ต้องยกเครื่องขนส่งมวลชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องยกเครื่องขนส่งมวลชน

22 มกราคม 2563 – 07:57 น.
ขนส่งมวลชน,ยกเครื่อง
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

ต้องยกเครื่องขนส่งมวลชน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 22 มกราคม 2563

ในความเห็นของรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เคยบอกว่าจะใช้ยาแรงสำหรับแก้ปัญหาฝุ่นพิษ หรือพีเอ็ม 2.5 ด้วยมาตรการที่เรียกว่ายาแรงนั้นอาจจะเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคาดว่าปัญหาจะบรรเทาเบาบางลง โดยเป้าหมายแรกที่จะดำเนินการคือกลุ่มรถบรรทุก และรถกระบะ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ปล่อยควันดำเพราะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์มากที่สุดในจำนวนประมาณ 3 ใน 4 ส่วนของควันพิษที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากมาตรการแรกนี้ไม่ประสบผลสำเร็จก็จะมาพิจารณาถึงรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งต้องขอความร่วมมือ ขอความเสียสละความสะดวกสบายเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจ และในภาพรวมคือต้องรักษาสิ่งแวดล้อม

ในความเป็นจริงแล้วสิ่งแวดล้อมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มีหน้าที่ดูแลโดยตรงและอีกหลายงานในรัฐบาลรวมทั้งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจังนั้น ควรจะต้องเป็นแผนบูรณาการของทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ฯลฯ ไม่ใช่แผนงานระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันแบบปีต่อปี หรือตามฤดูกาล เพราะในปัจจุบันสภาพอากาศในกรุงเทพฯ จัดว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ ซึ่งอีกหลายจังหวัดใหญ่ๆ ก็กำลังจะประสบปัญหาเช่นกัน ทั้งนี้เพราะปัจจัยสำคัญยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งก็คือรถยนต์และระบบการขนส่งของประเทศ

นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้เมื่อวันก่อนประมาณว่า การจะใช้ยาแรงด้วยการจำกัดการใช้รถยนต์ก็จะกระทบต่อคนจำนวนมาก ซึ่งก็จะเป็นปัญหาอีก กรณีนี้รัฐบาลต้องเข้าถึงต้นตอของปัญหา คือเหตุที่ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวกันมาก เพราะความสะดวกสบายกว่าระบบขนส่งมวลชน ซึ่งอย่าว่าแต่รถประจำทาง แม้แต่รถไฟฟ้าคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช้อยู่แล้ว ขณะที่คนอีกนับล้านคนต้องอาศัยบริการรถโดยสารสาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ สองแถว รถตู้ มินิบัส รถโดยสารของขสมก. และรถร่วม ขสมก. ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวก่อปัญหาฝุ่นควันทั้งสิ้น แต่ผู้ใช้บริการก็ไม่มีทางเลือกเพราะไม่สามารถเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าที่มีราคาแพงได้ การแก้ปัญหาก็เหมือนวนอยู่ในอ่าง เพราะระบบที่วางไว้กับราคาที่กำหนดไม่ตอบโจทย์

ตั้งแต่ปลายปีก่อนจนถึงต้นปีนี้ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายทั้งส่วนใต้และเหนือเริ่มให้บริการ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งกรุงเทพและฝั่งธนบุรี รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้มต่อขยายจากสถานีหมอชิตไปถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัญหาการจราจรบนถนนที่ระบบรางลอยฟ้าและใต้ดินพาดผ่านน่าจะทุเลาลง แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น หนำซ้ำรถประจำทางก็ยังคงวิ่งทับเส้นทางกับรถไฟฟ้า และแข่งกันเองอีกหลายสาย การปฏิรูปรถเมล์ที่เคยทำกันมายังไปไม่ถึงไหน มีแต่ข่าวจะเพิ่มรถเมล์เข้ามาในระบบทั้งที่ควรลดจำนวนลง และปรับเส้นทางให้สอดคล้องกับระบบราง ยาแรงขนานแท้ควรจะเป็นการปรับโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนขนานใหญ่หาใช่เพียงบางมาตรการกับรถบางประเภท หรือกับคนบางกลุ่ม

เปิดใจ ชัช เตาปูน รังเกียจทุจริต-รับงูเห่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411730?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ ชัช เตาปูน รังเกียจทุจริต-รับงูเห่า

21 มกราคม 2563 – 11:00 น.
ชัช เตาปูน,งูเห่า,ทุจริต
เปิดอ่าน 1,452 ครั้ง

เปิดใจ ชัช เตาปูน รังเกียจทุจริต-รับงูเห่า

พรรคพลังท้องถิ่นไท นับเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่มีความน่าสนใจในชั่วโมงนี้ เพราะด้านหนึ่งได้กลายเป็นแหล่งพักพิงให้แก่ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ถึงสองคนที่เพิ่งถูกขับออกจากพรรค อีกทั้งยังเป็นพรรคการเมืองแกนนำในกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วย ถึงขนนาดที่มีการจับกลุ่มกันในนาม “กิจสังคมใหม่” ที่มีส.ส.รวมกันถึง 10 คน

สถานะของพรรคพลังท้องถิ่นไท ทำให้กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีน่าจับตามองขึ้นมาเลยทีเดียว ในโอกาสนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีที่ทีมงานเนชั่นสุดสัปดาห์ได้เข้าไปนั่งสนนทนาถึงทิศทางการทำงานของพรรคการเมืองนี้และอนาคตการเมืองไทยในระยะกับ ‘ชัชวาลล์ คงอุดม’ หัวหน้าพรรค ที่ใครมักจะเรียกเขาว่า “เจ้าพ่อ” แต่มาวันนี้กำลังได้สมยาใหม่ว่า “พ่อเลี้ยงงูเห่า”

    อยู่ฝั่งรัฐบาล-เกลียดทุจริต
ก่อนอื่น ‘ชัชวาลล์’ ยืนยันถึงจุดยืนทางการเมืองของพรรคว่า “จุดยืนของพรรคเรา คือถ้าคนที่ถูกตรวจสอบสามารถตอบได้ชัดเจน เราก็พร้อมที่จะสนับสนุน ในชีวิตผมไม่เคยทำอะไรเลวทราม ผมเกลียดการทุจริต ถ้าคนทุจริตชัดเจนผมก็คงยกมือให้ไม่ได้ เราขอบอกตรงๆ พรรคไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน เราอยู่ฝั่งรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น เพราะที่ผมกระโดดลงทำการเมือง โดยไม่เล่นการเมืองเพราะเป็นห่วงประเทศชาติ กลัวว่าคนไทยจะออกมารบฆ่ากันเอง เราลงไปแล้วเราก็ประกาศชัดเจนว่าเราอยากให้คนไทยรักกัน”

“ปัญหาที่น่าห่วงตอนนี้ คือ ทุกอย่างกลายเป็นการเมืองหมดเลย ไม่ได้เอาความถูกต้องกันมา ตะแบงกันไปต่างคนต่างตะแบง มันก็ลำบาก คนเราถ้าผิดเฉยเสียบ้างอย่าไปพูด ผมว่ามันก็จะทำให้เหตุการณ์มันดีขึ้น ไม่ใช่พอเราผิดแล้วก็ยังมาพูดอีก มันก็ลำบาก”

สำหรับการทำงานภายในพรรคนั้น ‘ชัชวาลล์’ บอกว่า ไม่เคยก้าวก่ายหรือชี้นำใครในพรรค เพราะการทำงานและการตัดสินใจของพรรคในแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะร่วมกันตัดสินใจ เพราะตัวเองไม่ใช่นายทุน

“การทำงานในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่วนใหญ่จะคอยให้คำปรึกษาแก่คณะกรรมการบริหารพรรค ทุกเรื่องผมไม่เคยตัดสินใจเอง แต่ให้ที่ประชุมพรรคร่วมกันตัดสินใจ ผมไม่ใช่นายทุนครับ เพราะนายทุนต้องมีเยอะ”

