ลอกคราบ ‘ปิยบุตร’จุดไฟ ชิง’อำนาจใหม่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลอกคราบ ‘ปิยบุตร’จุดไฟ ชิง’อำนาจใหม่’

3 มกราคม 2563 – 09:08 น.
ปิยบุตร,ปิยบุตร แสงกนกกุล,กรัมชี่,อันโตนิโอ กรัมชี่,มาร์กซิสต์,สุเทพ เทือกสุบรรณ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 17,103 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 3 ม.ค.63

*********************************

เอาเข้าจริง อีเวนต์ “วิ่งไล่ลุง” (Run Against Dictatorship) ก็แค่เกมอุ่นเครื่อง ทดสอบพลังมวลชน ไม่ใช่เกมแตกหักเหมือนการจัดม็อบในอดีต ซึ่งในครั้งต่อๆ ไป อาจจะมีกิจกรรมรวมพลังทำนองนี้อีก แบบว่ารายเดือน รายสัปดาห์

สมกับปี 2563 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้ของประชาชน โดย “ป๊อก ปิยบุตร แสงกนกกุล“ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ประกาศชัด ”นี่คือ ห้วงเวลาประชาชนเป็นใหญ่นี่คือ โอกาสสำคัญในการเข้าช่วงชิง”

กรัมชี”สีส้ม

คนส่วนใหญ่อ่านแถลงการณ์ ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 อาจสงสัยว่า “อันโตนิโอ กรัมชี” คือใคร? มีอิทธิพลต่อความคิดแกนนำพรรคอนาคตใหม่อย่างไร?

อนาคตใหม่ 2563

สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่อันโตนิโอ กรัมชี บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิด ก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤติการณ์ย่อมปรากฏขึ้น..”

อันโตนีโอ กรัมชี ได้ชื่อว่าเป็นนักคิด นักทฤษฎี “มาร์กซิสต์บริสุทธิ์” ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซคนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20

ปิยบุตรให้สัมภาษณ์สื่อหลายหนว่า ตอนเริ่มก่อการตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้นำทฤษฎีการเมืองของอันโตนิโอ กรัมชี มาประยุกต์ใช้ ปิยบุตรจึงไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมมวลชนแบบ นปช. โดยเฉพาะเรื่องแก้ว 3 ประการคือ พรรค กองกำลังและแนวร่วม ของแกนนำแดงฮาร์ดคอร์

“วิธีคิดของกรัมชีมองว่าการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังทางกายภาพ เช่น กำลังทหาร มวลมหาประชาชน หรือที่เรียกว่า ‘สงครามขับเคลื่อนพื้นที่’ (War of Movement) แค่นั้น ไม่สำเร็จหรอก ถ้าคุณไม่ได้เปลี่ยนความคิดคน ดังนั้น กรัมชีจึงบอกว่าต้องทำงานผ่าน ‘สงครามทางความคิด’ (War of Position) ด้วย”

อาจารย์ป๊อกเปลือยความคิด ไม่มีกั๊กเรื่องกำลังทำงานเปลี่ยนชุดความคิดคนรุ่นใหม่

ไม่ซ้าย-ไม่มีสีเสื้อ

นักปฏิวัติเก่าที่เคยเป็นแกนนำเปิดโรงเรียน นปช.เสื้อแดงอย่าง เหวง โตจิราการ หรือธิดา ถาวรเศรษฐ์ อาจตกยุคไปเลย เมื่อสานุศิษย์กรัมชีเมืองไทย พยายามต่อสู้เพื่อแย่งชิงการครองใจในทางความคิด(hegemony) หรือเรียกว่า “สงครามจุดยืน” อย่างเข้มข้น

ป้าธิดา ลุงเหวง อาจคุ้นเคยกับความคิดประธานเหมา พร่ำบ่นแต่เรื่องการจัดตั้งมวลชน การต่อสู้ทางชนชั้น แยกมิตรแยกศัตรู เลยตามไม่ทัน “ธนาธร” และ “ปิยบุตร”

กรัมชี ศาสดา

อันโตนิโอ กรัมชี นักคิดชาวอิตาลี มีชีวิตอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติรัสเซียในปี ค.ศ. 1917 เป็นแรงบันดาลใจให้กรัมชีหันมาสนใจแนวคิดสังคมนิยม และเข้ากับพรรคฝ่ายซ้ายของอิตาลี ช่วงเวลาดังกล่าว พรรคฟาสซิสม์ของมุสโสลินีกำลังครองอำนาจ และปราบปรามพรรคฝ่ายซ้ายอย่างเข้มงวด กรัมชีจึงถูกจำคุกในปี ค.ศ. 1926 และเสียชีวิตในคุกเมื่อปี ค.ศ. 1937 ด้วยวัยเพียง 47 ปีเท่านั้น

มรดกความคิดของกรัมชี ได้ให้ความสำคัญกับคำว่า “กลุ่มพลังทางสังคม” ที่มาแทนคำว่า “ชนชั้น” ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของมาร์กซ์ ปิยบุตรได้อธิบายว่า

“เราไม่ได้แบ่งคนตามแนวดิ่งแยกเหลือง-แดงแบบเดิม แต่เราแบ่งตัดขวางตามแนวนอน โจทย์สำคัญของเราคือต้องการยุติการแบ่งขั้วแยกข้างเหลือง-แดงแบบเดิม..ตัวผมเชื่อว่า การเมืองคือการทำงานทางความคิด คือการหาพวกเพิ่ม ถ้าคุณขีดแบ่งเส้นแบบนี้ มันก็อยู่กันแค่นี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยิ้มสิ..”

ไม่แปลกหรอก ที่แกนนำ นปช. จะไม่นิยมชมชอบบรรดาหัวแถว “พลพรรคส้มหวาน” และมองว่า คนพวกนี้ไร้เดียงสาทางการเมือง

วายร้ายตัวใหม่?

เมื่อปลายปี “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ซีอีโอพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว อวยพรปีใหม่มวลมหาประชาชน และย้ำว่า เราทุกคนกำลังเผชิญปัญหาใหม่ของชาติที่เรียกว่า “ลัทธิชังชาติ” จึงเรียกร้องว่า “อย่าหยุดนิ่ง จนกลายเป็นว่า ยินยอมให้พวกชังชาติ มาทำร้ายประเทศของเรา”

หมอวรงค์ ต้านลัทธิชังชาติ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2562 ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการโรงแรม และการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี พรรครวมพลังประชาชาติไทย จัดการอบรมหลักสูตรอุดมการณ์และการสื่อสารทางการเมือง สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ได้บรรยายตอนหนึ่งว่า ไม่เคยคิดจะกลับมาทำงานการเมืองเลย แต่เวลานี้มีความจำเป็น บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยปลอดภัย

สุเทพ เทือกสุบรรณ

“วายร้ายตัวเก่าจบไปแล้ว มีวายร้ายตัวใหม่มาอีก ผมไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่มันน่ากลัวมาก กำแหงมาก มันแสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่เอาอะไรสักอย่าง ไม่เอาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมอะไรทั้งนั้น และมีคนบ้าตามมันเยอะอีกต่างหาก น่ากลัวมาก”

วายร้ายตัวใหม่..มากับทฤษฎีใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสังคมไทย น่ากลัวจริงหรือไม่ต้องติดตามฉากต่อไป

คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย ‘บิ๊กโจ๊ก’ นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย ‘บิ๊กโจ๊ก’ นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ

3 มกราคม 2563 – 00:05 น.
ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562,คำสั่งเด้งแห่งปีสอย บิ๊กโจ๊ก,นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ
เปิดอ่าน 16,932 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 คำสั่งเด้งแห่งปี..สอย’บิ๊กโจ๊ก’ นายพลดาวรุ่งร่วงสู่สามัญ โดย..หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นับตั้งแต่การบริหารประเทศภายใต้เงาของรับบาล คสช. ก่อนจะเข้าสู่ระบบเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2562 มีหลากสิ่งหลายอย่างให้ผู้คนทุกแวดวงพูดถึงและจับตามองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ร้อนหลังการเลือกตั้งเดือนเมษายน ที่ดูเหมือนว่าความระอุจะทะลุปรอทแซงสภาพอากาศหน้าแล้งในขณะนั้น

  อ่านข่าว :  เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

ทว่าระหว่างสายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ข่าวการเมือง จู่ๆ กลับปรากฏข่าวฮือฮาครั้งใหญ่ในแวดวงสีกากี ชนิดที่กลบกระแสการเมืองกันเลยทีเดียว ทั้งนักข่าวและตำรวจต่างกุลีกุจอเช็กกันอุตลุดกับเรื่องลือสะพัด “เด้งฟ้าผ่า” นายพลหนุ่มคนดัง เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”

กลิ่นตุๆ ถูกกระพือลือหึ่งตั้งแต่ค่ำวันที่ 5 เมษายน ก่อนมาคุหนักในเช้าวันเสาร์ที่ 6 เมษายน วันหยุดสุดสัปดาห์ของผู้คนส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนหย่อนใจ แต่ใครต่อใครก็อยากจะรู้ว่าเรื่องนี้มีมูลจริงเท็จประการใด เพราะไม่อยากจะเชื่อ เนื่องจากบิ๊กตำรวจหนุ่มคนดังยังเดินสายแถลงผลงานวันละหลายรอบ จวบจนวันที่มีข่าวซุบซิบยังปรากฏหมายเชิญนักข่าวแถลงผลการจับกุม ก่อนจะงดจ้อแล้วติดต่อไม่ได้

และแล้วไม่นานเกินรอข่าวลือที่ถูกวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ก็ถูกตอกย้ำว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อแม่ทัพสีกากี “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สะบัดปากกาเซ็นคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 232/2562 ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เรื่องข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) อาคารที่ 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย

นอกจากนั้นการประชุมกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในวันอังคารที่ 9 เมษายนนี้ ยังมีรายงานว่าจะเป็นการแต่งตั้ง “บิ๊กโจ๊ก” ที่ถูกย้ายเข้ากรุ ศปก.ตร. ไปเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีคำสั่ง “ฟ้าผ่าซ้ำ” ในเวลาไล่เลี่ยกัน หนนี้ให้ยุติทุกบทบาท จบอำนาจที่มืออยู่ล้นมือ ขาดจากการเป็นข้าราชการตำรวจ ให้ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะข้าราชการพลเรือน

