ซุ้มอีอีซี ‘2 สุชาติ’ ยึดแดนบูรพา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/409043?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

8 มกราคม 2563 – 13:34 น.
สุชาติ ตันเจริญ,สุชาติ ชมกลิ่น,เจาะประเด็นร้อน,สารวัตรต๊อก,พรรคพลังประชารัฐ,สสจันทบุรี,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 2,491 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 8 ม.ค.63

*************************

สุดท้าย ..ที่ถูกขับออกจากพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้บ้านพักพิงเรียบร้อย ศรีนวล บุญลือ ..เชียงใหม่ เขต เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการกับพรรคภูมิใจไทย ตามมาด้วย “กวินนาถ ตาคีย์” ส..ชลบุรี เขต ที่ชูเสื้อพรรคพลังท้องถิ่นไท 

วันที่ มกราคม 2563 ถึงคิว “สารวัตรต๊อก” พ...ฐนภัทร กิตติวงศา ..จันทบุรี เขต เดินเข้าพรรคพลังประชารัฐ ตามการชักชวนของ “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส..ชลบุรี และประธาน ส..ของพรรค ยังเหลือแต่“จารึก ศรีอ่อน” ..จันทบุรี เขต ซึ่งมีกระแสข่าวว่า จะเข้าสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท

จันท์ฮิ พรรค

ในแฟนเพจ จารึก ศรีอ่อน” วันที่ 26 ธันวาคม 2562 จารึก ศรีอ่อน ส..จันทบุรี ได้โพสต์ว่า ณ วันนี้ผมคาดว่า ส..จันทบุรี คงจะอยู่คนละพรรค คน พรรค แต่ถึงแม้จะอยู่ต่างพรรคก็ยังรักกันเหมือนเดิม…”

แสดงว่า ปลายปีที่แล้ว “จารึก” พอจะทราบแล้วว่า “สารวัตรต๊อก” คงปิดดีลกับสุชาติ ชมกลิ่น ไปแล้ว จึงบอกว่า ส..จันทบุรี คนจะอยู่กัน พรรค

จารึก ศรีอ่อน

นั่นคือ ญาณธิชา บัวเผื่อน ส..จันทบุรี เขต ยังอยู่อนาคตใหม่...ฐนภัทร กิตติวงศา ย้ายไปพลังประชารัฐ และจารึก ก็คงไม่แคล้ว ปชป.

ก่อนหน้านั้น จารึก ศรีอ่อน ได้โพสต์ภาพตัวเขารับประทานอาหารร่วมกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ “สาธิต ปิตุเตชะ” รมช.สาธารณสุข ที่ร้านวิเศษไก่ย่าง บางโพ

ว่ากันว่า เส้นสู่ ปชป.ของจารึก สะดุดที่ “คน ปชป.” ในพื้นที่ไม่ยอม และ “หมอตี๋” สาธิต แม่ทัพตะวันออกของ ปชปก็ไม่หนุน

สุดท้าย “จารึก” อาจต้องตาม “กวินนาถ” ไปสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไทของชัช เตาปูน 

สิงห์เฒ่า”เปิดทาง 

เมื่อ “สารวัตรต๊อก” พ...ฐนภัทร กิตติวงศา ย้ายมาพลังประชารัฐ ก็น่าคิดว่า “ธวัชชัย อนามพงษ์” อดีต ส..จันทบุรี สมัย ที่เคยลงสมัคร ส..จันทบุรี เขต ในสีเสื้อ พปชรแต่พลิกพ่ายนักมวยหน้าใหม่ไปแบบล็อกถล่ม

ธวัชชัย อนามพงษ์

ธวัชชัย อนามพงษ์ เป็นพ่อค้าพลอย มีเครือข่ายทั้งในพื้นที่จันทบุรี เริ่มต้นเล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส..เมืองจันทบุรี และประธานสภาจังหวัดจันทบุรี

นักเลงบ่อพลอยเล่นการเมืองระดับชาติมาแต่ยุครวมเขต จนถึงเขตเดียวเบอร์เดียว การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ธวัชชัยสอบตกพร้อมกับ ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต ส..จันทบุรี เขต แม้ทั้งคู่จะสอบตก ธวัชชัยได้ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีคลัง ส่วนยุคลก็เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีพลังงาน

สารวัตรต๊อก

นัยว่า การเจรจา ..จันทบุรี ที่กำลังบ้านหลังใหม่ “สารวัตรต๊อก” เขต คงเคลียร์ง่ายกว่า กรณีจารึก ศรีอ่อน ที่เขต จึงลงตัว และมีการเปิดตัวไปอย่างเอิกเกริก

หากว่ามีการเลือกตั้งใหม่ สิงห์เฒ่านักเลงพลอย อาจขยับขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือโยกไปลงที่เขต แทนหลานชายแสนคม อนามพงษ์

.” ใต้ร่มธง .

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 สุชาติ ตันเจริญ” อาสามาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐ โดยรับผิดชอบภาคตะวันออก และภาคอีสาน(บางจังหวัด)

สำหรับภาคพื้นบูรพา กลุ่มบ้านแสนสุข โดยมีสนธยา คุณปลื้ม ก็เป็นผู้ดูแลสนามเมืองชลบุรีบางเขต รวมถึงระยอง และจันทบุรี แต่แม่ทัพตัวจริงคือ “สุชาติ ชมกลิ่น” สายตรงของ “บ้านป่ารอยต่อ จังหวัด”

สุชาติ ตันเจริญ ทักทาย สุชาติ ชมกลิ่น

หลังเลือกตั้ง “สุชาติ ชมกลิ่น” จึงมาแรงแซงบ้านใหญ่แสนสุข เนื่องจากเขามี ส..ภาคตะวันออกอยู่ในการดูแล คน อาทิ ส..ชลบุรี เขต 2 ,เขต และเขต พ่วงด้วย ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์” ..ฉะเชิงเทรา เขต และสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ ส..สระแก้ว เขต 

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ตันเจริญ ก็ยังดูแล ..สระแก้ว ลูกหลานป๋าเหนาะ ได้แก่ ฐานิสร์ เทียนทอง ส..สระแก้ว เขต และตรีนุช เทียนทอง ส..สระแก้ว เขต 2

สุชาติ ชมกลิ่น

ว่ากันตามจริง สุชาติ ตันเจริญ และสุชาติ ชมกลิ่น ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน “ส..เฮ้ง” ยังเคารพรักประมุขบ้านริมน้ำ ในฐานะผู้อาวุโส

ทุกวันนี้ สุชาติ ตันเจริญ ยังมีภาระรับผิดชอบอดีต ส..อีสาน และนายก อบจ.อีสานเหนือ จังหวัด เมื่อมี “ส..เฮ้ง” มาช่วยดูแลภาคตะวันออก ย่อมเป็นเรื่องดี

พ่อมดดำ” กับ “ส..เฮ้ง” มีบุคลิกเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ “พวก”ใหญ่กว่าพรรค จึงมีเพื่อนมิตรทั้งสภา

เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250คน

7 มกราคม 2563 – 11:20 น.
ร่างรัฐธรรมนูญ,สว
เปิดอ่าน 1,433 ครั้ง

เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250 คน คอลัมน์… EXCLUSIVE TALK

ปฏิเสธไม่ได้การเมืองว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่องข้ามปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ของสภาผู้แทนราษฎร

หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญที่น่าสนใจ คือ ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากับมือ จึงไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงมาร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีชื่อในทำนองอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้

    แค่ให้ความเห็น ไม่ได้ชี้นำปัญหา
ในประเด็นเหล่านี้ ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์อุดม โดยมีเนื้อหาของการสัมภาษณ์ที่น่าสนใจและน่าติดตามดังนี้

ก่อนอื่นอาจารย์อุดม อธิบายถึงเหตุผลในการเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญว่า “ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนที่ทาบทามผม เขาบอกว่าไม่ใช่เป็นการไปชี้ว่าควรจะแก้ไขประเด็นไหนในรัฐธรรมนูญ เขาอธิบายอย่างนี้ ในขณะเดียวกัน ถามว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะทำหน้าที่อะไร เขาอธิบายว่าเขาต้องการให้มีคนที่เคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาอธิบายว่าการจะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะสามารถทำได้ในขอบเขตตรงไหน และด้วยวิธีการอะไร หมายถึงว่าแค่ในเชิงของการให้อธิบายวิธีการเป็นหลัก”

