บุคคลแห่งปี เพียงชายคนนี้… บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุคคลแห่งปี  เพียงชายคนนี้… บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

30 ธันวาคม 2562 – 10:55 น.
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์,บุคคลแห่งปีประจำปี 2562
เปิดอ่าน 841 ครั้ง

บุคคลแห่งปี  เพียงชายคนนี้… บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

โบราณบอก “ความดังไม่คงที่ ความดีสิคงทน” แต่ของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ คือ “ความดีตีแบรนด์” เพราะเรื่องราวที่ทำมาตลอดหลายสิบปีของเขากำลังได้รับการพูดถึง บอกต่อ ฉายซ้ำ เหมือนเจ้าตัวกลับมาแจ้งเกิดอีกรอบ

แต่การแจ้งเกิดของเขาเป็นของจริง ของทน และน่าจะติดตัวอดีตพระเอกคนนี้ไปตลอดว่า แม้เขาอาจจะเป็นผู้ชายธรรมดาสำหรับหลายคน แต่กับผู้ยากไร้เขาคือ “ผู้วิเศษ”

แล้วทำไมตำแหน่ง “บุคคลแห่งปีประจำปี 2562” จะไม่เป็นของเขา

++

    คน(ไม่)ธรรมดา
บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เด็กหนุ่มแห่งอีสานใต้ จ.สระแก้ว ที่หลังจบ ม.ปลายก็เดินทางมาไกลถึงกรุงเทพฯ ไม่แตกต่างจากเด็กต่างจังหวัดทั่วไป คือการเรียนหนังสือ

แต่แล้วเส้นทางของหนุ่มอาชีวะจากโรงเรียนกรุงเทพโปลีเทคนิค กลับกลายเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล เมื่อเขาตัดสินใจไปสมัครเป็นนักแสดงหน้าใหม่กับ “คมน์ อรรฆเดช”

บิณฑ์หรือตอนนั้นมีชื่อเดิมว่า “ท็อป บรรลือฤทธิ์” ก็ไปเข้าตาผู้กำกับได้เล่นหนังเรื่องแรก “ข้ามากับพระ” ในปี 2527 แน่นอนเรื่องนี้คือที่มาของการเปลี่ยนชื่อเป็น “บิณฑ์” เพื่อให้เข้ากับหนัง แต่ก็ได้ใช้ชื่อนี้มาตลอด

อย่างที่รู้เรื่องนี้ “สรพงษ์ ชาตรี” เป็นพระเอก แต่ไฟหลายดวงก็สาดส่องไปที่ดาวดวงใหม่ชื่อ “บิณฑ์” จนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและมีผลงานละครโทรทัศน์เรื่องแรก “แผลเก่า” ในปี 2531 กับนางเอกนางงาม “เอ้” ชุติมา นัยนา

บิณฑ์ในวัยเพียง 26 ตอนนั้นจึงนับเป็นพระเอกใหม่ที่ทุกคนชื่นชอบส่งผลให้มีงานในวงการอีกเพียบทั้งจอแก้วและจอเงินขึ้นชั้นพระเอกเบอร์ต้นของบันเทิงไทย

แน่นอนคนไทยจดจำบิณฑ์ในฐานะพระเอกดัง หรือแม้แต่ผู้กำกับภาพยนตร์ที่บิณฑ์ผันตัวมาทำในภายหลังเช่น ตำนานกระสือ (2545), ช้างเพื่อนแก้ว (2546), ปัญญา เรณู (2554), กรรไกร ไข่ ผ้าไหม (2557), ทองดีฟันขาว (2559) และล่าสุด ฮักบี้ บ้านบาก (2562)

แต่สำหรับชีวิตทุกวันนี้ของบิณฑ์ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะเป็นมากกว่านั้น

++

     คนอาสา
คนไทยเห็นภาพบิณฑ์ว่าเป็น “ดารากู้ศพ” มาเนิ่นนานตั้งแต่ปี 2529 หรือหลังจากที่บิณฑ์ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกดังแล้ว โดยร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญู

เจ้าตัวเคยเล่าว่าที่เลือกร่วมงานกับ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” เพราะในวัยเด็กซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนเคยได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิร่วมกตัญญูกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เลยฝังใจว่าวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็จะทำให้ได้อย่างนี้

จนพอเริ่มตั้งตัวติดมีชื่อเสียงเงินทองจากการทำงานวงการบันเทิง เขาจึงไม่รอช้าเลือกเข้าร่วมงานกับ “มูลนิธิร่วมกตัญญู” หลังจากเข้าไปร่วมกู้ภัยในเหตุตึกถล่มตรงข้ามโรงหนังเอเธนส์

ตอนนั้นบิณฑ์เล่าว่าไปในนามของ “คนอยากช่วย” เมื่อได้ยินข่าวว่าต้องการจิตอาสาช่วยคนที่ติดอยู่ในซากตึกถล่ม พอไปถึงเห็นสองมูลนิธิดังกำลังขมีขมันทำงาน แต่มองเห็นว่ามูลนิธิร่วมกตัญญูมีคนน้อยกว่า จึงเลือกเข้าไปช่วยเหลือทางนี้ก่อน

วันนั้นเจ้าหน้าที่เอาเสื้อร่วมกตัญญูมาให้ยืมใส่ แต่ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ถอดมันออก บิณฑ์ในวัย 57 ยังคงทำงานที่นี่ จากอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยให้มูลนิธิมาสู่ “ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษมูลนิธิร่วมกตัญญู”

          และทุกครั้งที่เมืองไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ ที่นั่นจะมีเขา ไม่ว่าจะทั้งสึนามิอันดามันปี 2547, เพลิงไหม้ซานติก้าผับปี 2552, อุทกภัยปี 2554 และเหตุการณ์ดังอย่างกรณี 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง บิณฑ์และทีมไปลุยมาแล้ว ช่วยประสานเรื่องหน้ากากดำน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย

บอกอีกทีว่าแบรนด์บิณฑ์แข็งแกร่งขนาดที่คนไทยถ้าได้ยินชื่อ “บิณฑ์” จะนึกถึงคำว่า “พ่อพระ” คนเดือดร้อนถ้าเห็นบิณฑ์มาตรงหน้าก็จะคิดว่า “เทวดา”

ฉายาตอนบวชของบิณฑ์ว่า “อาจิตปุญโญ” ที่แปลว่า ผู้ทำบุญไว้ดีแล้ว จึงไม่ห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย

++

        คนลุยจริง
ถึงแม้ว่าบิณฑ์อาจไม่ใช่ดาราคนเดียวของประเทศนี้ที่ทำงานกับมูลนิธิร่วมกตัญญู หรืองานจิตอาสา แต่บิณฑ์แตกต่างตรงที่ “ทำถึง ลุยถึง”

