รัฐธรรมนูญเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐธรรมนูญเดือด

12 มกราคม 2563 – 00:00 น.
รัฐธรรมนูญเดือด,เกาะขอบรั้วสภา
เปิดอ่าน 4,190 ครั้ง

รัฐธรรมนูญเดือด คอลัมน์…  เกาะขอบรั้วสภา

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ผ่านมาของสภาผู้แทนราษฎร มีหลากหลายแง่มุมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการเสนอให้ตัดงบประมาณแบบ 100% ของกรรมาธิการวิสามัญฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย โดยงบประมาณที่เสนอให้มีการตัดออกทั้งหมดมีด้วยกัน 3 ส่วน

ทั้งนี้ ในสามส่วนดังกล่าวประกอบด้วย กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ 125,918,522,500 บาท กระทรวงการต่างประเทศ 5,134,473,000 บาท งบประมาณรายจ่ายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่จัดสรรให้องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล จำนวน 253,125,221,300 บาท เหตุผลของฝ่ายค้านที่เสนอแบบนี้ คือ เห็นว่าเป็นการจัดทำงบประมาณที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายวิธีการงบประมาณ อย่างในกรณีของกระทรวงการต่างประเทศที่ไปพบว่ามีการกองงบประมาณไว้ที่สำนักปลัดกระทรวงการต่างประเทศเพียงหน่วยงานเดียว

ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ปรากฏว่าผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่สามารถชี้แจงเพื่อให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในสัดส่วนของฝ่ายค้านเกิดความกระจ่างได้ ส่งผลให้ต้องเสนอตัดงบประมาณออก 100%

ประเด็นในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะอีกด้านคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้มีการจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะไว้มากมาย เช่น ในกรณีของการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็มีข้อเสนอแนะพอสังเขป ดังนี้

“สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ควรมีการส่งเสริมกิจกรรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ด้านการเมืองระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นการวางรากฐานวัฒนธรรมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ต้องมีการเผยแพร่ผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา อันจะเป็นประโยชน์ต่อภาคประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง”

“รัฐสภา ควรพัฒนาให้เป็นองค์กรที่ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานควบคู่กับสร้างสภาพแวดล้อมให้เป็นองค์กรสีเขียว (Green Office) รวมทั้งจัดให้มีลานกิจกรรมในพื้นที่รัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาเป็นพื้นที่ของประชาชนในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย”

หรือแม้แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบแผนงานด้านความมั่นคง คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็มีข้อเสนอแนะแบบจริงจังเช่นกัน โดยระบุว่า “การจัดโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ควรมีความรอบคอบและระมัดระวัง โดยควรหลีกเลี่ยงการจัดโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นการครอบงำความคิดทางการเมืองกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นหลักสากลที่จะต้องได้รับความคุ้มครอง

เสร็จสิ้นการพิจารณากฎหมายงบประมาณ แน่นอนว่าความสนใจจะเทมาที่การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 14 มกราคม และ 17 มกราคม ซึ่งวาระสำคัญคือ การเปิดโอกาสให้กรรมาธิการวิสามัญฯ แสดงความคิดเห็นเต็มที่ พร้อมกับกำหนดแนวทางการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

เบื้องต้น พรรคฝ่ายค้านเตรียมประเด็นที่จะเสนอต่อที่ประชุม คือ การเสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่กรรมาธิการวิสามัญฯ ในสัดส่วนของรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ จะตั้งธงค้านเต็มที่ เพราะไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาเฉพาะบางมาตราเท่านั้น ดูๆ ไปแล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้คงเดือดเป็นไฟแน่นอน

ปิดท้ายด้วยภารกิจของ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา ได้ไปเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการขอข้อมูลส่วนบุคคลหรือการเปิดเผยข้อมูลการกู้ยืมเงินระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดย ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองว่าบุคคลที่จะเข้ามารับการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้มีประวัติการชำระหนี้กับกยศ.ในลักษณะที่เป็นลูกหนี้ที่ดีหรือไม่ต่อไป

p9

เคาะงบปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409797?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคาะงบปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้าน

12 มกราคม 2563 – 00:00 น.
อินไซด์ครม,งบประมาณ
เปิดอ่าน 499 ครั้ง

เคาะงบปี 64 วงเงิน 3.3 ล้านล้าน คอลัมน์…  อินไซด์ครม.

ถึงแม้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2563 จะดำเนินการล่าช้าจากหลายปัจจัยในช่วงที่ผ่านมา แต่สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ 2564 ขณะนี้มีความคืบหน้าตามลำดับ

เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ตามการพิจารณาสมมุติฐานทางเศรษฐกิจในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.1–4.1 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ “ต่างประเทศ” ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ขณะที่อุปสงค์ “ภายใน” ประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี ตั้งแต่การลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี รวมถึงสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ และการปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจ

สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในปี 2564 ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7–1.7 ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณร้อยละ 5.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ส่วนการประมาณการ “รายได้” รัฐบาลในปีงบประมาณ 2564 คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวมจำนวน 3,264,200 ล้านบาท

เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 2,777,000 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิที่กำหนดไว้ จำนวน 2,731,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 46,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.7

ขณะที่นโยบายงบประมาณ วงเงิน และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จากสมมุติฐานทางเศรษฐกิจและประมาณการรายได้รัฐบาล รวมถึงการจัดการรายจ่ายภาครัฐสามารถขับเคลื่อนภารกิจตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระหว่างปี 2561-2580 ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ระหว่างปี 2560-2564 และนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ระหว่างปี 2562-2565

จึงกำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุลสำหรับปีงบประมาณ 2564 จำนวน 523,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่กำหนดไว้ 3,200,000 ล้านบาท จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.1 โดยมีสาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3,300,000 ล้านบาท

สำหรับทิศทางของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นการดำเนินนโยบายการคลังที่ “ยืดหยุ่น” และสามารถตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจที่อาจไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความท้าทายมากขึ้นในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า ตั้งแต่เชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด จะทำให้แรงงานบางส่วนถูก “ทดแทน” ด้วยเทคโนโลยี และอาจไม่สามารถปรับตัวได้

นอกจากนี้ การจัดสรรเงินอุดหนุนให้ อปท. เป็นภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเงินอุดหนุนบางส่วนมีความซ้ำซ้อน จึงเห็นควรให้มีการพิจารณา “ทบทวน” เงินอุดหนุนสำหรับภารกิจที่มอบหมายให้ อปท.ดำเนินการแทนรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การกันเงินสำรอง และการใช้จ่ายเงินสะสมของ อปท. ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ อปท. มีสภาพคล่องเกินอยู่ในระดับสูง สะท้อนให้เห็นได้จากเงินฝากของ อปท. ในระบบสถาบันการเงินที่มีจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คลุกวงใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน

11 มกราคม 2563 – 13:25 น.
คลุกวงใน,ฝุ่นพิษ,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 366 ครั้ง

คอลัมน์…  คลุกวงใน   โดย…  อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

0…นสพ.คมชัดลึก เกาะติดสถานการณ์ร้อน เจาะลึกทุกประเด็น ฉบับต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ อยู่ในมือคุณผู้อ่านแล้วครับ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวกันก่อน นับจากนี้ …อสนีบาต…ขอย้ายร่างมาประจำการหน้า 4 พร้อมนำเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแวดวง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมารายงาน

0…ผ่านมาเพียงแค่สองสัปดาห์ของปีหนูทอง ความวุ่นวายโกลาหลปรากฏขึ้นทุกอณูบนแผนที่โลก ด้านหนึ่ง สหรัฐ เปิดศึกรอบใหม่ อิหร่าน โดยหลายฝ่ายหวาดหวั่นจะเกิดสงครามใหญ่ ทว่า เกมพลิก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เล่นเป็น หันไปใช้มาตรการ แซงชั่น เศรษฐกิจแทน พร้อมเรียกร้องนานาชาติถอนข้อตกลงร่วมการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านแทน ฉะนั้น ความหวาดหวั่น “สงครามใหญ่” จึงอยู่ในระยะเว้นวรรคไว้ก่อน

0…ไปที่ ออสเตรเลีย สถานการณ์ไฟป่าโหมกระพือมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 30 ราย ล้างเผ่าพันธุ์สัตว์ป่า 500 ล้านชีวิต บ้านเรือนกว่า 2,000 หลังถูกเผา ต้องอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ 2.4 แสนคน ทั่วโลกประกาศบริจาคทรัพย์สินให้ความช่วยเหลือเพื่อกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ว