“ผมก็เรียนยืนยันว่าการจะไปให้บอกว่าควรแก้อะไรหรือไม่ควรแก้อะไร ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะไปพูด เพราะผมเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญเอง มันจบแล้วสำหรับผม ยืนยันว่าผมให้เหตุผลกับคนที่ทาบทามแล้วเขาก็บอกว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญทำเพียงแค่ศึกษาว่ากฎหมายได้วางเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างไรเท่านั้นเอง ไม่ได้พูดถึงว่าควรแก้หรือไม่ควรแก้ ไม่ใช่ประเด็นนี้”

“จุดประสงค์ของการเอาคนที่รู้เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญมันชัดเจนอยู่แล้วว่าเราไม่ได้เข้าไปเพื่อที่จะไปบอกว่าประเด็นไหนที่บกพร่อง เพื่อจะให้แก้ไข ซึ่งถ้าเป็นประเด็นเหล่านั้น ผมพูดได้เลยว่าผมก็อยู่ในฐานะที่จะคอยปกป้อง ผมก็ยืนยันตรงนี้ เพราะเหตุที่ว่าเราเป็นคนร่างมาเอง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปพูดในทางแตกต่างกัน”

“เหมือนคนมาถามผมว่าตอนที่ร่างระบบการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่หลายคนอาจมีความรู้สึกว่าข้อความในรัฐธรรมนูญกับข้อความในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมันไม่ค่อยไปด้วย ผมก็ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้คิดมาก่อนแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกต้อง ไม่ได้มีส่วนที่จะไปคิดในทางที่เราร่างผิดพลาด ดังนั้น ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปพูดแทนใครว่ารัฐธรรมนูญนี้ผิดพลาด ผมพูดตรงนี้ไม่ได้เลย”

“เวลาเข้าไปในคณะกรรมาธิการวิสามัญ จากสิ่งที่ได้รับทาบทามก็ดี หรือจากสถานะที่เราเคยเป็นกรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมาเองก็ดี จึงไม่ได้จะมาเป็นคนที่บอกว่าประเด็นไหนไม่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือ การแก้ไขบทบาท ส.ว. หรือ วิธีการเลือกตั้ง ควรแก้ไขหรือไม่ควรแก้ไข”

อาจารย์อุดมแสดงทัศนะต่อกระแสเกี่ยวกับการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า “เวลาเราคิดว่าเรื่องรัฐธรรมนูญมีปัญหา ส่วนใหญ่มันเกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นถามว่ามันมีเฉพาะรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเชื่อว่าในกฎหมายเกือบทุกฉบับ ถ้าเมื่อไรมีการใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งที่คนเห็นแตกต่างกัน แล้วเราเรียกว่ามันเป็นปัญหา ทุกกฎหมายมันเป็นปัญหาหมดทุกเรื่อง”

     รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้เลือกปฏิบัติ
“ในความคิดเห็นผม ผมก็ยังคิดว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่มีที่มา ยิ่งในประเด็นที่คนโต้แย้งกันมากเท่าไรก็ยิ่งสะท้อนสิ่งที่เรียกว่าเป็นประเด็นที่เราคิดกันมาก่อน เช่น อย่างปัญหาการถือหุ้นสื่อ ถามว่าคนร่างรัฐธรรมนูญคิดมาก่อนหรือไม่ เราก็คิดมาก่อนแล้ว เพราะมันเป็นตัวร่างที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 เพียงแต่จุดที่เปลี่ยนไป คือ แทนที่จะเป็นเรื่องที่ ส.ส.จะต้องไม่ถือหุ้น กลายมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ต้องไม่ถือหุ้นสื่อ ก็แค่นั้น หรือเรื่องที่โต้แย้งกันมากในเรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผมคิดว่าเวลาเรานึกถึงการยกร่างกฎหมาย เราคิดอะไร เรามีหลักการหรือไม่ ผมก็บอกว่ามี ข้อที่คนเห็นต่างเป็นเพราะเขาไม่ได้มาคิดกับเรา ทุกอย่างมันเป็นไปตามเกณฑ์ ไม่ได้เป็นการไปเลือกปฏิบัติ”

“เราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพราะเรารู้ถึงปัญหาที่ต้องแก้ไข ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อต้องการให้เกิดปัญหา มีคนมักจะพูดว่า กรธ.เห็นอยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหาความไม่มีเสียงข้างมากในสภา ผมถามว่าแล้วมันจะใช้หลักอะไรที่จะไปเขียนกฎเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก อย่างนั้นมันจะถูกหรือ”

“ผมเชื่อว่าในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ใช้ระบบเลือกตั้งสองบัตรก็คงไม่ได้มีใครคิดหรอกว่าจะได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด มีพรรคไทยรักไทยคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด คงไม่มีใครไปคิดอย่างนั้น ทุกอย่างคิดออกมาจากหลักที่ว่าประชาชนเป็นคนที่กำหนดเก้าอี้ของคนในสภา แล้วหลักของเราถามว่ามันไม่ถูกหรือ ถ้าคนเขาเลือกด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวมันยิ่งชัดเจนใหญ่ว่าคุณเลือกใคร คุณเลือกพรรคไหน เราไม่ควรจะไปคิดว่าการเลือกคนกับการเลือกพรรคมันแยกออกจากกันได้ เพราะในท้ายที่สุดเราก็บังคับให้คนสมัคร ส.ส.สังกัดพรรคอยู่ดี”

      ช็อกกับข้อเสนอของคสช.
ในช่วงหนึ่งของการสนทนา เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการให้มี ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรากฏว่าอาจารย์อุดมยอมรับว่าเวลานั้นเมื่อได้เห็นหนังสือที่เป็นข้อเสนอจากคสช.แล้วรู้ช็อกขึ้นมาทันที

“เราช็อกแล้วตั้งแต่ต้องมี ส.ว.250 คน เพราะเราก็รู้สึกว่ามาได้อย่างไร แต่พอเขาพยายามจะอธิบายว่าการเลือกตั้้งครั้งแรกการเมืองก็ยังไม่เปลี่ยน หมายความว่า ความขัดแย้งที่แบ่งเป็นสองฝ่ายก็ยังไม่เปลี่ยน แล้วเราจะทำให้การรัฐประหารเสียเปล่าอย่างนั้นหรือ ข้อนี้เราก็คิดในใจนะ เป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องมาตั้งคำถามว่าบ้านเมืองเราหยุดชะงักไป เราจะย้อนกลับมาเป็นแบบเดิมอย่างนั้นหรือ หรือว่าจะให้มันเดินไปได้ในระดับหนึ่งและพอถึงขั้นหนึ่งจะเข้ามาสู่ระบบก็ว่าไป”

“เราก็ตกใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้คิดมาก่อน เพราะเราเป็นคนยกร่างเกี่ยวกับส.ว.ว่า ส.ว.ควรจะต้องมาเลือกกันเอง แต่พอมาบอกว่าคสช.ขอจะตั้ง 194 คนและบวกกับอีก 6 ตำแหน่ง และขอเลือกอีก 50 คนที่มาจากการเลือกกันเอง เราก็ตกใจ แต่ถามว่ามันพอมีเหตุผลหรือไม่นั้น เราก็คิดแต่เพียงว่าบ้านเมืองเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน”

“ผมว่ามันมีเหตุผลอยู่ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่า 5 ปียาวเกินไปหรือไม่ แต่การเปลี่ยนผ่านจากการเมืองที่เป็นแต่งตั้งไปสู่การเลือกตั้ง การปรับไปทันทีทันใดมันจะมีอะไรที่เปลี่ยนหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกัน”

เมื่อในรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ คสช.เสนอเข้ามา จึงทำให้รัฐธรรมนูญกลายเป็นมรดกของคสช.ไปด้วยหรือไม่? อาจารย์อุดม ตอบว่า “จะเรียกว่าเป็นมรดกหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ถ้าเราว่ากันตามตัวบท ระยะเวลา 5 ปีที่จะมี ส.ว.จากการแต่งตั้งของคสช.และมีส่วนมาเลือกนายกฯ ด้วย ผมก็คิดว่าเราก็ไม่สามารถที่จะไปบอกว่ามันต้องเป็นคนของคสช.เท่านั้น เราไม่ได้เป็นคนกำหนดให้ประชาชนเลือกแบบนั้นแบบนี้ ทุกคนเล่นเกมในทางการเมือง ทุกคนอาจจะอยู่พรรคเดียวกันหรือต่างพรรคกัน ผมเชื่อว่ากรธ.ไม่มีใครอยากจะเอาส.ว.ไปเลือกนายกฯ เพราะถ้าทำแบบนั้นเราก็คงยกร่างไปตั้งแต่แล้ว”

