คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563

6 มกราคม 2563 – 12:00 น.
คลุกวงใน,พญาเสือ,วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 551 ครั้ง

คลุกวงใน วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 โดย… “พญาเสือ”

   หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ลึกกว่าข่าว   00000 สวัสดีปีใหม่ ปีหนู 2563 ท่านผู้อ่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน นับจากวันนี้เป็นต้นไป “พญาเสือ” จะมานั่งรายงานเหตุบ้านการเมืองให้ได้รับทราบในทุกแง่มุมแบบ “คลุกวงใน” กันเลย ใครมีข้อมูลข่าวสารจะแลกเปลี่ยนส่งผ่านมาได้ทางอีเมล page4.kom@gmail.com ได้ตลอด

00000 วกเข้าคลุกการเมืองไทยในปีหนู เริ่มต้นศักราช “ลุงตู่” เจอศึกหนัก ทั้งศึกในและศึกนอก วันนี้เอาศึกนอกก่อน คือการอภิปรายงบประมาณปี 63 ที่ฝ่ายค้าน จะใช้เป็นเวที “ซ้อมใหญ่” ก่อนระเบิดศึกซักฟอกไม่ไว้วางใจในเดือนกุมภาพันธ์

00000 ว่ากันว่า แม้การอภิปรายงบประมาณจะไม่มีอะไรน่าหนักใจ แต่ว่าการลงมติรายมาตราซึ่งมี 55 มาตรา ก่อนการลงมติจะต้องนับองค์ประชุมทุกครั้ง อันนี้แหละที่ “พญาเสือ” เสียวแทน

00000 นอกจากเรื่องเทคนิค ยังมีเรื่องให้รำคาญหัวใจอีกคือ งบกลาโหม เพราะฝ่ายค้าน เพื่อไทย และอนาคตใหม่ ต่างพุ่งหอกดาบเข้าใส่ โดยเฉพาะงบกองทัพ งบลับ และงบกลางที่กองอยู่หน้าตักของนายกฯ นัยว่า อนาคตใหม่มีทีเด็ดเพราะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคเข้าไปล้วงเอาข้อมูลมาเต็มกระเป๋า กะจะเอาให้ ”ตาย” ไปข้าง

00000 งานนี้ “พญาเสือ” รับประกันซ่อมฟรีว่าจะมีลูกยั่ว ลูกตอด มาจาก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ให้ “ลุงตู่” อารมณ์เสีย ฉะนั้นบรรดาทีมงานนายกฯ ต้องเตือนนายกฯ คุมสติให้อยู่ สติแตกเมื่อไหร่ บรรลัยแน่

00000 นี่คือศึกนอกยกแรก ส่วนศึกในที่ต้องทำงานหนักก็คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านที่ทำให้คะแนนนิยมลุงตู่หล่นฮวบ ปีใหม่นี้นายกฯ จะต้องเอาจริงกับการทำงานของทีมเศรษฐกิจที่ดูจะไม่เป็นทีมเท่าไหร่ ต่างคนต่างทำต่างคนต่างคิด มันเลยเละเป็นโจ๊กอย่างที่เห็น ฝั่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ อาจจะน้อยใจที่ไม่มีกระทรวงเศรษฐกิจให้ดูเหมือนเมื่อก่อน เลยอิดออดไม่อยากทำงาน อะไรๆ ก็โยนไปที่นายกฯ ซึ่ง “พญาเสือ” และใครต่อใครก็ทราบว่า นายกฯ ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ ขืนพูดมากไปมีแต่เสียกับเสีย

00000 “พญาเสือ” ได้ยินมากับหูว่า ”กรณ์ จาติกวณิช“ พูดผ่านลุงผู้มากบารมีว่า ขอเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ โดย ”กรณ์“ ขันอาสาจะหาทีมเศรษฐกิจใหม่ให้ ใครได้ยืนได้ฟังมาแบบนี้ไม่รู้จะร้องเพลงอะไรดี เพราะตัว ”กรณ์“ เอง ไม่ได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้มาวิ่งผ่าน “ลุงผู้มากบารมี” ขืนบ้าจี้ตามก็มีหวัง ”จบเห่“ คือนักการเมืองไทยนิสัยเสียตรงที่เห็นแก่ได้ จะเอาท่าเดียว แค่เป็นส.ส.ยังไม่ไปประชุมสภาแล้วจะมารับผิดชอบอะไรมากมาย

00000 ฮัดเช้ย!!!! กรณ์ น่ะหรือจะตั้งพรรคใหม่ ได้ยินข่าวแล้ว “พญาเสือ” ขำกลิ้ง ใครจะคิดตั้งพรรคการเมืองให้ไปถาม กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะที่ รปช. ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อมาแค่เนี้ย เพราะว่าทุนหายกำไรหด การจะตั้งพรรคต้องมีเงิน เท่านั้นยังไม่พอต้องพร้อมจ่ายและใจป้ำแบบเสี่ย ถ้าขี้เหนียวไม่มีทาง อย่าคิดให้เสียเวลา

00000 วันก่อนฝ่ายค้านแถลงยื่นซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ ทำทีมโดย ”สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” สารวัตรเหลิม ยังไม่ทิ้งลวดลายเดิมๆ ใครจะว่าเป็นการเมืองแบบเก่าก็ว่าไป แต่สไตล์ “เหลิม บางบอน” นั้น “พญาเสือ” ขอบอกว่า ถนัดเรื่องสับขาหลอก ประเภทที่ออกข้างมาก่อนนั้นคือเป้าลวง เช่น จะอภิปรายการซื้อขายที่ดินของพ่อนายกฯ ที่พาดพิงไปถึงเจ้าสัวเจริญ แห่งเบียร์ช้าง จะอภิปรายเรื่อง ”ฟิลลิป มอร์ริส” ที่พาดพิงไปถึง ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เอาเข้าจริงไม่มี แต่ว่าองค์กรธุรกิจที่ถูกกล่าวถึงเขาเดือดร้อน เขาเสียหาย แล้วอะไรตามมา “วิ่งเคลียร์” ไง เห็นทีเด็ดนักการเมืองรุ่นเก่าอย่าง “สารวัตรเหลิม” หรือยังล่ะ

00000 วันนี้อนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เงียบจนใจหาย หรือมัวแต่จัดทัพในพรรคใหม่กันอยู่ หรือว่าหลงใหลได้ปลื้มกับโพลล์ที่ยกให้มีคะแนนนำลุงตู่ หรือว่ากำลังยุ่งกับอีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” แต่ ”พญาเสือ” ยอมรับว่า อนาคตใหม่เขาเก่งและเชี่ยวชาญเรื่องการสร้างกระแส ครั้งหนึ่งในยุคการเมืองที่ใช้รถแห่โฆษณา พอ ทักษิณ ชินวัตร ประกาศตัวเป็นนายกฯ เท่านั้นแหละ เขาจ้างบริษัทที่ทำการโฆษณาแบบมืออาชีพ คือลอกเลียนแบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมาใช้กับการเมืองบ้านเรา มีเทรนเนอร์มาเทรนบุคลิกภาพความเป็นผู้นำให้

00000 อนาคตใหม่ก็เหมือนกัน เขาลงทุนกับการพีอาร์ผ่านสื่อโซเชียลจำนวนมากเพื่อตรึงหรือ “ล้างสมอง” คนรุ่นใหม่ ให้งมงายอยู่กับพรรคและตัวธนาธร จนกลายเป็น ”ไอดอล” การเมือง เมื่อตัวไอดอลขยับไปทางไหนแฟนคลับก็จะขยับตาม ทำแบบ “เป๊ก ผลิตโชค” ที่มีแฟนคลับตามเป็นล้านๆ แค่เข้าห้องน้ำไม่มีทิชชู ไม่ถึง 5 นาที ทิชชูมาส่งถึงห้องน้ำ นี่ไง ธนาธร เลยเอาแบบอย่าง นี่ไม่รับรวมเรื่องข่าวฉาวในสหรัฐเรื่องการซื้อข้อมูลบุคคลเพื่อใช้ประโยชน์ในการเลือกตั้ง เพราะกกต.บ้านเรายัง ”โลว์เทค” เรื่องนี้มาก

00000 อ้าว เสนอข่าวกันให้มันปากเรื่องของบไปซื้อน้ำยางเอามาผลิตหมอนยางพาราแจก บ้างก็ว่าใช้งบเป็นหมื่นล้าน ทำให้ “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่พยายามเก็บตัวเงียบ เป็นข่าวดังอีกแล้ว เลยมึนๆ รับปีใหม่ “ข่าวแบบคลุกวงใน” ก็คือด้วยความที่เคยทำมาค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและรู้จักมักจี่กับผอ.กองสลากฯ เลยไหว้วานเพราะเห็นว่าสลากการกุศลจะหมดอายุลงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หากได้เงินส่วนหนึ่งจากสลากการกุศล มาช่วยซื้อน้ำยางจากชาวสวน ก็น่าจะดี

00000 ส่วนจะเอาไปทำอะไรบ้างก็มีหลากแนวคิดยังไม่ตกผลึก อาทิ ทำถนนหมู่บ้านละกิโลเมตร ทำแบริเออร์  หรือทำสนามกีฬา นอกจากนี้ยังคิดว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวบ้านเราก็เอาน้ำยางไปผลิตของที่ระลึกแจกนักท่องเที่ยว ก็เท่านั้น ไม่ได้ใช้งบหลวงหรือไปผลิตหมอนยางพาราเลย เรื่องมีอยู่แค่นี้ทราบแล้วเปลี่ยน 00000

‘ป๋าแอ้ด’ ลูกชาย ‘ลุงคำตัน’ แห่งภูพยัคฆ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ป๋าแอ้ด’ ลูกชาย ‘ลุงคำตัน’ แห่งภูพยัคฆ์

6 มกราคม 2563 – 10:30 น.
เจาะประเด็นร้อน,บิ๊กแอ๊ด,พลอสุรยุทธ์,สุรยุทธ์ จุลานนท์,ประธานองคมนตรี,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ภูพยัคฆ์
เปิดอ่าน 3,323 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ม.ค.63

*******************************

เส้นทางชีวิตราชการทหารของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” ประธานองคมนตรี จากนายทหารหนุ่ม “รบพิเศษ” ถึงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพบก และกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ มีแต่เพียงระบอบประชาธิปไตยแบบไทยเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร

ดั่งที่ทราบกัน “บิ๊กแอ้ด” หรือ “ป๋าแอ้ด” เป็นบุตรของ พ.ท.โพยม และอัมโภช จุลานนท์ โดยเฉพาะบิดา-พ.ท.พโยม อดีตนายทหารเสนาธิการกองทัพบก ต้องลี้ภัยการเมืองเข้าสู่เมืองจีน และได้ศึกษาในสถาบันมาร์กซ์-เลนิน ที่กรุงปักกิ่ง พร้อมกับยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ห้วงเวลาหนึ่ง พ.ท.พโยม หรือ “สหายคำตัน” หรือ “ลุงคำตัน” ได้มาพำนักอยู่ที่สำนัก 708 ภูพยัคฆ์ ฐานที่มั่นน่าน จึงทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความผูกพันกับ “ภูพยัคฆ์” ในช่วงสิบกว่าปีมานี้

อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์

“อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์” ที่บ้านน้ำรี ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ประกอบด้วยอาคาร 2 หลังเป็นอาคารประวัติศาสตร์ประชาชน บรรจุรายชื่อผู้พลีชีพ และบอกเล่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ในพื้นที่เพื่อสรุปบทเรียนอดีตและสร้างความปรองดองในสังคมร่วมกัน

พล.อ.สุรยุทธ์ วางช่อดอกไม้รำลึกถึงผู้เสียชีวิต ที่อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ (ภาพ : Phupayak Station) 

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2548 ได้มีพิธีเปิดอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สมัยที่เป็นองคมนตรี ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดอนุสรณ์สถานแห่งนี้

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 มีงานรำลึกอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ ครบรอบ 15 ปี พล.อ.สุรยุทธ์ ก็สละเวลาเดินทางมาเป็นประธานเปิดงานและมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจนแต่เรียนดี

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวกับผู้ร่วมงาน 15 ปี อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์

มอบทุนการศึกษา 16 หมู่บ้าน 

ทุกครั้งที่ “พล.อ.สุรยุทธ์” มาร่วมงานที่อนุสรณ์สถานพยัคฆ์ ก็จะย้ำว่า พวกเราได้มารำลึกถึงญาติสนิทมิตรสหายของเราที่ต้องมาเสียเลือดเนื้อ ด้วยแนวคิดที่พวกเราเรียกว่าอุดมการณ์ เป็นสิ่งที่พวกเราจะได้นำบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีตมาแก้ปัญหาในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันจะไม่เกิดขึ้นอีก

ป๋าเปรม” คือต้นแบบของ “ป๋าแอ้ด” ในการยืนยันแนวคิดยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร

ลุงคำตันกับสำนัก 708 

50 ปีที่แล้ว บนเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนทอดยาวจรดชายแดนลาว เคยเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของชาวภูดอยอาศัยอยู่มากมายหลายกลุ่ม ทั้งม้ง ลัวะ เย้า ขมุ ผู้ยวน และมลาบรี ในจำนวนนี้ม้งและลัวะ นับเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุด

ปี 2519 บนสันเขาที่เรียกว่า “ภูพยัคฆ์” มีหุบห้วยเล็กๆ อันเป็นที่ตั้งของสำนัก 708 ซึ่งเป็นที่ทำการศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีสมาชิกกรมการเมืองของพรรคมาพำนักอยู่ที่สำนักนี้หลายคน

กระท่อมลุงคำตัน (ภาพ : Phupayak Station) 

รวมถึงลุงคำตัน (พ.ท.พโยม จุลานนท์), ลุงไฟ (อัศนี พลจันทร) ผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ และลุงจำรัส (เปลื้อง วรรณศรี) อดีต ส.ส.สุรินทร์

ปี 2520 “ลุงคำตัน” เสนาธิการกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) มีภารกิจจัดตั้ง “กองพันพิเศษ” ที่ฝายน้ำตาล แขวงไซยะบุลี สปป.ลาว เตรียมการปลดปล่อย จ.น่าน และตั้งรัฐบาลประชาชน

สำนัก 708 ภูพยัคฆ์ (ภาพ : Phupayak Station) 

ปี 2521 ลุงคำตัน ประสบอุบัติเหตุตกจากหลังช้างเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในปักกิ่งอยู่ประมาณ 8 เดือน แต่อาการป่วยไม่ดีขึ้นเริ่มทรุดหนักและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2523

ก่อนลุงคำตันเสียชีวิต พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมบิดาที่ปักกิ่ง และเป็นครั้งแรกที่พ่อกับลูกได้พบหน้ากัน

ลูกเขย“ดิ่น ท่าราบ”

ถ้ายังจำกันได้ปลายปีที่แล้วกองทัพบกได้จัดพิธีเปิด “ห้องศรีสิทธิสงคราม” กับ “ห้องบวรเดช” ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ถนนราชดำเนิน

พระยาศรีสิทธิสงคราม นามเดิม “ดิ่น” เกิดที่ ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี จบวิชาทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเยอรมัน พระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นคนเก่ง เป็นนายพันเอกของกองทัพตั้งแต่อายุ 37 ปี

เมื่อมีเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” พระยาศรีสิทธิสงครามที่เข้าร่วมกับฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช ถูกยิงเสียชีวิตที่นครราชสีมา

ครบรอบ 15 ปี อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ 

พระยาศรีสิทธิสงคราม มีลูกเขยชื่อ พ.ท.พโยม จุลานนท์ เมื่อธิดาคนโตชื่อ อัมโภช ท่าราบ เข้าพิธีวิวาห์กับคนตำบลท่าราบเหมือนกัน ขณะที่ พ.ท.พโยม มียศร้อยตรี ทั้งคู่มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คนคือ อัมพร ทีขะระ (จุลานนท์), พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนภาวดี ศิริภักดี (จุลานนท์)

ครั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนจึงอธิบายความเป็น “บิ๊กแอ้ด” นายทหารที่มีลักษณะพิเศษว่า “หลานกบฏบวรเดช” และ “ลูกคอมมิวนิสต์”

งบไม่ผ่านยุบสภา-ลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408582?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบไม่ผ่านยุบสภา-ลาออก

6 มกราคม 2563 – 10:10 น.
ยุบสภา,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ร่างกฎหมายงบประมาณ
เปิดอ่าน 6,832 ครั้ง

เปิดปีใหม่ 2563 ไม่ทันไรการเมืองไทยก็เริ่มร้อนแรงเป็นระยะ เอาแค่เฉพาะเดือนมกราคมนี้ ก็มีเรื่องร้อนทางการเมืองด้วยกันถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกที่ร้อนที่สุดคงหนีไม่พ้นชะตากรรมของพรรคอนาคตใหม่ ภายหลัง ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยใน คดียุบพรรค จากกรณีข้อกล่าวล้มล้างการปกครองในวันที่ 21 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นคดีที่แม้แต่ผู้บริหารพรรคยังคาดไม่ถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะนัดฟังคำวินิจฉัยรวดเร็วขนาดนี้ เรียกได้ว่าไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจมาล่วงหน้า

เดิมทีคาดการณ์กันว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเร่งพิจารณาคดีเงินกู้ของ พรรคอนาคตใหม่ ก่อน เพราะเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม แต่เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เตรียมชี้ชะตาพรรคอนาคตใหม่ในข้อกล่าวหาล้มล้างการปกครอง พรรคอนาคตใหม่จึงทำใจและพร้อมยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะออกมายอมรับว่าเตรียมตัวตั้งพรรคการเมืองสำรองไว้เหมือนกัน

อีกเรื่องที่น่าจะเดือดไม่ต่างกัน คือการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของ สภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 8-9 มกราคม ตามขั้นตอนเมื่อผ่านความเห็นชอบของสภาจะส่งต่อให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบต่อไป เป็นอันจบขั้นตอน

ดูจากขั้นตอนตามกฎหมายแล้วการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก แต่ในแง่ของสถานการณ์ทางการเมืองภายในรัฐบาลนั้นกลับซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำลังเผชิญกับคำว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” เข้าอย่างจัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 18-19 พรรคกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สำคัญ เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกพรรคที่เข้ามาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐนั้นไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองอย่างรัฐมนตรีครบทุกพรรค เพราะมีเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมพลังประชาชาติไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา เท่านั้นที่มีตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลลอยๆ เท่านั้น

ผลจากการไม่มีเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นรางวัลทำให้บรรดาพรรคการเมืองเล็กออกอาการก่อหวอดหลายครั้ง โดยเฉพาะการประกาศตัวเป็นพรรค ฝ่ายค้านอิสระ เพื่อแสดงความไม่พอใจการไม่ได้เสื้อคลุมรัฐมนตรีหรือแม้แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ซึ่งเคยแสดงอิทธิฤทธิ์จนส.ส.รัฐบาลเคยโหวตแพ้ฝ่ายค้านเมื่อครั้งพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว

มาถึงเวลานี้แม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มมีสถานะดีขึ้นผ่านการจัดสรรให้พรรคการเมืองเล็กเข้ามามีบทบาทในตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญของสภาเพื่อตรวจสอบเรื่องใดเป็นการเฉพาะ ประกอบกับการเข้ามาบริหารกิจกรรมทางการเมืองด้วยตัวเองของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ความเป็นเอกภาพของรัฐบาลเริ่มกลมเกลียวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการร่วมโหวตคว่ำญัตติของฝ่ายค้านในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้มาตรา 44

แต่ถึงกระนั้นสถานการณ์ทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลว่าด้วยการพิจารณา ร่างกฎหมายงบประมาณ ยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่น่าไว้วางใจมากนัก เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้มีเสียงเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียรังวัดมาแล้วจากการที่สภาล่มถึงสองครั้งในสองวันติดต่อกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณในวาระ 2 และ 3 ของรัฐบาลจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณาในขั้นตอนนี้ต้องพิจารณาเรียงลำดับมาตรา โดยเมื่อพิจารณามาตราใดเสร็จหรือพิจารณาเสร็จทั้งหมดก็จะต้องมีการลงมติให้ความเห็นชอบเป็นรายมาตรา โดยมีทั้งสิ้น 55 มาตรา หมายความว่าอาจจะต้องมีการลงมติเป็นรายมาตราถึง 55 ครั้ง และทุกครั้งก่อนจะลงมติต้องมีการนับองค์ประชุมทุกครั้ง

เสียงของรัฐบาลในสภาเวลานี้มีประมาณ 255 เสียงจากส.ส.ทั้งหมด 499 คน หากรวมกับ 4 ส.ส.ที่ถูกพรรคอนาคตใหม่ขับออกจากพรรคจะรวมเป็น 259 คน ซึ่งก็ยังไม่เป็นตัวเลขที่เหนือกว่าฝ่ายค้านเกิน 25 เสียง

ตัวเลขส่วนต่างที่ห่างกันไม่ถึง 25 เสียงมีนัยทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะการโหวตแต่ละครั้งหากได้เสียงข้างมากไม่เกิน 25 เสียง จะสามารถขอให้สภานับคะแนนใหม่ได้ทุกครั้งซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรา 44

ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะต้องเจอสภาพนี้ตลอดการพิจารณ ร่างกฎหมายงบประมาณ ซึ่งปัญหาอยู่ที่รัฐบาลจะคุมเสียงในสภาไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่ เพราะอย่าลืมหากรัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้านขึ้นมา หมายความว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข

มีแค่ 2 ทางเลือก คือ ไม่ลาออก ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความยากลำบากแล้ว เส้นทางตลอดปี 2563

