หน้าที่โฆษกนั้นสำคัญฉะนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411256?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หน้าที่โฆษกนั้นสำคัญฉะนี้

18 มกราคม 2563 – 11:40 น.
นฤมล ภิญโญสินวัฒน์,โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี,ดรแหม่ม,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,แรมโบ้อีสาน
เปิดอ่าน 2,493 ครั้ง

หน้าที่โฆษกนั้นสำคัญฉะนี้ ดงงูเห่า   โดย…  ประชาไท ธนณรงค์

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวกระหน่ำใส่ “ดร.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากทำงานไม่ทันโซเชียล

งานที่รัฐบาลทำเยอะแยะ แต่ผลงานไม่ไปถึงพี่น้องประชาชน เลยมีเสียงบ่นตามมาว่าน่าจะเปลี่ยนตัวทีมโฆษกรัฐบาลดีไหม แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็มาจบด้วยคำยืนยันของนายกฯ ว่าไม่เปลี่ยน

ในอดีตตำแหน่งโฆษกรัฐบาลที่มีความสำคัญมาก นอกจากจะทำหน้าที่สื่อสารผลงานของรัฐบาลไปสู่ประชาชนแล้ว คนเป็นโฆษกรัฐบาลยังต้องทำหน้าที่ “ตอบโต้” ฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย ทั้งโต้ในนามของรัฐบาลและในนามของนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นหน้าที่ของโฆษกนอกจากจะจับประเด็นแม่น เก่ง และรอบรู้แล้ว ยังต้องมีไหวพริบทางการเมืองอีกด้วย

ในอดีตโฆษกที่ถูกกล่าวขานถึงก็มี วีระ มุสิกพงศ์ หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “วีระกานต์” เป็นโฆษกรัฐบาล สมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ ใครก็ทราบดีว่าลีลาของวีระ นั้นไม่ธรรมดา

ส่วนอีกคนคือ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นโฆษกรัฐบาลยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไตรรงค์ ทำหน้าที่ได้ดีจนได้ฉายาโฆษกสามสี ลีลาดีกว่า วีระ หลายช่วงตัว จนเป็นที่ฮือฮา ถึงลูกล่อลูกชน แล้วยังมีนายมีชัย วีระไวทยะ อีกคนที่เป็นโฆษกสมัย “ป๋าเปรม”

ยุคน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นโฆษก ก็ถือเป็นคนที่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจได้ดีเข้ากับยุค เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

แม้กระทั่ง วิษณุ เครืองาม ก็เคยเป็นโฆษกรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโฆษกรัฐบาล ชวน หลีกภัย

แต่ระยะหลังตำแหน่งนี้กลายเป็นตำแหน่ง “ปลอบใจ” สำหรับคนที่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้การคัดเลือกคนมาเป็นโฆษกรัฐบาลได้คนที่ไม่ค่อยจะถูกกับงานเท่าไหร่

อย่าง ดร.แหม่ม ต้องยอมรับว่าการเป็นนักวิชาการกับการกรองประเด็นเพื่อนำเสนอข่าวสารทำความเข้าใจ สื่อสารจากตัวหนังสือไปยังประชาชน ยังถือว่าใหม่ เพราะการเก็บข้อมูล เตรียมประเด็น มันไม่มีหลักตายตัว ขึ้นกับไหวพริบของแต่ละคน

เช่นประเด็นไหนต้องแถลง ประเด็นไหนไม่แถลง และการเป็นโฆษกรัฐบาล จะต้องมีทั้งบู๊และบุ๋น มีเทคนิคและชั้นเชิงทั้งในการแถลงของรัฐบาลและการตอบโต้ฝ่ายค้าน แต่สำหรับทีมโฆษกรัฐบาลชุดนี้ไม่มีแบบนั้น

จะด้วยเพราะว่าไม่ชอบ ไม่อยากเป็นหรือไม่ไม่ทราบ แต่ยอมรับว่า ดร.แหม่มและคณะยังทำหน้าที่ได้ไม่เหมือนบรรดาโฆษกรัฐบาลตัวจี๊ดๆ ในอดีต

เรื่องนี้นายกฯ ต้องชัดเจนว่าจะวางตำแหน่งของคณะโฆษกอย่างไร หากมองว่า โฆษกทำหน้าที่เฉพาะการแถลงผลงาน หรือ มติครม. ก็ต้องตีกรอบให้ชัด และให้ทำการบ้านให้ละเอียด ไม่ใช่มาแถลงเฉพาะหัวข้อแล้วรีบไปประชุมพรรค

หากเห็นว่ากายภาพของ ดร.แหม่ม ไม่เหมาะกับการไปตอบโต้ฝ่ายค้านที่เล่นการเมืองแรงๆ ก็ต้องหาคนมาทำหน้าที่ตอบโต้ฝ่ายค้าน ต้องแบ่งงานกันทำ

อย่าง “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำตัวนายกฯ ที่คอยตอบโต้ฝ่ายค้านแบบถึงพริกถึงขิงและเข้าเป้า เพราะต่างรู้สายสนกลในกันมาก่อน แต่ “แรมโบ้” ทำในนามผู้ช่วยรัฐมนตรี คือตำแหน่งไม่ตรงเสียทีเดียว

หากนายกฯ จะแต่งตั้ง “แรมโบ้อีสาน” เป็นโฆษกส่วนตัวอีกตำแหน่งย่อมทำได้ เพราะยุคสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ได้แต่ง เทพไท เสนพงศ์ เป็นโฆษกประจำตัวคอยตอบโต้ฝ่ายค้าน ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ดี

  เพราะตำแหน่งโฆษกมีความสำคัญมากทั้งในการเมืองไทยและการเมืองระดับโลก

ตัวแปรบั่นทอนท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411263?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวแปรบั่นทอนท่องเที่ยว

18 มกราคม 2563 – 11:29 น.
ตัวแปร,ท่องเที่ยว,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 161 ครั้ง

ตัวแปรบั่นทอนท่องเที่ยว บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 18 วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563

เริ่มต้นศักราชใหม่ 2563 เพียงครึ่งเดือนแรกก็ปรากฏสัญญาณลบในด้านเศรษฐกิจให้เห็นเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอันที่จะฟันฝ่าให้บรรลุตามเป้าหมายให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย คือ การรบพุ่งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งวิเคราะห์ตรงกันว่าจะตามมาด้วยภัยจากการก่อการร้ายอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ราคาน้ำมันที่จะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การแข็งค่าของเงินบาทก็เป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุน การส่งออก บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หนำซ้ำยังเกิดปัญหาเชื้อไวรัสโคโรนา จากประเทศจีน ที่จะส่งผลกระทบในด้านความเชื่อมั่นในเรื่องสุขภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวที่ยังแก้ไม่ตก

กล่าวสำหรับไวรัสโคโรนาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวจากจีนหรือแม้แต่ชาติอื่นๆ หรือการท่องเที่ยวภายในประเทศ ล่าสุดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงยอมรับว่า ขณะนี้ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ยืนยันว่านักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 74 ปี ซึ่งเดินทางจากเมืองอู่ฮั่น ป่วยด้วยอาการปอดอักเสบเนื่องจากติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ นับเป็นรายที่ 2 ที่พบในประเทศไทย หญิงจีนรายนี้เดินทางมาไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะนี้รับการรักษาและดูแลอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร

ในปี 2563 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวเอาไว้จำนวน 3.71 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากท่องเที่ยวต่างชาติ 2.43 ล้านล้านบาท ท่องเที่ยวในประเทศ 1.28 ล้านล้านบาท สำหรับนักท่องเที่ยวจากจีนในปีนี้วางเป้าหมายเอาไว้มากกว่า 11 ล้านคน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่าได้ประสานไปยังสถานทูตจีนออกคำเตือนผ่านแอพพลิเคชั่นวีแชทแล้ว โดยคาดว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงสัปดาห์หน้านี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 50% โดยมาจากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งปกติเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 1,200-1,400 คน ผ่านการบินตรงมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ 3 เที่ยวบิน ดอนเมือง 2 เที่ยวบิน เชียงใหม่มีเที่ยวบินวันเว้นวัน กระบี่ 1 เที่ยวบิน และภูเก็ต 2 เที่ยวบิน

ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้านการท่องเที่ยวปี 2561-2580 ได้วางเป้าหมายเอาไว้ว่า ในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าความสามารถการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจะขยับจากอันดับ 34 เป็นอันดับ 30 ของโลก จะเพิ่มจีดีพีด้านการท่องเที่ยวจาก 19% เป็น 22% และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2580 พร้อมกระจายสัดส่วนรายได้ด้านการท่องเที่ยวจาก 20% เป็น 40% จะเห็นได้ว่าตามแผนนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนับเป็นเรือธงของประเทศในอันที่จะสร้างรายได้ หรือความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจเลยทีเดียว ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องฟันฝ่านานาอุปสรรคที่มักเป็นตัวแปรใหม่เข้ามาอยู่เสมอๆ เช่นที่กำลังเผชิญอยู่ สำคัญที่สุดก็คือ ลดตัวแปรลงให้ได้และไม่สร้างเงื่อนไขบั่นทอนการท่องเที่ยวเสียเอง

รู้ชัด ‘แดง’ล่างูเห่า เหล่า’บิ๊กแจ๊ส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411236?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้ชัด ‘แดง’ล่างูเห่า เหล่า’บิ๊กแจ๊ส’

18 มกราคม 2563 – 09:00 น.
เจาะประเด็นร้อน,ก้อย พรพิมล,งูเห่า,เพื่อไทย,บิ๊กแจ๊ส,พลตทคำรณวิทย์ ธูป,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,388 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18-19 ม.ค.63

****************************

ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ต้องลงโทษ “3 งูเห่า” เอาใจคนเสื้อแดง เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กล่าวถึงผลสอบกรณี 3 ส.ส.กระทำการฝ่าฝืนมติพรรค และข้อตกลงร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ส่งบทสรุปมาถึงคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นที่เรียบร้อย

พรพิมล ธรรมสาร” ส.ส.ปทุมธานี เจอโทษหนักกว่าเพื่อน คือไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมของพรรคและไม่ส่งสมัครในการเลือกตั้งครั้งต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไขผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น ส่วน พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. และขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี ก็แค่คาดโทษ

กรณี “ก้อย พรพิมล” นั้น คนปทุมธานี ก็ยังเห็นสามี-สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย และญาติสามี-เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ส.จ.ปทุมธานี เดินเคียงข้าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานี

รวมดาว“แดงปากสว่าง”

ดังที่รู้กัน สมชาติ นาคบรรจง” อดีตเจ้าของสถานีวิทยุเรดสกิล คลื่น 96.35 คลื่นผู้กล้าประชาธิปไตย ได้ระดมพลคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 ลาออกจากตำแหน่ง

สมชาติ นาคบรรจง

เมื่อ 14 มกราคม 2563 สองคู่หูคู่เดือด สมชาติ นาคบรรจง และ ศรรัก ทองชัย ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขอให้พรรคพิจารณาลงโทษ ส.ส.ทรยศหักหลังประชาชน

นับแต่รัฐประหาร 2557 แกนนำแดงวิทยุชุมชนเสื้อแดงอย่างสมชาติ นาคบรรจง และศรรัก ทองชัย หรือ ศรรักษ์ มาลัยทอง หายเงียบกัน และเพิ่งจะโผล่มาในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปีที่แล้ว

ศรรัก ทองชัย และ สมชาติ นาคบรรจง ยื่นหนังสือไล่พรพิมล

สมัยวิทยุเสื้อแดงเฟื่องฟู ย่านลำลูกกา ปทุมธานี เป็นแหล่งชุมนุมฮาร์ดคอร์เสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น “โกตี๋” แห่งเรดการ์ด เรดิโอ และสมชาติ นาคบรรจง เรดสกิล เรดิโอ

โกตี๋ตายไปแล้ว ยังเหลือแต่สมชาติ ที่อาศัยอยู่ในอาคารสถานีวิทยุเรดสกิล คลื่น 96.35 ซอยลำลูกกา 69 หมู่ 3 ต.ลาดสวาย อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แต่ไม่มีเครื่องส่งกระจายเสียงแล้ว เพราะถูกทหารยึดไปหลังรัฐประหาร

สมชาติยังห้าวเป้งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ มีบิ๊กแจ๊สหนุนหลัง?

คนรักบิ๊กแจ๊ส

สมัยสงครามมวลชนปลายปี 2556 ชื่อ “กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (กวป.) โด่งดังมาก เพราะเป็นการรวมตัวของนักจัดรายการวิทยุชุมชนสายฮาร์ดคอร์ ได้เคลื่อนทัพเข้ากดดัน กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ

พลันที่ทหารยึดอำนาจ ดาวไฮด์ปาร์ค กวป. ก็เหมือนผึ้งแตกรัง ส่วนหนึ่งยอมเดินเข้าค่ายทหาร และอีกส่วนหนึ่งหนีไปกบดานอยู่ที่ลาว และกัมพูชา

สมชาติ กับที่มั่นแดงเก่า ลำลูกกา

ปลายปี 2561 สัญญาณการเลือกตั้งชัดเจน สมชาติ นาคบรรจง, จุติพงษ์ พุ่มมูล, ศรรัก ทองชัย และเล็ก บ้านดอน ได้เปิดตัว ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย” อาคารชั่วคราวชั้น 2 ตลาดมหาลาภ ถนนตัดใหม่ลำลูกกา คลองสี่ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

13 กุมภาพันธ์ 2562 สมชาติ นาคบรรจง จัดงานเปิดตัวชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตลาดมหาลาภ โดยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง มาร่วมงานด้วย

เล็ก บ้านดอน กลับมาแล้ว

ทุกวันนี้ ศรรัก ทองชัย” หรือ ศรรักษ์ มาลัยทอง และ “เล็ก บ้านดอน” อดีตประธาน กวป. ได้ไลฟ์เฟซบุ๊กสนับสนุน “บิ๊กแจ๊ส” เป็นนายก อบจ.ปทุมธานี ทุกวัน

ความสัมพันธ์ในวันนี้ทำให้ทราบคำตอบ ทำไมแดงปทุมธานีจึงกล้าท้าทาย ป. สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

อนาคต“ส.ส.ก้อย-นายกสมชาย”

ทันทีที่พรรคเพื่อไทยแถลงบทลงโทษ “งูเห่า” แฟนเพจเฟซบุ๊ก “ก้อย พรพิมล ธรรมสาร – Pornpimon Tharmmasan” ก็ปลิวหายไปอีกครั้ง

คืนวันที่ 14 มกราคม 2563 “ส.ส.ก้อย” พรพิมล ธรรมสาร ได้ไปร่วมงานหารายได้ช่วยเหลือ “นฤชา เพ่งผล” (จิ๊กโก๋ ยามบ่าย) และในงานคืนนั้นมีศิลปินนิธิทัศน์มาร่วมงานกันหลายคน รวมถึง “เสี่ยวิเชียร” แห่งนิธิทัศน์โปรโมชั่น

ส.ส.ก้อย และเสี่ยวิเชียร นิธิทัศน์

อย่างไรก็ตามหัวคะแนนของส.ส.ก้อย ก็ยังไปงานศพ งานบุญ ตามปกติ เช่นเดียวกับ ส.จ.เฉลิมพงษ์ รังสิวัฒนศักดิ์ ได้ขึ้นป้ายหาเสียงร่วมกับทีมคนรักปทุมของ “บิ๊กแจ๊ส”

ที่น่าสนใจในแฟนเพจสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ ได้เผยแพร่ภาพของ “นายกสมชาย” ไปร่วมงานบุญงานกุศล พร้อมกับ ส.ท.กลุ่มสนั่นรักษ์พัฒนา

นายกสมชาย และคำรณวิทย์ ยังทำงานร่วมกัน

กลุ่มสนั่นรักษ์พัฒนาเป็นฐานการเมืองของนายกสมชายตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ฤานายกสมชาย จะหวนคืนสังเวียนท้องถิ่นชนกับ “นายกอ่าง” เด็กสร้าง “ป๋าชาญ” ค่ายภูมิใจไทย

