ลุงตู่ จับมือกับ ลุงแม้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412596?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ จับมือกับ ลุงแม้ว

25 มกราคม 2563 – 08:40 น.
ดงงูเห่า,ทักษิณ,ลุงแม้ว,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,น้าชาติ
เปิดอ่าน 108,162 ครั้ง

ลุงตู่ จับมือกับ ลุงแม้ว คอลัมน์…  ดงงูเห่า   โดย…ประชาไท ธนณรงค์

สมการการเมือง หรือสูตรคณิตศาสตร์ทางการเมือง ในยุคแรกที่คนคิดเรื่องนี้คือ กร ทัพพะรังสี หลานรัก “น้าชาติ มาดนัดซิ่ง” แห่งซอยราชครู

ตำนานการเมืองในซอยราชครู เป็นการเมืองที่ยากจะปฏิเสธว่ามีความคลาสสิกในตัว โดยเฉพาะทายาทราชครู ทั้ง น้าชาติ และป๋าเติ้ง บรรหาร ยากที่จะหาใครเทียบได้

เพราะตำราการเมืองแห่งสำนักนี้ มีคือไม่มี อยู่คือไม่อยู่ ใช่คือไม่ใช่

ครั้งหนึ่ง เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกฯ ขณะนั้น เรียก “ผู้การชาติชาย” ไปพบที่ ตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับบอกว่า ป๋าพอแล้ว ให้ “ผู้การ” เป็นต่อ

ทันทีทันใด “น้าชาติ” นี่หูผึ่งรอเวลาจะเป็นนายกฯ มานาน แต่ต้องรีบเก็บอาการ พร้อมกับพูดเสียงเบาๆ ว่า ผมไม่พร้อมครับ

แต่พอขับรถออกจากตึกไทยฯ หัวใจ “น้าชาติ” พองโต มือไม้สั่น เพราะตำแหน่งนายกฯ คือสิ่งที่ต้องการ แต่ที่พูดไปเช่นนั้นเพราะลีลาการเมืองแห่งสำนักราชครู

“น้าชาติ” บอกว่า ตอนนั้นหากตอบรับว่าพร้อม เชื่อว่า จะไม่ได้เป็นนายกฯ จึงตอบไปว่าไม่พร้อม

มาวันนี้ ลุงตู่ กำลังเผชิญกับปัญหาและมรสุมทางการเมืองรุมเร้า ยากจะหาทางออกที่ดีได้ นับแต่ “เสียงปริ่มน้ำ” มาจนถึงปัญหางบประมาณปี 63 ที่ยังค้างคาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ

ประกอบกับฝ่ายค้านกำลังจะยื่นญัตติออภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ 29 มกราคมนี้แล้ว อย่างน้อยมีรัฐมนตรีที่มีชื่อจะถูกอภิปราย 8 คน ล้วนแต่เป็นคนพลังประชารัฐ แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่า การยื่นเฉพาะรัฐมนตรีของพลังประชารัฐ และ 3 ป. มีการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรค ที่มอบหมาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาทำงานใหญ่นี้ เพื่อหวังจะแยกพรรคร่วมออกจากกัน

คือไม่อภิปราย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย อภิปรายเฉพาะพรรคแกนนำ มันของตายอยู่แล้วว่า ประสงค์จะเอาพรรคแกนนำให้ตาย เสมือนยั้งดาบไว้ไมตรีกับพรรคร่วม

เผื่อเหลือเผื่อขาดในอนาคตจะได้ร่วมรัฐบาลกัน

ขณะที่ปัญหารุมเร้านายกฯ ลุงตู่ หลายด้านก็มีคำถามตามมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ พลังประชารัฐ จะจับมือกับ เพื่อไทย ตั้งรัฐบาลสองพรรค

มันก็มีความพยายามของคนที่ยังอยากได้โอกาสทางการเมืองอยู่ แต่หากจะมองบริบททั้งหมด ไล่เลียงมาตั้งแต่ ทักษิณ ถูกยึดอำนาจ มาถึงยิ่งลักษณ์ ถูกยึดอำนาจ โอกาสเหลือแค่ศูนย์เท่านั้น

เพราะการมาร่วมหรือมารวมกันของพรรคการเมืองก็เพื่อผลประโยชน์ ถามว่าผลประโยชน์ที่ทักษิณ ต้องการคืออะไร ถ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ คงไม่มีทางสำเร็จ

“เฉลิม” ที่เป็นตัวแทนตัวตายของ ทักษิณ ในประเทศไทย ก็บอกว่า “ชาติหน้า” เพราะสิ่งที่ ทักษิณ ต้องการตอนนี้คือ เป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ คสช. ให้ มีชัย ฤชุพันธุ์ วางกับดักเอาไว้

ฉะนั้นน่าจะปิดประตูตายที่ ลุงตู่ จะจับมือกับ ลุงแม้ว

การเมืองยุคนี้เอาเป็นเอาตาย แยกข้างชัดเจน และการเมืองยุคนี้ไม่ได้เล่นแค่นักการเมือง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาเกี่ยวข้อง

    จึงไม่เหมือนการเมืองแห่งสำนักราชครู ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412594?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์

25 มกราคม 2563 – 08:35 น.
กระบวนทัศน์,ปรากฏการณ์ธรรมชาติ,ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

ข้อท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ โดย…  โคทม อารียา

กระบวนทัศน์ (paradigm) หมายถึงกลุ่มของทฤษฎี/ปรัชญา/แนวคิด/ความเชื่อ ที่รวบรวมไว้ด้วยกัน และปรากฏในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจยาวนานเป็นศตวรรษ โดยที่กระบวนทัศน์จะทรงพลัง ถ้านักทฤษฎีในกระบวนทัศน์นั้นจะไม่ขัดแย้งกันเอง หากจะประกอบสร้างทฤษฎีที่เกื้อหนุนกัน และร่วมกันต่อต้านทฤษฎีโต้แย้งอื่นใด

มนุษย์ดึกดำบรรพ์อยู่ในกระบวนทัศน์ที่ถือผี ถือโชคลาง มีการตีความปรากฏการณ์ธรรมชาติ ว่าเป็นเรื่องของเทพเจ้าทั้งที่ดุร้าย พิโรธลงโทษมนุษย์บ้าง เป็นเรื่องของเทพเจ้าที่ดี คอยเกื้อกูลมนุษย์บ้าง จนเกิดเป็นตำนานเล่าขานและเชื่อต่อๆ กันมาว่า มนุษย์ต้องอยู่ในขนบประเพณี คอยบวงสรวงเอาใจเทพเจ้า คอยเชื่อฟังผู้ที่ติดต่อกับเทพเจ้าได้ ซึ่งได้แก่ พราหมณ์ พ่อมด หมอผี เป็นต้น อย่างไรก็ดี เทพเจ้ามักยากแก่การเอาใจ แม้จะยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างให้ในพิธีกรรมหรือการบูชายัญ แต่ใช่ว่าจะพ้นภัยพิบัติตามคำวิงวอนได้เสมอไป

หลังจากที่พบว่าไม่มีความแน่นอนจากการบนบานศาลกล่าว มนุษย์ก็ก้าวสู่กระบวนทัศน์ที่สอง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนทัศน์ปรัชญาที่เริ่มหาความหมายของชีวิตในโลกนี้ โดยเชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางโลก กระบวนทัศน์นี้มีพลังมากในสมัยกรีกโบราณ สมัยการก่อร่างสร้างจีน และสมัยพระพุทธองค์ในอินเดีย กระบวนทัศน์ปรัชญาหาคำอธิบายธรรมชาติตามความคิดของสำนักปรัชญาต่างๆ ข้ออ่อนที่ทำให้กระบวนทัศน์นี้ไม่ยั่งยืนนัก คือยังไม่มีเครื่องมือที่จะวัดปรากฏการณ์ได้อย่างแม่นยำ จึงขาดข้อมูลเชิงประจักษ์อันเป็นที่ยอมรับ เกิดการโต้เถียงกันแทนที่จะเกื้อกูลกันระหว่างนักทฤษฎีของกระบวนทัศน์ นักทฤษฎีก็หวงวิชาและยึดมั่นในความคิดของสำนักของตนมากเกินไป อีกทั้งการทำนายปรากฏการณ์ยังไม่แม่นยำ ภายในไม่กี่ศตวรรษ มนุษย์ก็หวนกลับสู่กระบวนทัศน์ของสิ่งเหนือธรรมชาติคล้ายสมัยดึกดำบรรพ์ เพียงแต่คราวนี้ ได้ก่อเกิดอารยธรรมคริสต์และอิสลามขึ้น ซึ่งนับถือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพเพียงพระองค์เดียว แทนที่จะนับถือเทพเจ้าหลายองค์

