย ในจำนวนนั้นมีคนไทย 1 ราย แต่ทั้งหมดได้รับการรักษาอาการดีขึ้น ไม่มีอาการรุนแรงวิกฤติ อย่างไรก็ตามมีรายงานเข้ามาอีกพบผู้ป่วยที่ จ.เชียงใหม่ กระบี่ หัวหิน ต้องติดตามดูอาการก่อนจึงจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้ป่วยจาก “ไวรัสโคโรนา” หรือไม่

ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่รัฐมนตรีไปจนถึงอธิบดี ยืนยัน “เอาอยู่” ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ในสถานการณ์ของการเสพข่าวบนโลกโซเชียลออกอาการเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว เห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ออกไปทางโจมตีรัฐบาลว่าไม่เห็นทำอะไรเลย

…สถิตย์ ธรรม… ไม่ได้ปกป้องรัฐบาลแต่อยากเล่าในฐานะติดตามการทำงานรัฐบาลชุดนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำถามในลักษณะเจือปนความโกรธเกลียดทางการเมืองเข้ามาด้วยจนแทบหาสาระข้อเท็จจริงไม่ได้ หรือเรียกว่าด่าอย่างเดียว บ่นลอยลมอย่างไร้เหตุผลอะไรทำนองนั้น

ครั้นสื่อนำเสนอมาตรการสกัดการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาตามแบบฉบับของ “สีจิ้นผิง” ผู้นำจีนที่ออกมาตรการเข้มงวดตั้งแต่ห้ามชาวจีนเที่ยวทั่วโลก ส่งกองกำลังทหารควบคุมพื้นที่อู่ฮั่น ประกาศบังคับใช้กฎหมายขั้นสูงสุดใครฝ่าฝืนมาตรการใดมาตรการหนึ่งจะมีโทษตั้งแต่ติดคุกตลอดชีวิตไปจนถึงอนุญาตให้วิสามัญฆาตกรรมได้

ก็ยิ่งเข้าทางคนที่ติดโรคคลั่งการเมือง มองอะไรเป็นการเมืองไปหมดได้ทีนำมาเทียบเคียง “ลุงตู่” ว่าคิดได้แบบผู้นำจีนบ้างมั้ย ทั้งๆ ที่บริบทแตกต่างอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ก็แตกต่าง ระดับความรุนแรงก็ต่างกัน

อีกอย่างโดยข้อเท็จจริงรัฐบาลดำเนินมาตรการติดตามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง มีการจัดสถานที่การควบคุมผู้ติดเชื้อ เมื่อวานนี้รัฐมนตรีสามกระทรวง ทั้งสาธารณสุข คมนาคม และการท่องเที่ยวและกีฬา มีการประชุมมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ฝุ่นพิษ มาถึงกรณีการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา รัฐบาลออกมาตรการระยะเร่งด่วนไปถึงระยะยาว อย่างกรณีปัญหาฝุ่นพิษ จัดทำรายงานเป็นวาระแห่งชาติเล่มหนา ซึ่งมีผู้เข้าไปติดตามให้ความสนใจสักกี่มากน้อยตรงนี้ก็ไม่ทราบ

เอาล่ะ ประเด็นปัญหาน่าจะมาจากขาดการประชาสัมพันธ์ในระดับเข้มข้นไม่ทันใจนักเลงคีย์บอร์ด อีกประการขาดการแสดงบทแอ็กชั่นผ่านหน้าจอกระมัง ว่ากันว่ารมต.บางรายเหมือนเป็นบุคคลสูญหายไปจากครม.ทีเดียว จึงทำให้ผู้คนที่ชิงชังรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว ระบายความรู้สึกมาก่อนข้อเท็จจริงว่า “รัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย”

อีกอย่าง “ลุงตู่” อาจไม่ถนัดสวมบทพรีเซ็นเตอร์ เหมือนผู้นำบางคนที่ออกมารับประทานไก่โชว์ ว่าปลอดภัยในช่วงโรคไข้หวัดนกระบาดในไทยก็เป็นได้

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412970?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

27 มกราคม 2563 – 10:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โมฆะ,งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563
เปิดอ่าน 13,756 ครั้ง

งบ 63 โมฆะ เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน

แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของฉายา “ศรีธนญชัยลอดช่อง” จะออกมาให้ความมั่นใจว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะไม่เป็นโมฆะจากกรณีที่ส.ส.เสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างกฎหมายวาระ 2 เพราะมีช่องทางอื่นที่สามารถให้กฎหมายไปต่อได้

อ่านข่าว…  ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ

แต่หากฟังความเห็นจากนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะพบว่างบประมาณปี 2563 มีอาการน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ นายชวน ไม่ได้ฟันธงว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ประธานสภาพุ่งไปที่พฤติกรรมของส.ส.ว่าการเสียบบัตรแทนกันไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามถือว่าผิด ซึ่งนั่นตีความได้ว่าหากกระบวนการตรากฎหมายเป็นไปอย่างมิชอบ แล้วกฎหมายจะมีความชอบได้อย่างไร

เรื่องดังกล่าวนี้ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงกับกุมขมับ เพราะงบประมาณปี 2563 นั้น ควรจะถูกใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 แล้ว แต่ก็ล่าช้าล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน เดิมคาดว่าอาจจะได้ใช้กันในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ถ้าเป็นโมฆะหรือยืดออกไปเพื่อรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จ่ายงบประมาณกันเมื่อใด

ตลอด 5 เดือนในการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำกับคณะรัฐมนตรีเสมอว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา จึงขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบกลางรายการสำรองการเบิกจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2562 ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและร่อยหรอลงทุกวัน

หลายครั้งที่ “บิ๊กตู่” พยายามเบรกพรรคร่วมในการขออนุมัติงบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แม้เข้าใจดีว่าทุกพรรคจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีเงินจึงขอให้รอ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ประกาศใช้เสียก่อน

เมื่อลงพื้นที่ต่างจังหวัด “พล.อ.ประยุทธ์” พูดกับประชาชนเสมอว่า ขณะนี้งบประมาณปี 2563 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา ทำให้รัฐบาลยังไม่มีเงินเพียงพอที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นจึงขอให้กฎหมายประกาศใช้เสียก่อน รัฐบาลจะดูแลทุกคนอย่างดี โดยไม่เลือกว่าจะเป็นคนพื้นที่ใด

อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณนั้นมีให้เห็นอยู่แล้วในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่สามารถเริ่มโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรถูกเบรก รัฐไม่สามารถลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ เอกชนไม่กล้าลงทุน เป็นต้น

นั่นทำให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อเตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ได้ ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็คงกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศโดยรวม เพราะงบประมาณตอนนี้ก็ถือว่าล่าช้าอยู่แล้ว ถ้าเลื่อนออกไปอีกก็จะยิ่งช้ากว่าเดิม ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ล่าช้าน้อยที่สุด ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนในระบบ

สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ที่ไม่สามารถโตได้เต็มศักยภาพ ส่วนสำคัญมาจากยังไม่มีงบประมาณปี 2563 เข้ามากระตุ้น เอกชนไม่กล้าลงทุน จึงส่งผลให้หลายภาคส่วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า และหากงบประมาณปี 63 เป็นโมฆะจริง ย่อมเดือดร้อนกันทั้งแผ่นดิน เรียกว่ายิ่งนานยิ่งเดือดร้อนกันทั้งประเทศ

ไผเป็นไผ ‘3 ส.ส.’ เสียบบัตรเอื้ออาทร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ ‘3 ส.ส.’ เสียบบัตรเอื้ออาทร

27 มกราคม 2563 – 09:05 น.
เสียบบัตรแทนกัน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ภริม พูลเจริญ,ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ
เปิดอ่าน 3,655 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27 ม.ค.63

***************************

กรณีมีคลิปภาพเสียบบัตรแทนกัน โดยอ้างว่า ส.ส.ภูมิใจไทย คนหนึ่งถือบัตรลงคะแนนในมือมากกว่าหนึ่งใบ (เหตุเกิด 8 มกราคม 2563) อีกคลิปหนึ่งมี ส.ส.หญิง พรรคพลังประชารัฐ วางบัตรลงคะแนนบนโต๊ะ 2 ใบ (เหตุเกิด 10 มกราคม 2563) ระหว่างการประชุมพิจารณางบประมาณ

กรณีหลัง ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ออกแถลงข่าวยืนยันว่าเป็นการกดบัตรช่วยเพื่อน ส.ส. คือ ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เพราะช่องเสียบบัตร มีจำนวนจำกัด

อย่างไรก็ตามทั้งสองกรณีดังกล่าวต้องรอการสอบข้อเท็จจริงจากสภาผู้แทนฯ เสียก่อน เพราะห้องประชุมของวุฒิสภา ที่สภาผู้แทนฯ ยืมใช้ก่อน ก็มีปัญหาช่องเสียบบัตรไม่พออยู่แล้ว

อ่านข่าว-จี้ ส.ส.ยืดอกรับผิดเสียบบัตรแทน แสดงสปิริต

สาวด่านสำโรง

การเมืองไทยในนาทีนี้ไม่มีอะไรที่ร้อนแรงเท่ากับเรื่องกรณีกดบัตรแทนกันนั้น สืบเนื่องมาจากทีมข่าวช่อง 7 HD ที่ไปติดตามทำข่าว 4 วันของพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2563 ได้พบภาพ ส.ส.ถือบัตรลงคะแนนอยู่ในมือมากกว่า 1 ใบ บางคนก็เห็นชัดๆ ว่า เสียบบัตรลงคะแนนมากกว่า 1 ครั้ง

ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ

ภาพที่ชัดหน่อยก็หนีไม่พ้นภาพ ส.ส.ภริม พูลเจริญ กดปุ่มลงคะแนน และนำบัตรที่เสียบคาไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ก่อนจะนำบัตรอีกใบเสียบเข้าไป และกดปุ่มอีก 1 ครั้ง

ส.ส.หญิงหน้าใหม่ ภริม พูลเจริญ” จากสนามเลือกตั้งเขต 3 อ.เมืองสมุทรปราการ (เฉพาะตำบลบางเมืองใหม่ ตำบลเทพารักษ์ และตำบลสำโรงเหนือ) แต่เธอก็เป็นคนหน้าเก่าของสภา อบจ.สมุทรปราการ เพราะเป็น ส.จ.ปากน้ำมาแล้ว 2 สมัย

สมัยเป็นดาวสภา อบจ.ปากน้ำ

“ภริม” เป็นลูกสาวของศุภัช พูลเจริญ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลด่านสำโรง และภรภัทร พูลเจริญ ประธานกลุ่มสตรีเทศบาลตำบลด่านสำโรง แวดวงการเมืองท้องถิ่นแถวปากน้ำจึงรู้จักตระกูล “พูลเจริญ” และตัวของภริมเป็นอย่างดี

เหนืออื่นใดทั้งบิดาและตัวของสาวภริม สังกัดกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า ภายใต้การนำของชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

หนุ่มโคราช

จากกรณีเสียบบัตรเอื้ออาทร “ภริม” ส.ส.ปากน้ำ บอกว่า ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ” ที่อยู่ในห้องประชุมได้นำบัตรของตัวเองมาให้เธอกดลงคะแนนเพราะไม่สามารถเข้าไปที่นั่งเพื่อกดบัตรคะแนนด้วยตัวเองได้

ส.ส.ทวิรัฐ ยืนยันว่า การลงคะแนนได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของตนเอง เพียงได้ไหว้วานให้เพื่อน ส.ส.ช่วยกดแทน เนื่องจากระบบการลงคะแนนไม่เอื้ออำนวย

ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ

รัตนเศรษฐแฟมิลี่” มีหนุ่มหล่อ คนถูกพูดถึงมากที่สุดคือพี่ชายคนโต “แบงก์” อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.โคราช สมัยที่ เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ส่วนน้องชาย “คลัง” ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็นวิปรัฐบาล ทำงานร่วมกับบิดา-วิรัช ประธานวิปรัฐบาล

“วิรัฐ รัตนเศรษฐ” ประสบความสำเร็จกวาด ส.ส.โคราช ได้ 4 เขต 4 คน ได้แก่ทัศนียา รัตนเศรษฐ (ภรรยาวิรัช) ส.ส.เขต 7, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.เขต 6, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.เขต 4 และทัศนาพร เกษเมธีการุณ (น้องสาวภรรยาวิรัช) ส.ส.เขต 8

ต้องรอดูฝีมือวิรัช เที่ยวนี้จะฝ่ามรสุมเสียบบัตรแทนกันไปได้หรือไม่?