   กวินนาถ-จารึก ไม่ใช่งูเห่า
ส่วนการรับส.ส.พรรคอนาคตใหม่สองคน “อย่างคุณกวินนาถพอเขาเข้ามาเขาก็สบายใจ ไม่โดนอะไร พอคุณจารึกก็รู้จักกันอยู่แล้ว ก็เลยสบายใจ ทั้งสองคนเข้ามาไม่ได้ผ่านผมนะครับ แต่มีคนที่รู้จักกันมาบอกว่าจะมาอยู่ด้วยได้หรือไม่ ผมก็บอกว่าดีๆ ถือว่ามาช่วยกันทำงาน”

“เพราะเราเป็นพรรคเล็ก ส.ส.เขตเราก็ไม่มี พอเป็นส.ส.เขตเข้ามาก็โอเคเลย เขารับเรื่องร้องทุกข์ในเขตมาจะได้มาหารือกันและพูดกันในสภาเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้ท้องถิ่นของเขาได้ ส่วนเรื่องการทำงานในเชิงนโยบายคงจะต้องมาหารือกันอีกครั้ง แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผมเป็นคนที่ชอบให้คนรักกัน ไม่อยากให้คนมาขัดแย้งกัน มีอะไรก็แบ่งกันทำ”

กับคำถามที่ถามว่าเป็นการรับฝากเลี้ยงใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ระบุว่า “ไม่ใช่หรอกครับ (หัวเราะ) อย่างคุณจารึกส่วนตัวก็รู้จักกันมานาน 30 ปีแล้ว มาอยู่ด้วยกันก็ดีกว่าไปอยู่ที่อื่น และ ผมไม่คิดว่าเป็นงูเห่านะครับ เพราะอย่างที่เขาทำก็คิดว่าเป็นการแสดงจุดยืนของเขา ถ้าผมเป็นเขา ผมก็คงตัดสินใจแบบนั้นเหมือนกัน ผมว่ามันเป็นเรื่องของความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของแต่ละคน”

ขณะที่ประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการตั้งกลุ่ม “กิจสังคมใหม่” นั้นว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ในเรื่องนี้ก็ได้รับคำตอบจากหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทอย่างน่าสนใจเช่นกัน

“เราได้คุยกับพี่เอี้ยง (ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย) กันตรงไปตรงมา ก็ชอบนิสัยกัน พี่เอี้ยงเป็นคนโผงผางแต่เป็นคนจริงใจครับ พี่เอี้ยงมาชวนผม ผมก็โอเค คุณพิเชษฐ์กับคุณมงคลกิตติ์ที่เคยประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระก่อนหน้านี้ ผมเองก็อยากให้รัฐบาลไม่ปริ่มน้ำ ก็เลยไปชวนทั้งสองคนมาอยู่ด้วยกัน”

“ผมบอกไปว่าคุณประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระ ก็ไปยกมือให้รัฐบาลไม่ได้ เรามากันเป็นกลุ่มดีไหม มีอะไรก็มาประชุมกัน ใครโดนอภิปรายแล้วตอบคำถามดี เราก็ยกมือให้เขา จนเขาประกาศสนับสนุนรัฐบาลผมก็สบายใจเพราะต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้

“กลุ่มกิจสังคมใหม่ตอนนี้มีประมาณ 10 คน แต่ไม่เคยคุยเรื่องโควตารัฐมนตรีครับ นี่คือเรื่องจริงเราไม่เคยคุย เพราะถ้าเราไปคุยเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นว่าเรารวมกันเพื่อจะไปต่อรอง ซึ่งมันไม่ใช่ผมเลยครับ เราคิดว่าเราเป็นพรรคพลังท้องถิ่นไท เราก็อยากทำงานให้ท้องถิ่นเพื่อที่ท้องถิ่นจะได้มีงบประมาณได้เต็มๆ หรือมีกฎระเบียบที่มีปัญหาก็จะได้เข้าไปแก้ไขให้ได้ เพื่อให้งานเดินสะดวก”

      แก้รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย
ส่วนอนาคตการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องหนึ่งที่พรรคพลังท้องถิ่นไทให้ความสนใจกัน โดย ชัชวาลล์ มองถึงอนาคตของการเมืองไทยและรัฐบาลว่า ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าน่าจะไปลำบาก แต่ตอนนี้คิดว่ารัฐบาลก็น่าจะแข็งแกร่งมากขึ้นและน่าจะอยู่ได้ อย่างคะแนนเสียงข้างมากของรัฐบาลก็เริ่มไม่ปริ่มน้ำแล้ว”

แต่สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ‘ชัชวาลล์’ ชี้ลงไปว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาอื่นๆ เพื่อให้การทำงานกิจกรรมของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่มีอุปสรรค

“การทำการเมืองเวลานี้กติกาหลายๆ อย่างเป็นอุปสรรคค่อนข้างมาก อย่างเรื่องการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินก็ต้องชี้แจงหมดเลย เพราะบางรายการก็เป็นราคาไม่เท่าไหร แต่ก็ต้องถ่ายรูปส่งไปให้หมด หรืออย่างรัฐธรรมนูญ พรรคพลังท้องถิ่นไท เห็นว่ามีหลายจุดที่ต้องแก้ไข แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก เช่น ระบบการเลือกตั้งส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อที่ให้เห็นเป็นบัตรเลือกตั้งใบเดียวกัน หรือการต้องมีสมาชิกพรรคทุกเขตเลือกตั้ง”

“ซึ่งเป็นเรื่องหนักหนาเหมือนกันสำหรับพรรคการเมืองเล็ก อย่างกำหนดให้ต้องเสียค่าสมาชิก 100 บาท มันเป็นเรื่องยากนะครับ เวลาปกติจะเอาคนมาเป็นสมาชิกพรรคยังต้องไปหาและขอร้องกัน ทีนี้จะมาให้เสียค่าสมาชิกอีกก็ลำบาก กติกาดูซับซ้อนเกินไป มันเหมือนเป็นการไม่สนับสนุนประชาธิปไตย”

“การเลือกตั้งเท่าที่ฟังมาก็อยากให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ บางคนรักพรรคก็ยังเลือกพรรคได้ หรือบางคนรักผู้สมัครก็เลือกคนนี้เพราะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกัน คนไทยยังเอาพรรคเอาพวกกันอยู่ เรารู้จักใครเราก็อยากลงคะแนนให้คนนั้น บางทีมันก็ตัดสินใจยาก” ข้อเสนอและบทสรุปจากหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท

คลุกวงใน วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563

21 มกราคม 2563 – 09:55 น.
เสียบบัตร,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,คลุกวงใน,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 426 ครั้ง

คลุกวงใน  วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

         หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการ ทำหน้าที่เจาะเสาะคุ้ยเคาะทุกประเด็นข่าวร้อน ป้อนคนอ่านทุกวัน 

00000 น่าอายอย่างยิ่ง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ “เสียบบัตร” ลงคะแนนแทนกัน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมา “ตีแสกหน้า” ส.ส.ภูมิใจไทย ฉลอง เทอดวีระพงศ์ แห่งพัทลุง ในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 63 ในวาระ 2 และ 3 งามหน้ากันจริงๆ 

00000 ที่สำคัญ ฉลอง ออกมายอมรับว่า วันเกิดเหตุ “เสียบบัตร” ทิ้งไว้จริงๆ แต่ ไม่ได้ให้ใครกดบัตรแทน “พญาเสือ” ขอบอกนี่ภาษากฎหมายเขาเรียกให้การ “ภาคเสธ” นะ คือยอมรับว่า เสียบบัตรทิ้งไว้ แต่ไม่ได้ให้คนกดคะแนนแทน แค่ยอมรับก็ตาย “หยังเขียด” แล้ว

00000 นิพิฏฐ์ บอกว่า เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นบรรทัดฐาน การกดบัตรแทนกัน ผิดรัฐธรรมนูญ “ตกเก้าอี้” ทันที จะทำอย่างไรดี ส.ส.ต้องยื่นเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นี่ส่วนตัว ไม่นับกฎหมายงบประมาณ หากไม่ถูกไม่ต้องแบบนี้ อาจจะต้องเป็นโมฆะ สวยละสิ

