เพื่อไทย ขาลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทย ขาลง

16 มกราคม 2563 – 08:34 น.
พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,047 ครั้ง

เพื่อไทย ขาลง โดย…ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมจากการสำรวจของนิด้าโพล ประมาณ 32%  ในขณะที่ผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่หนึ่งเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยมีเพียง 19% ซึ่งน้อยกว่าพรรคอนาคตใหม่ประมาณ 11 %

สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยได้จำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด โดยมีคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต จากทั้งประเทศเป็นอันดับสองประมาณ 7.9 ล้านเสียง ซึ่งน้อยลงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554 ที่เคยได้ 15.7 ล้านเสียง  อย่างไรก็ตามหลังจากที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในปี 2562 ได้ จึงกลายเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค

ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ขอนแก่น เมื่อปลายปี 2562 พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ให้พรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆ ที่ พื้นที่นี้เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลานาน และส่งผลให้คุณหญิงสุดารัตน์ ลาออกจากการเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค เปิดช่องให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แสดงบทบาทนำในพรรคแทน (ทำไมไม่ใช่หัวหน้าพรรคสมพงษ์ อมรวิวัฒน์?) ในขณะเดียวกันการโหวตลงคะแนนเสียงในสภาหลายครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะมีงูเห่าที่เปิดเผยตัวอย่างชัดเจนและที่ยังไม่เปิดเผยตัวอาศัยอยู่ในพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง (บางกระแสคาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 10–20 คน) งูเห่าเหล่านี้มีทั้งที่โหวตสวนมติพรรค (แสดงตนชัดเจน) และกลุ่มตัดสินใจไม่โหวตใดๆ (น่าจะมีความละอายใจอยู่เล็กๆ)

คะแนนที่หายไปเกือบ 8 ล้านเสียง ผลโพลล์ที่แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมที่ลดลง ความขัดแย้งภายในพรรค ที่ออกมาตามหน้าสื่อรวมถึงพฤติกรรมงูเห่าของสมาชิกพรรคบางคนทำให้เกิดคำถามว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลงจริงหรือ? อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พรรคดูอ่อนแอลง

ประเด็นแรก พรรคเพื่อไทยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพลาดจุดเดียวทำให้แพ้ทั้งกระดาน การแบ่งออกเป็นหลายพรรคแต่เป็นพันธมิตรกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ  เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องหากจะเอาชนะภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน  แต่ข้อผิดพลาดคือกลยุทธ์การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่มิบังควรของพรรคไทยรักษาชาติจนนำไปสู่การถูกยุบพรรคและการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคจำนวนหนึ่ง ข้อผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่ตามมาคือการเทคะแนนของพรรคไทยรักษาชาติให้พรรคอนาคตใหม่และการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา ซึ่งในที่สุดกระแสพรรคอนาคตใหม่ก็แรงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้และอาจรวมถึงในอนาคตด้วย

ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ แย่งฐานคะแนนเสียงดั้งเดิมของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรากหญ้าที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทั้งนำเสียงสนับสนุนตามไปด้วย และอีกส่วนหนึ่งคือนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามุ่งเอาใจคนรากหญ้า เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ทำให้คะแนนจากกลุ่มคนรากหญ้าจำนวนหนึ่งหันไปสนับสนุนนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์

ประเด็นที่สามคือกระแสข่าวมากมาย (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) ว่าคนแดนไกลถอดใจแล้ว เพราะมองออกว่าในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ (2562) เป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะเอาชนะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มุ่งชิงคะแนนเสียงคนรากหญ้ามาจากพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คนแดนไกลลดบทบาททางการเมืองของตัวเองลงและไปมุ่งเน้นทำธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น (ไม่มั่นใจว่าลดการสนับสนุนพรรคในด้านอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า) ในประเด็นที่เกี่ยวกับคนแดนไกลนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่รอคอยการพิสูจน์ คือพรรคเพื่อไทยจะสามารถมีความเป็นสถาบันได้หรือไม่หากขาดคนแดนไกล หรือจะเป็นเพียงแค่พรรคเฉพาะกิจที่มีระยะยาวหน่อยแต่ไม่สามารถสร้างความเป็นสถาบันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้

ประเด็นที่สี่ คือ พรรคเพื่อไทยขาดผู้นำที่มีบารมีที่แท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการลดบทบาททางการเมืองของคนแดนไกลและไม่ได้ชี้ชัดว่าจะให้ใครจะนำพรรคแทน เมื่อมองเข้าไปในพรรคเพื่อไทยจะพบว่าแม้ว่านายสมพงษ์จะเป็นหัวหน้าพรรคแต่กลับไม่เคยมีบทบาทนำพรรคเลยและไม่รู้ว่าสามารถทำงานร่วมกับเลขาธิการพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้หรือเปล่า ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ ที่พยายามแสดงบทบาทนำในพรรคในขณะที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคก็ถูกเตะตัดขาจากสมาชิกพรรคบางส่วน จนทนไม่ได้และมีกระแสข่าวทิ้งพรรคตลอดเวลาในช่วงหลังการแพ้เลือกตั้งที่ขอนแก่น ในที่สุดคนที่กำลังแสดงบทบาทนำของพรรคในปัจจุบันกลับกลายเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จอมเก๋าทางการเมืองที่รู้ว่าเมื่อไรควรแสดงบทบาททางการเมืองและเมื่อไรควรสงบปากสงบคำ หายไปจากหน้าสื่อสักพักหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังไม่มั่นใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะรอดจากการถูกสมาชิกพรรคต่อต้านหรือไม่ คงต้องรอดูกันอีกระยะหนึ่ง

ประเด็นที่ห้า สมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งทนไม่ได้กับการเป็นฝ่ายค้าน (ไม่รู้ว่าเพราะนึกถึงอมตะวาจาของอดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่บอกว่า “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง” หรือเปล่า) จึงเกิดงูเห่าขึ้นในพรรค ไม่ว่าจะเป็นประเภทเปิดเผยหรือซ่อนเร้น เพราะการเป็นฝ่ายค้านนั้นยากต่อการทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเลือกตั้งของตนเอง แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะสามารถเจรจานอกรอบ (หรือลับๆ) เพื่อหางบประมาณมาลงในพื้นที่รวมถึงผลักดันนโยบายต่างๆ ได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น (สรุปคือทุกคนแย่งกันเป็นรัฐบาล)

ประเด็นสุดท้าย บทบาทการเป็นแกนนำฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยยังไม่เฉียบคม รวมถึงยังไม่โดนใจประชาชน เพราะดูเหมือนว่าจะเล่นบทเดิมๆ ยังไม่สามารถหาประเด็นสำคัญๆ ที่สามารถมัดรัฐบาลจนดิ้นไม่หลุด แต่กลับพูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเลย หรือเปิดประเด็นที่ทำให้คนฟังหัวเราะว่า เก่าไปมั้ง!

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าประเด็นหนึ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ทำถูกต้องในเชิงกลยุทธ์ในขณะนี้คือการไม่ประกาศสนับสนุนการเมืองนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าจะมีสมาชิกพรรค หรือแกนนำพรรคบางคนทะเร่อทะร่า กระโดดเข้ารวมวงในบางกิจกรรม เพราะการเข้าร่วมกิจกรรมนอกสภานั้นออกจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายในบางเรื่องหากพลาดขึ้นมา ฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคืออยู่เฉยๆ รอเก็บตกผลประโยชน์จากความผิดพลาดของทั้งฝ่ายพรรคอนาคตใหม่และรัฐบาลดีกว่า อย่างน้อยหากมีพรรคการเมืองถูกยุบก็อาจจะมีส้มหล่นมาบ้าง…

ช่วงนี้ว่างๆ นอกจากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว (ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร) ก็คุยกันให้รู้เรื่องว่าใครควรจะนำพรรคที่แท้จริง หากช้าเดี๋ยว ร.ต.อ. เฉลิม จะยึดพรรคเอา…

สร้างคุณภาพสังคมผู้สูงวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างคุณภาพสังคมผู้สูงวัย

16 มกราคม 2563 – 08:12 น.
สังคมผู้สูงวัย,เศรษฐกิจ,สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เปิดอ่าน 233 ครั้ง

สร้างคุณภาพสังคมผู้สูงวัย บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563

ในปี 2563 มีการคาดการณ์จากสำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศที่ต่างเห็นพ้องว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะมีอัตราไม่สูงและยังมีความเสี่ยงต่อปัจจัยผันผวนหลายเรื่อง ทั้งนี้ รายงาน Global Economy Watch ฉบับล่าสุด ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2563 คาดว่าจะเติบโตที่ 3.4% และเห็นว่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวของโลกาภิวัตน์ (Slowbalisation) โดยได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดสงครามทางการค้า อย่างไรก็ตาม ในส่วนภาคบริการจะยังคงเป็นดาวเด่นของการค้าโลก คาดว่ามูลค่าของการบริการส่งออกทั่วโลกจะสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 212.56 ล้านล้านบาท โดยเศรษฐกิจหลักของโลกจะได้รับแรงหนุนจากภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายลงและการพึ่งพาการบริโภคภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทดแทนการส่งออกและการลงทุน

