คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409546?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563

10 มกราคม 2563 – 10:30 น.
บิ๊กโจ๊ก,คลุกวงใน,ไพร่หมื่นล้าน,วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 1,482 ครั้ง

คลุกวงใน วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563  โดย…พญาเสือ

          หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการทุกวัน จัดหนักจัดเบาข่าวเจาะข่าวลึก ขุดคุ้ยแบบคลุกวงในเพื่อเอาใจคนอ่าน 

00000 วันนี้ 10 มกราคม “ไพร่หมื่นล้าน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต้องไปรายงานตัวรับทราบข้อหาตำรวจ สน.ปทุมวัน ฐานที่นำ “แฟลชม็อบ” ลงถนน เจ้าตัวยืนยันไปแน่นอน

00000 งานนี้ไม่มีอะไร คดีจิ๊บๆ ไม่สะเทือนซางอะไร แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ ธนาธร เจ้าของฉายา “นายกฯ โซเชียล” มีการโพสต์ข้อความแชร์ไปยังเครือข่าย จะด้วยเจตนาอะไร นอกจากแจ้งข่าวให้ทราบ และหากมีใครว่างจะมาให้กำลังใจก็จะดี โดยเฉพาะฝรั่งหัวแดงที่มีที่หลับที่นอนบนแผ่นดินไทย มักสอดแทรกและแทรกแซงกิจการภายใน เกณฑ์ต่างด้าวท้าวต่างเมืองมาอวย งานถนัดของ “ไพร่หมื่นล้าน” กันละ จากนั้นสื่อในเครือ สื่ออนาคตใหม่ สื่อสีส้ม สีแดง ได้นำไปขยายผลต่อ

00000 รับทราบข้อหาแล้ว วันที่ 12 มกราคม “ไพร่หมื่นล้าน” จะไป “วิ่งไล่ลุง” ที่สวนรถไฟ ตามกำหนดการตามเกมการเมือง “นอกสภา” ที่ทีมงานได้จัดแจงกันเอาไว้แล้ว ชนกับ “วิ่งเชียร์ลุง” ที่ทีมงานรักลุงตู่ จัดขึ้นที่สวนลุมฯ เป็นการประชันเพื่อโชว์พลังและแย่งพื้นที่ข่าว

00000 ฮัดเช้ย!!! “พญาเสือ” ได้กลิ่น “ความแค้น” ระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักนายกฯ กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กแป๊ะ” เปิดศึกกัน ร้อนไปถึง “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งไม่ได้กำกับ สตช.แล้ว ไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อย “ลุงป้อม” จะขันอาสามา “หย่าศึกสีกากี” ได้หรือไม่

00000 คนนอกวงการจะสงสัยว่าทำไมเหตุยิงถล่มรถ “บิ๊กโจ๊ก” ถึงกลายเป็นความขัดแย้งของสองสีกากีผู้ยิ่งใหญ่ไปได้ ก็ไม่มีอะไรเพราะประเด็นนี้ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นคนเปิดขึ้นมาเอง

00000 เพราะหลังสิ้นเสียงปืน “บิ๊กโจ๊ก” ออกมารับลูก ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด ทันทีว่าปมสังหาร หรือแค่ข่มขู่ “บิ๊กโจ๊ก” มาจากการร้องเรียนเครื่องไบโอเมทริกซ์ ของ สตม.

00000 กลายเป็นสงครามคนกันเอง เรื่องนี้ “พญาเสือ” ได้ข่าวแบบคลุกวงในมาว่า ในยุคที่ “บิ๊กโจ๊ก” เรืองอำนาจนั้น บอกตามตรงว่า พล.ต.ท.ใหญ่กว่า พล.ต.อ. ฉะนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายจึงไม่ได้อยู่ในมือของ พล.ต.อ. ทำให้ พล.ต.อ. ไม่แฮปปี้

00000 พอต่อมา “บิ๊กโจ๊ก” ถึงเวลา “ขาลง” เท่านั้นแหละ แถม “บิ๊กป้อม” ไม่ได้คุม สตช. เลยทำให้อำนาจการแต่งตั้งกลับมาอยู่ในมือ พล.ต.อ. อีกครั้ง ปรากฏว่าคนของ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกย้ายออกนอกหน่วย “เกลี้ยง” เป็นใครก็แค้น

00000 “พญาเสือ” ได้ข่าววงในมาอีกว่า ก่อนหน้ารถบิ๊กโจ๊กจะถูกยิงถล่มนั้น มีคนเห็นวับๆ แวม เสมือนหรือคล้ายคนสองคนสองวัยไปคุยกัน จากนั้นรถบิ๊กโจ๊กก็ถูกยิง พอสิ้นเสียงปืน ประเด็นไบโอเมทริกซ์ ที่ สตม.จึงถูกจุดขึ้น ถูกจุดขึ้นเพราะมีการซื้อเครื่องดังกล่าวในยุคบิ๊กแป๊ะ ถูกจุดขึ้นเพราะปัจจุบัน ผบช.สตม. คือ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง เด็กสาย “บิ๊กแป๊ะ” คุมสตม. ฉะนั้นกระสุน 8 นัดที่ยิงใส่รถ บิ๊กโจ๊ก จึงแฉลบไปใส่ บิ๊กแป๊ะ และ บิ๊กอู๊ด เหมือนตั้งใจ

00000 งานนี้ “พญาเสือ” บอกคำเดียวว่า จบแบบเละทั้งสองฝ่าย เละเป็นโจ๊ก เละเป็นแป๊ะ เพราะว่าทั้งบิ๊กโจ๊ก และบิ๊กแป๊ะ ต่างมีนักการเมืองใหญ่ยืนเป็นแบ็ก และแบ็กของทั้งสองคนก็ซี้กันเสียด้วย สุดท้าย “พญาเสือ” ฟันธง เรื่องนี้จะจบไปดื้อๆ เพราะคนสองข้างแต่มีแบ็กพวกเดียวกัน รบกันเอง 00000

‘บังยี’ สางแค้น ‘เนวิน’ ลูกหนังการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409532?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บังยี’ สางแค้น ‘เนวิน’ ลูกหนังการเมือง

10 มกราคม 2563 – 09:10 น.
บังยี,บังยี วรวีร์ มะกูดี,เนวิน ชิดชอบ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 15,941 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 10 ม.ค.63

******************************

การเดินทางมายื่นใบสมัครลงเลือกตั้ง “นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย” ของ วรวีร์ มะกูดี” รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563 ทำให้ศึกชิงเจ้ายุทธภพลูกหนังไทย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ มิต่างจากหนังเรื่อง “แค้นบังยี” ภาค 2

“บังยี” เป็นหัวหน้า “รัฐบาลบอลไทย” มาหลายสมัย อยู่มาวันหนึ่ง เนวิน ชิดชอบ” ผงาดในยุทธจักร เก้าอี้นายกฯ ของบังยี ก็สั่นคลอน

4 ปีที่แล้ว พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” เป็นนายกสมาคมฟุตบอล โดยการสนับสนุนของเนวิน และค่ายคิงเพาเวอร์ บังยีต้องถอยจากยุทธจักรลูกหนังไปสู่ถนนการเมือง

ขุมกำลังฝ่ายแค้น

สองปีที่แล้ว “บังยี” หันหลังให้วงการฟุตบอลไทยไปทำงานการเมืองเต็มตัว โดยเข้าร่วมกับนักการเมืองอาวุโส วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. ก่อตัั้งพรรคประชาชาติ โดย บังยี เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชาติ รับผิดชอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล

บังยี ขอกลับมารับใช้แฟนบอล

“บังยี” ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในวงการเมือง เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นและกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย (ปี 2553) สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทย

ใบสมัครนายกฯ ลูกหนังของบังยี

ผลเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาชาติ ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ รวม 7 ที่นั่ง คือ ส.ส.แบบเขต 6 ที่นั่ง และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง และบังยีโชคร้ายไม่ได้เป็น ส.ส. เพราะอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับ 3

