ส่อง’ครัวคุณก้อย’ เมนูเด็ด ‘ผัดเผ็ดงูเห่า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง’ครัวคุณก้อย’ เมนูเด็ด ‘ผัดเผ็ดงูเห่า’

14 มกราคม 2563 – 09:55 น.
ก้อย พรพิมล,พรพิมล ธรรมสาร,งูเห่า,พรรคเพื่อไทย,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 2,833 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 ม.ค.63

*********************************

ควันหลงการโหวตวาระสาม ร่างพ...งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ..2563 ..เสียงข้างมาก 253 เสียง ส..ฝ่ายค้าน งดออกเสียง 196 เสียง แต่มีส..ซีกฝ่ายค้านมาโหวตเห็นชอบ เสียง โดยในนี้มี เสียงมาจากพรรคเศรษฐกิจใหม่

ที่เหลือ เสียง ก็เป็นคนหน้าเดิมคือ พรพิมล ธรรมสาร“ ส..ปทุมธานี และ อนุมัติ ซูสารอ” ..ปัตตานี พรรคประชาชาติ

ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ส..โหวตสวนมติพรรค ที่มี พล...วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นประธาน พิจารณาบทลงโทษ ..(พรพิมล ธรรมสารพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ และขจิตร ชัยนิคมที่โหวตสวนมติพรรค มีแนวโน้มว่าจะไม่ขับออกจากพรรคเหมือน ..พรรคอนาคตใหม่ 

นัยว่ากรณีของ “ก้อย พรพิมล” มีเหตุผลเชิงคดีความในส่วนของสามี คล้ายกับพลภูมิที่มีเรื่องคดีความส่วนตัว ซึ่งแกนนำพรรคเข้าใจ ต่างจากขจิตร ที่แสดงออกชัดเจน ไม่ใช่หลงลืมอะไร

ครัวคุณก้อย

ผู้ที่สัญจรผ่านไปทางถนนรังสิตนครนายก เมื่อวิ่งรถถึงคลอง 10 ก็จะเห็นร้าน “ครัวคุณก้อย” โดดเด่น และตอนหลังขยายพื้นที่ด้านในให้กลายเป็นร้าน Chaan De Cafe ดูแลโดย นิธาร ธรรมสาร น้องชายของ “ก้อย” พรพิมล ธรรมสาร ส..ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย

ส.ส.ก้อยไปงานไหนก็ร้องเพลง เพราะเป็นนักร้องเก่า

ใครที่ร่ำลือว่าเธอหายตัวไป หลังเกิดข่าว “งูเห่า” จากฝ่ายค้านที่ไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 ก็พบตัวเธอได้ที่ครัวคุณก้อย

ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก “ก้อย พรพิมล ธรรมสาร – Pornpimon Tharmmasan” ก็มีความเคลื่อนไหวของ “ส..ก้อย” ออกไปพบปะชาวบ้านในเขตเลือกตั้งที่ ปทุมธานี แถว อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา เป็นปกติ

บรรดาหัวคะแนนรวมถึง ส.และ ส..ในเครือข่าวของ “ส..ก้อย” ก็ให้การสนับสนุน “บิ๊กแจ๊ส” พล...คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่ประกาศตัวลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ในนาม “คนรักปทุม”

ยังไม่มีท่าทีว่า ส..เสียงทองคนนี้จะตีจากเพื่อไทย สงสัยต้องไปหาเมนู “ผัดเผ็ดงูเห่า” ที่ครัวคุณก้อยเสียแล้วกระมัง?

นายกคนดัง

เบื้องหลังความสำเร็จบนถนนเลือกตั้งของ “ก้อย” อดีตนักร้องนำวงโอเวชั่น ก็คือ “สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

คนแถวคลอง 10 .บึงสนั่น และเทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ รู้จักชื่อเสียงของ “นายกสมชาย” เป็นอย่างดี 

นายกสมชาย สามี ส.ส.ก้อย

เมื่อบารมีแก่กล้า “นายกสมชาย” จึงส่งภรรยา ก้อย ลงสมัคร ส..ในสีเสื้อพรรคพลังประชาชน ได้เป็น ส..ปทุมธานี มาแต่ปี 2550 

ปี 2555 “นายกสมชาย” ขึ้นชั้นไปสมัคร ส..ปทุมธานี หลังจาก ร..สุเมธ ฤทธาคนี ส..ปทุมธานี ลาออกไปลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี แต่สามีของก้อยก็ไปไม่ถึงดวงดาว แพ้เกียรติศักดิ์ ส่องแสง พรรค ปชป.

ส.ส.ก้อย ยังเป็นขวัญใจชาวลำลูกกา

ปี 2562 สามีภรรยาลงสมัคร ส..ในสีเสื้อเพื่อไทย “ก้อย” ลงป้องกันแชมป์เขต ส่วน “นายกสมชาย” ไปลงสมัคร ส..ที่เขต 6 (.หนองเสือแต่พ่ายพรรคภูมิใจไทย 

ตลกร้าย สามี ส..ก้อย ต้องแข่งกับเพื่อนเก่า “สุเมธ ฤทธาคนี” ย้ายจากเพื่อไทยไปพลังประชารัฐ และสอบตกทั้งคู่

พระเอก“มะ”

สำหรับ “งูเห่า” พรรคประชาชาติ ชื่อ “อนุมัติ ซูสารอ” ส..ปัตตานี เขต ก็เชื่อว่าพรรคไม่กล้าขับ ส..อนุมัติ เพราะผู้แทนบ้านบ้านคนนี้ไม่ธรรมดา

กำนันมะ หรือ อนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี

อนุมัติ” หรือ “กำนันมะ” ในสายตาชาวบ้านแถวปัตตานี จบการศึกษา ป.4 เป็นชาว ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เคยเป็นกำนัน ต.ควน ปี และนายก อบต.ควน สมัย 

กำนันมะ” ขยับเล่นการเมืองระดับจังหวัด เป็น ส..ปัตตานี เขต อ.ปะนาเระ สมัย นอกจากนี้กำนันมะยังมีค่ายมวยสิงห์จตุรัส ที่บ้านปาลัส อ.ปะนาเระ 

การเลือกตั้งปี 2554 กำนันมะ ตัดสินใจลงสมัคร ส..ปัตตานี เขต 3 (.กะพ้อ อ.ไม้แก่น อ.สายบุรี อ.ปะนาเระ และอ.ยะหริ่งในนามพรรคมาตุภูมิ และชนะเลือกตั้งตามคาด

อาจารย์วันนอร์ และ กำนันมะ

เหตุนี้แหละจึงได้ชื่อว่า “มะพระเอก” เพราะลงเลือกตั้งแล้วชนะทุกครั้ง ราวกับพระเอกที่ต้องชนะตอนจบทุกครั้ง อีกด้านหนึ่งหน้าตากำนันมะคล้ายดาราหนัง 

ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แกนนำพลังประชารัฐมาชวนกำนันมะไปอยู่ด้วยกัน แต่แกตั้งเงื่อนไขว่าหากสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ อดีต ส..ปัตตานี ย้ายไปด้วยก็จะตามไป แต่สมมุติเลือกพรรคประชาชาติ

ถึงวันนี้ วันมูหะมัดนอร์ มะทา จะคิดยังไงที่เลือกกำนันมะมาสังกัดพรรค และกองเชียร์ประชาชาติคงมองกำนันเป็นผู้ร้าย ไม่ใช่พระเอก

แก้รัฐธรรมนูญ เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

14 มกราคม 2563 – 09:24 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ,บิ๊กตู่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,419 ครั้ง

แก้รัฐธรรมนูญ  เสริมแกร่งบัลลังก์ บิ๊กตู่

สัปดาห์นี้แน่นอนการเมืองจะกลับมาโฟกัสกันที่ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ที่ก่อนหน้านี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563

การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่มี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีขึ้นในวันที่ 14 และ 17 มกราคม

วาระการประชุมทั้งสองวันนี้จะยังคงอยู่ที่การเปิดเวทีให้กรรมาธิการวิสามัญแต่ละคนแสดงความคิดเห็น หรือที่เรียกว่าสนทนาธรรม ตามที่ ‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนพรรคเสรีรวมไทย เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้

การสนทนาธรรมตรงนี้เองเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมเพราะจะเป็นโอกาสที่แต่ละฝ่ายเปิดไพ่ของตัวเองให้ที่ประชุมได้เห็น

แน่นอนว่าธงของฝ่ายค้านนำโดยพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทย มีอยู่ธงเดียว คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือหากธงนี้ไปไม่ถึงเป้าหมายก็อาจจะเสนอแค่มาตรา 256 ก็พอ

แต่ธงของพรรคฝ่ายค้านนั้นสวนทางกับกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชารัฐอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ กรรมาธิการวิสามัญในซีกนี้นำโดย ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ เตรียมข้อมูลและประเด็นมาหักล้างธงของฝ่ายค้าน
พรรคพลังประชารัฐ ยอมถอยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะเป็นรายมาตราเท่านั้น โดยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 256 ยังไม่มีความจำเป็นอีกทั้งมีขั้นตอนที่ต้องผ่านการทำประชามติด้วยตามมาตรา 256 (8)