คนดัง “ซารัมย์”

แม้จะมีภาพที่ทีมข่าวช่อง 7 HD บันทึกไว้ได้กรณีของสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ถือบัตรลงคะแนนอยู่ในมือ 2 ใบ แต่ใช้บัตร 1 ใบเสียบเข้าไปที่ช่องเพื่อลงคะแนน แต่ทีมข่าวช่อง 7 ได้ชี้แจงว่า ภาพที่นำมาให้ชมนั้นไม่ได้บอกว่าเป็นการลงคะแนนแทนกัน

สมบูรณ์ ซารัมย์” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น เป็นพี่ชายของ โสภณ ซารัมย์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ในการเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ ปี 2562 จำนวน ส.ส.ลดไป 1 คน โสภณในฐานะแม่ทัพเลือกตั้งค่ายสีน้ำเงิน จึงส่งพี่ชายลงสมัคร ส.ส.เขต 3 ส่วนตัวเขาเองขยับลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 4

สองพี่น้อง ‘ซารัมย์’

ผลเลือกตั้ง สมบูรณ์ ซารัมย์ ชนะคู่แข่งขาดลอย ได้เป็น ส.ส.เขต 3 เช่นเดียวกับน้องชาย-โสภณ ได้เป็น ส.ส.เขต 4 อีกสมัยแบบไม่ยากเย็น

เที่ยวนี้เก้าอี้รัฐมนตรีมีจำกัด โสภณจึงให้น้องๆ ในเครือข่าย “บ้านใหญ่ศิลาชัย” เป็นเสนาบดี และตัวเขาเองก็ทำโครงการบ้านสวน Fruit&Garden ที่ อ.ลำปลายมาศ

นักการเมืองสไตล์เซราะกราวของแท้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะเลยไม่ห่วงเรื่องพี่ชายเท่าไหร่

โจรปล้นทองลพบุรี ใจโหดผิดธรรมดา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412964?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจรปล้นทองลพบุรี ใจโหดผิดธรรมดา

27 มกราคม 2563 – 08:47 น.
ชิงทองลพรุี,ผอกอล์ฟ,ไซโคพาธ
เปิดอ่าน 1,769 ครั้ง

โจรปล้นทองลพบุรี ใจโหดผิดธรรมดา คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

         ทันทีที่ตำรวจจับโจรปล้นทองที่ลพบุรีได้ คดีก็กลายเป็นข่าวใหญ่ทันทีและมีจดหมายทุกสายทางส่งมายัง ‘ดับเครื่องชน’ แสดงความเห็นมากมาย

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอมาเพื่อจะได้ทราบว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้จิตใจเหี้ยมโหดฆ่าคน-ฆ่าเด็ก-ฆ่าผู้หญิง เหมือนผักปลาเช่นนี้

อ่านข่าว
เปิดประวัติ ผอ.รร. ปล้นทอง เป็นลูก ตร. เผยที่มาปืนใช้ก่อเหตุ

ที่ช็อกความรู้สึกก็คือโจรคนดีมีพื้นฐานครอบครัวดี ฐานะไม่เดือดร้อนตำแหน่งหน้าที่การงานดี เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียน

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อก่อคดีปล้นทองแล้วยังไปทำหน้าที่ทุกอย่างแบบหน้าตาเฉย โดยร่วมกิจกรรมทุกอย่างในวันเด็ก-วันครูเป็นปกติ แสดงว่าจิตใจไม่ปกติจริงๆ

ก่อนอื่น ‘ดับเครื่องชน’ ขอชื่นชม-ชมเชยตำรวจทุกคนที่ร่วมคลี่คลายคดีและสามารถจับกุมคนร้ายได้ในเวลาอันรวดเร็วและที่สำคัญคือไม่ผิดตัวหรือจับแพะเพราะของกลางต่างๆ มัดตัวชัดเจนตามภาษาตำรวจเรียกว่าจำนนด้วยหลักฐาน

เบื้องหลังรายละเอียดการจับกุมครั้งนี้จะมีรายงานข่าวมาให้ทราบแล้วและผลงานชิ้นโบแดงนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจไทยดีขึ้นเยอะเพราะปกติมีแต่ข่าวลบตลอด

    จดหมายต่อไปนี้คงจะทำให้ประชาชนอุ่นใจและขอให้ตำรวจเป็นต้นน้ำแห่งที่พึ่งของคนไทย
อ๊อด เทอร์โบ

คดีแห่งปีหนูไฟ
ชื่นชมการทำงานตำรวจ

เป็นคดีที่บอกตรงๆ ว่ารู้สึกแนวทางการสืบสวน ดูหว่านแห ไร้ทิศทาง ดูสิ้นหวังในตอนต้น แต่สุดท้ายก็จับได้เสียที กับคดีคดีสะเทือนขวัญรับปีหนูไฟ อย่างคดีคนร้ายบุกเดี่ยว “กราดยิง–ชิงทอง” ในห้างสรรพสินค้า จ.ลพบุรี แม้ตอนนี้จะจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ได้แล้วและมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อย หลายคนก็คงได้ติดตามกัน

แต่สิ่งที่สังคมอยากรู้อย่างมากก็คือสาเหตุอะไรที่ทำให้ลงมือสังหารโหดประชาชนบริสุทธิ์จนเสียชีวิตถึง 3 ราย ซึ่งมีเด็กน้อยวัยเพียง 2 ขวบรวมอยู่ด้วย และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 ราย เพราะดูเหมือนทุกคำให้การย้อนแย้งกันไปหมด

คำให้การของผู้ต้องหาจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่เชื่อในคำให้การบางส่วน และจะเค้นสอบอย่างละเอียดเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าคำให้การของผู้ต้องหาจะไม่ถูกใจคนส่วนใหญ่หรือมองว่าดูจะขัดแย้งกับหลายๆ สิ่งไปมาก แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของบุคคลที่มีการพูดถึงมาก ก็คือสภาพจิตใจของคนร้ายที่เรียกว่าโหดเหี้ยมเกินกว่าคนปกติ จนมีการวิเคราะห์ว่าโจรโฉดปล้นทองรายนี้อาจเข้าข่ายผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางบุคลิก หรือที่เรียกว่า “ไซโคพาธ” ซึ่งไม่ใช่ชื่อโรคแต่เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม

“บุคลิกต่อต้านสังคม” หมายถึง คนจำพวกที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม เป็นคนกลุ่มที่ถูกหล่อหลอม หรือมีประสบการณ์จากการกระทำที่ผิดๆ มาตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ทำร้ายสัตว์มาโดยไม่มีใครอบรมสั่งสอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จนเขาเติบโตด้วยความเข้าใจผิดว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องปกติ

การแกะรอยหาเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้นั้นขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมไปถึงประชาชนชาวบ้านที่ให้ความร่วมมือ ช่วยแจ้งเบาะแสผู้ต้องสงสัยต่างๆ
จันทรา (ลพบุรี)

 เรื่อง โจรในคราบครู
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านสร้างความช็อกให้คนในสังคมไทยเมื่อพบว่าผู้ก่อเกิดเหตุปล้นทองที่ จ.ลพบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัย 2 ขวบโดนลูกหลงเสียชีวิตด้วย เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.สิงห์บุรี

แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้น หลังเกิดเหตุปล้นทอง 2 วัน ยังพาภรรยาไปเที่ยววันเด็ก และในวันที่ 16 มกราคม ผอ.กอล์ฟ ร่วมทำกิจกรรมวันครู ลงสนามแข่งขันกีฬาสีของโรงเรียนอย่างสนุกสนาน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใช้ชีวิตได้ปกติเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สากับ 3 ชีวิตที่ต้องสังเวยกับการกระทำอันเหี้ยมบ้างเลยหรือไง ครูดีๆ ในสายตาเด็กๆ กลายเป็นคนร้ายที่โหดเหี้ยม คิดไม่ถึงเลยจริงๆ แล้วอะไรเป็นแรงจูงใจของการก่อเหตุสะเทือนขวัญเพราะดูจากโปรไฟล์แล้วก็มีชีวิตดี ใช้ของหรู แถมยังมีครอบครัวที่ดี

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมมีความกังวลใจมากกับภาพลักษณ์อาชีพครูและผู้บริหารโรงเรียน ในฐานะที่เป็นครูด้วยกัน อย่างน้อยคนเป็นครู เป็นผู้บริหารโรงเรียนต้องมีความผูกพันกับเด็ก มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความเมตตา เป็นแม่พิมพ์ของชาติ อบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเสียเอง

ขอเตือนสตินักเลงคีย์บอร์ดที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กของโรงเรียนกันเป็นจำนวนมาก ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่มีผู้นำเป็นโจร ได้โปรดใช้สติกันนิดนึง อย่าใช้โรงเรียนเป็นที่ระบายอารมณ์เพราะคนที่ได้รับผลกระทบก็คือเด็กๆ และครูท่านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แค่นี้พวกเขาก็เจ็บปวดมากพอแล้ว

ผมขอเป็นกำลังใจให้ครูทุกท่านและนักเรียนทุกคนครับ ขอให้ผ่านเรื่องร้ายๆแบบนี้ไปได้ ขอให้เพื่อนครูทุกคนทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ ดูแลเด็กให้ได้รับการศึกษา สู้เพื่อลูกๆ นักเรียนของเราต่อไป
วิทยา (เมืองสิงห์)

ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา

27 มกราคม 2563 – 08:39 น.
ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 183 ครั้ง

ลดฝุ่นพิษเริ่มจากตัวเรา บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงประชาชนในเรื่องมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 มีพระบรมราโชบายให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการจัดสร้างเครื่องบำบัดอากาศที่มีมลพิษและฝุ่นขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ต้นแบบ จำนวน 4 เครื่อง ให้ติดตั้งในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่คนไทย ขณะที่หลายฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลได้ออกมาตรการป้องกันและเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยของคนไทยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของฝุ่นพิษดังกล่าว ซึ่งนับวันจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นหนักในช่วง 2-3 เดือนในทุกต้นปี จากที่ผ่านมาเราอาจจะละเลยไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจัง โดยล่าสุดรัฐบาลได้เห็นชอบในขั้นต้นให้มีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองปี 2562-2567

อ่านข่าว… 6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5

หากมองย้อนกลับไปราว 2 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มีการหาเครื่องไม้เครื่องมือและแผนเตรียมการป้องกันโดยตลอด สิ่งสำคัญคือต้องสร้างการรับรู้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะห้ามเผาไร่นา แล้วจะกำจัดตอซังอย่างไร รัฐบาลก็ต้องหามาตรการเสริมลงไป มีอย่างเดียวถ้าไม่เผาตอซังก็เอารถไปไถไปขุดรากถอนโคนให้ ส่วนเรื่องการเผาไร่อ้อยบางบริษัทก็ทำดีจัดเครื่องมือไปช่วยตัดอ้อยส่งโรงงานโดยไม่ต้องเผา และวันนี้ก็ลดการรับซื้ออ้อยที่เผาลงในระดับหนึ่งจนสามารถแก้ปัญหาลงไปได้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเข้มงวดกับโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งในเรื่องของการปลดปล่อยมลภาวะไม่ให้เกินค่ามาตรฐาน ที่ไหนต้องปรับปรุงก็ปิดปรับปรุงให้เรียบร้อย เมื่อดีขึ้นค่อยเปิดทำงานต่อในส่วนของยานพาหนะก็ได้มีการเข้มงวดทั้งการตรวจสอบ รวมถึงการตั้งด่านจับรถทุกคันที่มีความควันดำ ไม่ว่าจะรถกี่ปีก็ว่ากันไป ตอนนี้จับทุกคัน ห้ามวิ่ง หยุดวิ่ง

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณายกระดับมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติ มีการตั้งวอร์รูมและคณะทำงานแจ้งค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ให้ประชาชนได้รับรู้เป็นรายชั่วโมง พร้อมทั้งเข้มงวดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบควันดำ การเผาในที่โล่งทั้งของชาวไร่ชาวนา รวมถึงมาตรการควบคุมให้บริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า แก้ไขปัญหาการจราจรจากการก่อสร้างเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง โดยจะกำกับให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมีบทลงโทษที่รุนแรงและเข้มงวด โดยให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนในกทม. เป็นผู้ว่าฯ กทม. และกรมต่างๆ ของรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการและให้การสนับสนุนขับเคลื่อนตามแผนวาระแห่งชาติ

