คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563

23 มกราคม 2563 – 10:19 น.
สารวัตรเหลิม,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,อิลลูมินาติ
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563  โดย… พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการไม่ขาด ขาดไม่ได้ ขาดข่าว ขาดข้อมูล ขาดความจริงไม่ได้ เพื่อคนอ่านทุกท่าน 

00000 “พญาเสือ” มาประจำการไม่นานก็ได้รับเกียรติจาก “ดาวสภา” อดีตตำรวจกองปราบ อย่าง “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” เจ้าของสมญา “ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาเจอเฉลิม” หรือครั้งหนึ่งที่ สมัคร สุนทรเวช ยังโลดแล่นในเวทีการเมือง ทั้งสองได้ฉายาว่า “ขุนศึกฝั่งธน ขุนพล กทม.” 

00000 บทบาทของ “สารวัตรเหลิม” ในสภา ไม่ว่าจะอภิปรายอะไรเป็นที่สนอกสนใจของประชาชน เรียกเรตติ้งเอาชนะละคร “น้ำเน่า” หลังข่าวได้ ยิ่งช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจหาก “สารวัตรเหลิม” เป็นฝ่ายค้าน พอจะได้เวลาอภิปราย ชาวบ้านปูเสื่อรอหน้าจอทีวีเลยทีเดียว 

00000 พญาเสือ จำได้ดี ส่วน “สารวัตรเหลิม” พาดพิง “พญาเสือ” เรื่องการตัดชื่อรัฐมนตรีคนนั้นออกแล้วเอาชื่อรัฐมนตรีคนนี้เข้า ว่าเขียนเป็นตุเป็นตะนั้น “พญาเสือ” ไม่ว่าอะไร เพราะเดี๋ยวความจริงก็ปรากฏ

00000 ในทางการเมืองมันมีสองด้าน หากมีการเพิ่มชื่อรัฐมนตรี คนที่ “พญาเสือ” เคยเอ่ยถึงว่า มีคนต้องการให้ถูกอภิปรายคือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อันนั้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนไหมว่า โป๊ะเชะ

00000 แต่อันไหนที่ไม่มีชื่อแต่แรก แล้วถูกหาว่า รับงาน มาตัดชื่อออก แล้วตอนหลังใส่ชื่อเข้าไป แบบนี้จะให้บอกว่าเพื่อแก้ข้อครหา โดยเฉพาะ ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ จริงหรือไม่

00000 อย่างไรก็ตาม “พญาเสือ” ไม่ได้ให้น้ำหนักกับการอภิปรายของฝ่ายค้านเท่าไหร่ เพราะก็ทำกันแบบ “กฐิน” ตามฤดูกาลเท่านั้น ที่สำคัญคือ คนเก่งๆ ของฝ่ายค้านไม่ได้เข้าสภา โดยเฉพาะ “สารวัตรเหลิม” มันเหมือนมวย “สารวัตรเหลิม” เป็น เทรนเนอร์ สอนนักมวยให้ตายมันก็ชกไม่ได้ตามที่สอน เพราะ “เทรนเนอร์” ไม่ได้ขึ้นชกเอง ลีลาท่าทางมันต่างกัน ความมันจะหายไปทันที 

00000 ยิ่งหาก ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน ยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนการอภิปราย จะทำให้การอภิปราย “กร่อย” ไปทันที เนื่องจาก พรรคอนาคตใหม่ เตรียมขุนพลอย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล พล.ท.พงศกร รอดชมภู และ พรรณิการ์ วาณิช ไว้กะซวกรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.ท.พงศกร นายทหารเก่า รู้สายสนกลในของกองทัพเป็นอย่างไร สามารถเชื่อมโยง 3 ป. เข้าด้วยกัน ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร รองนายกฯ และพล.อ.อนุพงษ์ รมว.มหาดไทย ได้เป็นอย่างดี

00000 แต่หากส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคไปชิงลาออกจากเก้าอี้ กรรมการบริหารพรรค ก่อน ก็จะมีโอกาสได้อภิปรายซักฟอกในสภา นี่เป็นคำแนะนำของ ใครหลายคน “พญาเสือ” ก็ได้ยินมาแบบนั้นว่า จะลาออกก่อน เพราะคนใน พรรคอนาคตใหม่ มั่นใจว่าแม้นจะรอดจากคดี “อิลลูมินาติ” แต่อาจไม่ รอดคดีเงินกู้ 191 ล้านแน่นอน

00000 ฮัดเช้ย!!!!! พญาเสือ ปวดหัวกับ นายกฯ ลุงตู่ เรื่องเสียบบัตรแทนกัน เห็นว่า นายกฯ ควันออกหู ที่ ส.ส.ภูมิใจไทย ที่แน่ๆ คือ ฉลอง เทิดวีระพงษ์ แห่งพัทลุง ยอมรับว่าได้เสียบบัตรคาไว้ในสภา ส่วนตัวไปงานวันเด็ก ขณะที่ นาที รัชกิจประการ ต้องพิสูจน์ว่าเจ้าตัวไปเมืองจีนนั้น บัตรอยู่ไหน หากเสียบคาสภา ก็หมายความว่าคนของภูมิใจไทยจะทำให้กฎหมายงบประมาณ “ตกสวรรค์” ไป

00000 ปัดโธ๋!! อุตส่าห์ปลุกปั้นกันมานาน ฝ่ายค้านเล่นลากยาว อภิปรายน้ำท่วมทุ่งหลายวัน หวังว่า เดือนกุมภาพันธ์ จะได้ใช้งบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท ความหวังมา “พังทลาย” เพราะส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลมีพฤติกรรมเยี่ยงนี้

00000 “พญาเสือ” ถือว่าร้ายแรงมาก พรรคภูมิใจไทยต้องมีบทลงโทษ ไม่ใช่ออกมาโอบอุ้มกัน คือรัฐบาลผ่านปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” มาแล้ว ยังมาเจอเรื่องแบบนี้อีก จะไม่ให้นายกฯ โมโหได้อย่างไร นี่ไม่นับรวมพรรคร่วมบางพรรค “เอาตัวรอด” จากการ ถูกฝ่ายค้านซักฟอก ปล่อยให้ 3 ป. และพรรคแกนนำเผชิญชะตากรรมแต่เพียงลำพัง ยังไม่ทราบว่า การที่ส.ส. ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั้น ศาลจะใช้เวลาเท่าใด “พญาเสือ” พูดตรงๆ หลังอภิปราย ปรับพรรคเจ้าปัญหาออกก็ดีเหมือนกัน 00000

พังแน่ ‘นายกอ๊อด’ ยึด ‘เนวินเฟิร์ส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พังแน่ ‘นายกอ๊อด’ ยึด ‘เนวินเฟิร์ส’

23 มกราคม 2563 – 10:00 น.
เนวิน,บังยี,เจาะประเด็นร้อน,สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 14,068 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ม.ค.63

****************************

ศึกเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ทำท่าจะดุเดือดไม่แพ้สงครามการเมืองในสภา เมื่อ บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอล และรองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ถูกตัดสิทธิ์ลงสมัครชิงนายกลูกหนังไทยไม่ได้

บังยี สู้ไม่ถอย

เมื่อ 21 มกราคม 2563 “บังยี” จึงตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงทุกกรณีของปัญหาการลงรับสมัครเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอล และการเตรียมฟ้องกลับ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ด้วย

ด้าน “บิ๊กอ๊อด” จัดการแถลงข่าวเปิดตัวความพร้อมทั้งรายชื่อสภากรรมการ และสโมสรฟุตบอลกว่า 50 ทีมที่แสดงตัวสนับสนุนบิ๊กอ๊อดเป็นประมุขลูกหนังสมัยที่ 2

เสี่ยฮั่น”มายังไง?