เมื่อพลาดหวังจากเป็นส.ส. บังยีก็หวนคืนสังเวียนลูกหนัง..ท้ารบ “บิ๊กอ๊อด-บิ๊กเน” ให้ลือลั่นสนั่นประเทศ

บิ๊กอ๊อดก็คือเนวิน

ย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ศึกชิงประมุขลูกหนังมีคู่แข่งขันหลักอยู่ 2 ทีมคือ ทีมวรวีร์ มะกูดี กับทีม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

การต่อสู้ของสองคู่ชิงประหนึ่งการต่อสู้ทางการเมือง ระหว่างเครือข่ายพรรคเพื่อไทย (เวลานั้น บังยี ยังสังกัดเพื่อไทย) กับพรรคภูมิใจไทยและเพื่อนพ้องน้องพี่

สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ปรากฏว่าทีมบิ๊กอ๊อดชนะ เพราะเนวิน ชิดชอบ กับ สนธยา คุณปลื้ม จับมือกัน โดยมีสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างคิงเพาเวอร์ เป็นกองหนุนเกรดเอ

เนวิน ผู้อยู่เบื้องหลัง

มาถึงปีนี้บังยีชนบิ๊กอ๊อด ก็เหมือน “พรรคประชาชาติ” ปะทะ “พรรคภูมิใจไทย”

อาณานิคมลูกหนัง

เมื่อพลิกดูแฟ้ม “สภากรรมการสมาคมฟุตบอล” ชุดปัจจุบัน ล้วนอยู่ในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยทั้งสิ้น

เริ่มจาก “เสี่ยแชมป์” กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และประธานสโมสรอ่างทอง เอฟซี

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

“นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ ประธานสโมสรพีที ประจวบ เอฟซี และนายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ คนสนิท เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ คนในแวดวงลูกหนัง ก็ทราบดีว่าทีมพีที ประจวบฯ เป็นสาขาของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

นายกเกียร์ ทรงเกียรติ แห่งเมืองประจวบ

“นายกคิง” ทรงยศ เทียนทอง นายก อบจ.สระแก้ว ลูกชาย วิทยา เทียนทอง และหลานชาย เสนาะ เทียนทอง ซึ่งเสี่ยคิงสนิทกับเนวิน ชิดชอบ

ชาติชาย เจียมศรีพงศ์” อดีตประธานสโมสรพิจิตร เอฟซี และอดีตนายก อบจ.พิจิตร ในวันนี้เขาสวมเสื้อภูมิใจไทย

สมเกียรติ กิตติธรกุล” ประธานสโมสรกระบี่ เอฟซี พี่น้องร่วมสายโลหิตกับสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ ชัดเจนว่าสังกัดค่ายภูมิใจไทย

เสี่ยโอน” อนุสรณ์ วงศ์วรรณ ประธานสโมสรลำพูนวอริเออร์ และส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย เสี่ยโอนยังไปมาหาสู่ “บิ๊กเน” แห่งบุรีรัมย์

ธนวัชร์ นิติกาญจนา” ประธานสโมสรราชบุรีมิตรผล ลูกชายวิวัฒน์ นิติกาญจนา กับ บุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในวงการลูกหนัง ใครก็รู้ทีมราชบุรีมิตรผล เป็นสาขาของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ในพ.ศ.นี้ ทีมบิ๊กอ๊อดก็จะได้ “แนวร่วมบังยี” แปรพักตร์มาอยู่ด้วยอีก 2 คน คือ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งซื้อทีมแอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด มาเปลี่ยนชื่อเป็น “อุทัยธานี เอฟซี”

ชาดา ไทยเศรษฐ์ กับอุทัยธานีเอฟซี

อีกคนหนึ่งได้แก่ “เสี่ยโหน่ง” พาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์ ประธานสโมสรนครปฐม ยูไนเต็ด และส.ส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา

ผลงาน “บิ๊กอ๊อด” ไม่เข้าตาแฟนบอล เพราะบอลไทยวิ่งตามหลังเวียดนาม แต่อาณานิคมลูกหนังของขาใหญ่อีสานใต้ เป็นเสียงชี้ขาดในการเลือกประมุขบอลไทย

จะหนีบิ๊กอ๊อดกลับมาหาบังยี ก็คงต้องเจอ “เครือข่ายบิ๊กเน” หนุนบิ๊กอ๊อด..เอวังบอลไทย

เมื่อ”ทรัมป์”บินถอยหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ”ทรัมป์”บินถอยหลัง

10 มกราคม 2563 – 07:48 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,อเมริกา,บินถอยหลัง
เปิดอ่าน 1,768 ครั้ง

เมื่อ”ทรัมป์”บินถอยหลัง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563

ทำเอาคนทั้งโลก “โล่งอก” หายใจทั่วท้องหลังจาก “ประธานาธิบดี” โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดแถลงข่าวยิงตรงมาจากทำเนียบขาวถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างอเมริกากับอิหร่านว่า “สหรัฐ” ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารกับอิหร่าน แต่จะใช้มาตรการด้านเศรษฐกิจตอบโต้หากอิหร่านยังไม่หยุดเคลื่อนไหวโจมตีสหรัฐในรูปแบบต่างๆ ซึ่่งถ้อยแถลงดังกล่าวดูเหมือนสหรัฐอเมริกาต้องการพยายามปลดชนวนวิกฤติที่มีต้นตอจากปฏิบัติการเถื่อนในการลอบสังหารนายพลกอซิม สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ของอิหร่านอย่างเหี้ยมโหด

การเปลี่ยนท่าทีอันแข็งกร้าวของอเมริกาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะบทเรียนจากการกระทำที่อุกอาจของทรัมป์และสหรัฐอเมริกาในการส่งขีปนาวุธไปถล่มนายพลกอซิมถึงกลางกรุงแบกแดดเมื่อหลายวันก่อนส่งผลให้ประธานธิปดีไบโพลาร์ และสหรัฐตกที่นั่งลำบากในทันที เพราะทั่วทุกมุมโลกต่างรุมประณามการกระทำดังของสหรัฐอย่างแสบสัน แม้แต่ชาติพันธุ์มิตรเพื่อนซี้เกลอเก่าทั่วยุโรปยังต้องเล่นบทเตมีย์ใบ้ไม่เออออห่อหมกตามพี่ใหญ่เหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา

ท่าทีการ “รักสันติ” ของทรัมป์ในการปราศรัยที่ทำเนียบขาวเมื่อเช้าวันที่ 8 มกราคม จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก เพราะหาก “สหรัฐ” ทำตัวเป็นคนบ้าพลังประกาศกรีธาทัพใช้กำลังทหารยิงถล่มอิหร่านให้ย่อยยับอับปางแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเชื่อว่าผลร้ายที่ตามมาคงจะแผ่กระจายไปทั่วเมื่อโลกต้องเผชิญภาวะสงครามขนาดย่อม คนทั้งโลกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องได้รับความเดือดร้อนจากผลพวงการสู้รบห้ำหั่น ข้าวจะยากหมากจะแพง เศรษฐกิจโลกจะวินาศสันตะโรขนาดไหนคงไม่ต้องพูดถึง และที่สำคัญใครจะกล้ารับประกันว่าสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะไม่บานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 เมื่อต่างฝ่ายต่างมีพี่ใหญ่ พี่เบิ้ม น้องเล็กคอยหนุนหลังยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

ดังนั้นการที่อเมริกายอมบินถอยหลังไปสักสองสามก้าวเพื่อลดแรงเสียดทานจากปัญหาทุกเรื่องๆ ที่คาดว่าจะตามมาอย่างแน่นอน จึงเป็นเรื่องที่ “เจ๋งสุดๆ แล้ว” ณ เวลานี้ ซึ่งถือเป็นความชาญฉลาดของทีมงานในทำเนียบขาวหลังจากดีดลูกคิดคำนวณอย่างถ้วนถี่จนตกผลึกออกมาว่า “สหรัฐ” ไม่ควรเข้าสู่ภาวะสงครามในสถานการณ์ที่ตนเองกำลังเพลี่ยงพล้ำถูกโลกทิ้งไว้กลางทางปล่อยให้ยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางความเกลียดชังจากคนทุกมุมโลกแบบไม่ต้องการฟังข้ออ้างแห่งความชอบธรรมใดๆ