00000 พรรคภูมิใจไทย รีบแถลงทันที โดย “บังศุภ” ศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรค ยืนยันว่า การเสียบบัตรทิ้งไว้ในสภาเป็นเรื่องปกติของ ส.ส. อ้าว !! ไหงพูดแบบนี้ “พญาเสือ” ไม่เข้าใจ ทำไม ส.ส.ในสภามีพฤติกรรมแบบนี้ หรือว่าภาวะ “เสียงปริ่มน้ำ” เลยเสียบบัตรคาไว้ เผื่อต้องลงมติเดี๋ยวจะแพ้ฝ่ายค้าน งั้นหรือ

00000 แล้วจะรับผิดชอบอย่างไร หากกฎหมายงบประมาณเป็นโมฆะ อย่างที่ “นิพิฏฐ์” ว่าเอาไว้ ฝากประธานชวน หลีกภัย เตือนบรรดา ส.ส.ผู้ทรงเกียรติด้วย ทำแบบนี้มัน “ตบหน้า” ประชาชน เพราะในอดีตเราเคยได้เห็นการ “ลักหลับ” ในการพิจารณากฎหมาย ลากยาวกันตีสามตีสี่ รอจนประชาชนเจ้าของประเทศ “หลับ” จึงผ่านกฎหมาย อย่าให้ซ้ำรอยเรื่องแย่ๆ แบบนั้น

00000 “พญาเสือ” ไม่เข้าใครออกใคร แต่งานนี้ต้อง “ชัดเจน” ว่าพฤติกรรมแบบนี้ใช้ไม่ได้ ไม่มีข้ออ้างและข้อแม้ เพราะการลงมติในกฎหมายสำคัญเป็นเรื่องใหญ่ ที่ ส.ส.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ที่ “พญาเสือ” ได้ยินมา ไม่ได้มีคนเดียว ที่ให้คนอื่นเสียบบัตรกดคะแนนแทน แล้วแบบนี้จะมาเป็น ส.ส.ทำไม ถ้าไม่มาทำหน้าที่

00000 แต่ข่าวนี้มาแรงกว่าคือ หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ลุงตู่ เตรียมปรับครม. เสียงลือเสียงเล่าดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า งานนี้ “เขี่ยภูมิใจไทย” ออกอย่างไม่ต้องสงสัย แหล่งข่าวบอก “พญาเสือ” ว่าไม่ต้องถามว่าจะเอาพรรคไหนมาแทน 51 เสียงของ ภูมิใจไทย แต่มีแน่นอน

00000 ดังนั้นหาก “เขี่ย” ภูมิใจไทย ก็จะได้กระทรวงเกรดเอกลับคืนมา ทั้งท่องเที่ยวและคมนาคม คนในพลังประชารัฐ(พปชร.)ก็แฮปปี้ ไม่ต้องแย่งกัน เพราะว่า “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ปักธงจอง “คมนาคม” ไม่สน “พลังงาน” แล้ว แต่ว่าตอนนี้ สุริยะ ยังพักรักษาตัว เส้นประสาทกดทับก้นกบ เดินเหินลำบาก

00000 ฮัดเช้ย !!!! เป็น พรรคร่วมรัฐบาล ด้วยกัน แต่เล่น “เสียบข้างหลัง” กันแบบนี้ ไม่ต้องเผาผีกันเลย เพราะจู่ๆ “เสี่ยมากบารมี” ก็ไปติดต่อฝ่ายค้าน ให้ลบชื่อ รมต.คนหนึ่งออกจากรายชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนี้พอรับได้ว่าการวิ่ง “ล็อบบี้” เป็นเรื่องธรรมดาในทางการเมือง แต่ที่ “พญาเสือ” งงคือ นอกจากจะ “ล็อบบี้” เพื่อเอาชื่อออกแล้ว ยังมีการ “ล็อบบี้” เพื่อให้ “ซักฟอก” รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีกต่างหาก คนที่ถูกหวยชื่อ “สุริยะ” มีการขอให้ฝ่ายค้านที่สนิทกับ “เสี่ยมากบารมี” ใส่ชื่อ “สุริยะ” เข้าไปด้วย นัยว่าแค้นที่ไม่ยกเลิก 3 สารพิษ เพราะไปตั้งโรงงานผลิตสารตัวใหม่รออยู่ โอกาสที่จะสะเดิ๊บงบเป็นพันล้าน เลยหลุดลอย

00000 ฝ่ายค้านจะบ้าจี้ตามหรือไม่ อันนี้ “พญาเสือ” ไม่ทราบ เลยอยากถาม “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” ว่าในฐานะที่เป็นประธานการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นี่ในพรรคเพื่อไทย กำลัง “ด้อยค่า” หรือดิสเครดิต “สารวัตรเหลิม” แล้วจะอยู่ทำหน้าที่ต่อไปทำไม ให้เด็กมันมา “ถอนหงอก” เล่น หรือว่า ฝ่ายค้าน “หิวโหย” และแยกย้ายกันทำมาหากิน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคช่วยตอบที 00000

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๑) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411735?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๑)

21 มกราคม 2563 – 09:55 น.
วัฒนธรรมทางการเมือง,พรรคเกิดใหม่
เปิดอ่าน 818 ครั้ง

พรรคเกิดใหม่ในบริบทการเมืองไทย (๑) โดย… ทวี สุรฤทธิกุล

จำนวนพรรคการเมืองสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมือง

ในประเทศตะวันตก พรรคการเมืองมีกำเนิดจากอุดมการณ์ ซึ่งก็คือ “แนวคิดในการต่อสู้ทางการเมือง” ดังเช่นประเทศอังกฤษ ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างแนวคิดอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม ก็ทำให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่ขึ้น 2 พรรคเมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา หรือในสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันมีระบบ 2 พรรคเกิดขึ้นด้วยความแตกต่างทางความคิดของนักการเมืองที่ร่วมก่อตั้งประเทศมาด้วยกัน แต่พวกหนึ่งเห็นว่าควรให้อำนาจกับรัฐบาลกลางมากกว่า ก็รวมกลุ่มกันเป็นพรรครีพับลิกัน แต่อีกพวกหนึ่งควรให้อำนาจแก่แต่ละมลรัฐมากกว่า ที่เรียกว่าพวกเฟเดอเรชั่นลิสต์ ก็รวมกันเป็นพรรคเดโมแครต

ต่อมาในยุโรปมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทำให้เกิดชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางมากขึ้น สังคมแบ่งแนวคิดเป็นพวกซ้ายที่ชื่นชอบระบอบสังคมนิยมและเสรีนิยม กับพวกขวาที่ยังเป็นอนุรักษนิยม รวมทั้งมีการแยกขั้วความคิดออกไปตามจำนวนความหลากหลายของกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคมเหล่านั้น ในระยะต่อมาจึงเกิดระบบพรรคการเมืองแบบหลายพรรค แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มหาอำนาจสองชาติใหญ่คือสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตรัสเซียได้แข่งขันกันสร้างพันธมิตรทางอุดมการณ์ ที่เรียกว่า “สงครามเย็น” คือการแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ กับฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตรัสเซียเป็นผู้นำ ที่มีการ “ส่งออก” ระบบการเมืองของทั้งสองค่ายนี้ไปสู่ประเทศที่เป็นบริวารนั้นด้วย

ภายหลังที่สงครามเย็นสงบลงในทศวรรษ 1990 รัฐประชาชาติทั้งหลายมีความเป็นอิสระมากขึ้น ปัญหาของโลกเปลี่ยนไปเป็นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ประเด็นการต่อสู้เชิงนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปสู่การแข่งขันในเรื่องการค้าและเทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การวางแนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา ผู้คนได้หันมาสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น โลกร้อน และมลภาวะต่างๆ มากขึ้น รวมถึงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ความเสมอภาคเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดพรรคการเมืองในยุคใหม่ ที่เน้นปัญหาในประเด็นต่างๆ เหล่านั้นโดยเฉพาะ ดังที่เห็นกันอยู่ทั่วโลก