กระบวนทัศน์หลักในโลกตะวันตกและอิสลามเป็นกระบวนทัศน์ทางศาสนา มนุษย์จะมัวหาความหมายของชีวิตไปทำไม ในเมื่อศาสนาให้คำตอบที่สมบูรณ์อยู่แล้ว มนุษย์จะพยายามหาคำอธิบายปรากฏการณ์ทางโลกไปทำไม ในเมื่อโลกหน้าสำคัญกว่าโลกนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อประมาณ 500 ปีก่อน เริ่มมีการโต้แย้งคำสอนที่ผู้นำศาสนายกมาอ้างจากการตีความพระคัมภีร์ เช่น การตีความว่าโลกแบน ถูกโต้แย้งโดยข้อมูลเชิงประจักษ์ อันที่จริง ในสมัยกรีก นักปรัชญาเคยให้ข้อสังเกตไว้แล้วว่า เมื่อเรือแล่นสู่ทะเล ลำเรือจะลับสายตาไปก่อนเสากระโดง ซึ่งควรสรุปได้ว่า แนวขอบฟ้ามีความโค้ง หรือโลกมีรูปร่างเป็นทรงกลมนั่นเอง การทำนายว่าโลกกลมย่อมได้รับการต่อต้านรุนแรง ดังตัวอย่างของกาลิเลโอที่ถูกศาสนจักรต่อต้าน ส่วนทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินที่ขัดกับความเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกใน 7 วัน ย่อมถูกต่อต้านเช่นกัน

กระบวนทัศน์ใหม่ที่เริ่มก่อร่างขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว อาจขนานนามว่ากระบวนทัศน์วิทยาศาสตร์ หรือกระบวนทัศน์สมัยใหม่ (modern) นักปรัชญาผู้บุกเบิกกระบวนทัศน์นี้คนหนึ่งได้แก่ เดส์การ์ตส ผู้เสนอว่าเราสามารถลดทอนระบบที่ซับซ้อนลงเป็นระบบย่อย แล้วลดทอนระบบย่อยเป็นระบบย่อยๆ ที่เล็กลงไปอีก ฯลฯ จนเหลือเป็นองค์ประกอบที่เล็กและง่ายต่อการวิเคราะห์ ต่อการออกแบบและการจัดการ เช่น รถยนต์แบ่งได้เป็นชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำมาประกอบกัน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ก็แบ่งเป็น อุปกรณ์ประมวลผล หน่วยความจำ คีย์บอร์ด ฯลฯ ส่วนกองทัพก็แบ่งเป็น ฝ่ายกองกำลัง ฝ่ายเสนาธิการ ฝ่ายพลาธิการ ฝ่ายโยธาธิการ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร เช่น โคเปอร์นิคัสและนิวตัน ผู้ทำให้เราเข้าใจระบบสุริยจักรวาลและแรงโน้มถ่วง, ดารวิน ผู้อธิบายว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง วัตต์ ผู้สร้างเครื่องจักรไอน้ำที่เป็นการนำพลังงานในธรรมชาติมารับใช้มนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ แนวคิดลดทอนนิยม เหตุผลนิยม และคติการกำหนดได้ (determinism) เป็นแนวคิดที่ทรงพลังและมีประสิทธิผลมากในการสรรค์สร้างโลกสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องพึ่งความคิดเรื่องเหนือธรรมชาติหรือโลกหน้ามากนัก เพราะว่าวิทยาศาสตร์ให้คำอธิบายและอำนวยความสะดวกมากมายเป็นที่ประจักษ์ แรงต่อต้านวิทยาศาสตร์จึงเริ่มอ่อนตัวลง ผู้คนที่เคยรุมต่อต้านส่วนใหญ่ ก็พูดได้หน้าตาเฉยว่า “เราสนับสนุนวิทยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

ประมาณหนึ่งศตวรรษที่แล้ว พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับกระบวนทัศน์สมัยใหม่เริ่มสั่นคลอน ทั้งนี้ โดยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เอง สำหรับสิ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อธิบายความเป็นไปในเอกภพได้แม่นยำกว่าทฤษฎีของนิวตัน สำหรับสิ่งที่เล็กแสนเล็ก เราต้องอาศัยทฤษฎีควอนตัม คติการกำหนดได้เริ่มถูกท้าทาย เพราะเราไม่สามารถกำหนดตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคได้ในขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์เริ่มพบจุดอ่อนของทฤษฎีของดาร์วิน และกำลังคันคว้าว่าการคัดพันธุ์ที่ช่วยให้ผู้ที่เก่งที่สุดอยู่รอดนั้น ไม่น่าจะเป็นกลไกเดียวที่อธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในเรื่องที่ซับซ้อนมาก เช่น การพยากรณ์อากาศ การกำหนดภาวะเริ่มต้น (initial conditions) ของการคำนวณ โดยให้แตกต่างกันน้อยมาก เช่น ต่างกันที่ทศนิยมตัวที่ 17 ผลการพยากรณ์จะต่างกันได้โดยสิ้นเชิง จึงมีคำกล่าวถึงการกระพือปีกของผีเสื้อ ที่ทำให้เกิดภาวะเริ่มต้นต่างออกไป ณ ทศนิยมตัวที่ 17 แต่ผลพวงอาจเป็นสองสถานที่ต่างกันมหาศาล เช่น เมื่อใช้ทศนิยมตัวที่ 17 ค่าหนึ่ง คอมพิวเตอร์พยากรณ์ว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง แต่ถ้าใช้อีกค่าหนึ่ง คำพยากรณ์คืออากาศดีไม่มีฝน ข้อค้นพบใหม่ๆ หลายต่อหลายประการเริ่มท้าทายทัศนะที่เรามีต่อโลก และต่อชีวิต มีบางคนให้ข้อสังเกตว่า เรากำลังเข้าสู่กระบวนทัศน์ที่เขาใช้ชื่อชั่วคราวว่า “หลังสมัยใหม่” (post-modern) ซึ่งมองว่าปริภูมิ-กาลเวลา (space-time) ไม่สมบูรณ์ หากเป็นเรื่องสัมพัทธ์ เรายังไม่สามารถวิเคราะห์ระบบที่ซับซ้อนมาก เช่น เอกภพได้ เราไม่รู้ว่าในเอกภพมีสิ่งอื่นๆ ที่มองไม่เห็น เช่น สสารมืด พลังงานมืด อนุภาคที่ยังตรวจจับไม่ได้อีกมากน้อยเพียงใด หรือมีเอกภพอื่นๆ อีกหรือไม่ เราไม่มีทฤษฎีที่อธิบายในระดับอนุภาคย่อยของอะตอมได้ สำหรับสิ่งมีชีวิตซึ่งมีความซับซ้อนมาก แม้เราจะมีคอมพิวเตอร์ยิ่งยวด มีปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นอัจฉริยะ เรายังไม่สามารถอธิบายการทำงานของสมองและของยีนได้ อย่าว่าแต่จะเข้าใจเรื่องจิตสำนึกเลย