เพราะนอกจากเป็นดารากู้ศพ บิณฑ์ยัง “กู้ชีวิต” อีกด้วย ถ้าใครติดตามการทำงานของบิณฑ์จากหน้าเฟซบุ๊กของเขาจะพบเห็นเรื่องราวการช่วยเหลือผู้คนมากมาย ทั้งบาดเจ็บ ล้มป่วย ยากจน แก่เฒ่าไร้คนดูแล ฯลฯ

โดยเฉพาะเรื่องของการช่วยเหลือคนชรา บิณฑ์บอกเสมอว่านี่คือ “ความปรารถนาอันแรงกล้า” ที่จะขอเข้าไปดูแลคนชราที่ถูกทอดทิ้ง

ไม่เพียงเรื่องอาหาร เสื้อผ้า ที่พัก การรักษาพยาบาล แต่ยังจัดหาที่พักพิงให้เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจด้วยการควักเงินส่วนตัว บวกเงินบริจาคจากผู้คน สร้างบ้านให้ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ชื่อว่า “บ้านสุขสุดท้าย” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ใน อ.ไทรน้อย นนทบุรี

บิณฑ์เล่าว่า “อยากให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่ามาอยู่ที่นี่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น อยู่ดี กินดี มีคนดูแลจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต” วันนี้บ้านสุขสุดท้ายของเขาสามารถรองรับคนชราได้มากถึง 20 คน 20 เตียง

อย่างไรก็ดีเมื่อสูงสุดของความดีคือการช่วยเหลือดูแลผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แต่หากความดีจะส่องแสงจนส่งผลให้มีใครคนหนึ่งเข้ามาดูแลบิณฑ์บ้างก็เป็นสิ่งที่ต้องปรบมือ

ดังที่ไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับบิณฑ์ก่อนหน้านี้ราว 2 ปีที่ทำเอาคนไทยน้ำตาซึม คือการที่เขาได้รับการดูแลจากผู้บริหารค่ายเครื่องดื่มชื่อดัง ที่ติดต่อเข้ามาขอมอบเงินดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของบิณฑ์ โดยให้เป็นเงินเดือนประจำเดือนละ 5 หมื่นบาท แต่พระเอกหนุ่มกลับขอนำเงินไปดูแลผู้ที่ถูกทอดทิ้งที่บ้านสุขสุดท้ายต่อไป ล่าสุดผู้บริการเจ้าเก่ายังขอเพิ่มเงินให้บิณฑ์อีกเป็นเดือนหนึ่งแสนบาท

บางทีฮีโร่ก็ต้องการคนช่วยดูแล จริงหรือไม่

++

         คนเป็นเพชร
จะว่าไปข่าวคราวของบิณฑ์เริ่มมาแรงเอาช่วงน้ำท่วม 5 จังหวัดภาคอีสานช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อบิณฑ์พร้อมทีมงานร่วมกตัญญูอาสาเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัยชนิดไม่ง้อ ไม่รอใคร

แต่เท่านั้นยังไม่พอบิณฑ์นอกจากควักเงินสดส่วนตัว 1.7 ล้านบาท ช่วยเหลือแล้ว ยังใช้เฟซบุ๊กของตนเองที่ไว้แจ้งข่าวสารต่างๆ ไลฟ์สดขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยทางภาคอีสาน ไม่กี่นาทีหลังพูดจบยอดเงินบริจาคช่วยน้ำท่วมที่ไหลเข้าบัญชีท่วมท้น

แน่นอนช่วงนั้นมีดราม่าเงินบริจาคออกมาพอให้เกรียนคีย์บอร์ดได้หายคันมือ บิณฑ์เองก็พยายามเดินหน้าต่อไปอย่างมีเป้าหมาย

ที่สุดช่วงสิ้นเดือนกันยายนภารกิจจบ-ประสบความสำเร็จ บิณฑ์ออกมาไลฟ์สดแจ้งข่าวปิดบัญชีรับบริจาคด้วยยอดที่พุ่งสูงถึง 422 ล้านบาท จากนั้นก็เดินทางทยอยส่งมอบเงินบริจาคครบหมดทุกพื้นที่ที่วางไว้

ไม่นานจากนั้นบิณฑ์และทีมงานก็เปิดแถลงข่าวยอดเงินบริจาครายละเอียดการส่งมอบที่ไหนยังไงยิบ! ช่วงวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา

แต่จนแล้วจนรอดดูเหมือนว่ากระแสสังคมในด้านลบก็ยังมีปรากฏจนพระเอกของเราต้องปรากฏตัวต่ออนุสาวรีย์พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ในสวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุบลราชธานี

วันนั้นบิณฑ์บอกว่าไม่ได้มาเพื่อสาบานแต่เป็นการมาบอกกล่าวให้ท่านทราบว่าเงินบริจาคทั้งหมดกว่า 422 ล้านบาท ไม่ได้คิดจะเอาเข้ากระเป๋าแม่แต่บาทเดียว หากคิดเอามาเข้ากระเป๋าขอให้มีอันเป็นไปด้วย

หัวใจคนไทยที่ยืนข้างบิณฑ์อาจแทบแหลกสลาย ทำไมพระเอกเหนื่อยแล้วยังต้องเจอแบบนี้ โดยตัวแทนองค์กรตรวจสอบทุจริตต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ภาคอีสาน เข้ายื่นเรื่องให้เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองอุบลฯ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบริจาคของบิณฑ์ที่ไปช่วยน้ำท่วมภาคอีสานจำนวนดังกล่าว

          แต่ถามหัวใจของบิณฑ์คงสบายๆ เพราะยังไงเพชรก็คือเพชร และสมควรแล้วที่เขาคนนี้จะเป็นบุคคลแห่งปีซึ่งคนไทยน่าจะยอมรับทั่วกัน

‘เอ๋’ ริเล่นโซเชียล ดวงแตก ‘ดาวดับ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407585?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอ๋’ ริเล่นโซเชียล ดวงแตก ‘ดาวดับ’

30 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
เอ๋ ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,919 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2562

*****************************

ธรรมเนียมสื่อในช่วงสิ้นปีเก่า ก็มักจะมีการจัดอันดับสิบข่าวเด่น สิบคนดังแห่งปี 2562 แต่เชื่อว่า นักการเมืองหญิงแห่งจังหวัดราชบุรี ต้องถูกพูดถึงแทบทุกสำนักเลยก็ว่าได้

แม้แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ยังตั้งฉายา “ปารีณา ไกรคุปต์” ว่า “ดาวดับ” เพราะที่ผ่านมา ส.ส.จากโพธารามรายนี้ได้สร้างกระแสในแง่ลบผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นระยะ