   ยอมรับแก้ยาก แต่ผ่าน 5 ปีจะกลับมาปกติ
อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัย คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีขั้นตอนซับซ้อนตามมาตรา 256 เหตุใด กรธ.ถึงได้กำหนดไว้แบบนั้นจนกลายเป็นที่วิจารณ์กันหนักในทำนองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีทางแก้ไขได้ เว้นเสียแต่ฉีกทิ้งทั้งฉบับ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีคำอธิบายจากอาจารย์อุดมน่าสนใจเช่นกัน

“การทำรัฐธรรมนูญแตกต่างจากกฎหมายทั่วไป รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทของสังคม การจะเปลี่ยนแปลงเอาง่ายๆ ก็เท่ากับเป็นการทำลายหลักการ มันไม่ใช่กฎหมายธรรมดาที่จะไปเสียงข้างมากในสภาธรรมดาแล้วไปเปลี่ยนแปลงเอาง่ายๆ เราจึงบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องแตกต่างจากกกฎหมายธรรมดา ความยากที่ดูเหมือนยากกว่าปกติ คือ ต้องมีเงื่อนไขอัตราส่วนของ ส.ว. แต่ถ้าเราพูดตามหลักการทั่วไปตั้งแต่แรก ส.ว.จะต้องมาจากการเลือกกันเอง เพราะตอนที่ กรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คิดเรื่อง ส.ว.แต่งตั้ง”

“ความรู้สึกที่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยาก คือ ช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้เท่านั้น สิ่งที่เขาไม่ชอบมันบ่อนเซาะและทำลายความเป็นประชาธิปไตย มันคือช่วง 5 ปีที่ส.ว.มาจากการแต่งตั้งและมีบทบาทในการเลือกนายกฯ ด้วย แต่หลัง 5 ปีไปเราก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมโดยเสียงข้างมากแล้วมีสัดส่วนของ ส.ว.หนึ่งในสามหรือฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลอย่างน้อย 20% มันไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไรเลย ผมก็ขอย้ำคำของผมว่าคุณจะรอไม่ได้สัก 5 ปีเชียวหรือ”

“เขาไม่ต้องการเพียงแก้รัฐธรรมนูญหรอกครับ เขาต้องการทำรัฐธรรมนูญใหม่ อันนี้ต้องพูดให้ประชาชนได้เข้าใจ เขาไม่ได้พอใจแค่ตัวบทบางมาตราเท่านั้น แต่เขาไม่ชอบกระบวนการในการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 การมาบอกว่าเนื้อหามันไม่ดี ผมเชื่อว่าถึงคุณไปร่างรัฐธรรมนูญเองก็อาจมีหลายมาตราที่ไปร่างให้ดีกว่านี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นมาอยู่แล้ว กรธ.ไม่ได้ร่างให้ผิดแปลกจารีตในอดีตทุกมาตราเลย หลายเรื่องก็เป็นอย่างนั้น ในหมวดที่เกี่ยวข้องหมวดทั่วไปและพระมหากษัตริย์”

สุดท้าย อาจารย์อุดม ยืนยันหนักแน่นว่าเมื่อได้เข้ามาเป็นกรรมาธิการวิสามัญแล้วก็จะหยุดบทบาทของตัวเองไว้เพียงเท่านี้ โดยจะไม่ขอเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญที่จะเข้าไปแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคตอีก หากมีการตั้งขึ้นมา เพราะต้องการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเข้ามาดำเนินการรับผิดชอบบ้าง

“ผมยืนยันว่าผมหมดแล้ว หน้าที่ที่เราจะไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผมอายุปูนนี้แล้วและเข้าใจว่าเมืองไทยมีคนที่มีความรู้ความสามารถอีกเยอะ เราอาจจะให้ความเห็นได้ แต่ไม่น่าจะเข้าไปทำเอง เพราะผมไม่ได้ถวิลหาในการมาทำหน้าที่แบบนี้ สำหรับครูบาอาจารย์ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่เข้าไปทำตรงนี้ อาจเป็นประโยชน์ที่ทำให้รู้ว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญทำกันอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์แก่การเรียนการสอน ผมพอแล้ว ไม่มีอะไรจะมากไปกว่านี้” อาจารย์อุดมทิ้งท้าย

ชวน วางระเบิด รื้อรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408815?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชวน วางระเบิด รื้อรัฐธรรมนูญ

7 มกราคม 2563 – 10:07 น.
ชวน หลีกภัย,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
เปิดอ่าน 3,882 ครั้ง

ชวน วางระเบิด รื้อรัฐธรรมนูญ คอลัมน์…  กระดานความคิด  บางนา บางปะกง

เป็นเรื่องใหญ่โต หลังการให้สัมภาษณ์ของ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเสนอปรับแก้มาตราที่กำหนดให้ “ผู้นำเหล่าทัพ” ดำรงตำแหน่ง ส.ว. โดยตำแหน่ง เพราะเป็นข้อเสนอตามหลักการประชาธิปไตย และเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย

หลังจากนั้น ได้มีเสียงขานรับแนวคิด “ประธานชวน” ดังอึงมี่ โดยเฉพาะบรรดาอดีตสมาชิกพรรค ปชป.บางคนที่ลาออกจากพรรค หลังกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันมีมติเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2

ถ้าไล่ย้อนไปอ่านความคิดเห็นของชวน หลีกภัย ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค ยุคที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ก็จะพบว่า จุดยืนประธานชวนคือ โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2560

ปี 2559 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ได้แถลงจุดยืนของพรรค ปชป. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ พรรคไม่รับคำถามพ่วงประชามติที่ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ประชาชนสมควรลงมติไม่รับคำถามนี้

พรรคไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี หมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยกว่าปี 2550 จะแก้รัฐธรรมนูญก็ทำยาก ส่วนในบทเฉพาะกาล 5 ปี ไปทำให้ ส.ว. เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่เปิดช่องให้ ส.ว.มีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายเกิดการต่ออายุบทเฉพาะกาลให้ยืดยาวออกไป

หลังเลือกตั้ง 2562 พรรค ปชป.กลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงสปิริตลาออกจากหัวหน้าพรรค เปิดให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

มีผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคหลายคน แต่คู่ชิงดำจริงๆ ก็เหลือแค่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” กับ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” และจุรินทร์ ชนะพีระพันธุ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

เบื้องหลังเกมชิงประมุข ปชป. คนวงในทราบดีว่า “ชวน” หนุนจุรินทร์ และอดีตนายกฯ ผู้ได้ฉายาจอมหลักการ ก็รู้ลึกรู้ดีว่า ใครสนับสนุนพีระพันธุ์ ?

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค นำมาซึ่งการเข้าร่วมรัฐบาล พ่วงด้วยเงื่อนไขการเสนอชวน เป็นประธานสภา นี่เป็นการถอย เพื่อรอวันปรับขบวนอีกครั้ง

วันที่ 9 ธันวาคม 2562 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. ได้ทำหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป. โดยไม่ได้ให้เหตุผลลาออกในตอนแรก

ข่าวพีระพันธุ์ลาออกจาก ปชป. สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองพอสมควร มีการคาดเดาทิศทางการเมืองของอดีตรัฐมนตรียุติธรรมคนนี้ไปต่างๆ นานา แต่คนใน ปชป.รู้แล้วว่า หมากเกมนี้ ใครเป็นผู้เล่น ?

วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อย เท่านั้นยังไม่พอ พีระพันธุ์ ยังได้รับการเสนอชื่อเป็น “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” ในโควตาของคณะรัฐมนตรี

วันที่ 24 ธันวาคม 2562 กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 49 คน ได้ประชุมกันนัดแรก และเสียงข้างมากของ กมธ.ชุดดังกล่าว เลือกพีระพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ตามโผของ กมธ.ซีกรัฐบาล

พลิกแฟ้มข่าวช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว พรรค ปชป. ได้สนับสนุนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ให้เป็นประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เจอแรงต้านจากพรรคพลังประชารัฐ และ “ผู้ใหญ่” ฟากรัฐบาล จนกรรมการบริหารพรรค ปชป.ต้องถอยอีกครั้ง

ฉะนั้น เมื่อพีระพันธุ์ได้เป็นประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เซียนการเมืองระดับชวน หลีกภัย มีหรือจะเดาทางไม่ออกว่า ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะออกมาแบบไหน ?

          ระเบิดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เรื่องข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ “โละ ผบ.เหล่าทัพ” จึงสะเทือนเลื่อนลั่น ไหนใครว่า มีดโกนขึ้นสนิม..ไม่จริงเสียแล้วกระมัง

p10

คลุกวงใน วันอังคารที่ 7 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408813?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันอังคารที่ 7 มกราคม 2563

7 มกราคม 2563 – 10:05 น.
วิ่งไล่ลุง,คลุกวงใน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 766 ครั้ง

คลุกวงใน วันอังคารที่ 7 มกราคม 2563 โดย…  พญาเสือ

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว..00000 “พญาเสือ” มาประจำการขุดคุ้ยเหตุบ้านการเมือง ให้คนอ่านเหมือนเดิม…

00000 วิ่งไล่ลุง แคมเปญที่ อนาคตใหม่ ปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่เกี่ยวข้อง แต่สุดท้าย แกนนำอนาคตใหม่ ออกมายืนแถวหน้ากันหมด ทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พรรณิการ์ วานิช “พญาเสือ” ถามตรงๆ ไม่รู้จะปฏิเสธทำไม ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เพราะการเมืองไทย มีแค่ 2 ขั้ว ขั้วเอารัฐบาล กับขั้วไม่เอารัฐบาล ฉะนั้น ธนาธร เป็นขั้วไม่เอารัฐบาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพาคนออกมา “วิ่งไล่ลุง” ยอมรับเสียแต่แรกก็จบ

00000 ส่วนจะระดมคนได้มากได้น้อยก็ขึ้นกับ “เงิน” ที่จะลงทุน เนื่องจากการจัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีพรรคไหนไม่ใช้เงิน ใช้เงินมากก็ได้คนมาก จ่ายน้อยคนก็มาน้อย ไหนๆ ก็ไหนๆ ไพร่หมื่นล้าน ไม่สะทกสะท้านอยู่แล้ว

00000 แต่สิ่งหนึ่งที่ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่า อย่าออกนอกกฎหมาย หากออกนอกกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีแน่นอน ฝ่ายความมั่นคงจับตาทุกระยะ แทบจะเป็นเงาตามตัวเลยทีเดียว ชั่วโมงนี้ ปล่อยให้ ธนาธร ไปก่อน แต่ “พญาเสือ” อดห่วงไม่ได้ ธนาธร ควรจะมี การ์ดหรือรปภ.ส่วนตัว คอยติดตามดูแลความปลอดภัยให้บ้างก็ดี ขืนเกิดอะไรขึ้นกับ ธนาธร มันจะทำให้การเมือง “ร้อน” ขึ้นมา ที่สำคัญจะป้ายความผิดให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า คนทำคือใคร ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่า “พญาเสือ” ได้ข่าวเชิงลึกจากไหนมานะ แต่เห็นการเคลื่อนไหวของ ธนาธร มันหละหลวมและเปิดช่องให้ “มือที่สาม” เข้ามาฉวยจังหวะสร้างสถานการณ์ได้ง่ายๆ ฝากเตือนกันไว้

00000 วันก่อน “คมชัดลึก” พาดหัวข่าว เพื่อไทยเสนอตัดเหี้ยนงบประมาณ กระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย บางส่วน นัยว่าเป็นฝีมือของ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการจาก เพื่อไทย หากทุกอย่างดำเนินการภายใต้ตัวบทกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ไม่มีใครว่าอะไร แต่หากมี “อาเจนดา” หรือวาระซ่อนอยู่ มันไม่ค่อยสวย มีที่ไหนเสนอตัดงบประมาณ 100% “พญาเสือ” ทำข่าวมานาน ไม่เคยพบเคยเห็น

00000 ประเด็นต่อมา บรรดา กรรมาธิการวิสามัญฯ จะเสนอปรับลดงบประมาณส่วนไหนก็ดำเนินการไป แต่แว่วว่ามีประเภท หมูไม่กลัวน้ำร้อน เสนอตัดงบประมาณ “โครงการพระราชดำริ” อันเป็นโครงการที่ทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนผู้ด้อยโอกาสและอยู่ห่างไกล จะทำอะไรโปรดคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน อย่าเที่ยวสร้าง “สงครามตัวแทน” หรือทำอะไร กระทบเบื้องบน 

00000 พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่มีใครว่าอะไร อย่างการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา แต่การแถลงของ “สารวัตรเหลิม บางบอน” ที่พุ่งเป้า 5 รัฐมนตรี นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสมือนหนึ่งว่า เว้นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่แตะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ อธิบายต่อสังคมได้หรือไม่ว่า งานนี้ไม่มี “ฮั้ว” หรือ เกี้ยเซียะ กับใครบางคน

00000 “พญาเสือ” มองเห็นในพรรคเพื่อไทย มีความคิดแตกแยกกันพอสมควร มันก่อตัวมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ที่ ส.ส.อีสาน บินไปพบ ทักษิณ ชินวัตร ขอให้เปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์พรรค จาก “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็น “สารวัตรเหลิม” ทำให้ความบาดหมางระหว่าง “คุณหญิงหน่อย” กับ “สารวัตรเหลิม” เพิ่มขึ้นอีก

00000 แม้ “สารวัตรเหลิม” จะปฏิเสธ แต่มีควันย่อมมีไฟ ทักษิณ เลยแก้ปัญหาด้วยการตั้ง “สารวัตรเหลิม” เป็นประธานเฉพาะกิจใน การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แทน เป็นตำแหน่งปลอบใจ ขณะเดียวกัน การ “บีบ” ให้คุณหญิงหน่อย ลาออกยังไม่หมด มีการยกเอาเหตุการณ์แพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 7 ที่ขอนแก่น มากดดันให้ “คุณหญิงหน่อย” แสดงสปิริต

00000 ฉะนั้น “พญาเสือ” ทำนายเลยว่า ด้วยความไม่เป็นเอกภาพในพรรคเพื่อไทย และความไม่เป็นเอกภาพใน 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะทำให้ศึกซักฟอก “กร่อย” ไปถนัดตา ยิ่งฝ่ายค้านเล่นเกมด้วยการเว้นพรรคร่วมแต่จะถล่มพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐอย่างเดียว เท่ากับชี้ให้เห็นว่า ไม่มีน้ำยา มีแต่เกมการเมืองเท่านั้น

00000 ข่าวเศร้า ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียบิดานายกรัฐมนตรี พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา อายุ 96 ปี ส่วนกำหนดการ “พญาเสือ” จะแจ้งให้ทราบต่อไป 00000

ไทยต้องพร้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทยต้องพร้อม

7 มกราคม 2563 – 09:42 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,ไทยต้องพร้อม,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

ไทยต้องพร้อม บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 7 มกราคม 2563

ในการปราศรัยหาเสียงชิงแคนดิเดตพรรคเดโมแครตที่บรุกลิน ของวุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ เรียกโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นประธานาธิบดีที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และเมื่อวันก่อน เขายังได้โพสต์ทวิตเตอร์กล่าวถึงปฏิบัติการตามสั่งการของทรัมป์เพื่อสังหารผู้นำทางทหารของอิหร่าน แสดงความไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นนับเนื่องจากสงครามอิรักเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน ที่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่อเมริกันเสียชีวิตถึง 4,500 นาย บาดเจ็บอีกนับหมื่น ผลาญคร่าประชากรอิรักนับแสนชีวิต สูญเสียเงินไปกับสงครามนั้นมากถึงหลายล้านล้านดอลลาร์ และก็เชื่อว่าพลเมืองอเมริกันเองก็ไม่ปรารถนาที่จะเห็นสงคราม