ถึงวันนี้แม้การเผชิญหน้าระหว่างพญาอินทรีกับนักรบทะเลทรายจะมีท่าทีผ่อนคลายลงแต่ใช่ว่าโลกจะสงบสุขได้อย่างแท้จริง เพราะต้องยอมรับว่าความเคียดแค้นของชาวอิหร่านที่มีต่อสหรัฐยังเป็นอะไรที่ต้องจับตามอง ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้สำหรับนานาชาติทั่วโลกนั้นการวางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดดูเหมือนจะเป็นทางออกที่เลิศสุด เนื่องจากวิกฤติร้ายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นการเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวยุ่มย่ามเพื่อหวังเอาใจชาติมหาอำนาจอาจส่งผลร้ายตามมาแบบไม่ทันตั้งตัว เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “อิหร่าน” เป็นชาติที่ถูกรังแกและเหยียบย่ำศักดิ์ศรี และถ้าใครยังไม่เข้าใจก็ลองหลับตามโนว่า หากสหรัฐส่งขีปนาวุธมาถล่ม “ลุงตู่” กลางสนามบินสุวรรณภูมิ คนไทยจะรู้สึกอย่างไร…?

วิ่งทำลายสุขภาพ(จิต) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409302?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิ่งทำลายสุขภาพ(จิต)

9 มกราคม 2563 – 12:55 น.
วิ่งทำลายสุขภาพจิต
เปิดอ่าน 610 ครั้ง

วิ่งทำลายสุขภาพ(จิต) คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

เป็นอะไรที่รับลูกกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย โดยเมื่อวานนี้ (8 ม.ค.63) อดีต ส.ส.นอกสภา ที่กำลังเดินสายขึ้นแก้ต่างคดียุบพรรค อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมาโพสต์ข้อความล่าสุด พร้อมจะเดินทางไปพบตำรวจตามหมายเรียกในคดีชุมนุมที่ลานสกายวอล์กโดยไม่ขออนุญาต ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ ณ สน.ปทุมวัน ในวันที่ 10 มกราคมนี้ อย่างแน่นอน

ช่างประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน เพราะในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จะมีการจัดกิจกรรม “วิ่ง ไล่ ลุง” ที่สวนรถไฟ จตุจักร ในวันที่ 12 มกราคม หรือห่างจากวันที่ “ธนาธร” ประกาศบอกแฟนคลับอนาคตใหม่ จะไป สน.ปทุมวัน เพียงแค่หนึ่งวัน และยังเป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาบนลานสกายวอล์กตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาว่า เขาและคณะจะกลับมาพบกับทุกคนอีกครั้งในเดือนมกราคม 2563

เพิ่มเติมเข้าไปอีกดูเป็นห้วงเวลาต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในสภา โดย ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน เปิดอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระสองและสาม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยการจับจ้องโจมตีงบกระทรวงกลาโหมเป็นพิเศษ

ไม่ว่านักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาจะอ้างถึงบทบาทหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นในสภา หรือจะเป็นความสุขสนุกของ “คนรุ่นใหม่” ที่สร้างคลิปภาพยนตร์สั้น “ทิ้งนกหวีด แล้วออกมาวิ่งไล่ลุง” หรือจะวิ่งไปแหกปากไปด้วยว่า “เผด็จการออกไป ประชาธิปไตยคืนมา” เหมือนกับวันที่ ธนาธร ปราศรัยที่ลานสกายวอล์กให้ทุกคนพูดพร้อมกัน ตรงนี้ก็ว่ากันไปตามสิทธิเสรีภาพ ความเชื่อ ตามยุคสมัยรักใครชอบใครอย่างบ้าคลั่ง

แต่กับความพยายามเดินสายปลุกกระแสก่อนใกล้ถึงวัน “วิ่ง ไล่ ลุง” ตั้งแต่ การส่งตัวแทนไปส่งเทียบเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หรือเมื่อวานนี้ เดินทางไป บก.ทบ. เพื่อเชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ต่อเนื่องถึงวันนี้ เดินทางไปสภา เชื้อเชิญ ชวน หลีกภัย ประธานสภา ให้มาร่วมวิ่งด้วยกัน

แม้อ้างว่า การเชิญ “บิ๊กแดง” ร่วมวิ่ง เพราะท่านชอบออกกำลังกายก็คงไม่มีใครเชื่อ ทำนองกลับกัน ในยามที่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมกันจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะไม่ยักเห็น “ขบวนการไล่ลุง” ร่วมวิ่งออกกำลังกายกับ “บิ๊กแดง” หรือจะขอร่วมวิ่งในโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

แต่การออกมาวิ่งเฉพาะอีเวนท์สร้างความต่อเนื่องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคฝ่ายแค้น แล้วไปเชิญบุคคลที่ตนเองเคยกระดกลิ้นตีตรา “เป็นเผด็จการ” ทั้งที่อยู่ร่วมชาติเดียวกันแท้ๆ มันจึงเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลนักกับการเอ่ยอ้างส่งหนังสือเชิญ “บิ๊กแดง” มาร่วมวิ่ง เพราะต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

น่าสะอึกมากกว่านั้น ในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังอยู่ในช่วงของการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องประกอบพิธีทางศาสนาแสดงความไว้อาลัย แต่กลุ่มคนที่ไม่แน่ใจว่าได้ปลูกฝังการเคารพจารีตประเพณี มีกาลเทศะมากน้อยเพียงใดจึงไม่ได้รู้สึกรู้สาเดินหน้าตั้งยื่นหนังสือเชิญให้มาร่วมวิ่งในกิจกรรมทางการเมืองที่ตนเองต้องการ

แม้ออกมาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ชาวคณะจัดงานวิ่งไล่ลุงมีความเสียใจกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สูญเสียคนในครอบครัว การมาครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนามาซ้ำเติมก็ตาม

… อสนีบาต …ไม่จำเป็นต้องตำหนิติเตียนให้มากกว่านี้ เพราะในโลกโซเชียลมีเดีย ต่างออกมาแสดงความเห็น อบรมสั่งสอน คนที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ เผื่อจะมีสติรู้จักแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้บ้าง เพราะตรงนี้ก็ไม่ต่างกับพวกที่กำลังสร้างกลุ่มก้อนเป็น “ลัทธิชังชาติ” ด้วยการแหกกฎระเบียบ กติกา มารยาทของบ้านนี้เมืองนี้ ส่งคนไปแทรกซึม ตามสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับโรงเรียนประถม-มัธยม

ลำพังการอ้างว่า มารณรงค์เลิกการเกณฑ์ทหารก็แย่แล้ว แต่นี่กลับไปใช้เอกสารราชการแอบอ้างจัด “วิ่ง ไล่ ลุง” ในโรงเรียนต่างๆ ตามต่างจังหวัด เพื่อหวังให้เห็นถึงพลังคนรุ่นใหม่ระดับเด็กเยาวชน ออกมาร่วมขับไล่รัฐบาล สร้างความอุบาทว์ดีแท้

เพิ่งได้พบได้เห็นในยุคนี้ พ.ศ.นี้ล่ะครับ ที่มีกลุ่มคนประเภทนี้กำเนิดเกิดมาด้วยการสรรหาวิธีทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ปลุกกระแสต่อต้าน อย่างไร้สามัญสำนึก ไร้วุฒิภาวะ ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย แต่จะทำลายสุขภาพจิตซะมากกว่า

จบด้วยคำกล่าวของ “ลุงตู่” ที่กำลังใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ด้วยการไม่เห็นด้วยกับการ “วิ่ง ไล่ ลุง” หรือ “เดินเชียร์ลุง”

“ผมไม่เห็นประโยชน์จะเกิดขึ้น ไม่ว่าสนับสนุนผมหรือสนับสนุนใครก็ตาม หรือต่อต้านผม มันเกิดประโยชน์กับใครบ้าง มันก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ออกมาทำเรื่องแบบนี้ พัน สองพัน หมื่นนึง แต่คนที่เสียประโยชน์คือ 60 ล้านคน…” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563