แจ้งเกิดกับชาวเน็ตด้วย วลีเด็ด ‘อีช่อ’

3 สมัยในบทบาทของ ส.ส.สังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา “เอ๋ ปารีณา” มิได้ถูกสื่อสภากล่าวขวัญถึงมากนัก แต่เมื่อเป็น ส.ส.สมัยที่ 4 เอ๋มาแรงจัด จนได้ฉายาดาวดับ

สาวเลี้ยงไก่

ก่อนเลืือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ปารีณา ไกรคุปต์” ในเฟซบุ๊กสื่อสารถึงผู้คนทั่วไป บอกเล่าถึงการเลี้ยงลูก ดูแลฟาร์มไก่-วัว และประกาศขายขี้ไก่

งานหลักของท่าน ส.ส. ที่ฟาร์มไก่

ฤดูเลือกตั้งมาถึง “เอ๋ ปารีณา” สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสมัคร ส.ส.ราชบุรี เขต 3 อ.จอมบึง และ อ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และ ต.ดอนทราย)

ทวี ไกรคุปต์” อ่านเกมการเมืองขาด จึงให้ลูกสาวสวมเสื้อพรรคทหาร เพราะจับกระแสชาวบ้านในเขต ได้ แม้ว่าช่วงปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทวีพาลูกสาวทิ้งบรรหาร ไปซบเพื่อไทย เพราะเห็นกระแสยิ่งลักษณ์ดีวันดีคืน แต่บังเอิญเกิดรัฐประหารเสียก่อน เลยเปลี่ยนใจ

เลือกตั้งหนล่าสุด ปารีณาจึงนำโด่งม้วนเดียวจบ ได้ 46,409 คะแนน น่าจะเป็นการต่อสู้ในสมรภูมิเลือกตั้งที่เธอไม่ต้องทำงานหนัก อาศัยกระแส “ลุงตู่” บวกการจัดตั้งที่เข้มแข็งของบิดา ทวี ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.หลายสมัย จึงเอาชนะคู่แข่งขาดลอย

ดาวสภา

เมื่อเข้าสภา “เอ๋” ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือการเมืองเต็มที่ มีกองเชียร์สนับสนุนเธอก็เยอะ กองแช่งก็แยะ เอ๋สนุกกับการเป็นเน็ตไอดอลในสื่อโซเชียล

แล้ววันหนึ่ง เอ๋ก็เจอวิบากจากกรรมเก่า เมื่อฟาร์มไก่ของเธอใน อ.จอมบึง รุกที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอยู่ในเขต ส.ป.ก.

ความเก๋าของ“ทวี”

หากไม่มี “ทวี ไกรคุปต์” ก็ไม่มี “เอ๋ ปารีณา” ในวันนี้ ทวีเป็น ส.ส.ราชบุรี มาแต่ปี 2522 และเขาพเนจรไปอยู่หลายพรรค โดยการเลือกตั้งปี 2539 ทวีย้ายมาสังกัดค่าย ปชป. แต่เกิดปัญหาขัดแย้งรุนแรงกับสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงต้องย้ายออกจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร

เลือกตั้งปี 2544 ทวีในสีเสื้อไทยรักไทย เจอเกมเอาคืนของสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยการส่งนักการเมืองโนเนม “ประไพพรรณ เส็งประเสริฐ” สวมเสื้อ ปชป.ลงสนาม สุเทพทุ่มสรรพกำลังเต็มที่เอาชนะทวีไปแบบ “ล็อกถล่ม”

ทวีสมัยทำการเมือง

“ผมต้องพบความพ่ายแพ้ แพ้ใครมาจากไหน ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ค่ำคืนนั้นผมนั่งดูผลการเลือกตั้งอยู่กับภรรยา และปารีณาลูกสาว ที่เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกามาเยี่ยมบ้าน..” จากบันทึกของทวีในปีนั้น

เลือกตั้งปี 2548 ทวีจึงตัดสินใจให้ลูกสาว “เอ๋ ปารีณา” เล่นการเมือง และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ด้วยกระแสประชานิยมทักษิณ

จอมบึง” จุดแข็ง-จุดตาย

“ทวี ไกรคุปต์” เป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” แต่พื้นที่เลือกตั้งของทวี ยังมี อ.จอมบึง รวมอยู่ด้วย

เมื่อสแกนสนามเลือกตั้ง อ.โพธาราม มี 19 ตำบล 156 หมู่บ้าน ส่วน อ.จอมบึง มี 6 ตำบล 90 หมู่บ้าน เนื่องจาก อ.โพธาราม เป็นฐานเสียงของนักการเมืองหลายพรรค ต่างจาก อ.จอมบึง มีตระกูลเดียวคือ “ไกรคุปต์”

ทวี ผู้กว้างขวาง งานบุญ งานบวช ไม่เคยขาด

อ.จอมบึง ในอดีตพื้นที่กว้างขวางจรดชายแดนพม่า (สมัยโน้น อ.สวนผึ้ง ยังไม่ได้แยกออกจาก อ.จอมบึง) ทวีได้เข้าช่วยชาวบ้านทั้งการแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภค และการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน จอมบึงจึงกลายเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา

เมื่อ “เอ๋ ปารีณา” แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่า มีที่ดิน จำนวน 1,706 ไร่ ในพื้นที่ อ.จอมบึง และ อ.สวนผึ้ง จึงถูกฝ่ายค้านตรวจสอบจนพบว่า การได้ที่ดินดังกล่าว เข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจนในการบุกรุกแผ้วถางที่ดินของรัฐ

โดยแยกเป็น 2 ส่วนคือ ที่ดินของกรมป่าไม้ 46 ไร่ ได้มีการดำเนินคดีแล้ว ส่วนที่ดินที่อยู่ในการครอบครองของ ส.ป.ก. ยังคาราคาซังอยู่ ต้องรอการตีความของกฤษฎีกา

จอมบึงที่เป็นจุดแข็ง เป็นฐานเสียงใหญ่ กลายเป็น “จุดตาย” ตระกูลไกรคุปต์ ด้วยปมปัญหาที่ดินรุกป่าสงวนแห่งชาติ

ปีแห่งการไร้อนาคต(ใหม่) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407579?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีแห่งการไร้อนาคต(ใหม่)

30 ธันวาคม 2562 – 09:50 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ปี 2563
เปิดอ่าน 1,007 ครั้ง