0…ปีนี้ภัยธรรมชาติกำลังคุกคาม กลับมาที่ประเทศไทยบ้าง ค่าฝุ่นละอองพุ่งเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ ทั้ง กทม.และปริมณฑล ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 10 มกราคม เวลาบ่ายสามโมงพบพื้นที่สีแดงเพิ่มเป็น 13 พื้นที่ จากเดิม 6 พื้นที่ ในตอนเช้า มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับน่าเป็นห่วงมาก ทำให้หวนนึกถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เคยสัญญิงสัญญาตั้งแต่ปีที่แล้วถึงกับประกาศ วาระแห่งชาติ มีการตระเตรียมออกมาตรการโน่นนี่นั่นท่ามกลางคำถามเหตุไฉนถึง “เอาไม่อยู่”

0…ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับรถควันดำ การเผาในที่โล่ง การตรวจสอบควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง รณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เหล่านี้เห็นกันทนโท่ยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน …อสนีบาต…อยากให้นายกฯ และรมต.แต่ละท่าน ลองมาเดินถนนสำรวจดูบ้างจะได้รู้ว่ามาตรการที่เคยประกาศนำมาปฏิบัติจริงจังได้ผลขนาดไหน

0…เอาล่ะ ! ลำพังจะหวังแต่รัฐบาลฝ่ายเดียวคงรอชาติหน้าตอนบ่ายๆ สิ่งที่ทำได้ในระยะประชิดเห็นทีพี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังห่วงใยดูแลสุขภาพ สวมหน้ากากอนามัยปลอดภัยไว้ก่อน

0…นี่ก็อีกหนึ่งวาระแห่งชาติ เมื่อรัฐบาลยอมรับสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้หนักกว่าปีที่แล้ว อ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ คลองส่งน้ำกลายเป็นพื้นดินแตกระแหงเดินข้ามได้ อย่างนี้จะมีน้ำเพื่อทำนาข้าวกันได้อย่างไร นอกจากต้องขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่ม ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่แทน อีกทางหนึ่งและสำคัญมากต้องช่วยกันใช้น้ำอุปโภคบริโภคอย่างประหยัด

0…รัฐบาลอนุมัติงบประมาณไปแล้ว 1.3 พันล้าน สู้ภัยแล้ง แต่คำถามว่า เงินจำนวนพันกว่าล้านจะเข้าลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ เหมือนมีสถานการณ์วิกฤติทีไรทุ่มงบแก้กันไป ทั้งที่การแก้ปัญหาต้องมาพร้อมกับการวางแผนระยะยาว อาทิ การขุดสระขนาดใหญ่ผันน้ำจากแม่น้ำโขง สาละวิน ให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทนฯลฯ ถึงป่านนี้มีความสำเร็จไปแล้วกี่พื้นที่ ไม่ยักเห็นหน่วยงานราชการรายงาน

0…ไม่ว่าจะภัยจากไฟป่า ภัยแล้ง ฝุ่นละอองควันพิษ ล้วนมาจากฝีมือมนุษย์ที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้อย่างไม่บันยะบันยัง จึงเกิดภาวะความแปรปรวนกลายเป็นมหันตภัยย้อนกลับมาทำลายล้างคร่าชีวิตมนุษย์ ควรกลับมาตระหนักช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใส่ใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นครับ

0…สังคมฝากมา …“เดอะมอลล์ รวมน้ำใจช่วยเหลือวิกฤติไฟป่าออสเตรเลีย” เชิญชวนลูกค้า และพนักงาน ร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือวิกฤติไฟป่าออสเตรเลีย ผ่านช่องทางบริจาค 3 ช่องทาง ดังนี้ 1.กล่องรับบริจาค ณ บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือจุดบริจาค เดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ 2.M Card Application หรือที่จุด Inspector ภายในห้างฯ โดยใช้คะแนน M Point เริ่มต้น 800 คะแนน เท่ากับบริจาค 100 บาท 3.ผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขา เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง ชื่อบัญชี “เดอะมอลล์ รวมน้ำใจช่วยเหลือวิกฤตไฟป่าออสเตรเลีย” เลขที่บัญชี 009-3-00515-5 โดยเงินบริจาคทั้งหมดจะมอบให้แก่สภากาชาดไทย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือวิกฤติไฟป่าออสเตรเลีย สามารถร่วมบริจาคได้แล้วตั้งแต่วันนี้

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ กระจกสะท้อนผู้นำไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409798?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ กระจกสะท้อนผู้นำไทย

11 มกราคม 2563 – 12:30 น.
วันเด็กแห่งชาติ,ทักษิณ ชินวัตร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,332 ครั้ง

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ กระจกสะท้อนผู้นำไทย คอลัมน์…  Exclusive Talk

วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ทุกปี จะเป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 11 มกราคม แน่นอนว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชน

หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติเป็นอย่างมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการเรียนการสอนของไทยถูกปลูกฝังมาด้วยวาทกรรมติดปากว่า “เด็กฉลาดชาติเจริญ” ตามคำขวัญวันเด็กประจำปี 2516 เมื่อครั้งจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

การให้ความสำคัญกับวันเด็กแห่งชาติของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานจะเห็นได้จากการที่เปิดโอกาสให้เด็กและผู้ปกครองเข้ามาชมสถานที่สำคัญของทางราชการ ที่ปกติโดยทั่วไปแล้วบุคคลภายนอกจะไม่สามารถเข้าชมได้โดยง่าย เช่น ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล หรือห้องประชุมรัฐสภา ไม่เว้นแม้แต่ภายในบริเวณกองบัญชาการของแต่ละเหล่าทัพ ซึ่งจะนำยุทโธปกรณ์มาจัดแสดงให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่สำคัญของวันเด็กแห่งชาติแต่ละปีไม่ได้อยู่ที่การจัดแสดงของหน่วยงานภาครัฐ แต่อยู่ที่การมอบ คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ของนายกรัฐมนตรีไทย เนื่องจากคำขวัญวันเด็กที่ปรากฏออกมาในต่างช่วงเวลาและต่างนายกฯ นั้น ด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนบุคลิกของนายกฯ และบริบทของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

   ยุคจอมพล “เด็กสมัยปฏิวัติ”
โดดเด่นชัดเจนที่สุดต้องยกให้ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” เป็นที่ทราบกันดีว่าการบริหารประเทศในสมัยนั้นขับเคลื่อนด้วยคำสั่งของคณะปฏิวัติเป็นหลัก ทำให้คำขวัญวันเด็กตั้งแต่ปี 2502-2506 มีประโยคที่ขึ้นต้นว่า “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า…” ทุกปี เช่น ปี 2502 “ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” อันเป็นคำขวัญที่สอดรับกับบริบทของประเทศไทยในเวลานั้นที่เพิ่งเริ่มมีการบริหารประเทศผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

หรือในช่วงสมัยของ ‘สัญญา ธรรมศักดิ์’ ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2517-2518 ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปรากฏคำว่า “สามัคคี” ไว้ในคำขวัญวันเด็กแห่งชาติถึงสองครั้ง ได้แก่ ปี 2517 “สามัคคีคือพลัง” และปี 2518 “เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี”

   ‘ป๋าเปรม-ชวน’ เดินตามคล้ายกัน
‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ อดีตประธานองคมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ ยาวนานถึง 8 ปี ก็ได้สะท้อนตัวตนผ่านคำขวัญวันเด็กไม่ต่างกัน ด้วยคำว่า “คุณธรรม” และ “ซื่อสัตย์สุจริต” อย่างปี 2524 “เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม” ปี 2526 “รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม” หรือในปีสุดท้ายของการเป็นนายกฯ ปี 2529 “นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม”

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าผู้นำประเทศส่วนใหญ่จะเน้นหนักคำว่า “คุณธรรม” และ “ความสามัคคี” ผ่านคำขวัญวันเด็ก แต่เมื่อมาถึงในยุคของ ‘ชวน หลีกภัย’ ที่เป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง จะพบว่ามีการบัญญัติคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในคำขวัญด้วย เช่น ปี 2537 “ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม” หรือ ปี 2544 “วินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย” อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและการปลูกฝังประชาธิปไตยของผู้อาวุโสทางการเมืองรายนี้