ในรายนามอุปนายกและสภากรรมการของ “บิ๊กอ๊อด” ที่เปิดเผยในวันแถลงข่าวนั้น ปรากฏชื่อของ “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช แห่งทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีก 2019 ทำเอากองเชียร์บังยีหงายเงิบ

หลายคนขยี้ตาหลายรอบไม่คิดว่า “เสี่ยฮั่น” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ และในอดีต เสี่ยฮั่น ยืนอยู่ปีกบังยี และค่ายสื่อกีฬายักษ์ใหญ่

เสี่ยฮั่น มาเพราะบิ๊กอ๊อด

ว่ากันว่า เสี่ยฮั่นยอมมาเป็นสภากรรมการเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ “บิ๊กอ๊อด” ที่รู้จักผ่านคนบางคน ซึ่งคนละสายกับ “ขาใหญ่เซราะกราว”

วันก่อนเสี่ยฮั่นไขข้อข้องใจผ่านสื่อว่า “ผมมองถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของวงการฟุตบอลไทยครับ” และยอมรับว่า “เราเห็นแล้วว่าแนวทางของท่านสมยศ ก็มีการปรับปรุงในหลายๆ เรื่อง น่าจะมีความยุติธรรมมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง”

เสี่ยฮั่นยังกังวลเรื่อง “เนวินเฟิร์ส” จึงออกตัวว่า ถ้าการบริหารงานของ พล.ต.ต.สมยศ ในวาระใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมแบบที่ไม่ถูกต้องต่างๆ ตนเองจะไม่เอาด้วย และพร้อมที่จะโบกมือลาทันที

ปลายฤดูกาลไทยลีกปีที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์ผู้ตัดสินเยอะ เสี่ยฮั่นจึงออกโรงเตือนบิ๊กอ๊อดเสียแต่วันนี้

คนหน้าเดิม”มาครบ

เมื่อตรวจดูรายชื่อทีมสภากรรมการชุดใหม่ที่ “บิ๊กอ๊อด” เสนอตัวต่อสาธารณชน มีนักการเมืองหลายคน เช่น ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบฯ, สมเกียรติ กิตติธรกุล ญาติของสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่, ธนวัชร นิติกาญจนา ลูกชาย ส.ส.บุญยิ่ง นิติกาญจนา และอนุสรณ์ วงศ์วรรณ  ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย

คนหน้าใหม่สายการเมืองนอกจาก “เสี่ยฮั่น” ก็มี “เสี่ยโหน่ง” พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา และบริพัฒน์ สมมี ลูกชายของ สุนี สมมี อดีตนายก อบจ.ลำปาง สายภูมิใจไทย

เนวิน กับลูกชายสุนี สมมี อดีตนายก อบจ.ลำปาง

ตามปกติช่วงปิดฤดูกาลไทยลีก เนวิน ชิดชอบ” จะนำสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เตะกระชับมิตรกับสโมสรในลีกบ้านนอก และมีข้อสังเกตจังหวัดที่ทีมปราสาทสายฟ้าไปเยือนนั้น เป็นพื้นที่เป้าหมายของภูมิใจไทย

เนวินใช้กลยุทธ์ “ลูกหนัง” เป็นเรือธงสร้างพันธมิตร การยกทีมไปเตะกับสโมสรใด ทีมนั้นย่อมเป็นหนึ่งในเครือข่ายลูกหนังของปราสาทสายฟ้า

การเมืองลูกหนัง

สำหรับการเลือกตั้งนายกสมาคมลูกหนังไทยจะมีสโมสรสมาชิกที่ลงคะแนนได้ทั้งหมด 69 เสียง ประกอบด้วย สโมสรไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีม, สโมสรไทยลีก 2 จำนวน 18 ทีม, อันดับ 1-7 จากไทยลีก 3 โซนเหนือและโซนใต้ รวม 14 ทีม, อันดับ 1-3 จากการแข่งขันไทยลีก 4 ทั้ง 6 โซน รวมเป็น 18 ทีม, แชมป์อเมเจอร์ลีก (ไทยลีก 5) 1 ทีม และแชมป์กับรองแชมป์ฟุตบอลลีกหญิง 2 ทีม

วันแถลงข่าวเมื่อวันก่อน “บิ๊กอ๊อด” เปิดเผยว่ามี 50 กว่าสโมสรจากทุกลีก แสดงเจตจำนงหนุนทีมผู้บริหารชุดเดิม และในจำนวนนี้มีทีมลูกหนังของนักการเมืองเครือข่ายค่ายสีน้ำเงินอยู่จำนวนไม่น้อย

เนวิน สมยศ สมัยเจ้าสัวคิงเพาเวอร์ยังมีชีวิตอยู่

ไทยลีก 1 ชลบุรี เอฟซี (กลุ่ม 16-พลังประชารัฐ), พีที ประจวบ เอฟซี (กลุ่มเสี่ยต่อ ปชป.), สุพรรณบุรี เอฟซี (กลุ่มลูกท็อป), ราชบุรี มิตรผล เอฟซี (กลุ่มเจ๊บุญยิ่ง-เสี่ยตุ้ย), ระยอง เอฟซี (กลุ่มปิตุเตชะ ปชป.) และสมุทรปราการ ซิตี้ (กลุ่มอัศวเหม พลังประชารัฐ)

ส่วนทีมดิวิชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด หรือ อุทัยธานี เอฟซี (กลุ่มชาดา-ภูมิใจไทย), อยุธยา ยูไนเต็ด (กลุ่มเจ๊สมทรง-ภูมิใจไทย), แพร่ ยูไนเต็ด (กลุ่มแม่เลี้ยงติ๊ก-ปชป.), แกรนด์ อันดามัน ระนอง (กลุ่มฮั้งเพ้ง-ภูมิใจไทย) ฯลฯ

ถ้าดูรายชื่อทีมลูกหนังที่สนับสนุนบิ๊กอ๊อด เหมือนจะนอนมา..แต่ก็ไม่ควรประมาท “บิ๊กอู๊ด” คนโตเมืองปากน้ำโพที่รอเปิดชื่อทีมงานอยู่

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412210?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง

23 มกราคม 2563 – 09:15 น.
พรรคประชาธิปัตย์,กรณ์ จาติกวณิช
เปิดอ่าน 401 ครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมือง โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ข่าวการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และตามมาด้วยการลาออกจากพรรคของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ดูจะเป็นหนึ่งในทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรณ์ที่เป็นบุคลากรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นเวลานานและมีความสำคัญต่อพรรคด้านการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ ส่วนเหตุผลของการลาออกจากที่เป็นข่าวคือการเตรียมตั้งพรรคใหม่ตามอุดมการณ์ของนายกรณ์และนายอรรถวิชช์

อย่างไรก็ตามอีกกระแสข่าวที่เกี่ยวกับเหตุผลของการลาออกของนายกรณ์คือการถูกลดบทบาทนำทางด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรค โดยผู้มีบทบาทนำด้านนโยบายเศรษฐกิจในยุคของหัวหน้าพรรคที่ชื่อจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คือ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์