โดยประเด็นหนึ่งที่พรรคพลังประชารัฐเตรียมจะนำเสนอเพื่อให้ร่วมกันพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไข คือ มาตรา 144 ว่าด้วยการห้ามไม่ให้ส.ส.เข้าไปมีส่วนได้เสียในการใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นมาตราที่เป็นปัญหาและอุปสรรคชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณไม่เข้ามาเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ จนทำให้ส.ส. 13 คน ต้องมาร่วมกันทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
มาตรา 144 เป็นมาตราหนึ่งที่หลายพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าควรจะให้แก้ไข รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึง มาตรา 185 ที่กำหนดให้ส.ส.ต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งทำการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการปฏิบัติราชการหรือการดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองขนาดเล็กเตรียมรวมตัวเสนอกันต่อที่ประชุม

อย่างไรก็ตามแม้ธงของแต่ละฝ่ายจะมีความแตกต่างกันสิ้นเชิง แต่มีมุมหนึ่งที่เห็นถึงปัญหาเหมือนกัน คือระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งเป็นระบบการเลือกตั้งที่มีผลกระทบทุกพรรค

พรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่ได้รับผลกระทบเพราะหากในระยะยาวยังใช้ระบบการเลือกตั้งนี้ต่อไปแทบไม่มีทางจะเป็นไปได้เลยที่พรรคพลังประชารัฐจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเด็ดขนาดในอนาคตเหมือนกับพรรคเพื่อไทยในอดีต

หนำซ้ำในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ไม่มีหลักประกันแน่นอนว่ากระแสนิยมในตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ จะยังแรงต่อไปหรือไม่ ดังนั้น ถ้ากลับมาแก้ไขที่ตัวระบบเลือกตั้งน่าจะทำให้พรรคพลังประชารัฐถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งไปอีกพอสมควร
ตรงนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่หนึ่งที่ทำให้ระยะหลัง ‘บิ๊กตู่’ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก หรือแม้แต่ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวของ ‘พีระพันธุ์’ ซึ่งเคยย้ำการจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเหตุผลชัดเจน กลายมาเป็นพร้อมเปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

คนในรัฐบาลต่างรู้ดีว่าท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ไม่มีความแน่นอน บวกกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขณะนี้ ไม่มีใครรู้ว่ารัฐบาลจะยืนปักหลักแลกหมัดไปได้อีกนานเท่าใด บางทีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดประการหนึ่งที่นำไปสู่การจัดระเบียบเชิงอำนาจกันใหม่
เพียงแต่การยุบสภานั้น ‘บิ๊กตู่’ จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกหลายรอบ แต่ถึงเวลานี้แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยประคอง พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่ในอำนาจได้อย่างมั่นคง

จัดการน้ำเชิงรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดการน้ำเชิงรุก

14 มกราคม 2563 – 08:20 น.
ภัยแล้ง,น้ำ
เปิดอ่าน 354 ครั้ง

จัดการน้ำเชิงรุก บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 14 มกราคม 2563

ตามวิเคราะห์คาดการณ์ของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่ระบุว่าภัยแล้งปีนี้จะหนักหนาสาหัสมากที่สุดในรอบ 40 ปี นับเป็นเรื่องที่หลายๆ คนก็วิตกกังวลกับเหตุเภทภัยที่กำลังคืบคลานก่อหายนะให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นน้ำกินน้ำใช้ในระดับครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม จนถึงความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาทางสังคมโดยรวมอันจะเกิดตามมา แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มที่มองไม่เห็นภัยพิบัตินี้ล่วงหน้าก็คือรัฐบาล ซึ่งแม้แต่แกนนำเองยังออกมายอมรับว่าอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบ้านเมืองบริหารโดยรัฐบาลทหารที่ขาดการยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่จนมองไม่เห็นปัญหา ซึ่งก็สอดคล้องกับที่นักวิชาการบอกไว้ว่าภาวะภัยแล้งเกิดสะสมหมักหมมมานานหลายปีติดต่อกัน โดยที่ไม่มีแผนงานแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก อยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะระดับน้ำในเขื่อนเหลือน้อยไม่ถึง 30% ในภาคเกษตรกรรมนั้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือพื้นที่เพาะปลูกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เนื้อที่ 2.25 ล้านไร่ ครอบคลุม 22 จังหวัด สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีนาข้าวได้รับความเสียหายจากการทำนาปรังถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 800,000 ไร่ จากทั้งหมด 1.59 ล้านไร่ และก็เป็นเหมือนเช่นหลายๆ ปีที่แล้งติดต่อกัน ที่กรมชลประทานจะออกประกาศห้ามเกษตรกรทำนาปรัง เพราะไม่สามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนได้ หาก

ยังฝืนทำก็จะเกิดความเสียหายต่อเกษตรกรเอง ส่วนภาคอีสานซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาน้ำฝนก็จะได้รับผลกระทบด้านน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งกิจกรรมด้านการเกษตรอื่นๆ ขณะที่ภาคตะวันออก น่าห่วงเรื่องน้ำเพื่ออุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเมื่อหันมาดูการบริหารจัดการน้ำของฝ่ายรัฐบาลก็จะพบว่า “วิธีการ” ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้ถูกเน้นไปในเรื่องของ “โครงสร้าง” การทำงานอันเน้นหนักไปที่ภาคราชการ โดยสถานการณ์ปกติจะสั่งการโดยเลขานุการคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) หากสถานการณ์รุนแรงจะอยู่ในกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรี สั่งการลงมาถึงระดับปลัดกระทรวงและหน่วยงานในกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าหากถึงขั้นวิกฤตินายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ประธานกนช. ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา ในการจัดตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

จะว่าไปแล้วความผิดพลาดจากการจัดการน้ำเมื่อปี 2555 ตามแผนทดลองระบายน้ำจากเขื่อนชัยนาทเป็นผลให้น้ำในระบบกักเก็บลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการบทเรียนการจัดการน้ำโดย “การเมืองนำ” แต่ในขณะเดียวกันนับจากนั้นเป็นต้นมาประเทศไทยประสบภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง แม้บางปีจะเกิดอุทกภัยแต่ก็เป็นเพียงบางพื้นที่่และปริมาณน้ำฝนไม่ได้มีนัยสำคัญต่อการกักเก็บในอ่างเก็บน้ำ ยกเว้นแต่เขื่อนในภาคตะวันตกที่รอดพ้นจาก “การเมือง” เมื่อ 7-8 ปีก่อน ที่ยังเหลือน้ำใช้การในปริมาณเพียงพอ และสามารถสนับสนุนน้ำให้กลุ่มเจ้าพระยาได้ โดยสรุปก็คือ การจัดการน้ำจะต้องปลอดจากการเมือง ขณะเดียวกันกลไกการทำงานก็ต้องใช้แผนเชิงรุก ต้องเข้าถึงและสามารถแก้สถานการณ์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งต่างจากระบบราชการที่สั่งการตามขั้นตอนและอาจขาดการติดตาม

มหาวิบัติแล้ง40ปี ขาดน้ำค่อนประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มหาวิบัติแล้ง40ปี ขาดน้ำค่อนประเทศ

13 มกราคม 2563 – 13:25 น.
แล้ง,ขาดแคลนน้ำ
เปิดอ่าน 4,307 ครั้ง

มหาวิบัติแล้ง40ปี ขาดน้ำค่อนประเทศ

วิกฤติภัยแล้งปีนี้มาเยือนประเทศไทยเร็วกว่าที่คิด แต่สิ่งที่น่าห่วงคือภัยแล้งในครั้งนี้คาดการณ์กันว่าจะหนักหนาสาหัสในรอบ 40 ปี โดยผลพวงมาจากหลายปัจจัยที่ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาภัยแล้งยากต่อการรับมือ “คมชัดลึก” เปิดบทสัมภาษณ์ของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต ที่วิเคราะห์สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยพร้อมแนะนำวิธีการรับมือหากสถานการณ์ลุกลามถึงขั้นวิกฤติ

 0 ภัยแล้งตอนนี้ประเมินความรุนแรงขนาดไหน
เรามาว่ากันที่เรื่องของธรรมชาติให้มาก่อนว่าเป็นยังไง หมายถึงว่าถ้าเราดูระดับของความรุนแรง เราก็ดูจากฝน จากอุณหภูมิ ที่ปีที่แล้วมันเป็นยังไง ดูฝน ดูอุณหภูมิ ถ้าฝนยังเป็นบวก และน้ำที่ระเหิดเป็นลบ เอามาลบกันแล้วเราก็ติดลบตลอดเลยทุกเดือนที่ผ่านมาเลย เราติดลบ

ทีนี้เราก็มาดูว่า เอ๊ะถ้าเป็นอย่างแนวโน้มเราก็รู้สถานการณ์แล้วตั้งแต่ต้นปีแล้วว่ามันลบ มันลบ จนกระทั่งเดือนสุดท้ายธันวาคมผมเพิ่งมอนิเตอร์ออกมา ความลบมันหนักขึ้นๆ หมายความว่าจากลบ 1 มันก็จะกลายเป็นลบ 2 มาลบ 3 หนักขึ้น ถามเพราะว่าอะไร เพราะว่าความรุนแรงมันมากขึ้น มันร้อน เราจะเห็นว่ามันมีแต่แดด ส่วนที่จะเข้ามาเติมไม่มี หมายถึงฝนไม่มีเลย

ทีนี้เราดูจากตัวนี้เราก็พบว่าลักษณะแบบนี้จะอยู่ในรอบประมาณ 20-40 ปี จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เรียกว่าเป็นดัชนีของฝนและอุณหภูมิ เราพบว่ามันอยูในรอบ 20-40 ปี มันจะต่างกันแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน เพราะว่าพื้นที่บางทีมันก็แย่ บางพื้นที่มันก็แย่ไม่มาก บางพื้นที่ก็ดี แต่ภาพรวมมันเป็นแบบนี้