จากตอนนั้นจนถึงบัดนี้ปม “บิ๊กโจ๊ก” นายพลหนุ่มดาวรุ่งพุ่งเร็วถูก “เด้งสายฟ้าแลบ” ไปเดินสะดุดตอ ทำผิด ทุจริตอะไร เพราะนอกจากคำสั่งที่ปรากฏยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนออกมาให้ข้อมูลชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจตรงกันถึงการย้ายขาดนายพล(พุ่งปรี๊ด)ครั้งนี้ หัวเรือใหญ่ทุกคนต่างปิดปากเงียบโดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ควบคุมกลไกในรั้วสีกากี และทั้งๆ ที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นนายตำรวจที่ประสานงานทำงานใกล้ชิดคู่บารมี ผลิตผลงานเป็นหน้าเป็นตาให้รัฐบาล คสช. มากมาย เจ้าตัวเองก็ถึงขนาดย้ำนักย้ำหนาว่า ทุกงานที่ทำสำเร็จก็ด้วยบารมีของ “บิ๊กป้อม” ทำให้สังคมได้แต่คาดเดา ผูกเรื่องโยงสาเหตุไปนานัปการ ผสมผสานวิจารณ์วิเคราะห์ จับแพะชนแกะกับข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งชวนสงสัย แล้วก็ปล่อยให้เรื่องค่อยๆ เงียบหายไปตามกาลเวลา

สิ่งที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกผูกเรื่องโยงถึงที่มาของการเด้งดังสนั่นวงการสีกากี เห็นทีจะไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจหลังการยึดอำนาจของ คสช. โดยช่วงปีหลังๆ “บิ๊กโจ๊ก” ในฐานะคนสนิท “บิ๊กป้อม” เป็นนายพลหนุ่มโตไว มียศมีตำแหน่งข้ามหัวรุ่นพี่ ทั้งที่อายุมีเลข 4 นำหน้า แต่ดาวบนบ่าประดับ “พล.ต.ท.” คุมหน่วยสำคัญอย่าง สตม. และมีบทบาท หรือจะเรียกว่ามีอิทธิพลต่อโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ มีตั้งแต่นายพลถึงรองสารวัตรวิ่งเข้าหาไม่ขาดสาย รวมถึงถูกจับตาเส้นทางว่า เขาจะเป็นแคนดิเดตนั่งบัลลังก์แม่ทัพตำรวจ ขึ้นแท่น ผบ.ตร. ในอนาคต เพราะตอนนั้นอีกหนึ่งฉายาที่ถูกกล่าวขานตามหน้างานคือ “ผบ.ตร.น้อย”

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รองผบก.) ถึง สารวัตร (สว.) เมื่อครั้งที่ “บิ๊กโจ๊ก” เป็นผู้ทรงอิทธิพล เสร็จสิ้นลงตัวก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน แต่กว่าโผจะคลอดก็ลุ้นกันจนคางเหลือง ล่าช้ากันข้ามปี นอกจากนี้ยังมีบางกระแสที่ลือกันว่าการโยกย้ายข้าราชการตำรวจจากถิ่นภูธรพื้นที่อีสานใต้ที่ไม่มีความชำนาญเข้ามาดูแลงานในพื้นที่สำคัญยิ่งยวดเขตนครบาล จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาด

ความอยากรู้ เหตุผล ที่มาที่ไป เกี่ยวกับคำสั่งเด้งทะเทือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มเจือจางจากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน เหมือนสังคมและคนในวงการลืมๆ กันไปบ้าง ไม่มีการกล่าวถึง แต่กระแสถูกตีขึ้นมาอีกครั้งหลังเงียบไปราว 3 เดือน โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปรากฏภาพ “บิ๊กโจ๊ก” โผล่ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช แถมเป็นภาพที่เจ้าตัวถูกรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจภูธรนครศรีฯ ตำรวจท่องเที่ยว มาต้อนรับและอำนายความสะดวก ทำให้บรรยากาศเก่าก่อนในวันที่เคยหวานเจี๊ยบหวนกลับมาอีกครั้ง

แต่พอได้รู้ถึงวาระที่ไปเยือนเมืองคอนหนนั้น คนไทยก็ยิ่งได้กลิ่นแปลกๆ เพราะวันนั้น “บิ๊กโจ๊ก” เดินสายสักการะ ทั้งศาลหลักเมือง พระบรมธาตุเจดีย์ ราวกับว่าต้องการรับพร หรือพลังบางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังเสร็จกิจแล้วก็กลับเข้ากรุงเทพฯ จากนั้นรุ่งขึ้นอีกวันก็หวนกลับมาที่เมืองคอนอีกรอบ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่า หรือจะเป็นการบนบานศาลกล่าวไว้ พอได้ดังหวังจึงรีบแจ้นมาแก้บน ทำให้ข่าวลือต่างๆ ยิ่งถาโถมหนักขึ้น แต่จะมีความแปลกก็ตรงที่ว่า รอบหลังเขาไปแบบเงียบๆ มีเพียงนายตำรวจที่ใกล้ชิดคอยติดตามและยังระมัดระวังไม่ให้มีการบันทึกภาพอีกด้วย ว่ากันว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งระงับขบวนรถทั้งหมด ทั้งรถนำ และรถติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคำถาม โดยข่าวลืออีกมุมก็เม้าท์ว่า รอบนี้ “บิ๊กโจ๊ก” สั่งให้ลูกน้องนำเครื่องแบบตำรวจใหม่มาใช้ประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์บางอย่างตามความเชื่อโบราณ ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง

อีกมุมที่วิจารณ์กันเนื่องจากเรื่องนี้ก็ไปสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า “บิ๊กโจ๊ก” จะได้โอนตำแหน่งกลับมานั่งเก้าอี้ในรัวสีกากีครั้ง จึงมาเพื่อขอพร หรือแก้บน หรือเป็นแค่กิจวัตรปกติ เพราะ 3 เดือนก่อนที่่จะมีคำสั่งฟ้าผ่า คนเมืองคอนยังเห็นเจ้าตัววนเวียนเข้าวัดโน้น ไหว้พระวัดนี้อยู่เลย และกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว

หลังรูดซิปปิดปากเงียบตั้งแต่คำสั่งเด้งฟ้าผ่า กระทั่งถูกปลุกเป็นกระแสที่ไปปรากฏตัวไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองคอน เจ้าตัวยอมเปิดปากจ้อออกสื่อเป็นครั้งแรก ยินดีตอบทุกคำถาม เคลียร์ทุกข้อสงสัยเป็นครั้งแรก ผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือโฟนอิน ในรายการ “ล่าความจริง” ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ ก.ตร. ว่าเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบช.สตม.

สำหรับประเด็นการโอนย้าย ก็ย้ายมาเป็นที่ปรึกษาระดับ 10 ถือว่ามีภาระมากขึ้น โดยเฉพาะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายงานให้ไปศึกษาหน่วยงานองค์กรรัฐ องค์กรภาคเอกชน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ปราบปรามอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นมีหน้าที่เพิ่มซึ่งแตกต่างไปจากงานเดิม ดังนั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่า แค่ให้ไปทำอีกหน้าที่ ส่วนเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศก็เพื่อพักผ่อน เมื่อกลับมาก็ตั้งใจทำงานเหมือนเดิม

 “เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ส่วนเรื่องการทำงานก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และถูกมอบหมายให้มีความรับผิดชอบทำงานกว้างขวางมากขึ้น จากเดิมเป็นตำรวจก็ทำงานตำรวจ วันนี้เป็นที่ปรึกษาก็ไปแนะนำให้ความรู้องค์กรในการพัฒนาประเทศ หรือมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักนายกฯ หรือมีเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ร้องทุกข์ส่งมาก็ดำเนินการ เป็นเรื่องการบริหารมากขึ้น

            ผมเข้าออกสำนักงานทุกวัน กรณีหน่วยไหนต้องการคำปรึกษา หรือมหาวิทยาลัยต้องการข้อมูลก็จะถ่ายทอดให้เพราะมีประสบการณ์การทำงานด้านปราบปราม ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หนี้นอกระบบ ให้ข้อมูลและนำไปทั้ง ปปง. รวมถึงดีเอสไอ โดยเรื่องหนี้นอกระบบถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นกำลังหลัก เพราะเรื่องแก้หนี้เป็นนโยของนายกฯ ที่สั่งการ พล.อ.ประวิตร ขับเคลื่อน และบูรณาการหน่วยงานปฏิบัติทั้งหมด ไม่ได้ทำคนเดียว มีทั้งกระทรวงการคลัง ปปง. ดีเอสไอ รวมถึงกระทรวงต่างๆ จึงไม่ได้สร้างภาพ ซึ่งผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือประชาชน” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวชี้แจง

ขณะเดียวกันยังอธิบายว่า ยอมรับกรณีที่มีข่าวส่วนตัวออกมาถาโถมนั้น แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาตอบ เนื่องจากเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำหน้าที่ก็ทำอย่างเคร่งครัด แม้ย้ายไปย้ายมาก็ต้องทำอย่างเต็มที่ เพราะเป็นข้าราชการแผ่นดิน ต้องทำแทนคุณแผ่นดิน เพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับการทำหน้าที่นั้น โดยไปดูระเบียบ เอกสาร เรียนรู้ ที่สำคัญเป็นคนชอบทำบุญ พี่น้องตำรวจจะทราบดี ฝากถึงประชาชนทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจ รวมทั้งฝากไปถึงประชาชนที่เป็นกำลังใจและสงสัย ยังทำหน้าที่ปกติ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในฐานะข้าราชการพลเรือนอย่างเต็มความสามารถ