 ปีแห่งการไร้อนาคต(ใหม่) คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

พุทธศักราช 2562 กำลังขยับผ่านพ้นเตรียมก้าวสู่พุทธศักราช 2563 ในอีกไม่ช้านี้นะครับ หลายต่อหลายท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาได้พบพ่อเฒ่าแม่แก่ ร่วมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ กรุณาตรวจเช็กอุปกรณ์เครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง พึงระลึกเสมอ “เมาไม่ขับ จะหลับก็พัก” เพื่อผู้ร่วมเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว ผู้โดยสารที่เดินทางมาด้วยถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพปลอดภัย

รอบปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายผ่านเข้ามากระทบชีวิต ได้ยินแต่ข่าวร้าย เศรษฐกิจไม่ดีบ้าง โรงงานปิดตัว ผลประกอบการไม่ได้ตามเป้าหนักเข้าถึงขาดทุน เงินในกระเป๋าไม่พอใช้ ทุกวิชาชีพดูจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขัดสน

ตรงนี้ต้องเตือนตนพร้อมรับมือตลอดเวลา โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เทคโนโลยีสมัยใหม่มาแทนที่มนุษย์ จึงต้องปรับตัวเรียนรู้ให้ทัน อย่างไรก็ตาม อย่าจมอยู่กองทุกข์เป็นเวลานาน เดี๋ยวขึ้นวันใหม่แล้ว ระลึกเสมอว่าในเมื่อยังมีลมหายใจต้องลุกขึ้นสู้ ยืนหยัดก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็งนะครับ

สิ่งสำคัญคือ การใช้ชีวิตพอเพียง ไม่สุรุ่ยสุร่าย ประกอบสัมมาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตย่อมนำพาชีวิตให้อยู่รอดไปได้ ต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน

ภาวะการเจริญโตทางเศรษฐกิจจะกระเตื้องหรือไม่ ขึ้นอยู่ปัจจัยทางการเมืองเช่นกัน

ในรอบปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สถานการณ์ทางการเมืองเพิ่งเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน จากคณะทหารภายใต้ชื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านการลงมติของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศทำให้มีการกำหนดกติกาเลือกตั้ง

การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา จึงได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีวุฒิสภา และมีฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย โดยผู้เข้ามาเล่นตามกติกา ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ก็มีทั้งนักการเมืองรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ แถมประเดิมใช้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย เสียด้วย ก็ดูจะมีอะไรต่อมิอะไรใหม่ไปซะทั้งหมด

โดยเฉพาะการมีพรรคการเมืองใหม่ อย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ภายใต้การนำของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ได้รับเลือก ส.ส.เข้าสภาถึง 80 คน และเป็น ส.ส.ใหม่ถอดด้ามเสียเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย ที่มีคนหน้าเดิมๆ ขยับขยายย้ายพรรคกันไป บางรายาจากพรรคเพื่อไทยย้ายมาพรรคฝั่งรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ

แม้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองมาได้แค่ห้าเดือน มีผลงานเป็นที่สัมผัสได้ แต่มิวายถูกฝ่ายตรงข้ามจ้องโจมตีไร้ผลงานบ้างล่ะ ผู้นำไม่ประสีประสาบ้างล่ะ แต่สิ่งที่ประจักษ์ชัดคือ การประคับประคองบ้านเมืองให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบได้ชัดในช่วงรัฐบาล คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่มีมาตรา 44 แต่ก็อาศัยกฎหมายปกติ ในการดูแลความสงบเรียบร้อยผ่านพ้นไปได้

แต่ถ้าตราบใด บ้านเมืองวนเวียนกลับมาสู่ความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อนั้น ย่อมซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ยิ่งชะลอตัวลงไปอีก นี่อย่าลืมว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาอยู่เลยนะครับ ซึ่งตามปฏิทินถ้าไม่มีความปรวนแปรวุ่นวายก็น่าจะผ่านมาบังคับใช้ในปีหน้า

ทำให้คาดการณ์ไปถึงปี 63 สถานการณ์ทางการเมืองจะอยู่ในสภาพที่รัฐบาลควบคุมให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเหมือนช่วงที่เข้ามาบริหารใหม่ๆ ได้หรือไม่

แรงยั่ว ก็ล้วนเกิดจากฝ่ายที่พลาดพลั้งต่อกฎกติกา และโดนกระบวนการยุติธรรมลงโทษ แต่กลับไม่ยอมรับ จึงปลุกระดมผู้คนให้มาเล่นเกมนอกสภา การปลุกระดมดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับผ่านนักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ควรจะเป็นความหวังของประเทศชาติตามที่ตนเองปราศรัยไว้ แต่เอาเข้าจริงกลับเลือกเล่นข้างถนนซะงั้น

น่าเสียดายความเป็นคนรุ่นใหม่ เลือกที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย กลับสร้างความฉ้อฉลต่อการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการถือครองหุ้นสื่อ ขัดต่อคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ครั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต้องพ้นจากความเป็นส.ส.

มิพักยังหาญกล้าโยกย้ายถ่ายเทเงินให้พรรคกู้ ยิ่งสร้างความชีช้ำทำลายพรรคตนเองเข้าไปอีก เมื่อเรื่องทั้งหมดถูกตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลรธน.รอวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองหรือไม่

ความผิดซ้ำซากเพราะทำตนเองแท้ๆ โดยมีมือกฎหมายระดับอภิมหาศรีธนญชัยเรียกพี่ชี้ทางออกพิสดารให้จึงพาพรรคก้าวสู่หุบเหวลึก แทนที่ยอมรับความผิดเร่งหาทางแก้ไขปัญหาภายใน แต่กลับออกมาปลุกระดมผ่านสื่อโซเชียล หวังให้คนรุ่นใหม่หลงเชื่อเป็นแนวร่วมสร้างความวุ่นวาย

          พฤติกรรมที่แสดงออกมารังแต่จะนำพาคณะหมดอนาคตทางการเมืองไปเรื่อยๆ นี่หรือคือความหวังประชาชนตามที่เคยประกาศไว้ “ฟังไปฟังมาช่างน่าคลื่นไส้ส่งท้ายปีจริงๆ”

หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

30 ธันวาคม 2562 – 07:48 น.
บประมาณรายจ่ายปี 63,หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
เปิดอ่าน 403 ครั้ง

หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2562

การประชุมร่วม 4 หน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และสำนักงบประมาณ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ไว้ที่ 3.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณรายจ่ายปี 2563 จำนวน 1 แสนล้านบาท โดยมีงบประมาณเพื่อการลงทุนจะอยู่ที่ 6.93 แสนล้านบาท หรือ 21% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ทั้งนี้ยังประมาณการรายได้สุทธิที่ 2.77 ล้านล้านบาท และกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 5.23 แสนล้านบาท ซึ่งการประมาณการงบประมาณรายจ่ายและรายได้ดังกล่าว อยู่ภายใต้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ 3.1-.4.1% และอัตราเงินเฟ้อ 0.7-1.7%