    ‘ทักษิณ-บิ๊กตู่’ ความเหมือนที่แตกต่าง
นายกฯ อีกคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อครั้งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ มาพร้อมกับแนวคิดการบริหารประเทศที่ว่า “คิดใหม่ ทำใหม่” และเน้นการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้บริหารธุรกิจโทรคมนาคมมาก่อน ดังที่ปรากฏในคำขวัญวันเด็กปี 2546 “เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี” และ ปี 2548 “เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม คนปัจจุบัน นับเป็นนายกฯ อีกคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน โดยผู้นำประเทศที่เน้นวาทกรรม “ความมั่นคง” และ “ไทยแลนด์ 4.0” แน่นอนว่าคำขวัญวันเด็กที่ปรากฏออกมาก็เป็นกระจกสะท้อนวาทกรรมที่ว่านั้น เช่น ปี 2560 “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ปี 2561 “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” จนมาถึงล่าสุดปี 2563 “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”

ปลูกฝังเด็กเรื่องอำนาจนิยม
ทั้งนี้ มีแง่มุมในทางวิชาการต่อการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติน่าสนใจจาก รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ทัศนะว่า สำหรับคำขวัญวันเด็กในแต่ละปี ได้สะท้อนภาพให้เห็นว่าคือสิ่งที่รัฐอยากให้เด็กนั้นเป็นอย่างไร และมีทิศทางแบบไหนอย่างที่รัฐต้องการ ทำให้คำขวัญวันเด็กแต่ละยุคแต่ละสมัย สอดคล้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง และสอดคล้องจากที่มาของผู้นำในยุคนั้น

“เช่น ถ้าผู้นำในยุคนั้นมาจากการรัฐประหาร หรือมีอุดมการณ์ความคิดแบบอำนาจนิยม คำขวัญวันเด็กจะเป็นลักษณะสั่งให้ทำ ตั้งแต่การมีวินัย สั่งให้เด็กตั้งใจเรียน เพื่อเป็นสิ่งที่รัฐต้องการให้เด็กเป็น แต่ในบางยุคบางสมัยถ้าผู้นำมาจากการเลือกตั้ง และมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยม จะมีการพูดถึงความก้าวหน้า พูดถึงเทคโนโลยี พูดถึงเรื่องทุนนิยม หรือพูดเรื่องการสะสมเงินทอง ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้นำในแต่ละสมัย” อาจารย์ยุทธพร กล่าว

“ส่วนใหญ่กลายเป็นว่า ในกิจกรรมวันเด็ก กลับเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อยากให้เด็กได้เป็น จึงสะท้อนภาพให้เห็นการยังคงมีระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ยังมีเรื่องลำดับชั้น และยังมีเรื่องความอาวุโสต่างๆ” อาจารย์ยุทธพร กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันเด็กหรือคำขวัญวันเด็กแต่ละปี รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า เป็นความคิดจากระบบราชการ เพราะงานวันเด็กที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการจัดของโรงเรียน สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เข้าไปดู เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์รัฐราชการ เช่น ให้เด็กไปดูรถถัง ไปดูอาวุธ ไปดูเครื่องบินรบ

“สิ่งเหล่านี้เป็นการปลูกฝังความคิดอำนาจนิยม และความคิดแบบรัฐราชการ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ทำให้การนำความคิดไปใช้อย่างจริงจังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะมาจากการปลูกฝังของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นงานวันเด็กและคำขวัญวันเด็กที่เกิดขึ้น เป็นงานประจำอย่างหนึ่งในการบริหารราชการ ทำให้เรื่องคำขวัญวันเด็กไม่ได้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องยั่งยืนจริงๆ” อาจารย์ยุทธพร สรุป

แม้ว-เหลิม เกลอกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409789?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม้ว-เหลิม เกลอกัน

11 มกราคม 2563 – 12:00 น.
ทักษิณ ชินวัตร,เฉลิม อยู่บำรุง,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 14,380 ครั้ง

แม้ว-เหลิม เกลอกัน คอลัมน์…  ดงงูเห่า   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

คำว่า มวยถูกคู่คนดูถูกใจ มักจะใช้ได้ไม่ค่อยบ่อยเพราะหายากนักที่จะมีแบบนี้สักครั้ง

แต่บางคนก็ชอบเปรียบว่าผีเน่ากับโลงผุ

สำหรับผมคงมิบังอาจพูดแบบนั้น สำหรับ คุณเฉลิม อยู่บำรุง และ คุณทักษิณ ชินวัตร ต้องพูดว่า เกลอเก่ากันจึงจะถูก

หลายคนคงทราบดีว่า คุณเฉลิม กับคุณทักษิณ เคยมีบุญมีคุณอะไรต่อกันมาก่อน คือทั้งสองคนมีบุคลิกที่เหมือนกันอยู่อย่างคือ

บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ

ดังนั้นใจคอทั้งสองคนจึงไปด้วยกันได้ นอกเหนือจากความเหมือนทางกายภาพคือ การเป็นตำรวจด้วยกัน

ว่ากันว่าทั้งสองพึ่งพาอาศัยกัน สนิทกัน รู้ใจกัน รู้ทันกัน จนถึงขนาดเรียกกันว่า เพื่อน มึง รวมไปถึงสรรพนามที่ใช้เรียกสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์

ปกติจะเรียกเพื่อน แต่พอเมาไวน์ได้ที่ สรรพนามนำหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปตามความเข้มข้นของดีกรี

ด้วยเหตุนี้ใครที่ไม่เคยได้ยินจะตกใจ แต่คนที่เคยได้ยินแล้วจะรู้สึกเฉยๆ กับความเป็นเพื่อนของทั้งสองคน

วันนี้ คุณเฉลิม ได้รับความไว้วางใจอย่างมากจาก คุณทักษิณ ให้เข้ามากอบกู้สถานการณ์ในพรรคเพื่อไทย ที่กำลังนับวันจะสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ เนื่องจากเกมการเมือง อ่อนด้อย

คอการเมืองมองว่า คุณทักษิณ เห็นว่า พรรคเพื่อไทยเดินเกมการเมืองสู้พรรคใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เลย ขืนปล่อยให้สภาพการณ์เป็นเช่นนี้ จะทำให้พรรคเพื่อไทยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

คุณทักษิณ คงมองเห็นว่า ขืนปล่อยให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำพรรคต่อไป มีหวังจะได้ ส.ส.ต่ำร้อย เพราะการนำของคุณหญิงสุดารัตน์ ไม่ถูกจริตของ ส.ส.และมวลชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคอยู่ในภาคอีสาน และภาคเหนือ คนส่วนใหญ่ชอบประเภท “ใจถึงพึ่งได้” เอะอะมะเทิ่ง ถึงลูกถึงคน ถึงใจพระเดชพระคุณ

อัตลักษณ์แบบนี้ คือ คุณเฉลิม ไม่ใช่คุณหญิงสุดารัตน์

คุณเฉลิมจึงได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นการใช้คนให้ตรงกับงานที่สุด และคุณเฉลิมก็แฮปปี้กับงานที่คุณทักษิณมอบให้

คุณทักษิณไม่ได้หวังผลว่า เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว จะทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไป รัฐบาลต้องลาออกแล้วสลับเอาพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลแทน ไม่ได้หวังผลถึงขนาดนั้น

 ผลที่ต้องการแค่ถล่มให้สะใจเล่นๆ

ฉะนั้นงานนี้ คุณเฉลิมจึงต้องแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองกลับมามีบทบาทในพรรคเพื่อไทย แต่เพื่อให้คุณทักษิณดีใจและชอบที่อุตส่าห์ไว้วางใจ แต่ไม่ใช่ว่าทำไปไม่มีรางวัล ดีไม่ดีผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากสามารถสะกิดแผลรัฐบาลได้ โดยเฉพาะตัวนายกฯ ที่ทักษิณแค้นแทนน้อง จะทำให้คุณเฉลิมได้รับความไว้วางใจมากขึ้น

อาจกลายเป็นขุนพลที่เข้ามากอบกู้พรรคแทนคุณหญิงสุดารัตน์ก็ได้ ฉะนั้นจึงมีเดิมพันสูง ในพรรคเพื่อไทยเอง

นี่จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ คุณทักษิณจะโทรศัพท์หาคุณเฉลิม ไม่เว้นแต่ละวัน ขณะที่ คุณเฉลิมเองก็โทรศัพท์หา คุณทักษิณ ไม่เว้นวันเหมือนกัน

 อย่าแปลกใจเพราะเขาคือเกลอกัน.