ทั้งนี้สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 มีตัวเลขสำคัญที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสรุปออกมาและมีความน่าสนใจเป็นรายข้อได้ดังนี้

ภาพรวมของการพิจารณา 1.งบประมาณตั้งไว้จำนวน 3,200,000,000,000 บาท 2.รวมปรับลดทั้งสิ้นตามมติของคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 16,231,217,700 บาท 3.จัดสรรเพื่อให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอตามความเหมาะสมและจำเป็นจำนวน 13,177,466,400 บาท 4.จัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 141 วรรคสอง จำนวน 3,053,751,300 บาท 5.คงตั้งงบประมาณไว้จำนวน 3,200,000,000,000 บาท

   สรุปรายการปรับลดพิจารณาเป็นรายกระทรวง รวมทั้งสิ้น ปรับลดลง จำนวน 11,166,696,700 บาท
1.สำนักนายกรัฐมนตรี ปรับลดลงจำนวน 194,631,300 บาท 2.กระทรวงกลาโหม ปรับลดลง จำนวน 1,518,272,500 บาท 3.กระทรวงการคลัง ปรับลดลง จำนวน 454,632,000 บาท 4.กระทรวงการต่างประเทศ ปรับลดลง จำนวน 194,000,000 บาท 5.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปรับลดลง จำนวน 166,844,900 บาท 6.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปรับลดลง จำนวน 75,509,300 บาท 7.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปรับลดลง จำนวน 1,147,479,100 บาท

8.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับลดลง จำนวน 933,292,200 บาท 9.กระทรวงคมนาคม ปรับลดลง จำนวน 411,629,200 บาท 10.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปรับลดลง จำนวน 86,500,000 บาท 11.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับลดลง จำนวน 102,596,200 บาท 12.กระทรวงพลังงาน ปรับลดลง จำนวน 16,931,300 บาท 13.กระทรวงพาณิชย์ ปรับลดลง จำนวน 93,241,100 บาท 14.กระทรวงมหาดไทย ปรับลดลง จำนวน 624,893,400 บาท 15.กระทรวงยุติธรรม ปรับลดลง จำนวน 187,289,200 บาท 16.กระทรวงแรงงาน ปรับลดลง จำนวน 23,995,800 บาท

17.กระทรวงวัฒนธรรม ปรับลดลง จำนวน 52,795,000 บาท 18.กระทรวงศึกษาธิการ ปรับลดลง จำนวน 909,043,300 บาท 19.กระทรวงสาธารณสุข ปรับลดลง จำนวน 1,318,310,800 บาท 20.กระทรวงอุตสาหกรรม ปรับลดลง จำนวน 20,487,100 บาท 21.ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงและหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี ปรับลดลง จำนวน 6,000,000 บาท 22.จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ปรับลดลง จำนวน 402,939,100 บาท

23.รัฐวิสาหกิจ ปรับลดลง จำนวน 536,327,300 บาท 24.หน่วยงานของรัฐสภา ปรับลดลง จำนวน 679,921,400 บาท 25.หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ปรับลดลง จำนวน 71,179,200 บาท 26.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับลดลง จำนวนน 924,456,000 บาท 27.หน่วยงานอื่นของรัฐ ปรับลดลง จำนวน 13,500,000 บาท

         สรุปรายการปรับลดตามแผนงานบูรณาการและอื่นๆ รวมทั้งสิ้น ปรับลดลง จำนวน 5,064,521,000 บาท
1.แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปรับลดลง จำนวน 223,553,000 บาท 2.แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปรับลดลง จำนวน 972,583,300 บาท 3.แผนงานบูรณาการจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม ปรับลดลง จำนวน 11,000,000 บาท 4.แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปรับลดลง จำนวน 42,800 บาท 5.แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปรับลดลง จำนวน 11,316,200 บาท

6.แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปรับลดลง จำนวน 634,859,400 บาท 7.แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ปรับลดลง จำนวน 19,500,000 บาท 8.แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ปรับลดลง จำนวน 2,014,046,700 บาท 9.แผนงานบูรณาการพัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล ปรับลดลง จำนวน 148,865,500 บาท 10.แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรับลดลง จำนวน 33,668,900 บาท

11.แผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค ปรับลดลง จำนวน 506,082,900 บาท 12.แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ปรับลดลง จำนวน 167,110,100 บาท 13.แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ปรับลดลง จำนวน 140,876,400 บาท 14.แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ปรับลดลง จำนวน 149,015,800 บาท 15.ทุนหมุนเวียน ปรับลดลง จำนวน 32,000,000 บาท

วันเด็กแห่งชาติความรู้ คุณธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันเด็กแห่งชาติความรู้ คุณธรรม

6 มกราคม 2563 – 08:40 น.
วันเด็กแห่งชาติ,ความรู้,คุณธรรม
เปิดอ่าน 6,283 ครั้ง

วันเด็กแห่งชาติความรู้ คุณธรรม คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ความรู้ คุณธรรม เป็นรากฐานความดี เด็กทุกคนต้องหมั่นศึกษาให้ถึงพร้อม โตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2563 ซึ่งตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2563 ว่า  “ความรู้ และคุณธรรม เป็นรากฐานสำคัญของความดีความเจริญทุกอย่าง เด็กทุกคนจึงต้องหมั่นศึกษาอบรมให้ถึงพร้อมด้วยความรู้และคุณธรรม เพื่อจะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ผู้สามารถสร้างสรรค์ความดีความเจริญให้แก่ตนและสังคมส่วนรวม”

วันเด็กแห่งชาติปีนี้อยากฝากเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองหากพาบุตรหลานเที่ยวงานวันเด็กขอให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด เพราะเด็กมีโอกาสเสี่ยงป่วยได้ง่ายเนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการไอหรือจามรดกัน เพราะทุกๆ ปี หน่วยงานต่างๆ จะจัดกิจกรรมให้เด็ก เช่น การเล่นเกม ร้องเพลง หรือมีอุปกรณ์มาให้เด็กได้สัมผัสของจริง

ป้องกันได้โดยการปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใส่หน้ากากอนามัย หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ หรือเช็ดด้วยทิชชูเปียก เมื่อสัมผัสสิ่งของเช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือสิ่งสกปรก เลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วย หรือในสถานที่แออัด

เด็กและเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ ต้องสืบสานสิ่งดีงาม สนุกสนาน เบิกบานทุกครั้งที่บำเพ็ญประโยชน์ อย่ายอมแพ้แก่ความเหน็ดเหนื่อยหรือยากลำบาก พึงระลึกเสมอว่าเราคือกำลังเล็กๆ ของชาติที่ช่วยสรรค์สร้างให้ประเทศชาติน่าอยู่สืบต่อไป

มีคำพูดที่ได้ยินมานานว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ขอให้พ่อแม่ช่วยกันปลุกฝังสิ่งดีๆ ให้ลูกๆ ต่อไป จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพมีความรู้คู่คุณธรรม
อ๊อด เทอร์โบ

เรื่อง เงินเดือนข้าราชการ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังรัฐบาล)

ขอฝากเรียนไปยังรัฐบาลหน่อยครับว่าค่าแรงงานก็เพิ่มทุกปี ค่าครองชีพก็ขึ้นทุกปี แต่ข้าราชการเงินเดือนไม่ขึ้นมานานแล้ว พอมีข่าวทีไรก็มีแต่คนว่าสินค้าก็จะขึ้น แต่จริงๆ สินค้าก็ขึ้นไปเรื่อยทุกทีไม่ว่าน้ำมันจะขึ้นจะลงก็มีข้ออ้าง ปัจจุบันสิทธิข้าราชการก็ถูกลิดรอนจนแทบจะไม่ต่างกับบัตรประกันสุขภาพ เวลาหาเสียงกันก็มีแต่จะขึ้นค่าแรง แต่ข้าราชการนี่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล
ข้าราชการ (ผู้เดือดร้อน)

ร่วมสักการะ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”
งาน “อนุสรณ์ดอนเจดีย์”

สำหรับใครที่กำลังมองหางานเทศกาลสนุกสนานใกล้กรุงเทพฯ เพื่อไปเที่ยวในช่วงปลายเดือนมกราคม ขอเชิญชวนไปเที่ยวงานยิ่งใหญ่ประจำปีของชาวสุพรรณบุรีกันค่ะ กับงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ประจำปี 2563 ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีช่วงเดือนมกราคม และสำหรับปีนี้ก็มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ปีก่อนหน้าเลย อลังการด้วยการแสดงและกิจกรรมมากมาย ใครพลาดไปต้องรออีกปีเลยนะคะ

1 ปี มีครั้งเดียว พลาดไม่ได้กับงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ประจำปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ รวม 15 วัน 15 คืน ณ บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงวันแห่งชัยชนะในพระมหาวีรกรรมยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาจะมีชาวไทยทั้งประเทศเดินทางมาเพื่อกราบสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกันอย่างเนืองแน่นล้นหลามทุกวันตลอดการจัดงาน

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแสดงแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่อลังการ จำลองเหตุการณ์ศึกยุทธหัตถีด้วยฉากสวยงามตระการตา นักแสดงกว่า 100 ชีวิต อีกทั้งยังใช้ม้า ช้าง และอุปกรณ์การแสดงอื่นๆ ที่เป็นของจริง พร้อมด้วยแสง สี เสียง แบบจัดเต็ม เสมือนการพาผู้ชมกลับไปสู่ช่วงปี 2135 ของการเกิดยุทธหัตถีจริง โดยแสดงรวม 10 วัน วันละ 1 รอบ เริ่มแสดงตั้งแต่เวลา 19.00 น. ทุกรอบ ได้แก่ วันที่ 18, 19, 20, 24, 25, 26, 27, 29, 30, 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์

นอกจากนี้ยังจัดแสดงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เมืองเก่าสุพรรณบุรี ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การออกร้าน “ของดี วิถีคนเมืองเหน่อและสินค้าโอท็อป” จากทั้ง 10 อำเภอ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งนักเรียน ประชาชน และผู้นำท้องถิ่น การประกวดแตรวงพร้อมนางรำ การประกวดธิดาดอนเจดีย์ การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาเซียน การเดินแบบผ้าไหมไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแสดงวงดนตรีของกองทัพ การแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง การออกร้านธารากาชาด เฮฮาพาโชค และการจำหน่ายสินค้าต่างๆ รวมถึงการออกบูธของบริษัทแกรนด์สปอร์ตกรุ๊ป จำกัด ที่เตรียมนำเอาเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา มาลดราคาเป็นพิเศษ 20 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ตลอดทั้งงานอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ที่ทำการปกครองจังหวัดสุพรรณบุรี 0-3553-5380, 0-3553-5379, 0-3553-5432, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี 0-3552-5880 หรือติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก งานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ปี 2563
มะลิ (ดอนเจดีย์)