‘สมพงษ์’ พ่วง ‘เหลิม’ ยุค ‘แม้วหมอบ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สมพงษ์’ พ่วง ‘เหลิม’ ยุค ‘แม้วหมอบ’

9 มกราคม 2563 – 09:33 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,เฉลิม อยู่บำรุง,คุณหญิงหน่อย,นายใหญ่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,543 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ม.ค.63

*****************************

เป็นไปตามความคาดหมาย หลังความปราชัยในศึกเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น พร้อมกับการปรากฏตัวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ (กพศ.) พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย ก็ต้อง “ถอย”

สื่อทุกสำนักรายงานตรงกัน “ทักษิณ-พจมาน” ไม่ขวางการถอยของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ซึ่งว่ากันตามจริง คุณหญิงสุดารัตน์พอจะรู้ตัวว่า “นายใหญ่-นายหญิง” ไม่แฮปปี้ มาแต่คราว “หัวเขียง” ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ นำทีม ส.ส.อีสานไปฟ้อง “นายใหญ่” ถึงนครดูไบ

ปลอบใจ“คนลาดปลาเค้า”

ค่ำวันที่ 7 มกราคม 2563 ที่บ้านพักของ “คุณหญิงสุดารัตน์” ที่ซอยลาดปลาเค้า 60 มีงานเลี้ยงปีใหม่ของกลุ่ม ส.ส.กทม. และงานเลี้ยงขอบคุณ ส.ส.อีสาน ที่ช่วยกันหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น

ภายในงานมี ส.ส.ภาคอีสาน ภาคเหนือ และ ส.ส.กทม.ประมาณ 50 คน ไปร่วมสังสรรค์กันครื้นเครง เจ้าของบ้านก็ออกมารำฟ้อนกับ ส.ส.หญิงสนุกสนาน

คุณหญิงสุดารัตน์ ทุ่มเทกับเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น ต้นเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว

สรุปว่า คุณหญิงสุดารัตน์ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ก็ขอลาออกประธานยุทธศาสตร์พรรคแล้ว

“ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็พร้อมช่วยทุกคน อาจมีบางคน ซึ่งอาจจะเพราะเรื่องอำนาจหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ไม่ชอบดิฉัน ก็ถือเป็นความผิดดิฉันก็ได้ที่มีคนไม่ชอบ แต่ดิฉันยังเป็นสมาชิกพรรค จะใช้ไปทำอะไรตรงไหนก็ได้”

ที่น่าสนใจ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ พาภรรยา “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์”  ไปร่วมปลอบใจคุณหญิงหน่อย พร้อมกับ พงศกร อรรณนพพร” คนสนิทหัวหน้าสมพงษ์ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น

แถมมีบางคนในงานเลี้ยงตะโกนว่า “แม่หน่อยไปไหน พวกเราไปด้วย”…พรรคนี้เป็น “นักแสดงละคร” ระดับรางวัลเมขลาทุกคน

ของแท้ “ริมคลอง”

ถ้ายังจำกันได้ ระหว่างที่ “คุณหญิงหน่อย” ไปร่ำไห้หาเสียงเลือกตั้งซ่อมขอนแก่น น้ำตาแทบจะท่วมมัญจาคีรี-หนองเรือ “เหลิม บางบอน” ก็พาลูกชายไปพบ “นายใหญ่” ที่ฮ่องกง

คล้อยหลังที่ “เหลิม บางบอน” กลับจากฮ่องกง ไม่ถึงสัปดาห์ ก็มีรายงานข่าวจากเพื่อไทยว่า จะมีการตั้งกรรมการพิเศษชุดหนึ่ง มอบให้ “เหลิม” เป็นหัวหน้า

เฉลิมไปฮ่องกง พบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ต้นเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว

นั่นคือ คณะกรรมการกิจการพิเศษ (กพศ.) พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกรรมการ, ภูมิธรรม เวชยชัย รองประธานกรรมการ, ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองประธานกรรมการ, อดิศร เพียงเกษ, เผ่าภูมิ โรจนสกุล, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์, วัฒนา เตียงกูล กรรมการ, พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร กรรมการและเลขานุการ และไพรัช ชัยชาญ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

รายนามกรรมการกิจการพิเศษนี้ ส่วนหนึ่งเป็นทีมงานของ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น ภูมิธรรม เวชยชัย, อดิศร เพียงเกษ และเผ่าภูมิ โรจนสกุล

วันเปิดตัว “กพศ.” ก็ยังเห็นหน้า ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เลขานุการผู้นำฝ่ายค้าน นั่งหน้าบานอยู่ข้างๆคนโตบางบอน

สมพงษ์”เพื่อนเยอะ

ว่ากันจริง “คุณหญิงหน่อย” ประเมินนักการเมืองพูดน้อยอย่าง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ต่ำไป จึงพยายามโชว์บทบาทประธานยุทธศาสตร์พรรค ราวกับเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง

สมพงษ์ มือประสารสิบทิศ

คุณหญิงสุดารัตน์ ถนัดเล่นบทนางเอก โดยมีนักข่าวกลุ่มหนึ่งช่วยทำงานสร้างภาพลักษณ์ให้ จึงประเมินว่า ตัวเองเหนือกว่าสมพงษ์

“สมพงษ์” เล่นการเมืองมายาวนาน และเป็น “มิสเตอร์คอนเนกชั่น” จึงสามารถรวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้ง “กลุ่ม16” เมื่อปลายปี 2535

พ.ศ.นี้ นักการเมืองกลุ่ม 16 ยังกระจายอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย

สุชาติ ตันเจริญ อดีตกลุ่ม 16

ไปดูงานศพกำนันเป๊าะ จะรู้ว่า “สมพงษ์” แนบแน่นกับสนธยา คุณปลื้ม และวิทยา คุณปลื้ม แถม “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น มากน้อยแค่ไหน

สมพงษ์ กับ เสี่ยเฮ้ง ในงานบ้านกำนันเป๊าะ

หรือไปส่องงานศพมารดาของสุชาติ ตันเจริญ ก็จะเห็นความกลมเกลียวเหนียวแน่น ระหว่าง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, สุชาติ ตันเจริญ และสรอรรถ กลิ่นประทุม ราวกับกลุ่ม 16 ยังดำรงอยู่

สมพงษ์จึงเหมาะกับการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยุค “นายใหญ่” ถอยทางยุทธศาสตร์

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน  วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563

9 มกราคม 2563 – 09:05 น.
งบประมาณปี 63,คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,บิ๊กโจ๊ก พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,เครื่องไบโอเมทริกซ์
เปิดอ่าน 797 ครั้ง

คลุกวงใน  วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563  โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว 00000 “พญาเสือ” มาประจำการทุกวัน เพราะข่าวไม่มีวันหยุด จึงต้องขุดคุ้ยเพื่อประชาชนคนอ่าน 

00000 การอภิปรายงบประมาณปี 63 บอกว่าหงอยและเหงาจับใจ ฟังไปจะหลับไป เพราะเรื่องงบประมาณ เป็นเรื่องเข้าใจยาก ส.ส.หน้าใหม่และหน้าเก่า หากไม่จัดเจนจริงๆจะอภิปรายชี้แนะการใช้จ่ายงบประมาณไม่ได้เลย ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ไม่สมคำคุย กะว่าจะถล่มงบกลาโหม งบทหาร แต่ก็สุดกร่อย

00000 เมื่อเริ่มต้นเป็นเช่นนี้ นายกฯ ลุงตู่ สบายใจได้ ไม่มีปัญหา ยังไงก็ฉลุย พรรคฝ่ายค้าน บางพรรคอาจจะ “งดออกเสียง” กลัวว่า หากลงมติไม่เห็นชอบ ภายหลังแอบไปของบประมาณรัฐมนตรีลงพื้นที่เลือกตั้งตัวเอง จะตอบยังไง