ปรากฏการณ์ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่กำลังบั่นทอนสุขภาพของคนไทยให้ตายแบบผ่อนส่งทุกวันนี้ กลายเป็นวิกฤติที่คนไทยต้องเผชิญความเสี่ยงในทุกๆ ปีถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสุขภาพของตนเอง ทุกมาตรการที่ทำต่อเนื่องกันมาจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นเข้มงวดทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านการเกษตร อุตสาหกรรมรถยนต์ หรือเคมีภัณฑ์ต่างๆ ต้องไม่สร้างปัญหาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หลายประเทศตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมและมีมาตรการเข้มงวดมานานแล้ว ซึ่งบ้านเราเองแม้จะเริ่มช้าแต่ก็ยังดีกว่ารอยาแรงหรือไม่ทำอะไรเลย ที่สำคัญการแก้ปัญหานั้นควรจะเริ่มจากตัวเราเองจะดีที่สุดเหมือนกับการรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ หากเราจัดการสิ่งแวดล้อมในทิศทางที่ถูกต้อง ก็จะสามารถฝ่าวิกฤติมลพิษทางอากาศได้ เพื่อสุขภาวะที่ดีและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคม

วิถีชีวิตคนในสภาอยู่ห้องแอร์ใครคิดว่าสบาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิถีชีวิตคนในสภาอยู่ห้องแอร์ใครคิดว่าสบาย

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
วิถีชีวิตคนในสภา,งบประมาณ63
เปิดอ่าน 504 ครั้ง

วิถีชีวิตคนในสภาอยู่ห้องแอร์ใครคิดว่าสบาย คอลัมน์…  SPECIAL WEEKEND

แม้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าการพิจารณางบประมาณครั้งนี้เป็นที่กล่าวขานกันพอสมควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณางบประมาณมาจากภาษีของประชาชนอย่างจริงจัง

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันพอสมควร คือ งบประมาณในส่วนของรัฐสภา ตามมาตรา 30 จำนวน 5,032,221,400 บาท เพราะในการอภิปรายของส.ส.ในครั้งนั้นได้นำปัญหาของรัฐสภาตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบมาตีแผ่กลางสภาเพื่อให้สาธารณะได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็น ‘อาหารการกิน-สภาพอากาศ-สวัสดิการความเป็นอยู่’

เริ่มที่ “ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม” ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงสภาพอาหารการกินที่ย่ำแย่ถึงขั้นมี ส.ส.ท้องเสียว่า “เรื่องของอาหารที่นำมาบริการให้ ส.ส.ในสภาก็มีปัญหา มีหลายคนกินแล้วท้องเสีย อยากให้ช่วยกันคัดกรองบ้าง อย่างข้าวต้มบางทีมีแต่หัวไชโป๊ พวกเราทำงานหนักนะครับ โดยเฉพาะท่านประธาน อาหารต้องดูหน่อย”

ถึงขั้นที่ “วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล” รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ต้องชี้แจงว่า “คณะกรรมาธิการวิสามัญได้เข้าไปตรวจสอบพอสมควร อย่างเรื่องอาหารเป็นหนึ่งเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาก เช่น เรื่องอาหารไม่เพียงพอ ทางเลขาฯ สภาก็รับว่าจะไปดำเนินการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ก็ยังพบว่ามีหลายคนท้องเสียเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร คิดว่าเรื่องนี้ทางสภาต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เป็นเรื่องสุขภาพของคนทำงานในสภา”

ไม่เพียงเท่านี้ เรื่องคุณภาพอากาศภายในสภาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ไปจนถึงความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่รัฐสภา ก็เป็นวาระสำคัญที่มีการพูดกันในสภาเช่นกัน โดยต้องการให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตด้วย

วรวัจน์ ระบุว่า “คุณภาพอากาศภายในสภาก็ไม่ค่อยดี เราใช้ชีวิตที่นี่กันมาก ผมว่าคณะกรรมาธิการกิจการสภา อาจต้องไปหารือกันในภาพรวม เพราะเป็นปัญหามาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าไร สำหรับการจ้างงานนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ให้ความเห็นแล้วว่าฝ่ายบริหารและตุลาการได้ปรับปรุงและพัฒนาไปมาก แต่ฝ่ายนิติบัญญัติค่อนข้างน้อย ไม่มีแรงจูงใจ คิดว่าเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ต้องมาหารือร่วมกัน ถึงเวลาต้องปรับปรุงใหม่แล้ว ในเรื่องอาคารสถานที่ ถ้าถามว่าผิดหวังหรือไม่กับความเรียบร้อย ก็ยังผิดหวังอยู่ พวกเราก็พูดคุยกันตลอดแต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขและล่าช้าไปพอสมควร”

เช่นกันกับ “ธีรัจชัย พันธุมาศ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการสภาพิจารณาเพิ่มค่าแรงให้แก่เจ้าหน้าที่บางกลุ่มงานด้วย ภายหลังมีระดับที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ

“ผมได้รับฟังคำร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ให้บริการเครื่องดื่มแก่ ส.ส. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสต โดยพบว่าการจ้างของสภาผู้แทนราษฎรให้เงินเดือนค่อนข้างต่ำ เดือนละ 9,000 บาท ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล เราเป็นหน่วยงานนิติบัญญัติ เป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศ แต่การจ้างงานต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน ผมขอเรียนว่าขอให้สภาดูแลเจ้าหน้าที่ของเราด้วย และได้พัฒนาปรับปรุงการจ้างงานให้ไม่ต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน” ธีรัจชัย กล่าวเรียกร้อง

ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยจะเดือดร้อนกับสารพัดปัญหาเท่านั้น เพราะแม้แต่สวัสดิการของ ส.ส. โดยเฉพาะกลุ่มอดีต ส.ส. ก็ประสบกับปัญหาหนักหน่วงไม่ต่างกัน ด้วยเหตุที่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเงินกองทุนเพื่ออดีตสมาชิกรัฐสภา ที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือด้านสวัสดิการให้แก่อดีตสมาชิกรัฐสภากลับถูกลดลงไปมากกว่า 50%