ตอบคุณ ‘มะลิ’ ดอนเจดีย์
ขอบคุณสำหรับคำเชิญชวนที่แจ้งมาและสำหรับเมืองสุพรรณบุรีนั้นไม่ไกลจาก กทม. จึงขอเป็นสื่อกลางเชิญชวนมาอีกแรงหนึ่ง และเมื่อทราบกิจกรรมของงาน ‘อนุสรณ์ดอนเจดีย์’ แล้วดีมากๆ เลย ได้ทั้งบุญกุศลและมีความบันเทิงครบวงจร

ผมเองมีความผูกพันกับสุพรรณบุรีเพราะมีเพื่อนเป็นคนสุพรรณฯ มากมายตั้งแต่เรียนมัธยม และพบว่าเป็นคนดีมีเสน่ห์ น่ารัก และร้องเพลงเก่ง โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง

ชาวสุพรรณบุรีมีความเป็นศิลปินในสายเลือด โดยเฉพาะนักร้องดังๆ มีมาก เช่น แอ๊ด คาราบาว – ตูน บอดี้สแลม – สายัณห์ สัญญา – ไวพจน์ เพชรสุพรรณ – พุ่มพวง ดวงจันทร์ ฯลฯ

สำหรับ ‘สมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ เป็นพระมหากษัตริย์นักรบ พระปรีชาสามารถนำทับกู้อิสรภาพกลับคืนสู่ไทย และทรงมีพระวีรกรรมอีกเหลือคณานับ

จึงขอให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกและสำนึกร่วมสักการะตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ

บริหารจัดการภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บริหารจัดการภัยแล้ง

6 มกราคม 2563 – 08:36 น.
ภัยแล้ง,บริหารจัดการ
เปิดอ่าน 692 ครั้ง

บริหารจัดการภัยแล้ง บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2563

สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 นี้ มีทีท่าว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนหลักของประเทศไทยกลับมีปริมาณที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำและบางเขื่อนในภาคกลาง เหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำที่ใกล้เคียงกับปีภัยแล้งครั้งรุนแรงในปี 2558-2559 ที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ ซึ่งเมื่อเกิดในประเทศไทยจะทำให้เกิดภัยแล้ง ที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าปกติและอุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่าปกติเช่นกัน และถึงแม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูฝนปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่กลับไม่ตกลงในพื้นที่กักเก็บหรือเขื่อนสำคัญๆ ในพื้นที่ภาคเหนือลและตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีแนวโน้มว่าในหน้าแล้งปี 2563 นี้ พื้นที่เกษตรกรรมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในบางพื้นที่จะได้รับผลกระทบเนื่องจากการขาดแคลนน้ำ และบางพื้นที่จะขาดแคลนหนักทั้งน้ำใช้อุปโภคและบริโภคด้วย

หลายพื้นที่เริ่มที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำให้เห็นกันบ้างแล้วล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง ว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร โดยขณะนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) ในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักทั้งสี่

ไม่เพียงเท่านี้แม่น้ำสายใหญ่และเป็นแม่น้ำหลักของหลายๆ ประเทศอย่างแม่น้ำโขงปริมาณน้ำก็อยู่ในเกณฑ์น้อยเช่นกัน จากการตรวจสอบทำให้ทราบว่าปริมาณน้ำนั้นต่ำกว่าระดับน้ำต่ำสุดในปี 2535 และต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเลย แม้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่กระนั้นคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงในอีก 2-3 วันถัดไป ขณะที่่จังหวัดหนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี มีแนวโน้มลดลง ส่วนคุณภาพน้ำ ค่าความเค็มด้านอุปโภคบริโภค แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สถานีสำแลอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง

ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ มีการประเมินเรื่องภัยแล้งพบว่าจะเกิดขึ้นในบางพื้นที่ เช่น ซีกตะวันตก บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ไม่พบภาวะแล้งเหมือนเช่นทางฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา  จึงสั่งการให้กรมชลประทานผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเติมที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นและบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงปฏิบัติการณ์ด้านฝนหลวงเพื่อช่วยเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ รองรับน้ำที่จะใช้อุปโภคบริโภคของประชาชน รวมถึงการขุดฝาย ขุดบ่อและนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เห็นได้ว่าหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อมรองรับและเข้าช่วยเหลือเกษตรกร ชาวบ้าน ให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเต็มความสามารถ ก็อยู่ที่สำนึกของพี่น้องที่จะต้องช่วยกันและให้ความร่วมมือกับทางการที่จะเพาะปลูกหรืองดเว้นตามคำแนะนำเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดยังประโยชน์ให้แก่ทุกฝ่ายที่จะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

โรคแปลก ‘วัณโรคหลังโพรงจมูก’ คร่าชีวิต ‘น้ำตาล เดอะสตาร์ 5’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรคแปลก ‘วัณโรคหลังโพรงจมูก’ คร่าชีวิต ‘น้ำตาล เดอะสตาร์ 5’

6 มกราคม 2563 – 08:05 น.
้น้ำตาล,เดอะสตาร์5,นสบุตรศรัณย์ ทองชิว,เชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก
เปิดอ่าน 9,125 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 ..โรคแปลก ‘วัณโรคหลังโพรงจมูก’ คร่าชีวิต ‘น้ำตาล เดอะสตาร์ 5’ โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“น้ำตาล เดอะสตาร์ 5” น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว เสียชีวิตกะทันหันด้วยโรคแปลก “วัณโรคหลังโพรงจมูก” แค่ 40 คนในประเทศไทยที่ป่วยในโรคนี้จากอดีตถึงปัจจุบัน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างความตกใจให้แก่สังคมไทยในปี พ.ศ. 2562 อย่างมาก สำหรับกรณีที่ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ “น้ำตาล เดอะสตาร์ 5” ถูกหามส่ง รพ.สมุทรสาคร หลังมีอาการเลือดออกทางปากและจมูก หายใจไม่สะดวก และหมดสติ จนต้องปั๊มหัวใจถึง 2 ครั้ง เมื่อเช้าวันที่ 11 มิถุนายน  2562  ก่อนจะส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ศิริราช เมื่อเช้าวันที่ 12 มิถุนายน 2562

 อ่านข่าว : ‘น้ำตาล เดอะสตาร์’ จากไปอย่างสงบ

โดยครอบครัวของน้ำตาล ได้แก่ นางสุขใจ ถิรเมธีกุล อายุ 54 ปี ผู้เป็นมารดา ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์เวลานั้น เล่าว่าลูกสาวไม่ได้มีอาการป่วยแต่อย่างใด แต่จู่ๆ ก็มีอาการคล้ายเด็กสำรอกออกมานิดหนึ่งเป็นลิ่มเลือด จากนั้นก็ขย้อนออกมาเรื่อยๆ ครั้งนี้ออกมาทางจมูกด้วย ซึ่งมีปริมาณเลือดที่เยอะมาก และนั่งพักได้ไม่นานก็หายใจไม่คล่องเลยให้นอนลงและปั๊มหัวใจ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล

จากนั้นคณะแพทย์ได้แถลงเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 ว่า น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือ “น้ำตาล เดอะสตาร์” เสียชีวิต โดยในตอนนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่มีเลือดออกจนท่วมปอดและทะลักออกมานั้น มีจุดเลือดออกอยู่บริเวณใด หรือภาวะโรคใด ทำให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ขออนุญาตครอบครัวส่องกล้องเข้าไปทางจมูก เพื่อตัดชิ้นเนื้อบริเวณหลังโพรงจมูก นำมาตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

ผลการตรวจชิ้นเนื้อบ่งชี้ว่ามีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก ซึ่งในกรณีนี้มีโอกาสติดต่อกันได้น้อย ในส่วนของการรักษาผู้ป่วยโรคนี้เช่นเดียวกับการรักษาวัณโรคทั่วไป คือ การให้รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน เพราะเชื้อยังตอบสนองต่อยาปัจจุบันได้ดี มีอัตราดื้อยาเพียง 2% และจากรายงานถือน้ำตาลเป็นคนที่ 40 ของประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยด้วยโรคนี้

บทความทางวิชาการทั่วโลก พบว่า เจอผู้ป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูกน้อยมาก แต่กรณีที่มีเลือดออกปริมาณมากเหมือนกรณีน้ำตาล ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ซึ่งผู้ป่วย 2 ใน 3 ไม่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหลังโพรงจมูก ส่วนใหญ่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เนื่องจากผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยการที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ซึ่งจะส่องกล้องเจอ แต่การวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหลังโพรงจมูกนั้น จะเกิดขึ้นภายหลังการตรวจชื้นเนื้อ

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

“กรณีคุณน้ำตาลสามารถเจอน้อยมากๆ ที่มีเลือดออกปริมาณมากขนาดนี้ อาจเพราะจุดเนื้อเยื่อที่เจอรอยโรคนั้น ด้านหลังมีเส้นเลือดอยู่ เมื่อมีเชื้อทำให้ผนังเส้นเลือดฉีกขาดและเลือดออกได้ง่าย และคุณน้ำตาลไม่ได้มีอาการใดมาก่อน จึงไม่สามารถบอกได้ว่าติดเชื้อ หรือเริ่มป่วยเมื่อไร ซึ่งทางการแพทย์นั้นบางโรคก็สามารถระบุระยะฟักตัวของเชื้อได้ แต่บางโรคก็ไม่สามารถระบุได้ โดยกรณีคุณน้ำตาลบอกไม่ได้ เพราะคนไข้ก็ไม่ได้มีอาการใดมาก่อน” ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าว

สถิติของประเทศไทยในปี 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คนจากประชากร 69 ล้านคน โดย 83% จะตรวจพบที่ปอด 17% ตรวจพบนอกปอด ซึ่งวัณโรคหลังโพรงจมูกพบได้น้อยกว่า 1% ของวัณโรคที่พบนอกปอด อีกทั้งวัณโรคสามารถเป็นได้ตามอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกรายงานทางการแพทย์ทั่วโลก พบว่าผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ และประมาณ 70% มีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตหรือมีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก การวินิจฉัยวัณโรคหลังโพรงจมูกจึงมักได้จากการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อนหรือต่อมน้ำเหลือง

วัณโรคหลังโพรงจมูกเกิดขึ้นได้น้อย บางคนไม่แสดงอาการเหมือนกับกรณีของน้ำตาล สำหรับการติดต่อกับคนอื่นก็น้อยมากเช่นกัน ไม่เหมือนวัณโรคอื่น โดยประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยวัณโรคหลังโพรงจมูกครั้งแรกในปี 2535 และมีผู้ป่วยที่สามารถรักษาหายขาดได้ถึง 39 คน แบ่งเป็นรักษาที่ จ.ขอนแก่น หาย 23 คน, รักษาที่ รพ.ศิริราช หาย 15 คน และ รักษาที่ กทม. หาย 1 คน แต่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 9 เดือน ถึง 1 ปี