จากคำสั่งที่เกิดขึ้นจึงนับว่าเป็นวิบากกรรมของ “บิ๊กโจ๊ก” ที่วันนี้ไม่ได้ “หวานเจี๊ยบ” เหมือนเก่าก่อน เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง เส้นทางที่เดินมาเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ ตำแหน่ง ผบ.ตร. ในอนาคตอันไม่ไกลก็น่าจะจับต้องได้ถ้าไม่สะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มเสียก่อน เพราะเหลืออายุราชการอีกกว่า 11 ปี ถึงวันนี้ต้องมลายหายไป ส่งผลให้นายพลหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังพุ่งพีคสุดขีดต้องชะงักงันแบบกะทันหัน

ผลพวงจากคำสั่งครั้งนั้นยังกระเพื่อมถึงเพื่อนพ้อง ลูกน้องทีมงาน “โจ๊ก” เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจครั้งล่าสุด หลายคนกระเด็นจากเก้าอี้สำคัญไปโลกแล่นอยู่พื้นที่ภูธร แถม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ยังตีวัวกระทบคราด ชมเปราะ “บิ๊กแป๊ะ” จัดโผลงตัว ทันกรอบเวลา ไม่ล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา

ม่อนแจ่ม โมเดล อย่าเป็นสองมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407713?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม่อนแจ่ม โมเดล อย่าเป็นสองมาตรฐาน

3 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ม่อนแจ่ม โมเดล,อย่าเป็นสองมาตรฐาน
เปิดอ่าน 2,304 ครั้ง

ม่อนแจ่ม โมเดล อย่าเป็นสองมาตรฐาน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมากรมป่าไม้โดยอธิบดี ‘อรรถพล เจริญชันษา’ ได้ตรวจสอบบริเวณป่าสงวนแห่งชาติเชียงใหม่และมีผลกระทบที่อยากจะเรียนให้ทราบมาก

นั่นคือบริเวณโครงการหลวงหนองหอย ‘ดอยม่อนแจ่ม’ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและได้รับความนิยมซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ริม 13,500 ไร่ มีการบุกรุกเป็นรีสอร์ตและบ้านพักต่างๆ กว่า 20,000 ไร่

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนให้อธิบดีกรมป่าไม้จัดการกรณีนี้อย่างเข้มข้นและเป็นไปตามกฎหมายและให้มี ‘ม่อนแจ่ม’ โมเดล เพราะเคยไปมาแล้วสังเกตเห็นว่าผู้อนุญาตต้องมีผลประโยชน์และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

สมัยเมื่อมีการปฏิวัติ คสช.ใหม่ๆ ฝ่ายทหารได้ออกมาตรวจสอบการบุกรุกป่าทั่วประเทศแล้วค่อยๆ เงียบไป จึงขอให้กรมป่าไม้จัดระเบียบมาตรฐานดูแลการบุกรุกป่าทั่วประเทศเพราะเชื่อว่าไม่ได้มีแค่ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่ เท่านั้น

เวลานี้มีคดีดังเรื่องผู้มีอิทธิพลบารมีหรืออาศัยการเมืองบุกรุกที่ทำกินคนจนหลายราย จึงต้องจัดการตามกฎหมายโดยเร็ว
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง กินหมูสุกๆ ดิบๆ เสี่ยง “โรคไข้หูดับ”
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ช่วงนี้ปีใหม่แบบนี้หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนาหลายวัน มักกินอาหาร หรือทำอาหารกินเองในครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนๆ ในช่วงปีใหม่ ผมได้ข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกมาเตือนประชาชน ขอให้หลีกเลี่ยงการกินหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้หูดับ และอาจทำให้หูหนวกถาวร หรือเสียชีวิตได้ จึงเขียนเป็นจดหมายมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะได้ระวังกัน

โดยเฉพาะเนื้อหมูที่ชำแหละกันเองในหมู่บ้าน และนำมากินดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้หมูดิบ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีการใส่เลือดหมูดิบผสม หรือการปิ้งย่างไม่สุก ซึ่งเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับ หรือโรคติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส อันตรายอาจทำให้หูหนวกถาวรหรือเสียชีวิตได้

เชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย ติดต่อได้ 2 ทาง คือ 1. การบริโภคเนื้อและเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ และการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมูที่เป็นโรค โดยติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกายหรือทางเยื่อบุตาที่มีเชื้ออยู่

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ จนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการกินหมูดิบและสัมผัสเนื้อหมูให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์และวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยลดอัตราการเกิดหูหนวกและการเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันง่ายๆ คือ ควรบริโภคอาหารที่สุก ทำสดใหม่ หากกินอาหารปิ้งย่าง โดยเฉพาะ หมูกระทะ ขอให้ปิ้งให้สุกก่อนเสมอ แยกอุปกรณ์ที่ใช้หยิบเนื้อหมูสุกและดิบ และควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากตลาดสดหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์ ไม่ซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ

สำหรับผู้ที่เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู ควรสวมรองเท้าบู๊ทยาง สวมถุงมือ รวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนนะครับ
อนุพล (ลำปาง)


เรียนคุณ ‘อนุพล’ ลำปาง
เรียนให้ทราบว่าโรคไข้หูดับเกิดจากการกินหมูไม่สุกนี่เองและเมื่อได้อ่านจดหมายของคุณแล้วจึงขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบจะได้หาทางระวังไว้

พร้อมกันนี้คุณอนุพลได้ชี้ทางแนะนำมา ซึ่งเป็นประโยชน์มากและขอเสริมว่าอย่าเห็นแก่ความอร่อยหรือตามใจลิ้นและกรณีนี้ทางกรมควบคุมโรคต้องเตือนประชาชนมาบ่อยๆเรื่องสาเหตุของโรคนี้รวมถึงโรคต่างๆ

ขอย้ำเตือนให้สอบถามไปที่สายด่วนของกรมควบคุมโรค 1422 เบอร์นี้สำคัญมากๆโปรดบันทึกไว้
อ๊อด เทอร์โบ


 โรงงานปิดด่วน
 ลอยแพคนงาน (ผ่านไปยังรัฐบาล)

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาขณะที่คนเป็นจำนวนมากมีความสุขกับการเตรียมไปเที่ยวส่งท้ายปีเก่า-รับปีใหม่ แต่ที่มหาชัยมีโรงงานแห่งหนึ่งปิดตัวอย่างกะทันหัน ลอยแพหรือให้คนงานกว่าพันคนต้องเผชิญความเดือดร้อน

ผมในฐานะคนไทยที่อยู่ใกล้โรงงานแห่งนี้จึงขอให้เป็นสื่อกลางไปถึงรัฐบาลว่า ไหนว่าเศรษฐกิจดีทำไมจึงเป็นแบบนี้

จึงอยากให้ช่วยกันดูแลคนงานเหล่านี้เพราะแม้ว่าอาจจะมีการชดใช้เป็นเงินช่วยเหลือแต่ระยะยาวจะต้องมีแบบนี้อีกแน่ จึงบอกไว้ก่อนล่วงหน้า
ยอดพล (มหาชัย)


เกมลึก ‘ม้งส้ม’ อิง ‘ม้งแดง’ แข่งม้ง พปชร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/408039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมลึก ‘ม้งส้ม’ อิง ‘ม้งแดง’ แข่งม้ง พปชร.

2 มกราคม 2563 – 09:35 น.
ม้ง,ยอดยิ่ง แสนยากุล,พรรคคอมมิวนิสต์,ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,702 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2 ม.ค.63 .

**********************************

เหตุเกิดตั้งแต่ปลายปี 2562 ก็ยังมี “วิวาทะข้ามปี” กรณี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แต่งกายในชุดชนเผ่าม้ง ไปร่วมงานสืบสานประเพณีบุญกินเจียง(หน่อเปเจา)หรือปีใหม่ม้ง 2563 และกินข้าวใหม่ ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก

แท้จริงแล้ว “ธนาธร” จะไปหาเสียงเปิดตัวหนุ่มจิตอาสา “คริษฐ์ ปานเนียม” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ตาก ในนามทีม TAK NEW GEN แต่สังคมโซเชียลเกิดมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับชาติพันธุ์ม้ง เลยกลายเป็นประเด็นร้อน

บังเอิญมีนายทหารอากาศสวมแว่น “สงครามเย็น” มองปรากฏการณ์ “ม้งส้ม” ในวันนี้ เหมือนฉายหนังเรื่องเก่า “แม้วแดง” หรือ “ม้งแดง” เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว จึงถกกันยาวข้ามปี

ทายาท“ม้งแดง”(เก่า)

ช่วงหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปปีที่แล้ว แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ได้ชักชวนตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาสังกัดพรรค และวางตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเก็บเกี่ยวคะแนนจากยอดดอยสูง

ผู้สมัคร ส.ส.กลุ่มชาติพันธุ์ที่โดดเด่นคือ “ลุงเก๊ง” ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ หนุ่มม้งจากบ้านรวมไทย หมู่ 7 ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก

ธนาธร และ ส.ส.ณัฐพล ร่วมงานปีใหม่ม้ง จ.ตาก

ต้นตระกูลของ “ลุงเก๊ง” อยู่ในพื้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พวกเขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) เป็นทหารปลดแอกฯ ประจำเขตงานภูหินร่องกล้า ภูขัด และภูลมโล (รอยต่อพิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย)

เมื่อสงครามยุติ “ม้งแดง” จึงมอบตัวต่อทางการ เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) พลันที่รัฐบาลยกพื้นที่สีแดงเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ผรท.ม้ง ไม่มีที่ดินทำกิน จึงพากันอพยพไปตั้งรกรากใหม่อยู่ที่ จ.ตาก

ระหว่างการหาเสียง ณัฐพลและเครือญาติ ได้ตระเวนไปพบ “ผรท.ม้ง” ตามเขตงานต่างๆ ในภาคเหนือ อาทิ ฐานที่มั่นน่านเขตงานเชียงรายเขตงาน 3 จังหวัด(ภูหินร่องกล้า) และเขตงานตาก

หลังเลือกตั้ง 24 มีนา ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และเป็น ส.ส.ชาติพันธุ์ม้งคนแรกของประเทศไทย

ไม่แปลกหรอก ส.ส.ณัฐพล จะนำธนาธรไปหาเสียงเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินกับชาวม้งชายแดนไทย-เมียนมาร์

ม้งช่อ”ประชัน“ม้งปอย”