ข่าวใหญ่วันนี้สำหรับผม คือข่าวที่ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ถูกยุบ ผมเคยถามตัวเองว่า เหตุใดคนรุ่นก่อนจำนวนหนึ่ง จึงเกรงกลัวภัยจากคนรุ่นหลังที่มีความคิดต่าง ถึงขนาดกล่าวร้ายกันต่างๆ นานา คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งยกฟ้องไป ถูกขนานนามว่าคดี Illuminati เมื่อพิจารณาคำฟ้องคดี เราอาจได้คำตอบบางประการต่อคำถามข้างต้น คำว่า Illuminati มาจากภาษาลาตินที่แปลว่าการรู้แจ้ง มีคนเอามาตั้งเป็นชื่อสมาคมลับสมาคมหนึ่งในเยอรมนี ที่ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2319 สมาคมนี้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปสามเหลี่ยม มีดวงตาอยู่ตรงกลาง ผู้กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่บอกว่าสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่คล้ายสัญลักษณ์ของสมาคมลับดังกล่าว แม้สัญลักษณ์ของพรรคจะเป็นสามเหลี่ยมกลับหัวก็ตาม ยิ่งไปกว่านี้ ผู้กล่าวหาพรรคอนาคตใหม่เห็นว่า สมาคม Illuminati มีโครงสร้างคล้ายสมาคมฟรีเมซัน และมีวัตถุประสงค์คล้ายกันคือต่อต้านความงมงาย ต่อต้านการมีอิทธิพลขององค์กรศาสนา ต่อต้านการใช้อำนาจในทางที่ผิด เลยอนุมานว่าพรรคที่ใช้สัญลักษณ์คล้ายของสมาคม น่าจะมีวัตถุประสงค์คล้ายกันไปด้วย ซึ่งหมายถึงการต่อต้านองค์กรศาสนาและอำนาจที่ผิด สมาคมนี้เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากกระบวนทัศน์ศาสนา เป็นกระบวนทัศน์สมัยใหม่ ช่วงเปลี่ยนผ่านมักเป็นระยะเวลาที่ยากลำบากเต็มไปด้วยความขัดแย้งและวิกฤติ ผู้ที่ต้องการอนุรักษ์กระบวนทัศน์เดิมจะรุมต่อต้านกระบวนทัศน์ใหม่ สมาคมดังกล่าวถูกต่อต้านเพราะสนับสนุนกระบวนทัศน์ใหม่ในสมัยนั้น สมาคมจึงอยู่ได้เพียง 22 ปี ก็โดนยุบโดยคำสั่งของผู้ครองแคว้นบาวาเรีย อย่างไรก็ดี ความกลัวความคิดของสมาคมยังดำรงอยู่เรื่อยมา จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนทัศน์หลังทันสมัย ซึ่งมีทฤษฎีความโกลาหล (Chaos) มารองรับ ความกลัวตกค้างจึงมาลงที่พรรคอนาคตใหม่ ทฤษฎีสมคบคิดเดิม ๆ ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก อย่างไรก็ดี ความคิดใหม่คงดำเนินต่อไป แม้จะต้องฝ่าวิกฤตอย่างยากลำบากก็ตาม จึงหวังว่าสังคมไทยจะรู้ทันและเดินสายกลาง เพื่อจะรับมือกับวิกฤติให้อยู่ในกรอบการไม่ใช้ความรุนแรง

อนาคตใหม่ เครื่องร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412592?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ เครื่องร้อน

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เกาะขอบรั้วสภา,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ศาลรัฐธรรมนูญ,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,283 ครั้ง

อนาคตใหม่ เครื่องร้อน คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

บรรยากาศชื่นมื่นไปทั้งพรรค ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ เพราะเห็นว่าข้อกล่าวหาเรื่องการมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฟังไม่ขึ้น ทันทีที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา ผู้บริหารพรรคทั้ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงขอบคุณทุกกำลังใจอย่างเป็นทางการ

“เราเห็นว่ากรณีนี้ไม่ควรเป็นคดีตั้งแต่แรก ผมยืนยันว่าพรรคไม่ได้มีความคิดล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิ่งที่พวกเราคิดและทำนั้น คือ การรักษาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและยั่งยืน เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ยืนให้การรัฐประหาร การรัฐประหารต่างหากที่เป็นการล้มล้างการปกครองฯ” คำประกาศของเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

เมื่อพรรคอนาคตใหม่รอดพ้นคดียุบพรรค ในมุมหนึ่งเตรียมเดินหน้าทำงานทั้งในและนอกสภาอย่างต่อเนื่อง อย่างงานในสภาผู้แทนราษฎรนั้น พรรคอนาคตใหม่เตรียมเสนอญัตติเพื่อให้ที่ประชุมสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหาแนวทางการป้องกันการรัฐประหาร ส่วนนอกสภาจะมีธนาธรเป็นคนนำการขับเคลื่อนเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พรรคอนาคตใหม่โล่งใจ แต่ดูเหมือนว่าความปวดหัวจะตกมาอยู่กับ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาเข้าอย่างจัง โดยมีต้นสายปลายเหตุมาจาก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ“ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ตัวนายหัวชวนเอง ที่มาเปิดประเด็นเรื่อง ”ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ปรากฏชื่ออยู่ในการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณของสภาเมื่อวันที่ 11 มกราคม ทั้งๆ ที่ตัวเองไปเป็นประธานงานวันเด็กที่ จ.พัทลุง ในวันเดียวกัน

ไม่เดือดร้อนกันเฉพาะในสภาเท่านั้น เพราะปัญหาจะลามไปถึงฝ่ายบริหาร ต้องไม่ลืมว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวางบรรทัดฐานมาแล้วว่าแม้จะมี ส.ส.เสียบบัตรลงมติแทนกันเพียงคนเดียว ก็มีผลให้ร่างกฎหมายทั้งที่ผ่านการพิจารณามิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ไม่มีอำนาจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เนื่องจากไม่ได้เป็น ส.ส. จึงต้องมารอดูว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายค้านที่มี ส.ส.อยู่ในสภาจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

ปิดท้ายด้วยภารกิจของประธานสภา โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ต้อนรับ พล.อ.พัชรพงษ์ อินทรสุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์มูลนิธิครอบครัวพอเพียง อริยสิริ พิพัฒน์นรา ประธานกรรมการมูลนิธิ และคณะกรรมการมูลนิธิ พร้อมด้วยผู้แทนแกนนำเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการครอบครัวพอเพียงสู่สถานศึกษาและชุมชน จากศูนย์ครอบครัวพอเพียง จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนบดินทรเดชา 2 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนวัดราชาธิวาส โรงเรียนราชวินิต และโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ในโอกาสนี้ “ชวน หลีกภัย” ได้กล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่คณะ โดยกล่าวถึงแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างแท้จริง โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี นอกจากนี้ ยังได้เล่าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตและการศึกษาในวัยเด็กจนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ตลอดจนประสบการณ์การทำงานในสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ได้ริเริ่มกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

ทั้งนี้ ประธานรัฐสภาขอให้เยาวชนทุกคนรู้จักบริหารเวลาให้เป็นประโยชน์ และคุ้มค่าที่สุดในวัยนี้ และต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่จะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นกว่าเดิม และให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญขอให้ตระหนักว่านอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้แล้ว เหนือสิ่งอื่นใดคือจะต้องเป็นคนดี และมีความซื่อสัตย์สุจริต

โปรดละลายพฤติกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดละลายพฤติกรรม

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ละลายพฤติกรรม,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,เสียบบัตรลงคะแนนเสียงแทนกัน
เปิดอ่าน 360 ครั้ง

โปรดละลายพฤติกรรม บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25-26 มกราคม 2563

แม้จะเคยมีบทเรียนในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ ส.ส.ทำตัวเหมือนเด็กนักเรียนโกงสอบด้วยการเสียบบัตรลงคะแนนเสียงแทนกัน จนถึงขั้นกฎหมายสำคัญมีอันต้องเป็นโมฆะ นั่นคือบรรทัดฐานจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำซ้ำรอยเดิม ไม่เฉพาะแต่กฎหมายสำคัญๆ เท่านั้น หากแต่ทุกร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบด้วยมติเสียงข้างมาก จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป จึงต้องเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาอย่างไร้มลทิน แต่บทเรียนนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำร้าย การเสียบบัตรลงคะแนนของ ส.ส.รัฐบาล กำลังจะเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมเศรษฐกิจของชาติอย่างที่รัฐบาลเองก็ยากจะหาทางออก

การออกมาเปิดเผยของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามี ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล 2 รายไม่อยู่ในห้องประชุมสภาในวันลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระที่ 3 เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา รายหนึ่งนั้นไปงานวันเด็กในพื้นที่เลือกตั้ง ส่วนอีกรายหนึ่งนั้นอยู่ต่างประเทศ ถูกเรียกขานว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เพราะคนที่ถูกระบุว่ากระทำเช่นนั้น ล้วนเป็นสมาชิกในพรรคร่วมรัฐบาล ก็เหมือนกับสนิมที่กำลังกัดเซาะเรือเหล็กตามอุปมาของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อีกทั้งผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็เป็นแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน ดูๆ ไปก็เหมือนจะกลายเป็น “หอกข้างแคร่” คอยกระทุ้งทิ่มตำเรือเหล็กตามวาระและโอกาสนั่นเอง

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะนำมาสู่ความยุ่งยากของการบริหารงานบ้านเมือง หากงบประมาณรายจ่ายต้องล่าช้าไปกว่าเดิมอีกนับเดือน หลังจากที่ล่าช้ามาแล้วหลายเดือนเพราะปัญหาการเมืองทั้งเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันอยู่แล้ว ยิ่งงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ต้องเลื่อนออกไปอีก การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ยากจะหลีกลี้หนีพ้นอุปสรรค ในท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนซึ่งกำลังเผชิญสารพัดปัญหาทั้งความเชื่อมั่นของทุน และเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำลังถาโถมโหมกระหน่ำ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ถดถอย การแข็งค่าของเงินบาท ผสมกับวาระจรอื่นๆ ที่กำลังบั่นทอนการท่องเที่ยว อย่างเรื่อง ภาวะฝุ่นพิษ ความตื่นตระหนกกับโคโรนาไวรัสโรคปอดอักเสบ ฯลฯ

สภาพสนิมเกิดแต่เนื้อในตนนั้น เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ให้พึงระมัดระวัง ในเรื่องพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่จะเป็น “สนิม” กัดกร่อนเสถียรภาพรัฐบาล กรณีที่เกิดขึ้นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะชี้ออกมาอย่างไร แต่ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้น ชัดเจนอยู่ว่ามาจากฝ่ายการเมืองล้วนๆ ซึ่งนอกจากการพิจารณาจัดการโดยพรรคต้นสังกัดแล้ว ในภาพรวม ก็ต้องวิงวอนให้สมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายพึงตั้งมั่นอยู่ในจริยธรรม และผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ละลายพฤติกรรมในอดีตที่นับวันจะทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายส่ายหน้า เพราะถึงอย่างไร การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องประกอบกิจกรรมผ่านรัฐสภา อันเป็นสถาบันสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติที่สมาชิกทุกคนพึงรักษาไว้โดยสุจริต

ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ

24 มกราคม 2563 – 13:35 น.
งบประมาณรายจ่าย63,สมชาย แสวงการ
เปิดอ่าน 1,040 ครั้ง

ทางออกก.ม.งบประมาณ63 โดย สมชาย แสวงการ

#รัฐบาลต้องตัดสินใจด่วนแก้ไขปัญหาพรบงบประมาณ2563สะดุด
#ทางเลือกคือตรวจสอบกฎหมายให้ชัดเจนว่านำเข้าสภาโหวตใหม่ได้หรือไม่
หรือ
#ออกพระราชกำหนดแก้ไขปัญหาทางการเงินเร่งด่วน

จริงอยู่ครับว่างบประมาณแผ่นดินนั้นจะต้องตราเป็นกฎหมายโดยผ่านรัฐสภา แต่เหตุล่าช้าในการใช้งบประมาณ 2563 เม็ดเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่หวังกระตุ้นเศรษฐกิจยามวิกฤติสงครามการค้าและวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศมิอาจรอได้ และดูจะริบหรี่ล่าช้าไปอีกอย่างน้อย 1-3 เดือน หรืออาจมากกว่า เหตุเพราะปัญหาที่ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านและ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล คงต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีปัญหาการมีผู้กดบัตรลงคะแนน ส.ส.ที่ไม่ได้อยู่ในสภาบางมาตราและหลากหลายกรณี

ในฐานะที่เคยเป็นผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในหลายคดี รวมถึงคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยคดีการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น

แม้ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะให้ความสำคัญ พ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายประจำปีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากเพียงใดก็ตาม

ก็คงต้องให้เวลาศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ไต่สวนข้อเท็จจริงซึ่งมีหลายกรณีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากประสบการณ์คงต้องใช้เวลาไต่สวนและให้ส่งเอกสารประกอบคำชี้แจงทั้งฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายถูกร้อง หลายครั้ง และใช้เวลาแต่ละนัดรวมกัน 1-2 เดือน

ถ้ากรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีบางส่วนที่ขัดหรือแย้ง และต้องกลับไปให้ ส.ส., ส.ว.ลงมติใหม่บางส่วน ก็จะใช้เวลารวมกันกว่าจะใช้งบประมาณ 2563 ใหม่นี้ได้อย่างเร็วก็ราวเดือนเมษายน

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เสียไปทั้งฉบับ และอาจต้องเสนอใหม่ทั้งหมด

กระบวนการทั้งหมดคงเสร็จเลยปีงบประมาณ 2563

ความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศ คงยากจะคาดเดา

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้เป็นการเร่งด่วนโดย
1) ออกเป็นพระราชกำหนดพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามวงเงินที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแก้ไขแปรญัตติแล้ว 3.2 ล้านล้านบาท และนำพระราชกำหนดดังกล่าวเข้าผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หรือ

2) ออกพระราชกำหนดวงเงินให้กระทรวงการคลังใช้เงินลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนหนึ่ง เช่น 6 แสนล้านบาท เท่ากับเม็ดเงินที่เตรียมไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 63

ซึ่งการออกพระราชกำหนดนั้นถือเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่สามารถกระทำได้ในยามจำเป็นเร่งด่วน และมีตัวอย่างที่รัฐบาลในอดีตสามารถออกพระราชกำหนดทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศเป็นการจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้และลับ

เช่นเมื่อ พ.ศ. 2541 รัฐบาลออกพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ซึ่งออกมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี

และสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ.ศ. 2552 คณะรัฐมนตรีออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 แต่เมื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 99 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดนี้ออกตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่ง คือ ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือวรรคสอง คือ ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่

ในระหว่างนี้เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (หรือประธานวุฒิสภา) ได้รับคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (หรือสมาชิกวุฒิสภา) แล้ว ให้รอการพิจารณาพระราชกำหนดนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีตัวอย่างนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้วและพิจารณาเห็นว่าเป็นไปตามเงื่อนไขของการเข้าชื่อเสนอความเห็น จึงมีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณา จึงได้แจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้นายกรัฐมนตรีในฐานะคณะรัฐมนตรี นายประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนผู้เสนอความเห็น ได้จัดทำคำชี้แจงหรือเสนอความเห็นเป็นหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 และในวันรุ่งขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาเพื่อรับฟังคำชี้แจงและแสดงความเห็นจาก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนผู้เสนอความเห็น และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนนายกรัฐมนตรีในฐานะคณะรัฐมนตรี และอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายทำความเห็นเป็นหนังสือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ก่อนการวินิจฉัย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคสอง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412463?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563