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกอีกด้วย โดยในปี 2563 คาดว่าจำนวนประชากรโลกจะสูงถึง 7.7 พันล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และยังประมาณการว่าจำนวนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทั่วโลกจะมีมากกว่า 1 พันล้านคน โดยจีนจะมีจำนวนประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปีสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลก 6 แห่งรวมกันด้วย ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว ขณะที่หลายประเทศประสบปัญหาขาดแคลนคนรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนเพราะอัตราการเกิดใหม่ลดต่ำลงมาก ขณะเดียวกันก็คาดการณ์ว่าปี 2030 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าประชากรผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมี 1,400 ล้านคนทั่วโลก จะเป็นปีแรกที่มากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่นั่นคือโลกเข้าสู่ยุคสังคมสูงอายุระดับสูงสุด

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีถึงแนวโน้มประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 66.5 ล้านคนในปี 2563 เป็น 67.2 ล้านคน ในปี 2571 หลังจากนั้นจะลดลงในอัตราร้อยละ -0.2 ต่อปี โดยในปี 2583 คาดว่าจะมีประชากรทั้งหมด 65.4 ล้านคน ซึ่งในปี 2563 มีผู้สูงอายุ 12 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18 ของทั้งหมด แต่ในปี 2583 เพิ่มเป็น 20.42 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31.28 ของทั้งหมด และในปี 2562 เป็นปีแรกที่จำนวนประชากรวัยเด็กเท่ากับประชากรผู้สูงอายุที่ 11.3 ล้านคน ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดให้วาระผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีแนวทางขับเคลื่อนครอบคลุมทั้งกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ 25-59 ปีและผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในกลุ่มก่อนวัยสูงอายุมีแผนส่งเสริมเน้นเรื่องการออมและสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุรวมทั้งเสริมทักษะใหม่แก่แรงงานผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลมีเป้าหมายเน้นเสริมทักษะใหม่แก่แรงงานผู้สูงอายุและการออกแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นรวมถึงสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุถือว่าเป็นมาตรการที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จากกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าจำนวนผู้สูงวัย 11 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอยู่ที่ 34.3% คือมีรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาทต่อเดือน และพบว่าผู้สูงวัย 55.8% ต้องพึ่งพารายได้จากผู้อื่น ส่วนอีก 34% ยังต้องทำงานหารายได้เอง ซึ่งชี้ชัดถึงภาวะที่ผู้สูงวัยมีปัญหาเรื่องเงินออมในวัยเกษียณ และจำนวนผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรงมีงานทำหลังเกษียณก็ยังไม่มากเพียงพอกับปริมาณเติบโตของประชากรผู้สูงอายุซึ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ภาครัฐต้องต่อยอดทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างคุณภาพคุณค่าให้สังคมผู้สูงวัย

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410550?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา

15 มกราคม 2563 – 14:40 น.
วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 706 ครั้ง

วิ่งไล่ลุง ไม่เข้าเป้า ม็อบใหญ่ยังต้องรอเวลา คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ควันหลงจากกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง” ยังคงเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ แน่นอนว่าฝ่ายที่จัดงานทั้งสองฝ่ายก็ต้องประกาศความสำเร็จ แต่งานนี้ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าอย่างไร ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อ่านข่าว-ตร.จ่อแจ้งจับ 2 แกนนำ วิ่งไล่ลุงนครพนม 

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปเกาะติดทุกกิจกรรม พบว่าพื้นที่จัดกิจกรรมแยกเป็นช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ในช่วงเช้าจัด “วิ่งไล่ลุง” 28 จังหวัด กระจายกันทุกภาค แยกเป็นภาคกลาง-ตะวันออก 10 จังหวัด เฉพาะกทม.ที่สวนรถไฟ ประมาณ 10,000 คน จังหวัดอื่นๆ อีกรวม 850 คน ภาคเหนือ 5 จังหวัด รวม 720 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด รวม 975 คน และภาคใต้ 6 จังหวัด รวม 503 คน

นับรวมมวลชนร่วมกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ช่วงเช้า อยู่ที่ 13,048 คน

ส่วนในช่วงบ่าย มีการจัดกิจกรรมอีก 12 จังหวัด แต่ซ้ำกับช่วงเช้า 3 จังหวัด จึงเหลือรวมทั้งประเทศ 37 จังหวัด เฉพาะกิจกรรมช่วงบ่ายมีมวลชนรวมประมาณ 900 คน

ฉะนั้นตัวเลขกลมๆ คนร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง น่าจะอยู่ที่ 14,000-15,000 คนทั่วประเทศ ส่วน “เดินเชียร์ลุง” ที่สวนลุมพินี ก็มีมวลชนเรือนหมื่นเช่นกัน

ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า ยอดมวลชนที่ร่วมวิ่งไล่ลุง ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่ผู้จัด หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็น “นายทุนการเมือง” ตั้งเอาไว้ โดยเฉพาะการปั่นกระแสในโซเชียลมีเดีย กับสถานการณ์จริง ตัวเลขมวลชนห่างกันประมาณ 10 เท่า

ตัวเลขจริงสวนทางกับท่าทีของกลุ่มผู้จัดและผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งในทางความมั่นคงเองถือว่า “ออกตัวแรง” คือไม่ได้อยู่ในช่วง “ปูกระแส-ดึงมวลชน” แล้ว แต่เป็นช่วงของการ “ปลุกกระแส” มากกว่า เพราะมีการทุ่มประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ทั้งผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ มีความพยายามลากยาวการประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณให้จบลงก่อนวันจัดกิจกรรมเพียง 1 วัน ไม่ทิ้งช่วงห่าง เพื่อเลี้ยงกระแส

เช่นเดียวกับการที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เลือกวันเข้าพบตำรวจ สน.ปทุมวัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดี “แฟลชม็อบ” ก็เลือกวันศุกร์ที่ 10 มกราคม ก่อนวิ่งไล่ลุง 2 วัน เพื่อให้เห็นหน้า “พ่อของฟ้า” ทางสื่อกระแสหลัก แต่สุดท้ายมวลชนก็ยังไม่เป็นไปตามเป้า

ฉะนั้นในระยะสั้น ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า การจะจัดชุมนุมขนาดใหญ่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเป็นเรื่องยาก สอดคล้องกับที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ วิเคราะห์เอาไว้เองระหว่างพูดคุยนอกรอบกับทีมข่าว “คม ชัด ลึก” โดยยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาของการมีม็อบขนาดใหญ่

ทิศทางที่กำลังจะเป็นไปก็คือ ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากความเคลื่อนไหวในสภา ซึ่งกำลังจะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือจะมีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรี 5 คน มาจากพรรคพลังประชารัฐ หรือ “โควตากลาง-สายตรงนายกฯ” ทั้งหมด ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ไล่ดูรายชื่อ 5 รัฐมนตรี ไม่มีเสนาบดีจากพรรคร่วมรัฐบาลเลย เป้าหมายของฝ่ายค้าน (อันที่จริงคือภายใต้ยุทธศาสตร์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) คือการมุ่งโจมตีไปที่จุดเดียว พร้อมๆ กับรักษา “มิตร” ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเอาไว้ เผื่อสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจเปลี่ยนขั้วได้เหมือนกัน

ประเด็นหลักที่จะอภิปรายแบบเน้นๆ น่าจะเป็นการบริหารงานตั้งแต่ในยุครัฐบาล คสช. เพราะทั้ง 5 คนนี้เป็นรัฐมนตรีคนสำคัญมาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว

ประเด็นที่มีข่าวว่าจะถล่มแน่ๆ คือ คดีบริษัทนำเข้าบุหรี่ชื่อดังที่เพิ่งถูกศาลสั่งปรับ 1.2 พันล้านบาทไปเมื่อไม่นานนี้ ฐานสำแดงเท็จและหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร โดยข้อมูลของฝ่ายค้านจะแฉให้เห็นว่า สาเหตุที่คดีนี้ยืดเยื้อยาวนานกว่า 10 ปี และถูกสั่งปรับแค่ 1.2 พันล้านบาท ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นหลักหมื่นล้านนั้น เป็นความพยายามช่วยเหลือของคนในรัฐบาล ทั้งแก้ไขกฎหมาย ทั้งเจรจากับต่างประเทศ จนสุดท้ายแม้จะไม่พ้นผิด แต่ก็ช่วยลดค่าปรับลงไปได้มหาศาลในมุมมองของฝ่ายค้าน

ต้องรอดูว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มี “ขุนศึกฝั่งธน เฉลิม บางบอน” คอยคุมเกมนั้น จะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐบาลได้แค่ไหน หลังจาก 2 กิจกรรมแรก คือ อภิปรายงบประมาณ และ “วิ่งไล่ลุง” ออกอาการแป้กมาแล้ว