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411005?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้

17 มกราคม 2563 – 10:40 น.
ชายแดนใต้,ครู
เปิดอ่าน 202 ครั้ง

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้ โดย…  โคทม อารียา

ผมมาที่ปัตตานีเพื่อฟังปัญหาชายแดนใต้ จึงขอเก็บตกการมองปัญหานี้ในมุมมองที่หลากหลาย คนแรกที่ให้มุมมองแก่ผมเป็นหมอชาวสวิส เขามาประเมินผลโครงการเยียวยาจิตใจของผู้อยู่ในสถานการณ์รุนแรง เขามีประสบการณ์การทำงานในแอฟริกาใต้และโมร็อกโกมาก่อน และพบว่าทั้งผู้ถูกกระทำ (เหยื่อ) และผู้กระทำความรุนแรงต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วยกันทั้งคู่ ทหารที่กลับจากการรบในสมรภูมิหลายคนมีอาการทางจิต ที่เรียกว่า PTSD (Post Traumatic Stress Disorder) หรือการป่วยทางจิตหลังเหตุการณ์เลวร้าย ทหารและตำรวจในชายแดนใต้ก็เช่นกัน เขาเป็นทั้งผู้กระทำความรุนแรง (ปราบปราม ปิดล้อมจับกุม ฯลฯ) ก็จริง แต่ก็เป็นเหยื่อความรุนแรงทางตรงด้วย ในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา มีทหารเสียชีวิต 578 ราย ตำรวจเสียชีวิต 388 ราย มีทหารบาดเจ็บ 2,738 คน ตำรวจบาดเจ็บ 1,559 คน นับเป็นการสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ทางการและสังคมควรตระหนักรู้ เอาใจใส่ ให้เกียรติแก่ผู้สูญเสียเหล่านี้ รวมทั้งให้การเยียวยาทางจิตใจและทางสังคมด้วย อีกทั้งควรมีการให้คำแนะนำทางจิตวิทยาหรือทางศาสนา เพื่อลดความเครียดของทหารและตำรวจที่อยู่ประจำการ เมื่อเครียดน้อยลง หวาดกลัวน้อยลง ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความเมตตาและลดการใช้ความรุนแรง

เรื่องเล่าที่สองที่ผมเห็นว่าน่าวิตก ได้มาจากการพูดคุยกับนายทหารคนหนึ่ง เขาคิดว่าฝ่ายความมั่นคงอาจประเมินฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบผิดไปก็ได้ มุมมองแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประเมินว่าขบวนการฯอ่อนแอลง เห็นได้จากการลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรง และผู้ก่อการถูกรุกไล่ออกจากหมู่บ้าน ครั้นหลบไปอยู่ในป่าเขา ก็ถูกปราบง่ายขึ้นไปใหญ่ ดังนั้น ถ้าใช้การทหารกดดันต่อไป ก็จะประสบความสำเร็จในการทำลายขบวนการฯ ลงได้ การพูดคุยสันติสุขก็คุยกันไปไม่หวังผล ส่วนการทหารก็รุกและรบอย่างเต็มที่ กลุ่มที่ 2 ประเมินว่าฝ่ายขบวนการฯ อ่อนแอลงก็จริง แต่ถ้าใช้การทหารก็ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จ หรือกว่าจะเอาชนะขบวนการฯ ได้ยังต้องใช้เวลาอีกนาน จึงควรใช้การพูดคุยหรือการเมืองนำการทหาร คนกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็น กลุ่มที่ 2.1 ที่เชื่อว่าการคุยกับมารา ปาตานีนั้นถูกต้องแล้ว เชื่อได้ว่าเมื่อใดที่มีการพูดคุยมีความคืบหน้า ฝ่ายกองกำลังของบีอาร์เอ็นก็จะเข้ามาคุยเอง กับกลุ่มที่ 2.2 ที่เชื่อว่าผู้นำบีอาร์เอ็นในมารา ปาตานีเป็นผู้นำระดับ 3 หรือ 4 คุยไปก็เท่านั้น ฝ่ายรัฐบาลควรขอให้ฝ่ายมาเลเซียเชิญผู้นำระดับสูงของบีอาร์เอ็นมาร่วมพูดคุย จึงจะมีผล

กลุ่มที่ 3 มีความเห็นที่ฉีกมุมออกไป กลุ่มนี้ไม่แน่ใจว่าฝ่ายขบวนการฯ นั้น อ่อนแอลงสักเพียงใด การลดระดับความรุนแรงที่เห็นได้ อาจเป็นเพียงการถอยเชิงยุทธวิธี เพื่อขอเวลาปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ ในช่วงปี 2547-2550 ขบวนการฯ ใช้ยุทธศาสตร์จรยุทธ์ในเมืองและการฝังตัวในหมู่บ้าน พร้อมกับการใช้ความรุนแรงอย่างมากต่อกลุ่มเป้าหมายอ่อน ยุทธศาสตร์นี้ใช้เพื่อรุกให้ฝ่ายความมั่นคงเพลี่ยงพลั้งในเชิงยุทธวิธี แล้วตอบโต้แบบมืดบอด อย่างเช่นในเหตุการณ์กรือเซะ และตากใบ อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงได้เรียนรู้ว่าการตอบโต้เช่นนั้น รังแต่จะเข้าทางขบวนการฯ เช่น เมื่อฝ่ายขบวนการฯ จัดหรือเอื้อให้มีการชุมนุมในช่วงปี 2548-2550 ที่มัสยิดกลางปัตตานี และที่อื่นๆ ฝ่ายความมั่นคงใช้ความอดทน ไม่ตอบโต้เกินกว่าเหตุ ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอด ไม่ทำยอมให้เกิด “ตากใบ 2” จนกระทั่งความรุนแรงที่ก่อโดยฝ่ายขบวนการฯ มาถึงจุดสูงสุดในปี 2550 ฝ่ายขบวนการฯ พบว่ายุทธศาสตร์การยุให้ฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงมืดบอดไม่เป็นผล จึงเปลี่ยนและลดการก่อเหตุรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อน ดังจะเห็นได้จากสถิติต่อไปนี้

ปี 2547 – 50
(รวม 4 ปี)
ปี 2551 – 62
(รวม 12 ปี)
โรงเรียนที่ถูกโจมตี (แห่ง) 330 70
ครูผู้เสียชีวิต (ราย) 75 80

นอกจากนี้ การทำร้ายพระ และอีหม่าม ตลอดจนเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2550 เช่นกัน ในปี 2558 ไม่มีการโจมตีโรงเรียนแห่งใดเลย ในปี 2562 ไม่มีครูผู้ใดเสียชีวิตจากการก่อเหตุการณ์ไม่สงบ

กลุ่มที่ 3 ตั้งสมมติฐานว่า การที่เหตุการณ์รุนแรงลดลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงจุดต่ำสุดในปี 2562 นี้ เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เพื่อถนอมกำลังเอาไว้ ขณะเดียวกัน มีข่าวว่าขบวนการฯ ส่งคนไปฝึกอาวุธในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาฝึกเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายว่าในอีก 5-10 ปี จะมีกองกำลังเป็นพันเป็นหมื่นคน ถึงตอนนั้น ก็จะทำการสู้รบรอบใหม่โดยมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีใหม่ๆ ในยามที่ทหารในพื้นที่อ่อนล้าหรือปล่อยปละด้วยความประมาท

ในมุมมองของกลุ่มที่ 3 แทนที่ฝ่ายความมั่นคงจะเป็นฝ่ายรุกทางการทหารเรื่อยไป ควรจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นฝ่ายรุกในด้านการพูดคุยสันติภาพมากกว่า ควรจะต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ มีบุคลากรจำนวนมากพอที่จะขอเข้าไปปฏิบัติงานเชิงรุกในมาเลเซีย โดยดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่มาเลเซียอย่างแข็งขัน เพื่อกดดันขบวนการฯ ให้ส่งผู้นำระดับสูงสู่โต๊ะพูดคุย และหยุดยั้งการบ่มเพาะ [i1] เยาวชนที่จะมาเป็นนักรบรุ่นใหม่