แต่หากมองให้ลึกกว่านั้นจะพบว่าการลาออกของนายกรณ์อาจเป็นกลยุทธ์แยกกันตีของพรรค และอาจเป็นวิธีการเดียวที่จะนำเอาคะแนนของคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ กลับคืนมาจากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ของพรรคในปัจจุบันหากไม่ดำเนินกลยุทธ์นี้ก็คงต้องใช้เวลาอีกสมัยหรือสองสมัยถึงจะได้คะแนนนิยมของคนกลุ่มนี้กลับมา

นายกรณ์และนายอรรถวิชช์ไม่ใช่กลุ่มแรกที่ลาออกจากพรรค ก่อนหน้านี้ถ้านับย้อนไปตั้งแต่ช่วงชุมนุมทางการเมืองปี 2556 เริ่มจากกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ประกาศวางมือทางการเมืองและต่อมาก็ประกาศสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายสกลธี ภัททิยกุล ที่พาเหรดกันไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ ต่อมา นายกษิต ภิรมย์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ต่างก็ทยอยโบกมือบ๊ายบายจากพรรค

การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของแกนนำและบุคคลสำคัญของพรรค ทำให้นักวิจารณ์การเมืองหลายคนมองว่าประชาธิปัตย์กำลังแย่ เลือดกำลังไหลออกไม่หยุดหากไม่แก้ไขปัญหาภายในพรรค แต่ในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก พรรคประชาธิปัตย์เคยเผชิญมรสุมทางการเมืองมามากมาย รุนแรงกว่านี้ก็เคยโดนมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแพ้การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ ให้แก่พรรคประชากรไทยในปี 2522 การยกทีมออกจากพรรคของกลุ่ม 10 มกราคม หลังการเลือกตั้งในปี 2529 การลาออกจากพรรคของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ในปี 2548 รวมถึงการแพ้เลือกตั้งในกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุดในปี 2562 เป็นต้น

มีคนเคยถามว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์จึงเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้บ่อยครั้งในตลอด 77 ปี ของพรรค คำตอบคือภายในพรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นประชาธิปไตยสูง (บางทีอาจจะสูงมากเกินไป) เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเจ้าของหรือนายทุนที่คอยชี้นำลูกพรรคให้ปฏิบัติตาม จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดการเมืองภายในพรรคอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รวมถึงการที่บางครั้งลูกพรรคไม่ค่อยฟังหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค เป็นต้น ภายในพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (บางครั้งอาจรวมถึงเสรีภาพในการปฏิบัติตัวและแสดงความคิดเห็นในสภาและต่อสื่อด้วย) และทุกคนมีโอกาสเป็นผู้บริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะมาจากตระกูลที่มั่งคั่ง ขุนนางเก่า หรือชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูง ปริญญาหลายใบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ หรือมีแค่ปริญญาตรีใบเดียวจากสถาบันภายในประเทศ

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถอยู่รอดในสังคมการเมืองไทยได้ โดยบางครั้งพรรคอาจจะเล็กลงบ้างหรือใหญ่โตบ้างตามสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละช่วง พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริงเมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่หลายพรรคเป็นแค่พรรคเฉพาะกิจเพื่อผู้นำบางคน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการ หรือนายทุน โดยพรรคเฉพาะกิจบางพรรคได้กลายเป็นอดีตไปแล้วหรือไม่สามารถเติบโตได้อีกแล้ว เช่น พรรคสามัคคีธรรมที่หายไปหลังการเลือกตั้งในปี 2535 พรรคประชากรไทยที่หมดบทบาทหลังการจากไปของนายสมัคร สุนทรเวช พรรคความหวังใหม่หลังจากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ วางมือทางการเมือง พรรคกิจสังคมหลังยุค นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นต้น

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ในปัจจุบันกำลังรอการพิสูจน์ว่าจะเป็นสถาบันทางการเมืองแบบเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ หรือเป็นได้แค่พรรคเฉพาะกิจที่อาจมีระยะสั้น-ยาวแตกต่างกันแต่ท้ายที่สุดก็สูญสลายเหมือนกัน จนเกิดคำถามถึงความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคการเมืองเหล่านี้หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น พรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรหากในอนาคตขาดการสนับสนุนจากคนแดนไกล พรรคพลังประชารัฐจะอยู่ต่อหรือไม่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเบื่อไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีหัวเรือหรือไม่หากขาดคนตระกูลศิลปอาชา พรรคชาติพัฒนาจะเดินต่อได้หรือเปล่าหาก นาย‎สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ไม่ไหวแล้ว พรรคเสรีรวมไทยหากไม่มี ‎พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จะยังมีคะแนนนิยมหรือไม่ พรรคภูมิใจไทยจะสูญสลายหรือเปล่าหากหมดบารมีนายเนวิน ชิดชอบ และนาย‎อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคอนาคตใหม่จะเป็นอย่างไรหาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่สามารถมีตำแหน่งทางการเมืองได้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์รอพิสูจน์อย่างเดียวว่าหากปราศจากนายชวน หลีกภัยแล้ว กระแสพรรคในภาคใต้จะเป็นอย่างไร

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็เชื่อว่าในความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้พรรคยังคงอยู่คู่การเมืองไทยต่อไป (ไม่ว่าจะอยู่แบบพรรคที่แข็งแกร่ง หรือซวนเซ แบบเมาหมัดก็ตาม)

They will be back…

ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี

23 มกราคม 2563 – 08:57 น.
กองทัพ,สวนสนาม,ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี
เปิดอ่าน 760 ครั้ง

ชื่นชมกองทัพไทยถวายความจงรักภักดี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ ขอนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘วิเชียร’ สระบุรี ซึ่งได้ชมการถ่ายทอดสดการสวนสนามของกองทัพไทยและตำรวจอย่างพร้อมเพรียงเข้มแข็งสง่างาม

ทุกท่านคงได้ชมและเช่นเดียวกันกับประชาชนทั่วประเทศและได้ร่วมชื่นชมอย่างยิ่ง

ภาพที่ปรากฏคงประจักษ์สายตาแล้วและอบอุ่นใจได้ว่าแสนยานุภาพของกองทัพไทยไม่เป็นรองใคร
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง สวยงามพร้อมเพรียง! กองทัพไทย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

วันก่อนผมได้ดูถ่ายทอดสดพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพไทย ผมขอชื่นชมกำลังพลทุกนายที่ร่วมในพิธีสวนสนาม สวยสง่างาม สามัคคี พร้อมเพรียง และยิ่งใหญ่ที่สุด แสดงออกถึงความแข็งแกร่งของทหาร ตำรวจของพระราชา แม้แดดจะร้อน สร้างภาพน่าประทับใจออกสู่สายตาชาวโลก ยอดเยี่ยมจริงๆ

นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ทหาร ตำรวจ ทุกหมู่เหล่ากว่า 4,000 นาย ร่วมพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหาร ตำรวจ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และวันกองทัพไทย ณ ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี

ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อ “ธงชัยเฉลิมพล” อันเป็นตัวแทนขององค์พระมหากษัตริย์ไทย แสดงความจงรักภักดี ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัยและความพร้อมเพรียง ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ

ความพิเศษของพิธีสวนสนามถวายสัตย์ในปีนี้ คือการสวนสนามแบบ “3 มิติ” ซึ่งจะประกอบด้วยการสวนสนามเดินเท้า การวิ่งสวนสนาม และการสวนสนามโดยขบวนม้า พร้อมด้วยขบวนยานยนต์ล้อและยานยนต์สายพาน รวมถึงหมู่บิน เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานหลายประเภท

การสวนสนามเทิดเกียรติครั้งนี้ถือเป็นการสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในรัชสมัยนี้ โดยเหล่าทัพได้นำยุทโธปกรณ์เกือบทุกแบบที่มีประจำการเข้าร่วม ไม่ต่างจากสวนสนามแสนยานุภาพ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2539 ที่ลานพระราชวังดุสิต ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว
วิเชียร (สระบุรี)


 เศรษฐกิจขาลง
 ความปลอดภัยน้อยลง
(จากสวนดุสิตโพล)

ผมอ่านผลจากการสำรวจของ ‘สวนดุสิตโพล’ เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แล้วอยากแจ้งให้ทราบเพื่อรัฐบาลจะได้รับรู้ความเห็นของคนไทยว่าเป็นอย่างไร

เสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.69% ระบุแย่ลง มีข่าวให้เห็นทุกวัน รุนแรงมากขึ้นมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ สังคมเสื่อมโทรม คนขาดคุณธรรมจริยธรรม ร้อยละ 27.47% เหมือนเดิม เพราะสังคมมีปัญหามานาน แก้ไขได้ยาก ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ทำให้ประชาชนต้องดูแลตัวเอง ร้อยละ 4.84% ระบุดีขึ้น สังคมตื่นตัว ช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ภาครัฐมีมาตรการเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อถามถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ณ วันนี้สะท้อนอะไร ร้อยละ 53.87% ระบุเศรษฐกิจตกต่ำ คนหมดหนทาง ต้องต่อสู้ดิ้นรน ยอมกระทำผิด ร้อยละ 24.46% ระบุสภาพสังคมเสื่อมโทรม มีความเหลื่อมล้ำสูง คุณภาพชีวิตแย่ ร้อยละ 21.36% ระบุรัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ประชาชนต้องพึ่งพาตนเอง

ความวิตกกังวล ร้อยละ 42.20% ระบุค่อนข้างวิตกกังวล เพราะกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว สังคมมีภัยรอบด้าน ขณะร้อยละ 40 ระบุวิตกกังวลอย่างมาก เพราะมีข่าวให้เห็นทุกวัน คนจิตใจโหดเหี้ยมมากขึ้น ปืน อาวุธผิดกฎหมายหาซื้อได้ง่าย

เมื่อถามถึงปัญหาที่วิตกกังวลมากที่สุด ร้อยละ 67.59% ระบุโจรผู้ร้าย จี้ปล้น ชิงทรัพย์ ร้อยละ 32.76 ระบุการใช้ความรุนแรง พกอาวุธ ปืน มีด สิ่งผิดกฎหมาย

ร้อยละ 25.17 ระบุการแพร่ระบาดของยาเสพติด สิ่งที่อยากฝากบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 46.51% ระบุบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปรับปรุงบทลงโทษให้เหมาะสม ร้อยละ 43.41% ระบุตรวจสอบการทำงานของกล้องวงจรปิดทุกจุดให้ใช้งานได้จริง ร้อยละ 20.54% ระบุเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน

ผมจึงแจ้งมาและอาจจะมีตัวเลขให้ปวดหัวบ้าง แต่ขออนุญาตจากสวนดุสิตโพลนำมาแจ้งให้ทราบเพราะสะท้อนให้เห็นความจริง
สามารถ (กทม.)


รพ.จิตเวชโคราชสร้างศรัทธา
นำร่องให้ปฏิบัติ

ผมได้รับเอกสารที่ รพ.จิตเวชโคราช ซึ่งส่งมาเป็นข่าวประชาสัมพันธ์และเมื่อพิจารณาแล้วอยากให้เป็นโรงพยาบาลที่อาจจะเป็นต้นแบบสร้างศรัทธาจากประชาชนที่มาใช้บริการ

โดย ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมา แจ้งให้ทราบการให้บริการที่ทันสมัยมีหลักคุณธรรมความซื่อสัตย์ ณ เวลานี้โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมายและอยากให้ รพ.จิตเวชโคราช เป็นโมเดลการทำงานต่อไป


มาตรการสำคัญในการปฏิบัติ
มาตรการแรก ตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำมาตรการป้องกัน ปราบปรามการทุจริต 1 ชุด เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ และจัดทำแผนป้องกันการทุจริต หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สอดคล้องกับแผนของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขและแผนระดับชาติ

มาตรการที่ 2 จัดทำประกาศ รพ.จิตเวช เรื่องมาตรการกลไก หรือระบบในการป้องกันการรับสินบนและประโยชน์ทับซ้อนสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2543 เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2544 โดยเจ้าหน้าที่ของ รพ.จิตเวชนครราชสีมา ทุกคนรวมถึงผู้ที่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรพ.จิตเวชนครราชสีมา มาแล้วไม่ถึง 2 ปี ต้องไม่รับของขวัญหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติ    ห้ามเจ้าหน้าที่ให้ของขวัญมูลค่าเกิน 3,000 บาท แก่ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชา ตามปกติหรือประเพณีนิยม และห้ามเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นเป็นการมอบให้ตามปกติหรือประเพณีนิยมแต่มูลค่าต้องไม่เกิน 3,000 บาทด้วย

มาตรการที่ 3 การออกค่านิยมร่วม เพื่อให้บุคลากรทุกคนยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพของตนเอง ยึดถือคุณธรรม จริยธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการทุกประเภทอย่างเคร่งครัด

มาตการที่ 4 การเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนหรือข้อคิดเห็นต่างๆ จากประชาชนผู้รับบริการ เจ้าหน้าที่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ รพ.จิตเวชนครราชสีมา 8 ช่องทางตามความสะดวก

1.ตู้รับฟังความคิดเห็นทุกเรื่อง และเรื่องร้องเรียนต่างๆ ติดตั้งที่แผนกผู้ป่วยนอก อาคารอำนวยการและที่หอผู้ป่วยในทุกหอ 2.ตู้จดหมายถึงผู้อำนวยการ ติดตั้งที่แผนกผู้ป่วยนอก อาคารอำนวยการ และหอผู้ป่วยในทุกหอ 3.ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-4423-3999 ในวันเวลาราชการ 4.ทางจดหมายอิเลกทรอนิกส์ อีเมล : jvkorat@jvkorat.go.th 5.เว็บไซต์ : http://www.jvkorat.go.th 6.เฟซบุ๊ก :www.Facebook.com/jvkorat 7.จดหมายร้องเรียนทางไปรษณีย์ ส่งตรงถึงผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมา เลขที่ 86 ถ.ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 และ 8.ยื่นเรื่องด้วยตนเองที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมา เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน หรือมีการประพฤติมิชอบ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน


ต้องพร้อมรับมือ ปีเผาจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412198?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องพร้อมรับมือ ปีเผาจริง

23 มกราคม 2563 – 07:54 น.
เศรษฐกิจโลก,ภาคอุตสาหกรรม
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

ต้องพร้อมรับมือ ปีเผาจริง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563

สถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่พ้นความกังวลว่าปีนี้จะสามารถขับเคลื่อนผ่านพ้นให้ขยายตัวได้ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ หรือจะแค่พยายามประคับประคองให้ไม่ติดลบก็นับว่าเก่งแล้ว เพราะมีหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศที่คาดหมายว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวนหนักและกระทบต่อทุกประเทศแน่ ซึ่งบางฝ่ายคาดคะเนด้วยซ้ำว่าปีนี้สำหรับประเทศไทยอาจจะเป็น “ปีเผาจริง” เพราะดูจากปัจจัยต่างๆ ภายในและภายนอกแล้วไม่สดใส จึงเป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องวางแนวทางตลอดจนแผนขับเคลื่อนและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับสภาวะขาลงที่ถูกคาดการณ์นี้ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ซึ่งมีการคาดว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะประมาณ 3% แต่ดูแล้วอาจเป็นเรื่องลำบาก แม้ภาครัฐมีการลงทุนโครงการใหญ่ๆ แต่ในระดับปากท้องยังมีเสียงสะท้อนถึงความฝีดเคือง

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนธันวาคม 2562 มีมูลค่า 19,154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัวลดต่อเนื่องร้อยละ 1.28 ส่งผลให้การส่งออกปี 2562 ยังหดตัวร้อยละ 2.65 มีมูลค่า 246,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงกดดันตลอดทั้งปียังคงเป็นสงครามทางการค้า รวมถึงผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังมีสัญญาณบวกว่าไทยสามารถปรับตัวได้ดีเริ่มมีสินค้ากลุ่มใหม่ส่งออกได้ดีมากกว่า 20 รายการ และการส่งออกเดือนธันวาคมในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลับมาขยายตัวในรอบ 16 เดือน สะท้อนว่าผู้ประกอบการปรับตัวได้ดี ขณะเดียวกันไทยยังรักษาส่วนแบ่งตลาดหลักไว้ได้ ซึ่งจะถือว่าการส่งออกเริ่มฟื้นมาเป็นช่วงขาขึ้นหรือไม่ยังต้องจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดและกลยุทธ์ของฝ่ายบริหารในการส่งเสริมสนับสนุนภาคการส่องออกไทยด้วย

ส่วนตัวเลขยอดขายรถยนต์ทั้งในและนอกประเทศก็ต่ำลงจากที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า เดือนธันวาคม 2562 มียอดขายรถยนต์ในประเทศ 89,285 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 21.4 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2562 ร้อยละ 12.6 ส่วนยอดส่งอออกรถยนต์ตลอดปี 2562 มียอดส่งออกรวม 1,054,103 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ 7.59 แต่การส่งออกยังทำได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านคัน และยังมีดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคม 2562 อยู่ที่ระดับ 91.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.3 ในเดือนพฤศจิกายน 2562 เนื่องจากกังวลกำลังซื้อในประเทศ ปัญหาภัยแล้งกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคเกษตร ส่งผลคำสั่งซื้อและยอดขายสินค้าลดลงและผู้ส่งออกยังได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า

เช่นเดียวกับสภาอุตสาหกรรมอาหารที่รายงานว่าในปี 2562 การผลิตอุตสาหกรรมอาหารไทยลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยลดลง 2% เป็นผลมาจากการบริโภคในประเทศที่อ่อนตัวลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นตามราคาอาหารสด ทั้งนี้การส่งออกอาหารไทยปีที่แล้วมีมูลค่าอยู่ที่ 1,025,500 บาท พบว่าหดตัว 3.8% สำหรับสินค้าอาหารส่งออกหลัก 6 รายการที่มีมูลค่าลดลง ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย ทูน่ากระป๋อง แป้งมันสำปะหลัง กุ้ง และสับปะรด ซึ่งเหล่านี้ต่างเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของไทยมาโดยตลอด ดังนั้นในภาคอุตสาหกรรมอาหารอาจต้องทบทวนและค้นหาว่าปัจจัยอะไรถึงส่งผลเช่นนี้ ซึ่งโดยภาพรวมเห็นได้ว่าหลายอุตสาหกรรมของไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวนและช่วงขาลง จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องพร้อมรับมือให้ได้

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/412063?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม

22 มกราคม 2563 – 13:10 น.
พรรคอนาคตใหม่,คำวินิจฉัย,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 217 ครั้ง

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม

 “อนาคตใหม่” ไม่ล้มล้างการปกครอง สั่งแก้ไขข้อบังคับพรรคให้ชัดเจน-ไม่คลุมเครือ

21 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสาร ผลการพิจารณาคดีที่นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 1-4 ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

ผลการพิจารณากรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการออกข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง เนื่องจากข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรคดังกล่าว มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (1) และมาตรา 15 (2) (3) นั้น เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างของผู้ร้องว่าข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งหมายความรวมถึงนโยบายและภาพเครื่องหมายไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 และมาตรา 15 การออกข้อบังคับของพรรคการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

โดยมาตรา 13 บัญญัติว่า เอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นไปพร้อมกับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง อย่างน้อยต้องประกอบด้วย (3) ข้อบังคับ มาตรา 14 บัญญัติว่า ข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ มาตรา 15 บัญญัติว่า ข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้ (2) ภาพ เครื่องหมายของพรรคการเมือง (3) นโยบายของพรรคการเมือง และมาตรา 17 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า กรณีที่คำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานที่ยื่นพร้อมคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องและครบถ้วนตามมาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 15 ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง และให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา

จากบทบัญญัติตามกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นผู้ยื่นคำขอจะต้องยื่นข้อบังคับพรรคการเมืองไปพร้อมกับคำขอด้วย ต่อจากนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงจะตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารที่ยื่น หากคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานมีความถูกต้องครบถ้วน นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะต้องรับดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 17 และมีประกาศจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมแสดงว่าข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (1) เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองได้

อย่างไรก็ตามถ้าปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่าข้อบังคับพรรคของพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 14 มาตรา 15 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะรายงานไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับดังกล่าวได้ ตามมาตรา 17 วรรคสาม ข้อเท็จจริงในคดีนี้หาได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นใหม่ และผู้ถูกร้องทั้ง 4 ไม่ได้มีการกระทำอื่นใดที่นอกเหนือไปจากการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่เพิ่มเติมขึ้นในภายหลัง กรณีนี้จึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ดีการยื่นคำร้องของผู้ร้องคงเป็นเพียงข้อห่วงใยในฐานะพลเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และระบอบการปกครองของประเทศ ดังนั้นข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่ ใช้ถ้อยคำว่า “หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนรายการคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองข้อ 6 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “พรรคอนาคตใหม่ ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมือง ควรจะมีความชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือ แตกต่างจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ที่บัญญัติว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (3) ได้ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม เพื่อป้องกันความสับสน ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 มีพฤติการณ์แนวคิด ทัศนคติ คลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก เป็นกระบวนการปฏิปักษ์ ปฏิกษัตริย์นิยม มีแนวความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย โดยการแสดงความคิดเห็นในช่วงต่างๆ ทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ตามที่ปรากฏตามสื่อมวลชนและสื่อสาธารณะที่ผ่านมา เช่น การให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน การแสดงความคิดเห็นต่อหน้าสาธารณชน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแสดงความคิดเห็นในช่องทางต่างๆ นั้น

เห็นว่าการพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์นั้น ถึงระดับที่วิญญูชนควรจะอาจคาดเห็นได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการกระทำนั้นจะต้องกำลังดำเนินอยู่และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ

แต่ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคดีเป็นเพียงข้อมูล ข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ต และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 มีพฤติการณ์หรือการกระทำตามความคิดเห็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 4 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

อาศัยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 4 ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