เปิดศักราช 2563 มาเพียงไม่กี่วัน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ลงมือกระทำในสิ่งที่ช็อกโลกมากที่สุดเท่าที่เคยทำมาก่อนหน้า แม้เขาจะมีเหตุว่าผลปกป้องพลเมืองของเขา และยังสำทับด้วยว่าพร้อมจะลงมือจัดการกับกลุ่มที่เป็นภัยกับสหรัฐในลำดับต่อไปด้วย แต่ทั่วโลกกลับมองไปในทิศทางเดียวกันว่า นี่เป็นการจุดชนวนสงคราม ซึ่งจะพัฒนาขีดความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะการประกาศท่าทีต้องการล้างแค้นจากอิหร่าน และการตอบโต้จากโลกอาหรับ แต่ที่น่าหวาดวิตกกว่าสงครามที่รบกันแบบซึ่งหน้าก็คือ การรบนอกรูปแบบหรือการก่อการร้ายที่เป็นภัยคุกคามมวลมนุษยชาติอยู่ในขณะนี้ และยังไม่มีแนวโน้มว่า จะมีเงื่อนไขใดที่จะสามารถควบคุมหรือหยุดยั้งได้

สำหรับประเทศไทย แม้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ห่างไกลทางด้านภูมิศาสตร์กับคู่ขัดแย้งแต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า จะสามารถหลบลี้หนีพ้นไปจากผลกระทบจากภาวะสงครามที่ใกล้เข้ามาทุกทีไปได้ เมื่อก่อนสิ้นปี 2562 หลายฝ่ายวิตกกังวลกันว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยืดเยื้อออกไปนั้น จะยิ่งทำให้ประเทศไทยที่เป็นคู่ค้ากับทั้งสองประเทศจะต้องได้รับผลกรรมตามไปด้วยเป็นระยะเวลานานพอสมควร แต่ครั้นเกิดความตึงเครียดขึ้นครั้งใหม่ เศรษฐกิจของไทยก็ถูกเขย่าอีกรอบ แม้จะไม่รุนแรงนัก แต่ก็เป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องรับมือ โดยเฉพาะการส่งออกที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ก็จะยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยอมรับว่า นับเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นต้องมีความพร้อมในการรับมือ หากเห็นว่ามีความเหมาะสมที่จะต้องออกมาตรการชุดใหม่เช่น การดูแลด้านการลงทุนก็ต้องดำเนินการ ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดประเมินสถานการณ์เพื่อดูแลให้ครอบคลุม อย่างไรก็ตาม นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว ในด้านความมั่นคงปลอดภัยนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องไม่ประมาทโดยเฉพาะการดูแลประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศคู่ขัดแย้ง รวมไปถึงผลกระทบในด้านลบอื่นๆ ที่จะมีต่อประชาชนชาวไทยด้วย ตัวแปรด้านลบที่เข้ามาใหม่ในปี 2563 นี้ถือว่า ใหญ่พอสมควร ที่ทุกภาคส่วนไม่อาจจะวางใจหรือวางเฉยได้

ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408803?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี

7 มกราคม 2563 – 09:22 น.
ภัยแล้ง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 476 ครั้ง

ภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปี คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ เตือนมาหลายครั้งแล้วว่าให้เตรียมรับมือภัยแล้ง ซึ่งล่าสุดสถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก

ขนาดนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังแสดงความเป็นห่วงเพราะฝนตกน้อยและแม่น้ำหลายสายแห้งขนาดคนเดินข้ามได้

บรรดา ส.ส.ที่ลงพื้นที่อย่างที่พิษณุโลกเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงประชาชนในพื้นที่อีกเกือบทั่วประเทศ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบ มิฉะนั้นพอฝนตกน้ำท่วมผู้คนเดือดร้อน พอถึงฤดูร้อนก็เกิดภัยแล้งแบบนี้เป็นวงจรของประเทศไทยอย่างไม่รู้จบ

ณ เวลานี้เราต้องเตรียมรับมือภัยแล้งให้ดีเพราะกำลังจะมาถึงแล้ว และกรมชลประทานแจ้งว่าภัยแล้งปีนี้ พ.ศ. 2563 จะรุนแรงกว่า พ.ศ. 2558

          นายกรัฐมนตรีต้องเป็นหัวหอกสู้และรับมือภัยแล้งที่ต้องทำอย่างเป็นระบบและโดยเร็วที่สุดก่อนจะสายเกินไป
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง ครูในปัจจุบัน 
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เมื่อสิ้นสุดปีใหม่ ก็จะเข้าสู่เดือน “มกราคม” เดือนที่เต็มไปด้วยวันสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะ “วันครู” ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคม ของทุกปี ถือเป็นอีกวันสำคัญของอาชีพครู

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 64 พ.ศ.2563 ว่า “ครูไทย รักศิษย์ คิดพัฒนา”

ครู เสมือนวิศวกรในการสร้างคน ให้มีความรู้ มีทักษะ เป็นคนดี เพื่อพัฒนาประเทศชาติ เป็นบุคลากรสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จของระบบการศึกษา แต่ปัญหาและคุณภาพของครูยังคงเป็นหนึ่งในสิ่งที่สังคมตั้งคำถามมาในทุกยุคสมัย

ความพยายามในการพัฒนาครูผู้สอนด้วยการเพิ่มความเข้มข้นของหลักสูตรการสอน และการกระจายสถาบันผลิตครู ถือเป็นความหวังในการยกระดับครูผู้สอนและลดปัญหาด้านการขาดแคลนครูในปัจจุบัน แต่ปัญหาของครูยังคงพบว่ามีหลายปัจจัยบั่นทอน ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของครู

ปัญหาการขาดแคลนครู หนึ่งในอุปสรรคของวงการศึกษาไทย การรับรองและออกใบวิชาชีพครูเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็น มีครูหลายคนต้องเป็น “ครูเถื่อน” เพราะไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่เพราะใจรัก จึงต้องสวมหน้ากาก ใส่หัวโขน และจิตวิญญาณความเป็นครูลงไป

ปัญหาระบบราชการครู ที่ต้องให้ครูทำผลงานวิชาการ เพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้ได้ค่านั่น ค่านี่ เข้ามาในเงินเดือน พยายามสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู เพราะสวัสดิการต่างๆ ดีกว่า ทำให้ครูหลายคนลืมบทบาท และหน้าที่ความเป็นครูของตนเองไป

ดังนั้น นอกจากการส่งเสริมและพัฒนาครูแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรหันมาส่งเสริมและยกระดับวิชาชีพครูให้มากยิ่งขึ้น หาแนวทางในการลดภาระครู ส่งเสริมอัตราเงินเดือนเพื่อเป็นแรงจูงใจในการผลิตครูรุ่นใหม่ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยมีศักยภาพเพิ่มขึ้นต่อไป

ขอเป็นกำลังใจผู้ร่วมสายอาชีพครูทุกคนค่ะ เพราะการได้อบรมสั่งนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ คือหน้าที่ของเรา ครูของแผ่นดิน
สมศรี (อ่างทอง)

ตอบคุณ ‘สมศรี’ อ่างทอง
ผมชอบคำขวัญวันครูของนายกรัฐมนตรีอย่างมาก เพราะครูต้องพัฒนาปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเวลานี้โลกหมุนเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากหากครูอยู่นิ่งเฉยจะไม่ทันกับลูกศิษย์

ปัญหาของครูมีมากมายดังจดหมายของคุณที่บรรยายมาอย่างได้สาระอย่างมาก และเวลานี้ครูไม่ใช่เรือจ้างเหมือนแต่ก่อนและอยากให้ครูมีส่วนร่วมในการสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติสืบไป

อยากให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของครูและปรับปรุงคุณภาพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และผมเห็นด้วยที่ว่าครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าให้คนอื่นเดือดร้อน-อันตราย
จดหมายจากคุณ ‘อัมพร’ เมืองชล ต่อไปนี้ขอนำมาเตือนให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากความประมาท-ความมักง่าย

ตำรวจทางหลวงต้องเข้มงวดกับรถบรรทุก-รถพ่วงซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งอันตรายโดยเฉพาะจากของที่บรรทุกมา

เราปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มามากแล้วถึงเวลาต้องคุมเข้มตามกฎหมายก่อนผู้ใช้รถ-ใช้ถนนอื่นๆ จะเป็นอันตราย
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง เพราะความประมาท
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

กรณีรถพ่วงใหญ่เข้าโค้งมอเตอร์เวย์ ถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวนตะวันออก) ที่กม.64 จากชลบุรี – บางปะอิน เทกระจาดขวดเบียร์แตกกระจายเกลื่อนถนน ทำรถติดยาว เมื่อวันก่อน

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ ถึงความปลอดภัยของผู้ที่เกี่ยวข้องกับรถบรรทุกคันดังกล่าว มองว่าเกิดจากความประมาท ความมักง่ายผู้ประกอบการ ความละเลยของรัฐ การบรรทุกแบบนี้ต้องตั้งลังขวดที่พาเลทแล้วมีสิ่งห่อหุ้ม แล้วใส่ในตู้คอนเทนเนอร์