ถามว่าธรรมชาติให้มาเป็นแบบนี้ก็ต้องดูประกอบว่า เอ๊ะแล้วการจัดการเป็นยังไง เช่น ถ้าเรารู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ เราไม่ได้ดำเนินการตั้งแต่รู้ ก็คือพฤษภาปีที่แล้ว คือการขุดบ่อบาดาลอะไรต่างๆ ต้องลงมาดูตอนช่วงอุบลฯ น้ำท่วมนี่นะ ถ้าเรามีการเตรียมสถานการณ์มันก็จะคลี่คลาย

         0 หมายถึงธรรมชาติเป็นมาแบบนี้ตามรอบ แต่ความรุนแรงมีส่วนถูกซ้ำเติมจากการจัดการที่ไม่เตรียมพร้อม
ก็ไม่ได้ทำอะไรไง ผมเข้าใจว่าการเมืองตอนนั้นมันยุ่ง ตอนนั้นยังไม่มีรัฐบาลเลย กำลังเตรียมการเลือกตั้ง เราก็เข้าใจ เพราะปล่อยมาจนถึง ณ ปัจจุบันปั๊บ มันก็เลยแรงไง เพราะว่าพอธรรมชาติให้มาติดลบปั๊บคุณก็ยังเฉยไง เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าจากนี้ต่อไปมันจะลบหนักขึ้น เพราะว่าทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ คุณจะขุดบ่อ บ่อก็ไม่มีน้ำมาเติมให้ คุณจะขุดบาดาล ระดับน้ำบาดาลก็ลึกลงไปมากตอนนี้  ถ้าคุณทำก่อนหน้ามันจบไปแล้วบาดาล มันก็ไม่ลึก บ่อก็ขุดได้ แล้วก็ได้น้ำฝน

เราก็ยอมรับนะว่าการจัดการ ทำให้ปีนี้หนักขึ้นมากในเชิงของการจัดการ แต่ธรรมชาติให้มานี่ธรรมดา เป็นรอบการเกิดที่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ว่าเพราะการจัดการมันทำให้หนัก แทนที่จะทำกันตั้งแต่ก่อนท่วมอุบลราชธานีปีที่แล้ว

0 หมายถึงการตั้งรับไม่ดีพอ
เรียกว่าถ้าเราเชิงรุกดีกว่านะ  เราก็จะผ่านไปได้ แต่นี่เราตั้งรับไง การตั้งรับคือพอเหตุการณ์เกิดก็ทำอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ แต่เชิงรุกคือถ้าตั้งแต่พฤษภาก่อนฝนปีที่แล้ว เราจัดการรอไว้กอนก็ยังพอรับมือได้ในปีนี้ คือทั้งหลายทั้งปวงเขาเรียกว่าการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางและความล่อแหลม ถ้าคุณได้ทำตัวนี้ก่อน ปัญหามันจะหมดเลย พอถึงเวลาปั๊บคุณจะรู้มาตรการเลยว่าคุณจะทำอะไรบ้างในแต่ละแห่งได้

       0 พูดได้เลยว่าจากนี้ต่อไปสถานการณ์จะหนักมากขึ้นแน่นอน ประมาณช่วงไหน
แน่นอนครับเพราะว่าตัวติดลบเองมันก็จะติดลบหนักขึ้นไปอีก นับจากมกราคมไปถึงเดือนเมษายน ลบหนักขึ้นแน่นอน

 0 หนทางบรรเทาสถานการณ์ ทางการทำอะไรบ้าง
การจัดการที่จะเข้าไปมันทำได้อย่างเดียวคือขุดบ่อบาดาลแค่นั้นเอง แต่ว่าขุดยากเพราะมันต้องลึกพอและลึกมากขึ้น แต่ก็จะไม่ค่อยได้น้ำนะ ไม่มากเท่าไหร่ แต่เนื่องจากว่าในพื้นที่ประเทศทั้งหมดใน 100 เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็หมายถึงพื้นที่ประชานดูแลถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นของการประปาส่วนภูมิภาค อีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นของการประชานครหลวง เพราะฉะนั้นของหน่วยงานของรัฐทั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็มีวางไว้ทั้งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล เขาก็มีเลี้ยงหน่วยของเขา แต่ว่ามันก็ไปได้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นอีก 70 เปอร์เซ็นต์มันจะตาย น้ำผิวดินก็ไม่มี น้ำประปาอย่างที่บอกว่า บ่อบาดาลก็สูบแล้วไม่ขึ้นเพราะว่าน้ำมันลดมันลงไป เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเชิงของน้ำอุปโภคบริโภคที่จะลุกลามใหญ่โตไปเรื่อยๆ

ตอนนี้มีทางอีกทางนอกเหนือจากทางขุดบ่อบาดาลซึ่งยากแล้ว แต่อีกทางที่แนะนำคือ เขตไหนที่เป็นเขตรอยต่อของการประปาส่วนภูมิภาค หน่วยงานทั้งหลายก็ต้องไปร้องขอเอา เพราะการประปาส่วนภูมิภาคเขาจะช่วยในพื้นที่รอยต่อไป พื้นที่กันชนของเขา แต่ถ้าอยู่ลึกเข้าไปเขาก็ไม่ไหว คือเข้าไปไม่ไหว คือถ้าจะขยายเขตจำหน่ายน้ำไปยังพื้นที่ลึกๆ มันต้องเตรียมมาก่อนหน้านี้อย่างน้อย 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ไม่ทันแล้ว

   0 ผลกระทบขนาดไหน
กระทบลุกลามแน่นอน จะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ภาษาชาวบ้านถึงขั้นไม่มีน้ำกินน้ำใช้กันเลยทีเดียว ในพื้นที่ 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ นี่คือภาคครัวเรือนนะ ส่วนภาคเกษตรเราไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะว่าเขาประกาศแล้วไม่ให้น้ำ แสดงว่ามันไม่มีแล้ว คือเราไม่เคยเจอนะแม่น้ำยมแห้งเป็นร้อยกิโลแบบนี้ คือมันต้องมีบ้าง เราไม่เคยเจอน้ำที่ในคลองมะขามเฒ่า อู่ทอง ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรม แหล่งปลูกข้าว ไม่มีน้ำเลย เราไม่เคยเจอน้ำในคลองระพีพัฒน์ ซึ่งเป็นแหล่งกล้วยหอม สวนผักกล้วยน้ำไม่มีน้ำ แห้งไปเลย ถามว่ากระทบขนาดไหน เกษตรกรรมจะตายหมดในพื้นที่ที่ต้องใช้น้ำผิดดินตายหมด

ถึงบอกว่ามันรุนแรงมาก เพราะว่าลงไปทำตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว มันไม่ได้ผลอะไร เพราะถึงจุดพีคก็คือ 3-4 เดือนจากนี้มันจะพีคแล้ว การเกษตรไม่ได้ อุปโภคไม่มี แน่นอนก็จะตามมาด้วยราคาสินค้าขึ้น อย่างตอนนี้ข้าวเหนียวก็ขึ้นสองเท่าแล้ว และจะขึ้นตามมา และการแย่งชิงน้ำ ปัญหาสังคมอาชญากรรมตามมา อันนี้น่ากลัวที่สุด เรากลัวตรงนั้น แล้วถ้าเกิดปัญหาเชิงสังคมขึ้นมา ปัญหาก็จะเกิดกับรัฐด้วยที่จะต้องโดนผลกระทบ

 0 ที่พูดมาทั้งหมดรวมถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนด้วย
ใช่ ไม่ต้องพูดเลย น้ำในเขื่อนมีน้อยอยู่แล้วแต่มีเขื่อนเฉพาะภาคตะวันตกกับภาคใต้เท่านั้นที่ยังดี ยกเว้นภูเก็ต ภูเก็ตก็เดือดร้อนน้ำอุปโภคบริโภคอยู่แล้วเพราะไม่มีแหล่งกักเก็บ เขาก็เดือดร้อนอยู่ ตรงนี้ถ้ามีแหล่งน้ำก็ยังพอมาหล่อเลี้ยงได้ กรณี จ.พิจิตร ถึงน้ำยมจะแห้งเป็นร้อยกิโล แต่ก็โชคดีเพราะพิจิตรมีสองน้ำ อยู่ติดกับแม่น้ำน่านทางหนึ่ง เขาก็ต้องเอาจากแม่น้ำน่านมาแทน พอประทัง

ส่วนสุโขทัยติดแม่น้ำยมอย่างเดียว ไปไหนไม่ได้เลย ต้องใช้แม่น้ำยม แต่ตอนนี้แม่น้ำยมสูบมาไม่ได้แล้วก็ต้องไปเอาบ่อกักเก็บที่ทะเลหลวงมาเลี้ยงอยู่ตอนนี้ แต่โดยสรุปพื้นที่ที่เดือดร้อนรุนแรงที่สุดคืออีสาน เหนือตอนล่าง และภาคกลาง จะรุนแรง