ผมไม่แน่ใจว่ามุมมองของกลุ่มที่ 1 หรือกลุ่มที่ 2 หรือกลุ่มที่ 3 จะเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงสักเพียงใด แต่ขอมีความเชื่อของผมเองว่า ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ก็แต่ที่โต๊ะการพูดคุย

แต่เราไม่จัดสรรงบประมาณเพื่อกิจการสันติภาพสักเท่าไร เนื่องจากเรามีสภาผู้แทนราษฎร และมีคณะกรรมาธิการงบประมาณที่เข้าไปช่วยพิจารณางบประมาณแทนประชาชน พร้อมทั้งรายงานผลให้สาธารณชนทราบ เราเลยมีโอกาสรับทราบในเรื่องงบประมาณสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมแล้วมีปีละกว่าสามหมื่นล้านบาท ถ้าพิจารณาเฉพาะ “งบดับไฟใต้” หรือที่เรียกว่า “งบแผนบูรณาการ” ก็ตกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่น่าใจหายที่งบ “ดีๆ” เช่น งบสำหรับสันติภาพ สันติวิธี สังคมพหุวัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนนั้น มีน้อยมากถ้าเทียบกับงบประมาณการทหาร แม้จะเทียบกับงบโฆษณา “ความจริง” ก็ยังห่างไกล แสดงว่าในมุมมองของฝ่ายความมั่นคงนั้น สนามรบด้านข่าวสารสำคัญกว่าสนามแห่งความไว้วางใจมากนัก ตัวอย่างงบประมาณมีดังนี้ :

– โครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง 1,291.5 ล้านบาท
– งบประมาณการพูดคุยเพื่อสันติสุข 22 ล้านบาท
– โครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี 13 ล้านบาท
– โครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง 1.7 ล้านบาท
– โครงการอบรมหลักสิทธิมนุษยชน 0.6 ล้านบาท

มุมมองสุดท้ายที่ขอเสนอในที่นี้มาจากเยาวชนมุสลิมคนหนึ่งที่เข้าร่วมการสานเสวนาด้วยกัน เขากล่าวว่า กลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งที่ปฏิเสธทุกกติกา ไม่อยู่บนฐานแห่งเหตุผลและมนุษยธรรม เช่นกลุ่มไอซิส จะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มมุสลิม ขณะที่กลุ่มขวาสุดโต่งที่เป็นคริสต์ ยิว หรือศาสนาอื่น จะไม่ถูกเรียกชื่อตามความเชื่อทางศาสนา การต่อสู้ในชายแดนใต้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มชาตินิยมมลายูกับกลุ่มชาตินิยมไทย กลุ่มแรกถือศาสนาอิสลาม กลุ่มที่สองถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งสองกลุ่มมิได้มีแรงจูงใจทางศาสนาเป็นหลัก หากมีแรงจูงใจทางการเมือง แต่หนีไม่พ้นที่หลายคนมองว่าเป็นความขัดแย้งทางศาสนาอยู่ดี ประเด็นสถานะของผู้ต่อสู้ก็สำคัญ การกระทำของฝ่ายที่มีสถานะเป็นรัฐ มักจะไม่ถูกเรียกว่าเป็นการก่อการร้าย เช่น การฆ่านักข่าวคาซ็อกกี้ หรือนายพลโซเลย์มอนี หรือการเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายในซีเรียหรือเยเมน ไม่ถูกเรียกเป็นการก่อการร้าย เพราะผู้กระทำมีสถานะเป็นรัฐใช่หรือไม่ ส่วนในชายแดนใต้ ฝ่ายขบวนการฯ มีสถานะด้อยกว่า ถูกมองว่าเป็น “ผู้เป็นอื่น” เป็นมลายู เป็นมุสลิม บวกกับความกลัวมุสลิมจากข้างนอก เลยมีมุมมองที่สับสนกันใหญ่ จึงเกิดการเผยแพร่ความคิดที่ยุยงให้เกลียดชังมุสลิม ทำให้การแก้ปัญหาชายแดนใต้ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411015?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563

17 มกราคม 2563 – 09:41 น.
พลังประชารัฐ,ยุบสภา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

คลุกวงใน  วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” เข้าเวรประจำหน้า 4 ทำหน้าที่ขุดคุ้ยข่าวสารส่งข่าวจริงถึงมือคนอ่าน ไม่ขาดไม่เกิน 

00000 ใครว่า นายกฯ จะยุบสภา ไม่บ้าก็กินยาผิด สภาเพิ่งเปิดมาไม่กี่วัน จะยุบได้อย่างไร แค่ถูกฝ่ายค้านยื่นไม่ไว้วางใจ ถึงกับจะยุบสภาหนี ใครเชื่อออกลูกเป็นลิง

00000 ยิ่งฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย มาแตกคอกันเอง กับเรื่องอภิปรายหรือไม่อภิปราย ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “พญาเสือ” ขอสอดหน่อย เพื่อไทย จัดการปัญหาภายในให้ได้เสียก่อน ว่าจะอภิปรายลุงป้อมหรือไม่ หากอภิปรายต้องไปตกลงกับ “สารวัตรเหลิม” ให้เป็นที่ยุติว่า จะว่าอย่างไร เพราะ ทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจให้ “สารวัตรเหลิม” มาทำเรื่องนี้ หากไม่เอาตาม “สารวัตรเหลิม” แล้ว เจ้าตัวอาจจะต้องขอลา ไม่เอาแล้ว จะทำให้การทำงานของฝ่ายค้าน “สะดุด” 

00000 “สารวัตรเหลิม” บอกมาตลอดว่า เข้ามารับงาน เพราะว่าทักษิณเป็นคนตั้งเข้ามา ไม่ได้ไปงอนง้อเอาตำแหน่งแห่งหนอะไร แต่เมื่อเพื่อไทย สาย คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ มาหักหน้าแบบนี้ เห็นทีจะอยู่กันยาก

00000 เกมในสภาก็ว่ากันไป แต่ “พญาเสือ” แว่วมาว่า นายกฯ ลุงตู่ กำลังจะ “ช็อก” การเมือง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยปฏิบัติการ “ฟ้าผ่า” ปรับครม. “พญาเสือ” บอกเลยว่าได้ยินแบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย จะต้อง “หูผึ่ง” ว่า นายกฯ จะกล้าหรือ เสียงปริ่มน้ำแบบนี้

00000 แต่คนเป็นนายกฯ ต้องหาทุกวิธีเพื่อให้การทำงานไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ วันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้ามาก จะเอาไม่อยู่ ที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่มี “ทีมเศรษฐกิจ” ด้วยเหตุที่ต้องแบ่งเก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจให้แก่พรรคร่วม แต่บริหารมาได้ระดับหนึ่ง การทำงานของรัฐมนตรีพรรคร่วมไม่เวิร์ก เลยต้องปรับ

00000 ฮัดเช้ย !!! ต้องขออภัยพรรคร่วม ที่จำเป็นจะต้อง “ยึด” เก้าอี้กระทรวงเศรษฐกิจคืน อาทิ คมนาคม ท่องเที่ยว พาณิชย์ และเกษตรฯ เอามาให้ พลังประชารัฐ บริหารเอง งานนี้ไม่ใช่การหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่เอาจริง จะอยู่ก็อยู่ จะไปก็ไปไม่ง้อกันแล้ว

00000 แต่ “พญาเสือ” ได้ยินมาว่า พรรคร่วม ยังไม่พร้อมจะแตกหัก ยังไม่พร้อมจะเลือกตั้งใหม่ เพราะเพิ่งเลือกตั้งมาไม่ถึงปี ฉะนั้นเชื่อว่า การผ่าตัดใหญ่ของนายกฯ ลุงตู่ จะไม่มีใครขัดขวาง พอกันทีกับการ “บีบ” การ “ต่อรอง” ทางการเมือง ประเทศชาติเสียโอกาสและเสียหายมาพอแล้ว