กรอบวงเงินดังกล่าวจะถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติในวันที่ 7 มกราคม 2563 จากนั้นสำนักงบประมาณและหน่วยรับงบประมาณต้องนำไปเป็นรายละเอียดและจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่าการจัดทำงบประมาณปี 64 ต้องควบคู่กับการพิจารณา พ.ร.บ.งบปี 63 ที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ได้ใช้งบปี 63 ส่วนหนึ่งไปพลางก่อนตามกฎหมายที่ใช้ได้คาดต้นเดือนกุมภาพันธ์การพิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งคำขอจัดทำงบปี 64 ที่ไม่สอดคล้องกับแผนจะไม่ได้รับการพิจารณาสนับสนุนหรือถือว่ามีความสำคัญระดับต่ำ โดยสิ่งที่ต้องทบทวนกันวันนี้เนื่องจากเรากำลังเผชิญสิ่งท้าทายของโลก ทั้งสภาพเศรษฐกิจ สงครามการค้า ความตึงเครียดทางการเมือง ทั้งในและต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง กระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นที่รับทราบกันดีว่าสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ส่งผลในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 63 เกิดความล่าช้า ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งจัดทำงบในปีถัดไปตั้งแต่หัวปีเพื่อให้สอดรับกับยุทธศาตร์ชาติ 20 ปีที่ได้จัดวางไว้แล้ว เนื่องด้วยการลงทุนของภาครัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งหลายฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลเชื่อว่าจีดีพีไตรมาส 3 จะดีขึ้น ส่งต่อไปยังไตรมาส 4 รวมถึงไตรมาส 1 ปีหน้าอย่างแน่นอน ดังนั้นการใช้จ่ายงบปี 63 ต้องเร่งดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการตรวจสอบอย่างมีหลักฐานถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งงบประมาณขาดดุลนี้ถือเป็นธรรมดาของประเทศที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก ประเทศไทยเองก็อยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาประเทศเพราะมีงบที่ต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนด้วย

ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้เกษตรกรขยายตัวกลับมาเป็นบวกแล้ว หลังจากติดลบมานาน แสดงว่าเศรษฐกิจฐานรากเริ่มกลับมาดีขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับความหวังว่า ปี 2563 น่าจะเป็นปีของการกลับมาลงทุนของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น แม้สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังไม่คลี่คลาย สถาบันการเงินยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออยู่ก็ตาม แต่ในปี 2563 ยังมีความเสี่ยง โดยยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากภัยแล้งที่จะมีผลทั้งต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวบริการ ความเสี่ยงจากการผ่านกฎหมายฮ่องกงของรัฐสภาสหรัฐ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องปรับตัวเพื่อช่วยกันแก้ไข จะทำงบโครงการอย่างเดียวเพื่อให้ใช้จ่ายเงินให้หมดลงไป แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ทุกคนต้องมีสำนึกการใช้จ่าย และการจัดทำแผนงบจะต้องสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่และสอดคล้องการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

p11

ไทย..2562 กระแสต้านขยะพลาสติกในทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทย..2562 กระแสต้านขยะพลาสติกในทะเล

29 ธันวาคม 2562 – 00:09 น.
น้องมาเรียม,ขยะพลาสติก,พะยูน
เปิดอ่าน 768 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 ไทย…2562 กระแสต้าน ขยะพลาสติกในทะเล โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ช่วงปลายเดือนเมษายน 2562 ชาวโซเชียลพากันตื่นเต้นกับกระแสโพสต์ช่วยชีวิต “น้องมาเรียม” ลูกพะยูนตัวเมียวัย 6 เดือน ที่พลัดหลงจากแม่จนถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นแถวอ่าวนาง จ.กระบี่ ด้วยความน่ารักของพะยูนตัวน้อย ทำให้กลายเป็นขวัญใจชาวไทยที่เฝ้าติดตามข่าวตั้งแต่เช้าถึงเย็นว่าน้องมาเรียมมีกิจกรรมอะไรบ้าง

 อ่านข่าว :  รำลึกมาเรียมเก็บขยะลดใช้พลาสติก

โดยเฉพาะช่วงที่เจ้าหน้าที่ดูแลช่วยกัน “ป้อนนม” “กินหญ้าทะเล” หรือ “สอนว่ายน้ำ” เพื่อฝึกให้น้องมาเรียมสามารถกลับสู่ท้องทะเลไปตามหาแม่พะยูน ซึ่งคาดกันว่าน่าจะว่ายน้ำวนเวียนหาลูกอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้นมากนัก ภาพคลิปลูกพะยูนไม่ยอมว่ายไปในทะเล แต่พยายามว่ายเข้าหาพี่เลี้ยง สร้างความน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก


  “มาเรียม” หมายถึง “ผู้หญิงแห่งท้องทะเลผู้มีความสง่างาม” เป็นชื่อที่ตั้งโดยทีมเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในแต่ละวันมีชาวบ้านและอาสาสมัครกว่า 30 ชีวิต ช่วยกันดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ประมาณวันที่ 10-11 สิงหาคม น้องมาเรียมเริ่มมีอาการซึมและอ่อนเพลีย หายใจผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นจากเนื้อเยื่อเมือกบริเวณในช่องปากมีแผล 2-3 แห่ง สัตวแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าน่าจะติดเชื้อในกระแสเลือดและปอดอักเสบ

ผ่านไปไม่กี่วัน วันที่ 17 สิงหาคม ทีมสัตวแพทย์ออกประกาศว่า “น้องมาเรียม ได้จากพวกเราไปแล้ว” สร้างความช็อกให้คนไทยผู้ติดตามให้กำลังใจพะยูนน้อยกำพร้าแม่มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

 ทีมพี่เลี้ยงบางคนร้องไห้ด้วยความเศร้า ! 
หลังผ่าพิสูจน์สืบหาการเสียชีวิต ทีมสัตวแพทย์ไม่ต่ำกว่า 10 คน ต้องตะลึงหลังพบ เศษพลาสติกเล็กๆหลายชิ้นขวางลำไส้ ส่งผลให้เกิดการอุดตันและอักเสบ ทำให้มีแก๊สสะสมเต็มทางเดินอาหาร และพบการติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดเป็นหนอง

แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า “ขยะพลาสติก” ที่เจอในท้องน้องมาเรียมนั้น เป็นถุงพลาสติกที่มีอยู่ตั้งแต่เจอครั้งแรกที่ทะเลกระบี่ หรือเป็นพื้นที่ทะเลเกาะลิบง