น้ำตาล เดอะสตาร์5

“ไม่อยากให้ตื่นตระหนก เพราะเมื่อตรวจเจอก็สามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่อยากให้ตระหนักว่าเชื้อวัณโรคยังมีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่วัณโรคไม่หลุดไปจากสังคมไทย เพราะปัจจุบันคนไทยอยู่ในห้องที่ปิดมาก เครื่องปรับอากาศไม่ได้กรองเชื้อวัณโรค อากาศไม่ไหลวนออก เมื่อมีใครที่มีเชื้อ โอกาสที่คนอื่นในห้องนั้นจะติดเชื้อก็เกิดขึ้นได้ แต่หากภูมิต้านทานร่างกายเราดีก็จะไม่ติดเชื้อง่าย และไม่จำเป็นต้องไปส่องกลองตรวจคัดกรองทุกคน เพราะเป็นโรคที่เจอน้อย แต่ควรตรวจสุขภาพประจำปี ที่จะครอบคลุมโรค 80% แล้ว อย่างไรก็ตาม หากผลตรวจประจำปีปกติแต่มีอาการบางอย่างผิดปกติดังข้างต้น ก็ควรไปตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ข้อแนะนำสำหรับประชาชนจากกรณีของ “น้ำตาล เดอะสตาร์” คือ 1.อุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยยังไม่ลดลง สามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายอวัยวะ 2.ควรตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ จำต้องสืบค้นจนพบสาเหตุของความผิดปกตินั้นและ 3.แม้การตรวจร่างกายจะปกติแต่หากมีอาการผิดปกติระยะเวลาหนึ่ง เช่น น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำๆ คลำได้ก้อนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

‘รัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์’ เกิดมาแทนคุณแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406784?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘รัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์’ เกิดมาแทนคุณแผ่นดิน

6 มกราคม 2563 – 08:00 น.
ป๋าเปรม,รัฐบุรุษ,พลเอกเปรม ติณสูลานนท
เปิดอ่าน 1,973 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี 2562 ….”รัฐบุรุษเปรม ติณสูลานนท์” เกิดมาแทนคุณแผ่นดิน… โดย หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที นับเป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสีย เนื่องมาจากการถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” หรือที่หลายคนเรียนท่านว่า “ป๋าเปรม” อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 2 แผ่นดิน สิริอายุ 99 ปี

 อ่านข่าว อาลัย ‘รัฐบุรุษ’ คู่แผ่นดิน ‘พล.อ.เปรม’ ถึงแก่อสัญกรรม

              : อำลา ‘ป๋า’ คืนสุดท้าย!!   

เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านได้อุทิศกาย ใจ เพื่อสถาบันกษัตริย์ ชาติ และประชาชน อย่างสุดความสามารถ จนเป็นที่เคารพรักของผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลทั่วไปอย่างมาก และเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตท่านมาถึง จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ในการพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ทั้งนี้ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดย นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึก “จารึกไว้ในแผ่นดิน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” จำนวน 5,000 เล่ม เพื่อเป็นที่ระลึก เป็นเกียรติประวัติ และเผยแพร่เกียรติคุณ สำหรับแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เชิดชูบุรุษ 5 แผ่นดิน นายกรัฐมนตรี 3 สมัย และรัฐบุรุษ 2 รัชกาล เป็นผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อชาติ บ้านเมือง และเป็นแบบอย่างของความรักชาติ รักแผ่นดิน การประกอบคุณงามความดีเป็นที่ประจักษ์ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งด้านการส่งเสริม สนับสนุน ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยหนังสือที่ระลึกดังกล่าว มีเนื้อหาประกอบด้วย ภูมิหลัง ชีวประวัติและการศึกษา เส้นทางแห่งเกียรติยศ อาทิ การรับราชการทหาร, การก้าวสู่ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”, กว่าจะมาเป็น “รัฐบุรุษ” และ “ประธานองคมนตรี” รวมทั้งเกียรติยศอันสูงสุด และเกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

ขณะเดียวกัน ยังรวบรวมอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีตามสถานที่ต่างๆ ที่หน่วยงาน ประชาชน รวมพลัง ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี ตลอดจนปาฐกถาพิเศษกว่า 59 เรื่อง ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้บรรยายในโอกาสต่างๆ ซึ่งล้วนมีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ ถือเป็นภาพสะท้านคุณูปการอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการส่งต่อความดีงามและสืบสานต่อยอดแนวความคิด โดยกระทรวงได้จัดทำบัตรรับหนังสือมอบแก่ผู้เข้าร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ณ วัดเทพศิรินทราวาส นอกจากนี้ยังแจกจ่ายให้แก่ห้องสมุดสถานศึกษา และส่วนราชการ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิง

สำหรับประวัติของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่ ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) และนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์) เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน ชื่อ “เปรม” นั้น พระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโณ) เป็นผู้ตั้งให้ ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2462

ด้าน “การศึกษา” ของ พล.อ.เปรม เข้ารับการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2469 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา หมายเลขประจำตัว 167 สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี 2478 เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7–8 แผนกวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หมายเลขประจำตัว 7587 ผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (ปัจจุบัน คือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) เมื่อปี 2481 โดยเข้ารับการศึกษาเป็นรุ่นที่ 5 มีเพื่อนร่วมรุ่น 55 นาย สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2484 ใช้เวลาเพียง 3 ปี ไม่ครบ 5 ปี ตามหลักสูตร

ผลงานทางด้าน “การทหาร” และ “การเมือง” ของ พล.อ.เปรม เริ่มตั้งแต่เข้ารับหน้าที่เป็นผู้บังคับหมวดในสนามรบจริง โดยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดประจำกองรถรบ ทำการรบอยู่ที่ปอยเปต ซึ่งขณะนั้นยังมีสภาพเป็นนักเรียนอยู่ (ได้ไปราชการในคราวพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เนื่องในกรณีเรียกร้องขอดินแดนคืน) หลังจากนั้นถึงได้รับการแต่งตั้งเป็นว่าที่ร้อยตรี หลังจากได้พักประมาณ 6 เดือน ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง ณ สมรภูมิเชียงตุง เมื่อ 2485 ในสงครามเอเชียบูรพา โดยได้รับตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดกองหนุนในกองทัพพายัพ อยู่ในสมรภูมินาน 5 ปี และได้รับพระราชทานยศ ร้อยโท, ร้อยเอก ก่อนกลับเข้ารับราชการในหน่วยปกติหลังสงครามยุติ เป็น หัวหน้ากองบังคับการกรมรถรบ

เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ระหว่างปี 2517-2520 ได้ริเริ่มแนวคิดนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ช่วยแก้ปัญหาการคุกคามจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และสามารถดึงมวลชนมาเป็นแนวร่วมได้เป็นจำนวนมาก แนวคิดการเมืองนำการทหารได้เผยแพร่ไปสู่กองทัพภาคอื่นๆ และกลายเป็นความคิดหลักของกองทัพบก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และขยายออกไปสู่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 เรื่อง นโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ วันที่ 23 เมษายน 2523 ซึ่งนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมืองลงอย่างเด็ดขาดในปี 2524 เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก

สำหรับที่มาของคำว่า “ป๋าเปรม” เกิดขึ้นเมื่อครั้ง พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้าระหว่างปี 2511-2516 โดยท่านจะเรียกแทนตัวเองว่า “ป๋า’” และเรียกนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ลูก” นายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาและนายทหารคนสนิทจึงเรียก พล.อ.เปรม ว่า “ป๋าเปรม” จนถึงปัจจุบัน

สำหรับนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม หรือที่เรียกว่า “นายทหารลูกป๋า” คนสำคัญ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำและนายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม มีบทบาทสำคัญในการเป็นฐานอำนาจทางการเมืองและการทหารช่วงที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ได้แก่ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์, พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายทหารเหล่าทหารม้า ได้แก่ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร, พ.อ.ชูพงศ์ มัทวพันธุ์, พล.อ.อู้ด เบื้องบน และ พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย

พล.อ.เปรม ได้รับการไว้วางใจเข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 16 ของประเทศไทย ถึง 3 สมัย โดยสมัยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2523-2529 เมษายน 2526, สมัยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2526-4 สิงหาคม 2529 และสมัยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2529-3 สิงหาคม 2531 ตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศไทย มีผลงานสำคัญมากมาย เช่น การปรับปรุงประมวลกฎหมายรัษฎากรและกฎหมายสรรพสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม, การสร้างงานตามโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.)

การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาล และเอกชน (กรอ.) เพื่อส่งเสริมบทบาททางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศ, การดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอย่างได้ผล โดยนำนโยบายการใช้ “การเมืองนำการทหาร” ยุติความขัดแย้งทางอุดมการณ์ของคนไทย เปลี่ยนผู้หลงผิดให้มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และทำให้นักศึกษาที่เข้าป่าหลายคนเพื่อเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ ได้ออกมาจากป่า, ประเทศไทยมีการพบก๊าซธรรมชาติในยุคของ พล.อ.เปรม เกิดการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเจริญต่อเนื่องหลายปี

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลได้มุ่งเน้นการผลิตและส่งออกของประเทศกับประเทศสังคมนิยมตะวันออก มีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้น, เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา และได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม จนทำให้มุมมองทางด้านการลงทุนของนักลงทุนจากต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยดีขึ้น, ได้ตัดสินใจลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกพืชผลทางการเกษตรของไทย การขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง มีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์ มาเป็นระบบตะกร้าเงิน เพื่อสร้างความยืดหยุ่น, สร้างท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดและแหลมฉบัง พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นต้น

ทั้งนี้ พล.อ.เปรม ถือเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ไม่มีภริยา ชื่นชอบการร้องเพลงและเล่นเปียโน รวมถึงการประพันธ์เพลงเป็นงานอดิเรก จนมีผลงานเพลงมากมาย อีกทั้ง ชื่นชอบดูการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะกีฬามวยและฟุตบอล มักเปิดโอกาสให้นักกีฬาเข้าพบเพื่อคารวะและให้กำลังใจก่อนจะเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามช่วงเทศกาลสงกรานต์และช่วงวันเกิด “ป๋าเปรม” มักจะเปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ให้ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ทหาร และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าอวยพรและขอพรมาอย่างต่อเนื่อง จนถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี ซึ่งทุกครั้ง พล.อ.เปรม จะนำข้อคิดคำสอนมาเตือนใจเรื่องการปฏิบัติหน้าที่เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ พล.อ.เปรม ย้ำเสมอคือการเรื่อง “การตอบแทนคุณแผ่นดิน”

ด้วยบุคลิกส่วนตัวของ พล.อ.เปรม เป็นคนพูดน้อย ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จะให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนน้อยมาก จนถูกหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเรียกขานว่า “เตมีย์ใบ้” และได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” จากเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย และ กบฏ 9 กันยา

เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

ล่าสุดระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม-1 ธันวาคม 2559 พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตอบรับขึ้นทรงราชย์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง) นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาและกรรมการในคณะอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลงนามในสมุดจดทะเบียนราชาภิเษกสมรส