พรรคอนาคตใหม่ กับ clash of generations #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411984?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคอนาคตใหม่ กับ clash of generations

22 มกราคม 2563 – 12:25 น.
อิลลูมินาติ,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 968 ครั้ง

พรรคอนาคตใหม่ กับ clash of generations คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

สร้างกระแสกันหนักหน่วงมานานเป็นสัปดาห์ สำหรับคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ด้วยข้อหาล้มล้างการปกครองฯ เชื่อมโยงแนวคิดกับสมาคม “อิลลูมินาติ” อันลือลั่น

ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำวินิจฉัยที่ทำให้ใครหลายคนผิดหวัง เพราะใช้เวลาอ่านจริงแค่ไม่กี่นาที และตีตกคำร้องเกือบทั้งหมด

อ่านข่าว
‘อนาคตใหม่’ เฮ รอดยุบพรรค ปฏิปักษ์สถาบันข้อเท็จจริงยังไม่พอ

จริงๆ คดีนี้ โอกาสที่จะขยายผลไปถึงการยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว เพราะข้อกฎหมายไปไม่ถึง

พรรคอนาคตใหม่เองก็มี “กูรูกฎหมาย” ระดับดอกเตอร์จากฝรั่งเศส น่าจะรู้เส้นสนกลในมากพอสมควรว่าบทบัญญัติตามกฎหมายไปได้แค่ไหน แต่ก็โหนกระแสไปกับเขาด้วย สบช่องทั้งวิจารณ์ศาล ดิสเครดิตรัฐบาล ขยายแนวคิดเผด็จการสุมหัวจ้องทำลาย

ก่อนวันพิพากษา ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ถึงขั้นเสนอทฤษฎี clash of generations หรือการปะทะกันระหว่างคนต่างรุ่น ต่างวัย จนอาจบานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ในสังคม

คำถามสำคัญที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏการณ์ปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่น จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และน่ากลัวขนาดไหน

 ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. อธิบายเรื่องนี้เอาไว้น่าสนใจ อาจารย์บอกว่าการแบ่งกลุ่มคนตามช่วงอายุ หรือ “เจนเนอเรชั่น” มีมานานมากแล้วในทางสังคมวิทยา โดย 1 เจนเนอเรชั่นจะมีช่วงเวลา 20-25 ปี คนที่เกิดในช่วงเจนเนอเรชั่นเดียวกัน มักจะมีวิธีคิด การกระทำ และการตัดสินใจคล้ายๆ กัน ซึ่งเกิดจากการได้รับการอบรมเลี้ยงดู การซึมซับวัฒนธรรม และเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้นๆ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เช่น ในรอบ 20 ถึง 25 ปี วัฒนธรรมหรือความเชื่อก็เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีก็พัฒนาขึ้น ทำให้คนเจนเนอเรชั่นใหม่กว่า หรือเกิดทีหลัง โดยปกติก็มักจะมีแนวคิด ความเชื่อ หรือการกระทำแตกต่างจากคนเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าอยู่แล้ว การปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่น โดยเฉพาะการปะทะกันทางความคิด ความเชื่อ จึงเกิดขึ้นมาตลอด และการปะทะกันหรือคิดเห็นแตกต่างกันนี้ ก็มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อาจารย์เชษฐา ยกตัวอย่างพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งบุคลากรสำคัญภายในพรรคเป็นคนรุ่นใหญ่ อายุเยอะ ก็มีวิธีคิด วิธีการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะถูกต้องตรงใจคนที่อายุเยอะๆ เหมือนกัน ทำให้แฟนคลับพรรคพลังประชารัฐ เป็นคนในเจนเนอเรชั่นเดียวกันเป็นส่วนใหญ่

ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ที่มีแกนนำพรรคเป็นคนอายุ 40 ปีลงมา ก็มีวิธีคิด วิธีการทำงานอีกแบบหนึ่ง ที่อาจจะสอดคล้องตรงใจ ตรงวิถีของคนรุ่นใหม่ เจน Y และเจน Z ทำให้แฟนคลับเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาและคนทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาอาจารย์ปิยบุตรนิยามแนวคิดของพรรคตนว่าเป็น “ลิเบอรัล” หรือ “เสรีนิยม” ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ถูกตีตราว่าเป็น “อำนาจนิยม” ทำให้สังคมรู้สึกถึงความแตกต่าง

แต่คำถามที่น่าพิจารณาก็คือ การปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่น ในประเด็นความต่างทางการเมืองแบบนี้ ถึงขั้นมีการชุมนุมขนาดใหญ่ ม็อบลงถนน และปะทะกันด้วยความรุนแรงนั้น จะเกิดขึ้นหรือไม่ อาจารย์เชษฐา สรุปแบบฟันธงว่า เกิดยาก เพราะคนรุ่นใหม่ หรือเจน Y เจน Z เติบโตมากับสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ทำให้มีพื้นที่ระบายความอัดอั้นทางการเมืองตลอดเวลา ผิดกับคนรุ่นก่อนที่ไม่มีพื้นที่ระบายที่ไหน เวลามีความอึดอัด คับข้องใจ ก็ใช้วิธีนัดชุมนุม หรือลงถนน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้่น แต่เกิดมานานแล้ว อย่างการชุมนุมใหญ่ 14 ตุลาฯ 2516

การแสดงท่าทีทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ยุคนี้จึงเปลี่ยนแปลงไป มักใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก ทำให้มีพื้นที่ระบายความอัดอั้นหรือคับข้องใจ จึงเกิดม็อบลงถนนยากกว่าในอดีต ยกเว้นว่ามีเงื่อนไขที่กระทบกับผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างชัดเจน เช่น มีหลักฐานว่ารัฐบาลทุจริตอย่างมโหฬาร หรือออกนโยบายที่กระทบกับคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรง แบบนี้ก็อาจทำให้เกิดม็อบลงถนนได้ แต่อาจารย์เชษฐาก็ยังเชื่อว่า หากมีม็อบขนาดใหญ่ลงถนนจริง น่าจะเกิดจาก “คนรุ่นเดิม” ที่เคยเคลื่อนไหวต่อสู้กันบนท้องถนนมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 ปี 2553 และปี 2557 มากกว่า โดยมีคนรุ่นใหม่เป็นส่วนประกอบ

เลขาธิการสมาคมสังคมศาสตร์ฯ ยังเสนอทิ้งท้ายว่า อยากให้ฝ่ายการเมืองใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหาและหาทางออกให้บ้านเมือง หากมีการยุบพรรคการเมือง ก็ควรต่อสู้ในแง่การทำความเข้าใจ และไปจบที่สนามเลือกตั้่ง ดีกว่าการปลุกม็อบหรือสร้างกระแสให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกบานปลายออกไป เพื่อจำกัดวงการปะทะกันระหว่างเจนเนอเรชั่นให้อยู่เฉพาะเรื่อง “ความต่างทางความคิด” แล้วใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ไม่หันมาเลือกใช้วิธีรุนแรง

ด่าน 2 อนค. จอดหรือไปต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ด่าน 2 อนค. จอดหรือไปต่อ

22 มกราคม 2563 – 11:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ,ยุบพรรค
เปิดอ่าน 1,089 ครั้ง

ด่าน 2 อนค. จอดหรือไปต่อ คอลัมน์… SPECIAL REPORT

ถึงแม้ที่สุดแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ ในคดีที่ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่า การกระทำของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และกรรมการบริหารพรรค ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และข้อบังคับพรรคที่เขียนในลักษณะไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