วิกฤติฝุ่นพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409791?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติฝุ่นพิษ

11 มกราคม 2563 – 11:56 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นพิษ,วิกฤติ
เปิดอ่าน 825 ครั้ง

วิกฤติฝุ่นพิษ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ – วันอาทิตย์ ที่ 11-12 มกราคม 2563

สถานการณ์ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 กลับมาเป็นปัญหาของคนไทยอีกระลอก โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ตรวจพบค่าระหว่าง 52-113 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางเมืองหลวง เราจะเห็นหมอกควันพิษได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ยันบ่ายเย็น อีกทั้งสภาวะอากาศที่ย่ำแย่ดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพมหานครถูกจัดจากการรายงานสภาพอากาศทั่วโลกของเว็บไซต์ airvisual.com ให้อยู่ในลำดับท็อปเท็นในบางช่วงเวลา ดูแล้วน่าตกใจและน่าห่วงใยต่อสภาพแวดล้อมของคนกรุง รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างยิ่ง โดยหน่วยงานภาครัฐได้บูรณาการภายใต้ชื่อ “การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง” ติดตามความก้าวหน้าของแผนการในครั้งนี้ด้วย

จากการสรุปสถานการณ์พบ 3 ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้ประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่างๆ ยังต้องเสี่ยงต่อสถานการณ์ฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 มาจากแหล่งต้นกำเนิด 3 ส่วน คือ รถยนต์, การเผาที่โล่งแจ้ง และสภาพความกดอากาศต่ำในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ และจากการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) พบว่ารถยนต์เป็นพาหนะที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษมากที่สุดร้อยละ 75.4 โดยข้อมูลระบุว่าแต่ละวันในกรุงเทพมหานคร มีปริมาณรถยนต์สัญจรกว่าวันละ 10 ล้านคัน ซึ่งปัญหาที่เคยเกิดวิกฤติฝุ่นเมื่อช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 ทางกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกันหลายหน่วยงานออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงการขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ปัจจุบันถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

หลายฝ่ายได้แสดงความห่วงใยและหามาตรการแก้ไขต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” เมื่อวันที่ 10 มกราคม ระบุว่า “วันนี้ค่าฝุ่น #PM25 ยังคงอยู่ในระดับสูง ผมขอให้ตำรวจเร่งรัดออกข้อกำหนดสั่งห้ามใช้รถที่ปล่อยควันดำ รถที่ถูกจับจะต้องถูกขึ้น watch list เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถเพื่อต่อทะเบียน ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนส่งข้อมูลรถปล่อยควันดำไปที่สายด่วน 1584 และช่วงนี้ต้องป้องกันตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัยหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งด้วยนะครับ” ซึ่งจากการกวดขันรถควันดำอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนที่ผ่านมาสามารถตรวจจับได้กว่า 44,000 คัน ซึ่งเป็นรถบรรทุกและรถกระบะเสียส่วนใหญ่

มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายคุกคามสุขภาพของเรามากกว่าที่เราเคยเข้าใจ องค์การอนามัยโลกประมาณการว่ามีประชากรที่ต้องตายก่อนเวลาอันควร เนื่องจากมลพิษในอากาศทั่วโลกมากกว่า 6 ล้านคนในแต่ละปี และในจำนวนนี้ เป็นเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบราวร้อยละสิบ คือประมาณ 600,000 คน เมื่อคุณภาพอากาศเลวลงอัตราการไปห้องฉุกเฉินและการเข้าอยู่โรงพยาบาลจะสูงขึ้น เพราะมลพิษทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่กำเริบขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนักตื่นตัวดูแลตัวเองอย่างรัดกุม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ เด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีปัญหาในโรคทางเดินหายใจ หรือมีโรคประจำตัว ผู้ที่ทำงานในที่กลางแจ้งควรสวมใส่หน้ากากป้องกันทางเดินหายใจที่เหมาะสม ปัญหาฝุ่นพิษเป็นปัญหาระดับประเทศต้องแก้ไขร่วมกันโดยเริ่มจากตัวเราเองเป็นดีที่สุด

วิ่งไล่ VS เดินเชียร์ …ระอุ… สงครามตัวแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่ VS เดินเชียร์ …ระอุ… สงครามตัวแทน

11 มกราคม 2563 – 11:35 น.
วิ่งไล่ลุง,เดินเชียร์ลุง,อุ๊ หฤหัย,บอล ธนวัฒน์,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,843 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 11-12 ม.ค. 63

************************

ขนลุกซู่ เมื่อบรรยากาศโลกร้อนระอุจากการเผชิญหน้ากันทางอาวุธของสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่นับจากนี้จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สงครามตัวแทน” (proxy war) โผล่ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ น่ากลัวยิ่ง

พอหันมาที่บ้านเรา เวลานี้การเมืองไทยเกือบจะสงบ แต่ก็พบรอยขยับเคลื่อนเป็นริ้วๆ ด้วยกิจกรรม 2 รายการ ระหว่าง กิจกรรมวิ่งไล่ลุง กับ เดินเชียร์ลุง ที่กำลังจะเปิดฉาก ระเบิดพลัง ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคมนี้

จะว่าไป นี่ก็เข้าตำราสงครามตัวแทนอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้า “วิ่งไล่ลุง” หนีไม่พ้นตัวแทนฝ่ายการเมืองฟากตรงข้ามรัฐ “เดินเชียร์ลุง” ก็ย่อมเป็นตัวแทนฝ่ายเดียวกับรัฐบาล เพราะคำว่า “ลุง” อ่านกลับหัวยังไงก็เป็นคำเรียก ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดๆ!

และถ้าจะมองถึงตัวแทนของสองฟากฝ่ายที่เวลานี้ร้อนแรงในหน้าข่าวสาร คงหนีไม่พ้น อุ๊” หฤทัย ม่วงบุญศรี และ บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย

หากสองมุมมองจากสองตัวแทน ต่างออกตัวว่าตนเองไม่ได้เป็นตัวแทนจาก ลุง” หรือจาก พ่อ” ของชาวฟ้า หากเป็นตัวแทนของ “ความสงบ” และตัวแทนของ “ประชาชน” มากกว่า

ถามทำไมความสงบกับประชาชนถึงไปอยู่คนละข้างกันได้ ความเห็นของคนทั้งคู่จากนี้ อาจทำให้เราได้คำตอบมากพอที่จะเลือกได้ว่าเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้เราอยากแวะสวนรถไฟหรือไปสวนลุมฯ กันแน่

เดินนี้-เพื่อสงบ

ออกตัวว่าไม่เกี่ยวข้องกับ เพจเชียร์ลุง” โต้โผงานเดินเชียร์ลุง แต่เวลานี้ อุ๊” หฤทัย ม่วงบุญศรี ก็เหมือนเป็นเจ้าภาพงานไปแล้ว เนื่องจากเธอกล้าออกมาแสดงจุดยืนว่าฉันจะไปงานเดินเชียร์ลุง แถมยังปรากฏตัวพร้อมกับแอดมินเพจเชียร์ลุงแบบสนิทสนมกลมเกลียว

อุ๊” หฤทัย ม่วงบุญศรี

“เราก็ชอบแคมเปญนี้เพราะเราก็เห็นว่ามีคนจัดงานวิ่งไล่ ซึ่งตัวอุ๊ไม่เห็นด้วย เพราะลุงตู่มาจากกระบวนการการเลือกตั้ง กระบวนการประชาธิปไตย การไล่ลุงนี่มันเป็นการไล่ลุงตู่หรือเปล่า โดยพยายามบอกกับสังคมที่เขาติดตามการเมือง บอกกับคนรุ่นใหม่ที่ติดตามพวกเขา เขาพยายามฝังว่าลุงตู่เป็นเผด็จการ ที่มาของลุงตู่เป็นการสืบทอดอำนาจ”

“หลักการนี้มันเป็นการพูดย้ำๆๆ เพื่อหวังผลทำให้เกิดการเสื่อมศรัทธา เสื่อมเสีย ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ลุงตู่มาจากการโหวต”

ใครที่ติดตามอุ๊มาตลอด ก็คงไม่แปลกใจหากว่าเธอจะร่วมงานนี้ แต่ถ้าถามว่าวันนั้นอดีต ส.ข.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรบ้าง เธอเล่าว่านอกจากร่วมเดินแล้ว ยังได้รับมอบหมายจากแอดมินเพจเชียร์ลุงให้พูดด้วย และสิ่งที่จะไปพูดก็เพื่อต้องการให้แง่คิดอีกด้านหนึ่งกับคน

อุบไว้ก่อน-อุ๊เปิดกับแอดมินเพจเชียร์ลุงที่ยังขอไม่เปิดเผยตัวตน

“คนอีกตั้งเยอะที่เป็นพลังเงียบก็อาจจะไม่ได้ออกมาพูด เขาก็อาจจะอยากพูด อยากแสดงออกเหมือนกับอุ๊ คือคิดเหมือนกันว่ารัฐบาลชุดนี้เขาก็มาจากรัฐธรรมนูญ ที่เราไปลงประชามติรับร่างมา มีข้อดีอะไรบ้างทั้งในการปราบทุจริต ปราบโกง เป็นก้างขวางคอนักการเมือง อะไรเหล่านี้เป็นต้น”