00000 วันนี้ในพรรคพลังประชารัฐ เข้มแข็งกว่าเดิม เพราะนายกฯ กระชับพื้นที่ ยึดอำนาจคืนมา ด้วยการแตะมือกับ “สามมิตร” ส่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็น “กาวใจ” เคลียร์ทุกเรื่อง กับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้เข้าใจกัน ส่วน “เสี่ยแฮ้งค์” อนุชา นาคาศัย ก็อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ปรับครม.เที่ยวนี้มีสิทธิ์ได้เก้าอี้รัฐมนตรี 

00000 นายกฯ ไว้ใจ “สามมิตร” ให้ สุริยะ เป็นมือประสานแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำสภาล่ม และคน “ใจถึงพึ่งได้” อย่าง สุริยะ ก็ไม่ทำให้นายกฯ ผิดหวัง สามารถบริหารจัดการ “เด็กฝากเลี้ยง” และงูเขียว งูเห่า ได้แบบเบ็ดเสร็จ จัดการได้ดีไม่แพ้ “ลุงป้อม” 

00000 กระแสข่าวมาแรงว่า ปรับครม.ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่เพียงจะขยับกระทรวงของพรรคร่วม แต่กระทรวงในโควตาของพลังประชารัฐ ก็มีการขยับด้วย ให้จับตา กระทรวงพลังงาน จะมีรัฐมนตรีคนใหม่ มานั่งว่าการแทน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่อาจจะสวิงไปเป็น รมว.พาณิชย์ ที่ สมคิด ปั้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าแน่นอน และเจ้าตัวก็ แฮปปี้ เพราะวันนี้ “ซี้” กับ สุริยะ ยิ่งกว่าแพะกับแกะ 00000

p8

โป๊ะแตก ภาคภูมิ ปูมคิดสีส้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/411000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โป๊ะแตก ภาคภูมิ ปูมคิดสีส้ม

17 มกราคม 2563 – 08:40 น.
ดรภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร,รักชาติยิ่งชีพ,ประชาธิปไตย,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 832 ครั้ง

โป๊ะแตก ภาคภูมิ ปูมคิดสีส้ม คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เรื่องหลักสูตร “รักชาติยิ่งชีพ” ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ กระตุ้นฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายสีส้มดาหน้าออกมาวิจารณ์กันสนั่นหวั่นไหว บางรายไปไกลโจมตีว่า “ปลุกผี 6 ตุลา”

คนส่วนใหญ่คงรับรู้กันไปแล้ว กรณี “ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร” อาจารย์ภาควิชาชีวเคมี มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก และรองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือตอนล่าง

ผู้นำเสนอร่างรายวิชา “รักชาติยิ่งชีพ” (My Beloved Country) วิชาศึกษาทั่วไป หมวดที่ 1 จำนวนหน่วยกิต 3 (2-2-5) พร้อมเชิญ 18 ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเข้ามาร่วมสอน อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ, อดีตพระพุทธะอิสระ, พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. เป็นต้น เพื่อบรรยายร่วมพร้อมปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษา รักชาติรักแผ่นดิน

แค่ดู 18 รายชื่อวิทยากรก็เหมือนสายล่อฟ้า สื่อสีส้มกระหน่ำโจมตีหลักสูตรรักชาติ และบุคคลที่ถูกอ้างถึงอย่างรุนแรง สื่อกระแสหลักก็กระโจนใส่ ร้อนถึงผู้ถูกพาดพิง 18 คนดัง ต้องออกมาโต้กลับทันควัน

วิทยากรส่วนใหญ่ปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นหลักสูตรดังกล่าว บางคนถึงกับด่าอาจารย์ ม.นเรศวร ที่ริทำหลักสูตรและนำรายชื่อของเขาไปแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ โดยไม่ได้ติดต่อมาถึงเจ้าตัวเลย

ผ่านไปสามสี่วัน “ดร.ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร” ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่า ยังไม่มีการเปิดสอนรายวิชา “รักชาติยิ่งชีพ” แต่อย่างใด โดยเตรียมเสนอให้ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ภายในวันที่ 20 มกราคม 2563 โดยได้วางแผนร่างรายวิชา “เป็นวิชาทางเลือก” จำนวน 3 หน่วยกิต

หลายคนคงอยากรู้ว่า “ดร.ภาคภูมิ” เป็นใคร? มีแนวคิดอย่างไร? ตอนที่มีข่าวเรื่องหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพ ฝ่ายประชาธิปไตยจ๋า ก็โจมตีอาจารย์คนนี้เป็นพวกขวาจัด เป็นพวกเดียวกับหมอวรงค์ เพราะมหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ที่เมืองพิษณุโลก

พลันที่ ดร.ภาคภูมิออกมาอธิบายแนวคิดจัดทำหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพว่า “เนื่องจากวิทยากรแต่ละคน มีความเป็นคอนเซอร์เวทีฟ ซึ่งเราไม่สงสัยในความรักชาติของพวกเขาเหล่านั้นอยู่แล้ว และอย่างที่ทราบกันว่า นิสิตของเรามีความเป็นลิเบอรัล อาจจะมีข้อสงสัยและความคิดที่แตกต่างจากคนกลุ่มนี้อยู่บ้าง”

คำว่า “นิสิตของเรามีความเป็นลิเบอรัล” บ่งบอกว่า ดร.ภาคภูมิมีแนวคิดเสรีนิยม แต่มีไอเดียจะนำวิทยากรที่มีจุดยืนรักชาติ มาให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง โดยอ้างหรูๆ ว่า เปิดพื้นที่ความคิดเห็นอันหลากหลาย

ที่เปลือยตัวตนของ ดร.ภาคภูมิ มากที่สุดคือ การที่นักวิชาการคนนี้ ให้สัมภาษณ์ “จอม เพชรประดับ” ซึ่งมีการไลฟ์เฟซบุ๊ก Jom Petchpradab และยูทูบช่อง Jomvoice เกี่ยวกับหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพ

นาทีนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็รู้ว่า “จอม” มีอุดมการณ์แบบไหน แล้วเหตุใด ดร.ภาคภูมิ จึงยอมเปิดใจข้ามทวีปกับผู้ลี้ภัยคดีความมั่นคง

เมื่อได้ฟังคลิปที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของจอม เพชรประดับ ตอนแรกเจ้าของช่อง Jomvoice ก็เข้าใจว่า ดร.ภาคภูมิ มีแนวคิดขวาจัด จัดทำหลักสูตรนี้ เพื่อสร้างความเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

ดร.ภาคภูมิได้อธิบายแนวคิดตัวเองไปเหมือนที่แถลงผ่านสื่อไทยไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบัน สังคมไทยแตกแยกทางความคิด และตอนหนึ่ง เขาได้หลุดปากบอกว่า “ฝั่งลิเบอรัลของเรา” อยากรู้ว่าวิทยากร 18 คน คิดอย่างไร จึงเชิญมาพูดในมหาวิทยาลัย

จอมออกอุทานและถามว่า “อาจารย์ใช้คำว่าฝ่ายเรา ซึ่งเป็นประชาธิปไตย แสดงว่าอาจารย์อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยน่ะสิ ผมเข้าใจถูกมั้ย”

ดร.ภาคภูมิไม่ตอบตรงๆ แต่สรุปได้ว่า ตัวเขาชื่นชอบระบอบประชาธิปไตย ไม่เห็นด้วยกับระบอบเผด็จการ ตอนปิดท้ายรายการพูดคุยข้ามทวีป ท่าทีจอมก็เปลี่ยนไป และยอมรับว่า “อาจารย์ก็อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย  และเชื่อว่าระบอบนี้ ตรวจสอบได้”

          ไม่น่าแปลกใจที่หมอเหรียญทอง โพสต์บอกว่า ดอกเตอร์คนนี้มีอุดมการณ์สีส้ม แต่หวังทำหลักสูตรรักชาติยิ่งชีพ เพื่อชี้เป้าให้มีการวิพากษ์ 18 วิทยากรด้วยถ้อยคำรุนแรง  

ฝุ่นอันตรายมาพร้อมภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝุ่นอันตรายมาพร้อมภัยแล้ง

17 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ฝุ่นพิษ,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 159 ครั้ง