อ่านข่าว
‘อนาคตใหม่’ เฮ รอดยุบพรรค ปฏิปักษ์สถาบันข้อเท็จจริงยังไม่พอ

แต่ในหลายสำนวนคำร้องของพรรคอนาคตใหม่ ยังถูกโฟกัสไปที่คดีกู้ยืมเงิน 191 ล้านบาท ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับธนาธร เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ภายหลังคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 สั่งยุบพรรคตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 โดยศาลรัฐธรรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 พร้อมทั้งแจ้งให้พรรคอนาคตใหม่ส่งสำเนาคำร้องให้พรรคอนาคตใหม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่บทลงโทษตามมาตรา 72 กำหนดในมาตรา 126 พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ซึ่งระบุไว้ว่า ผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 72 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ส่วนเวลาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะเท่าใดอยู่ที่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา 94 วรรคสอง

แต่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่ ยัง “โต้แย้ง” คำวินิจฉัยของ กกต.ในคดีนี้ โดย ธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง 14 เจ้าหน้าที่ กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อาทิ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต., พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 มาตรา 69 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 กรณีมีการทำสำนวนคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ไม่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน มีลักษณะเร่งรัดคดี โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562

โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นเพื่อให้ได้ความชัดเจนในข้อเท็จจริงแห่งคดีที่จะเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงสั่งให้สำนักงาน กกต.จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ศาล ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากศาล เพื่อประกอบการพิจารณา พร้อมกำหนดนัดพร้อม หรือฟังคำสั่ง หรือคำพิพากษา ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.

          เป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ต่อคดี “เงินกู้” ในด่านสำคัญที่มีผลต่อลมหายใจของพรรคอนาคตใหม่อีกครั้ง.

‘หนู’ ปีชง ‘เจ๊เปี๊ยะ’ เป๋ ‘โกทร’ ป่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หนู’ ปีชง ‘เจ๊เปี๊ยะ’ เป๋ ‘โกทร’ ป่วน

22 มกราคม 2563 – 09:30 น.
พรรคภูมิใจไทย,เจ๊เปี๊ยะ,นาที รัชกิจประการ,กดบัตรแทน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,198 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 ม.ค.63

************************

ไม่รู้ว่า จะเป็นปีชงหรือเปล่า? ก่อนถึงตรุษจีน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เจอมรสุมรุมเร้า อันเนื่องจากปัญหาของลูกพรรค

กรณีแรก ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เจอคู่แค้น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาปูดว่า ปลัดฉลองให้คนอื่นเสียบบัตรแทนระหว่างการลงมติพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

ส.ส.ฉลอง ยอมรับว่า ไม่ได้ลงมติ, ลืมบัตรไว้ในที่ประชุม, ไม่ทราบว่ามีการกดบัตรลงคะแนน และมีเพื่อน ส.ส.นำบัตรมามอบให้อีก 2-3 วันต่อมา

ปลัดฉลอง ส.ส.ป้ายแดง

กรณีที่สอง เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.และชุดปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ แจ้งความดำเนินคดี สุนทร วิลาวัลย์ และ กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ในข้อหารุกป่ามรดกโลกเขาใหญ่

“กนกวรรณ” แจงว่าที่ดินนี้ได้มาตามกฎหมาย กรมที่ดินเป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ และย้ำว่า ที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

สุดแค้นแสนอาฆาต

เมื่อเห็น นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” หอบเอกสารกองโตมาแถลงเรื่อง ส.ส.เขต 2 พัทลุง ค่ายสีน้ำเงิน ไม่อยู่ในที่ประชุมสภา แต่มีคนเสียบบัตรโหวตแทน ก็นึกเห็นใบหน้า “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาทันที

เจ๊เปี๊ยะ เด็กสร้างของเนวิน

นิพิฏฐ์ปะทะเจ๊เปี๊ยะหลายยกแล้ว โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นอาวุธสู้รบกัน ปลายปีเดียวกัน ส.ส.หลายสมัยของเมืองพัทลุง ได้หอบหลักฐานไปฟ้อง กกต.พัทลุงให้ตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง พอเห็นเรื่องเงียบ นิพิฏฐ์ก็วิ่งหา กกต.ส่วนกลาง

นิพิฏฐ์ ประดาบกับเจ๊เปี๊ยะ ไม่มีถอย

ผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 นิพิฏฐ์ในฐานะแม่ทัพใต้ของ ปชป. ถึงกับช็อก เมื่อค่ายภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ 2 เขต จากทั้งหมด 3 เขต เขต 1 ภูมิศิษฏ์ คงมี อดีตรองนายก อบจ.พัทลุง ชนะสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.หลายสมัย และเขต 2 ฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีตปลัดจังหวัดพัทลุง ชนะนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คะแนนทิ้งห่างกันถึง 2 หมื่นคะแนน

เจ๊เปี๊ยะวางแผนยึด “เมืองลุง” ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการเลือกตั้ง ส.ส.คราวหน้า

ถอนเสาไฟฟ้าทิ้ง

การเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้ “เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ ยังเดินหน้าขุดรากถอนโคน “เสาไฟฟ้าเมืองลุง” ด้วยการจัดทีม “ผู้สมัครนายก อบจ.พัทลุง” ไว้เรียบร้อยแล้ว

เจ๊เปี๊ยะ ได้เปิดตัว “กลุ่มภูมิใจพัทลุง” มาแต่กลางปีที่แล้ว โดยวางตัว ท็อป” ภุชงค์ วรศรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง และ ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ควนขนุน เป็นว่าที่นายก อบจ.พัทลุง และ “ส.จ.เด๊ะ” ประเสริฐ ดำสุด ส.อบจ.พัทลุง เขต อ.ตะโหมด เป็นว่าที่รองนายก อบจ.พัทลุง

ทีมภูมิใจไทย ท้าชิงนายกฯ อบจ.

เลือกตั้งนายก อบจ. ปี 2555 เจ๊เปี๊ยะจับมือสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง รุ่นเดียวกับนิพิฏฐ์ ส่ง วิสุทธิ์ ธรรมเพชร เป็นนายก อบจ.พัทลุง ได้สำเร็จ

ทีม ปชป. ป้องกันแชมป์

สถานการณ์เปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน เจ๊เปี๊ยะกับตระกูลธรรมเพชร จึงต้องสู้กันตามครรลองประชาธิปไตย ส.จ.ท็อป ท้าชิงนายกวิสุทธิ์ รับประกันดุเดือดยิ่งกว่าศึกไทยไฟต์

นิพิฏฐ์อาจต้องกลืนเลือดมาช่วย “วิสุทธิ์” น้องชายสุพัฒน์ ดับฝันเจ๊เปี๊ยะ

วิบากกรรม“บ้านใหญ่”

แถวถิ่นต้นลุ่มน้ำบางปะกง คงไม่มีใครไม่รู้จัก สุนทร วิลาวัลย์” หรือ “โกทร” ของคนปราจีนฯ เป็น ส.ส.มาแล้ว 8 สมัย แต่ตอนนี้ โกทรถอยออกมาอยู่แถวหลัง ดันลูกสาว โอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์รมช.ศึกษาธิการ เป็นแม่ทัพแทน

ช่วงปี 2544-2548 โกทรสังกัดพรรคไทยรักไทย กระทั่งพรรคถูกยุบ โกทรก็ย้ายไปอยู่พรรคมัชฌิมาธิปไตย กับสมศักดิ์ เทพสุทิน สมัยหนึ่ง