ส่วนใน กทม. จะมีน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร มีปลูกข้าวแถวๆ หนองจอก ลาดกระบัง ตรงนั้นจะได้รับผลกระทบ ตอนนี้ผมได้ข่าวว่าน้ำในคลองตอนนี้ที่ใช้ปลูกข้าวกัน แถวๆ ทางคลองหลวงแพ่งตรงรอยต่อฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ เพราะน้ำเหนือมันไม่มีไง น้ำเหนือที่จะมาจากเขื่อน 2 เขื่อนและมาทางคลองระพีพัฒน์ แต่นี่คลองระพีพัฒน์น้ำก็แห้งหมดแล้ว ก็เลยต้องเอาน้ำจากฝั่งฉะเชิงเทรา ซึ่งคลองสียัดก็ไม่มี เป็นศูนย์เลย เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ฝั่งตะวันออกโซนอีอีซีก็น่าจะเหนื่อย เพราะมีแต่ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่ประเมินรายละเอียดผลกระทบในส่วนของอีอีซีเลยนะ นี่เรามองภาพรวมก็แย่แล้ว

      0 ฝนหลวงฝากความหวังได้ไหม 
ไม่ต้องพูดเลย ความหวังไม่มีเลย เพราะว่ามันแห้งมาก อากาศมันร้อนจัดมาก อุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

      0 ประชาชนอย่างเราๆ ทำอะไรได้บ้าง
ง่ายๆ เลย ต้องประหยัดแล้ว ช่วงนี้ตอนนี้ที่ยังพอมีใช้มีกิน แนะนำให้สำรองเลย ใส่โอ่งไว้นับไปอีก 3-5 เดือนเลยนะ เอาแค่น้ำอุปโภคบริโภคก่อน สำรองได้สำรองไว้เลย ถ้าไม่สำรองตอนนี้จะยิ่งไม่มี ในขณะเดียวกันถ้ามีทุน และรัฐเข้ามาด้วยก็ต้องเผื่อไว้โดยการขุดบ่อรอไว้เผื่อฝนมา ช่วงพฤษภาที่มาบ้างไม่มาบ้าง แต่ถ้ามาก็สามารถสำรองไว้ได้ คุณก็ยังได้น้ำบ้าง เพราะปีนี้ฝนน่าจะยาว ไม่มายาว พีคสูงสุดตอนนี้เมษานะ ร้อนมากแล้งมากแน่นอน

รู้ทันโรคระบาดจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410151?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ทันโรคระบาดจากสัตว์สู่คน

13 มกราคม 2563 – 13:15 น.
โรคปอด,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 1,356 ครั้ง

รู้ทันโรคระบาดจากสัตว์สู่คน คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวโรคปอดปริศนาที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างความตื่นตระหนกให้แก่นานาชาติในทันทีที่มีการเปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่าได้คร่าชีวิตคนไป 1 คน และพบผู้ป่วยกว่า 40 ราย มีอาการคล้ายคลึงกัน คือ มีไข้ หายใจลำบากและปอดอักเสบ โดยมีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่ามาจากเชื้อโรคในตลาดจำหน่ายอาหารทะเลแห่งหนึ่งของเมือง

องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู แจ้งว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้น ทางการจีนพบว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ไม่ใช่โรคซาร์ส (SARS) โรคเมอร์ส (MERS) ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก อะดีโนไวรัส และเชื้อทางเดินหายใจทั่วไปอื่นๆ ในขณะที่สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์เพื่อควบคุมการระบาดของโรค

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ จากหน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการเกิดโรคระบาดที่จีนก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการติดเชื้อจากสัตว์ไปสู่มนุษย์อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต เช่น โรคซาร์ส หรือ โรคเมอร์ส

“โดยปกติโรคระบาดจากสัตว์ไปยังคนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มักจะเป็นเชื้อไวรัสประเภทโคโรนาไวรัส หรืออินฟลูเอนซาไวรัส (เชื้อไข้หวัดใหญ่) สาเหตุการระบาดคือการเข้าไปสัมผัสหรือคลุกคลีกับสัตว์ที่มีเชื้อโรคอยู่โดยสัตว์อาจมีหรือไม่มีอาการ และบางครั้งเชื้อมีการกลายพันธุ์ที่เหมาะสมพร้อมที่กระโดดมายังคน ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าการกลายพันธุ์จะเกิดเมื่อใด”

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ อธิบายว่า การระบาดจะเป็นวงกว้างมากขึ้นหากเชื้อไวรัสปรับตัวและมีคุณสมบัติพร้อมที่การแพร่จากคนสู่คน ซึ่งล่าสุดในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าโรคปอดติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่นนี้จะพัฒนาพันธุ์จนกลายเป็นการระบาดจากคนสู่คนได้หรือไม่ เพราะต้องอาศัยเวลาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุการระบาด และวิธีการป้องกันรักษาไวรัสตัวใหม่นี้

อย่างไรก็ตามไม่ควรตระหนกจนเกินไปเพราะมีโรคบางชนิดที่จะระบาดเพียงในสัตว์เท่านั้น และไม่ติดต่อมาสู่คน เช่น โรคไข้หวัดหมูแอฟริกาที่ระบาดทั่วทวีปเอเชีย ณ ปัจจุบันก็ระบาดเฉพาะในหมู และทำให้หมูล้มตาย แต่นับเป็นคนละชนิดกับไข้หวัดหมู (Swine Flu) ที่เคยระบาดมาสู่คน

สาเหตุความเป็นไปได้ของโรคระบาดในปัจจุบันเกิดจากการเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นพาหะ “เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีเหตุการณ์โรคอีโบลาระบาดที่คร่าชีวิตคนไปหลักหมื่น สาเหตุก็มาจากการไปสัมผัสกับสัตว์ที่มีเชื้อในตอนนั้น ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นค้างคาว เพราะมนุษย์ทำการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศวิทยา เช่นไปถางป่าเพื่อทำที่อยู่อาศัย คนอยู่ใกล้สัตว์ก่อโรคมากขึ้น มีโอกาสสัมผัสสัตว์ เลยติดเชื้อตามมา และที่ระบาดกันเยอะเพราะว่า โรคอีโบลาติดต่อได้ง่ายมาก”

ผศ.นพ.โอภาส กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลในขณะนี้ เพราะยังไม่มีรายงานการระบาดจากคนสู่คน ดังนั้นวิธีปฏิบัติตนอย่างง่ายที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่อาจจะเป็นพาหะ และป้องกันตัวเองจากผู้ที่มาจากแหล่งที่มีอาการระบาดของโรคซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ และต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

สำหรับความก้าวหน้าในการศึกษาวิจัยเรื่องโรคระบาดจากคนสู่สัตว์นี้ ศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ จุฬาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำรวจว่าโอกาสที่เชื้อโรคจะกระโดดจากสัตว์มาสู่คนได้หรือเปล่า ไวรัสในสัตว์มีการกลายพันธุ์มากน้อยแค่ไหน เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยให้ทีมวิจัยตรวจสอบแนวโน้มการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนได้มากขึ้น โดยตรวจสอบดูว่าสัตว์กลุ่มเสี่ยง หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นพาหะของโรคติดต่อมีพันธุกรรมของไวรัสในร่างกาย หรือไม่ อย่างไร
“เราดูในสัตว์ก่อน เช่น ค้างคาว ไปจับมาแล้วตรวจดูว่าสามารถมีเชื้อโรคอะไรที่จะกระโดดจากค้างคาวมาหาคนได้ไหม ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการตรวจสอบเพื่อหาทางป้องกัน เพราะการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเราไม่สามารถไปควบคุมได้”

นอกจากนี้เทคโนโลยีปัจจุบันก็มีการพัฒนามากขึ้นทำให้สามารถตรวจสารพันธุกรรมไวรัสได้ดีขึ้น ทำให้มีการตรวจสอบโรคระบาดได้รวดเร็วมากขึ้น และมีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถวางแผนรับมือได้อย่างรวดเร็ว

“เรามีบทเรียนจากโรคระบาดในอดีตที่ผ่านมาเยอะ ทำให้สามารถสร้างระบบป้องกันได้ทันท่วงที ทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็มีระบบเฝ้าระวังและระบบคัดกรองตลอดผู้ที่เดินทางจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยง คนไทยไม่ควรตื่นตระหนกหรือหวาดระแวงเกินกว่าเหตุ ทางการจีนรวมถึงไทยเองก็มีการเฝ้าติดตามและระมัดระวังอย่างเข้มงวด ควรติดตามข่าวใกล้ชิด เตรียมความพร้อมและระมัดระวังตัวไว้ดีกว่า” ผศ.นพ.โอภาส กล่าว

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563

13 มกราคม 2563 – 11:45 น.
คลุกวงใน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 769 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563   โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการที่เก่าเวลาเดิม ที่เพิ่มเติมคือข่าวลึก ข่าวลับ จับมารายงานคนอ่าน

00000 สมใจอยาก “ไพร่หมื่นล้าน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปแล้ว นี่หาก ธนาธร และแกนนำ อนาคตใหม่ ยอมรับแต่ต้นว่ากิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” เป็นแผนการเมืองนอกสภาของพรรค ไม่ใช่อีแอบแบบนี้

00000 ไม่ต้องเหนียมอาย เพราะ อนาคตใหม่ ลงทุนตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อชิงอำนาจรัฐ พอชิงอำนาจรัฐไม่ได้ก็พากัน “ลงถนน” ขับไล่ลุง อย่างนี้มันไม่ “แมน” และไม่ “แฟร์” ไหนว่ายึดมั่นใน ระบอบประชาธิปไตย ไหนว่าเรียกร้องประชาธิปไตย แต่วันนี้พอพ่ายแพ้เกมรัฐสภ กลับไม่ยอมรับ จะให้ “พญาเสือ” เรียก ธนาธร ว่าอะไรดี ประชาธิปไตย หรือ อนาธิปไตยจอมปลอม