แต่ต้องไม่ลืมว่า กระแสความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนยังคุกรุ่นอยู่ตลอด โดยมีแรงกดดันที่ปัญหาเศรษฐกิจ ฉะนั้นการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา หากสร้างจุดเปลี่ยนที่มีนัยสำคัญได้ หรือมีสถานการณ์บางอย่างเกื้อหนุน มวลชนก็พร้อมลงถนน เพราะทุกคนเดือดร้อนอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ

ปิยบุตร เองก็มองว่าสิ่งที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือมีสาระอะไรมาก เพราะกระแสความไม่พอใจคุกรุ่นอยู่แล้วจากปัญหาเศรษฐกิจและการเลือกปฏิบัติ

ฉะนั้นการฟื้นเศรษฐกิจให้ได้อย่างเห็นหน้าเห็นหลัง กับการระมัดระวังไม่สร้างเงื่อนไขจนสะดุดขาตัวเอง ก็จะเป็น “ยันต์กันผี” ให้รัฐบาล เพราะลำพังเกมในสภาอย่างเดียวไม่สามารถล้มรัฐบาลได้แน่นอนแล้ว เนื่องจากฝ่ายค้านอ่อนแอกว่ารัฐบาลเสียอีก โดยเฉพาะความขัดแย้งจากการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่น ที่สร้างรอยร้าวในพรรคเพื่อไทย อย่างที่เห็นกันแล้วกับการลาออกของ นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย

     และจะมีคลื่นใต้น้ำตามมาอีกหลายระลอก !

ลูกหนังเดือด ‘สมศักดิ์’ หัก ‘เนวิน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410558?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลูกหนังเดือด ‘สมศักดิ์’ หัก ‘เนวิน’

15 มกราคม 2563 – 10:25 น.
เนวิน,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุโขทัยเอฟซี,ลูกหนังการเมือง,ปราสาทสายฟ้า,ทีมค้างคาวไฟ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 13,272 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 ม.ค.63

*************************

วันสุดท้ายของการยื่นใบสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก็มีตัวละครลับโผล่มาวันสุดท้ายตามการคาดการณ์ของนักข่าวสายลูกหนัง นั่นคือ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ อดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลไทยสมัยบังยี

สรุปว่า มีผู้สมัครชิงประมุขลูกหนังไทยเรียบแล้วได้แก่ “บิ๊กอ๊อด” พล...สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง, “บังยี” วรวีร์ มะกูดี และ “บิ๊กอู๊ด” ภิญโญ นิโรจน์ แม้มี คน แต่ก็ ขั้ว ระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่ กับกลุ่มอำนาจเก่า ที่มีบิ๊กอู๊ดและบังยี แตะมือกัน

ขั้วบิ๊กอ๊อดนั้นชัดเจนว่า “เนวิน ชิดชอบ” พร้อมพันธมิตรจากพลังชลชาติไทยพัฒนา และประชาธิปัตย์ สนับสนุน

เนวิน ประมุขปราสาทสายฟ้า

การปรากฏตัวของ “บิ๊กอู๊ด” ถือว่าเป็นสงครามตัวแทนของ “กลุ่มการเมือง” เพราะบิ๊กอู๊ด ส..นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ สังกัดซุ้มสามมิตร 

สงครามตัวแทน

แวดวงคนลูกหนังเชื่อว่า “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะได้แค่ยื่นใบสมัคร เนื่องจากกติกาสมาคมลูกหนังไทย ไม่เอื้อต่อบังยีมากนัก

บังยีก็รู้ แต่ขอลงชิงชัยเพื่อใช้เวทีนี้ประกาศเจตนารมณ์ส่วนตัวต่อวงการฟุตบอลไทย ซึ่งลึกๆ แล้ว บังยีหนุน บิ๊กอู๊ด เพราะเคยทำงานร่วมกันมายาวนาน 

บิ๊กอู๊ด ภิญโญ นิโรจน์ ซุ้มสามมิตร

บิ๊กอู๊ดเคยเป็นอุปนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ ขึ้นนั่งรักษาการตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ แทน “บังยี” ในช่วงที่ถูกฟีฟ่าแบนด้วย

ในอดีต บิ๊กอู๊ดปลุกปั้นสโมสรลูกหนังถาวรฟาร์ม และทีมฟุตบอลนครสวรรค์จนโด่งดัง และปัจจุบันเป็นนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนครสวรรค์

วันนี้ วงการลูกหนังนครสวรรค์ตกต่ำ แต่บิ๊กอู๊ดกลับมาเป็น ส..อีกสมัย ในสีเสื้อพลังประชารัฐ ท่ามกลางความประหลาดใจของยุทธภพการเมืองปากน้ำโพ 

บิ๊กอู๊ด ร่วมงานกับ ส.ส.พลังประชารัฐ ในนี้มีเจ้าของทีมสโขทัย เอฟซี ราชบุรี มิตรผล และชัยนาท ฮอร์นบิล

จิ๊กซอว์สำคัญคือ “วิชัย ล้ำสุทธิ” อดีต ส..ระยอง และอดีตอุปนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ สมัยบังยี จะเป็นคีย์แมนหลักของทีมบิ๊กอู๊ด

บนถนนการเมือง วิชัยย้ายจาก ปชป.มาสังกัดพลังประชารัฐ และอยู่ในซุ้มสามมิตร เหมือนกับบิ๊กอู๊ด

หนีบ้านใหญ่ระยอง

ต้นปี 2562 “วิชัย ล้ำสุทธิ” อดีต ส..ระยอง ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลังไม่ได้ลง ส..เขต แต่มีรายชื่อใน ส..บัญชีรายชื่อลำดับที่ 57 

จ่าตู่” วิชัย ล้ำสุทธิ มีฐานเสียงอยู่ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง และได้เป็น ส..ระยอง เขต สังกัด ปชปเมื่อปี 2554 โดยการสนับสนุนของปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง 

วิชัย ล้ำสุทธิ

วิชัยเข้ามามีบทบาทในสมาคมฟุตบอลฯ โดยโควตาทีมระยอง เอฟซี ของตระกูลปิตุเตชะ ระยะหลังเกิดการปีนเกลียวกับ “บ้านใหญ่ระยอง” เนื่องจากวิชัยไปทำงานร่วมกับบังยี

เดือนกันยายน 2561 วิชัย ล้ำสุทธิ ไปพูดคุยกับสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่ร้านเพลิน จนมีข่าวว่า วิชัยจะไปสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ก็ไม่ได้ลาออกจาก ปชปกระทั่ง สาธิต ปิตุเตชะ แม่ทัพภาคตะวันออก ปชปไม่เลือกวิรัชลง ส..เขต แล้วโยนไปไว้ในบัญชีรายชื่อท้ายๆ

วิชัยจึงลาออกจาก ปชปและมาทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”  

เจ้าพ่อไก่ชน

กลางปี 2561 “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ได้ลาออกจากประธานสโมสรฟุตบอลสุโขทัย เอฟซี และมอบให้ “เจ๊เป้า” อนงค์วรรณ เทพสุทิน รั้งเก้าอี้ประธานทีมค้างคาวไฟแทน

ถ้าจำกันได้ สมศักดิ์ จับมือสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งกลุ่มสามมิตร เดินสายกวาดต้อนอดีต ส..มาอยู่ในสังกัด ก่อนเข้าไปอยู่ใต้ร่มธงพลังประชารัฐ 

สมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้อยู่เบื้องหลังบิ๊กอู๊ด

สมศักดิ์รักไก่ชน พอๆ กับการเมือง แต่ฟุตบอลก็เข้าเลือดเข้าเนื้อเหมือนกัน เขาทุ่มแรงกายแรงใจปั้นทีมค้างคาวไฟ สุโขทัย เอฟซี จนได้เลื่อนชั้นจากลีกบ้านนอกมาเล่นในไทยลีก 

เครือข่ายลูกหนังของสมศักดิ์ ก็มีหลายสิบทีม เฉพาะในไทยลีก ก็มีทีมราชบุรี มิตรผล ของ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์บุญยิ่ง นิติกาญจนา และทีมชัยนาท ฮอร์นบิล ของ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ที่เพิ่งหล่นชั้นไปเล่นไทยลีก ฤดูกาล 2020 

สมศักดิ์ คุยกับมิตติ ติยะไพรัช และ ส.ว.ก๊อง เพื่อไทย

สมัยสมศักดิ์ว่างเว้นการเมือง ได้เดินสายสร้างแนวร่วมกับทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ของมิตติ ติยะไพรัช ลูกชายของยงยุทธ ติยะไพรัช และ “เสี่ยก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ประธานสโมสรเจแอล เชียงใหม่ 

ว่ากันว่า เครือข่ายลูกหนังสายเหนือนั้น ไม่แฮปปี้กับ “บิ๊กอ๊อด” และนายกเงา เนวิน ชิดชอบ ในการบริหารสมาคมฟุตบอลและการจัดแข่งขันไทยลีก ที่เอื้อประโยชน์ให้บางทีม 

ไม่แปลกใจที่มีข่าวลือ “บิ๊กการเมือง” สายเหนือหนุนบิ๊กอู๊ดล้มบิ๊กอ๊อดดึงอำนาจลูกหนังจากอีสานใต้มาอยู่ภาคเหนือ  