“บ้านเข็กน้อย” ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เปรียบเสมือน “เมืองหลวงของชาวม้ง” ฉะนั้น บุญกินเจียง(หน่อเปเจา) หรือปีใหม่ม้ง จึงจัดยิ่งใหญ่ทุกปี มีม้งไทย ม้งลาว ม้งอเมริกา เข้ามาร่วมงานคึกคัก

ปีนี้ ปีใหม่ม้งที่เข็กน้อย จัดเมื่อ 28 ธันวาคม 2562 บริเวณลาน อบต.เข็กน้อย โดยมี สืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธาน

เนื่องจาก อ.เขาค้อ อยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองเพชรบูรณ์ อ.หล่มสัก และ อ.เขาค้อ) ปีใหม่ม้งที่ อบต.เข็กน้อย จึงมี ส.ส.หญิง คน แต่งกายชุดม้งมาประชันกัน ราวกับงานประกวดมิสม้ง 2020 

 ส.ส.ปอย พิมพ์พร

คนแรกคือ เจ้าของพื้นที่โดยตรง ส.ส.ปอย” พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ สายตรงของสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

ส.ส.ช่อ พรรณิการ์

อีกคนหนึ่งได้รับความสนใจจากสื่อส่วนกลางมากหน่อย “ส.ส.ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่

บุญกินเจียงปีที่แล้ว “ช่อ” ก็มาหาเสียงที่เข็กน้อย เพราะ “ผรท.ม้ง” ที่เขาค้อ ล้วนสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ เปรียบเช่นพรรคคอมมิวนิสต์กลับชาติมาเกิด

ม้ง”เตาปูน

จริงๆ แล้ว พรรคการเมืองไทยที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างมากคือ “พรรคพลังท้องถิ่นไท” ของชัชวาลล์ คงอุดม หรือชัช เตาปูน อาจกล่าวได้ว่าเป็นพหุการเมืองหรือพรรคที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์

อย่างเช่น เกิด พนากำเนิด นายกสมาคมม้งแห่งประเทศไทย ได้เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท และอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจคือ “ยอดยิ่ง แสนยากุล” ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์ของพรรคพลังท้องถิ่นไท

ยอดยิ่ง ตัวแทนชาวม้ง และ ชื่นชอบ คงอุดม

ตระกูล “แสนยากุล” เป็นชาวม้งที่อาศัยอยู่ใน ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดย “ยอดยิ่ง” ทำธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น ก่อนขยายสู่ระดับชาติในนามบริษัท นิวเพอร์เฟค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด และเป็นผู้ริเริ่มจัดประกวด “มิสม้งไทยแลนด์” (Miss Hmong Thailand)

น่าเสียดาย พรรคพลังท้องถิ่นไท เก็บเกี่ยวคะแนนจากชาติพันธุ์ม้งได้ไม่มากพอ เพราะพี่น้องม้งทั้งประเทศ จะเลือกแค่พรรคอนาคตใหม่ และพรรคพลังประชารัฐ

ขนาดอดีตสหายเล่ายี่ หรือเกิด พนากำเนิด ยังออกปากพี่น้องเราเลือกอนาคตใหม่

ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่

2 มกราคม 2563 – 00:15 น.
เขาใหญ่,ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่,ข่าวเด่นรอบปี2562
เปิดอ่าน 2,067 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี 2562…. ช้างตกเหวนรก โศกนาฏกรรมบนเขาใหญ่ โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 พ.ศ.2562 นักษัตร ปีกุน คงเป็นปีชงของบรรดาสิงสาราสัตว์ผู้มีชื่อเสียงที่มีอันล้มตายไปหลายชนิด 

         อ่านข่าว : พบช้างป่าตกเหวนรกตายเพิ่มเป็น 11 ตัว (ภาพชุด)

                      :  สุดสลด ช้างป่าเขาใหญ่ พลัดตกเหวนรก ตาย 6

แม้แต่หมู เจ้าแห่งนักษัตร ผู้เกิดมาเพื่อเลี้ยงดูชาวโลกยังโดนโรคระบาด “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” โจมตีอย่างหนักจนต้องถูกฆ่าทิ้งนับล้านๆ ตัวในประเทศจีนและอีกหลายประเทศ

ขณะที่ในบ้านเรามีข่าวเศร้าสะเทือนใจเกี่ยวกับสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสูญเสียพะยูนน้อย “มาเรียม” แห่งทะเลอันดามัน และ “ช่วง ช่วง” แพนด้าทูตสันถวไมตรีไทย-จีน ขวัญใจคนทุกเพศทุกวัยแห่งสวนสัตว์เชียงใหม่

แต่ข่าวที่ยังความสลดหดหู่แก่คนไทยมากที่สุดคือ การสูญเสียช้างป่าจากสาเหตุที่พวกมันเดินพลัดตกลงไปในน้ำตกเหวนรก บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่พร้อมกันถึง 11 ตัว

เหตุการณ์เกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ก่อนถึงเวลาสัตว์กลางวันออกหากิน ช้างโขลงหนึ่งได้ส่งเสียงร้องแผดก้องทั้งราวป่าอย่างผิดสังเกต

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ประจำจุดน้ำตกเหวนรก นำกำลังไปตรวจสอบก็พบช้างแม่ลูก 2 ตัว ติดอยู่บนหน้าผาฝั่งตรงข้ามจุดชมวิวน้ำตก ส่วนที่บริเวณธารน้ำตกเหวนรกพบซากลูกช้างจมน้ำตาย 1 ตัว

มันคือข่าวร้ายรับอรุณของพวกเขาที่ต้องสูญเสียเพื่อนร่วมพนาอย่างน่าใจหาย !

ด้วยประสบการณ์ของคนอยู่ป่า รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ดีแน่ พวกเขาจึงพากันเดินสำรวจขึ้นไปอีกประมาณ 1 กม. ซึ่งเป็นบริเวณชั้นสองของน้ำตกเหวนรก แล้วก็พบช้างอีก 5 ตัว ล้มอยู่ในลำธาร

รวมพบช้างตายในน้ำตกเหวนรกวันแรก 6 ตัว

ขณะที่ช้างแม่ลูกที่ติดอยู่บนปากเหว 2 ตัวนั้น เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ปางสีดา ตาพระยา ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 12 และค่ายพรหมโยธี ออกค้นหาเพื่อช่วยเหลือหลังจากพวกมันหายไปจากจุดที่พบครั้งแรก

จนในที่สุดก็พบร่องรอยของช้างทั้ง 2 ตัว เป็นรอยเท้าและกองอุจจาระ ทำให้เชื่อว่าแม่ลูกคู่นี้ปลอดภัย สามารถกลับเข้าสู่ผืนป่าแล้ว

2 วันต่อมา ระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานเดินสำรวจเพื่อวางแผนกู้ซากช้างขึ้นจากน้ำตก ทีมโดรนของสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติแห่งประเทศไทย ก็ได้ขึ้นบินสำรวจน้ำตกเหวนรกตั้งแต่ชั้น1-5 วนอยู่3 รอบ จนได้ไปพบซากช้างป่านอนตายอยู่ในลำธารเพิ่มอีก 5 ตัว ช้างตัวที่ 1-2 พบที่ชั้น 2  ตัวที่ 3-4-5-6 อยู่ชั้น 3 และตัวที่ 7-11 อยูถัดลงไปในลำน้ำที่เป็นพื้นราบ

รวมพบช้างตายในเหตุการณ์ครั้งนี้เพิ่มเป็น 11 ตัว

วิเคราะห์กันว่าสาเหตุที่ช้าง 11 ตัว ตกลงไปในเหวลึก ขณะที่อีก 2 ตัว เกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งที่พวกมันน่าจะชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี น่าจะมาจากร้านค้าและอาคารสิ่งปลูกสร้างบริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ เขาใหญ่ที่อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงและจำกัดเส้นทางเดินของช้างป่า ทำให้พวกมันต้องเดินเลี่ยงไปทางน้ำตกเหวนรกที่มีความสูงชันและน้ำไหลแรง

แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักอนุรักษ์ป่ารวมไปด้วยคือ ความละเลย ไม่เอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ ที่ปล่อยให้แนวกั้นจุดเสี่ยงบริเวณหน้าผาชำรุดทรุดโทรมตั้งแต่เกิดเหตุช้างตกเหวนรกในลักษณะเดียวกันเมื่อ 30 ปีก่อน จึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนขึ้นมา

ร้อนถึง ครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต้องออกมาชี้แจงว่า เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ ไม่ใช่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

เขาอธิบายว่า หน้าที่หนึ่งของอุทยานแห่งชาติคือการศึกษาธรรมชาติและการท่องเที่ยว ปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและสัตว์ป่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องบริหารพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อการดูแลสัตว์ป่า รวมถึงช้างป่าและกิจกรรมนันทนาการและการค้าด้วย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ เพื่อวางแนวทางการแก้ปัญหาช้างตกนำ้ตกเหวนรก ซึ่งนอกเหนือจากการเสนอให้สร้างจุดสกัดเฝ้าระวังในจุดที่ช้างตกให้ยาวมากกว่าเดิม ยังมีข้อเสนอสร้างสิ่งกีดขวางเพื่อช่วยชะลอน้ำก่อนจะไหลลงหน้าผาและข่วยกันช้างตกหน้าผา

เหตุผลที่เสนอให้สร้างสิ่งกีดขวางชะลอน้ำจุดนี้ เพราะน้ำตกเหวนรก  เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในส่วนที่ตั้งอยู่ใน ต.นาหินลาด อ.ปากพลี จ.นครนายก ทางด้านทิศใต้ของอุทยาน

น้ำตกเหวนรกมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรกสูงประมาณ 60 เมตร เมื่อน้ำไหลผ่านหน้าผาชั้นนี้ จะพุ่งลงสู่หน้าผาชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 ที่อยู่ถัดลงไปไกล้ๆ กัน ลักษณะของน้ำตกมีการไหลตกประมาณ 90 องศา รวมความสูงของน้ำตกประมาณ 150 เมตร เป็นสายน้ำที่ไหลทะลักไปสู่หุบเหวเบื้องล่างในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมากจนน่ากลัว