นอกจากยศ พลเอก แล้ว พล.อ.เปรม ยังถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคล ในปัจจุบันที่มิใช่พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้รับยศ พลเรือเอก ของกองทัพเรือ และ พลอากาศเอก ของกองทัพอากาศ ด้วย จากการพระราชทานโปรดเกล้าฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2529 ในระหว่างที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่

ในภาคสังคม พล.อ.เปรม มีคุณูปการมากมาย หนึ่งในนั้นคือเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง กองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ  “มูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรมติณสูลานนท์” เสริมความแข็งแกร่งให้วงการศิลปะ คือการสร้างคน ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนผ่านการสนับสนุนการศึกษาศิลปะของนักศึกษาเรียนดีแต่ยากจน โดยสนับสนุนการศึกษาศิลปะของนิสิต-นักศึกษามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2561 มีนิสิต-นักศึกษาได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 1,413 คน

‘ม้ง’ ในการเมือง นักรบอาสา ที่ถูกลืม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ม้ง’ ในการเมือง นักรบอาสา ที่ถูกลืม

4 มกราคม 2563 – 09:54 น.
'ม้ง' ในการเมือง  นักรบอาสา ที่ถูกลืม
เปิดอ่าน 2,038 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 4-5 ม.ค.63

********************************

ก่อนข้ามปี มีดราม่าข่าวสารเรื่อง ม้ง” ชาติพันธุ์ชาวเขา ตกอยู่กลางสงครามกลุ่มสองขั้วการเมืองให้คนรุ่นใหม่ได้ติดตาม

แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าที่จริง “ม้ง” มีอะไรมากกว่าแค่ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพมาแต่แดนไกล และถูกคนโน้นคนนี้หยิบขึ้นมาพูดเชิงเห็นใจ หรือเป็นเครื่องมือของการเมืองได้เรื่อยๆ

เพราะจริงๆ “ม้ง” ก็คือม้ง ที่มีความเป็นมา มีศักดิ์ศรี มีเรื่องราวของตนเอง เพียงแต่ด้วยข้อจำกัดหลายมิติที่เกิดขึ้น ได้ผลักไสพวกเขาให้กระดอนไกล กลายเป็นเหมือนคนที่ต้องการพึ่งพิงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริง มันไม่ควรจะต้องเป็นแบบนั้น

ตัวอย่างล่าสุดจากข่าวที่มีตัวแทนอดีตชาวเขา “อาสาช่วยรบ” 6 กองร้อย เข้าพบ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ให้ช่วยเหลือเรียกร้องความเป็นธรรมจากฝ่ายรัฐไทยที่ปล่อยทิ้งปล่อยขว้างกลุ่มชาวเขาอาสาช่วยรบ หลังเสร็จศึกช่วยปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ตั้งแต่ปี 2511–2525 โน่น

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องราวที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ยังไงก็ไม่เคยเติมได้เต็ม

ชาติพันธุ์ม้ง

ข้อมูลความเป็นมาระบุว่า ม้งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานว่ามาจากประเทศจีน ราวๆ 5,000 ปีก่อน โดยอาศัยอยู่ 2 ฝั่งทางตอนใต้ของแม่น้ำฮวงโห แต่ภายหลังเจอการรุกรานฆ่าฟันจากชาวฮั่น จึงแตกสลายอพยพไปยังที่ต่างๆ หลายต่อหลายระลอก

ม้งโบราณ ภาพจากวิกิพีเดีย

ต่อมาราวปี 2183-2462 ได้มีชาวม้งกลุ่มหนึ่งอพยพลงมาอยู่ในกลุ่มประเทศอินโดจีน ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งก็ได้แก่กลุ่มประเทศเวียดนาม ลาว และไทย

ชนชาติม้งกลุ่มแรกที่อพยพเข้าสู่ประเทศไทยนั้นไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ได้ชัดเจน แต่จากเอกสารของสถาบันวิจัยชาวเขา คาดว่าเริ่มต้นอพยพเข้ามาทางตอนเหนือของไทยราวปี 2387–2417

จุดที่ชนเผ่าม้งเข้ามามีอยู่หลายจุด เช่น เข้ามาทางห้วยทราย–เชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือสุด และเข้ามามากที่สุด หลังจากนั้นก็กระจัดกระจายไปตามแนวเขา เช่นมุ่งไปทางทิศตะวันตกสู่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และสุโขทัย

อีกจุดคือเข้ามาทางไซยะบุรี ปัว และทุ่งช้าง เขต อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน แล้วบางกลุ่มได้อพยพลงสู่ จ.แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และตาก และยังมีกลุ่มที่เข้าทางภูคา–นาแห้ว, ด่านซ้าย อ.นาแห้ว และ อ.ด่านซ้าย จ.เลย บางกลุ่มก็เข้ามาสู่ จ.เพชรบูรณ์ ในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีที่เข้ามาทาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยผ่านมาทางพม่า ช่องดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันว่า ม้งกลุ่มนี้คือกลุ่มที่หลงทางจากการอพยพจากจุดที่ 1

นี่คือความเป็นมาคร่าวๆ ของชาวม้ง ที่คนไทยทั่วไปท่องมาตลอดว่าเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่ง

ม้งในรอยต่อ

โดยเฉพาะที่สมรภูมิรอยต่อ 3 จังหวัด (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย) ที่มีชาวม้งโยกย้ายถิ่นฐานจาก จ.น่าน เข้ามาบุกเบิกตั้งถิ่นฐานใหม่ตั้งแต่ปี 2465 นับเป็นพื้นที่สำคัญที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ

ที่ภูทับเบิก ราวปี 2475 มีชาวม้งตระกูล แซ่ท่อ” จัดตั้งหมู่บ้านทับเปา หรือทับเบิก มีประชากร 800 คน 100 หลังคาเรือน ถือว่าไม่น้อย โดยส่วนใหญ่เป็น “ม้งดำ” ขณะที่หมู่บ้านอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดเป็น “ม้งขาว” พวกเขาประกอบอาชีพทำไร่ฝิ่น, ไร่ข้าว และเลี้ยงสัตว์

ต่อมารัฐไทยเริ่มเข้ามาให้ความสำคัญ ให้ความช่วยเหลือบรรดาชาวเขา รวมถึงม้ง ก็เมื่อราวปี 2499 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ได้จัดตั้งคณะกรรมการสงเคราะห์

จนมาปี 2502 รัฐบาลยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศคำสั่งคณะปฏิวัติห้ามปลูกฝิ่นทั่วประเทศ พอถึงปี 2509 มีมติจัดตั้งเขตนิคมสร้างตนเองและสงเคราะห์ชาวเขาในประเทศไทย 4 แห่ง หนึ่งในนั้นคือนิคมสร้างตนเองและสงเคราะห์ชาวเขาภูลมโล (เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย) รวมเป็นเนื้อที่ 212,500 ไร่ ที่ชาวม้งได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ที่รัฐจัดให้

การเข้าดูแลตรงนี้ แน่นอนทั้งดูแลจริงๆ และดูแลเพื่อป้องกันชาวเขาไม่ให้กลายเป็นภัยความมั่นคง เพราะรอยต่อช่วงนั้นขบวนการคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาแทรกซึมในหมู่ชาวเขาเผ่าต่างๆ

ระหว่างนั้น ชาวม้งผู้เชื่อใน ความคิดใหม่” ได้มีการจัดตั้งลับๆ และส่งหนุ่มม้งจำนวนหนึ่งไปศึกษาวิชาการทหารในเวียดนาม และจีนอยู่แล้ว

กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น หลังเมืองไทยเกิดเหตุการณ์ วันเสียงปืนแตก” ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2485 มีการปะทะด้วยอาวุธกับฝ่ายรัฐอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม

ม้งสองฝ่าย

จากข้างต้น ช่วงปี 2509 ชาวม้งได้รับการดูแลจากรัฐให้มีที่ทำกิน ด้านหนึ่งศูนย์การนำแนวลาวฮักชาติ ก็ได้ประสานกับ พคท. ส่งผู้ปฏิบัติงานเข้าสู่ชุมชนม้ง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก จึงมีผู้ปฏิบัติงานจากในเมือง 2 คน เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน

ปี 2510 นักรบม้งที่จบจากโรงเรียนการเมืองการทหารในต่างประเทศ เข้ามาประจำการที่เขต 3 จังหวัด (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย) เมื่อชาวม้งลุกขึ้นสู้ คณะกรรมการ พคท.เขต 3 จังหวัดหรือเขตภูหินร่องกล้า ได้มีมติให้จัดตั้ง “อำนาจรัฐ” ของประชาชนขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 เขต และ 1 เขตพิเศษ

อำนาจรัฐเขต 10 ได้แก่ บ้านน้ำขาว, บ้านน้ำเข็ก, บ้านห้วยทราย, บ้านข้อโป่ และบ้านร่องกล้า, อำนาจรัฐเขต 15 ได้แก่ บ้านเขาค้อ, บ้านเขาย่า, บ้านใหญ่, บ้านไผ่ และบ้านสะเดาะพงษ์

อำนาจรัฐเขต 20 ได้แก่ บ้านป่าหวาย บ้านขี้เถ้า และบ้านทับเบิก, อำนาจรัฐเขตพิเศษ บ้านใหม่ และบ้านภูเมี่ยง

ส่วนที่บ้านทับเบิก ชาวม้งดำได้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม โดยม้งส่วนใหญ่เข้าร่วมการปฏิวัติกับ พคท. เป็น “สหายม้ง” แต่อีกส่วนหนึ่งได้ไปเข้ากับฝ่ายรัฐที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็น “ชาวเขาอาสาสมัครช่วยรบ” (ชขส.) ที่ช่วยกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 ทำการสู้รบกับคอมมิวนิสต์

เกิดเป็นม้งที่อยู่คนละฝั่ง “ความคิด” แต่ “ความหวัง” ชุดเดียวกันคือ การมีตัวตนและที่อยู่ที่ยืน

อาสาด้วยชีวิต

จากบทความ เสี้ยวชีวิต ‘ม้ง’ : รบแลกที่ดิน โดย มนุษย์สองหน้า แคน สาริกา เล่าย้อนรอยตรงนี้ไว้ว่า พอมาปี 2513 ในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เปิดยุทธการถล่มฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์บนภูหินร่องกล้า และเปิดพื้นที่บ้านเข็กน้อย อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เป็นฐานสนับสนุนการทำ “สงครามแย่งชิงมวลชน”

การที่กองทัพภาคที่ 3 ชักชวนชาวม้งเข้าร่วมเป็น ชขส. ช่วยเหลือทางการต่อสู้กับ “สหายม้ง” ในสมรภูมิภูหินร่องกล้า, ภูลมโล, ภูทับเบิก และเขาค้อ นั้น เกิดขึ้นโดยมีการรับปากกับชาวม้ง “ชขส.” ว่าเมื่อจบศึกสงครามจะให้มีสิทธิอยู่อาศัยและทำกิน