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410552?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

15 มกราคม 2563 – 10:25 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 603 ครั้ง

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไปได้ คอลัมน์… EXCLUSIVE TALK

   – ช่วยประเมินสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด
ภัยแล้งน่าจะมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะน้ำต้นทุนที่มีไม่มากจากฤดูฝนที่แล้วก็ถูกใช้ไปในช่วงปลายปี เว้นแต่มีฝนหลงฤดูมาเติมน้ำในช่วงต้นปีนี้ แต่โอกาสคงมีน้อยเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีฝนตกน้อยและเสี่ยงเกิดภัยแล้ง ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563

ขณะนี้รัฐบาลประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 18 จังหวัด และมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรรวม 54 จังหวัด นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำเค็มรุกน้ำจืด รวมทั้งเกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 3 ล้านไร่ ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าไม่มีปริมาณน้ำเติมในแหล่งน้ำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ทำให้คาดการณ์ว่าภาวะแล้งจะยาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคม หรือถ้ามีฝนทิ้งช่วงในปี 2563 ก็อาจยาวไปถึงเดือนกรกฎาคม

ฤดูฝนที่ผ่านมาเก็บน้ำได้น้อยมากเนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังอ่อน (Weak El Nino) ที่เกิดขึ้นในปี 2562 ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงราว 2 เดือน ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 นับเป็นสถานการณ์ภัยแล้งนอกฤดูกาล (ภัยแล้งช่วงหน้าฝน) ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 10% และทำให้ระดับน้ำในเขื่อนอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ กระทบต่อการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร เป็นภาวะฝนทิ้งช่วงและภาวะฝนน้อยน้ำน้อยจนถึงสิ้นปี 2562 และส่งผลต่อเนื่องถึงปีนี้

 – กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมรับมืออย่างไร
ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วเมื่อเข้ารับตำแหน่ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประเมินความรุนแรงของปัญหาภัยแล้งว่าจะรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาในฤดูแล้งปี 2562/2563 ซึ่งมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อยจึงได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดทำ “แผนบริหารจัดการน้ำ 2562/63” เป็นแผน 6 เดือนระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563 โดยมีน้ำจัดสรรให้ 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นอุปโภคบริโภค 2,300 ล้านลูกบาศก์เมตร การรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ 7,006 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 หรือช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 กรณีฝนทิ้งช่วงรวม 10,540 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรฤดูแล้ง 7,874 ล้านลูกบาศก์เมตร และอุตสาหกรรม 519 ล้านลูกบาศก์เมตร

รัฐมนตรีเฉลิมชัยให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ สามารถมารับจ้างทำงาน มีรายได้เสริม ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมวงเงิน 3,100 ล้านบาท เพื่อจ้างแรงงานทั่วทุกภาคระยะเวลา 3-7 เดือน เกษตรกรจะได้ค่าจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 24,000-58,000 บาทต่อคน เพื่อชดเชยช่วงเกิดปัญหาภัยแล้งไม่สามารถปลูกพืชได้

และยังให้กรมชลประทานขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 40,000 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาความแห้งแล้ง รวมถึงยังมีแผนก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ และแก้มลิงรวม 421 โครงการ เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานและเพิ่มการเก็บกัก

นอกจากนี้เน้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบสถานการณ์น้ำต้นทุน ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้

ขณะเดียวกันก็ให้ปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อสภาพเงื่อนไขพร้อมเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชเพิ่มน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำด้วย

          – หลังจากขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำปี2562/2563แล้วมีการประเมินผลและมีแผนปฏิบัติการอะไรรองรับอีกหรือไม่
ขณะนี้ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน มีการจัดสรรเกินเล็กน้อยเพราะต้องดันน้ำเค็มและช่วยการอุปโภคบริโภคภายใต้ความเห็นชอบของ สทนช. ที่ยังต้องเร่งช่วยเหลือคือพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกว่า 3 พันล้านเพิ่มเติมน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน

ทั้งนี้ ตามแผนการจัดสรรน้้าทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563 จ้านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น
1) อุปโภคบริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 13)
2) รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 40)
3) สำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 (พ.ค.-ก.ค. 63) รวม 10,540 ล้าน ลบ.ม.
4) เกษตรฤดูแล้งปี 2562/63 7,874 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 44)
5) อุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็นร้อยละ 3)

 จากการติดตามประเมินผลการส่งน้ำ การระบายน้ำในพื้นที่ทั้งประเทศและลุ่มเจ้าพระยา
1.ผลการจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวัน ที่ 2 มกราคม 2563 จากแผน 17,699 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 5,558 ล้าน ลบ.ม. (แผน 5,661 ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 31 ของแผนจัดสรรน้ำ ซึ่งใกล้เคียงกับแผนลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากแผน 4,000 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,707 ล้าน ลบ.ม. (แผน 1,275 ล้าน ลบ.ม. ) คิดเป็นร้อยละ 43 ของแผน จัดสรรน้ำเกินแผน 432 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11

2.ผลเพาะปลูกพืชในเขตชลประทานไปแล้ว 2.33 ล้านไร่ (แผน 2.83 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 82 ของแผน แบ่งเป็นเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.21 ล้านไร่ (แผน 2.31 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 95 ของแผน พืชไร่-พืชผักปลูกไปแล้ว 0.12 ล้านไร่ (แผน 0.52 ล้านไร่) คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผน

ในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีการใช้น้ำเกินแผนไปบ้างเพราะต้องจัดสรรน้ำเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และแก้ปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา มิฉะนั้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านเกษตรกรรม-อุปโภคบริโภค จึงมีแผนการผันน้ำ จากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 จำนวน 850 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในอนาคตจะพิจารณาผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามศักยภาพและปริมาณน้ำต้นทุน อาจต้องเพิ่มเป็น 2,000 ล้านลบ.ม. โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลหนุนกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ล่าสุดในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลก็สามารถคลี่คลายปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันทีที่กปน.ประสานงานมา โดยส่งน้ำเพิ่มจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระราม 6 และแม่กลอง เช่นเดียวกับการส่งน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และแม่น้ำบางขามใน จ.ลพบุรี และสระบุรี สามารถแก้ปัญหาการอุปโภคบริโภคที่ผมเพิ่งไปลงพื้นที่มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ขอให้กปภ.และประปาหมู่บ้านตำบลรณรงค์ประหยัดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนแผนหลักมาได้ครึ่งทางและมีการประเมินผลแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เช่น

การก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิง รวมทั้งสิ้น จำนวน 421 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942.00 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในปี 2563 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จจะได้พื้นที่ชลประทาน 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

ในปีงบประมาณ 2563 (งบลงทุน) จะเร่งรัดงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ

ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะดำเนินการจ้างแรงงานทั่วทุกภาคของประเทศ วงเงินประมาณ 3,100 ล้านบาท
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action plan) รับมือภัยแล้งทั่วประเทศ โดยให้รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

  – คิดว่าเพียงพอต่อการรับมือภัยแล้งหรือไม่
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ร่วมกันดูแลปัญหาภัยแล้งโดยขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำมาตั้งแต่ปีที่แล้วและรับมือได้ดีตามแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 2562/2563 ยังมีอีกหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ

ล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ไปพลางก่อน สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,041 โครงการ ภายในวงเงิน 3,079,472,482 บาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน จำนวน 2,295,698,982 บาท และให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลปรับแผนการดำเนินงานจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ไปพลางก่อน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนและระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 และยังไม่ขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณ จำนวน 783,773,500 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ

นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ใช้ทุกมาตรการเช่นการขุดบ่อน้ำบาดาล จัดหาแหล่งน้ำสำรอง ตั้งจุดแจกจ่ายน้ำประปา จ้างงานและหาอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ยังมีมติเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ และกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (War Room) ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2562

ตัวอย่างของแผนปฏิบัติการเช่นทางด้านเกษตร แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน 1.ในพื้นที่เขตชลประทาน มีมาตรการในการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำและสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน โดยมีการปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่–กลาง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 มีการปรับแผนเพิ่มขึ้น จำนวน 587 ล้านลบ.ม. จากแผนเดิม 11,984 ล้าน ลบ.ม. เป็น 12,570 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคกลาง 1 และภาคตะวันตก 2 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 11 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 3 แห่ง และภาคตะวันออก 8 แห่ง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

2.นอกพื้นที่เขตชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.6 ล้านไร่ พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรง ยืนต้นตายจำนวน 0.37 ล้านไร่ ในพื้นที่ 30 จังหวัด โดยมอบกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุน พร้อมทั้งจัดทำแผนและมาตรการเสนอโดยด่วนต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมรับมือ ด้านเครื่องมือและเครื่องจักรกลโดยให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และกองทัพบก ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกล ยานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ รวม 4,192 เครื่อง แบ่งเป็นรถบรรทุกน้ำและรถผลิตน้ำ 1,517 เครื่อง เครื่องจักรและเครื่องขุด 175 เครื่อง และเครื่องเจาะบ่อและสูบน้ำ 2,500 เครื่อง โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรับไปดำเนินการวางแผนการใช้เครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อไป