ในกรณีของประเทศไทย การตั้งพรรคการเมืองในยุคแรกเป็นเรื่องของ “ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่” คือถ้าไม่นับ “การเล่นการเมืองสมมุติ” ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็คงจะเป็น “คณะราษฎร” นั่นเอง ที่เป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของประเทศไทย ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งสิ้น ทั้งยังมีลักษณะที่ “หวงอำนาจ” คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 ที่คณะราษฎรเขียนขึ้นนั้นก็ไม่ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคอื่นขึ้นมาแข่ง จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญที่ ส.ส.เขียนขึ้น คือฉบับ พ.ศ. 2489 จึงให้มีการตั้งพรรคการเมืองอื่นๆ ขึ้นได้ โดยพรรคการเมืองพรรคแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือพรรคก้าวหน้า ซึ่งก่อตั้งโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แต่ต่อมาได้รวมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ตั้งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต่อสู้กับพรรคการเมืองอีกกลุ่มหนึ่งคือพรรคสหชีพและพรรคแนวรัฐธรรนูญ ที่รวมตัวกันสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองในยุคนี้จึงเป็นเรื่องของการยึดถือ “ตัวบุคคล” ดังนั้นถ้าจะว่าไปแล้ว พรรคการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นมาแม้ในทุกวันนี้ ก็ยังเกิดขึ้นด้วยปัจจัยเพียง 2 เรื่องดังกล่าว คือถ้าไม่เป็นพรรคของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เช่น เป็นพรรคของคณะปฏิวัติ หรือผู้มีบารมีทางการเมือง ก็เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือเชิดชูบุคคลบางคน เช่น นายทุนหรือผู้มีอิทธิพลในพรรค

มีบางยุคสมัยที่เราเกือบจะมีพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์ เช่น การเกิดขึ้นของพรรคแนวสังคมนิยมหลายๆ พรรคใน พ.ศ. 2517–2519 ซึ่งก็ได้ ส.ส.เข้ามาเป็นจำนวนพอสมควร แต่ภายหลังที่คณะทหารยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พร้อมกับการใช้นโยบายที่รุนแรงในการจัดการกับพวกคอมมิวนิสต์ ได้ทำให้พรรคการเมืองในแนวทางดังกล่าวสูญพันธุ์ไป (จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีพรรคใดกล้าประกาศว่าจะใช้แนวทางแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในการปกครองประเทศ แม้จะมีบางพรรคที่ผู้นำของพรรคเคยพูดพาดพิงถึงการล้มล้างสถาบัน ก็ยังต้องออกมาปฏิเสธในตอนท้าย)

ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองของไทยมีลักษณะยึดเกาะกับตัวบุคคล ทำให้พรรคการเมืองหลายๆ พรรคต้องเสื่อมสลายไปพร้อมๆ กับผู้นำของพรรคนั้นด้วย เช่น พรรคประชากรไทยของนายสมัคร สุนทรเวช พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพรรคพลังธรรมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นต้น รวมถึงพรรคที่โด่งดังที่สุดคือพรรคไทยรักไทย ที่เป็นพรรคของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร แม้พรรคนี้จะถูกยุบและ ดร.ทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ยังต่างประเทศ ก็มีผู้พยายามสร้างพรรคใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสืบทอดความเป็น “ของทักษิณ” มาจนกระทั่งเป็นพรรคเพื่อไทยในทุกวันนี้ นี่ก็แสดงว่าพรรคการเมืองกับตัวบุคคลเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกในกรณีของประเทศไทย การที่พรรคการเมืองพรรคใดจะ “อยู่หรือไป” ก็ขึ้นอยู่กับ “การคงอยู่” ของผู้นำพรรคเท่านั้นนั่นเอง

พรรคการเมืองไทยจึงเป็นระบบ “หลายพรรค” ด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีคนอยากเป็นใหญ่เป็นโตจำนวนมาก คนเหล่านั้นถ้ามีโอกาส เช่น มีบารมีและทุนเพียงพอ ก็จะก่อตั้งพรรคนั้นขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เราจะได้เห็นในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ก็จะมีพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเสมอๆ แต่ถ้าหากจะพิจารณาไปแล้ว ก็ไม่ใช่ประเภท “ใหม่ถอดด้าม” เสียทั้งหมด บ้างก็เป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่คนในพรรคใหม่นั้นก็เป็นนักการเมืองหน้าเดิมๆ และบ้างก็เป็น “เหล้าใหม่ในขวดเก่า” ที่บางพรรคก็มีคนใหม่ๆ เข้ามา แต่ก็ต้องถูกครอบด้วยนักการเมืองเก่าๆ ในที่สุด

วัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกมาก ซึ่งจะขออธิบายต่ออีกในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะอนาคตของพรรคเก่าๆ อย่างประชาธิปัตย์ และพรรคใหม่ๆ อย่างพรรคอนาคตใหม่

คนแก่ล้นประเทศ ปัญหาต้องดูแล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411729?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนแก่ล้นประเทศ ปัญหาต้องดูแล

21 มกราคม 2563 – 09:25 น.
คนแก่,ผู้สูงอายุ
เปิดอ่าน 364 ครั้ง

คนแก่ล้นประเทศ ปัญหาต้องดูแล คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          “ดับเครื่องชน” วันนี้ขอชี้แจ้งให้ทราบถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า หรือในอนาคตว่าต่อไปคนไทยจะมีอายุยืนขึ้น จะมีคนแก่หรือคนชราล้นประเทศ

คนสูงอายุหรือคนชราจะได้รับการดูแลสุขภาพ ซึ่งต่อไปคนรุ่นใหม่จะต้องรับภาระเรื่องนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะผู้หญิงจะดูแลตัวเอง จะมีอายุยืนยาว

รัฐบาลจะต้องเตรียมรับมือเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือปรับโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นหน้าที่ตรง ได้แก่
1.ด้านสังคม ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นประชากรที่มีคุณค่าในสังคม พัฒนาระบบบำนาญการออม สวัสดิการ และใช้นวัตกรรมเพื่ออำนวยสะดวกแก่ผู้สูงอายุ 2.ด้านเศรษฐกิจ เน้นการเพิ่มคุณภาพมากกว่าหาแรงงานทดแทน 3.ด้านการศึกษา ควบรวมโรงเรียนเล็กโดยคำนึงถึงความเสมอภาคและประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา   4.ด้านสุขภาพอนามัย กระจายการบริการสาธารณสุขทั่วถึงและเท่าเทียมในทุกช่วงวัย และดูแลปัจจัยเสี่ยงต่อโรคสำคัญ 4 กลุ่มคือ หัวใจ และหลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน และระบบทางเดินหายใจเรื้อรังที่มีอัตราการตายเพิ่ม 5.ด้านสิ่งแวดล้อม ปรับมาตรฐานการวัดมลพิษให้เป็นสากล

ผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ต้องให้ความเป็นห่วงมากที่สุด เพราะผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ แม้จะมีเงินอุดหนุนจากรัฐ-เบี้ยยังชีพ ก็ไม่เพียงพอจึงต้องเร่งให้คนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นออมเงินเพื่อรับรองวัยเกษียณในอนาคต รวมถึงอาชีพอิสระหาบเร่ แผงลอย และเกษตรกร

          จึงขอรวบรวมข้อมูลมาให้ทราบเพราะสังคมผู้สูงอายุละเอียดอ่อนมากและสังคมไทย-วัฒนธรรมไทย จะไม่ทอดทิ้งคนแก่ให้เดียวดาย ซึมเศร้าอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 อนาคตของโลกยุคใหม่
จดหมายจากคุณ ‘ปฐมศักดิ์’ กทม. ต่อไปนี้น่าสนใจมากเพราะเป็นเรื่องอนาคตที่เกิดขึ้นเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าเรื่องจริง