ส่วนถามว่าความเป็นเซเลบคนดังแถมยังเคยเป็นนักการเมือง เหมือนมาเป็น “แม่เหล็ก” เรียกคนมาช่วยเดินเชียร์ลุงมั้ย เจ้าตัวบอกเลยไม่ใช่

“ถ้าอุ๊ดึงคนได้ขนาดนั้น อุ๊ไปจัดคอนเสิร์ตดีกว่า แต่นี่เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง คนที่มาเขาไม่ได้มาดูเราร้องเพลง คนที่มาน่าจะเป็นคอการเมืองที่มาพูดคุย มาพบปะกัน คุณแม่คุณป้าชาวบ้านทั่วไป เขาก็อาจจะอยากไปฟัง”

“แต่ว่ามันก็คงไม่ใช่ขนาดปราศรัย ซึ่งตัวอุ๊เองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไรเลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่จะพูดนี่มาจากความคิดความรู้สึกของเรา ไม่ได้มีสคริปต์ ไม่ได้มีใบสั่ง แล้วก็ไม่ได้สตางค์ แม้แต่แอดมินเพจที่เจอกัน อุ๊ก็ไม่ให้เขาเลี้ยงข้าวด้วยซ้ำ”

ข้อคิดหนึ่งที่อุ๊ฝากถามฝ่ายวิ่งไล่ลุง และเชื่อว่าเธอจะพูดสิ่งนี้ในวันงานคือ

“ถามจริงๆ ทุกวันนี้ที่ชูประเด็นขึ้นมา ยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตย ถามจริงๆ ว่าคือต่อต้านเผด็จการใช่หรือไม่ ประเทศไทยปกครองโดยระบอบเผด็จการหรือคะ ทีนี้ในความหมายของเขา ถ้าหากว่าเป็นเผด็จการ พวกเขาก็คิดว่าต้องเป็นทหาร ต้องเป็นขุนศึก ก็แสดงว่าคนพวกนี้ฝังหัวกับทหาร มีปัญหากับทหารหรือเปล่า”

วันนี้จะบอกว่า ถ้าฝั่งเขา ชูคำว่าไล่เผด็จการ ฝั่งของเราจะชูคำว่า ความสงบร่มเย็นของคนในชาติ คือหัวใจหลักที่สุดยอดที่สุด ประเทศไทยจะต้องเป็นต้นแบบของทุกๆ ประเทศในโลกนี้”

“เดินเชียร์ลุงมันก็เป็นการเดินให้กำลังใจ เป็นงานสนุกสนาน แล้วไม่ได้มีแบ็กอัพจากรัฐบาล แอดมินเขาทำกันเอง แต่การที่คนเข้ามาร่วมลงทะเบียนขนาดนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่หวังไว้แล้ว”

แต่ที่แน่ๆ งานนี้ใครก็ตามที่สงสัยว่าผู้ดูแลเพจเชียร์ลุง เป็นใครมาจากไหน ที่ออกตัวว่าไม่ได้เป็น “ไอโอ” จากฝ่ายทหารจริงขนาดไหน เช้าวันนั้นใครไปสวนลุมฯ ได้เห็นตัวเป็นๆ แน่นอน

รบ-ด้วยการวิ่ง

ข้ามฝั่งมาอีกฟากคลอง ถึงทีของ บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย จาก “วิ่งไล่ลุง” บ้าง

วันนี้เขาไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาที่มาร่วมวิ่ง แต่นอกจากจะเป็นประธานยุทธศาสตร์สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ที่เคลื่อนไหวไม่เอาลุงมาตลอด เขายังเป็นต้นคิด งานวิ่งไล่ลุง ในฐานะคณะกรรมการแนวร่วมสมาพันธ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุง เพื่อประโยชน์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย

บอล” ธนวัฒน์ วงค์ไชย

งานของบอลชื่อเต็ม คือ “วิ่งไล่ลุง” หรือ Run Against Dictatorship แปลตามตัวก็บอกแล้วว่าประมาณไหน แต่ถามแนวคิดและจิตใจ ยังไงก็ยืนยันว่าคือ “ประชาชน” ไม่ต้องพูดว่าทำเพื่อใคร หรือพรรคอนาคตใหม่ด้วยซ้ำ

“เราเป็นตัวแทนของประชาชนทุกคนที่เห็นตรงกันว่าเราเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว ส่วนภาพที่โผล่ไปพร้อมกับคนพรรคอนาคตใหม่นั้น ถ้าภาพของการที่ถ่ายรูปกับคุณธนาธรแล้วคนก็โยงว่ามีความเกี่ยวข้องกัน คนก็คงโดนกันอีกหลายหมื่นหลายแสน และจริงๆ แล้วส่วนตัวบอลนี่ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหนเลย แม้แต่เครือข่ายของคนรุ่นใหม่ของแต่ละพรรคก็ไม่ได้สังกัด”

“ประชาชนที่หนุนหลังการทำงานของพวกเขาในสภา แนวทางทิศทางเดียวกันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ อุดมการณ์ความคิดตรงกันมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะสื่อสารออกมาในเนื้อหาที่คล้ายๆ กัน”

ส่วนคำว่าวิ่งไล่ลุง คือไล่ “ลุงตู่” ไล่เผด็จการ เป็นการเอาคำว่า “เผด็จการ” มาหากินกับคนรุ่นใหม่ บอลแจ้งว่าการวิ่งของพวกเขา คำว่า “ลุง” ในความหมายของธีมงานคือ “ตัวถ่วง” ความเจริญของประเทศ

สู้ตาย-บอลและเพื่อนๆ ไปเชิญคณะรัฐมนตรีร่วมงาน #วิ่งไล่ลุง เพื่อไปรับฟังเสียงของประชาชน

“อะไรที่เป็นตัวถ่วงความเจริญก็ถูกต้องตามนิยามของลุง การที่ทางโน้นเขาจะยังหมกมุ่นอยู่กับคำว่าเรามัวแต่หมกมุ่นกับเผด็จการ เขาต้องไปอัพเดทข้อมูลใหม่ครับ”

“มันมีประเทศไหนบ้างที่เป็นประชาธิปไตยแล้วเขาปล่อยให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นแบบที่เราต้องยอมรับว่ามันมีคำสั่ง คสช. ที่ห้ามทำกิจกรรม ห้ามคนอื่นแต่ตัวเองทำ เพราะฉะนั้นเราต้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงนะครับว่า สิทธิ เสรีภาพประชาชนมันมีจริงมั้ย ทั้งหมดนี้จะตอบเราเองว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือมันเป็นเพียงแค่ระบอบเผด็จการที่เขาเอาคำว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้งมาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง”

ขณะเดียวกันหากว่าฝ่ายเดินเชียร์ลุงชูคำว่า “ความสงบเรียบร้อยของประเทศ” และ วิ่งไล่ลุง คือการตอกย้ำคำว่า เผด็จการ” ตรงนี้บอลมีความเห็นว่า

“อ้าว..ก็ถ้าเขาต้องการความสงบ แล้วเขาออกมาทำไม ส่วนถ้าจะพูดเรื่องความเงียบสงบ ที่ผ่านมา มันเป็นความเงียบสงบที่เราไม่ต้องการ มันเงียบจริงๆ เงีบบราบคาบเลย ถามว่าเราอยากได้จริงๆ หรือ ความเงียบสงบแบบนี้ที่ประชาชนไม่ได้มีปากเสียง คุณอยากได้ความเงียบสงบหรืออยากได้ความเป็นประชาธิปไตยที่รัฐบาลมาจากตัวแทนของประชาชน ที่เข้าใจประชาชน สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ประชาชน ไม่ใช่แค่นายทุนและเจ้าสัวอย่างที่เป็นอยู่”

ถามว่าวิ่งไล่ลุงคาดหวังอะไรจากครั้งนี้ บอลว่า อยากให้มันออกมาดีที่สุด เนื่องจากไม่เคยออแกไนซ์งานวิ่งขนาดใหญ่แบบนี้มาก่อนจึงค่อนข้างกังวลเรื่องข้อผิดพลาดทางเทคนิค

“บอกเลยออแกไนเซอร์งานวิ่งหลายๆ คน ก็ไม่เคยเจองานระดับหมื่นมาก่อน มันมีน้อยมาก จะมีความผิดพลาดไหม มันมีแน่นอน เราก็ต้องขออภัยล่วงหน้า แต่เราก็จะพยายามอย่างเต็มที่ให้งานออกมาดูดี”