00000 หรือว่า เกมบนท้องถนน “ธนาธร” ถนัดมากกว่า เกมในสภา ก็บอกมา ยังไง กองทัพ ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. พร้อมที่จะรับมืออยู่แล้ว หาก “ธนาธร” คิดว่าเกม การเมืองถูกล็อกเอาไว้หมด จนไม่มีหนทางที่ ธนาธร จะเข้าไปมีอำนาจรัฐได้ จึงคิดไปเล่นเกมบนถนน ขอบอก “ธนาธร” คิดผิด

00000 ให้ดู ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่าง เพราะ สื่ออนาคตใหม่ พยายามจะ “ตะแบง” ว่า ธนาธร ไม่เหมือน ทักษิณ นั้น “พญาเสือ” เห็นด้วย ตอนแรก ทักษิณ พอแพ้ก็เล่นเกมนอกสภา แต่เกมนอกสภาไม่ได้ทำให้ ทักษิณ คืนสู่อำนาจได้ มีแต่จะห่างอำนาจออกไปทุกขณะ ทักษิณ เลยหันมาเล่นเกมในสภาอย่างเดียว ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้ง หวังว่าสักวันหนึ่ง พรรคเพื่อไทย จะได้บริหารประเทศ คือ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

00000 แต่ ธนาธร ไม่อย่างนั้น ธนาธร อาจจะมีความอดทนน้อยกว่า ทักษิณ ที่จะเร่งฟืนสุมไฟ แตกหัก ให้บ้านเมืองกลับไปสู่ เหตุการณ์ ปี 2549 และปี 2557 อีกครั้งหนึ่ง “พญาเสือ” ขอให้หยุดเถอะ บ้านเมืองบอบช้ำมามาก หากไม่คิดจะช่วยกันพาย “ขออย่าเอาเท้าราน้ำ” เลย

00000 ฮัดเช้ย!!! “พญาเสือ” ฝากไปถึง นายกฯ ลุงตู่ อย่าวอกแวก ต้องมีสติและมีสมาธิ ตั้งใจแก้ปัญหาประเทศชาติต่อไป ปล่อยให้ ฝ่ายค้าน เขาเล่นเกมการเมืองไป ไม่นานประชาชนจะเบื่อหน่ายเอง

00000 เอาผลงานเข้าสู้ เช่น เรื่องภัยแล้ง ตอนนี้ลามหนัก มีแนวโน้มจะหนักหนาสาหัส นายกฯ ต้องรีบประชุมระดับชาติเลย เอาเป็นวาระแห่งชาติแก้ภัยแล้ง อย่าให้แต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำ “พญาเสือ” ขอใช้คำว่า บูรณาการ ทุกหน่วยงาน ให้ทำงานขึ้นตรงกับนายกฯ คนเดียว เพราะบอกตามตรง รัฐมนตรี 35 คนหากนายกฯไม่สั่ง ไม่มีใครทำงาน

00000 ภัยแล้ง ไม่ใช่แค่ไม่มีน้ำกินน้ำใช้น้ำทำการเกษตรเท่านั้น แต่มันจะส่งผลถึงเรื่องปากท้องเรื่องเศรษฐกิจตามมา ลองนึกดูง่ายๆ ไม่มีน้ำทำนา ปลูกผัก แค่นี้ตายเลย คนตกงาน ไม่มีงานไม่มีเงิน มันลามไปหมด นายกฯ ช่วยสั่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำตัวเลขมารายงานเลยว่า หากแล้งจะ กระทบการเศรษฐกิจ แค่ไหนอย่างไร รับรองว่าหากเห็นตัวเลขจริงๆ จะตกใจ รีบเลย ช้ากว่านี้ไม่ทันการณ์ เดี๋ยวฝ่ายค้านจะจับไปเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลอีก 00000

โดนน็อกซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โดนน็อกซ้ำซาก

13 มกราคม 2563 – 11:30 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯหนีสภา,รัฐบาล
เปิดอ่าน 22,502 ครั้ง

โดนน็อกซ้ำซาก โดย…  สถิตย์ธรรม

บรรดาคอการเมืองซึ่งหนักไปทาง “กองแช่ง” มากกว่า “กองเชียร์” เคยวิพากษ์รัฐบาล “ลุงตู่” อยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำ คงเอาตัวไม่รอด อยู่ไม่ครบวาระต้องมีอันเป็นไปไม่เกินหนึ่งปีแหงๆ

โดยเฉพาะการบริหารจัดการภายในสภาที่มีเหตุการณ์สภาล่มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาวาระยิบย่อย ตั้งแต่แก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาไปถึงญัตติ การตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบมาตรา 44 ถูกนำไปขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง “รัฐนาวาส่อล่ม”

แต่หารู้ไม่ยิ่งทำให้รัฐบาลที่มาจากการผสมผสานของพรรคการเมืองที่ อยากอยู่ในอำนาจ ศึกษาหาแนวทางแก้ไขฮึดกลับจากการตั้งรับมาเป็นรุก จากเสียงปริ่มน้ำกลับมาเป็นเสียงเหนือน้ำไร้กังวล หรือแม้แต่การประสบชัยชนะเลือกตั้งซ่อมทั้งสองเขตในจังหวัดนครปฐมและขอนแก่น ด้วยการล้มแชมป์เก่าจากพรรคฝ่ายค้านด้วยกันทั้งสิ้น ก็พอจะบ่งบอกว่า พรรครัฐบาลตั้งหลักรับมือกลเกมการเมืองได้แล้ว
ความจริงความเคลื่อนไหวจากบางกลุ่มบางฝ่ายหาทางให้ “รัฐบาลพังพังพัง” เพียรพยายามมาทุกช็อต นับตั้งแต่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี การแถลงนโยบายรัฐบาลด้วยการที่ฝ่ายค้านสบช่องโจมตีผ่านการอภิปรายอ้างว่านายกฯ และครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน เป็นรัฐบาลไม่สมบูรณ์แบบ

แม้แต่การทำงานในสภาที่หาแต่ประเด็นดิสเครดิตรัฐบาลมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ โดยที่มีสัดส่วนส.ส.พรรคฝ่ายค้านนั่งกุมบังเหียนอยู่ชนิดที่เรียกว่าจ้องพิมพ์แต่การ์ดเชิญ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องมาชี้แจงต่อกรรมาธิการคณะต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับจัด เวทีเชือด สร้างความสะใจเอามัน ครั้นไม่มาก็หาเหตุกระดกลิ้นให้ข่าวต่อสื่อทันที “นายกฯ หนีสภา” หวังจะได้พื้นที่ข่าวเป็นผลดีต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เป็นต้น ก็ดูจะผิดคาดกันไปหมดเพราะผลตกกระทบกลับไปสู่พรรคฝ่ายค้านสร้างความเอือมระอาในสายตาประชาชน

กระทั่งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีวาระสองและวาระสามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็หักปากกาเซียน เมื่อผลการลงมติกลับได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างไร้กังวล

จากที่เคยฟุ้งกันว่าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณในวาระสองและสามไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ โดยเฉพาะการเตรียมล่อเป้าถล่มงบประมาณกระทรวงกลาโหมไปจนถึงกลเกมการเข้าประชุมยกมือโหวตให้รัฐบาลต้องได้รับความพ่ายแพ้ ในที่สุดก็ปรากฏเป็นหนังคนละม้วนในลักษณะไม่ดุเดือดอย่างที่คิดชนิด “กองแช่ง” ไม่ถูกใจสิ่งนี้อีกครา

เมื่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้รับการโหวตรับรองจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ผ่านวาระสามแถมเสียงสนับสนุน กลับปรากฏมาจากซีกพรรคการเมืองฝ่ายค้านถึง 7 รายบวกกับไม่ลงคะแนนอีก 1 ราย ถัดจากนี้เข้าสู่ขั้นตอนวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งดูตามปฏิทินเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2563
ผ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้วจนมาถึงต้นปีนี้ พอประเมินฝีมือการทำหน้าที่ระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านได้ระดับหนึ่ง ฝ่ายใดก้าวเดินไปข้างหน้าแสวงหาความสร้างสรรค์บริหารประเทศ กับอีกฝ่ายที่ย่ำเท้าอยู่กับการเล่นเกมการเมืองแบบเดิมๆ ดิสเครดิตไปวันๆ ไม่ได้แสวงหามิติใหม่ในการเสนอแนะการพัฒนาประเทศ สุดท้ายฝ่ายที่ล่มไม่เป็นท่ากลับกลายเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
มิพักกล่าวถึงเกมการเมืองนอกสภาที่ออกมาคั่นจังหวะ สลับกันไปมากับเกมการเมืองในสภา ผ่านการออกแบบของอดีตส.ส.ผู้ถูกตีตราถือครองหุ้นสื่อจนต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งเหลือเพียงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเดียว ล้วนจะพาองคาพยพลงเหวไปด้วยจากต้องคดียุบพรรครอการวินิจฉัยในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้
การสรรหาทุกวิธีล้างสมองคนรุ่นใหม่ให้มีความคิดผิดแผกไปจากแนวทางตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในลักษณะที่กำลังขยายเครือข่ายลัทธิชังชาติ ผ่านการจัดกิจกรรม “วิ่ง ไล่ ลุง” หรือกิจกรรมคอนเสิร์ตในอีกไม่กี่วัน ด้วยหัวข้อ ไม่ถอยไม่ทน
หากเป็นการเปิดพื้นที่ให้ระบายความคับแค้นใจด้วยการปราศรัยกันไปมา แล้วจากไปคงจะไม่มีอะไร เป็นสิทธิเสรีภาพทางการเคลื่อนไหวตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่สามารถกระทำได้ แต่ตราบใดที่ชาวคณะพาคนรุ่นใหม่ล้ำเส้นกรอบกติกาบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
 ล้วนแต่เป็นวิธีวนเวียนซ้ำซากสร้างความแตกแยกไม่สร้างสรรค์ย่อมถูกน็อกได้ทุกเวทีทุกเวลา