24 มกราคม 2563 – 10:19 น.
พลอชวลิต ยงใจยุทธ,ตรุษจีน,งบประมาณ ปี 63,บิ๊กจิ๋ว
เปิดอ่าน 345 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563 โดย… พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” ขอสวัสดีและอวยพรตรุษจีน “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” ขอให้ค้าขายร่ำรวย 

          00000 “พญาเสือ” มาประจำการไม่หยุด ไม่ว่าตรุษไทย ตรุษจีน หรือตรุษฝรั่ง หาข่าวเด็ดๆ ข่าววงในมาฝากเช่นเคย 

00000 ตรุษจีนปีนี้ อาจจะหงอยไปหน่อยเพราะว่าเศรษฐกิจ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” จะจับจ่ายใช้สอย ประหยัดได้ก็ประหยัดกันไป นายจ้าง ลูกจ้าง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ปีหน้าฟ้าใหม่อาจดีกว่าเก่า

00000 ปีหนูทอง ไม่ใช่ปีหนูไฟ ตราบใดที่ยังมีความหวัง ไม่สิ้นหวัง ตั้งหน้าตั้งตามุมานะกันต่อไป จะไปรอหวังพึ่งเทพเทวาอย่างเดียวไม่ได้ จะไปรอหวังพึ่งนายกฯ และรัฐบาลอย่างเดียวย่อมไม่ได้ เพราะรัฐบาลยังจะเอาตัว “ไม่รอด” 
000000 จะรอดได้อย่างไร “พญาเสือ” มึน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 63 ที่ส.ส.ในสภาพากันกระทำการ “ทุจริต” แบบไม่น่าให้อภัยด้วยการ “กดบัตร” แทนกัน “งามหน้างามไส้” บอกไม่ถูก
00000 มันน่าไล่ออกเหลือเกิน กว่าจะได้รับเลือกตั้งมาทำหน้าที่ ส.ส. กว่าจะได้รัฐบาล กว่าจะได้ทำงบประมาณเพื่อจะนำเงินไปพัฒนาประเทศ กลับมาถูกพวก “มักง่ายหลังยาว” มาทำให้เสียการเสียงาน ทำให้ นายกฯ ลุงตู่ ควันออกหูมาหลายคืน
00000 เอาง่ายๆ ในอดีตเคยมีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาแล้วว่า การกดบัตรแทนกัน เป็นการทุจริต กระทำไม่ได้ หากทำ กฎหมายฉบับไหนก็ถือว่า “ตกไป” ไม่มีผล
00000 “พญาเสือ” ได้แต่หนาวๆ ร้อนๆ การที่ประธานชวน หลีกภัย ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากออกมาว่า กฎหมายเป็นโมฆะ ตกไป เท่ากับว่า นายกฯ มีทางเลือกสองทางคือ ลาออก หรือ ยุบสภา 
00000 หาก “ลาออก” ก็ล้างไพ่ไหม่ เลือกนายกฯ ใหม่ ฟอร์มรัฐบาลใหม่ หาพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ที่ “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า จะเอาพรรคเพื่อไทย ร่วมกับ พรรคพลังประชารัฐ งานนี้เหมือนกับว่า เป็นไปไม่ได้ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในทางการเมืองไทย อย่าเพิ่งประมาท 
00000 หมายความว่า หากรัฐบาลใหม่ออกสูตรนี้ จะต้องเขี่ย พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย ทิ้งไป ตรงนี้ ทำให้ นายกฯ ลุงตู่ ปลอดจากการข่มขู่รายวันของพรรคร่วมด้วยกันเอง และจะได้หมดปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ”
00000 แต่หาก นายกฯ เลือก ยุบสภา อันนี้พรรคการเมืองไม่น่าจะ “แฮปปี้” เพราะเพิ่งเลือกกันมา เงินทองก็ร่อยหรอ จะมาเลือกตั้งกันถี่ๆ จะเอาเงินที่ไหนไปพิมพ์โปสเตอร์ ค่ารถค่าน้ำมันไปหาเสียง ที่สำคัญจะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณให้แก่ กกต. ไปใช้ในการเลือกตั้งอีก หนทางนี้ไม่มีใครเอาด้วย

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า ระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่นี้ มีคนเสนอทางออกให้นายกฯ อาทิ ออกพระราชกำหนด เพื่อให้ได้ใช้งบประมาณในการพัฒนาประเทศ แต่ นายกฯ ลุงตู่ ปฏิเสธ จะยังไม่ทำอะไรเพราะเชื่อมั่นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาไม่นานในการตีความ รอกระบวนการของศาลฯ เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน
00000 “พญาเสือ” มีข่าวลึกข่าวลับยิ่งกว่า “คลุกวงใน” มาฝาก วันก่อน มีคนเห็น “พ่อใหญ่จิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เดินสายพบปะนักการเมืองทั้ง ส.ส. และอดีต ส.ส. หลายพรรคหลายคน มีการติดต่อทาบทามเพื่อให้มาร่วมพรรคกับ “บิ๊กจิ๋ว” 
00000 ข่าววงในบอกว่า “บิ๊กจิ๋ว” จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา เป็นพรรคคู่แฝดกับ พรรคพลังประชารัฐ ว่าอย่างนั้น ฮัดเช้ย !!! เกิดอะไรขึ้น ทำไมปล่อยให้ คนอายุ 90 แทบจะเดินเหินไม่ไหว ต้องกลับมาคลุกการเมืองอีก “พญาเสือ” ได้คำตอบได้เหตุผลจากคนใกล้ชิด “บิ๊กจิ๋ว” แล้ว ไม่อยากเชื่อหูว่า การตั้งพรรคการเมืองของ “บิ๊กจิ๋ว” เพื่อ…มีเหตุผลที่ “บอกไม่ได้” จริงๆ ตามนั้น
00000 บางคนอาจจะบอกว่า บิ๊กจิ๋ว กำลังคิดอะไร แต่อย่าลืม และอย่าประมาทคนอย่าง บิ๊กจิ๋ว เพราะเขาเคยประกาศเดินทางแสนไมล์ เพื่อเป็นนายกฯ ก็ทำได้มาแล้ว นับประสาอะไรกับการตั้งพรรคใหม่อีกรอบ สำคัญคือ พรรคใหม่ ของ “บิ๊กจิ๋ว” จะเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับ พลังประชารัฐ นั่นแหละ แบบนี้ “พญาเสือ” แนะให้ฟังหูไว้หู จะดีกว่า 00000

คดี สหพันธรัฐไท เหยื่อแดงลี้ภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412438?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คดี สหพันธรัฐไท เหยื่อแดงลี้ภัย

24 มกราคม 2563 – 10:10 น.
ลี้ภัย,สหรัฐอเมริกา
เปิดอ่าน 2,028 ครั้ง

คดี สหพันธรัฐไท เหยื่อแดงลี้ภัย คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีสหพันธรัฐไทคดีที่หนึ่ง มีจำเลย 5 คน (ไม่มาฟังคำพิพากษาคนหนึ่ง) ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นและเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 116 และ 209 ของประมวลกฎหมายอาญาจากการมีแนวคิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองไทยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบสหพันธรัฐไทที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ผ่านโลกออนไลน์และการแจกจ่ายใบปลิว และเสื้อยืดสีดำพร้อมโลโก้ธงสีแดงขาวที่หน้าอกเสื้อ

ศาลลงโทษจำเลยที่หนึ่งและสี่ตามมาตรา 209 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยที่สองและสามให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงโทษจำคุกจำเลยที่สองและสาม 2 ปี

ปฏิกิริยาในกลุ่มคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยจ๋า พากันตั้งคำถามว่า เหตุใดคนใส่เสื้อดำแจกสติกเกอร์สหพันธรัฐไทจึงเป็นผู้กระทำผิดร้ายแรง แต่ไม่มีใครไปค้นคว้าหาข้อมูลว่าองค์กรสหพันธรัฐไทมีตัวตนจริงหรือไม่?

คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่เคยฟังรายการสหพันธรัฐไททางยูทูบช่องลุงสนามหลวง จึงไม่คิดว่าจะมีองค์กร “สหพันธรัฐไท” เกิดขึ้นจริง นักสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มก็รู้ แต่ทำไขสือ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

นี่เป็นบทเรียนของนักเคลื่อนไหวมวลชนที่พยายามยกระดับตัวเองเป็น “นักปฏิวัติ” แต่ไร้ทิศไร้ทาง มีแต่อีโก้และความบ้าบิ่น จึงนำพาตัวเองและสมาชิกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องติดคุกติดตะราง

หลายคนติดตามคอลัมน์นี้ คงทราบดีว่า “แดงฮาร์ดคอร์” ที่ประกาศ “ไม่เอาสถาบัน” ได้ไปหลบภัยอยู่ในสปป.ลาว ระหว่างปี 2558-2561

ปี 2559 “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ อดีตเจ้าของสถานีวิทยุเรดการ์ดเรดิโอ ที่ลี้ภัยอยู่ในลาว ได้จับมือ “ชูชีพ ชีวะสุทธิ์” ทำวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ โดย โกตี๋ ในนามแฝงว่า “สหายหมาน้อย” และชูชีพใช้ชื่อ “ลุงสนามหลวง” พวกเขาจัดรายการทอล์กการเมืองผ่านยูทูบ ส่งกระจายเสียงจากนครหลวงเวียงจันทน์ มีคนเสื้อแดงในไทยติดตามรับฟังกันเยอะพอควร

ต่อมากลุ่มโกตี๋-ชูชีพ ประกาศจัดตั้ง “สหพันธรัฐไท” เพื่อเป็นหัวหอกนำการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย พวกเขาฟุ้งฝอยทางช่องยูทูบทุกคืน จนชาวบ้านบางส่วนที่แอบรับฟัง ถึงกับเคลิ้มคล้อยตามไปด้วย

ปลายปี 2560 ลุงสนามหลวง หรือ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ พยายามปลุกระดมผ่านช่องยูทูบหรือวิทยุใต้ดินให้สมาชิกองค์กรสหพันธรัฐไทที่อยู่ในไทยออกมาป่วนงานพระราชพิธีสำคัญ

ขณะนั้น “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหวป่วนงานพระราชพิธี เพราะคนทั่วไปที่มีสติย่อมรู้ว่าการพูดแบบชูชีพหรือลุงสนามหลวง เป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ

ช่วงวันที่ 5 และ 10 ธันวาคม 2561 ลุงสนามหลวงปลุกให้สมาชิกสหพันธรัฐไท สวมเสื้อดำทำกิจกรรมตามจุดต่างๆ และมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จริงแต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวเข้าไปปรับทัศนคติภายในค่ายทหารประมาณ 5 คน

“สมศักดิ์” มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหวสวมเสื้อสหพันธรัฐไท ซึ่งเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ลุงสนามหลวงก็พูดเองหลายครั้งว่า กลัวทำไมที่จะทำ โดนจับติดคุกก็ไม่เป็นไร?

สมศักดิ์ จึงถามลุงสนามหลวงกลับไปว่า “ถ้างั้นกลัวทำไมกับการกลับไปทำ แล้วโดนติดคุก? ลองถามตัวเองว่าบรรดาเหตุผลที่ชูชีพยกขึ้นมาอ้างให้คนอื่นทำน่ะ ทำไมใช้กับเขาไม่ได้?”

ลุงสนามหลวงหรือชูชีพ พร่ำบอกว่า “การปฏิวัติเป็นเรื่องของมวลชน ถ้ากล้าทำ ก็ต้องไม่กลัวติดคุก” น่าสงสารชาวบ้านที่ฟังลุงสนามหลวง แล้วพากันลุกขึ้นทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์จนกระทั่งถูกจับกุมคุมขัง

ทุกวันนี้ โกตี๋ ลุงสนามหลวง และพรรคพวก ไม่ได้อยู่ในสปป.ลาว และไม่มีการยืนยันว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่? สมาชิกสหพันธรัฐไท 5-6 คน ได้อพยพไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสแล้ว

          ฝากถึงใครบางคนที่คิดจะปลุกระดมมวลชนล้มรัฐบาลในครั้งต่อไปได้โปรดคิดถึงชาวบ้านที่จะตกเป็นเหยื่อเกมอำนาจ เหมือนกรณีสมาชิกสหพันธรัฐไทด้วย

p7

ฟาด ‘เจ๊เปี๊ยะ’ สะท้าน ‘บ้านศิลาชัย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟาด ‘เจ๊เปี๊ยะ’ สะท้าน ‘บ้านศิลาชัย’

24 มกราคม 2563 – 09:15 น.
เจ๊เปี๊ยะ,เนวิน ชิดชอบ,นาทีรัชกิจประการ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 7,658 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 ม.ค.63

*************************

การเมืองไทยในนาทีนี้ไม่มีอะไรร้อนแรงเท่ากับเรื่อง “เสียบบัตรเอื้ออาทร” เมื่อ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉกรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในกรณีของ ฉลอง เทอดวีระพงศ์” ส.ส.พัทลุง และ นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่มีชื่อปรากฏในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมช่วงที่มีการลงมตินั้น

อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนิ่งเฉยไม่ได้ ต้องรีบตั้งคณะกรรมการสอบกรณี ฉลอง เทอดวีระพงศ์ และนาที รัชกิจประการ ที่ถูกกล่าวหาว่าเสียบบัตรแทนกันในการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณ

“นิพิฏฐ์” ที่มีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ปชป. กระโจนออกมาลุยเรื่องนี้โดยไม่ปรึกษาหารือแกนนำในพรรค หลายคนมองว่าคงไม่ใช่แค่เรื่อง “ถอนแค้น” อย่างเดียว นักการเมืองเก๋าเกมคงมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ

พัทลุงโมเดล

ย้อนไปเมื่อ 10 ตุลาคม 2562 ค่ายสีน้ำเงิน ได้จัดกิจกรรม ภูมิใจไทยสัญจร” ครั้งที่ 1 ที่ จ.พัทลุง โดย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้นำ 7 รัฐมนตรี 51 ส.ส. ลงพื้นที่เมืองลุง

กิจกรรมภูมิใจไทยสัญจรสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ยึดภาคใต้อย่างมีจังหวะก้าว และเสริมบารมี “เจ๊เปี๊ยะ” ให้โดดเด่นสมเป็น “แม่ทัพหญิง” ผู้สร้างปรากฏการณ์ “ล้มเสาไฟฟ้า” ทั่วภาคใต้

สาวบ้านปากพล ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง

เลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส. 8 คนจากภาคใต้ ประกอบด้วย ภูมิศิษฏ์ คงมี ส.ส.พัทลุง เขต 1, ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เขต 2, สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่, คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ส.ส.ระนอง, ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา เขต 7, พิบูลย์ รัชกิจประการ ส.ส.สตูล เขต 1, วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ ส.ส.สตูล, อับดุลอาซิม อาบู ส.ส.ปัตตานี เขต 2

ชัยชนะของภูมิใจไทยถูกกล่าวขวัญอย่างกว้างขวาง คนใต้พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดยุคนักการเมืองดีแต่พูด แต่ฝ่ายกองเชียร์ ปชป.ก็จะโจมตีเรื่องการใช้เกมใต้ดินจึงเอาชนะคู่แข่งได้

พัทลุงโมเดล” ผลงานของเจ๊เปี๊ยะ เขย่าขวัญพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เคยยึดครองสนามเลือกตั้งมายาวนานกว่า ทศวรรษ

ผัดไทยเจ๊เปี๊ยะ

“เจ๊เปี๊ยะ” เป็นชาวเมืองลุงโดยสายเลือด ข้อมูลระบุว่านามสกุลเดิมคือ “มนตรี” เกิดและโตที่บ้านปากพล ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง มีพี่น้องรวมตัวเธอ 6 คน เธอเรียนชั้นประถมที่ ร.ร.วัดปากพล และจบชั้น ม.ปลายที่ ร.ร.วชิรานุกูล สงขลา