บ้านเข็กน้อยจึงเป็นที่ตั้งของกองร้อยชาวเขาอาสาสมัครที่ 31 เป็นศูนย์อพยพชาวม้งที่หลบหนีออกมาจากฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์ และ ชขส.ก็ลุยตามภารกิจ ทั้งบาดเจ็บล้มตาย

ม้งอาสาช่วยรบ

แน่นอนระหว่างนั้น ปี 2515 กองทัพภาคที่ 3 ขอใช้พื้นที่ 2 หมื่นไร่ โดยอาศัยประกาศของคณะปฏิวัติขณะนั้น นำชาวม้ง ชขส.มาอยู่อาศัย และทำกิน ตามยุทธศาสตร์ทางทหาร

ปี 2518 มีพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ กำหนดให้ที่ดินในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ เป็นที่ราชพัสดุ และอยู่ในความรับผิดชอบของกรมธนารักษ์ รวมถึงที่ดินเพื่อความมั่นคงของกองทัพภาคที่ 3

แต่ราวปี 2525-2527 ที่สงครามประชาชนสิ้นสุดลง กองทัพภาค ส่งคืนพื้นที่ หมื่นไร่ ให้แก่กรมธนารักษ์ ชขส. คงเหมือนถูกทิ้งให้อยู่กับคำสัญญาลมๆ

ในขณะที่กลุ่ม “สหายม้ง” ที่กลายมาเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) ตามนโยบาย 66/23 กองทัพภาคที่ 3 กลับจัดให้ เช่นได้ไปอยู่พื้นที่เดิมเช่นบ้านทับเบิก จัดสรรที่ดินทำกิน-ที่อยู่ให้, มอบเงินช่วยเหลือ ฯลฯ

ม้ง ชขส. 6 กองร้อย เข้าพบ ศรีสุวรรณ จรรยา 

คนไทยเข้าใจว่าเป็นมาอย่างนั้น ภูทับเบิกคือแดนดินกะหล่ำอันงดงามที่ชาวเขา ชาวม้งได้มีพื้นที่ทำกิน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ่นชื่อ ทั้งที่จริงๆ แล้วตลอดมายังมีม้งทับเบิกที่ตกค้างอยู่ที่ อ.นครไทย เข้าร้องเรียนต่อรัฐไทยขอกลับไปทำกินที่บ้านเก่า-ทับเบิกด้วยคน

เช่นเดียวกับ ม้ง ชขส. 6 กองร้อย จาก เพชรบูรณ์ น่าน และพะเยา ที่อาศัยจังหวะทางการเมืองตอนนี้ เข้าพบ ศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องคนดัง ตามที่เกริ่นไว้ตอนต้นนั่นแหละ ที่ต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ที่แน่ๆ “30 กว่าปี” ทำไมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสำหรับม้งกลุ่มอาสาช่วยรบกลุ่มนี้ มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น หรือไม่มีอะไรเลย…ก็แค่ลืม?

จาก ‘ทับเบิก’สู่ ‘ม่อนแจ่ม’ รุกก็รื้อ ยื้อก็ไล่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408341?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จาก ‘ทับเบิก’สู่ ‘ม่อนแจ่ม’ รุกก็รื้อ ยื้อก็ไล่

4 มกราคม 2563 – 09:50 น.
รีสอร์ทรุกที่,รุกป่าสงวน,ภูทับเบิก,ม่อนแจ่ม,รื้อรีสอร์ท,เจาะประเด็นร้อน,อรรถพล เจริญชันษา
เปิดอ่าน 4,852 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 4-5 ม.ค.63

**********************************

ฟีลเหมือน พอความฝันความสุขแห่งช่วงฉลองปีใหม่ผ่านพ้นไป วันนี้ความจริงอันหนีไม่พ้นกำลังย่างกรายเข้ามา โดยเฉพาะบรรดาเจ้าของผู้ประกอบการรีสอร์ตที่พัก ซึ่งทางการระบุว่านี่คือการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และกำลังเดินหน้าลุยสางให้เรียบ !

รอรับได้เลย 6 มกราคมนี้ ปฏิบัติการทวงคืนม่อนแจ่มโดยกรมป่าไม้ ภายใต้การนำของ อรรถพล เจริญชันษา จะเริ่มต้น ณ บัดนั้น

งานนี้มีเสียว คนไทยจักได้เห็นภาพแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับ “ภูทับเบิก” แหล่งท่องเที่ยวสุดรักของใครหลายๆ แน่นอน

เอาจริงทุกราย

อย่าว่าการลุยสางรีสอร์ตม่อนแจ่มที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมคือการเบี่ยงกระแสจากคดีรุกป่าสงวนของ เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่คนไทยสงสัยว่าทำไมมันช่างเชื่องช้าหวานเย็นเป็นไอติมวอลล์ขนาดนี้

เพราะทางด้านอธิบดีคนหนุ่มของเรา ออกมาแจงแล้วว่าเรื่องนี้ต้องทำให้ถูกต้อง โดยปมเรื่องที่ดินของเอ๋ที่แยกเป็น 2 ส่วนคือ ที่ดินของกรมป่าไม้ 46 ไร่ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ให้ดำเนินคดีรวม 4 ข้อหาแล้ว ส่วนที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของส.ป.ก. อันนี้ต้องรอการตีความของกฤษฎีกา

คนไทยต่อให้สงสัยว่า ปมแรก 46 ไร่ที่ว่า เหตุไฉนสาวเอ๋ยังมาออกสื่ออวยพรปีใหม่อยู่แว้บๆ ส่วนปมสองคือต้องรอต่อไป ก็คงต้องว่าไปตามนั้น

ดังนั้นระหว่างรอตรงนี้ มาดูเรื่องราวที่โซนเหนือแถวม่อนแจ่มกันดีกว่า

ภาพจากคลิปเพจ คุยกับอธิบดีกรมป่าไม้

โดยหลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ทหาร และ ตำรวจ สภ.แม่ริม รวมกว่า 200 นาย เคยเข้าตรวจสอบที่รีสอร์ตบนดอยม่อนแจ่ม หลังพบการบุกรุกขยายพื้นที่การใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตแล้ว

จากนั้นวันที่ 23 ธันวาคม 2562 อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ โพสต์คลิปในเพจ “คุยกับอธิบดีกรมป่าไม้” โดยระบุข้อความว่า “…เที่ยวแบบไม่ต้องพักก็ได้ครับ…ถ้าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในอนาคต…สุดท้ายจะจบด้วยความเสื่อมโทรม…ถ้าไม่เคารพกติกาที่ตกลง…คงต้องเข้มงวดด้วยกฎหมายนะครับม่อนแจ่ม…”

ภาพจากคลิปเพจ คุยกับอธิบดีกรมป่าไม้

คลิปนั้นคือภาพที่ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์ ที่เข้าตรวจพื้นที่ป่าม่อนแจ่มที่อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

แน่นอน คลิปดังกล่าวทำเอาคนไทยต้องครางฮือกับกองทัพรีสอร์ตตั้งเรียงราย เหมือนเลโก้ตัวต่อของเด็กๆ จำนวนมหาศาลอยู่บนยอดภูก็ไม่ปาน ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องมีคำอธิบาย

แจ่มจริง ม่อนแจ่ม

พื้นที่โครงการหลวงหนองหอย บริเวณดอยม่อนแจ่ม แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม เนื้อที่ 13,500 ไร่

และ “ดอยม่อนแจ่ม” ตั้งอยู่บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย ด้วยความที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี จึงส่งผลให้มีผู้คนเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวจำนวนมากเพื่อสัมผัสทะเลหมอก

เดิมทีพื้นที่ตรงนี้มีโครงการหลวงหนองหอยเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรตั้งแต่ปี 2545 ชาวบ้านก็รวมกลุ่มกันในนามของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม เป็นแปลงปลูกผักและวิจัยพืชเมืองหนาว

แต่พอมาช่วงหลังๆ กลับเริ่มมีการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินและทำโฮมสเตย์จนเต็มพื้นที่

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าหากมองในเชิงตัวเลขแล้ว ม่อนแจ่มสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ชาวบ้านมากมาย โดยปีนี้คึกคักกว่าเดิมเพราะอากาศหนาวมากขึ้น ผู้ประกอบการก็เร่งขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับ

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลข่าว พบว่าช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม-มกราคม มีนักท่องเที่ยวขึ้นมาพักผ่อนคืนละ 2,000-3,000 คน ในแต่ละวันมีเงินสะพัดวันละ 1.5 ล้านบาท ตลอด 4 เดือน ช่วงไฮซีซั่นปีนี้จะมีรายได้สู่ดอยม่อนแจ่มรวมแล้วกว่า 200 ล้านบาท

แม้ว่าตัวเลขนี้อ้างจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้ประกอบการรีสอร์ต แต่จากภาพที่เห็นเต็นท์ และรีสอร์ตเรียงรายก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ แต่โลกนี้ไม่เคยมีด้านเดียว มีได้ ต้องมีเสีย มีบวกต้องมีลบ

นอกจากปัญหาขยะล้นดอยที่เราคนไทยเคยได้ยินมาแล้ว ปัญหาเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนก็มีต่อเนื่องควบคู่กันมาตลอดที่ม่อนแจ่มนี่แหละ

ม่อนแจ่มไม่ค่อยแจ่ม

พูดถึงม่อนแจ่ม เอาจริงๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2557 ยุคที่คนไทยมี คสช.เข้ามาดูแล คนไทยก็ได้ยินข่าวเจ้าหน้าที่บุก 4 รีสอร์ตม่อนแจ่มรุกป่า โดยตอนนั้นรายงานข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่ามีชาวบ้านที่ได้สิทธิทำกินขายให้นายทุนผุดรีสอร์ตหรู

ทั้งหมดเกิดขึ้นจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ได้ขายที่ดินต่อให้นายทุน ซึ่งนายทุนได้ใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ คือไม่ได้ทำการเกษตร หรือไม่ใช่เกษตรกร

หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งหมดนั้นก็ค่อยๆ เงียบไปจากหน้าข่าวสาร จนกระทั่งล่าสุดกับปฏิบัติการของอธิบดีกรมป่าไม้คนใหม่ ลูกหม้อเจ้าเก่า ออกมาประกาศลุยต่อให้จบ

อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ได้ออกมาแถลงออกประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ มาตรา 25 สั่งให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครองพื้นที่ยุติการดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะบ้านพัก รีสอร์ต ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม ในพื้นที่ (โครงการหลวงหนองหอย) หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย

โดยจากการประชุมร่วมผู้ประกอบการที่ครอบครองทำประโยชน์ทั้งหมดในที่ดินป่าไม้ของกรมป่าไม้ รวมเนื้อที่ประมาณ​ 229 ไร่ ที่โครงการ​หลวง​หนองหอย ต.โป่งแยง พบว่า ผู้ที่ครอบครองที่อยู่ในแปลงจัดสรรที่ดินตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าของกรมป่าไม้ มี 53 ราย รวมเนื้อที่ 229 ไร่