ฝุ่นอันตรายมาพร้อมภัยแล้ง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          ไม่ได้เขียนเสือให้วัวกลัว แต่เวลานี้ภัยแล้งปีนี้รุนแรงเหลือเกินครับ ‘ดับเครื่องชน’ เฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อแล้วขอเป็นกำลังใจให้ผู้เผชิญภัยแล้งทุกคน

อย่างแม่น้ำยมหรืออ่างเก็บน้ำหลายแห่งแห้งขอดขนาดเดินข้ามได้ซึ่งเป็นวิกฤติการณ์ในรอบหลายๆ ปี

ที่มาพร้อมกับภัยแล้งก็คือฝุ่นอันตรายทำให้เกิดมลพิษ อย่างในเขต กทม. และใกล้เคียง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในอากาศเกินมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น เขตราชเทวี, จตุจักร, ปทุมวัน, สุวรรณภูมิ ฯลฯ

หรืออย่างเมืองอันดับ 2 ของประเทศไทย ‘เชียงใหม่’ เข้าระดับวิกฤติแย่ติดอันดับ 5 ของโลกเพราะเมืองเชียงใหม่เป็นแอ่งกระทะมีเมฆ หมอก ปกคลุมเป็นอันตรายต่อสุขภาพและระบบหายใจ จึงขอแนะนำให้ใส่หน้ากากป้องกันไว้ก่อน

คิดว่าพอย่างเข้าหน้าร้อนเต็มตัวในช่วงเมษายนจะเกิดภัยแล้งรุนแรงและพร้อมกันนั้นจะเกิดฝุ่นอันตรายและไฟป่ามาพร้อมๆ กัน

เวลานี้เห็นรัฐบาลตั้งหน่วยเฉพาะกิจเตรียมรับมือและมีงบประมาณไว้แล้วและจะได้ผลขนาดไหนต้องมารอดูกันต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


ชื่นชม-ให้กำลังใจ
วอลเลย์สาวทีมชาติไทย

ดิฉันได้ชมการแข่งขันของวอลเลย์บอลหญิงทางทีวีที่มีการถ่ายทอดสดจากโคราชในนัดตัดสินว่าใครจะได้ไปโอลิมปิก 2020 ระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ จบแล้วจึงรีบเขียนจดหมายนี้มาเพื่อแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจโค้ชและนักวอลเลย์บอลทุกคน

ผลการแข่งขันต้องยอมรับว่าไทยสู้เกาหลีใต้ไม่ได้จริงๆ เลยแพ้ไป 3 เชตรวดดังเป็นที่ทราบกันอยู่และหลังจากนั้นมีข่าวว่าโค้ชและนักวอลเลย์ทีมชาติรุ่นเก๋าหลายคนขอเลิกเล่นทีมชาติ

ขอบันทึกเป็นเกียรติประวัติว่า “โค้ชด่วน” ดนัย ศรีวัชรเมธากุล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมสาวไทย แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกเพื่อให้สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยได้เฟ้นหาโค้ชที่ดีกว่าเข้ามาทำงานแทน

ด้านนักวอลเลย์บอลสาวตัวเก๋าของไทยซึ่งเล่นทีมชาติมายาวนาน อย่าง “ซาร่า” นุศรา ต้อมคำ, “หน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว, “อร” อรอุมา สิทธิรักษ์, “ปู” มลิกา กันทอง และ “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ก็บอกว่าจะเลิกเล่น ให้น้องๆ มาเป็นทีมชาติรุ่นใหม่

จึงขอชมความรับผิดชอบและสปิริตซึ่งหากทุกคนมีจิตใจเช่นนี้แล้วประเทศไทยจะไปได้สวย 100%
ประไฟ (โคราช)


เรียนคุณ ‘ประไพ’ โคราช
ผมเองก็ดูการแข่งขันวอลเลย์บอลคู่สำคัญนี้และยอมรับว่าสู้เกาหลีใต้ไม่ได้จริงๆที่แต่ก่อนเราสู้กันสูสี ผลัดกันแพ้-ชนะ แต่นี่ผลออกมาผิดคาดจริงๆ

หลังจากนั้นแล้วเห็นโค้ชและผู้เล่นหลายคนขออำลาทีมชาติซึ่งผมขอแสดงความคาราวะและเชื่อว่าอาจจะมีการยับยั้งไว้แต่ในความคิดของผมคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วปล่อยให้รุ่นใหม่เข้าแทนที่เถิดครับ

มีคนบอกไว้ว่า ‘คลื่นลูกใหม่ย่อมไล่ทันคลื่นลูกเก่า’ ซึ่งก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

ขอให้ทุกคนโชคดีและมีความเชื่อว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงรุ่นใหม่จะมาแรงแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าเผาหญ้าข้างทาง
อันตรายต่อผู้สัญจร (ผ่านไปยังผู้อยู่ใกล้ถนน)

ผมเพิ่งกลับจากต่างจังหวัดและแจ้งมายังผู้ขับขี่ทุกท่านว่าเวลานี้มีหลายพื้นที่เผาหญ้า-ใบไม้ หรือฟางข้าวข้างถนนมากครับ ซึ่งเป็นอันตรายมากเพราะหมอกควันจะทำให้มองไม่ชัด อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้อย่างง่าย

จึงขอร้องว่าอย่าทำเช่นนั้นเลยเพราะที่ผ่านมาเกิดเรื่องบ่อยมากๆ และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบว่าไม่มีเลย เอาแต่ตัวเองเป็นหลัก

หรือถ้าเกิดไฟไหม้ข้างถนนก็รีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ให้รีบดับโดยด่วนก่อนลุกลามมากกว่านี้
ดนัย (ชัยนาท)


คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า

16 มกราคม 2563 – 11:10 น.
กรณ์ จติกวณิช,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ
เปิดอ่าน 1,504 ครั้ง

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…   สถิตย์ ธรรม

บรรดาพรรคการเมืองที่สมควรยกให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” เห็นจะมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เท่านั้นล่ะครับ คนเก่าคนแก่มักเรียกกันติดปาก “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม” เพราะมีการนำองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม มาประดิษฐานไว้บริเวณหน้าที่ทำการพรรค ใครผ่านไปผ่านมายกมือกราบไหว้สักการะ

ตามความเชื่อของคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ แม่พระธรณี เปรียบเหมือนเทพผู้คุ้มครองแผ่นดินให้มีความสงบสุขร่มเย็น ด้วยความเป็นพรรคการเมืองต้องการความยึดโยงจิตใจให้คนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์เดียวกันได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข ทว่านับตั้งแต่บุคคลสำคัญๆ ทยอยลาออกชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าพรรคจะมีความสงบสุขอยู่หรือเปล่า

นับตั้งแต่ พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งพรรคผ่านมาถึงปัจจุบันพรรคมีอายุร่วม 73 ปี เทียบได้กับอายุรุ่นราวคราวปู่กันเลยทีเดียว นักการเมืองคนแล้วคนเล่าเติบโตจากพรรคการเมืองแห่งนี้ หลายท่านล่วงลับกันไปหลายท่านดำรงอยู่เป็นปูชนียบุคคล เมื่อถึงวันครบรอบก่อตั้งพรรค จึงมีการชุมนุมของผู้อาวุโสทางการเมืองมากหน้าหลายตา ถึงได้บอกว่า นี่เป็นสถาบันทางการเมืองไปแล้ว

แต่การยกระดับให้เป็นสถาบันทางการเมืองเกือบจะล่มสลายหายไปจากสารบบพรรค เห็นเป็นช่วงการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างพรรคไทยรักไทย ของ ทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นรัฐธรรมนูญมีการบัญญัติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและมีบทลงโทษเกี่ยวกับการยุบพรรค ปรากฏว่า มีการหาช่องทางฟ้องร้องกันไปมาถึงขั้นให้ยุบพรรค

ประชาธิปัตย์ก็ติดบ่วงแห่งคำร้อง แต่ในที่สุดรอดสันดอนชนิดคอการเมืองเป่าปากโล่งใจ สามารถรักษาสภาพพรรคให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้ ฝ่ายร้องให้ยุบพรรคก็ไม่พอใจจึงให้ฉายาเป็น “พรรคแมลงสาบ” แบบว่า เกิดง่ายตายยากอะไรทำนองนั้น