กระทั่งไปจบระดับ ป.ตรี ในสาขาครุศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษโทนาฏศิลป์ ที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทาในปี 2527 จบแล้วไปทำงานโรงแรม เซลส์ขายรถ ระหว่างนั้นได้คบหากับหนุ่มหาดใหญ่ศิษย์เก่า ร.ร.แสงทอง อย่าง “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ

ปี 2531 เจ๊เปี๊ยะไปเรียนปริญญาโทบริหารธุรกิจที่ Somerset University อังกฤษ นอกจากนั้นยังเปิดร้านอาหารไทยชื่อว่า “บูรพา” ในเมืองคริสตัลพาเลซ เมนูยอดฮิตคือ “ผัดไทยเจ๊เปี๊ยะ”

เจ๊เปี๊ยะ-โกเกี๊ยะ

กลับเมืองไทยยังมาเรียนต่อจนจบ ป.เอก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขานวัตกรรมการจัดการ ราวปี 2547 ช่วงนั้นใช้ชื่อ “ณัฐสรัญ” ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็น “นาที”

เจ๊เปี๊ยะ เจอวิบากกรรมเรื่องการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เจ๊เปี๊ยะบอกว่า “ลืมจริงๆ” ศาลตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ให้สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ เจ๊เปี๊ยะจึงยังมีสถานะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

จริงๆ แล้ว บ้านใหญ่โรงโม่ศิลาชัย วางตัวให้เจ๊เปี๊ยะเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ แต่ฝันสะดุดเพราะลืมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน

สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

สายสัมพันธ์การเมืองระหว่างตระกูล “ชิดชอบ” กับ “รัชกิจประการ” นั้น ไม่ได้เริ่มจากเจ๊เปี๊ยะ แต่เป็น “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้ก่อร่างสร้างอาณาจักรน้ำมันพีที

70 ปีที่แล้วครอบครัว “รัชกิจประการ” เป็นญาติกับวัฒนา อัศวเหม ตั้งรกรากที่ปากน้ำ สมุทรปราการ ก่อนจะอพยพไปปักหลักทำมาค้าขายอยู่หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวัฒนาตั้งพรรคราษฎร จึงชักชวน “โกเกี๊ยะ” มารับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้เมื่อปี 2544

อาจารย์ใหญ่เนวินและเจ๊เปี๊ยะ

ปี 2548 วัฒนาไปร่วมงานกับพรรคมหาชน โกเกี๊ยะก็ลาออกจากพรรคราษฎร ไปทำงานการเมืองกับ “เนวิน ชิดชอบ” ซึ่งตอนนั้นทักษิณมอบให้เนวิน รับผิดชอบพื้นที่เลือกตั้งสตูลและพัทลุง

ความใกล้ชิด ‘เจ๊เปี๊ยะ’ กับ ตระกูล ‘อัศวเหม’ และ ‘ชิดชอบ’

ปี 2551 เนวินเป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชนและได้ตั้ง “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โกเกี๊ยะก็เข้าสังกัดนี้ พร้อมส่งเจ๊เปี๊ยะไปเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา (ชัย ชิดชอบ)

บาดแผลเสียบบัตรเอื้ออาทรเที่ยวนี่้จะกระทบต่อชีวิตการเมืองของเจ๊เปี๊ยะหรือไม่..น่าลุ้น?

อากาศเป็นพิษ กทม.ติดอันดับ 6 โลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อากาศเป็นพิษ กทม.ติดอันดับ 6 โลก

24 มกราคม 2563 – 07:40 น.
อากาศเป็นพิษ,กทม ติดอันดับ 6โลก
เปิดอ่าน 173 ครั้ง

อากาศเป็นพิษ กทม.ติดอันดับ 6 โลก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ไม่ว่าจะไปไหนมีแต่คนบ่นเรื่องอากาศไม่ดีหรือมีแต่ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 และมีรายงานว่า กทม.ของเราติดอันดับ 6 โลกไปแล้วจากเดิมยู่อันดับ 174 แสดงว่าสภาพแวดล้อม อากาศแย่มาก

‘ดับเครื่องชน’ จึงขออนุญาตแนะนำว่ากันไว้ดีกว่าแก้เพราะนอกจากอากาศขมุกขมัวหรือสภาพปนเปื้อนด้วยฝุ่นแล้วยังมีไวรัสจากเมืองจีนเข้ามาอีก

โดยเฉพาะคนป่วย สตรีมีครรภ์ คนแก่ ฯลฯ นี้จัดว่าพวกอ่อนแออาจไม่แข็งแรงพอจะทนต่อสภาพแบบนี้ ต้องสวมหน้ากากป้องกันไว้ก่อน อย่าประมาทหรือมองเป็นเรื่องเล็กน้อย-ทนได้เป็นอันขาด

อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ กทม.อากาศเป็นพิษหรือติดอันดับแย่ลงขนาดนี้ ซึ่งมองได้จากมีฝุ่นละอองจากการก่อสร้างตึก ทางรถไฟฟ้า ถนนหนทาง รถนานาชนิด ฯลฯ

เรื่องของรถที่ปล่อยควันดำนี้มีการคิดขนาดจะให้รถบรรทุกวิ่งเข้ากรุงเป็นวันคู่-วันคี่ ซึ่งก็ยังไม่ตัดสินใจเพราะมีคนค้านเยอะ

จึงขอเรียนว่าโปรดตัดสินใจโดยด่วนเพราะอากาศแย่ลงๆ ต่อไปอาจจะถึงขนาดปิดโรงเรียนก็ได้!
อ๊อด เทอร์โบ


 จดหมายถึงผู้ว่าฯ กทม.
จดหมายต่อไปนี้ส่งผ่านและแสดงความเห็นไปยัง ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ได้โปรดพิจารณา

นี่คือเสียงจากประชาชนที่ออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ-จริงใจ ไม่มีการเมืองหรืออย่างอื่นแอบแฝง

จะเป็นไปได้หรือไม่เพราะทุกอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
อ๊อด เทอร์โบ


 ข้อเสนออย่างด่วน
 ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ

‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้ว่าฯ กทม. มีโครงการปรับปรุงป้ายรถเมล์จำนวน 691 แห่ง ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นหลายต่อหลายอย่าง แสดงเวลาที่รถเมล์แต่ละสายจะมาถึง ข้อมูลเส้นทางเดินรถและระบบเตือนภัย หวังว่าจะได้ใช้ในปีนี้

ขอเสนอความเห็นว่าแต่ละป้ายจะกำหนดให้มีชื่อเลียนแบบชื่อสถานีรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดินได้ไหม ผู้โดยสารจะลงขึ้น หรือเป็นข่าวสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบอย่างถูกต้อง น่าจะให้มีการเพิ่ม/ลด ภาษาต่างประเทศที่สำคัญ อย่างน้อยภาษาอังกฤษลงไปด้วยได้ง่ายขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและป้ายรถเมล์ กทม.รับผิดชอบ ไม่ใช่ ขสมก. ดังนั้นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างน้อยใน 2 หน่วย งานนี้จึงแก้ไขได้อย่างล่าช้า ไม่ประสานงานและบูรณาการเท่าที่ควรเป็นผลให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
สินชัย (กทม.)