00000 ขณะที่ ส.ส.รัฐบาลมากันเต็มพิกัด “ดร.แด๊ก” ธนกร วังบุญคงชนะ เลขาฯ รมว.คลัง กระซิบ “พญาเสือ” ว่า มี ส.ส.รัฐบาลลาป่วยแค่คนเดียว ดังนั้นจะโหวตเมื่อไร เสียง ส.ส.รัฐบาลพรึบแน่นอน เอาเป็นว่า วาระสอง วาระสาม เรียบร้อยโรงเรียนลุงตู่ 

00000 ที่คาดว่าฝ่ายค้าน จะใช้เวทีนี้ “ซ้อมใหญ่” เพื่อซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ ก็ไม่จริงตามนั้น แถม “พญาเสือ” ได้ข่าววงในมาว่า ทีมซักฟอกพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” ได้ข้อยุติแล้ว ว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีแค่ 5 คนคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ที่สังกัด พรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลเลย

00000 เรื่องนี้ ส.ส.สาย คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย เพราะ ส.ส.หลายคนมีข้อมูลกระทรวงอื่น ของรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำ จึงไม่ควรสรุปอยู่แค่นั้น นี่จึงเป็นปมขัดแย้งระหว่าง ขั้ว “สารวัตรเหลิม” กับขั้ว คุณหญิงหน่อย จนมีข่าวลือว่า คุณหญิงหน่อย ขอลาออกจากประธานยุทธศาสตร์ มีการเก็บข้าวของเครื่องใช้แล้ว 

00000 เลยทำให้ คุณหญิงหน่อย แฉกลับว่า มีคนไม่หวังดีไปปล่อยข่าวว่า จะลาออก “พญาเสือ” ได้ยินคนใกล้ชิด คุณหญิงหน่อย ชี้แจงว่า ที่นักข่าวเห็นเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่พรรคก็เพราะของบางอย่างไม่จำเป็น จึงเก็บกลับ ไม่ใช่การเก็บของเพื่อ “ลาออก” แต่อย่างใด นี่จึงเป็นปัญหาความขัดแย้งอีกยกระหว่างสองขั้วในพรรคเพื่อไทย

00000 อย่างไรก็ตาม ทักษิณ ชินวัตร ส่ง เสี่ยอ้วน ภูมิธรรม เวชยชัย มาคุมเชิงในคณะทำงานซักฟอกของ “สารวัตรเหลิม” มีการชนแก้วดื่มไวน์กันทุกวัน แล้ว “เสี่ยอ้วน” ได้รับมอบหมายให้ไปประชุมร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน 7 พรรคในสัปดาห์หน้า 

00000 นี่แสดงว่า ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อรัฐมนตรีของ พรรคภูมิใจไทย จะถูกอภิปรายอยู่ด้วย แต่พอ “สารวัตรเหลิม” มาคุมก็ปรากฏว่า “ชื่อหลุด” ไปดื้อๆ “พญาเสือ” ได้ยินคนในพรรคบอกว่ามีการ “เคลียร์” กันแล้ว จึงไม่ทราบว่าใครเคลียร์กับใคร เรื่องนี้ขั้ว คุณหญิงหน่อย ถามเสียงดังว่า จะตอบสังคมอย่างไร 

00000 “พญาเสือ” ขอวกไปเรื่องยิงถล่มรถ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาสำนักนายกฯ เพราะเห็นข่าวแล้ว ฝ่าย “บิ๊กโจ๊ก” ตั้งประเด็นว่า ถูกยิงเพราะโครงการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องไบโอเมทริกซ์ และรถตรวจการณ์อัจฉริยะ งานนี้เสมือนพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เนื่องจาก ทนายตั้ม ษิทธา เบี้ยบังเกิด เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับ “บิ๊กโจ๊ก” แถม ป.ป.ช.เรียก ทนายตั้ม ไปให้ข้อมูลในคดีไบโอเมทริกซ์ ในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี จึงอยากให้สาธุชนจับตาคดีนี้ให้ดีๆ เพราะ “พญาเสือ” ว่ามันมีลับลมคมในพอสมควร แถมช่วงที่ บิ๊กโจ๊ก ไม่มีบารมีในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว “บิ๊กแป๊ะ” เปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” เด็ก “บิ๊กโจ๊ก” เสียเหี้ยน ไม่เหลือติดโรงพักเลย งานนี้จึงเป็นการเปิดหน้าใส่กันเต็มที่ของทั้งสองคน โปรดจับตาอย่ากะพริบ 00000

งบประมาณ 2563 ฝ่ายค้าน ไม่ดุอย่างที่คาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409309?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบประมาณ 2563 ฝ่ายค้าน ไม่ดุอย่างที่คาด

9 มกราคม 2563 – 09:01 น.
งบประมาณ 2563,ฝ่ายค้าน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,724 ครั้ง

งบประมาณ 2563 ฝ่ายค้าน ไม่ดุอย่างที่คาด

การเมืองสัปดาห์นี้คงไม่มีประเด็นไหนน่าสนใจเท่ากับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3

ตามกำหนดการ ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา เปิดโอกาสให้อภิปรายกัน 3 วัน ระหว่าง 8-10 มกราคม โดยก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ทางฝ่ายค้านไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่โหมโรงกันเต็มที่ว่าจะลุยแหลกกับวาระนี้อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการขยายแผลก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่อาจจะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนปิดสมัยประชุมสภา

อีกทั้ง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยก็แสดงออกผ่านการขอปรับลดงบประมาณบางกระทรวง 100% เพื่อเป็นการประกาศให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณ หรือแม้แต่การประกาศเตรียมยื่นให้องค์กรอิสระตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการจัดงบประมาณ

ทว่า เมื่อถึงวันอภิปรายจริง ปรากฏว่าฝ่ายค้านกลับไม่ได้เดินหน้าลุยแหลกอย่างที่ประกาศไว้ เห็นได้จากมติที่ออกมาในรายมาตราของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ

      ฝ่ายค้านมาฉันมิตร กลัวกระแสตีกลับ
เริ่มตั้งแต่ การนับองค์ประชุมก่อนลงมติในวาระที่ 1 ว่าด้วยชื่อร่างพระราชบัญญัติ โดยฝ่ายค้านได้แสดงตนร่วมเป็นองค์ประชุมด้วย จากนั้นได้ใช้สิทธิงดออกเสียง 175 คน หรือในมาตรา 4 ว่าด้วยการกำหนดเม็ดเงินงบประมาณจำนวน 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ ฝ่ายค้านก็ใช้สิทธิงดออกเสียง 137 คน โดยไม่ได้ลงมติไม่เห็นชอบแต่ประการใด

ที่สำคัญ ในการอภิปรายแต่ละมาตราของฝ่ายค้าน บรรดา ส.ส.ก็ไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายทุกคน ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณผ่านไปแต่ละมาตราได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ปกติหากเป็นการพิจารณาในสภา กว่าจะผ่านไปได้แต่ละมาตรานั้นต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งวันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ การใช้สิทธิ “งดออกเสียง” ของฝ่ายค้าน แม้จะเป็นเอกสิทธิ์ตามข้อบังคับ แต่ด้านหนึ่งก็แสดงถึงนัยทางการเมืองด้วย เพราะเสมือนหนึ่งเป็นการรักษาน้ำใจในทำนอง “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” ประหนึ่งว่าไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้คัดค้านรัฐบาลเสียทีเดียว

การแสดงออกของฝ่ายค้านเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการสื่อความหมายในทางการเมืองพอสมควร กล่าวคือ ฝ่ายค้านจับกระแสสังคมได้ถูกจุดว่าเวลานี้สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการจะแก้ไขนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินงบประมาณจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

จากภาวะและบรรยากาศที่เกิดขึ้น หากฝ่ายค้านตีรวนด้วยการอภิปรายยื้อเวลาให้นานที่สุด หรือใช้สิทธิในการโหวต “ไม่เห็นด้วย” แน่นอนย่อมจะเกิดโอกาสที่คะแนนระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วยจะห่างกันไม่เกิน 25 เสียง หากเป็นเช่นนั้นย่อมจะนำมาสู่การนับคะแนนใหม่เหมือนกับเมื่อครั้งพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรา 44 ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการนับคะแนนใหม่แต่ละมาตราไม่น้อยกว่าชั่วโมง