แต่รถบรรทุกคันนี้ไม่มีกระบะหรือคอกกั้น มีแค่ผ้าใบบางๆ คลุม พอถึงทางโค้งบนทางต่างระดับ ลังที่บรรทุกมาเกิดโค่นลงมา ส่งผลให้ลังที่บรรจุขวดเบียร์เปล่าตกลงมากระจายเกลื่อนถนน ทำความเดือดร้อนให้เพื่อนร่วมทาง เดือดร้อนคนเก็บกวาด ต้องรีบทำความสะอาดเพื่อเคลียร์พื้นผิวการจราจร

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เราเคยได้ยินข่าวกันอยู่บ่อยๆ หยุดสักทีเถอะค่ะ ความมักง่ายแบบนี้ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ภายหลัง อย่าให้เพื่อนร่วมทางต้องเดือดร้อนเพราะความมักง่ายของคุณเลย
อัมพร (เมืองชล)


ชานมไข่มุกแฝงมุกร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408652?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชานมไข่มุกแฝงมุกร้าย

6 มกราคม 2563 – 15:15 น.
ชานมไข่มุก,รู้ลึกกับจุฬาฯ,ผศดรกิตณา แมคึเน็น
เปิดอ่าน 5,115 ครั้ง

ชานมไข่มุกแฝงมุกร้าย คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ปัจจุบันธุรกิจชานมไข่มุกเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัยมากขึ้น ตั้งแต่เด็กไปจนผู้สูงอายุต่างก็นิยมชมชอบเครื่องดื่มชนิดนี้ที่มีการผสมส่วนประกอบต่างๆ นานา โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ มากมาย เช่น เพิ่มชีส ช็อกโกแลต หรือ บราวน์ชูการ์ ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ ก็ยิ่งเสริมเทรนด์เครื่องดื่มเดี๋ยวนี้ให้เป็นที่ติดอกติดใจมากขึ้น เรียกว่าหันไปทางไหนก็มีร้านชานมไข่มุกทุกมุมเมือง

แน่นอนว่าการดื่มชานมไข่มุกมากเกินปริมาณที่แนะนำต่อวันอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพของทุกๆ วัย แต่วัยที่น่าเป็นกังวลที่สุดคือวัยเด็ก นักโภชนาการห่วงเตือนการบริโภคชานมไข่มุกมีภัยต่อสุขภาพมากกว่าเรื่องน้ำหนักเกิน เพราะว่าเด็กอาจมีพฤติกรรมติดหวาน ส่วนผสมแฝงทั้งปริมาณน้ำตาลสูงและอาจมีสารกันบูด เป็นภัยต่อสุขภาพกายและอาจสร้างปัญหาขาดสารอาหาร

 ผศ.ดร.กิตณา แมคึเน็น อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การควบคุมการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงควรเริ่มตั้งแต่เด็กๆ เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อโตไปจะเลิกยาก การได้รับปริมาณน้ำตาลเกินต่อวันเป็นประจำจะส่งผลให้เด็กติดหวาน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ระบบเผาผลาญมีปัญหาตั้งแต่อายุน้อยๆ มีโอกาสเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นภัยใกล้ตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันในเลือดผิดปกติ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยเงียบที่ผู้ป่วยอาจจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

“สาเหตุของโรคก็มาจากพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม เกินมาตรฐาน ยังไม่นับสารปนเปื้อนอื่นๆ อีกที่ผู้บริโภคไม่มีทางรู้ว่าชานมไข่มุกแต่ละยี่ห้อนั้นๆ มีส่วนผสมของอะไรบ้าง” ผศ.ดร.กิตณา กล่าว

จากการสำรวจของกรมอนามัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 3 เท่า ในขณะที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนก็พุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆ ที่ชอบเครื่องดื่มรสหวาน ทำให้เด็กไทยจำนวนมากในยุคนี้มีภาวะน้ำหนักเกินรวมถึงกลายเป็นเด็กอ้วนเพิ่มขึ้น และพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ข้อมูลกลางปี 2562 จากศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลตรวจวิเคราะห์สารกันบูด น้ำตาล และโลหะหนักในชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ พบตัวอย่างเม็ดไข่มุกมีสารกันบูด 100% แต่ไม่เกินค่ามาตรฐาน และยังพบว่าส่วนใหญ่มีปริมาณน้ำตาลมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำต่อวัน บางยี่ห้อมีน้ำตาลสูงถึง 18 ช้อนชา ทั้งๆ ที่จริงแล้วร่างกายเราไม่จำเป็นต้องได้รับพลังงานเพิ่มจากน้ำตาลที่เติมเสริมแต่งเข้าไปในอาหารเลย

ผศ.ดร.กิตณา ย้ำว่าองค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเราไม่ควรได้รับพลังงานจากน้ำตาลเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แนะนำต่อวัน และการได้รับน้ำตาลน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพลังงานที่แนะนำต่อวันจะส่งผลดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ จึงแนะนำว่า คนทั่วไปควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (คำนวณจากความต้องการพลังงานวันละ 2000 กิโลแคลอรี)

“หากเป็นไปได้การไม่เติมน้ำตาลเพิ่มลงไปในอาหารเลยหรือลดปริมาณน้ำตาลต่อวันให้น้อยที่สุดก็จะดีที่สุดต่อสุขภาพ และไม่แนะนำการเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลในอาหารสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี”

น้ำตาลในชานมไข่มุกหวานๆ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในช่องปากอีกด้วย “เด็กอาจจะแปรงฟันยังไม่ค่อยดีพอ น้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มหวานๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาฟันผุและสุขภาพช่องปากไม่ดี ดังนั้นการที่ผู้ปกครองดูแลและควบคุมการรับประทานอาหารหวานๆ ที่มีน้ำตาลสูงกันตั้งแต่เด็กจะดีกว่าที่จะมาแก้ไขตอนโตแล้วเพราะแก้ไขยาก”

นอกจากนี้ในชาไข่มุกยังมีสารกาเฟอีนจากชา ซึ่งส่งผลต่อสมาธิการเรียนรู้และอารมณ์ของเด็กได้ ทำให้เด็กตื่นตัวนอนไม่หลับในเวลากลางคืน อาจส่งผลต่อสมาธิการเรียนรู้ในตอนกลางวันที่ต้องจดจ่อกับการเรียน นอกจากนี้เด็กอาจติดกาเฟอีนได้หากดื่มชาในปริมาณมากเป็นประจำ และเมื่อหยุดดื่มจะทำให้เกิดภาวะขาดกาเฟอีน เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ มีปัญหาเรื่องอารมณ์ เช่น หงุดหงิดฉุนเฉียว หรือมีอาการซึมเศร้า ไม่สามารถจดจ่อมีสมาธิได้

“อีกทั้งกาเฟอีนยังเพิ่มการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมากขึ้น หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอื่นๆ อย่างเพียงพอ จะส่งผลต่อการสร้างกระดูกของเด็กได้ และหากยังติดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนไปจนกระทั่งโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็จะทำให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น นอกจากนี้กาเฟอีนและแทนนินที่พบในชายังส่งผลทำให้เด็กเกิดอาการท้องผูกได้ด้วย โดยเฉพาะหากได้รับใยอาหารจากผักผลไม้น้อยและดื่มน้ำไม่เพียงพอ”

ยิ่งไปกว่านั้นอาหารเครื่องดื่มที่มีความหวานสูงอาจทำให้เด็กอ้วนแต่ขาดสารอาหารอื่นที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต “น้ำตาลที่อยู่ในชานมไข่มุกรสหวานๆ นั้น จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงเร็ว แต่หลังจากนั้นน้ำตาลในเลือดก็จะลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้เด็กรู้สึกโหยหาขนมหวานหรือเครื่องดื่มรสหวานเพื่อเติมน้ำตาลในเลือดให้สูงอยู่ในระดับเดิมอยู่เรื่อยๆ จึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นเด็กอ้วนแต่ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ประเภทอื่นได้ หากเลือกรับประทานแต่ขนมหวานหรือเครื่องดื่มรสหวานแทนที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผักผลไม้ ร่วมด้วย”

เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ปกครองควรกำกับปริมาณการรับประทานชานมไข่มุกของเด็ก เช่น การจำกัดปริมาณให้ดื่มน้อยลง หรือปรับเปลี่ยนวัตถุดิบโดยอาจเปลี่ยนจากตัวชาเป็นน้ำผลไม้รสไม่หวานแทน เลือกสั่งเครื่องดื่มแบบหวานน้อย ใช้นมไขมันต่ำหรือพร่องมันเนย เลือกไข่มุกที่ทำจากแป้งบุกแทนแป้งสาคูแบบปกติ ใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล เป็นต้น

แต่ทางป้องกันปัญหานี้เริ่มต้นได้ที่ผู้ปกครองเพราะผู้ใหญ่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็ก “ผู้ปกครองอาจจะดื่มให้เด็กเห็น ทำให้เด็กอยากเลียนแบบและขอชิม หากผู้ปกครองดื่มทุกๆ วัน เขาก็จะมีโอกาสที่จะอยากดื่มตาม ถ้าบอกเด็กว่าไม่ให้กินแต่ผู้ใหญ่เองยังไม่ยอมเลิก สิ่งที่ตามมาคือเด็กก็จะไม่เข้าใจว่าทำไม ฉะนั้นถ้าหากผู้ใหญ่เองก็ยังเลิกของหวานๆ ที่เสี่ยงต่อสุขภาพไม่ได้ก็ไม่ควรเอาของนั้นเข้าบ้าน หรือเลิกสร้างพฤติกรรมบริโภคที่ทำให้เด็กเลียนแบบ พยายาม ลด-ละ-เลิกของที่ไม่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่เฉพาะชานมไข่มุกแต่รวมถึงอาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพทั้งหลายด้วย”

ใกล้วันเด็กแล้วผู้ปกครองอาจมีแผนการพาลูกๆ หลานๆ ไปเที่ยว และกินฉลองวันพิเศษสำหรับเด็ก เด็กๆ จะได้รับการตามใจเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะช็อปและชิมของอร่อยๆ ต่างๆ นานา ถึงเวลาที่ผู้ปกครองจะเริ่มสร้างสุขลักษณะที่ดีในการบริโภคอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชานมไข่มุก ซึ่งอาจจะแฝงโทษเป็นมุกร้ายๆ สำหรับเด็กๆ ได้ หากดื่มเป็นประจำในปริมาณมากและละเลยการรับประทานอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมด้วย

ผ้าขาวม้า ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ้าขาวม้า ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

6 มกราคม 2563 – 14:15 น.
ย้อมสีดอกฝาง,ผ้าขาวม้า,ผ้าไหม
เปิดอ่าน 520 ครั้ง

ผ้าขาวม้า ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

นอกจาก “ผ้าไหม” ที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกผลิตภัณฑ์เด่นของ จ.ขอนแก่น แล้วยังมีผ้าขาวม้าผลิตจากวัสดุธรรมชาติถือเป็นอีกผลิตภัณฑ์ติดดาวของจังหวัด โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่ อ.บ้านฝาง ซึ่งเป็นผลงานเด่นของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ซึ่งได้นำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ในการย้อมผ้านั่นก็คือ “ต้นฝาง” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝางที่สามารถรักษาอาการช้ำในและนำมาใช้ในการย้อมผ้าซึ่งต้นฝางสามารถสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านและสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย

เตือนใจ คำสีทา ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น ย้อนอดีตให้ฟังว่า เริ่มต้นจากการนำต้นฝางมาใช้ในการรักษาอาการช้ำตามความเชื่อของบรรพบุรุษ เช่นการรักษาอาการช้ำในจากการตกต้นไม้ หรือโดนควายขวิด เป็นต้น อีกทั้งต้นฝางยังเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝางซึ่งสามารถหาได้ง่ายเพราะปลูกตามท้องถิ่น
“จุดเริ่มต้นของการนำมาทำผ้าขาวม้าคือในหมู่บ้านมีกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอยู่แล้วและทำผ้าขาวม้าจากสารเคมี และได้ไปอบรมเกี่ยวกับการทำผ้าฝ้ายจากวัสดุธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการใช้วัสดุจากธรรมชาติจะไม่ทำร้ายผ้าและไม่มีสารอันตรายต่อผู้บริโภค”

เธอเล่าต่อว่าหลังจากนั้นในขณะที่นำต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดเพื่อรักษาอาการช้ำในได้เห็นสีที่สวยงามและแปลกใหม่จึงลองนำมาต้มกับผ้าฝ้ายว่าสามารถใช้คู่กันได้ไหม และนำไปปรึกษาสมาชิกในกลุ่มเนื่องจากในกลุ่มแม่บ้านมีการทำผ้าขาวม้าของจากสีเคมีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันการทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคและได้ผลตอบรับที่ดีกว่าสีเคมีจึงเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนของการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของกลุ่มแม่บ้านเล็งเห็นว่าผ้าขาวม้าจากต้นฝางมีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำขึ้นมาโดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้านจำนวน 30 คน และมองเห็นว่าถ้าจำหน่ายเฉพาะผ้าขาวม้าอย่างเดียวรายได้ค่อยข้างน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัวอีกทั้งในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้าถึงง่ายกว่าในอดีตการนำผ้าขาวม้ามาแปรรูปจึงง่ายกว่า จึงนำผ้าขาวม้ามาผลิตเป็นผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ผ้าถุง ช้อน ที่เพียงแช่น้ำร้อนก็สามารถใช้เป็นยารักษาโรคช้ำในได้อีกด้วย แต่ยังคงความเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเอาไว้โดยการทอมือบ้างบางส่วนเพื่อความสวยงามและความละเอียดของสินค้า

ส่วนวิธีการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง คือนำแก่นต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดจึงจะได้สีที่สดและสวยงาม หลังจากนั้นนำแก่นต้มฝางออกจากหม้อเหลือน้ำไว้แล้วนำผ้าฝ้ายลงไปในน้ำต้มจนได้สีที่ต้องการจากนั้นนำผ้าที่ต้มแล้วมาตากให้แห้งก็จะได้สีผ้าที่ย้อมจากเปลือกไม้ตามที่ต้องการ

“ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง กล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจผ้าขาวม้าจากต้นฝาง ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติจากแก่นต้นฝาง ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภค สีที่ได้นั้นมาจากแกนของต้นฝางที่สามารถรักษาอาการช้ำในและใช้ในการย้อมผ้าซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ตามท้องถิ่น ทำให้สีที่ได้สวยงามและสะดุดตาอีกด้วย” เตือนใจกล่าว

นอกจากนี้ผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝางซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝาง มีการจำหน่ายแล้วที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สามารถแวะไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝาง หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ในลักษณะต่างๆ ที่ต้องการในราคาไม่แพง สามารถจับต้องหรือจะไปซื้อแกนของต้นฝางมาไว้ใช้ในการรักษาอาการช้ำในของร่างการได้อีกด้วย

สนใจแวะชมผ้าขาวม้าต้นฝางสามารถติดต่อได้ที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติม โทร.08-3665-2690

แปรรูปไหมอีรี่ส่งแดนอาทิตย์อุทัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปรรูปไหมอีรี่ส่งแดนอาทิตย์อุทัย

6 มกราคม 2563 – 13:35 น.
ไหมอีรี่,ผ้าไหม
เปิดอ่าน 485 ครั้ง

แปรรูป ไหมอีรี่ ส่งแดนอาทิตย์อุทัย สินค้าเด่นกลุ่มทอผ้าหนองหญ้าปล้อง  โดย…  พรนภา มหาหิงษ์ และทิพมาศ พารุกา

ขอนแก่น ถือเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเลื่องลือในเรื่อง “ผ้าไหม” เพราะเป็นเมืองที่ผลิตผ้าไหมสวยงามมากมายออกมาจำหน่าย แต่ที่ทราบกันดีว่าการทำผ้าไหมนั้นจะต้องมีการเลี้ยงหม่อนไหม เพื่อนำเส้นใยมาผลิตและแปรรูปออกมาจำหน่าย ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีการผลิตผ้าไหมออกมาจำหน่ายมากมาย แต่การเลี้ยงหม่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่การเลี้ยงหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เพราะหม่อนไหมชนิดนี้ไม่ใช่หม่อนไหมธรรมดา นั่นก็คือ “ไหมอีรี่ ของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น”