โดย ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาหลายสมัย ได้อภิปรายถึงเรื่องนี้ว่า “เมื่อ 5 ปีที่แล้วมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นประธานกมธ.กิจการสภา ก็พยายามทำเรื่องช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาผ่านกองทุนช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา แต่เงินกองทุนนี้ในระหว่างที่มีการรัฐประหารกลับลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะเมื่อมีการยึดอำนาจแล้วการเมืองก็เปลี่ยน ขณะนี้ทราบมาว่าอดีต ส.ส.เรียกร้องขอให้ช่วยเหลือ จึงอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเงินกองทุนนี้ด้วย”

แต่กระนั้นปัญหาภายในของสภาก็ไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะถึงจะจบการอภิปรายงบประมาณแล้ว แต่เมื่อเข้าสู่การประชุมสภาวาระปกติเมื่อวันที่ 16 มกราคม ปรากฏว่า ส.ส.ก็ยังนำปัญหามโนสาเร่ในสภามาตีแผ่กลางสภาเช่นกัน อย่าง “นพพล เหลืองทองนารา” ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ก็ได้อภิปรายว่า “อยากฝากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้เข้าไปตรวจดูแลความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่ดูแลความเรียบร้อยตามจุดต่างๆ ด้วย อย่างพัดลมก็คอหักต้องเอาขวดไปเหน็บไว้ สภาเราหมื่นสองพันล้านบาท แต่ใช้พัดลมอย่างนี้ บางตัวก็ไม่มีฝาครอบ หรือบางตัวพัดลมไม่หมุนเพราะเมื่อเปิดสวิตช์แล้วก็ต้องเอามือไปหมุนก่อน มันเกินไปนะครับ รบกวนด้วยครับ”

“นอกจากนี้ อยากให้มีกฎระเบียบในการจอดรถภายในสภาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการรอรับ ส.ส. หรือรอรับรัฐมนตรี เพราะชอบไปจอดรอกันตรงทางขึ้น สร้างความลำบากให้แก่รถที่ตามมาข้างหลัง และที่สำคัญอยากให้คนขับรถช่วยกันจอดรถให้เป็นจุดด้วย และรักษามารยาท มิเช่นนั้นจะดูไม่ดีแล้วจะพลอยเสียกันไปด้วย”

          จากการอภิปรายของ ส.ส.ที่ใส่สูทเดินเข้าสภานั่งในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ยังมีปัญหาขนาดนี้ ลองคิดดูว่าประชาชนตาดำๆ หาเช้ากินค่ำที่มีรายได้แบบเดือนชนเดือน จะเดือดร้อนขนาดไหน

6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412668?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
พีเอ็ม 25,มลพิษ,ฝุ่นละออง
เปิดอ่าน 556 ครั้ง

6 โรดแม็พ ฝ่าวิกฤติ พีเอ็ม2.5 คอลัมน์… อินไซด์ ครม.

ยังอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงสำหรับปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการควบคุมปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.นราธิวาส ได้มีมติให้ยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤติ

ภายหลังคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ได้ประชุมครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 มีมติให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการโดยเร่งด่วน 6 แผนดังนี้ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกข้อบังคับเพิ่มเติมเพื่อขยายเขตพื้นที่จำกัดรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ห้ามเดินรถเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครจากวงแหวนรัชดาภิเษก ขยายเป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก และออกข้อบังคับหรือระเบียบตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เพื่อห้ามรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เข้ามาในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครในวันคี่ ระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563 สำหรับวันคู่ให้เข้าได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ให้เข้มงวดในการตรวจสอบตรวจจับรถยนต์ควันดำอย่างเคร่งครัด รวมถึงออกคำสั่งห้ามการใช้รถที่มีมลพิษเกินมาตรฐานที่กำหนดมาใช้ในทางเดินรถ และออกกฎกระทรวงเพื่อตรวจรับรองรถยนต์ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่งแล้ว ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

2.กรมการขนส่งทางบก ให้ตรวจวัดควันดำอย่างเข้มงวดกับรถโดยสาร (ไม่ประจำทาง) ทุกคัน โดยเพิ่มชุดตรวจเป็น 50 ชุดใน 50 เขต โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร และปฏิบัติการร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร เพื่มเข้มงวดการตรวจสอบตรวจจับรถควันดำสำหรับรถโดยสาร และรถบรรทุกเพื่อการออกคำสั่งห้ามใช้รถ

3.กรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง หากตรวจสอบแล้วไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ให้สั่งปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือสั่งหยุดการประกอบกิจการ รวมถึงขอความร่วมมือโรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตในช่วงวิกฤติสถานการณ์ฝุ่นละออง และสนับสนุนแรงจูงใจให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ให้ความร่วมมือด้วย

4.กรุงเทพมหานคร ให้แก้ไขปัญหาการจราจรจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าเพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง โดยกำกับให้ปฏิบัติตามมาตรการ 12 ข้ออย่างเคร่งครัด แต่หากไม่ปฏิบัติตามให้ระงับการก่อสร้าง โดยมีมาตรการทั้ง 12 ข้อ ได้แก่ การวางแนวแบริเออร์ ให้จัดวางให้ตรงตามแนวเส้นทางจราจร ส่วนช่องทางกลับรถคับแคบ ให้เปิดช่องยูเทิร์นให้กว้าง เพื่อให้รถยนต์กลับรถได้สะดวกขึ้นและให้ขนย้ายกองดิน เศษหิน เศษปูนทรายออกจากพื้นที่ก่อสร้างในทันที จากนั้นเร่งแก้ไขผิวจราจรให้เรียบร้อย ส่วนแนวก่อสร้างที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง แต่ได้วางแผงแบริเออร์ ให้เปิดช่องทางชั่วคราวนั้น ขอให้เร่งก่อสร้างงานฐานราก เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดที่สะพาน

นอกจากนี้ให้จัดระเบียบรถบรรทุกในพื้นที่ และปรับผิวจราจรให้เป็นช่องจราจรชั่วคราวเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่ปิดช่องจราจรไว้ขอให้เปิดช่องจราจรเป็นครั้งคราวในพื้นที่ รวมถึงติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราวตามแนวการก่อสร้าง ปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างและจัดทำทางสัญจรอย่างปลอดภัย ที่สำคัญไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำการเผา

5.จังหวัดต่างๆ ยกเว้น 9 จังหวัดภาคเหนือ ขอให้ออกเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น ควบคุมการเผาขยะมูลฝอย หญ้า พืชไร่ พืชสวน ตอซังข้าว หรือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของตนเองหรือที่สาธารณะในช่วงวิกฤติสถานการณ์ฝุ่นละออง และเข้มงวดการควบคุมยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างต่างๆ