มาถึงการเมืองพ.ศ.นี้ มีอะไรต่อมิอะไรอยู่เหนือขอบเขตการควบคุม ทั้งการเกิดขึ้นใหม่ของพรรคการเมืองต่างๆ และความมีอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งดูจะเป็นแค่คำพูดหล่อๆ แต่ไม่สามารถนำมาสร้างความรักและศรัทธาพรรคการเมืองดำรงอยู่ต่อไป

พรรคการเมืองจึงเหมือนเป็นแค่ตราประทับติดหน้าอกเสื้อของนักการเมืองแค่เป็นคนมีสังกัดให้ถูกต้องตามกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ไม่ใช่ภาพของสถาบันทางการเมืองให้มั่นคงแข็งแรงเหมือนคนรุ่นก่อนเคยทำไว้

“ถือเป็นสัจธรรมครับ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ที่จะมาช้าหรือเร็ว”

หากแต่สัญญาณสั่นไหวเริ่มมาตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านหัวหน้าพรรคจาก “บัญญัติ บรรทัดฐาน” มาเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กอปรกับแกนนำพรรคบางส่วนออกไปเคลื่อนไหวนอกสภาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในนามมวลมหาประชาชน ความไม่เป็นเอกภาพต่างคนต่างเคลื่อนไหว มองหลักการประชาธิปไตยไปคนละแบบ

กระทั่งมาถึงการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ ต้องพ่ายแพ้หมดรูปในสนามเลือกตั้งเขตกทม. และประกาศแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก จนมีการเปิดแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งอย่าง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, กรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากพรรคไปแล้ว และก็ยังมีรายอื่นตามมาอีก อย่างเช่น อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่มีข่าวจะจับมือ “กรณ์” ตั้งพรรคการเมืองใหม่

หรือนึกถึงคนเก่าแก่กว่านั้นคงต้องเป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำมวลมหาประชาชน ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้แก่พรรครวมพลังประชาชาติไทย โดยมีอดีต ส.ส.ปชป.ร่วมด้วย โดยเฉพาะ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ที่เพิ่งลาออกจากปชป.มาเมื่อไม่นานนี้ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน “ลัทธิชังชาติ” ในปัจจุบัน

จึงต้องกลับไปที่คำกล่าวข้างต้น “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม จะกลับคืนสู่ความสงบยั่งยืนสถาพรให้สมกับความเป็นสถาบันการเมืองยาวนาน 73 ปี ได้หรือไม่”

          เข้าใจดีครับ ต่อความพยายามรีแบรนด์ปชป.สร้างคนรุ่นใหม่ จะเป็นทีมอเวนเจอร์ หรือยุวประชาธิปัตย์หรืออะไรก็ตาม แต่การบริหารพรรคพร้อมกันไปกับการบริหารบ้านเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นับตั้งแต่ “จุรินทร์” ขึ้นมาเป็นแม่ทัพ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เหตุใดคนในอยากออกคนนอกไม่อยากเข้า !?!

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563

16 มกราคม 2563 – 10:30 น.
ซักฟอกรัฐบาล,คลุกวงใน,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 434 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชักลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการที่เก่าเวลาเดิม ที่เพิ่มเติมคือความลึกของข่าว ขุดคุ้ยทุจริตคิดมิชอบมารายงานคนอ่าน 

00000 ในที่สุด “เพื่อไทย” ก็ทะเลาะกันเองเรื่องยื่น ซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ เพราะฝ่าย “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” เคาะแค่ 5 เสือ คสช. ไล่ไปตั้งแต่ นายกฯ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เท่านั้น

00000 แต่ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อไทย ก๊วนหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่เอาด้วย ขอเติมอีก ป. คือ ป.ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อีกคน จะได้ครบ 3 ป. เพราะของเดิมมีแค่ 2 ป. มันก็กลายเป็นเรื่องสิ

00000 “พญาเสือ” ว่าเป็นเรื่องเพราะ ทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ สารวัตรเหลิม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในการซักฟอกรัฐบาล ฉะนั้นทีม “สารวัตรเหลิม” ที่มี “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นเลขาคณะ เมื่อได้ข้อสรุปได้ข้อยุติอย่างไรต้องว่าตามนั้น

00000 แต่ก็อย่างว่า ขั้วคุณหญิงหน่อย ที่ไม่พอใจบทบาท “สารวัตรเหลิม” ในตัว จึงออกลูกไม่เห็นด้วย อยากเติมชื่อ บิ๊กป้อม เข้าไปด้วย เพราะก็คือพี่ ใหญ่ ของ นายกฯ ลุงตู่ และ ลุงป๊อก มันเลย มีการปล่อยข่าวว่า มีการไป “รับงาน” มา จึงขีดชื่อ ลุงป้อม ออกว่าอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอ “สารวัตรเหลิม” ชี้แจง พญาเสือ ไม่รับประกันใครทั้งนั้น แต่ข่าววงในของ พญาเสือ ที่ได้มาในทำนองว่า วันนี้ การเปิดชื่อรัฐมนตรี ว่าจะอภิปรายใครบ้างนั้น เป็นการ “เคาะกะลา” ใคร รัฐมนตรีคนไหนที่ไม่อยากถูกอภิปรายจะต้องวิ่งไปหา “เสียงกะลา” ที่เขาเคาะเรียก

00000 จำได้ไหมก่อนหน้าที่ “สารวัตรเหลิม” จะเข้ามา มีการเคาะชื่อ รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ต่อมาปรากฏว่า ชื่อรัฐมนตรีบางพรรค หายไปเฉยๆ นี่กระมังที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แอบไปรู้ทันกันว่า เฮ้ย มีแบบนี้ด้วยหรือ พอทราบข่าวว่ามีการ “รับงาน” เลยอยากจะเอาบ้าง แบ่งกันบ้าง สุดท้ายการอภิปรายไม่ไว้วาวงใจก็กลายเป็นเรื่องของ “หมากับกะลา” เสียนี่

00000 “พญาเสือ” ยังไม่เชื่อข่าวลือข่าวลวง แต่ขอบอกว่า ผิดหวังอย่างแรง หากฝ่ายค้านโดย พรรคเพื่อไทย จะเล่นการเมืองแบบนี้ เพราะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม รัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบและ คานอำนาจ เป็นบทบัญญัติที่ ศักดิ์สิทธิ์ ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ฝ่ายค้าน แต่มาทำเป็น “เด็กเล่นขายของ” เท่ากับว่า ฝ่ายค้าน กำลังฆ่าตัวตายแน่นอน

00000 แต่ไม่ว่าจะอย่างไร “พญาเสือ” เห็นว่า รัฐธรรมนูญ ให้สิทธิ์ฝ่ายค้านก็จริง และปฏิทินการเมือง บังเอิญว่า ปีนี้ 2563 ตามปฏิทินสภา ฝ่ายค้านได้สิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึง 2 ครั้ง จึงอยากให้ฝ่ายค้าน “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” รออภิปรายทีเดียวปลายปี รอให้รัฐบาล “สะดุด” เสียก่อน เพราะว่ารัฐบาล เพิ่งทำงานมา 5 เดือน ยังไม่ได้ทุจริต ยังไม่ได้ใช้ งบประมาณปี 2563 เลย จะเอาอะไรไปอภิปราย หากจะอภิปราย 5 ปี ของคสช. ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กัน อย่าลืมว่าการอภิปรายไม่ได้ขึ้นกับจำนวนมือ จำนวน ส.ส.ที่ยกกันในสภา แต่ขึ้นกับ ประชาชนคนดู หากไม่มีข้อมูลใหม่ มีแต่เรื่องเก่าๆ ประชาชนจะเบื่อหน่าย 

00000 ยกตัวอย่างจะอภิปราย “ลุงป้อม” โครงการ จัดซื้ออาวุธ ซื้อเรือดำน้ำ ซื้อเครื่องบิน ซื้อรถถัง ก็เป็นเรื่องเก่า เว้นแต่บางเรื่อง ที่ตั้งงบประมาณผูกพัน แต่ก็ยังไม่เห็นว่า บกพร่องหรือทุจริตตรงไหน หรือจะ อภิปรายเรื่องส่วนตัว เรื่องงบโฆษณาในช่อง 5 ก็ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ คือแทนที่ ฝ่ายค้าน จะได้คะแนนเสียง กลับจะเสียคะแนนเสียเอง และคนที่จะเสียหายที่สุดคือ “สารวัตรเหลิม” นั่นเอง 00000