ขณะที่ เครือข่ายอนุรักษ์ กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ และ เข็มทอง โมราษฎร์ หรือ พี่จืด จากกลุ่มเด็กรักษ์ป่า จ.สุรินทร์ ที่นอนพักแรมประท้วงหน้าอุทยานฯ ก่อนหน้านี้ ได้เสนอย้ายจุดบริการนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ แล้วปรับภูมิทัศน์โดยรอบ ออกแบบเป็นเส้นทางเดินแบบเรือนยอดเข้าไปยังน้ำตกเพื่อลดการรบกวนชัางแทน

แต่นักวิชาการจากกรมอุทยานฯ ระบุว่า จากงานศึกษาวิจัยที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่พบว่า ช้างใช้ประโยชน์ในพื้นที่บริเวณน้ำตกประมาณ 8 ตารางกิโลเมตรจริง โดยมีเส้นทางหลักข้ามนำ้ตกไปมา แต่ช้างเป็นสัตว์ที่มีการปรับตัวยืดหยุ่น ทำให้ประเมินว่า สิ่งก่อสร้างในพื้นที่ไม่น่ามีผลกระทบกับช้างเพราะช้างสามารถเลี่ยงได้

เขายังชี้ว่าสิ่งรบกวนช้างจริงๆ คือเสียงและแรงสั่นสะเทือน ซึ่งก็เกิดจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ในพื้นที่ จึงเสนอให้จัดการท่องเที่ยวและการใช้ถนนในบริเวณใกล้เคียงด้วยการโซนนิ่งการใช้ประโยชน์และการกำกับช่วงเวลาการใช้ประโยชน์ร่วมด้วย

กระนั้น การหารือร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ดังกล่าว ไม่มีรายงานยืนยันว่าข้อเสนอเหล่านี้ถือเป็นอันตกผลึกหรือจะได้รับไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพียงแต่มีการสรุปในตอนท้ายว่าจะศึกษาเจาะลึกถึงพฤติกรรมช้างในพื้นที่เพื่อนำข้อมูลใช้ในการวางแผนจัดการต่อไป ซึ่งมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว

อย่างไรก็ดี การสูญเสียช้างป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ครั้งนี้ ได้ถูกหยิบยกเป็นประเด็นพูดคุยของกลุ่มผู้สื่อข่าวการเมืองประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อใช้เป็นข้อมูลและเหตุผลในการตั้งฉายารัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่งท้ายปีเก่าเป็นประจำทุกปี(ยกเว้นช่วงรัฐบาลจากการทำรัฐประหาร)

และในที่สุด “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับฉายา “สัปเหร่อออนท็อป” ไปอย่างแสบๆ คันๆ เพราะตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลธรรมชาติและสัตว์ป่าให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่กลับปล่อยให้ช้างป่าตกเหวตายบนอุทยานแห่งชาติมากถึง 11 ตัว

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407710?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ 2563

2 มกราคม 2563 – 00:00 น.
สมเด็จพระสังฆราช,ประทานพรปีใหม่,ปี 2563
เปิดอ่าน 1,641 ครั้ง

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ 2563 คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2563 พร้อมลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต เป็นพระคติธรรม

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป พร้อมลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ เปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ” เป็นพระคติธรรม ประทานพรสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช 2563

นับเป็นมหามงคลแก่ประชาชนชาวไทยทุกคน


 เรื่อง บริจาคเลือด มอบของขวัญให้ผู้ป่วย
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

วันก่อนผมมีโอกาสได้บริจาคเลือดที่สภากาชาดมาครับ ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่า “ปริมาณเลือดสำรอง” ที่สภากาชาด มักมีแนวโน้มลดลงเข้าสู่ “ภาวะเลือดขาดแคลน” มาตลอดทุกปี เพราะตามโรงพยาบาลทั่วประเทศ มีการขอเบิกไปใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีเร่งด่วน

บางโรงพยาบาลต้องเลื่อนการผ่าตัด เนื่องจากผู้ป่วยมีความต้องการใช้เลือดสูงมาก วันละ 2,600-3,000 ยูนิต ยิ่งโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ที่มีความจำเป็นใช้เลือดสูง ในการรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินจากอุบัติเหตุทางถนนที่ยังคงมีตัวเลขสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละวันต้องหาเลือดสำรองให้ได้ 2,000-2,500 ยูนิต จึงจะมีเลือดเพียงพอแก่ผู้ป่วย หากวันใดหาไม่ได้ตามนี้ ในวันถัดไปเลือดสำรองก็หมดทันที เช่น ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว คนส่วนใหญ่มักไม่พร้อมบริจาค และมีความต้องการเลือดมากกว่าปกติอีก ทำให้ต้องมีการประกาศเลือดขาด

วันนี้ผมอยากเชิญชวนทุกท่านไปบริจาคเลือดกันเถอะครับ หนึ่งคนให้หลายคนรับ ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญในช่วงปีใหม่ ด้วยการบริจาคเลือดของเราเพื่อช่วยต่อชีวิตให้เพื่อนมนุษย์อีกด้วยครับ

เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ดื่มน้ำ 3–4 แก้ว ก่อนบริจาคโลหิต 30 นาที ทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น ช่วยลดการเป็นลมได้

แล้วมาบริจาคโลหิตได้ที่สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครทุกแห่งครับ
บุญส่ง (สีลม)

เรียนคุณ ‘บุญส่ง’ สีลม
ก่อนอื่นผมขออนุโมทนาในกุศลผลบุญที่คุณได้ทำอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการบริจาคเลือด ณ สภากาชาดไทย ซึ่งทางโรงพยาบาลทุกแห่งมีความต้องการเลือดมากๆ เช่นเดียวกัน และมีความจำเป็นต้องสำรองเลือดไว้ในกรณีเร่งด่วน

ผมอยากให้ผู้บริจาคเลือดไม่ว่าจะเป็นสภากาชาดหรือตามโรงพยาบาลทุกแห่งต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม 100% ดังคำแนะนำมาและเท่าที่ทราบมาทุกคนที่ผ่านการบริจาคไม่มีปัญหาตามมา

ขอบคุณสำหรับจดหมายที่กรุณาแนะนำสิ่งดีๆ เชิญชวนมาซึ่งหากท่านใดพร้อมก็เชิญได้
อ๊อด เทอร์โบ

 ช่วยกันรักษาโลก
จดหมายจากคุณ ‘สมพร’ ประชาชื่น ต่อไปนี้มีประโยชน์มากเพราะจะมีการงดแจกหรือใช้ถุงพลาสติกต้อนรับปีใหม่เป็นต้นมา

ขอให้ทุกฝ่ายได้แก่ บริษัทร้านค้า, ผู้ผลิต ฯลฯ ได้โปรดให้ความร่วมมือกันซึ่งจะช่วยทำให้โลกของเราน่าอยู่ปราศจากมลพิษหรือโลกร้อน ซึ่งทั่วโลกกำลังช่วยกันในเรื่องนี้

กรณีนี้ต้องช่วยกันไม่ใช่เป็นการบังคับ แต่เป็นการขอความร่วมมือกันทุกคน
อ๊อด เทอร์โบ


 เรื่อง งดแจกถุงพลาสติก
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

คนไทยพร้อมไหม! ห้างดัง-ร้านสะดวกซื้อทั่วเมืองไทย รักษ์โลกงดแจกถุงพลาสติกแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็น ร้านสะดวก ซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ซูเปอร์มาร์เก็ต ออกมาประกาศจุดยืนงดแจกถุงโดยจะเริ่มจริงจังตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพฤติกรรมไม่ใช้ถุงพลาสติกของคนไทยอย่างแท้จริง

ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดเลิกใช้ถุงพลาสติกแก้ปัญหามลพิษและภาวะโลกร้อนได้รับการตอบรับในวงกว้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกก็ตระหนักและให้ความสำคัญในการป้องกันแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน

แต่ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อย ยังคุ้นชินกับการไปซื้อแล้วแล้วต้องได้ถุงพลาสติก เพราะการใช้งานบางครั้งนำถุงพลาสติกดังกล่าวมาใส่ขยะได้ และบางคนยังคุ้นชินกับความสะดวกสบายที่ค้าปลีกต้องบริการ

นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ค่อยๆ สร้างพฤติกรรมไม่ใช้ถุงพลาสติกให้กับคนไทยและจิตสำนึกรักษ์โลก

ก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมตรียมตัวพกถุงผ้าช็อปปิ้งให้เป็นนิสัยกันด้วยนะ ลดความสะดวกสบายลงสักนิด ต่ออายุให้โลกและสิ่งแวดล้อมอยู่คู่มนุษย์เราไปได้อีกนานครับ ยืดอกพกถุงผ้ากันเถอะ เพื่อตัวคุณเอง สร้างสำนึกที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญช่วยลดปริมาณการช็อปของที่ไม่จำเป็นได้เยอะครับงานนี้ เพราะ

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ควรปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่สามารถพกพาสะดวก กันน้ำได้ด้วย ไม่ใช่ผลักภาระมาที่ผู้บริโภคอย่างเดียว
สมพร (ประชาชื่น)


ปี 2563 เกมอำนาจ “ศึกท้องถิ่น” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปี 2563 เกมอำนาจ “ศึกท้องถิ่น”

1 มกราคม 2563 – 11:10 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคพลังประชารัฐ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 5,403 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 1 ม.ค.63

******************************

คาดหมายว่า ปี 2563 คนไทยจะได้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม., นายกเมืองพัทยา, นายก อบจ., นายกเทศบาล, นายก อบต.ทั่วประเทศ หลัง กกต.จัดทำระเบียบเลือกตั้งท้องถิ่นเสร็จเมื่อปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

จากนี้ไป กกต.จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อส่งผ่านสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมาย การเลือกตั้งท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจะต้องจัดให้เกิดขึ้นภายใน 120 วัน ซึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่น น่าจะเริ่มเกิดขึ้นได้ ไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2563

เพื่อไทย”ชิงเปิดตัว

ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัครนายก อบจ.อย่างเป็นทางการ 3 จังหวัด เริ่มจากปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ที่อาสาชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนาม “เพื่อไทยปทุมธานี” โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ชูชาติ หาญสวัสดิ์ และสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี เพื่อไทย ให้การสนับสนุน