6.ข้อเสนออื่น ขอความร่วมมือหน่วยงานภาคราชการ ภาคเอกชน ประชาชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาทำงาน รถยนต์ของส่วนราชการต้องผ่านมาตรฐานควันดำทุกคัน โดยกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดของหัวหน้าส่วนราชการ ส่วนกระทรวงพลังงานให้พิจารณาสนับสนุนการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกิน 10 ppm รวมถึงขอความร่วมมือกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนการให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ดีเซลที่มีอายุเกิน 5 ปี

ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานอื่นสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤติต่อไป

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 25 – 26 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 25 – 26  มกราคม 2563

25 มกราคม 2563 – 12:35 น.
พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,คลุกวงใน,พลตอวิระชัย,พลตอสุวัฒน์,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล
เปิดอ่าน 460 ครั้ง

คลุกวงใน วันเสาร์ – วันอาทิตย์ที่ 25 – 26  มกราคม 2563  โดย… อสนีบาต  aussaneebard @hotmail.com

คมเข้มทุกประเด็น ชัดเจนทั้งสาระ ลึกถึงเบื้องหลัง ต้องอ่าน “คม ชัด ลึก” ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563…00…ปรบมือรัวๆ ให้แก่ชุดคลี่คลายคดีปล้นร้านทองในห้างโรบินสัน จ.ลพบุรี ภายใต้การนำของ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ใช้เวลา 13 วัน สามารถจับ “ผู้ต้องหา” ได้สำเร็จ งานนี้เสียงพึมพำ “จับแพะ” ดูเงียบกริบ เพราะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปด้วยความรอบคอบ ครบถ้วนด้วยพยานหลักฐาน

0…พลันปิดแถลงคดีปล้นร้านทอง ทว่าความสั่นคลอนหวนกลับมาภายในกรมปทุมวัน เมื่อ “บิ๊กแป๊ะ” เปิดยุทธการลับลวงพรางระหว่างที่ผู้คนกำลังเฝ้าติดตามคดีสะเทือนขวัญอยู่นั่นเอง ดอดลงนามคำสั่ง สตช. เมื่อวันที่ 21 มกราคม ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. จนนำไปสู่การเสนอเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกคำสั่งสำนักนายกฯ วันที่ 23 มกราคม ให้ย้ายมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

0…สายฟ้าไม่ได้พาดผ่านแค่ครั้งเดียวแต่ยังผ่าเปรี้ยงระลอกสองด้วยคำสั่งย้าย “บิ๊กช้าง” หรือ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผบ.ตร. ให้ไปประจำศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามมาด้วยคำสั่งแบ่งงานกำหนดอำนาจหน้าที่ใหม่ ด้วยการยกงานด้านกฎหมายและคดี และงานปราบปรามด้านละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเคยอยู่ในความรับผิดชอบของ “พล.ต.อ.วิระชัย” ไปให้ “พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร” จเรตำรวจแห่งชาติ ส่วนภารกิจด้านสืบสวนสอบสวนที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของ “บิ๊กช้าง” ยกไปให้ “พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” รองผบ.ตร. รับผิดชอบแทน

0…ฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ที่ว่าหนักแล้ว ยังต้องมาเจอการย้ายชนิดฝุ่นตลบในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่ามกลางการหาแรงจูงใจ “บิ๊กแป๊ะ” ที่ไม่ใช่ “ผอ.กอล์ฟ” ทำไปเพื่ออะไร งานนี้จึงต้องแกะไปทีละช็อต เริ่มจากกรณี พล.ต.อ.วิระชัย โดย “บิ๊กแป๊ะ” ยอมรับตรงไปตรงมาจำเป็นต้องย้าย จากกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาของ ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.วิระชัย ในการทำคดีคนร้ายยิงรถ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถือว่ากระทบภาพลักษณ์ สตช. เอาความลับไปไขกันในที่แจ้งว่างั้นเหอะ

0…ส่วนกรณีย้าย “บิ๊กช้าง” เข้ากรุ สตช. “ผบ.ตร.” บอกตามหลักสูตรมาตรฐานของการให้สัมภาษณ์ “เพื่อความเหมาะสม” แต่ช้าก่อน…อสนีบาต…เข้าไปคลุกวงในสืบทราบมา ช่วงหลังมานี้ มีการร้องเรียนเรื่องแหล่งตู้ม้าค้าพนันเยอะเหลือเกิน อ๊ะอ๊ะตาวิเศษเห็นนะ…จุดบอดอยู่ตรงไหน จึงเป็นหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนทลายหวย บ่อน ซ่องให้สิ้นซาก ถือว่าเป็นไปตามหลักสร้างเสริมประสิทธิภาพเพื่อความเหมาะสม จึงต้องจัดหา “มือดี” เข้าไปทำหน้าที่ดูแลแล้วกัน

0…ดูจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน พลันย้าย 2 รองผบ.ตร. พ้นการดูแลงานรับผิดชอบ รายหนึ่งถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง อีกราย พ้นจากงานรับผิดชอบหลัก พร้อมกับเปิดโอกาสให้อีก 2 รองผบ.ตร. มารับบทแทน ก็เป็นจังหวะปะเหมาะเสียเหลือเกินนัก เนื่องจากเป็นช่วงเวลา 8 เดือน ก่อนที่ “บิ๊กแป๊ะ” จะเกษียณอายุราชการซะด้วย จึงเป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้ ถือเป็น 8 เดือนในการพิสูจน์ผลงานก่อนขึ้นมารับตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่

0…อ้า ! ขานไขข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “บิ๊กช้าง” จะเกษียณอายุราชการพร้อมกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ฉะนั้นแคนดิเดตชิงตำแหน่ง ผบ.ตร. จึงหนีไม่พ้น “2 รองผบ.ตร.” ที่มารับผิดชอบงานแทน “2 บิ๊กห้องเย็น” ล่าสุดสายสืบปทุมวันแจ้นมารายงานอีกว่า ชื่อของ “พล.ต.อ.สุวัตน์ แจ้งยอดสุข” ดูท่ามาแรง ทั้งด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ แถมอาวุโสอันดับหนึ่ง เก้าอี้ใหญ่สุดของกรมปทุมวัน จึงไม่หนีไปไหน เว้นเสียแต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองภายในทำเนียบรัฐบาลเสียก่อน

0…สังคมฝากมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธาน จปร.36 เรียนเชิญศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 25 ทุกท่านร่วมพบปะสังสรรค์ในงานเลี้ยงเตรียมทหารรุ่น 25 ประจำปี 2563 วันเสาร์ที่ 25 มกราคม เวลา 18.25 น. ห้องเมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กทม.