 ศศิกมล สุจันทร์ ตัวแทนกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เกิดจากกลุ่มแม่บ้านที่มีการเลี้ยงหม่อนไหมมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งหม่อนไหมที่กลุ่มแม่บ้านเลี้ยงมีชื่อว่า “ไหมอีรี่” เป็นหม่อนไหมที่ต่างจากหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ต่อมากลุ่มแม่บ้านมีความเห็นว่าควรนำไหมอีรี่มาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ จึงนำไหมอีรี่มาทอเพื่อแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น

เธอเล่าต่อว่า “ไหมอีรี่” แตกต่างจากหนอนไหมกินใบหม่อนทั่วไป นั่นก็คือ เป็นไหมที่กินใบมันสำปะหลัง มีเส้นใยที่เป็นเอกลักษณ์ คือเป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปม ถ้าซักบ่อยๆ เส้นใยก็จะมีความนิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญไหมอีรี่มีเส้นใยที่ใหญ่ หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดีกว่าไหมที่กินใบหม่อนทั่วไป แต่ถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันสวยงามก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติตามที่ต้องการได้

“เส้นใยเป็นเส้นปมที่แตกต่างจากไหมทั่วไปและถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันที่สวยงามก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติได้ เช่น สีน้ำตาล ได้มาจากเปลือกประดู่ สีเหลืองได้มาจากกระถิน และสีส้มได้มากจากเปลือกฝาง เป็นต้น เส้นใยก็จะมีความหนาใหญ่กว่าเส้นใยของไหมธรรมดาทั่วไป” ศศิกมล ชี้จุดเด่น พร้อมระบุว่า

เนื่องจากเส้นใยของไหมอีรี่เป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปมใหญ่หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดี จึงมีการนำไหมอีรี่มาแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านในการเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวอีกด้วย

ตัวแทนกลุ่มทอผ้าคนเดิมยังกล่าวถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ ซึ่งการทอและการแปรรูปกลุ่มแม่บ้านก็แปรรูปด้วยตนเองและมีการจำหน่ายด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง คนไทยที่สั่งไหมอีรี่ส่วนใหญ่จะสั่งเป็นเส้นใยหรือเป็นผ้าที่ทอสำเร็จแล้วแต่ยังไม่มีการสั่งที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากจะมีจำหน่ายในประเทศไทยแล้วการแปรรูปไหมอีรี่ก็มีการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วยอย่างเช่น ผ้าพันคอที่แปรรูปโดยไหมอีรี่ก็ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

“ขั้นตอนในการส่งออกคือจะมีพ่อค้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาสั่งผ้าพันคอ ที่แปรรูปโดยไหมอีรี่ด้วยตนเอง ซึ่งสั่งเป็นออเดอร์เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศเขา แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าคนกลางมาสั่งทำแล้วส่งต่อไปจำหน่ายในต่างประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง” ศศิกมล กล่าว

 “ไหมอีรี่” กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น นับเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านและคนในชุมชนเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ “ผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่” ก็สามารถเดินทางไปที่กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เพื่อไปเยี่ยมชมและซื้อไปใช้สอยหรือซื้อไปเป็นของฝากได้

แล้งแล้วโว้ยยังพ่นน้ำลายกันอยู่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6 มกราคม 2563 – 13:10 น.
แล้ง,การบริหารจัดการทรัพยากรทางน้ำ
เปิดอ่าน 575 ครั้ง

แล้งแล้วโว้ยยังพ่นน้ำลายกันอยู่ได้ คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

เปิดศักราช 2563 มาได้ไม่กี่วัน สังคมโลกเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ฟากหนึ่งของแผนที่โลกสหรัฐส่งเครื่องบินโจมตีอิหร่านด้วยการสังหารผู้นำทางทหารอิหร่าน สร้างความโกรธแค้นให้ชาติตะวันออกกลางเป็นอย่างมาก

ผู้นำชาติยักษ์ใหญ่อย่างจีน รัสเซีย ยังต้องส่ายหน้าต่อปฏิบัติการดังกล่าว รวมไปถึงประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาเองไม่พอใจการกระทำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะจะเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามครั้งใหม่ เมื่อเกิดขึ้นใครเดือดร้อนล่ะ หนีไม่พ้นประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่าย

เขยิบเข้ามาทางออสเตรเลีย ต้องประสบมหันตภัยไฟป่าลุกลามตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาถึงบัดนี้เผาผลาญพื้นที่ 2 รัฐไปแล้วกว่า 30 ล้านไร่ ถึงกับต้องอพยพประชากรออกจากพื้นที่ นักวิเคราะห์สถานการณ์ภัยธรรมชาติออกมาชี้ว่านี่เป็นไฟล้างธรณีทีเดียว ขณะที่ประเทศในอาเซียน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เจอน้ำท่วมใหญ่รับปีใหม่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 20 ราย

หันกลับมาดูประเทศไทยกันบ้าง ไม่ได้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลระดับโลก รู้จักวางตัวผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรู จึงไม่มีปัญหารบราฆ่าฟันกันระหว่างประเทศ อีกทั้งไม่ต้องเผชิญไฟป่าหรือน้ำท่วมอย่างรุนแรง

ทว่ากำลังเผชิญภัยทางธรรมชาติที่มิอาจประมาทได้เลยนั่นคือสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ปีที่แล้วจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าภัยแล้งปีนี้จะรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปริมาณฝนที่ตกน้อยลง

ระยะหลังมานี้รัฐมนตรีรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางน้ำจึงออกมาประชาสัมพันธ์ถี่ขึ้น มากกว่ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายแค้นเสียอีก ตรงนี้ไม่รู้ว่านักการเมืองพวกนั้นรู้สึกรู้สาอะไรบ้างกับสัญญาณแรงจากธรรมชาติที่กำลังเข้ามาเล่นงานประเทศไทย หรือเอาแต่ตะบี้ตะบันเล่นเกมการเมืองอยู่อย่างนี้

เอาล่ะ! เพื่อให้เห็นสถานการณ์ในภาพรวม ขอนำข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าปัจจุบันแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 49,789 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 61% เป็นปริมาณน้ำใช้การ 25,714 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 44% แบ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 20,738 ล้าน ลบ.ม.คิด เป็น 44%

          เขื่อนขนาดใหญ่ 14 แห่งที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนแม่กวง, เขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแม่มอก, เขื่อนทับเสลา, เขื่อนกระเสียว, เขื่อนจุฬาภรณ์, เขื่อนอุบลรัตน์, เขื่อนลำพระเพลิง, เขื่อนลำแซะ, เขื่อนลำนางรอง, เขื่อนป่าสักฯ, เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนหนองปลาไหล

ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลาง 354 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่ง ที่มีระบบติดตามได้ พบว่าอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อยจำนวน 91 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 10 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขต 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ นครราชสีมา กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และอุทัยธานี ไปแล้วนะครับ

ทั้งปริมาณน้ำน้อยลง ทั้งจำนวนจังหวัดประสบภัยทยอยเพิ่มขึ้น ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ถ้าไม่มีการเตรียมตัวป้องกัน ไม่มีการวางแผนจัดสรรน้ำกันแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะเอาไม่อยู่ ฉะนั้นตอนนี้ทุกหน่วยงานกำลังระดมสรรพกำลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้น้ำอย่างทั่วถึง

กรมชลประทานจัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พร้อมเครื่องสูบน้ำ รถยนต์บรรทุกน้ำและเครื่องจักรกลอื่นๆ ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งอย่างเพียงพอ กระนั่นสิ่งสำคัญสุดอยู่ที่พี่น้องประชาชนต้องตื่นตัว ตระหนักรู้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดด้วย

…อสนีบาต…สื่อสารออกมา ด้วยหวังว่าจะไปถึงบรรดานักการเมืองที่เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน จะได้ออกมาช่วยกันรณรงค์เตรียมพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอีกแรง

อาจเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ สำหรับคนพวกนี้ครับ แต่ขอเตือนกันไว้ถ้ามัวแต่นั่งห้องแอร์ แหกปากจ้องจะซักฟอกดิสเครดิตกันรายวัน ส่วนอีกด้านเอาแต่ปลุกม็อบทวงคืนประชาธิปไตยซ้ำซาก โดยไม่ได้หันกลับไปมองภัยทางธรรมชาติมาเยือนมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ชาติเข้าไปอีก
    เมื่อถึงวันขาดน้ำเมื่อไหร่ ก็ไม่มีน้ำลายไปท่วมสภาเมื่อนั้นล่ะครับ