ผมเชื่อว่าเราจะผ่านภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคีภาคส่วนโดยเฉพาะการช่วยกันใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามแผนหลักของ สทนช. และแผนปฏิบัติการของกรมชลประทานรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐโดยการสนับสนุนของรัฐบาล

          – ในอนาคตยังต้องเผชิญภัยแล้งอีกมีแผนวางไว้อย่างไร
เราจะแปลงวิกฤติเป็นโอกาสเพื่อวันหน้า แม้เกิดวิกฤติภัยแล้งจะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งต้องคิดแบบองค์รวมเชิงโครงสร้างและระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ บริหารจัดการทั้งอุปสงค์และอุปทาน (Demandside & Supplyside Management)

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงนำนโยบายเทคโนโลยีเกษตรมาขับเคลื่อน เช่น การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติที่เป็นบิ๊กดาต้าใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ประเมินผลและสื่อสารไปถึงเกษตรกร ผ่านแอพพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์มมือถือ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาวะภัยแล้งก็มีระบบชลประทานอัจฉริยะ ต่อไปการบริหารการจัดสรรน้ำต้นทางจนถึงปลายทางผู้ใช้จะควบคุมด้วยเทคโนโลยีและไอโอทีแพลตฟอร์มที่แม่นยำและรวดเร็ว

นอกจากนี้จะมีการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกท์น้ำ เช่น Water Grid และโครงการผันน้ำเติมเขื่อนใหญ่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และบางส่วนของภาคใต้ เช่น โครงการโขง เลย ชีมูล เป็นต้น เราลงทุนหลายล้านล้านบาทกับการคมนาคมขนส่งได้ทำไมจะลงทุนเพื่อเกษตรกรของเราบ้างไม่ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำเสนอเมกะโปรเจกท์ให้รัฐบาลเร่งรัดสนับสนุนพร้อมกับโครงการธนาคารน้ำใต้ดินบ่อน้ำชุมชนแบบขนมครกโมเดล ซึ่งเป็นไมโครโปรเจกท์สำหรับชุมชนและครัวเรือน รวมทั้งวิธีการส่งน้ำและการขยายเขตส่งน้ำด้วยพลังงานทดแทนต่างๆ เพื่อเพิ่มเขตชลประทานได้กว้างขึ้นเร็วขึ้นและใช้งบประมาณน้อยลง

สุดท้ายคือการปฏิรูปการใช้น้ำภาคเกษตรแห่งอนาคตภายในเรือกสวนไร่นา ซึ่งเร็วๆ นี้ หลังจากรัฐมนตรีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้ความเห็นชอบก็จะมีการเผยโฉมนวัตกรรมใหม่ของระบบน้ำในฟาร์มที่จะพลิกโฉมหน้าการทำเกษตรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยใช้น้ำเพียง 20% จากการทำเกษตรแบบปัจจุบัน สามารถลดการใช้น้ำถึง 80% ลดการใช้ปุ๋ย 80% ลดการใช้สารกำจัดวัชพืช 80% เพื่อรองรับปัญหาภัยแล้งในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

คลุกวงใน วันพุธที่ 15 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพุธที่ 15 มกราคม 2563

15 มกราคม 2563 – 10:10 น.
คลุกวงใน,ไบโอเมทริกซ์,มอเตอร์ไซค์ ไทเกอร์,โครงการจัดซ์้อ
เปิดอ่าน 414 ครั้ง

คลุกวงใน วันพุธที่ 15 มกราคม 2563 โดย…   พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” รายงานตัวเข้าเวร เสาะหาข่าวลึกข่าวร้อน มาร่อนตะแกรง กรองข่าว ใส่พานให้คนอ่าน 

00000 ท่าจะกลายเป็น “หนังชีวิต” หนังยาวซะแล้ว “ไบโอเมทริกซ์” ระหว่างสองสีกากี “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กับ บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ

00000 วันนี้จากข้อมูลวงใน “พญาเสือ” กล้าพูดเต็มปากว่า ทั้งสองคน “ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ” เอากันให้ตายไปข้าง แม้ว่า จะมี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ซึ่งถือว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของทั้งสองฝ่าย

00000 “พญาเสือ” แว่วข่าวว่า มีการขอเจรจา ใครเจรจากับใคร คนอ่านตอบหน่อย แน่นอนว่า คนขอเจรจาคือฝ่ายบิ๊กแป๊ะ แต่ บิ๊กโจ๊ก ไม่คุยด้วย หมายความว่า อ้อยเข้าปากช้าง ผีถึงป่าช้า ยังไงก็ต้อง “เผา” ข้อมูลการทุจริตไบโอเมทริกซ์ ถึงมือ ป.ป.ช. แล้ว จะถอนคืนจะเสียคน ที่สำคัญ “บิ๊กโจ๊ก” เข้าให้การ “ชี้เป้านายตำรวจใหญ่ 4 นาย” เรียบร้อย กลับคำไม่ได้แล้ว ฉะนั้นการเจรจาต้าอวยเพื่อ “จบข่าว” นั้น เลิกคิด

00000 เรื่องไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะว่า บิ๊กโจ๊ก เคยห้ามปราม บิ๊กแป๊ะ แล้วว่า อย่าเอา อย่าซื้อ แต่ทัดทานไม่ไหว เมื่อเป็นเช่นนี้ บิ๊กโจ๊ก จึงโบกมือลาด้วยการทำบันทึกเป็นหลักฐาน “กัน” ตัวเองออกไป กับการจัดซื้อ “วิธีพิเศษ” 6 งวด มูลค่า 2,000 กว่าล้านบาท

00000 แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ “พญาเสือ” ขอบอกว่า บิ๊กโจ๊ก จะต้องหา “หลักฐาน” มาให้ได้ว่า การจัดซื้อดังกล่าวมีการทุจริตหรือไม่ ใครได้ ใครเสีย เพราะการร้อง ป.ป.ช. จะต้องมีเรื่องทุจริต แน่นอนว่าหลักฐานอาจจะหายาก ทำได้อย่างดีที่สุดคือ การเชื่อมโยงให้เห็นภาพว่าใครได้ใครเสีย แต่ดูเหมือน ป.ป.ช. จะมีทีเด็ด จึงมั่นใจว่า คดีนี้จะเหมือน โครงการจัดซื้อมอเตอร์ไซค์ “ไทเกอร์” หรือว่านี่จะเป็น “ไทเกอร์ ภาค2” 

00000 ฮัดเช้ย !!!! หลายสื่อเริ่มเกาะติดข่าวนี้เหมือน “คม ชัด ลึก” ที่เปิดเผยสัญญาจัดซื้อออกมาแล้ว ปรากฏว่า บริษัทที่ได้ทำสัญญากับ สตช.ผ่าน สำนักงานกำลังสำรอง นั้นคือ บริษัท เอ็มเอสซี สิทธิผล จำกัด ชื่อคล้ายๆ สิทธิผลมอเตอร์ ในอดีต พอไปค้นดูก็ใช่เลย สมัยก่อนโน้นขายอะไหล่ มิตซูบิชิ มี ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ เป็นหัวเรือใหญ่ ทำชิ้นส่วนเบาะรถยนต์ส่งออก ในยุค น้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ พักหลัง ดร.วัชระ เงียบไปหลังจากไปเป็นเลขาธิการ พรรคเพื่อแผ่นดิน 

00000 มาวันนี้ เอ็มเอสซี สิทธิผล มี วัชรี พรรณเชษฐ์ พี่สาวของ วัชระ เป็นคนดูแล “พญาเสือ” ได้ข่าวเชิงลึกแล้วทราบว่า บริษัทนี้ “คอนเนกชั่น” ไม่ธรรมดา เชื่อมโยงระดับอดีตบิ๊กสตช. ไปจนถึง บิ๊กในทำเนียบรัฐบาล โดยผ่านหลังบ้านครม.เลยทีเดียว นี่ต้องแบบนี้ถึงได้ “งานใหญ่” 

00000 เฮ้อ!!!เคราะห์ซ้ำกรรมซัด “บิ๊กแป๊ะ” ยังไม่หมด เพราะยังมีการจัดซื้อ รถตรวจการณ์อัจฉริยะยี่ห้อ บีเอ็มดับเบิลยู มูลค่า 900 กว่าล้านบาท ในวิธีพิเศษอีกลอต “พญาเสือ” ได้ยินข่าวแล้วตกใจ ว่ารถไฟฟ้าดังกล่าว อาจจะไม่เหมาะหรือใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากหลายอย่างในบ้านเรายังไม่พร้อม ขนาดมีคนแนะนำว่า เอาแค่รถไฮบริด ก็น่าจะพอ ราคาก็ถูกกว่า แต่ก็ไม่ฟัง เรื่องนี้ก็เรียบร้อย “เสี่ย จ.” คนขายรถไปอีกเกือบพันล้าน นี่ยังเหลือเรื่องซื้อเรือมาจอดทิ้งอีก 