บิ๊กแจ๊ส เพื่อไทย ปทุมธานี

ตามมาด้วยเชียงใหม่ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ จะเป็นตัวแทนพรรคลงชิงนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งคนเชียงใหม่ทราบกันดีว่า “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้วางตัว “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย มาสองปีแล้ว เนื่องจาก “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ปันใจไปให้ฝ่ายผู้ถืออำนาจสีเขียว

วิสาระดี เพื่อไทย เชียงราย

ด้านเชียงราย ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย หนุน ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย

ขณะที่ สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย เพื่อไทย กับตระกูล “วันไชยธนวงศ์” หนุน “ส.จ.นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครนายก อบจ.เชียงราย แม้จะเจอคำสั่งของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ออกคำสั่งห้ามใช้โลโก้เพื่อไทย

เลือกตั้งท้องถิ่น จะนำมาซึ่งความแตกแยกของเพื่อไทยอีกระลอกหนึ่ง

ส้มหวาน” แตกเละ

หลังประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งทั่วไป ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล สั่งเดินหน้าเตรียมการส่งคนของพรรคอนาคตใหม่ลงเล่นการเมืองท้องถิ่น

12 ตุลาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” 18 จังหวัด ได้แก่พิษณุโลก, ตาก, อุบลราชธานี, สกลนคร, มุกดาหาร, ยโสธร, หนองบัวลำภู, หนองคาย, ร้อยเอ็ด, บุรีรัมย์, นครปฐม, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, สิงห์บุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และ จันทบุรี

พลันที่ทราบว่าคณะบุคคลใดบ้าง? ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการดีเบต ก็เกิดรอยร้าวภายในพรรค เพราะชาวส้มหวานที่เชื่อว่าตัวเองมีดีเอ็นเอของพรรค เริ่มหาทางขจัด “พวกกาฝาก”

เจ๊ดา  อนาคตจันทน์

ดังเช่น จ.ชลบุรี นิพนธ์ แจ่มจำรัส อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 อนาคตใหม่ ได้จัดทีมผู้สมัครลงท้องถิ่น แต่เลขาธิการพรรคกลับไปเลือก 2 ทีมที่ได้รับการสนับสนุนจาก “หัวหน้าสำนักงานพรรค” ประจำชลบุรี ส่งผลให้มีการนำทีมลาออกจากสมาชิกพรรค

เช่นเดียวกับ “เจ๊ดา” ลัดดา จตุอุทัยศรี ผู้สนับสนุน ส.ส.จันทบุรี อนาคตใหม่ ทั้งเขต 1 และเขต 2 ก็ส่งใบลาออกจากพรรค เนื่องจากเลขาธิการพรรคไม่เลือกเจ๊ดา เป็นผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี แต่กลับไปเลือกคนของหัวหน้าสำนักงานพรรคประจำจันทบุรีแทน

งูเห่าสีส้มนั้น กรณี 3 ส.ส.ภาคตะวันออก ก็มาจากเหตุปัจจัยการเลือกตั้งนายก อบจ.นั่นแล

พลังประชารัฐกับท้องถิ่น

ปลายปีที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 โดยที่ประชุมพรรคได้ลงมติเห็นชอบให้เพิ่มกรรมการบริหารพรรค จำนวน 17 คน ประกอบด้วย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, ไพบูลย์ นิติตะวัน, วิรัช รัตนเศรษฐ, สุชาติ ชมกลิ่น, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, นิพันธ์ ศิริธร, ไผ่​ ลิกค์​, ประภาพร อัศวเหม, สันติ พร้อมพัฒน์, บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์, สุพล ฟองงาม, นิโรธ สุนทรเลขา, สกลธี ภัททิยกุล ,สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และสุรชาติ ศรีบุศกร

ทีม พลังประชารัฐ พะเยา

การจัดวาง “นักเลือกตั้ง” มืออาชีพ เข้ามาเสริมคณะกรรมการชุดเดิม ย่อมหมายถึงการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ หนีไม่พ้นต้องรับผิดชอบเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคเหนือ และภาคอีสานบางพื้นที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน จะต้องดูแลเลือกนายก อบจ.สุโขทัย และ อบจ.พิจิตร สันติ พร้อมพัฒน์ ดูแลสนาม อบจ.เพชรบูรณ์

ทีมพลังประชารัฐ เพชรบูรณ์

“ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี จะเข้ามาดูแลพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออก บางที “ส.ส.เฮ้ง” อาจต้องเข้าไปสนับสนุนกลุ่มนายก อบจ.อีสาน สายสุชาติ ตันเจริญ

เกมเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคพลังประชารัฐจะต้องกุมชัยชนะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อีสานและเหนือ หากยังหวังจะกำชัยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป

สวัสดีปีใหม่ 2563เดินทางปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สวัสดีปีใหม่ 2563เดินทางปลอดภัย

1 มกราคม 2563 – 08:55 น.
สวัสดีปีใหม่ 2563,เดินทางปลอดภัย
เปิดอ่าน 1,860 ครั้ง

สวัสดีปีใหม่ 2563เดินทางปลอดภัย คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 วันแรกของปี พ.ศ.2563 ขอสวัสดีปีใหม่มายังทุกท่านและขอให้มีความสุขตลอดไป

วันนี้คงมีผู้เดินทางกลับบ้านมากเพราะพรุ่งนี้ก็จะทำงานหรือไปโรงเรียนกันตามปกติหลังจากหยุดรับเทศกาลปีใหม่หลายวัน

ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีใดก็ขอให้ปลอดภัยโดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนน โปรดระลึกอยู่เสมอว่าเมาหรือง่วงเพลียไม่ขับและต้องปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด
อ๊อด เทอร์โบ


เชิญชวนออกกำลังกาย
เพื่อสุขภาพ-ร่างกายที่ดี

ขออนุญาตนำบทความจากเรื่องที่คุณ ‘ชญานี อนุรักติพันธุ์’ เขียนลงในคอลัมน์มุมสุขภาพของอนุสาร ‘คู่หูเดินทาง’ ของ บขส. เกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายมาแจ้งให้ทราบซึ่งมีสารประโยชน์มาก

จึงขอเชิญชวนทุกท่านออกกำลังกายเมื่อมีเวลา มีโอกาส อย่าไปผัดวัน-ผัดเวลาด้วยสาเหตุต่างๆ

ขอบคุณที่แจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์มาในโอกาสต้อนรับปีใหม่ซึ่งขอให้เป็นปีแห่งสุขภาพ
อ๊อด เทอร์โบ


ออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด
คำถามที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ออกกำลังกายตอนไหนดี ? ตอนเช้าหรือตอนบ่ายๆ เย็นๆ เวลาไหนทำให้เราฟิตกว่า หรือสร้างกล้ามเนื้อได้มากกว่า? ในความเป็นจริงที่แพทย์หลายท่านยืนยันคือให้ออกกำลังกายช่วงไหนก็ได้ที่ว่างและร่างกายมีความพร้อม ไม่เหนื่อยล้าง่วงนอน และควรห่างจากการรับประทานอาหารเบาๆ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ถ้าเป็นมื้อหนักอย่างบุฟเฟ่ต์ควรทิ้งระยะออกไป 2-3 ชั่วโมง เพื่อรอให้ร่างกายและเอนไซม์ต่างๆ ปรับเข้าสู่สภาวะปกติ

หลายคนออกกำลังกายช่วงเช้าแล้วรู้สึกไม่สดชื่น เหนื่อยเพลีย สาเหตุอาจเกิดจากการขาดน้ำตาล จึงควรรับประทานอาหารเช้าเสมอ แต่ต้องไม่กินหนักเกินไป อย่าปล่อยให้ท้องว่างก่อนออกกำลังกาย หากไม่มีเวลาอาจรองท้องเบาๆ ด้วยกล้วย 1 ผลเล็ก หรือขนมปังกรอบ 2-3 แผ่น

คนที่ชอบออกกำลังกายช่วงบ่ายหรือค่ำก็ไม่ควรปล่อยให้ท้องร้องหลังออกกำลังกายเช่นกัน เนื่องจากร่างกายต้องการพลังงานประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีการออกกำลังกายร่างกายสูญเสียพลังงานเพิ่มอีก 500 กิโลแคลอรี่ เมื่อพลังงานที่มีอยู่หายไปร่างกายจะฟ้องว่าขาดสารอาหาร หากผู้ออกกำลังกายไม่ยอมเติมสารอาหารเข้าไป ร่างกายก็จะเข้าสู่โหมดจำศีล คือประหยัดพลังงาน ปิดการทำงานบางส่วนไป ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียได้

เพื่อสุขภาพที่ดีควรออกกำลังกาย 15-30 นาทีต่อวัน หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากเน้นออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันควรใช้เวลา 30 นาทีขึ้นไปต่อรอบ เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซนที่ไม่สูงและไม่ต่ำเกินไป โดยใช้ระยะเวลาให้เหมาะสมกับความหนักของการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนั้นส่งผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ตาม อย่ามัวกังวลจนไม่ได้ออกกำลังกาย
ปูเป้ (เชียงราย)


ของขวัญปีใหม่จากมหาดไทย
ส่งท้ายด้วยของขวัญปีใหม่ 2563 จากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหากไม่เป็นความฝันหรือล้มเลิกไปก็จะทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างมาก

จึงขอแจ้งข่าวดีนี้มาให้ทราบทั่วกัน และหวังว่าทุกอย่างจะบรรลุผลทุกประการ
อ๊อด เทอร์โบ


โครงการมหาดไทย 2563
กระทรวงมหาดไทยมี 9 โครงการ ได้แก่ สถานธนานุบาลทั่วไทยพร้อมใจลดอัตราดอกเบี้ย เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 0.25 ต่อเดือน จากเดิมร้อยละ 0.50 เงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท คิดอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากเดิมร้อยละ 1.25 ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-29 ก.พ.63

มีการจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วประเทศรวม 10,020 กิโลเมตร บริการและอำนวยความสะดวกประชาชนโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว ไม่ต้องใช้สำเนาเอกสาร ปรับปรุงการให้บริการรังวัดเฉพาะรายในสำนักงานที่ดินทั่วประเทศ ให้นัดรังวัดได้ภายใน 50 วัน

เปิดสวนสาธารณะลอยฟ้าหรือพระปกเกล้าสกายปาร์ก จุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของ กทม.