ตรวจสอบปรากฏว่า มีสิทธิ์อยู่ทำกิน 38 ราย ส่วนอีก 12 ราย มีสิทธิอยู่อาศัยทำกิน แต่ทำเกินพื้นที่ และมี รายที่เปลี่ยนมือผู้ครอบครองทำประโยชน์เป็นบุคคลจากท้องที่อื่นไม่มีรายชื่อในโครงการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ได้แก่ ม่อนแสนสิริจันทรา ม่อนดอยลอยฟ้า และบ้านท่าจันทร์ รวมเนื้อที่ ไร่เศษ

โดยกรมป่าไม้มีการออกคำสั่งให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ม่อนแจ่มที่มีการรุกที่ป่าสงวนแล้ว และงานนี้ยังไม่มีการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นการกระทำผิดกฎหมาย การเยียวยาจะให้เฉพาะผู้ยากไร้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่รีสอร์ตถูกรื้อเท่านั้น

ตามรอยภูทับเบิก

การลุยครั้งนี้ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า พื้นที่ม่อนแจ่มจะมีการกวาดล้างแน่นอน ตอนนี้ในพื้นที่ไม่มีการต่อต้าน เนื่องจากทราบดีว่าเป็นการบุกรุกผิดกฎหมายและเราเอาจริง โดยวันที่ 6 มกราคม จะลงไปตรวจสอบพื้นที่ด้วยตนเอง โดยจากการตรวจสอบผู้ครอบครองพบว่าเป็นเพียงนายทุนเท่านั้น

งานนี้บอกเลยสนุก เพราะไม่ใช่แค่ที่ม่อนแจ่ม แต่จะไล่ทำไปเรื่อยๆ ใครผิดจัดการหมด แปลว่าเราจะได้เห็นภาพการไล่รื้อถอนสิ่งก่อสร้างผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับภูทับเบิกที่ถูกดำเนินการจนถึงที่สุด !

ภูทับเบิก ในวันที่รีสอร์ตล้นดอย

ว่ากันตามจริง ปฏิบัติการทำนองเอาจริงกับรีสอร์ตรุกป่าสงวน มีการดำเนินการอย่างจริงจังในยุค คสช. ต่อเนื่องมารัฐบาลปัจจุบันนี่เอง

อย่างที่ภูทับเบิก ก็จบได้ด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช.35/59 หลังจากเรื่องเริ่มร้อนแรงในปี 2558 ที่มีข่าวการบุกรุกป่าภูทับเบิกเพื่อสร้างเป็นที่พักจำนวนมาก ทำลายแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำป่าสัก แถมยังก่อสร้างแบบไร้ทิศทาง

โดยที่สุดเมื่อสำรวจตรวจสอบแล้วพบว่ามีรีสอร์ตที่ต้องถูกรื้อถอนทั้งหมด 103 ราย แบ่งเป็นคนนอกบุกรุกพื้นที่ 53 ราย และเป็นชาวม้งในพื้นที่ 50 ราย

หลังจากนั้นทางการก็นำประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 35/59 แจ้ง และปิดประกาศให้รีสอร์ตบนภูทับเบิกรื้อถอนเองภายใน 30 วัน หลังจากที่เจ้าพนักงานอัยการหล่มสัก มีคำสั่งฟ้องต่อศาลหล่มสักในข้อหาบุกรุกป่า โดยมีการนำป้ายประกาศคำสั่งไวนิลขนาดใหญ่ไปติดตั้งไว้บริเวณหน้ารีสอร์ตทุกที่ที่ต้องดำเนินการ

ที่สุดปลายเดือนตุลาคม 2561 ผู้ประกอบการรีสอร์ตที่ต้องรื้อสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเหลือ 3 แห่งสุดท้าย ก็ได้ทำการรื้อถอนรีสอร์ตจนหมด

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในยุคที่ อรรถพล เจริญชันษา เป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ วันนี้เหตุการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้้นที่ม่อนแจ่ม และอีกหลายๆ พื้นที่

แน่นอนคนไทยรอดูว่าถ้าเริ่มแล้วก็เริ่มให้จบ และให้ครบทุกคน

ผ่าแนวคิด ‘ชัยธวัช’ ผู้นำ ‘อนค.’ คนใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408194?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าแนวคิด ‘ชัยธวัช’ ผู้นำ ‘อนค.’ คนใหม่

3 มกราคม 2563 – 09:22 น.
ชัยธวัช ตุลาธน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ชูธง ทวนกระแส,เจาะประเด็นร้อน,พรานข่าว,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 4,235 ครั้ง

ผ่าแนวคิด ‘ชัยธวัช’ ผู้นำ ‘อนค.’ คนใหม่ คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

******************************

“เราควรต้องเชื่อมวลชน เราควรต้องเชื่อพรรค นี่เป็นหลักทฤษฎีมูลฐานสองข้อ หากสงสัยหลักทฤษฎีสองข้อนี้แล้ว จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ”

“ประชาชน มีแต่ประชาชนเท่านั้น ที่เป็นพลังในการสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์โลก”

“นโยบายและยุทธวิธีเป็นชีวิตของพรรค สหายนำขั้นต่างๆ จักต้องสนใจอย่างเต็มที่ อย่าได้ประมาทเลินเล่อเป็นอันขาด”

ความคิดวิทยาศาสตร์ของปรมาจารย์การปฏิวัติจีน จะสะท้อนผ่านข้อคิดความเห็นของแกนนำพรรคอนาคตใหม่อยู่บ่อยครั้ง

ชัยธวัช ตุลาธน

ชัยธวัช ตุลาธน” รองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และผู้ที่ถูกโจษขานว่า จะเป็นผู้นำคนใหม่ หากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบภายในช่วงต้นปีนี้ เขาเชื่อในทฤษฎีที่ว่าความคิดการเมืองถูกต้อง ชนะทุกอย่าง

ความสำเร็จไม่ได้มาจากการตลาดนำ แต่ใช้ความคิดทางการเมืองนำ และสามารถแสดงความเป็นเราออกมาให้ประชาชนเห็นได้”

หลายคนอาจรู้สึกเป็นกังวลกับกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่สวนรถไฟว่า อาจขยายกลายเป็น “ม็อบไล่ลุง” ความวุ่นวายคงตามมาอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม แกนนำพรรคอนาคตใหม่ประเมินว่า พลังมวลชนยังไม่มากพอจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถึงรากถึงโคน จึงทำใจไว้ล่วงหน้าเรื่อง “พรรคถูกยุบ” และเตรียมการจัดหา “พรรคสำรอง” ไว้เป็นที่เรียบร้อย

ก่อนวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คนไทยรู้จัก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ตัวแทนกลุ่มทุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ และ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” จากกลุ่มความคิด “คณะนิติราษฎร์” ผู้ปลุกปั้นพรรคอนาคตใหม่ แต่หลายคนอาจไม่ทราบที่ไปที่มา กว่าจะเป็นพรรคสีส้ม

“ธนาธร” และเพื่อนๆ อดีตนักกิจกรรมยุค 2540 รวมถึง “ชัยธวัช” ได้จับพูดคุยกัน หลังทราบผลประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 ตอนนั้น พวกเขาจับอาการที่น่าเป็นห่วงได้คือ คนจำนวนมากในสังคมรู้สึกสิ้นหวังกับการเมือง มองไม่เห็นว่าเราจะไปยังไงต่อ

พวกเขาเริ่มจากประโยคที่ว่า “เราจะอยู่กันแบบนี้หรือ” แล้วก็เริ่มคิดเรื่องตั้งพรรคการเมือง

ธนาธรและธวัชชัย เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ สมัยที่ทั้งคู่เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า ร่วมทำกิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัย ในนาม “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

พวกเขาเติบโตมาในยุคสมัยการแสวงหาครั้งใหม่ ที่มีขบวนการภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นหัวหอก หลังการล่มสลายทางความคิดของ “ซ้ายไทย” หรือคนเดือนตุลา

คนรุ่นนี้ เติบโตในแวดวงธุรกิจสมัยใหม่ และเริ่มมีความหวังทางการเมืองจากชัยชนะของทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย แต่รัฐประหาร 2549 ทำให้พวกเขากลับมาสนใจการเมืองอย่างจริงจัง

ธนาธร และชัยธวัช

เมื่อคิดก่อการตั้งพรรคการเมือง ธนาธรและผองเพื่อนจึงพยายามรวบรวมผู้คน ที่ทนไม่ไหวกับระบอบ คสช. มาร่วมงานกัน แนวทางสื่อสารของพรรคช่วงแรกๆ จึงมุ่งไปที่คนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หรือคนกลางๆ ที่ไม่ได้สังกัดสีไหน ช่วงเริ่มต้นของอนาคตใหม่ จึงมีวัยกลางคน คนสูงอายุก็มี

นิวโหวตเตอร์ถือว่า เป็นกลุ่มเป้าหมายที่อนาคตใหม่ ต้องช่วงชิงให้เพราะพวกเขาเป็นคนที่ไม่ได้มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใดมาก่อน

“ปรากฏการณ์ฟ้ารักพ่อ มันมีพื้นฐานบางอย่าง ไม่ได้เกิดมาบนสุญญากาศ มันมีเงื่อนไขทางสังคมรองรับ” ชัยธวัชเชื่ออย่างนั้น

“ในประวัติศาสตร์ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักจะมีปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น มีผู้นำที่มีบารมีและได้รับการยอมรับ แต่เฉพาะปัจจัยจากตัวผู้นำเอง ไม่ได้การันตีว่าทุกอย่างจะสำเร็จ มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น ความคิดที่ถูกต้องที่แจ่มชัด มีประชาชนที่ยอมรับความคิดนั้นๆ มีการจัดองค์กรขับเคลื่อนที่ดี มีหลายองค์ประกอบที่สำคัญ”

ชัยธวัชได้ให้สัมภาษณ์สื่อออนไลน์ไว้หลังเลือกตั้ง สะท้อนว่า ปัญหาผู้นำคนใหม่ ไม่ได้เป็นอุปสรรคของพรรคการเมืองใหม่ หากมีความคิดที่ถูกต้อง ก็เดินหน้าต่อไปได้

ว่าที่ผู้นำคนใหม่ จึงเชื่อว่า ส.ส.ที่มีดีเอ็นเอของพรรคอนาคตใหม่ จะร่วมเป็นร่วมตาย ร่วมก้าวไปด้วยกัน แม้พรรคถูกยุบ ก็ตั้งพรรคใหม่ได้ พวกเขามีเวลา 60 วัน ในการย้าย ส.ส.รุ่น “พิมพ์นิยมสีส้ม” ไปอยู่พรรคใหม่

น่าจับตาก้าวต่อไปของค่ายสีส้ม ภายใต้ผู้นำคนใหม่ เขาอาจไม่ใช่นักการเมืองแบบธนาธร-ปิยบุตร แต่เขาเป็นนักกลยุทธ์ที่น่าสนใจยิ่ง