“จตุพร บุรษพัฒน์” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้สัมภาษณ์ว่า

“มาเรียมได้ทำหน้าที่เป็นทูตสันถวไมตรี ช่วยให้มนุษย์ได้มีโอกาสใกล้ชิดและเข้าใจความต้องการของสัตว์ทะเลหายากอย่างพะยูนมากยิ่งขึ้น มาเรียมเป็นเหมือนคนในครอบครัว และสมาชิกของชุมชน เป็นความผูกพันระหว่างพะยูนกับคนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พร้อมทั้งประกาศจัดทำ “มาเรียมโมเดล” เพื่อให้คนไทยและทั่วโลกตระหนักถึงพิษภัยของการทิ้งขยะไม่เป็นที่ โดยเฉพาะขยะพลาสติก ต้องร่วมมือช่วยกันดูแล​ แก้ไขปัญหาการทิ้งขยะจากบนบกไม่ให้ไหลลงสู่ท้องทะเล​ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล​ และสัตว์ทะเลหายากในอนาคตต่อไป

ผ่านพ้นความเศร้าไปไม่กี่วัน คนไทยก็ต้องสลดใจกับ ปัญหาพลาสติก ในท้องทะเลอีกครั้ง กับเรื่องราวของ “ปลาทูไมโครพลาสติก”

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 “ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล” จ.ตรัง สุ่มเก็บตัวอย่างปลาทูเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม นำมาตรวจพบ “ไมโครพลาสติก” ในกระเพาะ ผลปรากฏว่าพบเฉลี่ยตัวละ 78 ชิ้น ทำให้ต้องรีบศึกษาเพิ่มเติมว่าจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ที่กินปลาทูมากน้อยเพียงไร

จากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2562 เจ้าหน้าที่ชายฝั่งทะเล 24 จังหวัดทั่วไทย ลงพื้นที่เก็บขยะมากกว่า 2.3 แสนชิ้น น้ำหนักไม่กว่า 10 ตัน โดยชนิดขยะในทะเลที่พบมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ “ถุงพลาสติก” ร้อยละ 22, “ขวดพลาสติก” ร้อยละ 16, “โฟมบรรจุอาหาร” ร้อยละ 9, “ขวดแก้ว” ร้อยละ 5 และ “หลอดดูด” ร้อยละ 5

การพบเศษถุงพลาสติกเต็มท้อง “น้องมาเรียม” และไมโครพลาสติกในท้อง “ปลาทู” สร้างความวิตกให้กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง สาวกสื่อสังคมออนไลน์ช่วยกันแชร์ถึงอันตรายของขยะพลาสติกในท้องทะเลไทย…

รวมถึงการแชร์เรื่องราว “วาฬตายที่สงขลา ผ่าซากเจอถุงพลาสติกดำหนัก 8 กิโล” เต็มกระเพาะอาหาร ซึ่งรูปภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ตอกย้ำปัญหา “ไทยแลนด์” ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล อันดับ 6 ของโลก !

ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.statista.com อ้างถึงกลุ่มประเทศปล่อยขยะลงทะเลมากสุดคือ “กลุ่มอาเซียน”เรียงจากอันดับ 1–6 ได้ดังนี้ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และไทย

มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่อง “ไมโครพลาสติก” หรือ “พลาสติกจิ๋ว” ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเป็นพลาสติกที่มองแทบไม่เห็น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะปนเปื้อนไปกับน้ำหรืออาหารจากธรรมชาติที่พวกเราดื่มกินเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และยังไม่รู้ว่าจะกำจัดทิ้งโดยวิธีใด

 “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ “กลุ่มเม็ดพลาสติก” ผลิตขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น “เม็ดสครับ” ในสบู่ล้างหน้า, “คริสตัล บีดส์” ในผงซักฟอก และ “กลุ่มพลาสติกแตกหัก” หรือเศษหลุดลอกเสื่อมสลาย แตกหักออกมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น เศษถุงพลาสติก กล่องพลาสติกที่เปื่อยหรือแตกแล้ว

ขณะนี้กลุ่มนักวิจัยทางการแพทย์ทั่วโลก กำลังระดมสมองช่วยกันค้นคว้าพิสูจน์ว่ากลไกร่างกายมนุษย์จะขับไมโครพลาสติกทิ้งออกจากร่างกายมนุษย์ได้หรือไม่ เพราะเป็นขนาดเล็กมากๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกเหล่านี้จะเข้าไปเกาะติดในเนื้อเยื่อหรือผนังทางเดินอาหาร หากสะสมจำนวนมากจะส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายเกิดความผิดปกติได้หรือไม่

ดร.สเตฟานี ไรท์ จากสถาบันการศึกษาคิงส์คอลเลจ ของอังกฤษ เตือนว่า ไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหารเหล่านี้ อาจไปซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันในผนังกระเพาะ หรือสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง หรือเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมที่ตับได้

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่า อาจมีอันตรายถึงขั้นทำให้เกิดมะเร็งบางชนิด หรือทำให้จำนวนอสุจิลดลง นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาประเมินว่า คนอเมริกันรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายปีละประมาณ 7–9 หมื่นหน่วย

ช่วงที่ผ่านมาหลายประเทศเริ่มประกาศยกเลิกการใช้ เช่น อังกฤษ สั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เกาหลีใต้ยกเลิกการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของไมโครพลาสติก ตั้งแต่ปี 2560

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเกี่ยวกับ “ผลกระทบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” โดยมีเนื้อความสำคัญสรุปได้ว่า “ไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.15 มิลลิเมตร จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าขนาดเล็กกว่านั้นโดยเฉพาะนาโนพลาสติก จะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการพบพลาสติกจิ๋วในขวดน้ำดื่มที่วางขายทั่วไปด้วย”

“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ให้ข้อมูลว่า คนไทยยังไม่ค่อยตระหนักถึงอันตรายของไมโครพลาสติก ปัจจุบันนี้การผลิตพลาสติกได้ใส่สารอันตรายเติมแต่งลงไปด้วย และยังดูดซับมวลสารพิษอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ แหล่งดินตามธรรมชาติ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีสุดคือ ทุกคนต้องช่วยกันลดการใช้พลาสติกให้เหลือน้อยที่สุด เริ่มจากชีวิตประจำวัน เช่น นำถุงพลาสติกมาใช้ซ้ำ เปลี่ยนเป็นพกแก้วและกล่องพลาสติกไว้ใส่เครื่องดื่ม อาหารหรือผลไม้เวลาซื้อรับประทานนอกบ้าน รวมถึงการรณรงค์ให้ภาครัฐตื่นตัวและสนใจปัญหานี้มากขึ้น ที่ผ่านมา “อย.” เคยประกาศให้ปี 2563 เลิกผลิต เลิกนำเข้า เลิกใช้เม็ดบีดส์ในเครื่องสำอาง แต่ยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการโดยละเอียด และยังไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายมากน้อยเพียงไร