6 ถ้วยเท่านั้น -“ถ้วยลุงโฮ” ของ “วิ่งไล่ลุง” มอบสำหรับผู้ที่เข้าเส้นชัย 3 อันดับแรก

ทั้งฝ่ายหญิง และ ฝ่ายชาย

แต่เรื่องระบบความปลอดภัย ไม่ต้องห่วง รับประกัน เนื่องจากงานนี้มีการแจ้งทางการไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งการประสานกับตำรวจ กทม. เทศกิจ และทางสวนรถไฟเจ้าของสถานที่ เหนืออื่นใดที่อยากให้คนไทยรอดูคือภาพประวัติศาสตร์

“เราก็หวังว่าวันนั้น ประชาชนจะสามารถออกมาแสดงสิทธิ์ เสียง ออกมาแสดงพลังของประชาชนได้โดยไม่มีใครกดดัน โดยไม่ถูกสั่งห้าม แล้วบอกเลยวันนั้นจะเป็นภาพที่ประชาชนออกมาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการรัฐประหารมา”

ราวกับจะบอกว่างานนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน แล้วคุณล่ะอยากไปงานไหนมากกว่ากัน

เสรีภาพและความเป็นธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409560?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสรีภาพและความเป็นธรรม

10 มกราคม 2563 – 14:25 น.
เสรีภาพ,วัฒนธรรม,ความเป็นธรรม
เปิดอ่าน 348 ครั้ง

เสรีภาพและความเป็นธรรม โดย…  โคทม อารียา

ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2563 ผมอยากเขียนอะไรที่ผู้อ่านอ่านแล้วเพลินๆ สบายๆ แต่ก็รู้ตัวว่าเป็นคนที่เขียนให้อ่านง่ายไม่ค่อยเป็น จึงขอเริ่มต้นด้วยการอวยพรก่อนก็แล้วกัน ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ขอให้สมปรารถนา ขอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนักการเมืองที่มีหลักการ (กรุณาอย่าลืมว่าการเมืองที่ไม่มีหลักการเป็นบาป 1 ใน 7 ข้อของคานธี) และเป็นนักยุทธศาสตร์ที่สามารถนำพาพรรคพลังประชารัฐให้เจริญรุ่งเรือง ขอให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สามารถดูแลข้าราชการกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการการปกครองท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึง โดยไม่มีใครกระทำการที่ขัดนโยบายที่ว่าข้าราชการประจำต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง และที่สำคัญ ขอให้นายพลเอกทั้งสามมีความสามัคคีกลมเกลียวกันอีกนาน มิเสียแรงที่ร่วมคิดร่วมทำรัฐประหารมาด้วยกัน

ขอให้สังคมไทยลดความรุนแรงทางวัฒนธรรม ลดการปลุกเร้าด้วยวาทกรรมที่แบ่งแยก เช่น วาทกรรมชังชาติ วาทกรรม Manichean ที่แบ่งเป็นสอง (เช่น ฝ่ายเราดี ฝ่ายเขาชั่ว) วาทกรรมกล่าวโทษมุสลิม เป็นต้น ขอให้สังคมไทยลดความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ลดการผูกขาดโดยตระกูลใหญ่ที่รวยผิดปกติ ลดความเหลื่อมล้ำ โดยยึดคติไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขอให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่มีประสิทธิผล ไม่เกื้อกูลแต่พรรคพวกโดยไม่นำพาต่อหลักนิติรัฐ ขอให้คนไทยมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการคำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศเพื่ออนุชนรุ่นหลัง

เมื่ออวยพรแบบโลกสวยไปอย่างหอมปากหอมคอแล้ว ก็ขอออกความเห็นต่อเนื่องไปในสองประเด็นที่ผมติดใจที่พอจะอธิบายได้บ้างว่า ทำไมผมถึงไม่ชอบ คสช. และไม่ชอบรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจ คสช. คือ 1.เรื่องเสรีภาพ และ 2.เรื่องความไม่เป็นธรรม

เมื่อผมเป็นเด็ก ผมเป็นเหมือนเด็กทั้งหลาย ที่ชอบเล่น ชอบซน ชอบทำอะไรโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ผมอยู่ในการดูแลของครอบครัวโดยไม่ต้องกังวล เชื่อแน่ว่าแม่รักและรักแม่ เชื่อฟังครูแต่ก็ไม่ขัดใจเพื่อน แม่สอนให้เคร่งครัดในศาสนา มีมารยาทและรู้จักเกรงใจผู้อื่น บราเดอร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญสอนให้เชื่อในพระเจ้า แม้ผมจะมีปัญหาปกติตามแต่วัย แต่ก็มีความทรงจำว่าวัยเด็กเป็นเวลาที่วิเศษสุดของชีวิต เมื่ออายุราว 15 ปี เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนตื่นขึ้นมา ถามตัวเองว่า “ฉันเป็นใคร เกิดมาทำไม” รู้สึกว่าอย่างน้อยเราต้องรับผิดชอบต่อตัวเองให้มากขึ้น แต่ระบบความเชื่อ ระบบคุณค่าเดิมก็ดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกตั้งคำถามมากนัก อานิสงส์ของ “ธรรมะจัดสรร” ทำให้ผมบังเอิญได้ไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยไม่ต้องขวนขวาย หรือคิดมาก หรือลังเลใจ ขณะที่เรียนต่อ แม้จะต้องทุ่มเทกับการเรียนวิชาต่างๆ แต่ผมอยู่ในบรรยากาศที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับสังคม จากที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับสังคมภายนอกมาก่อนเลย คำถามแรกๆ ที่ถามตัวเองก็คือทำไมสังคมการเมืองไทยจึงล้าหลัง ทำไมระบบการศึกษาจึงคับแคบ ผมจึงเริ่มคิดว่าต่างประเทศที่นี่คือบ้านเมืองเขา ผมเริ่มเลือกแล้วว่าเมื่อเรียนจบจะกลับไปทำงานเพื่อให้บ้านเรา คือสังคมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

เมื่อผมประสบมรสุมชีวิตครั้งสำคัญ ผมได้ถามตัวเองอีกครั้งว่าผมจะเลือกอย่างไรระหว่างการเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนากับเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตโดยไม่มีความแน่นอนใจ แล้วผมก็เลือกการใช้ชีวิต เลือกที่จะไม่เคร่งคุณค่า หากผมยังอยู่ในกรอบของคุณค่าเดิม ผมจะต้องเลือกระหว่างชีวิตที่จำทนกับการเป็นคนบาปไปชั่วนิรันดร์ ผมจึงเลือกที่จะออกจากกรอบที่ชี้บุญ-ชี้บาปอย่างชัดเจน มาสู่กรอบที่ไม่เชื่อสนิทใจ กรอบใหม่มีความสงสัยและความคลุมเครือ กรอบที่ทำให้ผมต้องใคร่ครวญในการใช้ชีวิต ในการเลือกที่ทำให้ผมต้องรับผิดชอบอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ผมได้เลือกเสรีภาพที่จะวางจุดมุ่งหมายที่จะกระทำการตามโครงการที่นำพาไปสู่จุดหมาย ผมเลือกเสรีภาพที่จะเปลี่ยนโครงการเมื่อมีเหตุปัจจัยใหม่หรืออุปสรรคที่ไม่อาจข้ามไปได้ ผมเลือกเสรีภาพที่จะปรับจุดมุ่งหมายในบางครั้ง ผมยอมรับว่าจุดมุ่งหมายของผมไม่สมบูรณ์ คนอื่นอาจมีจุดมุ่งหมายที่ดีกว่า ที่สำคัญคือคนอื่นและผมควรมีเสรีภาพในการเลือกจุดมุ่งหมายที่อาจขัดหรือเสริมกันได้

อย่างไรก็ดีจุดมุ่งหมายที่เป็นนามธรรมของผมคือ ประชาธิปไตย สันติวิธี และสิทธิมนุษยชน ส่วนโครงการต่างๆ นั้น หมายถึงงานที่ทำหรือเคยทำในองค์กรพัฒนาเอกชน และในองค์กรของรัฐ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อ คสช. กระทำรัฐประหาร ผมย่อมขัดแย้งเป็นธรรมดา เพราะนอกจากจุดมุ่งหมายจะขัดกันแล้ว การกระทำของ คสช. โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” เพื่อสืบทอดอำนาจ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้เสรีภาพของผมในการขับเคลื่อนจุดมุ่งหมายที่กล่าวถึงข้างต้น