00000 เรื่องเหล่านี้ “พญาเสือ” เห็นใจ “บิ๊กแป๊ะ” ว่าจะเคลียร์ตัวเองได้แค่ไหน เรื่องนี้ก็ขึ้นกับ นายกฯ ด้วยว่า จะจัดการอย่างไร เพราะข้าราชการระดับ ผบ.ตร. ถูกกล่าวหา และ ป.ป.ช.ก็รับเรื่องสอบแล้ว สังคมจะมองอย่างไร หาก บิ๊กแป๊ะ ยังอยู่ในอำนาจอีกต่อไป “พญาเสือ” แนะนายกฯ ลุงตู่ยกหูไปถาม พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. หรืออาจจะไหว้วาน บิ๊กป้อม ถามไถ่ให้ก็ได้ว่า มูลคดีจะออกอย่างไร จะได้วางแผนถูก ดีไม่ดี เอา บิ๊กแป๊ะ มาสำรองราชการที่สำนักนายกฯ ก่อน เพื่อให้การสอบสวนเดินหน้าเต็มที่ แล้วตั้ง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร.รักษาราชการไปก่อน เพราะเวลาตั้งจริง ผบ.ตร.คนใหม่คงไม่พ้น บิ๊กปั๊ด พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข เด็กในคาถาลุงตู่ แน่นอน 00000

อเมริกามาก่อนต้องเป็นหนึ่งเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410540?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อเมริกามาก่อนต้องเป็นหนึ่งเดียว

15 มกราคม 2563 – 09:15 น.
อเมริกา,อิหร่าน,ผลกระทบ
เปิดอ่าน 370 ครั้ง

อเมริกามาก่อนต้องเป็นหนึ่งเดียว

          คุณ ‘อำนาจ’ เท็กซัส ส่งข้อความออนไลน์มาจากอเมริกาได้หลายวันแล้ว และในฐานะที่อยู่อเมริกาค่อนชีวิตได้แสดงความเห็นมาอย่างน่าสนใจมาก

อยากให้ช่วยรับทราบและพิจารณาซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลและการเปิดฉากสงครามกดปุ่มเช่นนี้มีผลกระทบไปทั่วโลกและแม้ว่าอาจจะมีการเริ่มเจรจากันแต่นั่นเป็นเพียงกระแสข่าว

อ่านข่าว…  รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน

แล้วในที่สุดสงครามมักมีสิทธิการล้างแค้นแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟัน หรือเลือดต้องล้างด้วยเลือด จะดำเนินต่อไปและจบลงแบบใด?
อ๊อด เทอร์โบ

จากคนไทยในอเมริกา
เรื่องอิหร่านและอเมริกา

ผมเป็นคนใช้ชีวิตมาค่อนชีวิตที่อเมริกา ยากจะออกความเห็นนอกจากเพื่อนๆ พี่น้อง ผมว่าเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ และความรู้สึกนึกคิดไม่เหมือนอื่นๆ ถ้าไม่มีอเมริกาที่เป็นหัวหน้ากลุ่มตะวันตก แขกจะซดกันเองอย่างบ้าคลั่ง ยิวคงจะหายไปทั้งประเทศ อิสลามจะครองประเทศไทย ชาวพุทธ จะหืออือไม่ออก จะถูกทำลายไปทีละนิดโดยปริยาย ผมเคยจำได้ว่ามีเพื่อนนักเรียนเป็นชาวอิหร่าน และแขกประเทศอื่นๆ แขกอิหร่านคบง่ายสุด นิสัยก็ดี ไม่ขี้โม้และกร่าง

แต่ตั้งแต่โคไมนี กลับเข้ามายึดอำนาจ อิหร่านเปลี่ยนไป และพยายามที่จะรวบรวมอาหรับด้วยการสร้างนิกายชีอะห์ให้เหลือนิกายเดียว ตั้งแต่นั้นมาก็มีแต่ทำสงคราม ดีที่ว่าไปอัดกับอิรักที่มีผู้นำ (ซัดดัม ฮุนเซน) ที่ไม่ยอมจำนน สู้กัน 20 กว่าปีหมดและเสียหายทั้งคู่ พออิรักเริ่มล่มสลายก็พยายามผงาดขึ้นมาอีกโดยพยายามเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ เพราะไม่มีทางเลือกและไม่ถูกกับอเมริกัน จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันอยู่ตั้งหลายร้อยวันเพราะไปให้พระเจ้าชาร์หลบหนีพักอาศัยอยู่โดยไม่ยอมส่งตัวกลับมาขึ้นศาล และในยุคโคไมนี่เอง อิหร่านก็แย่ลงกว่าเดิม รัฐบาลมีแต่คอร์รัปชั่น มุ่งแต่จะทำสงคราม ประเทศตกต่ำ

อเมริกาจะยึดมั่นที่จะคบกับประเทศที่รัฐบาลมาจากประชาชนเท่านั้นก็เลยต้องเลิกคบกับอิหร่านไปโดยปริยาย อิหร่านหันไปคบจีนและรัสเซียแทน ซึ่งทั้งสองประเทศแบมือรับอยู่แล้ว เพราะเป็นประเทศที่มีระบอบคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นเผด็จการแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ประเทศที่อิหร่านเกลียดมากสุดคือซาอุดีอาระเบีย เพราะนับถือนิกายสุหนี่ แถมมีเมกกะ ที่ดึงดูดชาวอิสลามทั่วโลกไปสักการะให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต

เหมือนกรุงวาติกันของชาวคาทอลิก อิหร่านเลยอยากจะทำตัวเป็นผู้นำของอาหรับตะวันออกกลาง เข้าไปอุ้มอิรักให้มาสวามิภักดิ์ตอนที่อเมริกาถอนตัวออกไป ยึดครองเลบานอน กู้ซีเรีย ยึดเยเมน และตั้งใจที่จะล้างยิวให้หมดโลกไปเพื่อจะโชว์ผลงานชาวอาหรับอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครชอบยิว อเมริกาไปพลาดตรงที่ตั้งไอซิสขึ้นมาเพื่อที่จะปราบรัฐบาลของบัชชาร อัลอะซัด ของซีเรีย ซึ่งต่อมาก็ต้องทำลายทิ้งไป โดยคิดว่าบักดาดีหัวหน้ากลุ่มไอซิสจะเชื่อฟัง และช่วยกันล้มซีเรียและรบกับอิหร่านในเวลาเดียวกัน

ถึงขนาดที่ เนเทน ยาฮู นายกของอิสราเอลต้องบินมาอเมริกาเพื่อที่จะบอกโอบามา ว่า “The enemy Of your enemy is your ennamy” เหมือนเตือนสติ ให้อเมริกันรู้ไว้ไอซิสนั้นครบไม่ได้ ทั้งที่กำลังเป็นศัตรูกับซีเรียและอิหร่าน ซึ่งเป็นศัตรูของอเมริกา ในที่สุดอเมริกาก็รบกับไอซิสปลิดชีพบักดาดี หัวหน้าไอซิสไปในที่สุด

กลับมาพูดถึงสถานการณ์ตอนนี้ระหว่างอิหร่านกับอเมริกา ว่าจะจบอย่างไร จะลุกลามหรือไม่ อิหร่านออกมาพูดว่าจะเลิกล้มสัญญาเรื่องนิวเคลียร์อีกต่อไป ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง อิสราเอลจะเป็นประเทศแรกที่จะทำสงครามกับอิหร่านทันที

เนเทน ยาฮู เคยพูดที่ทำเนียบขาวมาแล้วว่าอิสราเอลดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น ตาต่อตา ฟันต่อฟันกับอิหร่าน โดยให้อเมริกาเป็นกรรมการห้ามรุม และถ้าจะเกิดสงครามจริงๆ ระหว่าอเมริกากับอิหร่าน อเมริกาคงไม่ให้ยิวเข้ามายุ่งเป็นอันขาด เพราะไม่มีอาหรับลัทธิไหนที่ชอบยิว อย่างเช่นสงครามในซีเรีย อเมริกาต้องมาสร้างไอซิสแทน ทั้งๆ ที่สั่งยิวให้ช่วยก็ได้

อิหร่านกำลังอยู่ในภวังของความเครียดแค้นที่อเมริกาสังหาร ‘กอเซ็ม สุไลมานี’ ของเขาคงต้องมีการเอาคืน และอายกับศักดิ์ศรีที่เสียไป แต่ที่ผมเคยบอกไว้ละครับว่า อเมริกาไม่สามารถยอมให้สุไลมานีเติบโตและมีบทบาทมากกว่านี้อีกแล้ว สุไลมานี วางแผนที่จะครองอาหรับและทำลายอเมริกันอยู่ตลอดเวลา ถึงจะเป็น Proxy war (สงครามตัวแทน) อเมริกันรู้ตลอดมาว่าใครเป็นหัวโจกของความวุ่นวายในตะวันออกกลาง

เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้เชียร์และว่าอเมริกาถูกต้องหมด ผมเคยเขียนเรื่องอเมริกาต่างกับอเมริกันว่าอย่างไรมาแล้ว คนอเมริกันออกมาเดินขบวนประณามการกระทำคราวนี้ไม่น้อย เพราะความคิดที่โดนสอนมาว่า “ต้องมีหนึ่งเดียว”
อำนาจ (เท็กซัส)

เรื่อง บ้านเช่า 999 บาท
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ตามที่การเคหะแห่งชาติเปิดบ้านเช่าทั่วไทยเดือนละ 999 บาท ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 6,500 หน่วย ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ภูมิภาค 3,500 หน่วย ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง ภูเก็ต หาดใหญ่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา บุรีรัมย์ หนองคาย พระนรศรีอยุธยา สระบุรี

เปิดจองผ่านระบบออนไลน์ http://999.nha.co.th ตั้งแต่วันนี้–30 มิถุนายน 2563 ทำสัญญาเช่ากับการเคหะแห่งชาติเป็นระยะเวลา 1 ปี และต่อสัญญาเช่าทุกปี โดยผู้ลงทะเบียนจองสิทธิ์ในโครงการ คุณสมบัติ เป็นผู้มีสัญชาติไทย และบรรลุนิติภาวะแล้ว มีรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน ไม่เป็นคู่สัญญาเช่ากับการเคหะแห่งชาติ และไม่มีหนี้ค้างชำระ นั้น

ถือเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ชนชั้นแรงงาน ที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเองครับ เพราะสมัยนี้ค่าครองชีพสูงมาก อย่างน้อยมีค่าเช่าบ้านราคาถูกก็จะช่วยได้เยอะ ลดรายจ่ายภาคครัวเรือน จากการเช่าบ้านแพงมาเช่ากับการเคหะ บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจฐานรากในทันที เกิดตลาดชุมชน การหมุนเวียนของเศรษฐกิจฐานราก จากการมีผู้อยู่อาศัยในชุมชนเพิ่มมากขึ้น
เกียรติชัย (เมืองนนท์)

ตอบคุณ ‘เกียรติชัย’ เมืองนนท์
ผมในฐานะคนไทยและเป็นมนุษย์เงินเดือนขอสนับสนุนนโยบายบ้านเช่าของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งต่อไปจะเป็นประโยชน์และคลายความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อยมาก

สิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงมากคือความปลอดภัยและต้องจัดระเบียบวางกฎเกณฑ์ของผู้เช่าให้ดีเพราะมาจากหลายหลากอาชีพ

จึงขอเตือนมาก่อนล่วงหน้าเพราะอย่างบ้านเอื้ออาทรหลายแห่งก็ประสบปัญหานี้ทั้งๆ ที่มีรายได้สูงและมีฐานะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

ยาแรง-ใช้ให้เสมอภาค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยาแรง-ใช้ให้เสมอภาค

15 มกราคม 2563 – 08:20 น.
ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25,มลพิษ
เปิดอ่าน 217 ครั้ง

ยาแรง-ใช้ให้เสมอภาค บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 15 มกราคม 2563

กลับมาเป็นปัญหาบั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจของชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑทลอีกครั้ง สำหรับภาวะฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 จากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อสัปดาห์ก่อนได้สรุปสถานการณ์เอาไว้ว่า ฝุ่นพิษมีแหล่งกำเนิดมาจาก 3 แหล่งคือ รถยนต์ การเผาในที่โล่งแจ้ง และสภาพความกดอากาศต่ำ โดยเฉพาะรถยนต์เป็นพาหนะที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษมากที่สุดถึงร้อยละ 75.4 โดยในแต่ละวัน กรุงเทพฯ มีปริมาณรถยนต์ออกมาวิ่งบนท้องถนนมากถึง 10 ล้านคัน ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุชนิดรถยนต์ที่ก่อปัญหาคือกว่าร้อยละ 20 มาจากรถบรรทุก รถกระบะร้อยละ 20 นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 18 นอกจากนั้นมาจากรถยนต์ประเภทอื่นๆ

อ่านข่าว… วิกฤติฝุ่นพิษ

ฝุ่นพิษในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงเป็น “เมืองในหมอก” มาแล้วในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปีที่แล้ว หน่วยงานที่่เกี่ยวข้องได้เร่งระดมแก้ปัญหากันอย่างพร้อมเพรียง เช่น กรมการขนส่งทางบกส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจรถยนต์ควันดำ โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลอย่างรถประจำทาง รถบรรทุก รถกระบะ กรมควบคุมมลพิษร่วมกันหลายหน่วยงานออกมาตรการเร่งด่วน พร้อมกับขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่จนถึงขณะนี้มาตรการต่างๆ ยังถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขู่ว่าจะใช้ยาแรงเพื่อแก้ปัญหา

ตามขั้นตอนก่อนจะออกมาเป็นมาตรการนั้นจะต้องได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ซึ่งมีปลัด ทส. เป็นประธานเสียก่อน จากนั้นจะนำมติเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก่อนนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับใช้ต่อไป น่าคิดว่าเมื่อแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษส่วนใหญ่แล้วมาจากรถยนต์แล้วจะมีมาตรการใดออกมาเพื่อดำเนินการกับยานพาหนะที่กำลังก่อปัญหามลพิษในเมืองอย่างหนักขณะนี้ มีข่าวจากกรมการขนส่งทางบกว่าจะเพิ่มวันตรวจรถควันดำซึ่งโฟกัสไปยังรถประจำทางกับรถบรรทุก ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลในวันหยุดราชการด้วย แต่นั่นก็ยังมีคำถามว่า เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือไม่

ปัญหามลพิษในเมืองหลวงและจังหวัดหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต อันเนืองแน่นไปด้วยย่านธุรกิจและกิจกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวกำลังลุกลามกลายเป็นงูกินหาง เพราะถ้าสภาพแวดล้อม อากาศเลวร้าย ก็จะย้อนกลับมาทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวหรือแม้แต่อุตสาหกรรมและการลงทุนเอง ถึงวันนี้ ทุกภาคส่วนจึงทบทวนถึงแผนระดับชาติเพื่อเอาชนะปัญหามลพิษให้ได้ อย่างเช่นความพยายามงดใช้ถุงพลาสติกที่จะต้องทำต่อเนื่องต่อไป แต่ปัญหาฝุ่นพิษนั้นก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและมีมาตรการระยะยาวต่อไปไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง แก้กันปีต่อปี โดยเฉพาะเมื่อรัฐลงทุนระบบขนส่งมวลทางรางไปด้วยงบประมาณมหาศาลแล้ว เหตุใดจึงปล่อยให้พาหนะส่วนตัว มาก่อมลภาวะอยู่เช่นนี้ ยาแรงที่ว่าจึงควรใช้อย่างเสมอภาคไม่เหลื่อมล้ำ

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410307?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง

14 มกราคม 2563 – 12:30 น.
วิ่งไล่ลุง,เดินเชียร์ลุง,ม็อบการเมือง
เปิดอ่าน 1,511 ครั้ง

3 ทศวรรษ ใบหน้า ม็อบการเมือง คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ในทวิตเตอร์มีการเปรียบเทียบมวลชน 2 กลุ่มที่ออกมาทำกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” และ “เดินเชียร์ลุง” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม ทำให้เห็น “ใบหน้า” ของคนสองรุ่น-สองความคิดชัดเจน

อ่านข่าว-เพจตู่ตูน งัด 8 ผลงานเด่น รบ.ประยุทธ์ ดึงสติ คนวิ่งไล่ลุง

นับแต่เหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 จนมาถึง พ.ศ.นี้ หลายคนอาจมองว่าการเมืองยังไม่ไปถึงไหน วนเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์ ม็อบล้มรัฐบาล รัฐประหาร และการเลือกตั้ง

หลังพฤษภา 35 สื่อหลักสมัยโน้นต่างเรียกขานการลุกฮือของมวลชนต่อต้านรัฐบาลสุจินดาว่า “ม็อบมือถือ” หรือ “ม็อบรถเก๋ง” เพราะสังเกตจากผู้ที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง

ด้วยเหตุนี้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” จึงเสนอทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” สะท้อนสภาพปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยระหว่างปี 2533-2536

ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของเอนก ถูกท้าทายด้วยชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี 2544

เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้ไม่มีช่องว่างการรับรู้ข่าวสารของคนกรุงกับคนชนบท รวมถึงคนชนบทที่อพยพเข้าสู่เมืองมีความเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมือง สำนึกคิด และโลกทัศน์ที่มีต่อประชาธิปไตยไม่ต่างจากคนชั้นกลาง

แต่จุดอ่อนของทักษิณคือการใช้อำนาจในลักษณะระบอบอุปถัมภ์ใหม่และเปิดทางให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ กลายเป็นเชื้อไฟให้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” นำไปขยายผลผ่านทีวีดาวเทียม อาวุธลับชนิดใหม่

 “ปรากฏการณ์สนธิ” ในปี 2548-2549 สะท้อนภาพคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองต่างจังหวัดที่ลุกตื่นขึ้นมาต่อต้านระบอบทักษิณ ซึ่งถูกนักวิชาการบางกลุ่มอธิบายว่านี่คือทุนสามานย์