บัดนี้ ‘กองทัพอวกาศ’ ของสหรัฐอเมริกา จะเกิดขึ้นและอย่าไปตระหนกตกใจเพราะต่อไปจะมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นอีก 100%
อ๊อด เทอร์โบ


 กองทัพอวกาศอเมริกา
 เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

วันก่อนผมอ่านข่าวและคอลัมน์ในคมชัดลึก ว่าหรัฐอเมริกาวางแผนจัดตั้งกองทัพอวกาศขึ้นมาต่อจากทัพบก-เรือ-อากาศ-นาวิกโยธิน-หน่วยยามฝั่ง ยังนึกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นี่ทำอะไรสุดติ่งจริงๆ

ปรากฏว่าพรรคพวกผมที่อเมริกา บอกว่า อเมริกากองทัพอวกาศได้ผ่านการรับรองจากสภาและอนุมัติเป็นกฎหมายแผนการโครงสร้างมาแล้ว และต่อไปอวกาศก็จะไม่ใช่เป็นดินแดนแห่งความเงียบสงบอีกต่อไป

เรื่องนี้ไม่ขอวิจารณ์ถึงกองทัพไทยเพราะละเว้นในฐานที่เข้าใจ แต่สงครามต่อๆไปหรือสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นสงครามอวกาศโดยแท้และผมคิดเองว่าต่อไปการใช้กำลังทหารจะค่อยๆ หมดไป

ต่อไปนี้จะเป็นทหารหุ่นยนต์หรือเรือรบ-เครื่องบินรบจะเป็นโครนหรือปราศจากหรือไร้ซึ่งมนุษย์ประจำการอยู่

อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้อย่าตกใจไปเลยและจะต้องมีเรื่องจริงไม่อิงนิยายเกิดขึ้นในโลกนี้
ปฐมศักดิ์ (กทม.)


 เรื่อง ชื่นชมหนุ่มการรถไฟน้ำใจงาม
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ของสังคมไทยไม่สิ้นคนดีครับ หลังจากโซเชียลแห่แชร์ภาพ เจ้าหน้าที่รถไฟ นายยาการียา มามุ หรือ “มามุ” อายุ 34 ปี ช่วยอุ้มคุณยายอายุ 82 ปี ลงจากขบวนรถไฟขณะเดินทางมาจาก อ.หาดใหญ่ ไปลงที่สถานีบ้านโป่ง จ.ราชบุรี พร้อมลูกสาววัย 41 ปี

เนื่องจากชานชาลาของสถานีรถไฟสูง คุณยายลงไม่ได้ เจ้าหน้าที่ประจำรถไฟทั้ง 2 คนมาเห็น จึงช่วยประคองและถือสัมภาระให้ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นช่วยอุ้มลงจากรถไฟแทน แม้คุณยายจะบอกว่าไม่ต้องอุ้มเพราะกลัวล้ม แต่พนักงานคนนี้บอกว่าไม่ต้องกลัวล้ม และอุ้มไปส่งถึงชานชาลา สร้างความประทับให้คุณยายและลูกสาว และผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

ขอชื่นชมในคุณงามความดีนี้ครับ ให้บริการเกินร้อย เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่สังคม จงทำต่อไปนะครับ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ใครหลายๆ คนที่ได้เห็น และเกิดความนึกคิดที่อยากจะทำความดี คนแบบนี้น่ายกย่องมากครับ คุณสุดยอดมาก

เรื่องนี้ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต รฟท. ต้องหาวิธีอำนวยความสะดวกรองรับการขึ้นลงชานชาลาของผู้สูงวัยและผู้พิการแล้วนะครับ
กนกศักดิ์ (บางซื่อ)


 คนดียังมีอยู่
คุณ ‘กนกศักดิ์’ บางซื่อ ได้แจ้งสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าคนดีมีน้ำใจยังมีอยู่ทั่วไป

นี่เองแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ดีของคนไทยและระยะนี้มีแต่ข่าวสะเทือนใจ อยากให้ทุกคนได้มีกำลังใจ มีสติในการดำเนินชีวิตเพราะคนดีมีมากกว่าคนเลว
อ๊อด เทอร์โบ


ส่องลึก อาวุธใหม่ แม่ทัพ เอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องลึก อาวุธใหม่ แม่ทัพ เอก

21 มกราคม 2563 – 09:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืิงกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,619 ครั้ง

ส่องลึก อาวุธใหม่ แม่ทัพ เอก  คอลัมน์…  ท่องยุทธภพ  โดย…  ขุนน้ำหมึก

เหมือนรู้ชะตากรรม แกนนำพรรค และ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด จะมาร่วมฟังคำตัดสินคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ที่​สำนักงานใหญ่พรรค อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ ชั้น 5 โดยส่งแค่ทนายความไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ข่าวยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นที่รับรู้กันไปทั่วทุกซอกหลืบประเทศ ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันให้แซด ไม่เจอคดีล้มล้างการปกครอง ก็โดนคดีเงินกู้ แต่น้อยคนนักจะพยายามศึกษารายละเอียดของคดีความ

++

        กลับไปนับหนึ่ง
เมื่อเดือนเมษายน 2562 “ชัยธวัช ตุลาธน” ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์เว็บ The 101 World เกี่ยวกับปฏิบัติการสร้างพรรคสีส้ม

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และมิตรสหาย ได้ถกเถียงเรื่องอนาคตประเทศไทยมาแต่ปี 2560 “เราจะทนกันอยู่อย่างนี้หรือ” มีข้อเสนอมากมาย และการตั้งพรรคการเมืองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เนื่องจากพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ทำพรรคการเมืองมาก่อน จึงมีผู้เสนอสร้างขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภาให้เข้มแข็ง แล้วค่อยพัฒนาเป็นพรรคการเมือง

“ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” เป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ธนาธรกับพวกช่วยกันตั้งไว้ให้คิดต่อ ช่วงเหตุการณ์อาหรับสปริง ก็เริ่มจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และนำไปสู่การล้มอำนาจรัฐบาลในหลายประเทศอาหรับ ซึ่งเกิดขึ้นผ่านการรวมตัวของประชาชน ที่มีเหตุผลต่างกันในการเข้าร่วม

          ขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านั้น มิได้มีผู้นำที่ชัดเจน และบทบาทของสื่อออนไลน์ ในฐานะสื่อกลางและเครื่องมือสำหรับการถ่ายทอดข้อมูล และระดมคนให้เข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม จะเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของ “ธนาธร” หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบจริง

++

     สงครามความคิด
ถ้ายังจำกันได้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้ปลุกเร้าจิตใจชาวสีส้มว่า “สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่อันโตนิโอ กรัมชี บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิดก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤติการณ์ย่อมปรากฏขึ้น”

สองปีที่แล้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดการบรรยายวิชาการ “กรัมชีกับการเมืองไทย” โดย ดร.คลาวดิโอ โซแปรนเซตติ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วิเคราะห์ว่า แนวคิดที่ทรงพลังของอันโตนิโอ กรัมชี ที่สอดคล้องกับการเมืองไทยในขณะนี้คือ วิกฤติของการครองอำนาจนำ

“เราจะเห็นได้ว่า คสช. ในขณะนี้กำลังสูญเสียการครองอำนาจนำลงไปอย่างต่อเนื่อง ..แต่สิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดการล้มรัฐบาล คสช. คือการที่กลุ่มอำนาจใหม่ยังไม่สามารถสถาปนาตัวเองได้”

พูดง่ายๆ คสช.หรือฝ่ายทหารกำลังแย่ แต่ฝ่ายต่อต้านก็มิอาจสถาปนา “อำนาจใหม่” ได้ “ปิยบุตร” จึงออกมาแถลงรัวๆ ว่า ฝ่ายจารีตนิยมจ้องหาทางทำลายสิ่งเกิดใหม่คือ พรรคอนาคตใหม่

ปิยบุตรจึงสนใจการทำสงครามการเข้ายึดชิงพื้นที่ทางความคิด และสถาปนาอุดมการณ์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือเยาวชน ด้วยความอดทน