ทั่วโลกกำลังหวั่นเกรงว่า “ไมโครพลาสติกคือภัยคุกคามอันดับ 1 ของมนุษยชาติ” (Microplastic pollution ‘number one threat’ to humankind) นักวิทยาศาสตร์ด้านฮอร์โมนสำรวจพบ “สารเคมีในพลาสติก” กระตุ้นให้เนื้อเยื่อของมนุษย์เกิดการพัฒนาแบบผิดปกติ และมีความเป็นไปได้ที่ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โรคและความเจ็บป่วยต่างๆ อาจเชื่อมโยงถึงการรับพลาสติกเข้าร่างกายแบบไม่รู้ตัว

เช่น โรคความดัน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคทางสมอง โรคที่เกิดจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติ รวมถึงโรคสมาธิสั้น

ปัจจุบันมีสารเคมีกว่า 1,000 ชนิดถูกนำไปผสมในพลาสติกที่พวกเราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้สารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนไปในเศษพลาสติกที่ไหลลงทะเลด้วย

ปี 2562 จึงกลายเป็นปีแห่งการเปิดผลอันตราย “มหันตภัยขยะพลาสติกทะเล”!

 “คนไทย”สร้าง“ขยะ”มากเท่าไร?
– คนไทยสร้างขยะ “วันละ” 1.15 กก.ต่อคน
– รวมกันทั่วประเทศ “วันละ” 7.6 หมื่นตัน
– ขยะมูลฝอยทั่วประเทศปีละ 27.8 ล้านตัน
– นำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ 9.58 ล้านตัน (34 %)
– ขยะกำจัดไม่ถูกต้อง 7.63 ล้านตัน (27 %)

   ที่มา:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี 2561

พปชร.เสริมเกราะ วางกลยุทธ์ปี 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407240?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.เสริมเกราะ วางกลยุทธ์ปี 63

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
พปชร
เปิดอ่าน 1,050 ครั้ง

พปชร.เสริมเกราะ วางกลยุทธ์ปี 63 คอลัมน์… EXCLUSIVE TALK

ยังเป็นพรรคการเมืองใหญ่ถูกจับตามองทุกการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เมื่อพรรคพลังประชารัฐจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เพื่อขยับโครงสร้างผู้บริหารพรรคใหม่อีกครั้ง รองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในปี 2563 โดยเฉพาะหมวก “แกนนำรัฐบาล” ต้องผลักดันเรือเหล็กไปยังเป้าหมายตามที่ประกาศนโยบายหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม

แต่หน้าตากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะเป็นหัวใจสำคัญให้พลังประชารัฐ เดินไปสู่ทิศทางที่วางไว้ให้สำเร็จแค่ไหน “เนชั่นสุดสัปดาห์” พาไปพูดคุยกับ “ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ถึงโรดแม็พ พปชร.ตลอดปี 2563 เริ่มต้น “ธนกร” บอกว่า การปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นการเพิ่มตามความเหมาะสมเพื่อให้การทำงานในพรรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกรรมการบริหารแต่ละกลุ่มจะทำหน้าที่ครอบคลุมแต่ละพื้นที่เพื่อให้การทำงานของ ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคเชื่อมโยงกัน รวมถึงจะได้เชื่อมโยงกับประชาชนในพื้นที่ด้วน ถือเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการทำงานของพรรคพลังประชารัฐในปี 2563 เพราะเชื่อว่าจะมีสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้พรรคพลังประชารัฐต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเมืองในสภา

“วันนี้นโยบายหลายๆ ด้านของพลังประชารัฐซึ่งทำงานในพรรคร่วมรัฐบาล โดยนโยบายที่คิดจะทำจะต้องทยอยทำตามความสำคัญแต่ละลำดับ ซึ่งมาจากการปรับยุทธศาสตร์พรรคเพื่อดำเนินการนโยบายเหล่านี้ให้แก่ประชาชน”

ส่วนประเด็นที่จะปรับปรุงตั้งแต่จุดเริ่มต้นการตั้งพรรคจนถึงการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ “ธนกร” ยอมรับว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่การสื่อสารกับประชาชน วันนี้พรรคพลังประชารัฐต้องปรับปรุงตรงนี้ เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วต้องทำนโยบายสู่ประชาชน ตั้งแต่เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลเรื่องประกันรายได้ให้ชาวเกษตรกร ดังนั้นพรรคต้องปรับเปลี่ยนเพื่อทำงานให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

ขณะที่การเข้ามาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคจะช่วยผลักดันพรรคไปข้างหน้าอย่างไร “ธนกร” ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของพรรคพลังประชารัฐ เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงขับเคลื่อนทุกอย่างของพรรคและเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่บารมี ดังนั้นการที่ พล.อ.ประวิตร เข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรคเชื่อว่าทำให้พรรคพลังประชารัฐมีความเป็นปึกแผ่นและมีประสิทธิภาพในการทำงานให้ประชาชนไปด้วย

ถามถึงกระแสข่าวภายในพรรคในแต่ละกลุ่มที่ยังมีจุดยืนของตัวเอง “โฆษกพลังประชารัฐ” ย้อนกลับไปถึงก่อนการเลือกตั้งของพรรค มาจากหลายกลุ่มการเมือง แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วในพรรคเดียวกันยืนยันว่ามีความเป็นเอกภาพ สังเกตได้ว่าในพรรคไม่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งอะไรทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันแต่ละกลุ่มก็ไปดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ทำให้ทุกอย่างสมดุลหมดแล้ว ดังนั้นปัญหาต่างๆ จะไม่มี โดยพรรคพลังประชารัฐจะเป็นเอกภาพอย่างเหนียวแน่น ยิ่งเรามีนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรคที่สามารถเชื่อมได้กับทุกกลุ่ม ทำให้ระบบของพรรคจะถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์การเมืองในปี 63 “ธนกร” ประเมินว่าจะเข้มข้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่พรรคอนาคตใหม่นำประชาชนลงถนน ซึ่งส่วนตัวไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เพราะการเมืองแบบนี้จะนำไปสู่จุดเดิมอีก จะสร้างความขัดแย้งให้ประชาชนและประเทศชาติ ทางที่ดีพรรคอนาคตใหม่ควรต่อสู่ในระบบรัฐสภา เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย กลับทำหน้าที่ในสภาอย่างดี ได้นำปัญหาของประชาชนไปสู่สภา ใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหาให้ประชาชน ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วในระบอบประชาธิปไตย