เลือกตั้ง 2554 โกทรรับปากเนวิน ชิดชอบ จัดทีมภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งปราจีนบุรี กวาดเก้าอี้มา 2 ที่นั่ง คือ อำนาจ วิลาวัลย์ และเพชรินทร์ เสียงเจริญ ตระกูลการเมืองท้องถิ่นย่าน อ.นาดี

ทีมบ้านใหญ่บางปะกง

เลือกตั้ง 2562 โกทรเจรจา “ชยุต ภุมมะกาญจนะ” อดีต ส.ส.ปราจีนฯ หลายสมัย มาร่วมทีมสำเร็จ และดึง สฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส.ว.ปราจีนบุรี ลงเขต 3 แทนเพชรินทร์ พร้อมวางตัวลูกสาว กนกวรรณและเพชรินทร์ เสียงเจริญ อยู่ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ผลงานของโกทรเข้าเป้า “ยึด ที่นั่ง ส.ส.เขต” เมืองปราจีนฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จึงมอบเก้าอี้ รมช.ศึกษาฯ ให้ลูกสาวโกทร

โกทร ยังมีน้องสาว “บังอร วิลาวัลย์” เป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี คุมนักการเมืองท้องถิ่นใต้ร่มธงบ้านใหญ่ และกองบัญชาการของโกทร อยู่ที่โรงแรมบางปะกง

วิบากกรรมที่ดินติดเขาใหญ่ ทำให้โกทร วัย 82 ปี ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะงานนี้ไม่ธรรมดา

ปัญหา ผีน้อย แรงงานในเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411983?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหา ผีน้อย แรงงานในเกาหลีใต้

22 มกราคม 2563 – 08:35 น.
แรงงาน,เกาหลีใต้,ผีน้อย,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 281 ครั้ง

ปัญหา ผีน้อย แรงงานในเกาหลีใต้ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอนำปัญหาเรื่อง ‘ผีน้อย’ หรือแรงงานในเกาหลีใต้ที่ลักลอบเข้าทำงานแบบผิดกฎหมายจำนวนนับหมื่นคน

 ‘ผีน้อย’ เป็นคำเรียกที่รู้กันในหมู่แรงงานไทยในเกาหลีใต้ที่ทวีจำนวนมากขึ้นเป็นแสนกว่าคน และทางการเกาหลีใต้ก็เปิดโอกาสรายงานตัวโดยสมัครใจ และสามารถทำเรื่องกลับเข้าไปทำงานได้อีกแต่มีแรงงานผีน้อยสนใจน้อยมาก

เวลานี้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมองว่านักท่องเที่ยวไทยเป็นผีน้อยบ้างก็ถูกส่งตัวกลับจากสนามบินเลยก็มี สร้างความเดือดร้อนให้อย่างมาก เรียกว่าคนดีๆ หรือนักท่องเที่ยวตัวจริงพลอยกระทบกระเทือนไปด้วย

ขอนำรายละเอียดสรุปเรื่องนี้มาให้ทราบพอสรุป และกระทรวงแรงงานพยายามแก้ไขปัญหาโดยการโน้มน้าวให้ผู้ใช้แรงงานผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศตามโครงการที่เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้รายงานตัวกลับโดยสมัครใจ จะไม่มีค่าปรับ ไม่ติดแบล็กลิสต์ สามารถกลับเข้าไปทำงานอย่างถูกต้องได้อีก

เวลานี้ยอดอยู่อย่างผิดกฎหมายเพิ่มจาก 1.2 แสนคน เป็น 1.4 แสนคน ส่วนหนึ่งเข้าไปทำงานนวดแฝงค้ากาม ทำงานสถานบันเทิง

สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของจำนวน “ผีน้อย” ในเกาหลีใต้ นอกจากรายได้จะสูงมากแล้วยังเป็นเพราะนายจ้างเกาหลีใต้ชื่นชอบรายงานไทยและรู้เห็นเป็นใจในการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

ในปี 2563 เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้เหล่าผีน้อยรายงานตัวกลับประเทศตั้งแต่เดือน ธันวาคม 62-มิถุนายน 63 แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจโดยเฉพาะแรงงานไทยยิ่งนิ่ง ขณะที่แรงงานไทยถูกกฎหมายในเกาหลีมีมากกว่า 2 หมื่นคน

จึงเรียนมายังรัฐบาลไทยว่าจะต้องร่วมมือและประสานงานกับเกาหลีใต้โดยเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้เขาดูถูกคนไทยที่เข้าประเทศเป็นผีน้อยไปหมด

          อย่า ‘ลอยแพ’ คนไทยด้วยกันและในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ผีน้อยก็ต้องหาทางไปอีกและเอาตัวรอด!
อ๊อด เทอร์โบ


 เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่
จดหมายจากคุณ ‘ภุชงค์’ เขาใหญ่ ต่อไปนี้น่าสนใจมาก จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาแจ้งให้ทราบถึงป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติหลายแห่งกำลังถูกบุกรุกยึดครองโดยไม่ถูกต้อง

บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ นิ่งเฉยลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเพราะขึ้นไปยุ่งครอบครัวจะเดือดร้อนเพราะผู้บุกรุกแต่ละคนไม่ธรรมดา

กรณี ‘เขาใหญ่’ มรดกโลกและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์มีเขตติดต่อหลายจังหวัดซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบและดูแลโดยเร็ว

ท่านที่เคยไปพักผ่อนเขาใหญ่อาจจะข้องใจว่าทางการอนุญาตหรืออนุมัติให้มีการออกเอกสารสิทธิได้อย่างไร?

อย่าให้นักการเมืองมีบารมี มีเงิน ทำอะไรก็ไม่ผิดอีกต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘เขาใหญ่’ ต้องตรวจสอบ
 ผู้บุกรุกเส้นใหญ่

ผมติดตามข่าวเรื่องการตรวจสอบการบุกรุกป่าดอยม่อนแจ่ม เชียงใหม่ และขอชื่นชมว่าอย่าให้มีสองมาตรฐานและเวลานี้ทางการได้พบว่ามีนักการเมืองดังและคนมีเงิน ไฮโซเข้าไปในเขตป่าเขาใหญ่ที่เป็นมรดกโลกมากมาย

จึงรีบส่งจดหมายนี้มาเพื่อขอสนับสนุนให้จัดระเบียบอย่างถูกต้องและตรวจดูว่ามีสิ่งก่อสร้างได้อย่างไรเพราะรีสอร์ทหรือบ้านพักหรูหลายแห่งอยู่บนเชิงเขา ยังสงสัยว่าทำได้อย่างไร

ข่าวว่ากำลังตรวจสอบพื้นที่บุกรุกหลายแปลงและเอาผิดนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ต้องใช้ความพยายามเพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเกรงกลัวอิทธิพล ตำรวจยังไม่ยอมรับแจ้งความ ต้องยืนยันเอกสารหลักฐานและต้องบอกว่ามาจากส่วนกลางจึงยอม

ผมจึงขอให้ทุกหน่วยงานจัดการตามกฎหมายโดยเข้มแข็งและอย่าให้มีสองมาตรฐาน ให้คนมีอิทธิพล มีเงิน บารมี หรือนักการเมืองดังๆ ทำผิด ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง
ภุชงค์ (เขาใหญ่)