ขอสนับสนุนโครงการต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีเจ้าหน้าที่สำคัญ ‘บำบัดทุกข์-บำรุงสุข’ ให้ประชาชน


‘2562’ ปีต่อต้าน ‘3 สารพิษ’…ผู้บริโภคต้องชนะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘2562’ ปีต่อต้าน ‘3 สารพิษ’…ผู้บริโภคต้องชนะ

1 มกราคม 2563 – 00:05 น.
พาราควอต,ต่อต้าน3สานพิษ,ไกลโฟเซต,มนัญญา ไทยเศรษฐ์
เปิดอ่าน 1,276 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 …’2562′ ปีต่อต้าน ‘3 สารพิษ’…ผู้บริโภคต้องชนะ โดย หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปี 2562 ได้ถูกจารึกไว้ว่าเป็นปีแห่งการ “การต่อต้าน 3 สารพิษ” หลังกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนพยายามต่อสู้มานานกว่า 20 ปี เพื่อยกเลิกสารเคมีเกษตรพิษร้ายแรงที่ทั่วโลกเลิกใช้กันเกือบหมดแล้ว แต่ผลกระทบที่มีต่อพื้นที่ไร่สวนไม่ต่ำกว่า 55 ล้านไร่….. กำลังกลายเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งครั้งสำคัญระหว่าง “ฝ่ายตัวแทนผู้บริโภค” กับ “ฝ่ายตัวแทนเกษตกร” ….

     อ่านข่าว : “แหม่ม มนัญญา”  หญิงแกร่งแห่งดอนหมื่นแสน 

ชื่อสารเคมี 3 ตัว ที่เป็นประเด็นใหญ่แย่งชิงพื้นที่สื่อตลอดปี 2562 คือ ยาฆ่าหญ้า “พาราควอต” (Paraquat) “ไกลโฟเซต” (Glyphosate) และยาฆ่าแมลง “คลอร์ไพริฟอส” (Chlorpyrifos)

กระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลถึงอันตรายของสารเคมีทั้ง 3 ตัวข้างต้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกประกาศห้ามใช้กันเกือบหมดแล้วเนื่องจาก “พาราควอต” มีความเป็นพิษสูง ไม่มียาต้านพิษ เกษตรกรที่ใช้จะเกิดอันตรายจากการกินและสัมผัสทางผิวหนังได้ อาจถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต

ไกลโฟเซต สารก่อมะเร็ง ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและเกิดโรคไตเรื้อรัง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบไกลโฟเซตในซีรัมของแม่และสะดือทารกเด็กแรกเกิด ร้อยละ 46-50 ของจำนวนตัวอย่าง

คลอร์ไพริฟอส เป็นสารฆ่าแมลงออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ ขาดสมาธิ ออทิสติก และรบกวนการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน มีผลต่อระบบสืบพันธุ์และโรคพาร์กินสัน และมีการศึกษาพบว่าในแม่ที่สัมผัสสารนี้ระหว่างตั้งครรภ์ พบว่ามีผลต่อพัฒนาระบบประสาทของเด็กด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น “เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร” นำโดย “ไทยแพน” (ThaiPAN) เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ช่วยกันผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ ยกเลิก “การนำเข้า การขาย การอนุญาตใช้” สารเคมีพิษร้าย 3 ตัวนี้ในแปลงเกษตรทั่วประเทศไทย เนื่องจากพบงานวิจัยหลายชิ้นและกรณีคนป่วยจำนวนมากมายที่ยืนยันถึงอันตรายของสารพิษเหล่านี้ นอกจากส่งผลต่อสุขภาพชาวไร่ชาวสวนแล้ว ยังตกค้างในอาหารที่ขายให้ผู้บริโภคและที่สำคัญคือตกค้างในสิ่งแวดล้อมห่วงโซ่อาหาร

แต่ที่ผ่านมา “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” และ “กรมวิชาการเกษตร” พยายามชะลอการยกเลิก 3 สารนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อไร่อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง หรือพื้นที่เกษตรอื่นๆ ที่คาดว่ากระทบต่อชาวไร่และแรงงานเกษตรทั่วประเทศประมาณ 12 ล้านคน ที่ยังคงจำเป็นต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้

หากพิจารณาจากพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 138 ล้านไร่ โดยตัวเลขประมาณการใช้ “3 สารพิษ” มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 55 ล้านไร่ หรือร้อยละ 40 ของแปลงเกษตรทั้งหมด แบ่งเป็น “ยางพารา” 23 ล้านไร่ “อ้อย” 11.5 ล้านไร่ “มันสำปะหลัง” 8.6 ล้านไร่ “ข้าวโพด” 7 ล้านไร่ และ “ปาล์มน้ำมัน” 5.9 ล้านไร่

เนื่องจาก 3 สารเคมีข้างต้นมีการนิยมใช้อย่างแพร่หลายทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจแรงกดดันของเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายหมอ รวมถึงกระแสสังคมที่เรียกร้อง “อาหารปลอดภัย” โดยอ้างว่าพื้นที่เกษตรของไทยจำเป็นต้องใช้ “ขาดไม่ได้”!

จนกระทั่งมีตัวแทนรัฐบาลชุดใหม่ นำโดย “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่รับผิดชอบดูแลกรมวิชาการเกษตร จับมือกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศผลักดันยกเลิก 3 สารพิษ พร้อมใส่เกียร์แรงเร่งทุกฝ่ายให้ยกเลิการใช้ภายในปี 2562 พร้อมทั้งสั่งตรวจสต็อกด้วยว่าเหลืออยู่เท่าไร ป้องกัน “เจ้าสัวสารเคมียักษ์ใหญ่” แอบสั่งเพิ่มเข้ามาขายเก็งกำไร หรือรีบสั่งมาสะสมก่อนกฎหมายประกาศห้าม

ขณะที่ฝ่ายเครือข่ายเกษตกรที่ไม่เห็นด้วยและ “ต่อต้านคำสั่งแบน 3 สาร” กว่า 20 องค์กร เช่น สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง สมาคมส่งเสริมธุรกิจพืชอาหารสัตว์ สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มฯ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ ชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย กลุ่มข้าวโพดหวานอุตสาหกรรม ฯลฯ ออกมารวมตัวกันต่อต้านโจมตีว่าข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่มีหลักฐานวิจัยแสดงถึงการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยืนยันถึงผลดีของการใช้ 3 สารเคมีนี้ พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาเกิดจากปัญหาการใช้อย่างถูกต้องและใช้ผิดวิธีหรือใช้มากเกินไป ซึ่งหน่วยงานรัฐควรเน้นการให้ความรู้และวิธีการใช้อย่างถูกต้องมากกว่าการ “แบน” หรือห้ามใช้เด็ดขาด

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์

ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน “แบน 3 สาร” พยายามช่วงชิงพื้นที่สื่อมวลชนด้วยการจัดกิจกรรม “แถลงข่าว-เสวนา-สัมมนา” หลากหลายเวทีแทบทุกเดือน ในที่สุดวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมแนะนำให้ไปหาสารทางเลือกจัดการวัชพืชและสารทดแทน เพื่อไม่ให้ชาวไร่ชาวสวนเดือดร้อน

ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยซื้อสารพิษ 3 ตัวนี้ใช้ปีละเกือบ 8 พันล้านบาทตามลำดับดังนี้ อันดับ 1 คือ “พาราควอต” นิยมซื้อมาฉีดฆ่าหญ้า 44 ล้าน กก. มูลค่าประมาณ 3.8 พันล้านบาท ผู้นำเข้ารายใหญ่ คือ บริษัทซินเจนทา  อันดับ 2 “ไกลโฟเซต” นำเข้า 60 ล้าน กก. มูลค่า 3.3 พันล้านบาท โดย บริษัท มอนซานโต้ ผู้นำเข้ารายใหญ่ ส่วน “คลอร์ไพริฟอส” นำเข้า 3.7 ล้าน กก. มูลค่า 607 ล้านบาท

เมื่อมีการสั่งห้ามใช้ก็ต้องมีการเช็กสต็อกตรวจสอบ “ปริมาณคงเหลือ” ของทั้ง 3 สาร โดยข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2562 พบค้างในโกดังไม่ต่ำกว่า 30 ล้าน กก. แบ่งเป็น พาราควอต 13 ล้าน กก. ไกลโฟเซต 15 ล้าน กก. และคลอร์ไพริฟอส 1.7 กก. หากใช้ไม่หมดก็ต้องเผาทำลายทิ้ง ค่าใช้จ่ายประเมินเบื้องต้นว่าไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท

แม้มีคำสั่ง “แบน 3 สารพิษ” เรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหายังไม่จบสิ้นเพราะฝ่ายอยากไป ยื่นคำร้องขอ “ศาลปกครอง” คุ้มครองชั่วคราว อ้างว่าจะได้รับผลกระทบ ทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 82 และรายได้เกษตรกรจะหายไปเกินครึ่งหรือไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนล้านบาท แต่ “ศาลปกครองกลาง” ก็มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 ด้วยเหตุผลว่า “มติ” ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่มีผลทางกฎหมาย

ชาวไร่ชาวสวนที่เดือดร้อนรวมถึงแนวร่วมผู้ได้รับผลกระทบจึงหันไปรวมพลังเป็น “ม็อบชุดดำ” เดินขบวนบุกทำเนียบกว่า 1 พันคน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน มีการยื่นหนังสือคัดค้านต่อ “บิ๊กตู่” ด้วยเหตุผลว่า “คำสั่งยกเลิก 3 สาร” ถือว่าขัดต่อ ม.73 ของ “รัฐธรรมนูญ 2560” ที่ระบุให้ “รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย…”