++

   บทเรียน ครก.112
การเคลื่อนไหวนอกสภาของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ขอฝาก “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ได้สรุปบทเรียนจากสมัย “คณะนิติราษฎร์” ในฐานะกลุ่มนักวิชาการที่รวมตัวกันต่อต้านการรัฐประหาร โดยเสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 2549 และเสนอแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จากนั้น คณะนิติราษฎร์ ได้ส่งไม้ต่อให้ “คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112” (ครก. 112) รวบรวมรายชื่อ เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

“ปิยบุตร” คงคาดไม่ถึงว่า กิจกรรมรณรงค์ล่ารายชื่อของ ครก.112 ได้ถูก “แดงเวทีเล็ก” หรือ “แดงตาสว่าง” เข้ามาเทคโอเวอร์ เมื่อ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” แกนนำแดงไผ่แดง 52 (หนองแขม) นำเอาเรื่องแก้ไข ม.112 เป็นประเด็นการเมืองเชิงลึก

“ไม้หนึ่ง ก.กุนที” ร่วมมือ “อาจารย์หวาน” สุดา รังกุพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวที ครก.112 ปลุกระดมชุดความคิดตาสว่าง จนทำให้นักวิชาการหลายคน เปื้อนสีแดงเถือก

         อาจารย์ป๊อกอาจเชื่อในแนวคิดกรัมชี แต่คนในพรรคสีส้ม ยังมีพวก “ซ้ายอกหัก” อยู่จำนวนไม่น้อยที่ยังเชื่อในทฤษฎีอำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน 

หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411726?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2

21 มกราคม 2563 – 09:25 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,14 ตุลา
เปิดอ่าน 765 ครั้ง

หลอกเด็ก 14 ตุลา ภาค 2 คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

คำถามยอดฮิตในนาทีนี้ “ธนาธร” จะลงถนนมั้ย? ทำม็อบแบบไหน? เพราะหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เองก็พอคาดเดาชะตากรรมของพลพรรคสีส้มได้ จึงจัดงาน “Future is now” อย่ากลัวอนาคต ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

สื่อค่ายชินวัตร พาดหัว “ธนาธรสู้แน่ ชูโมเดลสิบสี่ตุลา” ดูจะแตกต่างจากสำนักอื่นๆ อย่างว่าแหละอยู่ที่การจับประเด็น สุดแท้แต่ว่า บก.ข่าวจะหยิบเรื่องไหนมาขยาย

  “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” พยายามอธิบายว่าการชุมนุมของประชาชนโดยสันติ เป็นสิทธิเสรีภาพที่ชอบธรรมตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ส่วนการชุมนุมที่จะนำพาสังคมไปสู่ทางตันหรือเกิดความรุนแรงนั้น จะไม่เกิดขึ้นจากการนำของตัวเขาแน่นอน

อดีตผู้นำนักศึกษายุค สนนท. เล่าว่า การชุมนุมสันติและปราศจากอาวุธ เคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งการชุมนุมครั้งนั้นได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแง่บวกนั่นคือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

กล่าวสำหรับ 14 ตุลา ผ่านมาแล้ว 40 กว่าปี แต่ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ คนหนุ่มสาว พ.ศ.โน้น ซึ่งปัจจุบันพวกเขาเหล่านั้นก็อายุราว 60-70 ปี ได้มีมุมมองต่อ 14 ตุลา เป็น 2 แนวคิด

พวกแรกเรียกว่า “14 ตุลา วันประชาอภิวัฒน์” แต่อีกพวกเชื่อว่าเป็น “อุบัติเหตุ 14 ตุลา” โดยโฟกัสไปที่ “ศึกชิงอำนาจ” ภายในกลุ่มขุนศึก จนทำให้ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” ต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน

หลังจาก “2 จอมพล 1 พันเอก” ออกจากไทย ก็ได้เกิด “ศูนย์อำนาจใหม่” อันประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และพล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ

พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็นขุนศึกอยู่ในสายเดียวกันกับ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” ที่ถูกวางตัวให้สืบทอดอำนาจจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ พล.อ.กฤษณ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบกมาตั้งแต่ปี 2509 จนถึงเดือนตุลาคม 2516 จึงได้เป็น “ผู้บัญชาการทหารบก”

การผูกขาดอำนาจของจอมพลถนอม กิตติขจร ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจอมพลประภาส จารุเสถียร ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทำให้นายทหารคนอื่นหมดโอกาสขยับ

มี 2 เหตุการณ์ที่ยังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ คือการปะทะหน้าสวนจิตรลดา เช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และกรณี “ชายชุดดำ” บนหลังคาตึกกองสลากกินแบ่ง ยิงปืนใส่นักศึกษาที่ถนนราชดำเนิน ตอนสายวันเดียวกัน

เหตุใด พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้นจึงใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาที่กำลังสลายตัวกลับบ้าน เพราะรัฐบาลถนอมยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และทยอยเดินออกไปบริเวณหน้าสวนจิตรลดา

กรณีชายชุดดำมีการพาดพิงถึง “อาสาสมัครทหารเสือพราน” ที่อยู่ในการบัญชาการของ “เทพ 333” แต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนใดๆ

“เทพ 333” หมายถึง พล.ต.อ.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา) ก่อนหน้าปี 2516 ไม่ค่อยมีใครรู้จัก พล.ต.อ.วิฑูรย์ ที่มีชื่อรหัสว่า “นายพลเทพ” หรือ “เทพ 333” ผู้นำกองกำลังทหารเสือพรานปฏิบัติการลับในลาว 9 ปี ด้วยการสนับสนุนของซีไอเอ

ปี 2517 พล.ท.วิฑูรย์ ได้กลับมารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งมี พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งอยู่ในสาย “เจ้าพ่อเกียกกาย” พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ

ตัวละครลับคนสำคัญใน 14 ตุลา คือ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เนื่องจากเขาได้กลายเป็น “ผู้มีบารมี” คอยค้ำยัน “รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์” และจัดตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี

การเลือกตั้งปี 2519 พล.อ.กฤษณ์ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ สะกัด “หม่อมคึกฤทธิ์” จนเป็นผลสำเร็จ และในเดือนเมษายน 2519 พล.อ.กฤษณ์ ได้ถึงแก่กรรมอย่างมีเงื่อนงำหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

          การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากการชุมนุม 14 ตุลา มิใช่ “จำนวน” นักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนม หากแต่เป็น “ปืน” ในมือตัวละครลับที่ก่อการรัฐประหารเงียบในคืนวันที่ 15 ตุลาคม 2516

ตรุษจีนซบ แต๊ะเอียหนึบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411725?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรุษจีนซบ แต๊ะเอียหนึบ

21 มกราคม 2563 – 07:43 น.
เทศกาลตรุษจีน,แต๊ะเอีย,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 256 ครั้ง

ตรุษจีนซบ แต๊ะเอียหนึบ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 21 มกราคม 2563

เทศกาลตรุษจีนปีนี้ตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2563 เป็นที่จับตากันว่า การจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงนี้จะเป็นเช่นไรเพราะตรุษจีนปีนี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง และจะหนักหนาสาหัสในศักราช 2563 ด้วยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีเติบโตเพียงแค่ 2% กว่าๆ เพราะมีหลากหลายปัจจัยเป็นตัวฉุดรั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินบาท การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า สถานการณ์ภัยแล้ง การส่งออกถดถอย หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อลดลง การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง อันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของทุนต่างชาติ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดหมายจากการสำรวจเอาไว้ว่าเม็ดเงินใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 13,150 ล้านบาท หดตัวลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักที่กดดันในเรื่องจับจ่ายใช้สอยก็คือกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยค่าใช้จ่ายที่หดตัวลงมากคือ ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การทำบุญ และค่าใช้จ่ายในส่วนของการแจกเงินแต๊ะเอีย ส่วนค่าใช้จ่ายด้านเครื่องเซ่นไหว้พบว่าปรับลดลง แต่อยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่า นอกจากนี้ปัจจัยทางด้านภัยแล้งก็เป็นกรณีที่ต้องติดตาม เพราะอาจกระทบกับราคาสินค้าจำพวกเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งปรับสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ปรับขึ้นในปีก่อนๆ อันอาจส่งผลเชิงลบต่อการตั้งวงเงินการใช้จ่ายได้ในช่วงนี้