กิจกรรมป่วนเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กิจกรรมป่วนเมือง

13 มกราคม 2563 – 09:59 น.
วิ่งไล่ลุง,ปิยบุตร แสงกนกกุล,ช่อ พรรณิการ์
เปิดอ่าน 1,433 ครั้ง

กิจกรรมป่วนเมือง

จบลงไปแล้วสำหรับกิจกรรม“วิ่งไล่ลุง”

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” อยากจะบอกว่านี่คือกิจกรรมของพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากการจัดการทั้งหน้าฉากและหลังฉากล้วนถูกกำหนดโดยพรรคอนาคตใหม่แทบทั้งสิ้น

อ่านข่าว…  เปิด เบื้องหน้า-เบื้องหลัง วิ่งไล่ลุง

ดังนั้นพรรคอนาคตใหม่จึงน่าจะยอมรับเสียทีว่า “วิ่งไล่ลุง” คือกิจกรรมของพรรค หากไม่ทำผิดกฎหมายคงไม่มีใครว่าอะไร

นี่แค่เป็นการเริ่มต้น การต่อสู้ของอนาคตใหม่กับกลุ่มอำนาจปัจจุบัน กิจกรรมวิ่งไล่ลุง เป็นกิจกรรมที่แปลงร่างมาจาก “แฟลชม็อบ” ที่ว่าต้องแปลงร่างเพราะว่า ธนาธรโดนข้อหาจัดชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตไปรายงานตัวกับตำรวจ สน.ปทุมวันแล้ว

ยังเหลือแกนนำพรรคอนาคตใหม่อีก 3 คน คือ ปิยบุตร แสงกนกกุล, พรรณิการ์ วาณิช และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เจ้าหน้าที่ส่งหนังสือไปยังสภาเพื่อขอตัวมาดำเนินคดีอาญา

โดยประธานชวน หลีกภัย ได้แจ้งที่ประชมว่าตำรวจขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัวนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ น.ส.พรรณิการ์ วานิช และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไปสอบสวนในคดีอาญา ในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

เพราะจากหลักฐานของตำรวจ ชัดเจนว่ามี 3 ส.ส. ร่วมกระทำความผิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลาประมาณ 17.00 น. บริเวณสกายวอล์ก หน้าศูนย์การค้ามาบุญครอง ซึ่งเป็นการจัดการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจปทุมวัน ตามคดีอาญาที่ 0150/2562

โดยจากการสืบสวนสอบสวนปรากฏพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่านายพิธา น.ส.พรรณิการ์ และนายปิยบุตร ซึ่งเป็นส.ส. มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย จึงมีความจำเป็นต้องเรียกตัวในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ด้วยเหตุที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขออนุญาตออกหมายเรียก ส.ส.ทั้งสามรายไปสอบสวนในฐานะเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเพื่อดำเนินการสอบสวนตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ต่อไป

นี่คือบางส่วนของหนังสือที่ตำรวจแจ้งมา

หากว่ากันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรคแรก ที่บัญญัติว่าในระหว่างสมัยประชุมห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาไปสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทําความผิด

กรณีดังกล่าวนักข่าวไปถามพรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ พรรณิการ์ ยืนยันว่าจะใช้เอกสิทธิ์นี้

ฉะนั้นหากตำรวจจะได้ตัว 3 ส.ส.ไปดำเนินคดีอาญา ก็ขึ้นกับมติที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในทางปฏิบัติ ประธานชวน จะต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมแล้วขอมติ แม้นว่าพรรคฝ่ายรัฐบาลจะมีเสียงส.ส.มากกว่า สามารถโหวตอนุญาตให้ ตำรวจนำ 3 ส.ส.ไปดำเนินคดีได้ก็ตาม

แต่ที่ผ่านมาในอดีตไม่เคยมีมติแบบนี้เชื่อว่าสภาจะมีมติไม่ส่งตัว 3 ส.ส.ให้ดำเนินคดีอาญา ให้รอจนกว่าจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พอปิดสมัยประชุม ตำรวจสามารถจับกุมทั้ง 3 คนได้เลย หากทั้ง 3 คนไม่ไปพบพนักงานสอบสวน

แต่ในระหว่างนี้แกนนำพรรคอนาคตใหม่เหล่านี้ยังเคลื่อนไหวนอกสภาได้ตามปกติ จะมีกิจกรรมวิ่งไล่ลุงอีกหลายครั้ง เพราะแกนนำพากันประเมินว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงประสบความสำเร็จ จะมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้อีกหลายจังหวัดหัวเมืองใหญ่

“ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก” เห็นการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบนี้ไม่ได้ต่างจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในอดีตเลย การชุมนุมกลุ่มย่อยในแต่ละจังหวัดก็คือการปลุกม็อบแบบดาวกระจายนั่นเอง

เมื่อแต่ละจังหวัดมีเงื่อนไขที่สุกงอม ม็อบย่อยๆ เหล่านี้หรือแฟลชม็อบ จะรวมกันเป็นม็อบใหญ่รวมตัวกันขับไล่รัฐบาล

ขึ้นกับว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะบีบคั้นแค่ไหน อยากให้จับตาดูผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญคดีล้มล้างการปกครองในวันที่ 21 มกราคม ที่ปิยบุตร เรียกว่าคดีอิลลูมินาติ

คำตัดสินของศาลหากยุบพรรคอนาคตใหม่จะเป็นเหตุให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่นำมาเป็น “เงื่อนไข” ในการเคลื่อนไหวนอกสภา ซึ่งพอจะทราบว่า ธนาธร และคณะวางแผนกันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นับแต่ ธนาธร ลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ จากนั้นนำ ”แฟลชม็อบ” ลงถนนที่สกายวอล์ก

แกนนำอนาคตใหม่เชื่อว่าศาลจะตัดสินไม่เป็นคุณต่อพรรค ฉะนั้นในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ปิยุบตร ได้อภิปรายโจมตีงบประมาณของศาลรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น ได้แก่

การของบประมาณในโครงการปรับปรุงบ้านเจ้าพระยารัตนธิเบศเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์และวิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้งบ 193.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ “เกินครึ่ง” ของงบศาลรัฐธรรมนูญที่ตั้งไว้ 293.99 ล้านบาท

ปิยบุตรเสนอให้ตัดงบปรับปรุงบ้านทิ้งทั้งหมดแล้วโอนการดูแลบ้านไปให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเก็บรักษามากกว่า

พร้อมกับวาทกรรมใหม่ว่า “จะได้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พิทักษ์รัฐประหารแบบที่ผ่านมา”

นอกจากนี้อีกโครงการที่นายปิยบุตรเสนอให้หั่นงบทั้งก้อนคือ “โครงการอบรมสัมมนา” ที่ตั้งงบไว้ 12.16 ล้านบาท โดยยกตัวอย่างโครงการ “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 8 (นธป.)” อบรม 36 วัน ใช้เงินกว่า 7 ล้านกว่าบาท

เป็นการใช้งบประมาณเพื่อสร้าง “คอนเนกชั่น” ของศาลจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาได้พบปะกับพ่อค้าวานิช ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ฯลฯ ผ่านการศึกษาอบรม แล้วจะเป็นการส่งเสริมความมีอิสระในการตัดสินได้อย่างไร

นี่เป็นการเปิดหน้าชนศาลรัฐธรรมนูญแบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม เสมือนแกนนำอนาคตใหม่ทุกคนรู้ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นชุดเดิมที่ตัดสินคดีหุ้นสื่อวี-ลัก มีเดีย ของธนาธร ยังไงอนาคตตใหม่ก็ไม่รอด เพราะยังไม่มีการเปลี่ยนตัวบุคคลในศาลรัฐธรรมนูญ

ถึงแม้นคดีอิลลูมินาติอาจจะรอด แต่ยังมีคดีเงินกู้ 191 ล้าน ที่ กกต.ส่งให้ศาลยุบพรรคอนาคตใหม่รออยู่อีกคดี

ด้วยความเชื่อของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ว่าผู้มีอำนาจชุดปัจจุบันยังไงมีธงให้ยุบพรรคอนาคตตใหม่อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

นี่จึงทำให้แกนนำอนาคตใหม่ต่างโฟกัสไปที่การเมืองนอกสภาหรือการลงถนน เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอำนาจปัจจุบันเนื่องจากมั่นใจว่าการต่อสู้ในระบบรัฐสภาพวกเขาไม่สามารถสู้อำนาจรัฐได้

แม้นว่ารัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้ตรวจสอบอำนาจรัฐได้ อย่างกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคอนาคตตใหม่ก็เชื่อว่าจำนวนเสียงที่มีอยู่ไม่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ ที่สำคัญคือหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบในวันที่ 21 มกราคม ส.ส.ของพรรคจะต้องหาพรรคใหม่สังกัด

แน่นอนว่า ส.ส.ส่วนหนึ่งจะไปร่วมกับขั้วรัฐบาล เสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ จึงไม่มีความหมายอะไร