หลาน ‘เสี่ยต่อ’ ‘ส.ส.เซ้ม’ ไก่ชน 33 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/410784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลาน ‘เสี่ยต่อ’ ‘ส.ส.เซ้ม’ ไก่ชน 33 ล้าน

16 มกราคม 2563 – 09:25 น.
เจาะประเด็นร้อน,สสมศักดิ์ ซุ้มเทิดไท,ไก่ชน,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ธันยวีร์ ศรีอ่อน,สจเซ้ม,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,342 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ม.ค.63

*************************

หากเอ่ยคำว่า “บ้านใหญ่ปราณบุรี“ ก็หมายถึงบ้านพักของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน“ ผู้มีมอตโต้ประจำใจว่า “คำไหน คำนั้น” เมื่อปลายปีที่แล้ว เพิ่งจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนชาวบ้านหมื่นคน ฉลองตำแหน่งเสนาบดีเกษตรฯ “เสี่ยต่อ” ลั่นคำน้ำเสียงเหน่อสไตล์เมืองเพชร “ผมทำงานมา 29 ปี เพื่อคนประจวบ ทุกๆ คนมีส่วนร่วมที่ทำให้ผมมีวันนี้”

เฉลิมชัย ศรีอ่อน พาหลานชายเข้าสภาสำเร็จ

ในพื้นที่ปราณบุรี เสี่ยต่อมอบให้หวานใจ ธันยวีร์ ศรีอ่อน” นายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี ร่วมกับสมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขต อ.ปราณบุรี 2 คน คอยดูแลพ่อแม่พี่น้องชาวปราณบุรี และหนึ่งในนั้นคือ ส.จ.เซ้ม” จักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ หลานชายของเสี่ยต่อนั่นเอง

ไก่เชิง-มังกรแดนใต้

อันเนื่องจาก กรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีผลวันที่ 15 มกราคม 2563 ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ เดิมทีผู้ที่จะขึ้นเป็น ส.ส.แทนคือ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25 แต่ดวงฤทธิ์ได้ลาออกจาก ปชป. ไปสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ฉะนั้น ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 26 คือ จักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ จึงขยับขึ้นมาเป็น ส.ส.แทนกรณ์

ส.จ.เซ้ม กราบบิดามารดา ขอทำหน้าที่ ส.ส.

บ่ายวันที่ 15 มกราคม 2563 “ส.จ.เซ้ม” จักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เข้าไปบ้านใหญ่ เอาพวงมาลัยไปไหว้ก๋งไหว้อาม่า กราบป๊ากับแม่ ขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตครับ” พร้อมโพสต์ภาพตัวเขาเข้าไปไหว้บรรพบุรุษ และกราบเท้าพ่อแม่

บ้านใหญ่” ของ ส.จ.เซ้ม หมายถึงบ้านเลขที่ 179/1 หมู่ 11 ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรี ขันธ์ ซึ่งเป็นบ้านของ วิรัช ปิยพรไพบูลย์ บิดาของ ส.จ.เซ้ม และพี่ชายของเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

ส.จ.เซ้ม กราบไหว้บรรพบุรุษที่บ้าน

“วิรัช” เป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปสับปะรดส่งออก และโรงงานว่านหางจระเข้รายใหญ่ และมีตำแหน่งทางธุรกิจสังคม อย่างประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายกสมาคมอุตสาหกรรมสับปะรดไทย

ส.จ.เซ้มดูจะเป็นคนนอกกรอบของตระกูลคือ เป็นนักสู้ไก่ชน เลี้ยงไก่เชิงไว้ขาย

ไก่ชนแพงที่สุดในโลก

นาทีนี้ วงการไก่ชนระดับประเทศ ไม่มีใครรู้จัก “โกวเซ้มฟาร์ม ปราณบุรี” และ “สจ.เซ้ม” เจ้าของไก่ชน “เจ้าหยกคีรี” มูลค่า 33.7 ล้านบาท

สาเหตุที่ไก่ชน ชื่อ “หยกคีรี” มีราคาค่างวดแพงที่สุดในโลก มีที่มาจากศึกไก่ชนคู่ประวัติศาสตร์ที่มีเงินเดิมพันมากที่สุดถึง 33.7 ล้านบาท ที่สนามกีฬาไก่ชนเทิดไท เขตลาดกระบัง กทม. เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561

เจ้าหยกคีรี ไก่ชน มูลค่า 33 ล้านบาท

สนามไก่ชนเทิดไท และซุ้มไก่เทิดไทนั้นเป็นของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม ซึ่งในวันชนไก่เดิมพันปีนั้น สมศักดิ์ในฐานะเจ้าของสนาม ได้ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย และ ส.จ.เซ้มได้โพสต์ภาพตัวเขาเองกับเงิน 30 กว่าล้านเรียงเป็นตั้งตามธรรมเนียมการเดิมพัน

สมศักดิ์ เทพสุทิน เจ้าของสนามชนไก่เทิดไท เป็นสักขีพยานเดินพันชนไก่ 33 ล้าน

ผลการชนไก่คราวนั้น เจ้าหยกคีรีจากโกวเซ้มฟาร์ม อ.ปราณบุรี พลิกล็อกชนะเจ้าหงษ์ดำ ไก่ชนชื่อดังจาก ซุ้มห้าสตาร์ฟาร์ม จ.ปทุมธานี ที่มีสภาพหัวแตกและตาบอด

ใครอยากชมตัวเป็นๆ ของเจ้าหยกคีรี ก็ไปชมได้ที่โกวเซ้มฟาร์ม ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี

หนุนเสรีชนไก่

มิใช่ว่า ไก่ชนของ ส.จ.เซ้ม จะชนะเสมอไป ในที่ปราชัยก็ถูกบันทึกไว้ในวงการไก่ชน อย่างศึกชนไก่คู่หยุดโลกที่สนามกีฬาไก่ชนเทิดไท เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2558 ซึ่งมีเงินเดิมพันสูงถึง 22 ล้านบาท ปรากฏว่า เจ้าปิ่นเพชร ไก่ชนของ ส.จ.เซ้ม แพ้เจ้ามณีแดง สูญเงินเดิมพันส่วนตัวไป 15 ล้านบาท

ครั้งนั้น ส.จ.เซ้ม โพสต์เฟซบุ๊กในฐานะผู้แพ้ในการเดิมพันว่า “แม้ว่าตนเองจะไม่ใช่คนรวยล้นฟ้า แต่อยากทำอะไร ต้องทำให้สุด…”

ส.จ.เซ้ม หวังเปิดเสรีไก่ชน

ส.จ.เซ้มยอมรับว่า ชอบชนไก่ แต่ไม่ใช่นักเล่นพนันไก่ชน หากแต่การชนไก่เดิมพันนั้นเป็นคัดสายพันธุ์ไก่ชน การตีชนะคู่แข่งบ่อยๆ ย่อมสร้างมูลค่าให้ไก่ชนตัวนั้น

โดยส่วนตัว ส.จ.เซ้ม ก็คิดเหมือนสมศักดิ์ เทพสุทิน อยากให้รัฐบาลดูแลและใส่ใจกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงไก่ชน เพื่อเพิ่มรายได้จากธุรกิจขายไก่ชน

อีกด้านหนึ่ง กีฬาไก่ชนถูกต้องตามกฎหมายก็จริง แต่การขออนุญาต จะต้องขออนุญาตการพนันชนไก่จากเจ้าหน้าที่ทะเบียน ซึ่ง ส.จ.เซ้ม อยากให้เปิด “เสรีชนไก่”

ว่ากันตามจริง ส.จ.เซ้มกับ “ส.สมศักดิ์ ซุ้มเทิดไท” น่าจะไปอยู่พรรคเดียวกันคือ พรรคไก่ชน