มีนายทหารคนหนึ่งพูดเปรยๆ ออกมาว่า “ทหารไปทำอะไรให้” เขาพาดพิงถึงการที่มีคนออกมาพูดเรื่องการเกณฑ์ทหาร หรือวิจารณ์งบประมาณกระทรวงกลาโหม แต่เรื่องที่ออกมาพูดไม่ใช่เรื่องที่มีเฉพาะทหารจึงควรพูด อันที่จริงทหารไม่ควรพูดด้วยซ้ำ เพราะเป็นเรื่องนโยบายทางการเมือง แต่ในสังคมไทยมีหลายคนที่เป็นพวกเคร่งคุณค่าที่ยกระดับคุณค่าของตนเหมือนเป็นรูปเคารพ โดยไม่ตั้งคำถามแก่เรื่องอื่นใดเลย สำหรับทหารกองทัพเป็นประโยชน์ สำหรับผู้บริหารการขนส่ง ถนนเป็นประโยชน์ สำหรับนักปฏิวัติการปฏิวัติเป็นประโยชน์ กองทัพ ถนน การปฏิวัติล้วนกลายมาเป็นรูปเคารพ เพื่อรูปเคารพเช่นนี้ ผู้เคร่งคุณค่าไม่ลังเลที่จะเสียสละมนุษย์เองให้แก่มัน เขาไม่ตระหนักถึงคุณค่าของเสรีภาพของเพื่อนมนุษย์ เขาไม่ลังเลที่จะเอารัฐมาบังคับ เพื่อประโยชน์ของรูปเคารพ มิใช่ของปวงชน และเขาก็นิยมใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ซึ่งเป็นที่มาของความรู้สึกไม่เป็นธรรม

ขอน้อมนำพระราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาประกอบความคิดเรื่องกฎหมายและเสรีภาพ ดังนี้ “กฎหมายมีสำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง มิใช่ว่ากฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน ถ้ามุ่งหมายที่จะบังคับประชาชนก็กลายเป็นเผด็จการ กลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อยจะต้องบังคับบุคคลหมู่มาก ในทางตรงกันข้าม กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมากมีเสรีและอยู่ได้ด้วยความสงบ” ผมเชื่อว่าคณะ คสช. ก็ปรารถนาที่จะให้บ้านเมืองอยู่ได้ด้วยความสงบ แต่ด้วยเหตุที่เป็นผู้เคร่งคุณค่าจึงมองว่าผู้ที่ไม่คล้อยตามเป็นผู้ไม่ปรารถนาดี และพร้อมที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการอื่นๆ มาบังคับแก่ผู้ใช้เสรีภาพในการกำหนดจุดมุ่งหมายและวิธีการที่ต่างออกไป

ผมจึงไม่ชอบ คสช. เพราะเขาจำกัดเสรีภาพของการเลือกและใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้ตนอยู่ในอำนาจและให้ผู้อื่นคล้อยตาม ผมจึงได้กล่าวคำอวยพรแก่ คสช.ไว้ในตอนต้น มิใช่เพื่อประชดประชัน หากแต่อยากให้ คสช. เห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนตามที่พูดไว้จริงๆ และคนที่อยากเล่นการเมืองก็ออกมาเล่นแบบแฟร์ๆ แล้วอดีต คสช. ก็จะไม่ทำให้การรัฐปะหารของเขาเสียของ ทั้งนี้ ในสายตาของอนุชนรุ่นหลัง

ย้อนคดีที่ดินหญิงอ้อ กับที่ดินพ่อนายกฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409541?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนคดีที่ดินหญิงอ้อ กับที่ดินพ่อนายกฯ

10 มกราคม 2563 – 13:05 น.
หญิงอ้อ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ที่ดิน,คุณหญิงพจมาน
เปิดอ่าน 13,197 ครั้ง

ย้อนคดีที่ดินหญิงอ้อ กับที่ดินพ่อนายกฯ

ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสำหรับการยื่นญัติติไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยเฉพาะแกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย เตรียมเปิดบัญชีล็อกเป้า 5 รัฐมนตรีในเวทีซักฟอกครั้งแรกในรอบ 5 ปี แต่ขณะนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะทำงานด้านกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ในฐานะแม่ทัพรับผิดชอบดูแล ได้ออกมาเปิดประเด็นเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างบริษัทเอกชน กับบิดา พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กัน

ข้อมูลที่อดีตดาวสภาผู้นี้นำมาเปิดเผยมาจากกรณีบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ไปซื้อขายที่ดิน พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดานายกฯ ย่านบางบอน ซอย 3 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 รวม 9 แปลง เนื้อที่รวม 50 ไร่ 3 งาน 8 ตารางวา มีราคาประเมินตามราคาราชการอยู่ที่ 197,565,000 บาท แต่มีการอ้างว่าซื้อขายกันที่ 600,000,000 บาท บริษัทแห่งนี้ได้จดทะเบียนก่อนซื้อที่ดินเพียง 7 วัน โดยในวันซื้อขายที่ดินยังมีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท

จากนั้นวันที่ 21 มิถุนายน 2556 ได้เพิ่มทุนเป็น 200 ล้าน และวันที่ 2 ธันวาคม 2556 เพิ่มทุนอีกครั้งเป็น 628 ล้าน โดยเฉพาะกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในช่วงก่อตั้ง 2 คน คือ นายศราวุธ เทียนสุวรรณ เป็นกรรมการ 26 บริษัท ส่วนนายประมวล ศรีรัตนา เป็นกรรมการ 27 บริษัท ที่สำคัญทั้งสองคนเป็นกรรมการร่วมกัน 22 บริษัท หนึ่งในนั้นมีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าสัวชื่อดังของไทย

ประเด็นที่ ร.ต.อ.เฉลิม พุ่งเป้าไปจึงอยู่ที่เหตุใดการตั้งบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ขึ้นมาเพียงแค่ 7 วัน ก่อนซื้อขายที่ดินที่มีมูลค่าสูงกว่าราคาประเมินมีส่วนต่างถึง 402,435,000 บาท จะเป็นการเอื้อประโยชน์ระหว่างบริษัทนอมินีกับผู้มีอำนาจในช่วงรัฐบาล คสช.หรือไม่

แต่สิ่งที่ “ไพศาล พืชมงคล” อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ออกมาให้ความเห็น “โต้แย้ง” ร.ต.อ.เฉลิมมี 6 ประเด็น 1.เป็นที่ดินของบิดา ไม่ใช่ของลุง ลุงไม่ใช่ผู้ขาย 2.เป็นการซื้อขายในปี 2556 ก่อนลุงยึดอำนาจ ยังไม่เป็นนายก ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ราคาที่ดินที่ขายย่อมสูงกว่าราคาประเมินเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าคิดโกง สามารถจดทะเบียนขายเท่าราคาประเมินก็ได้ การแสดงราคาขายมากกว่าราคาประเมินจึงถูกต้องแล้ว

4.ราคาซื้อขายเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการตกลงโดยเฉพาะการคิดคำนวณการลงทุนของผู้ซื้อมากรายราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมินนับพันเท่า เพราะราคาประเมินเป็นมูลค่าต่ำสุดเพื่อเก็บภาษี หากตั้งสูงประชาชนย่อมเดือดร้อน 5.บริษัทคุณเจริญซื้อที่ดินแล้วจะพัฒนาเมื่อใด จะมีรายได้อย่างไรเป็นวิธีการลงทุนของคุณเจริญ ไม่เกี่ยวกับลุงแก และ 6.ตอนซื้อขายไม่มีใครรู้ว่าลุงแกจะเป็นนายกฯ เพราะตอนนั้นคุณยิ่งลักษณ์มีอำนาจมาก

สำหรับประเด็นเรื่องการซื้อขาย “ที่ดิน” หากยังจำกันได้ ยังมีคดีซื้อขาย “ที่ดินรัชดา” ระหว่างคุณหญิงพจมาน ประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านถนนรัชดาภิเษก ใกล้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีเนื้อที่จำนวน 33 ไร่ 78 ตารางวา ในราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกฯ ในขณะนั้น ร่วมลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรส

สำหรับที่ดินรัชดาภิเษกเป็นหนึ่งในที่ดินสองแปลงที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซื้อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอราวัณทรัสต์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2538 มูลค่า 2,749 ล้านบาท ต่อมาปี 2544 กองทุนได้ปรับปรุงราคาที่ดินลดลงกว่า 2,000 ล้านบาท เหลือ 700 กว่าล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการปรับปรุงบัญชีเพื่อปรับมูลค่าหนี้ให้ลดลงเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ก่อนนำออกประมูลวันที่ 16 ธันวาคม 2546 โดยไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ โดยคุณหญิงพจมาน ส่งทนายความเป็นตัวแทนเข้าประมูล และชนะการประมูลด้วยราคาสูงสุด 772 ล้านบาท พร้อมนัดทำสัญญาซื้อขาย และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวันที่ 30 ธันวาคม 2546

จากนั้นภายหลังเหตุรัฐประหารปี 2549 มีการให้ข้อมูล คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบ โดย คตส.มีมติรับเรื่องนี้ไว้พร้อมแต่งตั้ง “นาม ยิ้มแย้ม” ประธาน คตส.เป็นผู้รับผิดชอบ

จนนำมาสู่การแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีการซื้อขายที่ดินรัชดา และส่งสำนวนวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 ให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำความผิดมาตรา 100 กฎหมาย ป.ป.ช.ห้ามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและคู่สมรส ทำการซื้อขายกับหน่วยงานของรัฐ โดยศาลมีคำสั่งรับฟ้องเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2550

จนมาถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2551 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา “ทักษิณ ชินวัตร” จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมีบทลงโทษตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี และยกฟ้องโจทก์ “คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร” จำเลยที่ 2

โดยข้อห้ามตามมาตรา 100(1) อยู่ในหมวด 9 หัวข้อ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดําเนินกิจการเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทํากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอํานาจกํากับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี

จากนั้นถัดอีกมา 3 ปีวันที่ 24 กันยายน 2553 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้คุณหญิงพจมาน คืนที่ดิน 4 แปลง 33 ไร่ ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พร้อมพิพากษาให้กองทุนฟื้นฟูฯ คืนเงินค่าซื้อขาย 772 ล้านบาท กลับคืนให้แก่คุณหญิงพจมาน พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี

ถึงแม้เป็น 2 ประเด็นอยู่ต่างเวลา แต่กำลังถูกเปรียบเทียบกับการซื้อถูกและนำไปขายแพง จะเข้าข่ายความผิดเช่นเดียวกันหรือไม่ เมื่อในนาทีนี้ “เฉลิม” ยังเร่งขุดข้อมูลเก่าในช่วงนาทีทอง ได้รับความไว้วางใจจาก “ทักษิณ” กุมบังเหียนพรรคเพื่อไทย คุมปฏิบัติการเปิดแผลรัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์นี้

วิ่งอันตราย พาเด็กตกเหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งอันตราย พาเด็กตกเหว

10 มกราคม 2563 – 10:35 น.
จอม เพชรประดับ,นปชแดงเชียงใหม่
เปิดอ่าน 2,791 ครั้ง

วิ่งอันตราย พาเด็กตกเหว คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

กิจกรรมวิ่งไล่ลุงในประเทศ กำลังคึกคัก แต่กิจกรรม “วิ่งการเมือง” ของกลุ่มคนเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา ในนาม Red USA ในวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2563 ที่ เซควอยา พาร์ค, เมืองมอนเทอเรย์, แคลิฟอร์เนีย ได้มีการวิ่งเชิงสัญลักษณ์ไปแล้ว

ภาพที่เห็นผ่านสื่อโซเชียล ก็มีคนแก่ๆ ประมาณ 20 คน มาถือป้าย และวิ่งไปในสวนสาธารณะ โดยการนำของ “เชาว์ ซื่อแท้” ตัวแทนของ Red USA ที่บอกว่า จะไม่ปล่อยให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ต่อสู้โดยลำพัง

ผู้ทำหน้าที่รายงานข่าวคือ “จอม เพชรประดับ” ที่ระยะหลังออกอาการปรี๊ดแตกบ่อย เพราะไม่พอใจระบอบเผด็จการทหารหรือระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ยังมีคนสนับสนุนอยู่มาก

ที่น่าเป็นห่วงกลุ่มเด็กๆ ในเมืองไทย เนื่องจากข้อความในป้ายที่ “จอม” โพสต์ในหน้าเฟซบุ๊กนั้น แสดงจุดยืนของกลุ่ม Red USA ที่ดูล่อแหลม และเสี่ยงภัย

จอม เพชรประดับ

หากมีใครนำเอากิจกรรมวิ่งไล่ลุงแนวฮาร์ดคอร์ในอเมริกาไปโยงใส่กลุ่มเด็กที่ทำกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในสวนรถไฟ อาจทำให้เจตนารมณ์ต้านเผด็จการทหาร ต้องเบี่ยงไปเพราะแรงอาฆาตแค้นส่วนตัวของ “แดงลี้ภัย” ไม่กี่คน

ถ้ายังจำกันได้ ปลายปี 2560 สมัยที่แดงลี้ภัยในลาว จัดรายการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ “ลุงสนามหลวง” (ชูชีพ ชีวะสุทธิ์) ได้ปลุกกระแส “ป่วนงานสำคัญ” เรียกร้องให้สมาชิกสหพันธรัฐไท ที่อาศัยอยู่ในไทย ออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ป่วนงานพระราชพิธี

ด้านนักวิชาการที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการยุยงให้ประชาชนออกไปเคลื่อนไหวป่วนงานสำคัญของชาติ ซึ่งการพูดปลุกระดมของชูชีพเป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ ที่ยุให้คนไม่ต้องกลัว หากทำไปแล้ว ตำรวจจับก็ติดคุกไป

สุนัย จุลพงศธร

ตอนนั้น สมศักดิ์โกรธมาก และไม่พอใจวิธีคิดแบบสุดโต่งของลุงสนามหลวง และในปีต่อมา มีสาวกลุงสนามหลวงมาถือธงแสดงสัญลักษณ์ ก็ถูกจับไปหลายคน

ทำนองเดียวกัน จอม เพชรประดับ ใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐ อยากแสดงออกอย่างไรก็ได้ หากมีเด็กๆ บางกลุ่มเลียนแบบบ้าง แล้วพวกเขาถูกจับกุมคุมขัง จอมจะรับผิดชอบอะไรมั้ย ?

+++

สำหรับในเมืองไทย ก็มีกลุ่มเสื้อแดงเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง แต่ดูเหมือนกิจกรรมวิ่งไล่ลุงเชียงใหม่ จะไม่อยู่ในปฏิทินวิ่งไล่ลุงทั้งประเทศ

นั่นคือกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ โดยการนำของ “ด.ต.พิชิต ตามูล” แกนนำ นปช.แดงเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงวันที่ 12 มกราคม เหมือนกัน โดยกำหนดจัดงานเป็น 3 โซน คือ โซนเหนือ ที่ อ.ฝาง โซนกลาง อ.เมือง โซนใต้ อ.จอมทอง โซนละ 4-5 อำเภอ รวมกว่า 10,000 คน

สุนัย นำทีมวิ่งไล่ลุงที่อเมริกา

เฉพาะโซนกลางจัดที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรบนท้องถนน และไม่กระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนช่วงฤดูท่องเที่ยวเชียงใหม่

“การวิ่งไล่ลุง ไม่ใช่การวิ่งออกกำลังกาย แต่เป็นวิ่งเพื่อแสดงพลังและสัญลักษณ์ต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ที่กำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี” ดาบชิตแถลง

“ดาบชิต” หรือ ด.ต.พิชิต ตามูล เป็นใคร? ขณะที่แกนนำ นปช.ส่วนกลาง ไม่ได้มีการแถลงว่า จะจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง แต่เหตุใด “ดาบชิต” จึงแหกคอกมาจัดวิ่งการเมือง

ย้อนไปเมื่อปี 2551 เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ได้รวบรวมคนรักทักษิณ จัดตั้ง “กลุ่มรักเชียงใหม่ 51” ขึ้นมา โดยมี กัญญาภัคร มณีจักร หรือดีเจอ้อม และ “ดาบชิต” เป็นมือทำงานมวลชน

“เพชรวรรต” ได้ตั้งสถานีวิทยุโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ แต่ตอนหลัง “ดาบชิต” แยกตัวออกมาตั้ง “ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่”

ก่อนรัฐประหาร 2557 ดาบชิตมีความเคลื่อนไหวร่วมกับ “โกตี๋” และพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ หรือ “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” ซึ่งสองคนนี้เสียชีวิตไปแล้ว

          ดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดง “ดาบชิต” ก็น่าเป็นกังวลแทนแกนนำวิ่งไล่ลุงในกรุงเทพฯ โอกาสวิ่งไล่ลุงที่เชียงใหม่ จะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นค่อนข้างสูง