อย่าสร้างทางเลียบเจ้าพระยา
เรียนผู้ว่าฯ กทม. ผ่าน‘ดับเครื่องชน’

ผมลงเรือด่วนเจ้าพระยาจากท่าน้ำนนท์ เมื่อเรือมาถึงบริเวณที่กทม.สร้างทางเดิน/ทางจักรยานเลียบแม่น้ำก็ได้แต่สงสัยว่าคิดได้อย่างไรที่จะสร้างทางเดินเรียบแม่น้ำที่จะเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำและบดบังแสงแดดที่กระทบผิวน้ำ นึกภาพสิ่งก่อสร้างความกว้าง 10 เมตร ความยาวฝั่งแม่น้ำละ 7 กิโลเมตรว่าจะต้องมีเสากี่พันต้นที่จะมารับน้ำหนักสิ่งก่อสร้าง

อยากให้ล้มเลิกความคิดที่จะก่อสร้างทางเดินเลียบแม่น้ำเพราะจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อสภาพแวดล้อมและทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นสมบัติของประชาชนคนไทย
ประชา (เมืองนนท์)


 ขอเป็นลูกจ้าง
 เดือดร้อนจริงๆ

หลายปีที่ผ่านมานี้หน่วยงานราชการได้เปิดรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างสัญญาจ้างเหมาบริการมากมายหลายตำแหน่ง เพื่อมาทดแทนตำแหน่งข้าราชการ เนื่องด้วยรัฐต้องการลดจำนวนข้าราชการที่รัฐบาลต้องจ่ายสวัสดิการต่างๆ มากมาย จึงเป็นการบรรเทาภาระในการจัดสรรเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายบุคลากรและสวัสดิการต่างๆ ลงได้มาก

หน่วยงานราชการต่างๆ ก็มีลูกจ้างเดิมอยู่แล้วและทำงานให้หน่วยงามรัฐมายาวนานถึง 10 ปีหลายราย แต่เนื่องด้วยลูกจ้างหลายรายอายุมากเกิน 35 ปีแล้วทั้งนั้น ลูกจ้างเหล่านี้ทำงานด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นช่วยงานราชการมาโดยตลอด รู้งานต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นการบรรเทางานข้าราชการได้ส่วนหนึ่ง

แต่เนื่องด้วยสัญญาจ้างงานตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวและลูกจ้างสัญญาจ้างรายปี ค่าจ้างต่างๆ จึงเป็นเงินนอกงบประมาณเสียส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าปีงบประมาณใดไม่มีเงินนอกงบประมาณหรือหมดงบประมาณลงก็จะเกิดความเสี่ยงต่อลูกจ้างชั่วคราวหลายหมื่นคนทันทีและไม่มีค่าชดเชย

ดิฉันก็เป็นลูกจ้างสัญญาจ้างกระทรวงหนึ่ง รู้สึกเห็นใจเพื่อนร่วมตำแหน่งเดียวกันจึงฝากเรื่องนี้ไปถึงกรมบัญชีกลางช่วยพิจารณารับเรื่องร้องเรียนของลูกจ้างชั่วคราวที่ทำงานเกิน 5 ปีขึ้นไปให้พิจารณาปรับเป็นลูกจ้างประจำปี
ลูกจ้างผู้เดือดร้อน


ตัด อวัยวะเพื่อรักษางบประมาณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัด อวัยวะเพื่อรักษางบประมาณ

23 มกราคม 2563 – 11:35 น.
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,ตัดอวัยวะ,งบประมาณรายจ่ายปี63
เปิดอ่าน 1,596 ครั้ง

ตัด อวัยวะเพื่อรักษางบประมาณ คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…  สถิตย์ ธรรม

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จำนวน 3.2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายพัฒนาประเทศด้านต่างๆ จะประกาศออกมาบังคับใช้ได้เมื่อใด เห็นทีต้องลุ้นกันตัวโก่งอีกระลอก

จากเดิมเป็นที่รับรู้กัน งบประมาณปี 63 มีผลบังคับใช้ล่าช้ากว่ากำหนดมาก่อนแล้ว อันเนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา กว่าจะได้ ส.ส. ตั้งรัฐบาล แถลงนโยบายรัฐบาล ลากกันมาถึงมิถุนายน 2562 จึงมีการเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ 2563 เข้าสภาพิจารณา เรียกว่าล่วงเลยเกินกรอบเวลาปฏิทินงบประมาณ

ผ่านมาสี่เดือน รัฐบาลต้องหยิบยืมงบประมาณของปี 62 มาใช้จ่ายบริหารประเทศกันอยู่เลย

รัฐบาลอาจต้องหยิบยืมใช้งบปี 62 ลากยาวออกไปอีก เมื่อ “สายสืบตาดี” อย่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจพบ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ถึงสองราย กระทำการเสียบบัตรแทนกันระหว่างการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระสาม

ทั้งสองไม่ได้อยู่ในสภา รายหนึ่งเป็นชายปรากฏตัวในงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ จ.พัทลุง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการลงมติ รายที่สองเป็นสุภาพสตรีแบ่งร่างไปโผล่เมืองจีน โดยเป็นห้วงเวลาลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเช่นเดียวกัน

ข้อมูลหลักฐานถูกตอกย้ำ เมื่อ ชวน หลีกภัย ประธานสภา สั่งให้เลขาธิการสภาตรวจสอบ ซึ่งรายงานมาแล้วว่ามีการเสียบบัตรแทนกันจริง คราวนี้จากเรื่องเล็กบานปลายเป็นเรื่องใหญ่สิครับ

การนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องมีการตรวจสอบครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อย โดยเฉพาะร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดินเสียด้วย อีกทั้งเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเข้ามาอีกว่ามีการเสียบบัตรแทนกัน ย่อมทำให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

…สถิตย์ ธรรม… จำความได้ว่า ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ปรากฏพบการเสียบบัตรแทนกันในการพิจารณาร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จนมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้มีอันตกไป ย้อนกลับไปอีกเคยมีการเอาผิดคนกระทำการเสียบบัตรแทนกันกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ถูกร้องผ่าน ป.ป.ช.ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เหตุการณ์คราวก่อนกำลังตามมาหลอกหลอนในรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ เพราะในเมื่อมีการลงมติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องมีการเข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งล่าสุด วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล เตรียมเสนอให้ประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เป็นประการฉะนี้ จึงเกิดคำถามชวนลุ้นระทึก ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะมีอันเป็นโมฆะหรือไม่ ในเมื่อเคยมีแนวคำวินิจฉัยจากอดีต

แต่ช้าก่อนมือกฎหมายเตรียมหาทางออกรับมือกันไว้แล้ว ไม่ว่าเป็นเนติบริกร วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แจกแจงว่าเป็นเคสแตกต่างกัน หรือแม้แต่มือตรวจสอบนอกสภาอย่าง นิพิฏฐ์ เสนอว่า พรรคภูมิใจไทยต้องยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย

การตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกายในทีนี้คือ ส.ส.ภูมิใจไทยทั้งสองรายต้องยอมสารภาพไม่ได้ลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณมาตราใดบ้าง เพื่อเปิดทางสะดวกในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด

แต่การยอมสารภาพ ไม่ต่างกับ “กระทำความผิดสำเร็จ” ทำให้ทั้งสองต้องเผชิญดาบสองตามมานั่นคือ ความผิดส่วนตน ซึ่งจะถูกดำเนินคดีอาญา ก็ว่ากันไป ขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภท. ออกมาประกาศแล้ว ส.ส.ต้องให้ความสำคัญกับสภา

เมื่อกระทำการผิดข้อบังคับ สร้างความเสื่อมเสียต่อสภา ก็ต้องมีการหวดกันบ้าง โดยพรรคได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ส่วนโทษจะเป็นระดับไหน ตั้งแต่ตักเตือนจนขับออกจากสมาชิกพรรค นี่ล่ะเป็นเรื่องต้องวัดใจพรรคภูมิใจไทยจะลงโทษหรือไม่

ดูจะเป็นแนวทางที่ “นิพิฏฐ์” ลุ้นให้เป็นแบบนั้นเสียด้วย ในเมื่อ ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน คือส.ส.จากจังหวัดพัทลุง พื้นที่เดียวกันที่ทำให้ นิพิฏฐ์ ต้องพ่ายแพ้ไม่สามารถเข้ามานั่งในสภา นั่นคือการหวังผลทางการเมือง ตามสไตล์พวกกัดไม่ปล่อย

 แต่ที่ชัวร์สุด งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะออกมาบังคับใช้เมื่อไรถูกยืดเยื้อออกไปแล้ว