ด้วยเหตุนี้กิจกรรมนอกสภาไม่ว่าการ “วิ่งไล่ลุง” หรือ ”แฟลชม็อบ” รวมถึงการเคลื่อนไหวปลุกมวลชนโดยเอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญบังหน้าจะนำไปสู่การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลในที่สุด

วันนั้นหากบ้านเมืองวุ่นวายปั่นป่วนเหมือนม็อบฮ่องกงจะทำให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง นั่นอาจเป็นสิ่งที่กลุ่มการเมืองเหล่านี้ต้องการ

สัญญาณเข้มการเมืองต้นปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410093?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาณเข้มการเมืองต้นปี

13 มกราคม 2563 – 09:25 น.
วิ่งไล่ลุง,วิ่งเชียร์ลุง
เปิดอ่าน 258 ครั้ง

สัญญาณเข้มการเมืองต้นปี บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563

ปรากฏการณ์การเมือง “วิ่งไล่ลุง-วิ่งเชียร์ลุง” ซึ่งมีมวลชนทั้งสองฝ่ายออกมาแสดงพลังถือเป็นการแสดงออกทางระบอบประชาธิปไตยที่ต่างฝ่ายต้องเคารพในสิทธิทางการเมืองตราบใดที่ไม่มีการละเมิดข้อกฎหมายและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบกติกาบ้านเมือง โดยสังคมส่วนรวมเองก็ต้องใช้วิจารณญาณให้ถ้วนถี่ในการรับฟังข้อมูลข่าวสารอีกทั้งไตร่ตรองว่าสิ่งที่รับฟังนั้นเป็นเหตุเป็นผลมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเพราะบทเรียนในอดีตของการเมืองไทยที่ขัดแย้งมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นสิ่งสะท้อนในมิติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และคดีความการเมืองในอดีตยังมีอีกมากที่ยังไม่เสร็จสิ้น ก็เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปในปัจจุบันได้เช่นกัน

อ่านข่าว…  วิ่งไล่ vs เชียร์ (ลุง) สงครามตัวแทน

การนำมวลชนมาชุมนุมโดยไม่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยและชีวิตของผู้ร่วมชุมนุมเพียงเพราะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างที่ต้องการเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำหรือให้เกิดขึ้นอีกและยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาแอบเร้นที่หลีกหนีไม่ได้เลยว่าประสงค์ให้เกิดความรุนแรงและขยายวงเพิ่มขึ้นซึ่งก็เป็นเกมการเมืองที่เดินตามขั้นตอนเพื่อไปให้ถึง “จุดติด” ยิ่งชัดเจนเมื่อแกนนำประกาศว่าจะมีม็อบเกิดขึ้นอีกต่อเนื่องในปีนี้ พร้อมโหมเชื้อไฟให้เห็นว่าการลงถนนเป็นความชอบธรรมเพราะระบบต่างๆ ถูกครอบงำปิดกั้นและไม่มีความยุติธรรมหลงเหลืออีกแล้ว จึงเป็นเพียงสตอรี่ใหม่เปลี่ยนตัวละครแต่เดินบนแพทเทิร์นเดิมๆ ที่ก่อความบอบช้ำให้ประเทศ

ในภาวการณ์เช่นนี้สิ่งที่ต้องพึงระวังก็คือการเร่งปฏิกิริยาเพื่อไปให้ถึงจุดพีคซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วและเหตุการณ์ในอดีตจะย้อนกลับมาอีกครั้งหรือไม่ แต่เชื่อว่าสังคมเจ็บมามากกับเรื่องนี้และไม่ต้องการให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้นอีกแล้ว แม้จะมีการคาดหมายว่าจะไม่มีความรุนแรงการเมืองในบ้านเมือง และมองว่าวิ่งเชียร์-วิ่งไล่เป็นแค่เหตุการณ์สีสันการเมืองแต่ก็ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทและทุกส่วนถือว่าควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันพยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้งลงและให้กติกาบ้านเมืองทำหน้าที่ไปตามระบบ ถ้าใช้ความชั่งใจไตร่ตรองให้รอบด้านและผลกระทบที่จะเกิดกับส่วนรวมก็เชื่อว่าเหตุวิกฤติจะไม่หวนกลับมาอีก

ในส่วนรัฐบาลต้องเร่งทำการบ้านในทุกด้านทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาในประเทศรวมไปถึงสถานการณ์ในต่างประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลก อีกทั้งด้านภัยธรรมชาติ ทั้งเรื่องภัยแล้งที่ประชาชนจำนวนมากในหลายจังหวัดประสบความเดือดร้อน อีกทั้งต้องทำงานด้วยความโปร่งใสสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ ซึ่งเชื่อว่าทุกปัญหาจะถูกเชื่อมโยงเข้ารวมกับการเมือง และที่จะมาถึงในเร็ววันนี้คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี จึงเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้เป็นการทำงานที่หนักแน่นอน โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องมีเอกภาพมีประสิทธิภาพในการทำงานและรับมือให้ได้ ยิ่งสัญญาณการเมืองเข้มข้นแต่ต้นปียิ่งต้องแสดงฝีมือให้ประจักษ์

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ จอร์จ เอฟ. เคนแนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409796?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ จอร์จ เอฟ. เคนแนน

12 มกราคม 2563 – 08:20 น.
จอร์จ เอฟ เคนแนน,วิเคราะห์การเมือง
เปิดอ่าน 446 ครั้ง

คิด-วิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศกับ จอร์จ เอฟ. เคนแนน บทความพิเศษ โดย… ศุภมิตร ปิติพัฒน์

ก่อนเปิดเทอมมีนิสิตเคยเรียนด้วยมาปรารภกับผมว่า การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราที่ผ่านมายังมีช่องว่างอยู่ เขาหาสิ่งที่ต้องการไม่เจอในวิชาที่เรียน ผมถามเขาว่าเป็นช่องว่างแบบไหน ? พอได้ฟังและรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ผมเลยได้ความคิดว่า ถ้าหากจะตอบโจทย์ตามที่เขาต้องการ เขียนออกมาเป็นบทความจะดีกว่า และถ้าเขียน ก็จะมีเรื่องให้เขียนได้หลายตอนต่อกันทีเดียว

เขาบอกให้ผมฟังว่าทฤษฎีหลักต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เราเรียนกันมานั้นก็มีสอนและหาเรียนได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะในชั้นเรียน ในการเรียนทางไกล หรือจะอ่านจากหนังสือตำราสารพัด ก็พอหาเรียนหาอ่านได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าอยากได้ข้อมูล อยากได้ข้อถกเถียงโต้แย้ง หรืออยากได้ความรู้ทางเทคนิคหรือการจัดการประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องไหนด้านไหน ก็มีให้ค้นคว้าได้ไม่ยาก

แต่เขาว่าส่วนที่ขาดหายไป ยังไม่สู้จะเห็นการนำเสนอออกมาชัดๆ คือเรื่องกระบวนวิธีคิดเมื่อมีปัญหารูปธรรมมาให้วิเคราะห์ หรือแนวพินิจสำหรับคิดหาข้อเสนอเพื่อเป็นทางเลือกในเชิงนโยบาย หรือในเชิงยุทธศาสตร์ ว่าทำไมควรทำแบบนี้ หรือทำไมไม่ควรเลือกแบบนั้น มันมีทางคิดอะไรแบบไหนบ้าง

การวิเคราะห์ และการแสดงความเห็นของนักวิชาการในเรื่องที่เขามีความรอบรู้ เช่นในการวิเคราะห์ข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ มาจากกระบวนวิธีคิดอย่างมีแบบแผนและประกอบด้วยหลักวิชา และเมื่อต้องแสดงความเห็นในเรื่องเฉพาะเจาะจง หรือต้องตอบคำถามในประเด็นปัญหาที่มีคนมาถามมาสัมภาษณ์ นักวิชาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญก็จะปรับแนวคิดและกระบวนวิธีคิดตามหลักวิชาที่เขามีอยู่นั้นมาใช้ตอบคำถามให้คนฟังทั่วไปเข้าใจเหตุผลต้นปลายได้ง่าย หรือไม่ก็ใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์ หรือเป็นแนวพินิจปัญหานั้นๆ พร้อมกับเสนอทางเลือกสำหรับดำเนินการที่เขาเห็นว่าเหมาะสมออกมา

นิสิตที่มาพบบอกว่า เขาอยากรู้เกี่ยวกับกระบวนท่าหรือวิธีคิดวิเคราะห์ดังที่ว่านี้ คือไม่ถึงกับจะเป็นตัวทฤษฎีแท้ๆ และก็ไม่ใช่การประมวลข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งมีเปลี่ยนแปลงไปได้อยู่ตลอด แบบนั้นเขารู้ว่าต้องติดตามเอาเอง สิ่งที่เขาอยากได้คือแนวทางว่าเวลานักวิชาการต้องเจอกับโจทย์จริงนอกตำรา การประยุกต์แนวคิดทฤษฎีที่มีอยู่มาพินิจพิเคราะห์ หาทางเลือก และต้องหาเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจเลือก พวกนักวิชาการเขาทำกันอย่างไร