 “แดงทั้งแผ่นดิน” ปี 2552-2553 เป็นผลพวงแห่งมนตราประชานิยม ที่รัฐบาลทักษิณ ได้ผูกมัดใจคนชนบทไว้ด้วยหลายนโยบาย

เมื่อทักษิณ ชินวัตร ปลุกให้คนรากหญ้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงก่อให้เกิดการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง

ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของแกนนำแดงฮาร์ดคอร์นำไปสู่การถูกล้อมปราบ และความพ่ายแพ้ ที่แกนนำ นปช.ต่างมีบาดแผล มีบ่วงโทษทัณฑ์ติดตัวมาถึงทุกวันนี้

 “มวลมหาประชาชน” ปี 2556-2557 เป็นภาคต่อของปรากฏการณ์สนธิ เมื่อคนชั้นกลางในเมืองหลวงและหัวเมืองไม่พอใจการการสืบทอดอำนาจของทักษิณ ผ่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ผลแห่งม็อบ กปปส. ทำให้เกิดรัฐประหาร 2557 โดยคณะนายทหารผู้ยึดอำนาจในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้บริหารประเทศมานานเกือบ 5 ปี จึงมีการเลือกตั้งทั่วไป

คสช.แตกต่างจาก รสช. เพราะคณะนายทหารที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ มีการเตรียมแผนฟื้นฟู “ประชาธิปไตยแบบไทย” จึงคลอดออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

ประชาธิปไตยแบบไทยก่อให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มนักวิชาการหัวก้าวหน้า คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคดิจิทัล

ไทคูนรุ่นใหม่และนักวิชาการหัวก้าวหน้าจึงจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ชูธงประชาธิปไตยเสรีนิยม และคัดค้านการสืบทอดอำนาจ คสช.

การต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยแบบไทย กับประชาธิปไตยเสรีนิยม พ.ศ.นี้ จึงถูกโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เหมือนจะนำหนังเรื่องเก่ากลับมาฉายใหม่

น่าจับตาที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่คนรุ่นสงครามเย็น หรือคนเดือนตุลา พวกเขาไม่ยึดติดการเปลี่ยนแปลงตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ของขบวนการสังคมนิยม

ผู้นำจัดอีเวนท์วิ่งไล่ลุงก็เป็นหนุ่มสาวที่เติบโตมาช่วงม็อบคนเสื้อเหลือง และรัฐประหาร 2549 “ใบหน้าม็อบ” จึงเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองและสังคม

คลุกวงใน วันอังคารที่ 14 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410323?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 14 มกราคม 2563

14 มกราคม 2563 – 10:13 น.
ทนายตั้ม ษิทธา,ไบโอเมททริกซ์,บิ๊กแป๊ะ พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,บิ๊กโจ๊ก พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล
เปิดอ่าน 770 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 14 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” นั่งส่องข่าวแต่เช้ายันดึก หาประเด็นเด็ดๆ มารายงานคนอ่าน 

00000 วันนี้ ขอแวะไปกรมปทุมวัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กันหน่อย เพราะว่า วาทกรรมร้อนๆ ออกมาเยอะเลย ทั้งฝ่ายกองเชียร์ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และกองเชียร์ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ

00000 หลายเรื่อง หากต่อจิ๊กซอว์ดีๆ มันโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้ ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ในสตช. ต้องยอมรับว่า บิ๊กโจ๊ก ไม่เบา ฉะนั้นใครก็ตามที่ถูกกระทำ ใครก็ตามที่อยู่ในยุคนั้น พอ บิ๊กโจ๊ก สิ้นวาสนาใน สตช. คนที่ไม่ชอบ ย่อมไม่มีทางที่จะให้ “บิ๊กโจ๊ก” กลับมามีอำนาจในสตช.อีก

00000เช่นนี้ การออกมาประหัตประหารกันเองของ “วงการสีกากี” จึงมีได้มีเสีย และเป็นช่วงจังหวะเวลาเหมาะเจาะ เพราะ บิ๊กแป๊ะ จะเกษียณในเดือนกันยายนนี้ แถมมีข่าวว่า วางทายาทเอาไว้แล้วคือ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร. ที่ว่ากันว่า มาแรงแซงทุกคน เพราะเป็นเพื่อน “บิ๊กแป๊ะ” นั่นเอง

00000 “พญาเสือ” เข้าใจและเห็นใจ บิ๊กต้อย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. ที่เป็น “แคนดิเดต” เหมือนกัน เนื่องจากเก้าอี้ ผบ.ตร.ถูกตีตราจองเอาไว้แล้ว มีวิธีเดียวที่จะทำให้ “เกมพลิก” ก็คือ บิ๊กแป๊ะ ต้องหลุดจากเก้าอี้ก่อนเดือนกันยายน นั่นแหละเกมถึงจะเปลี่ยน

00000 แต่จะทำอย่างไร “พญาเสือ” มองไม่ออก แค่เห็นว่า การขับเคลื่อนที่เป็นอยู่ มีบางอย่างที่จะนำไปสู่การ “ปลดบิ๊กแป๊ะ” ออกจากตำแหน่งก่อนเกษียณ ก็คือการสอบสวนการจัดซื้อ “ไบโอเมทริกซ์” ของ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

00000 การที่ ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด ยื่นป.ป.ช.ให้สอบเรื่องนี้ มันช่างถูกที่ถูกเวลายิ่งนัก ลอง บิ๊กโจ๊ก กล้ารับประกันว่างานนี้มีคน “เอี่ยว” การจัดซื้อจัดจ้าง ต้องรอผลสอบ ป.ป.ช.จะว่าอย่างไร หากมีคนผิด “บิ๊กแป๊ะ” จะต้องรับผิดชอบระดับไหน เพราะว่าข้อร้องเรียนนั้น กล่าวหา บิ๊กแป๊ะ โดยตรง เสมือน “ตีแสกหน้า” ยังไงยังงั้น

00000 แน่นอนว่า บิ๊กแป๊ะ ไม่ได้ต่อสู้โดยลำพัง ยังมี บิ๊กอู๊ด พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง และ พล.ต.อ.สุชาติ ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ แต่ย่อมไม่หมู เพราะคู่ต่อสู้ ไม่ได้เปิดหน้าออกมาสู้ มีเพียง บิ๊กโจ๊ก เท่านั้น ครั้นจะบอกว่า บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เปิดไฟเขียวเป็น “แบ็ก” ให้บิ๊กโจ๊ก ก็น่าจะตัดสินเร็วไป

00000 แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะนับแต่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มานั่งหัวโต๊ะประชุมสตช. ในการแต่งตั้งโยกย้าย อำนาจอยู่ในมือของ บิ๊กแป๊ะ เพียงผู้เดียว

00000 แต่ บิ๊กแป๊ะ ไม่ได้สู้โดดเดี่ยว เพราะมีความสนิทสนมกับนักการเมืองระดับเสี่ย ชื่อย่อ น. ผู้มากบารมีในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงขนาดว่ากันว่า พอ บิ๊กแป๊ะ เกษียณแล้ว บิ๊กแป๊ะ จะเข้าสังกัดพรรคการเมือง ที่ เสี่ย น. มีอิทธิพลอยู่ 

00000 ดังนั้นใน 9 เดือนก่อนจะเกษียณ การแต่งตั้งโยกย้ายวงการสีกากีเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายคงต้องจับตามอง โดยเฉพาะพื้นที่เลือกตั้งที่อาจจะทำให้บางคนกุมความได้เปรียบเสียเปรียบในสนามแข่งขัน นอกเหนือจากการ “วางคน” ในกระทรวงมหาดไทย กระจายไปยังจังหวัดต่างๆ นี่มากันเงียบๆ แบบนี้ เลยทำให้ ผู้มากบารมี คนหนึ่งไม่พอใจ เพราะผู้มากบารมีก็สังกัดพรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่ง ดังนั้นเราจึงได้เห็นการต่อสู้กันระหว่าง คนในรัฐบาลด้วยกันเอง โดยพุ่งเป้าไปที่ เก้าอี้ผบ.ตร.ของ บิ๊กแป๊ะ 

00000 ฮัดเช้ย !!!! มีพลเมืองดี ส่งสัญญาซื้อ “ไบโอเมททริกซ์” มาให้ “คมชัดลึก” ทีมข่าวได้สรุปลงให้ได้อ่านกัน มองกันหลายมุม ขยายผลต่อไป จนกว่า ป.ป.ช.จะตัดสิน เพราะข้อมูลข่าวสารทุกบรรทัด ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าฝ่ายไหน จะฝ่าย “บิ๊กโจ๊ก” หรือฝ่าย “บิ๊กแป๊ะ” ขออย่างเดียวอย่าเพิ่ง “ฮั้ว” กัน “พญาเสือ” ฝากนายกฯ ลุงตู่ ว่าเรื่องนี้ให้สู้กันถึงที่สุด ห้ามเคลียร์เป็นอันขาด ประชาชนอยากรู้ว่า สุดท้าย ใครทำเพื่อประโยชน์ของราชการ 00000