แต่ถึงกระนั้นการจับจ่ายในช่วงตรุษจีนที่ลดลงจากปีก่อน ยังเป็นความท้าทายในระยะสั้นตามความผันผวนของเศรษฐกิจซึ่งอาจปรับดีขึ้นหากเศรษฐกิจกลับมาเติบโตดี แต่ความท้าทายที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนในระยะยาวคือ มุมมองต่อเทศกาลตรุษจีนที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะแม้จะยังมีคนรุ่นใหม่บางส่วนที่สืบทอดอยู่ แต่ก็ลดความเคร่งครัดลงไป ขณะชาวไทยเชื้อสายจีนบางกลุ่มก็ไม่สะดวกด้านที่พักทำให้การสืบทอดประเพณีน้อยลง นั่นจึงเป็นผลให้ธุรกิจที่คาดหวังเม็ดเงินจากค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ต้องปรับภารกิจดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมหรือผูกพันกับเทศกาลเพื่อการสืบทอดในรุ่นต่อไป

พิจารณาจากดัชนีชี้วัดจากเทศกาลตรุษจีนทำให้พอเห็นภาพภาวะเศรษฐกิจได้พอสมควร แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การทำงานหนักของรัฐบาลและเอกชนในอีกกว่า 3 ไตรมาสข้างหน้า ก็อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีก็ได้ โดยเฉพาะปัจจัยบวกที่จะเข้ามาเสริม เช่น สงครามการค้าเริ่มมีสัญญาณที่ผ่อนคลาย ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเห็นผล การลงทุนของภาครัฐเริ่มปรับตัวดีเมื่อเทียบจากปีก่อน เอกชนเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีโดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี และธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงก็คือการเมืองไม่ควรจะเข้ามาเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นเช่นที่เห็นและกำลังเป็นไป

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

20 มกราคม 2563 – 13:05 น.
อาจารย์วันชัย สอนศิริ,พรรคอนาคตใหม่,โหรวันชัย,อิลลูมินาติ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 3,130 ครั้ง

เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  สถิตย์ ธรรม

“ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่” เหตุจากวันก่อน อาจารย์วันชัย สอนศิริ  ปัจจุบันท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา สวมบท “โหรวันชัย” ออกมาทำนายทายทัก อิทธิพลของดาวมฤตยูทับดวงเมืองและดาวอังคารอยู่ในเรือนมรณะ

“สถานการณ์ของดวงดาวทับกันขนาดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง” พร้อมกับเร้าอารมณ์เข้าไปอีกว่า “ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว เพราะดวงเมืองถึงคราวที่จะเปลี่ยนแปลงใหญ่”

คำทำนายดังกล่าว ทำให้ผู้คนตั้งปุจฉาตามมา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเป็นคุณหรือเป็นโทษ จะดีหรือจะร้าย ได้รับการขยายความต่อไปว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นเป็นสุขของปวงประชา ทั้งเกิดการปรองดองสมานฉันท์ เนื่องจากอิทธิพลของดาวบนฟ้าที่แผ่ไพศาลนำสู่ยุคสมัยเป็นศิวิไลซ์แห่งประเทศ”

เอาว่า เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีว่างั้นเถอะ

คราวนี้การนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่มาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง จากบุคคลทำให้เปลี่ยนหรือระบบทำให้เปลี่ยน เป็นคนไหน ระบบอะไร อาจารย์วันชัยเฉลย “ต้องติดตามไปคู่กับปฏิทินการเมืองที่ปรากฏเป็นคู่ขนานกับการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น”

ก่อนตบท้ายไว้ว่า “ทั้งการเมืองและดวงดาวช่างสอดรับกันเหลือเกิน สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้คาดไม่ถึงจริงๆ ขอให้จับตาดูกันไปชนิดอย่าได้กะพริบตา”

…สถิตย์ ธรรม… ติดตามเหตุบ้านการเมืองพร้อมกับ “จับตา” มองดูความเป็นไปมาโดยตลอด แต่ต้องกะพริบตาทุกที ครั้นจะไม่ให้กะพริบเลยคงทำไม่ได้ เนื่องจากโดยธรรมชาติมนุษย์ ขอบหนังตาถูกสั่งการโดยสมองให้กะพริบเป็นปกติ ถ้าไม่กะพริบเลยคงต้องไปปรึกษาแพทย์ บางครั้งหนังตากระตุกอีกต่างหากด้วย

อ้าว! ไหงเลยไปเรื่องกะพริบตา… ขอกลับมาที่ดวงดาวกับการเมืองกันต่อ ในเมื่อ “โหรวันชัย” มั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่าเกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นต้องไล่เลียงดูปฏิทินที่ท่านอ้างว่าสอดรับกันสักหน่อย

พบว่าวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค. 63) ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย คดีที่มีผู้ร้องพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กระทำความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่สัญลักษณ์ “อิลลูมินาติ” เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้มีการยุบพรรค 

กรณีนี้ถือว่าเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงใหญ่และเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อประเทศหรือไม่ สอบถามกองเชียร์กองแช่งคงตอบแตกต่างกันไป เป็นเรื่องยากคาดเดา อีกทั้งจะเข้าลักษณะความผิดนำไปสู่การยุบพรรคได้หรือไม่ มิอาจก้าวล่วงศาลรัฐธรรมนูญ

กระนั้น “ผู้รู้ดี” อย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ คนเดียวกับที่แนะนำการต่อสู้ทางกฎหมายให้แก่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในคดีถือหุ้นสื่อจนต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง ส.ส.นั่นล่ะครับออกมาโชว์ความปราดเปรื่อง

ด้วยการจัดทำคลิปแถลงว่า ถ้ายุบพรรคอนาคตใหม่ จะเกิดผลร้าย 3 ประการ เฉพาะข้อสุดท้าย ช่างกล้าสื่อสารว่า “นี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรานำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างศัตรูทางการเมือง คุณกำลังผลักไสกลุ่มคนจำนวนมากในสังคม ให้ไปอยู่ฝั่งตรงข้าม”

ต่อมา “กูรูจอมท้าทาย” ไปแถลงปิดคดียุบพรรคเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บอกว่า “คดีนี้ถ้าจะผิดจริง ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ยุติการกระทำนั้น เพราะข้อหานี้ไม่มีการระบุโทษถึงการยุบพรรค” (ปิยบุตร กล่าวเมื่อวันที่ 18 ม.ค.63)

การโหมประโคมของ “ปิยบุตร” ต่อบรรดาสาวกสีส้ม ก็สดับตรับฟังและบันทึกพฤติกรรมนักกฎหมายผู้กล้าเอาไว้แล้วกันเผื่อจะเพิ่มอีกคดี เพราะถึงที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไรต้องสมควรน้อมรับและยึดถือปฏิบัติ

เอาล่ะ! สมมุติและสมมุติ หาก อนค.ผ่านคดี “อิลลูมินาติ” ไปได้ ต้องเผชิญด่านต่อไปว่าด้วยคดี หัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้แก่พรรค 191 ล้านบาท นำไปสู่ความผิดยุบพรรคหรือไม่ ตามกระบวนการ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้ขอให้พรรคอนาคตใหม่ ส่งคำชี้แจงภายใน 15 วัน นี่ก็ล่วงเลยไปแล้ว จากนี้เข้าสู่ขั้นตอนการวินิจฉัย คาดการณ์ว่าน่าจะราวปลายเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย

ระหว่างนี้ชาวคณะได้ต่อลมหายใจไปสักระยะ จึงมีความพยายามทุกวิถีทางเคลื่อนไหว ไม่ถอยไม่ทน ตามที่พรรคสีส้มชอบติดแฮชแท็กกันเหลือเกินเพื่อปลุกกระแสมวลชนสร้างแรงกดดัน

ทว่า ช้าก่อน ยิ่งเคลื่อนไหวต้องยิ่งระมัดระวัง เพราะเมื่อไหร่ที่กระทำการออกนอกกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงดาวหายนะก็คงโคจรมาที่ “พรรคอนาคตใหม่” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค.