   สรุปคือ เขาอยากได้เคล็ดวิชา ว่าอย่างนั้นเถิด
คำขอของเขานั้นตอบให้กันสั้นๆ ยากแท้ เพราะความรู้ความเข้าใจแบบนี้เป็นทางคิดหรือเป็นกระบวนวิธีคิดติดตัว อย่างที่เรียกว่า tacit knowledge ความรู้ความคิดของใครก็ของคนนั้น การจะให้คนที่รู้บอกชัดๆ ในสิ่งที่รู้อยู่ในใจออกมาเป็น หนึ่ง สอง สาม เพื่อให้คนอื่นๆ ใช้ทางคิดแบบเดียวกันนั้นได้ บางทีคนที่รู้จะบอกเป๊ะๆ ออกมาอย่างนั้นไม่ได้ แต่ผมคิดว่าคำขอของเขาก็น่าสนใจ และถึงเราจะถามจากนักคิดนักวิเคราะห์ชำนาญการโดยตรงไม่ได้ถนัด แต่ผมคิดว่ามันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสกัดทางการคิด-วิเคราะห์อย่างที่เขาอยากได้ออกมาพิจารณากัน นั่นคือ สกัดจากงานของนักคิดนักวิชาการในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งที่เป็นผู้ได้รับนับถือในวงการ

เมื่อคิดว่าน่าลองและเพื่ออุดช่องว่างในการเรียนของเรา ผมจึงขออนุญาตท่านผู้อ่านที่จะเขียนเรื่องนี้ต่อกันไปหลายตอนนะครับ

ในบริบทที่การเมืองระหว่างประเทศขณะนี้กำลังทวีความตึงเครียดขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการลอบสังหารนายพลกอเซ็ม สุไลมานี ผู้นำกองกำลังคุดส์ของอิหร่าน โดยคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คำถามหนึ่งที่ผมได้ยินมากที่สุดจากรายการวิเคราะห์ข่าวช่องทางต่างๆ คือสงครามใหญ่ในตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ใช่ไหม? จากคำถามนี้เอง เมื่อผมต้องคิดว่าจะเลือกกระบวนวิธีคิดของใครมาประเดิมบทความตอนแรกในชุดนี้ดี บุคคลแรกที่ผมนึกถึงคือ George F. Kennan (1904-2005) หรือ Mr. X นักการทูต นักยุทธศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของบทความ “The Sources of Soviet Conduct” ที่มาของความคิดยุทธศาสตร์การสกัดล้อมสหภาพโซเวียตอันโด่งดังเมื่อเริ่มต้นสงครามเย็น

  ทำไมผมจึงคิดถึงเคนแนน?
ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เคนแนนถูกจัดไว้ให้อยู่ในพวก political realism ความคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายของคนที่ถูกจัดให้เป็น political realists ด้วยกันอันที่จริงมีความแตกต่างระหว่างกันอยู่มาก แต่ส่วนที่พวกเขามักถูกคนนอกวงเข้าใจผิดเหมือนๆ กัน คือความเข้าใจผิดที่ว่า political realists เป็นพวกสนับสนุนการใช้กำลังความรุนแรงและสงครามเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายต่างประเทศ เป็นพวกที่เห็นว่า might is right และถ้าการทำสงครามเกิดขึ้นมาจริงๆ คนก็มักเข้าใจว่าเป็นการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ที่พวก political realists เป็นผู้ต้นคิด

แต่ความจริงวิธีคิดของคนที่ถูกจัดให้เป็น political realists ไม่ได้คิดแต่เรื่องการใช้กำลังแบบนั้น และผมคิดว่าถ้าหากเคนแนนยังอยู่ เขาจะเป็นคนแรกๆ ที่จะออกมาคัดค้านการปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศในกรณีสหรัฐกับอิหร่านไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจำกัดทางเลือกอื่นลงจนหมด เหลือแต่การใช้กำลังบีบบังคับต่อกันเป็นหลัก จนทำให้ความคิดที่ว่าสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ

จะเข้าใจทางคิดของเคนแนนในแบบกะทัดรัดก็คงต้องเปรียบเทียบกับของนักยุทธศาสตร์อย่าง Thomas C. Schelling (1921-2016) และ Herman Kahn (1922-1983) 2 คนหลังนี้เลือกแนวทางการใช้กำลังเป็นทางวิเคราะห์หลัก วิธีคิดของเชลลิ่งและคาห์นจึงมุ่งไปที่การคิดเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการใช้กำลังว่าในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งมีโอกาสไต่ระดับสูงขึ้นไปในแต่ละขั้นๆ การใช้กำลังเพื่อบีบบังคับ ควรทำอย่างไรจึงจะผสมความกลัวกับการคาดคะเนถึงผลได้ผลเสียและความเชื่อให้ได้ประสิทธิผลออกมาดีที่สุด หรือในพิสัยของความขัดแย้งแต่ละระดับ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกปฏิบัติการเคลื่อนไหวในรูปแบบหรือนอกรูปแบบวิธีไหนก็ตาม ทำอย่างไรฝ่ายสหรัฐจึงสามารถคุมเกมการใช้กำลังรุก ป้องปราม หรือตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเลือกที่จะยกหรือลดระดับความขัดแย้งได้ ด้วยทางเลือกที่เหนือกว่า ยืดหยุ่นได้มากกว่า และอยู่ในจุดได้เปรียบในการกดดันอีกฝ่ายได้สูงกว่า

แต่วิธีคิดทางยุทธศาสตร์ของเคนแนนต่างออกไปจากของเชลลิ่งและคาห์น ด้วยความที่เขาเป็นหรือถูกจัดให้เป็น political realist เคนแนนมองตามสภาพความเป็นจริงว่าในความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามย่อมเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ และเมื่อมีอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มิใช่ว่าอาวุธนิวเคลียร์จะมีฤทธิ์แต่ในทางป้องปรามอย่างเดียว โอกาสที่จะเกิดสงครามระหว่างประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองมีอยู่เสมอ และเมื่อสงครามเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ว่าอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ถูกนำมาใช้ในสงคราม อย่างน้อยสงครามที่ใช้นิวเคลียร์อย่างจำกัดวง ยังอยู่ในวิธีคิดและแผนยุทธศาสตร์ของประเทศเหล่านี้

ถึงแม้ว่าสภาพตามความเป็นจริงจะทำให้ความเป็นไปได้ของสงครามยังมีอยู่เสมอไป แต่เคนแนนก็เสนอว่ามันก็มิได้ตัดความเป็นไปได้แบบอื่นๆ และโอกาสที่จะใช้เครื่องมือและวิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากสงครามและการใช้กำลังบีบบังคับ ในการจัดการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างประเทศที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ต่อกัน

ความเป็นไปได้ที่สงครามจะเกิดขึ้นและมีโอกาสจะยกระดับเป็นสงครามนิวเคลียร์กลับยิ่งทำให้การสร้างทางเลือกแบบอื่นๆ ในการแก้ไขความขัดแย้ง และยุทธศาสตร์เพื่อรักษาสันติภาพ กลายเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นและเร่งด่วน ซึ่งรวมทั้งการหาทางลดเงื่อนไขทั้งด้านที่เป็นเหตุผลในการทำสงคราม และการลดความรุนแรงของสงครามลงไปให้เหลือน้อยที่สุด และความรับผิดชอบในเรื่องนี้เป็นของสหรัฐ พอๆ กับฝ่ายที่สหรัฐถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในเวลานั้น คือสหภาพโซเวียต

โดยวิธีคิดแบบนี้ ด้านหนึ่ง เคนแนนจึงเสนอให้เห็นอันตรายของการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะมองฝ่ายตรงข้าม “แบบ idée fixe” โดยเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูอย่างสมบูรณ์ และกำหนดชัยชนะในการทำสงครามกับศัตรูแบบนี้ไว้ที่การขจัดทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างสมบูรณ์ อีกด้านหนึ่ง เมื่อสงครามยังเป็นไปได้ เพื่อลดความรุนแรงในสงครามลง เคนแนนเสนอให้ยุติการใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธ รวมทั้งการเป็นอาวุธเพื่อการป้องปราม ในความหมายว่าอาวุธคือเครื่องมือที่ใช้จัดการกับเป้าหมายฝ่ายตรงข้ามเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และผลประโยชน์บางอย่าง แต่เมื่อผลของการใช้นิวเคลียร์คือการทำลายล้างมนุษยชาติและอารยธรรม จึงไม่ควรที่ใครจะใช้มันเป็นอาวุธ

ความคิดทางยุทธศาสตร์ของเคนแนนจึงมองไปไกลกว่าการใช้กำลังในการพิจารณา และเปิดทางเลือกที่เป็นไปได้หลายด้านสำหรับดำเนินความสัมพันธ์ไปสู่จุดมุ่งหมาย ไม่ได้ตั้งต้นและไม่ได้หยุดอยู่ที่การใช้กำลังกดดัน และคิดแต่เฉพาะยุทธศาสตร์การทำสงครามเป็นหลักสำหรับรักษาสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐ

ในแง่นี้ เคนแนนจึงเป็น political realist ที่ยืนอยู่กับความคิดกระแสสำคัญสายหนึ่งของอเมริกัน นั่นคือ ปฏิบัตินิยม ความหมายของปฏิบัตินิยมดังกล่าว สุนทรพจน์นี้ของโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้แสดงไว้ชัดเจนดี

“Our future may lie beyond our vision, but it is not completely beyond our control. It is the shaping impulse of America that neither fate nor nature nor the irresistible tides of history, but the works of our own hands, matched to reason and principle, will determine destiny.”

อย่างไรก็ดี เทียบกันแล้วทางคิดยุทธศาสตร์แบบเชลลิ่งและคาห์นคงเป็นที่สนใจของทรัมป์และนักยุทธศาสตร์ของเขามากกว่า

      ก็เพราะเหตุนี้ ผมเลยอดคิดถึงเคนแนนไม่ได้.