ฝั่ง “ไทยแพน” ก็ออกมาโต้ทันทีว่า การยกเลิก 3 สารไม่ได้กระทบต่อเกษตรกรมากนัก เพราะชาวสวนยางส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ไม่ได้ใช้สารเคมีเหล่านี้ ส่วนสวนปาล์มร้อยละ 65 ก็ไม่ได้ใช้เช่นกัน พร้อมตัวอย่างจากมาเลเซีย ที่ประกาศยกเลิกการใช้เมื่อกลางปี 2562 ชาวสวนก็เปลี่ยนไปปลูกพืชคลุมดินและใช้สารอื่นทดแทน

ทั้งนี้ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบปัญหานี้โดยตรงคือ “กรมวิชาการเกษตร” ซึ่งพยายามหาทางออกด้วยการเสนอรายชื่อ “สารเคมีทดแทน” เกือบ 20 ชนิด และเสนอให้ทำเกษตรปลอดสารพิษ โดยการใช้เครื่องจักรหรือรถไถกำจัดวัชพืชแทน

หลังคำสั่งแบน 3 สาร ส่งผลให้การช่วงชิงตลาดค้า “สารเคมีตัวใหม่” เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายว่านี่คือกลยุทธ์ของนักการเมืองบางกลุ่มวางแผนร่วมมือกับเอ็นจีโอกับนักวิชาการและเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรบางคน หวังจะเป็นเจ้าวงการ “ตลาดสารทดแทน” เปลี่ยนจากคำว่า “สารเคมี” เป็นชื่อ “สารจุลินทรีย์” หากวางขายเต็มตลาดเมื่อไร คาดว่าจะโกยเงินมหาศาล

เสมือนการเปลี่ยนผู้ครองตลาดจาก “เจ้าสัวสารเคมีรายเก่า” เป็น “อาเสี่ยสารทดแทนน้องใหม่”

ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะเพื่อให้ “อาหารเมดอินไทยแลนด์ปลอดสารพิษ” ก็ควรเฝ้าระวังกลยุทธ์พลิกแพลงของกลุ่มที่มีผลประโยขน์แอบแฝงข้างต้นให้ดี

ช่วงปลายปี 2562 กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคพยายามเสนอไอเดียใหม่ หวังปลดล็อกหาทางออกให้รัฐบาลด้วยการเสนอให้ปรับปรุง “ระบบภาษี” เพื่อส่งเสริมแปลงเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีพิษ เช่น ลดภาษีหรือหาวิธีสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย “ออร์แกนิก” ผัก หมู ไก่ ปลา ฯลฯ ในทางกลับกันให้ “เก็บภาษี” ผู้นำเข้าสารเคมีมากกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมากฎหมายได้ยกเว้นไม่เก็บภาษีสารเคมีเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุน ดังนั้นรัฐควรปรับเก็บภาษีส่วนนี้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เหมือนสารเคมีอื่นๆ แล้วนำเงินที่ได้ไปช่วยลดภาษีสินค้าที่จำเป็นต่อการทำแปลงเกษตรปลอดภัยแทน

สารี อ๋องสมหวัง

“สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยอมรับว่าที่ผ่านมามีการร้องเรียนปัญหาหรือผลกระทบจากสารเคมีจำนวนมาก รัฐบาลต้องมีนโยบาย ช่วยขยายพื้นที่ปลูกเกษตรไร้สารพิษและจัดสรรเงินประกันรายได้ชาวไร่ชาวนาที่ไม่ใช้สารเคมี เช่น ช่วยราคาขายข้าวอินทรีย์ให้ไม่ต่ำกว่าตันละ 13,000-15,000 บาท จากที่เคยขายได้แค่ 10,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายลดการใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้

   “2562” ปีแห่งการต่อสู้ …..”3 สารพิษ”…ภัยผู้บริโภค”

          “2563 ควรเป็นปี…..”แข่งขันผลิตอาหารปลอดภัย” !

    ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เตือน 10 แก๊งวายร้าย..ภัยที่มากับปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407695?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน 10 แก๊งวายร้าย..ภัยที่มากับปีใหม่

1 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยที่มากับปีใหม่,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 3,100 ครั้ง

เตือน 10 แก๊งวายร้าย..ภัยที่มากับปีใหม่ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ช่วงเทศกาลปีใหม่คือช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้าน อาจมีเพียงเด็ก หรือคนชรา หรือผู้ดูแลบ้าน อาศัยเพียงลำพัง จึงมักจะมีมิจฉาชีพอาศัยช่วงโหว่สบโอกาสนี้แฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ที่กุมบังเหียนโดย “ผู้การก้อง” พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. จึงขอเตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพในรูปแบบกลุ่มแก๊งวายร้าย  ที่ประชาชนมักจะตกเป็นเหยื่อในช่วงเทศกาลปีใหม่อยู่บ่อยครั้ง 10 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.แก๊งส่งของขวัญปีใหม่ คนร้ายจะใช้วิธีแอบอ้างว่ามีคนให้นำของขวัญมาส่งให้ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าดอกไม้ ของกิน บางครั้งก็ใช้กล่องกระดาษขนาดใหญ่ เพื่อจะได้ยกเข้าไปในบ้าน เมื่อคนในบ้านเผลอคนร้ายก็จะทำการรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีคนร้ายจะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์ด้วย

2.แก๊งสารพัดช่าง คนร้ายจะแอบอ้างมาซ่อมแอร์ ท่อประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ หรือโทรทัศน์ โดยใช้คำพูดที่ทำให้คนในบ้านเชื่อและยอมให้เข้ามาในบ้าน จากนั้นคนร้ายจะทำทีไปซ่อมสิ่งต่างๆ ตามที่ได้แอบอ้าง และหลอกให้คนในบ้านไปดูแผงควบคุมไฟฟ้า หรือวาล์วเปิด-ปิดน้ำ จากนั้นจะรื้อค้นของมีค่าแล้วหลบหนีไป หรือบางกรณีก็จะทำการปล้นทรัพย์ หรือชิงทรัพย์เช่นเดียวกัน

3.แก๊งชุบหรือล้างทองรูปพรรณ คนร้ายจะขับรถไปตามหมู่บ้านหรือสถานที่สาธารณต่างๆ เพื่อรับชุบหรือล้างทองรูปพรรณให้สะอาดและดูใหม่ เพื่อจะนำไปใช้เป็นเครื่องประดับในช่วงปีใหม่ โดยจะอาศัยช่วงที่เจ้าของทองเผลอเอาทองปลอมที่เตรียมไว้ขึ้นมาเปลี่ยน

4.แก๊งจัดงานเลี้ยง มีพฤติกรรม 2 รูปแบบ วิธีแรกคนร้ายแอบอ้างกับเจ้าของร้านค้าว่าจะจัดงานเลี้ยงโดยติดต่อให้ส่งของต่างๆ ไปไว้ตามสถานที่จัดงาน เมื่อทางร้านค้าส่งของไปยังที่นัดหมายแล้ว จะแอบขนของหลบหนีไป ส่วนวีธีที่สองจะแอบอ้างกับผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงว่า สามารถสั่งอาหารได้ในราคาถูก ทำให้ผู้ที่จะจัดงานเลี้ยงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าอาหารให้กับคนร้าย แต่เมื่อถึงวันจัดเลี้ยงไม่มีการส่งอาหารมาให้แต่อย่างใด

5.แก๊งเรี่ยไรทำบุญ คนร้ายจะออกตระเวนเดินเรี่ยไร บางกลุ่มปลอมตัวเป็นพระภิกษุ สามเณร หรือเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิต่างๆ ออกรับบริจาคเงิน หรือสิ่งของ เพื่อนำไปทำบุญในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

6.แก๊งใช้ธนบัตรปลอม คนร้ายนำธนบัตรปลอมมาจับจ่ายใช้สอยตามตลาด หรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีผู้คนจำนวนมาก ทำให้ผู้ขายสินค้า หรือให้บริการไม่ทันสังเกตว่าเป็นธนบัตรปลอม

7.แก๊งล้วงและกรีดกระเป๋า คนร้ายกระทำกันเป็นขบวนการ โดยเฉพาะที่ที่มีผู้คนเป็นจำนวนมาก ซึ่งหัวหน้าทีมจะเป็นคนคอยเล็งดูเหยื่อว่าคนไหนน่าจะมีเงิน ก่อนส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมเดินเข้าประกบเหยื่อ จากนั้นหัวหน้าทีมจะเดินเข้าหาเหยื่อแล้วใช้กระดาษที่เตรียมมายกขึ้นบัง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจะทำการกรีดกระเป๋าหรือล้วงเข้าไปหยิบทรัพย์สินในกระเป๋า โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว

8.แก๊งชวนเล่นการพนัน คนร้ายจะชักชวนกลุ่มผู้โดยสารระหว่างรอรถ หรือระหว่างเดินทาง เป็นกลุ่มผู้โดยสารที่ได้ตีสนิทไว้ แล้วให้มาร่วมเล่นการพนันในรูปแบบต่างๆ เช่น กำถั่ว ตลับยาหม่อง หรือไพ่สามใบ มีหน้าม้าทำทีว่าทายถูกอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและทายบ้าง กลับเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก

9.แก๊งขายสินค้าราคาถูก คนร้ายจะขับรถตระเวนขายสินค้าประเภทต่างๆ ไปตามหมู่บ้าน โฆษณาชวนเชื่อว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงมาบริการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพจากโรงงานที่มีการเลหลังล้างสต็อก แต่แท้จริงแล้วเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือหมดอายุ

และ 10.แก๊งมอมยา คนร้ายจะผสมยานอนหลับลงในน้ำดื่ม กาแฟกระป๋อง หรืออาหาร จากนั้นจะทำทีเข้าไปตีสนิทชิดเชื้อกับผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างรอรถ หรือผู้โดยสารที่อยู่บนรถด้วยภาษาท้องถิ่น เสมือนเป็นคนบ้านเดียวกัน และชักชวนให้ดื่มน้ำ หรือกาแฟที่เตรียมไว้ เมื่อเหยื่อหลับคนร้ายจะหยิบทรัพย์สินที่มีค่า แล้วหลบหนีไป

ปีใหม่ทั้งทีต้องมีแต่ความสุข ไม่เชื่อง่ายๆ มีสติ ไม่โลภ ไม่หลง ระมัดระวังตัวเองเสมอ จะทำให้รอดจากแก๊งวายร้ายตามคำเตือนตำรวจ..!!