หากงบประมาณล่าช้าออกไป ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสด้านลบจะตีกลับมาที่ฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีบทเรียนจากการเดินพลาดจนต้องเสียเก้าอี้ส.ส.เขต 7 ขอนแก่น ให้แก่พรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าของพื้นที่มาเป็นเวลานาน โดยความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งมาจากการเน้นเรื่องการเมืองมากเกินไป โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ

บทเรียนที่เกิดขึ้น ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับการเดินใหม่ มุ่งไปที่ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นสำคัญ โดยปล่อยให้วาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตะลุมบอนกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาเพิ่งตั้งขึ้นมาแทน

    ศึกในหนักกว่าศึกนอก
มาถึงจุดนี้ ประเด็นที่ว่าร่างกฎหมายงบประมาณจะผ่านสภาหรือไม่นั้นไม่น่าจะเป็นห่วงแล้ว เพราะฝ่ายค้านพร้อมจะใช้สิทธิงดออกเสียง เปิดทางให้เสียงข้างมากผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความชื่นมื่นของรัฐบาลที่น่าจะผ่านกฎหมายงบประมาณไปได้ แต่ในมุมหนึ่งกลับแฝงความอึมครึมถึงความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเช่นกัน เพราะส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนสำคัญหลายคนได้อภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณในแง่ลบอย่างตรงไปตรงมา

‘กรณ์ จาติกวณิช’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายติงว่า “เสนอให้ปรับลดงบประมาณจำนวน 1% ซึ่งเป็นการเสนอในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการจัดสรรงบประมาณที่ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง อยากฝากรัฐบาลว่าเรามีความจำเป็นต้องจัดงบประมาณให้เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่างบประมาณที่ใช้นั้นเป็นไปเพื่อตอบสนองประชาชน ไม่ใช่หน่วยงานรัฐบาลเท่านั้น”

หรือจะเป็นการอภิปรายของ ‘เทพไท เสนพงศ์’ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า “การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปีนี้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในชนบท เพราะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2563 เป็นการจัดทำโดยข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ ฝ่ายการเมืองที่มาจากเลือกตั้งไม่มีโอกาสเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น และกำหนดการจัดงบประมาณในโครงการที่แก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดได้เลย”

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงวนอยู่กับสถานการณ์เดิมๆ คือ ศึกนอกที่ว่าหนักแต่ก็ยังหนักไม่เท่ากับศึกใน ไม่รู้เหมือนกันว่าเพดานความอดทนของนายกฯ จะเหลืออีกเท่าไร

ใครบ้างที่ไม่เอาทั้งวิ่งไล่ลุงและวิ่ง/เดินเชียร์ลุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครบ้างที่ไม่เอาทั้งวิ่งไล่ลุงและวิ่ง/เดินเชียร์ลุง

9 มกราคม 2563 – 08:44 น.
วิ่งไล่ลุง,วิ่งเดินเชียร์ลุง
เปิดอ่าน 1,108 ครั้ง

ใครบ้างที่ไม่เอาทั้งวิ่งไล่ลุงและวิ่ง/เดินเชียร์ลุง โดย… ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

เราจะวิ่งไล่ลุงหรือวิ่ง/เดินเชียร์ลุง หรือเราจะไม่เอาเลยทั้งสองกิจกรรมทางการเมือง (แม้จะมีบางคนบอกว่าแค่วิ่งออกกำลังกาย ไม่มีพรรคการเมืองไหนหนุนหลัง…ฮา ฮา ฮา คงไม่มี…ที่ไหนเชื่อครับ)

โพลล์ต้นปีใหม่ 2563 ของนิด้าโพลในหัวข้อ “วิ่งไล่ลุง-วิ่ง/เดินเชียร์ลุง 2563” มีประเด็นที่น่าสนใจหลายเรื่อง

เราเริ่มด้วยการทบทวนว่าผลโพลล์เป็นอย่างไรก่อนครับ

ในข้อแรกถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ พบว่า ร้อยละ 40.86 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 12.24 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 12.00 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 31.32 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 3.58 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้คนเห็นด้วยมีมากกว่าคนไม่เห็นด้วยเพราะการปั่นกระแสข้ามปีของกลุ่มต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำอย่างเป็นระบบ อาศัยการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเน้นการดึงคนรุ่นใหม่ ชนชั้นกลาง ที่วันๆ อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ให้เข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมการวิ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่จึงมีการส่งข้อความชวนกันไปวิ่ง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าการวิ่งครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายและแตกแยกทางการเมืองในอนาคต นอกจากนั้นแล้วทุกวันนี้สื่อกระแสหลักก็มักจะไปนำข่าวจากในโซเชียลมีเดียมานำเสนอ ทำให้กระแสโหมแรงขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลานัดแถลงข่าวแบบงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐ เมื่อกระแสแรงก็จะมีคนเกาะกระแส ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ก็พาเหรดกันเข้าร่วมกิจกรรมโดยบอกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดงาน พรรคไม่เกี่ยวข้อง (ใครเชื่อบ้าง…ระวังออก…เป็น…)

ในข้อสองด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดกิจกรรม “วิ่ง/เดินเชียร์ลุง” ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ พบว่า ร้อยละ 18.92 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 9.30 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 17.65 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 49.76 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 4.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้คนไม่เห็นด้วยมีอัตราส่วนสูง (คิดว่าส่วนหนึ่งจะมาจากกลุ่มที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใด) เพราะคนจำนวนมากเริ่มกังวลว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแบบนี้ต่อไปภาพเก่าของความแตกแยก การประท้วง ปิดถนน ความรุนแรง และจบลงด้วยการทำรัฐประหารจะกลับมา

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการแตกรายละเอียดทั้งสองข้อนี้ออกมาเพื่อพิจารณาว่ากลุ่มไหนบ้างที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลยกับทั้งสองกิจกรรม พบสิ่งที่น่าสนใจดังนี้ ประเด็นแรก คนกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับการวิ่งทางการเมืองทั้งสองกลุ่ม โดยในข้อแรกคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ประมาณ 40% ไม่เห็นด้วยเลยกับการวิ่งไล่ลุง ในขณะที่ในข้อสองมีคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ถึง 56% บอกว่าจะไม่วิ่ง/เดินเชียร์ลุง ในประเด็นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าคนกรุงเทพฯ เขาเบื่อการชุมนุมทางการเมืองแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รวมถึงเขาอาจจะกังวลว่าหากทั้งสองกลุ่มจัดกิจกรรมแสดงพลังต่อกันอย่างนี้อาจจะทำให้ฝันร้ายเดิมๆ กลับมา

ประเด็นที่สองคือ กลุ่มคนมีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลยกับทั้งสองกิจกรรม โดยผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีไม่เห็นด้วยเลยในการวิ่งไล่ลุง และไม่เห็นด้วยในการวิ่ง/เดินเชียร์ลุง อยู่ที่ 48% และ 53% ตามลำดับ

ประเด็นที่สาม ผู้มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลยกับทั้งสองกิจกรรม โดยในข้อแรกประมาณ 42% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,001–40,000 บาท และประมาณ 39% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป และในข้อสองประมาณ 49% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 30,001–40000 บาท และ ประมาณ 59% ของผู้มีรายได้ตั้งแต่ 40,000 บาทขึ้นไป

ในประเด็นที่สองและสามน่าจะเกิดจากความกังวลใจว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคนในกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีและมีรายได้สูงน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีหลักฐานมั่นคงในหน้าที่การงานในองค์กรและส่วนหนึ่งกำลังก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่สดใส จึงไม่อยากให้สถานการณ์ทางการเมืองที่เลวร้ายมาขวางการเติบโตก้าวหน้า