พิษเสียบบัตร ‘นริศร’ คิวแรก ‘ฉลอง-นาที’ มีลุ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิษเสียบบัตร ‘นริศร’ คิวแรก ‘ฉลอง-นาที’ มีลุ้น

25 มกราคม 2563 – 10:00 น.
เสียบบีตรแทนกัน,ฉลอง เทอด,ฉลอง เทอดวีระพงศ์,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 3,555 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25-26 ม.ค.63

*****************************

หลังเกิดโรคระบาดเสียบบัตรแทนกันในสภา หลายคนรีบไปค้นข่าวเก่ามาอ่านกันใหญ่ นั่นคือกรณี ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ปี 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เนื่องจากในการโหวตลงมติครั้งนั้น มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้กระทำการเสียบบัตรแทนกัน และศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าการกดบัตรลงคะแนนแทนกันของ ส.ส. ทำให้กระบวนการตราร่างกฎหมายนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ส.ส.รายดังกล่าวคือ นริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย และวันนี้ เขายังต้องลุ้นระทึกกับคดีเสียบบัตรแทนกัน ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

บัตรหลายใบ

ปลายปี 2556 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เลือกเล่นเกมเปิดหน้าชก ดันร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภา ในวาระ 2 และวาระ 3 โดยไม่สนใจข้อท้วงติง ซึ่งอาจจะขัดรัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้านสมัยนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อเกิดกรณี “นริศร” ส.ส.สกลนคร ทำการเสียบบัตรแทน ส.ส.คนอื่น ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ ในวาระที่สอง

นริศร” อ้างว่า มีบัตรหลายใบ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส.ส.แต่ละคน จะมีบัตรฉบับจริง โดยมีรูปภาพเจ้าของบัตรได้เพียงคนละ ใบ และจะขอบัตรสำรองได้อีก ใบ

นริศร ทองธิราช

หลังการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. เมื่อปลายปี 2559 มีมติชี้มูลความผิดนริศร ว่ามีมูลความผิด แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำให้การลงคะแนนเสียงถูกบิดเบือน

วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนริศร เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ฯ

นริศรจึงต้องลุ้นระทึกกับคดีเสียบบัตรแทนคนอื่น เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เส้นทางเสี่ยติ่งเต้า

20 ปีที่แล้ว ชื่อเสียงของ “ส.จ.ติ่งเต้า” นริศร ทองธิราช โด่งดังมากในเขต อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ในฐานะนักการเมืองท้องถิ่นของชาวภูไท และผู้รับเหมาก่อสร้าง

เลือกตั้ง 2544 ส.จ.ติ่งเต้า ลงสมัคร ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อพรรคชาติไทย แข่งกับ เฉลิมชาติ การุญ คนอำเภอเดียวกัน เฉลิมชาติเป็นลูกชายของ เจริญ การุญ อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคความหวังใหม่

นริศร บนเวทีหาเสียงปี 2554

นริศร ได้เป็น ส.ส.สกลนคร เขต หักปากกาเซียน แต่เมื่อเฉลิมชาติ ย้ายจากความหวังใหม่ ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง 2548 นริศรก็พ่ายเฉลิมชาติ

ปี 2549 นริศรเบนเข็มไปลงสมัคร ส.ว.และได้รับเลือกเป็น ส.ว.สกลนคร เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยา กลายเป็นคนตกงาน ปลายปี 2550 นริศรสวมเสื้อพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ลงสมัคร ส.ส.หนนี้พ่ายยับ

นริศรโชคดี เมื่อเฉลิมชาติ การุญ ส.ส.สกลนคร พรรคพลังประชาชน ได้ตามเนวิน ชิดชอบ ไปสร้างพรรคภูมิใจไทย นริศรจึงสวมเพื่อไทยลงสนามปี 2554 และได้เป็น ส.ส. เพราะปีนั้น กระแสยิ่งลักษณ์มาแรงสุดๆ

แค่ ส.ส.สมัยที่สอง เสี่ยติ่งเต้าก็ต้องจดจำบทเรียนการเสียบบัตรไปจนวันตาย

หัวอกปลัดเมืองลุง

สำหรับกรณีเสียบบัตรแทนกัน ในสภาผู้แทนฯ ชุดปัจจุบัน คือกรณี 2 ส.ส.ภูมิใจไทย ไม่อยู่ในสภา ระหว่างโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 แต่มีชื่อโหวตรับด้วย ได้แก่ ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และ “นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

“ฉลอง” ส.ส.สมัยแรก ยอมรับว่า ออกมาจากห้องประชุมจริง แต่รีบไปทำธุระสำคัญจึงลืมเสียบบัตรคาไว้ แต่ไม่ทราบจริงๆ ว่า ใครหวังดี กดลงมติให้ ส่วน ส.ส.นาที ชี้แจงว่าวันดังกล่าวลาไปต่างประเทศ

วันที่ฉลอง ลาออกจากปลัดจังหวัดลงสนามเลือกตั้ง

พลิกแฟ้มเลือกตั้ง 2562 สังเวียนพัทลุง ดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อ “ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ลาออกจากตำแหน่งปลัดจังหวัด ลงสมัคร ส.ส.เขต ชนกับ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ปลัดฉลอง บนเวทีหาเสียง

“ฉลอง” เป็นคนเมืองลุง เมื่อรับราชการมหาดไทยก็อยู่ในภาคใต้ ปี 2557 ถูกย้ายไปเป็นนายอำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะย้ายกลับมาเป็นนายอำเภอปากพะยูน จ.พัทลุง จากนั้น ขยับขึ้นเป็นนายอำเภอเมืองพัทลุง และปลัดจังหวัด

ชัยชนะของปลัดฉลอง สร้างรอยแค้นแน่นอกให้นิพิฏฐ์เป็นอย่างมาก