20 มกราคม 2563 – 12:40 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 871 ครั้ง

หลากทัศนะวันพิพากษา อนค. คอลัมน์…  Exclusive Talk

อังคารที่ 21 มกราคม จะถึงวันพิพากษาคดีที่ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ขอให้วินิจฉัยตามมาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่(อนค.) “ผู้ถูกร้องที่ 1” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ “ผู้ถูกร้องที่ 2” ปิยบุตร แสงกนกกุล “ผู้ถูกร้องที่ 3” และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ “ผู้ถูกร้องที่ 4” ใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือไม่

เมื่อคำร้องของนายณฐพรยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีข้อกล่าวหาใน 4 ประเด็นหลัก ภายหลังวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง “ไม่รับคำร้อง” พรรคอนาคตใหม่ขอให้เปิดไต่สวนพยาน ทำให้ขณะนี้เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายจากศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 21 มกราคม เท่านั้น

โดยผลคำวินิจฉัยไม่ว่าจะออกมาเป็นบวกหรือลบ จะชี้วัดอนาคตแห่งอนาคตใหม่ในเส้นทางการเมือง มาวันนี้ 2 นักวิชาการภาครัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ถึงแรงเสียดทานพรรคอนาคตใหม่นับจากนี้

เริ่มที่ “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า ในคดีนี้ไม่น่าเป็นที่กังวลของพรรคอนาคตใหม่ เพราะในเชิงพยานหลักฐานหรือข้อกฎหมายอาจจะไม่ค่อยชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับคดีเงินกู้ เพราะคดีเงินกู้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าสำหรับคดีอิลลูมินาติ คงไม่มีอะไรจะถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่ ส่วนคำร้องของผู้ร้องเกี่ยวกับข้อบังคับของพรรคอนาคตใหม่นั้น จริงๆ แล้วในข้อบังคับของแต่ละพรรคจะมีนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบแล้วก่อนจะรับจดจัดตั้งพรรคการเมืองละพรรคว่ามีสิ่งใดกระทำขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แสดงว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้ว รวมถึงในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อยู่แล้วว่าระบอบการปกครองของประเทศไทยคือระบอบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้อยู่แล้ว เชื่อว่าคงไม่น่ามีปัญหาในจุดนี้ เพราะได้ผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนพรรคการเมือง

รศ.ดร.ยุทธพร ยังประเมิน 2 แนวทางหากคำพิพากษาออกมาเป็นผลบวกและลบให้พรรคอนาคตใหม่ เริ่มที่ผลทางบวกแต่พรรคอนาคตใหม่ต้องเผชิญคดีความต่างๆ ต่อไปอีกมากมาย เพราะยังไม่รู้ว่าในคดีอื่นๆ จะเป็นผลบวกด้วยหรือไม่ แน่นอนว่าการกำหนดยุทธศาสตร์จะต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งจริงๆ วันนี้เหมือนว่าพรรคอนาคตใหม่ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับหนึ่งมากพอสมควรแล้ว กับการเมืองนอกสภาหรือเตรียมพรรคการเมืองสำรองไว้ แต่หากคำพิพากษาเป็นผลลบกับพรรคอนาคตใหม่ คงไม่ได้มีจุดที่ทำให้พรรคไม่สามารถเดินต่อได้ เพียงแต่การเดินต่อต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีเท่านั้นเอง เพราะคณะกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิ ต้องอยู่นอกสภา

“ทำให้ ส.ส.ที่เหลืออยู่ในสภาประมาณ 60 คนจะไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ แต่จะเชื่อมต่อกันได้หรือไม่กับการเมืองนอกสภา หรือแฟลชม็อบของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่จะคาดหวังถึงการขยายตัวไปสู่การชุมนุมใหญ่จะทำได้ขนาดนั้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่เป็นประเด็นท้าทายพรรคอนาคตใหม่ที่รออยู่หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 มกราคม ออกมาเป็นผลทางลบ” รศ.ดร.ยุทธพร ระบุ

ขณะที่ “ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินสถานการณ์ก่อนถึงวันที่ 21 มกราคม ว่า การเดินเกมของพรรคอนาคตใหม่จะประโคมเพื่อเรียกเสียงความเห็นใจจากมวลชนของพรรค รวมถึงพยายามชี้ให้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ถูกกลั่นแกล้งว่านำไปผูกโยงกับองค์กรลับต่างๆ รวมถึงพยายามปิดกั้นข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าด้วยพฤติกรรมต่างๆ นานาที่พรรคอนาคตใหม่ถูกจับจ้องก่อนมาเล่นการเมืองและหลังมาเล่นการเมือง พฤติกรรมหมิ่นเหม่หรือความไม่ตรงไปตรงมาต่อการที่สังคมตั้งคำถามต่อความพยายามเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองของประเทศ แต่ไม่มีการอธิบายชุดข้อมูลตรงนี้ให้แก่มวลชนของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเข้าไปศึกษาในคำร้องของผู้ร้องในสำนวนคดีนี้ จะมีคำอธิบายในข้อกล่าวหาพรรคอนาคตใหม่ตรงนี้ด้วย

“เนื้อหาต่างๆ ก่อนถึงวันที่ 21 มกราคม มีความพยายามจะชูว่าไปเชื่อมโยงขององค์กรลับ แต่ไม่อธิบายรายละเอียดความเป็นจริงของพฤติกรรมของแกนนำตัวบุคคลที่แสดงออกในการวิพากษ์วิจารณ์ หลายครั้งที่หมิ่นเหม่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมไทย” ผศ.วันวิชิต ระบุ

ผศ.วันวิชิต ชี้ให้เห็นถึงหากผลคำพิพากษาจะเป็นทางบวกให้พรรคอนาคตใหม่ จะทำให้พลังอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่สูงขึ้นมาก ข้อความถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปฏิปักษ์ หรือถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีจะถูกลดทอนตัดทิ้งไป เท่ากับว่าพรรคอนาคตใหม่จะมีชุดคำอธิบายชุดใหม่ว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหาครั้งนี้มาจากกลุ่มที่ต้องการใส่ร้ายมาตลอดเวลา และอำนาจต่อมาจะเป็นพลังที่ใช้ในการสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้ตัวละครหลักๆ หรือบรรดาแกนนำที่รอดจากการตัดสินในวันที่ 21 มกราคม คงจะใช้เนื้อหาในการอภิปรายตอกย้ำเกี่ยวกับงบประมาณที่ไม่ชอบมาพากลของกระทรวงกลาโหม ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 3 ป.พี่น้องจะถูกตรวจสอบอย่างละวางไม่ได้

“พรรคอนาคตใหม่จะไม่เสียโอกาสนี้แน่นอนว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ จะจุดประเด็นหรือเชิญแขกนอกสภา อย่าง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้ออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการคาดหวังให้เกิดแรงปะทุตรงนั้น” ผศ.วันวิชิต ระบุ

ผศ.วันวิชิต ระบุด้วยว่า แต่หากคำพิพากษาทำให้พรรคนาคตใหม่มีอันเป็นไป คงจะมีการกระตุ้นขวัญกำลังใจกันในรูปแบบการทำกิจกรรมทางการเมืองโดยออกไปนอกสภามากขึ้น เพื่อหาพื้นที่แสดงออกในต่างจังหวัดไม่ใช่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว อาจมีการเดินสายทำกิจกรรมกันมากขึ้น ส่วน ส.ส.พรรคที่เหลืออยู่คงหวั่นไหวพอสมควรว่าหากจะเดินไปต่อตามอุดมการณ์เดียวกันจะเหลือกันกี่คน พรรคร่วมรัฐบาลจะได้รับเสียงมากขึ้นหรือไม่