ประเด็นที่สี่ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐไม่เอาด้วยกับทั้งสองกิจกรรม โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยเลยในการวิ่งไล่ลุง และไม่เห็นด้วยในการวิ่ง/เดินเชียร์ลุง อยู่ที่ 44% และ 57% ตามลำดับ ในประเด็นนี้ตอบได้ไม่ยากว่าเพราะอะไร แน่นอนเวลามีการชุมนุม กลุ่มที่ลำบากที่สุดคือข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมาดูแลความสงบ เจ้าหน้าที่ กทม. ต้องอำนวยความสะดวกและทำความสะอาด กระทรวงสาธารณสุขต้องเตรียมรถพยาบาลและโรงพยาบาลให้พร้อมหากเกิดเหตุ โรงเรียนบางแห่งอาจต้องปิดเพราะอยู่ในเขตพื้นที่ชุมนุม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง มหาดไทยต้องวิ่งหาข่าวป้อนรัฐบาลรวมถึงพยายามสกัดกั้นมือที่สามที่จะก่อเหตุ เป็นต้น แค่งานบริการประชาชนแบบวันต่อวันก็จะทำไม่ทันอยู่แล้ว หากยังต้องมารับมือการชุมนุมด้วยคงไม่ไหว

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนต่อประเทศไทยในปี 2563 จะเผชิญปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดียวกับในอดีตพบว่า ร้อยละ 21.62 ระบุว่า กังวลว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงมากกว่าในอดีต ร้อยละ 21.86 ระบุว่า กังวลว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองพอๆ กับในอดีต ร้อยละ 22.81 ระบุว่า กังวลว่าจะมีความขัดแย้งทางการเมืองแต่คงไม่เท่าในอดีต ร้อยละ 13.04 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 19.00 ระบุว่า ไม่กังวลเลย และร้อยละ 1.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ในข้อนี้พบว่าคนไทยประมาณ 66% กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงในปี 2563 ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงเท่าเดิม น้อยกว่าเดิม หรือมากกว่าเดิม แน่นอนสถานการณ์การปลุกเร้าทางการเมืองแบบนี้ใครๆ ก็กังวล แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ อายุของผู้ตอบในช่วง 45–60 ปี กับกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความแตกต่างกันมาก โดยผู้ที่มีอายุ 45–60 ปี ซึ่งส่วนใหญ่คือคนที่ผ่านยุคพฤษภาทมิฬ 2535 (หรืออาจเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย) ส่วนใหญ่มีความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงทางการเมืองมากกว่าในอดีต ในขณะที่คนที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยุคตุลาคม 2514 และ 2516 ส่วนใหญ่กลับไม่กังวลเลยว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หากอธิบายแบบกว้างๆ คือกลุ่มคนที่อายุ 45–60 ปี ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงานและอาจมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงแล้ว มีลูกน้องที่เป็นคนรุ่นใหม่มากมาย คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนที่สนใจทางการเมืองสูงแบบใช้เหตุและผลในการวิเคราะห์สถานการณ์ ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่อาจจะทำให้รู้สึกกังวลว่ากระแสแบ่งฝ่ายทางการเมืองในปัจจุบันอาจรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมาเพราะการปั่นกระแสจากโซเชียลมีเดียนั้นทั้งเร็วและแรง กระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกได้สูงมาก ในขณะที่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนหนึ่งก็ยังเฝ้าติดตามการเมืองอยู่ อีกส่วนหนึ่งก็อาจเข้าวัดทำสมาธิปล่อยวางทุกอย่างแล้ว คนกลุ่มนี้น่าจะมีความเชื่อในทางศาสนาสูง ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยจะรอดปลอดภัยจากพระบารมีองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับการคุ้มครองจากองค์พระสยามเทวาธิราช (สาธุ…)

รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน

9 มกราคม 2563 – 07:49 น.
สหรัฐฯ,อิหร่าน,ตลาดทองคำ
เปิดอ่าน 5,202 ครั้ง

รับมือผลกระทบสหรัฐ-อิหร่าน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563

สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดมากขึ้นหลังจากอิหร่านปฏิบัติการทางทหารตอบโต้สหรัฐด้วยการยิงขีปนาวุธกว่า 10 ลูก ข้ามฝั่งมายังฐานทัพอากาศ “อัล-อัดซาด” และฐานทัพอากาศ “อีบิล” ในอิรัก ที่กองทัพสหรัฐตั้งฐานกองกำลังอยู่ เป็นการล้างแค้นจากที่สหรัฐสังหาร พล.ต.กอเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านและเป็นหนึ่งในผู้นำทรงอิทธิพลของอิหร่านโดยปลิดชีพด้วยการส่งโดรนไปโจมตีทางอากาศในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคม ซึ่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านได้ออกแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบในการโจมตีฐานทัพสหรัฐและข่มขู่ว่าหากสหรัฐตอบโต้การโจมตีของอิหร่านก็จะโดนตอบโต้ถึงในอเมริกาและขู่ที่จะโจมตีเมืองในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล ในการโจมตีระลอกที่ 3

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทั่วโลกจับตาใกล้ชิดสถานการณ์ซึ่งอาจขยายความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผู้นำประเทศมหาอำนาจ อาทิ นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอริสัน ของออสเตรเลีย ได้ให้หน่วยงานความมั่นคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเมือง เช่นเดียวกับทางการแคนาดาและอังกฤษที่กำลังจับตาสถานการณ์ เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ได้ในหลายด้าน ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้วจากการที่สายการบินพาณิชย์ของประเทศต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าอิหร่าน-อิรัก และอ่าวโอมาน รวมทั้งบริเวณเหนือน่านน้ำอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย และสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐได้ประกาศห้ามสายการบินของสหรัฐบินผ่านเหนือน่านฟ้าอิรัก-อิหร่าน ยังไม่นับรวม ด้านเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น ตลาดทองคำ

ขณะที่รัฐบาลได้วางมาตรการรับมือและประเมินสถานการณ์เช่นกันทั้งในเรื่องพลังงานที่จะใช้มาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่เกือบ 4 หมื่นล้านบาท การสต็อกน้ำมันที่ปัจจุบันสามารถใช้ได้ 50 วัน และแก๊สยังมีเพียงพอต่อการใช้ รวมถึงปรับเปลี่ยนสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จาก 74% เหลือ 50% และเปลี่ยนไปนำเข้าจากพื้นที่อื่นที่ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องตลาดหุ้นนั้นทั่วโลกได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด จึงอยู่ที่แต่ละประเทศจะเตรียมรับมือภาวะผันผวนในมิติต่างๆ อย่างไร เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐ และการวางมาตรการหรือแผนรับมือจำเป็นต้องวางไว้ในมุมลบสุดๆ หรือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไปจนถึงเบาที่สุด ซึ่งจะต้องรอบคอบและเตรียมการไว้เป็นอย่างดี

มุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นพ้องว่ายังเร็วไปที่จะประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านว่าจะลุกลามบานปลายหรือไม่ เนื่องจากต้องรอดูท่าทีทั้งสองฝ่าย แต่หากภายในเดือนมกราคมไม่มีสงครามระหว่างสองประเทศก็เชื่อว่าโอกาสเกิดสงครามจะน้อยมากคงมีเพียงการโจมตีตอบโต้กันไปมา อย่างไรก็ตามวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยและการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2563 จะต่ำกว่า 3% ขณะที่ไทยก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนสูง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินซึ่งไม่ใช่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องวางแผนรับมือความผันผวนนี้ให้ได้

แตกเป็นเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แตกเป็นเสี่ยง

8 มกราคม 2563 – 14:10 น.
คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เฉลิม อยู่บำรุง,พรรคเพื่อไทย,แตกเป็นเสี่ยง
เปิดอ่าน 3,543 ครั้ง

แตกเป็นเสี่ยง

ปัญหาในพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครคิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้

ความจริงความไม่เป็นเอกภาพเกิดขึ้นนับแต่ที่ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจเลือก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ มาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว

เนื่องจากเก้าอี้นี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จองแล้ว แต่ไม่ได้ จึงทำให้ผิดหวัง แม้จะมีการปลอบใจด้วยการยกตำแหน่งเลขาธิการพรรคให้คนใกล้ชิดอย่าง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แล้วก็ตาม แต่ไม่ใช่เป้าหมาย

ต่อมาเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงตามเป้า ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์จะต้องรับผิดชอบ นั่นหมายความว่า เป้าพุ่งไปที่ คุณหญิงหน่อย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยังเคยพูดว่า ตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง เมื่อหลังตั้งเสร็จก็ถือว่าจบ ตำแหน่งควรจะยุบไป แต่นี่เนื่องจาก คุณหญิงหน่อย ไม่ได้เป็น ส.ส. เลยยังคงตำแหน่งเอาไว้ให้มีที่อยู่ที่ยืน

ปัญหาที่เกิดไม่เท่านั้น เพราะการเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคของ คุณหญิงหน่อย ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา แต่ยังเข้ามาล้วงลูกการบริหารจัดการภายในพรรคด้วย

ยิ่ง น.อ.อนุดิษฐ์ เป็นเด็กก้นกุฏิ ด้วยแล้ว กิจการงานในพรรค คนเป็นเลขาธิการพรรค แทนที่จะรายงานตรงต่อ สมพงษ์ หัวหน้าพรรค แต่ น.อ.อนุดิษฐ์ กลับไปรายงานคุณหญิงหน่อย เลยทำให้การบริหารในพรรคซ้อนกันอยู่

พูดง่ายๆ คือพรรคเพื่อไทย มีหัวหน้า 2 คนคือ สมพงษ์ เป็นหัวหน้าทางการ และ คุณหญิงหน่อย เป็นหัวหน้าโดยไม่เป็นทางการ

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ของทักษิณ คนแดนไกลตลอด แม้ไม่มีใครเดินทางไปเพ็ดทูล แต่ทักษิณ ก็มีสายที่จะรายงานสถานการณ์ในพรรคให้ได้รับทราบ

การพ่ายแพ้ในสภาในการโหวตเลือกนายกฯ ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จึงเป็นอีก “ปม” ที่ทำให้คนแดนไกลไม่ค่อยแฮปปี้ เนื่องจากลงทุนลงแรงไปแล้ว ได้ ส.ส.ก็มากกว่าแต่ไม่สามารถจับพรรคการเมืองมาตั้งรัฐบาลได้

เป้าหมายต่างๆ ของ ทักษิณ จึงเลือนราง เหล่านี้ทำให้หลายคนมองว่า ทักษิณไม่เอาแล้ว ทักษิณถอยแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าก่อนเลือกตั้ง ทักษิณไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร เหมือนกับผีหัวขาด พรรคไม่มีหัวหน้าที่ชัดเจน การเคลื่อนของพรรคจึงดูละล้าละลัง

จนกระทั่งมีข่าวลือข่าวปล่อยออกมาว่า การที่ พานทองแท้ ชินวัตร รอดคดี “ฟอกเงิน” กรณีแบงก์กรุงไทยกับเครือกฤษดามหานครนั้น ทำให้ ทักษิณ เริ่มจะถอยออกจากการเมือง

ประกอบกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความตัดพ้อเรื่องถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ซึ่งเป็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของสองพี่น้องอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ในพรรคเพื่อไทย ถนนทุกสายมุ่งไปที่ นายหญิง เนื่องจากการติดต่อสื่อสารผ่านนายใหญ่จากดูไบ แม้จะชัดเจน แต่เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ต้องฟังสัญญาณจากนายหญิงก่อนจึงจะถือว่าไฟนอล ไม่งั้นไม่ตลอด

เช่นกันกับบทบาทของคุณหญิงหน่อย ที่นายหญิงไม่ปลื้มมาตั้งแต่มีกระแสการขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากคนในบ้านจันทร์ส่องหล้ามองว่า หากคุณหญิงหน่อยเป็นหัวหน้า จะนำพรรคเพื่อไทยไปร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

เพราะคุณหญิงหน่อย ดีลกับ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ เพราะว่า บิ๊กป้อม ก็สนิทกับคุณหญิงพจมาน เหมือนกัน เข้าทำนองไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

ความขัดแย้งมาปะทุอีกครั้งเมื่อ ส.ส.อีสานกลุ่มหนึ่ง บินไปดูไบพบ ทักษิณ พร้อมกับข่าวขอให้เปลี่ยนประธานยุทธศาสตร์พรรคจากคุณหญิงหน่อย เป็น “สารวัตรเฉลิม”

เดือดร้อนกันใหญ่ ถึงกับคุณหญิงหน่อยบินไปประกบ จนมีภาพข่าวเรื่องคุณหญิงหน่อยไปร้องห่มร้องไห้ ต่อหน้าทักษิณ ขณะที่ “สารวัตรเฉลิม” เดินทางไปพบทักษิณที่ฮ่องกง มีภาพชนไวน์เป็นคลิปออกมายืนยัน

แล้วหิ้วตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการพิเศษของพรรคเพื่อไทย กลับมา แต่ สารวัตรเหลิมยืนยันว่า ไม่ได้ไปขอตำแหน่ง แต่ทักษิณยกให้เอง เพราะไม่เอาตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ไม่อยากขัดแย้งกับคุณหญิงหน่อย

อย่างไรก็ตาม ข่าวการลาออกของคุณหญิงหน่อย ก็ดังขึ้นมา ท่ามกลางการเข้ามากุมสภาพพรรคของขั้ว “สารวัตรเหลิม” ที่มีการแถลงข่าวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เล่นเอาฮือฮาเพราะว่า ลีลาของ “สารวัตรเหลิม” เป็นที่ถูกอกถูกใจนายใหญ่เหลือเกิน

แล้วการเปิดชื่อ 5 รัฐมนตรีออกมาล้วนแต่เป็นรายชื่อที่ทักษิณเห็นด้วย เพราะต้องการแก้แค้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในหลายเรื่อง

ด้วยเหตุนี้ ทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่นำโดย “สารวัตรเหลิม” จึงขึ้นหม้อยิ่งนัก นี่แหละที่ทำให้ภาพของคุณหญิงหน่อย ถูกด้อยค่าลง ทั้งๆ ที่ “สารวัตรเหลิม” ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะว่าทักษิณไว้วางใจให้ “สารวัตรเหลิม” ทำงานนี้โดยเฉพาะ

เอาง่ายๆ คือ เวลาที่ทีม “สารวัตรเหลิม” ประชุมเรื่องซักฟอก ทักษิณจะโทรทางไกลข้ามทวีปมาเลย บางครั้งอยู่บนเครื่องบินยังโทรศัพท์มาถามไถ่ว่าเป็นอย่างไร

สถานการณ์แบบนี้ไม่น่าเป็นผลดีต่อคุณหญิงหน่อย แถมเลือกตั้งซ่อมเขต 7 ขอนแก่น แพ้อีก เลยทำให้ คะแนนนิยมของคุณหญิงหน่อย ในมุมของทักษิณ ตกลงเรื่อยๆ

เลยเปิดปฏิบัติการ “ปล่อยข่าว” ว่าลาออกทุกตำแหน่ง แล้วระดมคนมาแสดงความเห็นอกเห็นใจและให้กำลังใจกันยกใหญ่ เริ่มจากคนใกล้ตัว อย่าง ส.ส. และ ส.ก. ส.ข. ในสังกัดกทม.

ต่อมาระดม ส.ส.ของพรรคมาเลี้ยงปีใหม่ เพื่อสร้างภาพว่ามีคนต้องการให้คุณหญิงหน่อย ยังอยู่ในพรรคเพื่อไทยต่อไป ถึงขนาดคุณหญิงหน่อยโทรศัพท์ไปเชิญ “สารวัตรเหลิม” มาด้วย แต่ “สารวัตรเหลิม” รู้ทัน ไม่มาเป็นฉากสร้างความชอบธรรมให้

ว่ากันว่า “สารวัตรเหลิม” จะสร้างชื่อด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากอภิปรายดีมีข้อมูล สั่นสะเทือนรัฐบาลได้ นั่นหมายความว่า นายใหญ่จะเป็นคน “กดปุ่ม” เองว่า จะให้ใครเข้ามากุมสภาพในพรรคเพื่อไทย

แน่นอนว่าคือ สารวัตรเหลิม ไม่ใช่ คุณหญิงหน่อยแน่นอน.