“แต่พรรคอนาคตใหม่ต้องมีวิธีการแบบนี้ด้วย ถ้าให้เหตุผลว่าประชาชนไม่เสมอภาค หรือประชาชนเดือดร้อน ก็ไม่ใช่เหตุผลเลยที่จะนำมวลชนไปสู่ท้องถนน เพราะจะกระทบเรื่องเศรษฐกิจ กระทบเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรอย่างยิ่ง”

“ธนกร” บอกว่า ในส่วนพรรคพลังประชารัฐ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังมุ่งมั่นจะทำงานเพื่อประชาชนอย่างเดียว เพราะในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองสังเกตได้ว่า แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร หรือ นายอุตตม ไม่ได้มุ่งเน้นประเด็นทางการเมืองเลย ยังเดินหน้าพยายามทุกอย่างในการแก้ไขปัญหาให้ประเทศเพื่อทำนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคงต่อไป ทำให้เชื่อว่าลึกๆ แล้วประชาชนจะเข้าใจในความมุ่งหวังของพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลว่าจะทำงานเพื่อประชาชน

“รัฐบาลจะใช้เรื่องงานเป็นหลัก เพราะเมื่อมีผลงานแล้วประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตรงนี้จะเป็นเกราะส่วนหนึ่งทำให้การเมืองของฝ่ายค้านเบาบางลง”

ส่องของขวัญปีใหม่จาก 6 กระทรวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องของขวัญปีใหม่จาก 6 กระทรวง

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ส่องของขวัญปีใหม่,6 กระทรวง
เปิดอ่าน 1,198 ครั้ง

ส่องของขวัญปีใหม่จาก 6 กระทรวง คอลัมน์… อินไซด์ ครม.

สำหรับของขวัญปีใหม่ 2563 มี 6 กระทรวงที่รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เริ่มจากกระทรวงกลาโหม มีโครงการ “เติมความสุข ให้คนไทย จากใจทหาร” ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2562 – 6 มกราคม 2563 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มงานหลัก

1.งานสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยการจัดเตรียมความพร้อมของกำลังพล เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน

2.งานช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยการจัดตั้งจุดบริการช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยจัดจุดพักรถเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เป็นการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ ซึ่งจะมีการให้บริการสุขาเคลื่อนที่ การบริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง การบริการทางการแพทย์ การบริการตรวจสภาพและซ่อมแซมยานพาหนะตามถนนสายหลักด้านหน้าที่ตั้งของหน่วยทหาร เป็นต้น

3.งานให้บริการและอำนวยความสะดวกอื่นๆ โดยการจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคราคาถูก ภายในพื้นที่ของหน่วยทหารทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในการลดค่าครองชีพ เปิดแหล่งท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ในเขตทหารทั่วประเทศ ให้ประชาชนสามารถเข้าชมโดยไม่คิดค่าบริการ

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในกิจกรรม “ความสุขแบบวิถีไทย” ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2563” จำนวน 4 กิจกรรม

1.กิจกรรมทำความดีช่วงปีใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคล เช่น สวดมนต์ข้ามปีถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย 2563 ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563 ณ วัด ศาสนสถาน และสถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ

2.กิจกรรมท่องเที่ยวสุขสันต์ในแหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้แก่ เปิดแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ให้เข้าชมฟรี โดยเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน 41 แห่ง และอุทยานประวัติศาสตร์ จำนวน 11 แห่ง ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563

3.กิจกรรมความหลากหลายทางวัฒนธรรมนำความสุข เช่น กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563

4.กิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ด้วยของขวัญวิถีไทย เช่น ให้บริการบัตรอวยพรส่งความสุขปีใหม่รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์การ์ด ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 – 15 มกราคม 2563

กระทรวงคมนาคม เช่น การยกเว้นค่าผ่านทาง ได้แก่ ยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และ 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน-บางพลี และตอนพระประแดง-บางแค ช่วงพระประแดง-ต่างระดับบางขุนเทียน และยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษในทางพิเศษบูรพาวิถีและทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 3 มกราคม 2563 เวลา 24.00 น. เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด

ทั้งยังมีการมอบของที่ระลึกให้ผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟโดยนำข้าวขาวดอกมะลิ 107 จากชาวบ้าน จ.แพร่ จำนวน 125 กรัม/ซอง จัดทำเป็น “ข้าวของแม่ นาของพ่อ” จำนวน 25,000 ซอง, กิจกรรมล่องเรือสวดมนต์ข้ามปีภายใต้กิจกรรม “เจ้าท่าพาล่องสายชล สวดมนต์ภาวนาข้ามปี” สามารถรองรับผู้โดยสารได้ จำนวน 200-300 ราย ในวันที่ 31 ธันวาคม เป็นต้น

กระทรวงพลังงาน มีของขวัญปีใหม่ เช่น การปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันบี 10 และอี 20 ลงลิตรละ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2562 -10 มกราคม 2563, การตรึงราคาน้ำมันทุกชนิดตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ของบริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม – 2 มกราคม 2563 เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

กระทรวงมหาดไทย เช่น การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดระเบียบสายสื่อสารทั่วไป จัดระเบียบสายสื่อสารบนเสาไฟฟ้าทั่วไทย ขณะที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการแจกเมล็ดพันธุ์ไม้มีค่ากล้าไม้และพันธุ์กล้วยไม้, ให้บริการตรวจสอบอัญมณีและแร่เบื้องต้นแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดเดือนมกราคม เป็นต้น

ทวี-ปารีณา ไหวมั้ย…ราดรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทวี-ปารีณา  ไหวมั้ย…ราดรี

28 ธันวาคม 2562 – 11:53 น.
ทวี ไกรคุปต์,ปารีณา ไกรคุปต์,สสราชบุรี,พปชร,ลุงตู่,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 13,563 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ธันวาคม 62

***************************

ฉบับเสาร์สุดท้ายปลายปี จะไม่พูดถึงสองพ่อลูกในตำนานได้อย่างไร เพราะนับแต่กลางปีหมูที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเรื่องราวของสองคนใหญ่เมืองโอ่ง มาแรงแซงหน้าข่าวทั้งการเมือง บันเทิง และอาชญากรรมจริงๆ (ฮา)

เรากำลังพูดถึง ทวี ไกรคุปต์ ผู้พ่อ และปารีณา ไกรคุปต์ ผู้ลูก ที่เวลานี้ชาวเน็ตลงความเห็นว่าต่อไปนี้ “ดูนาง” ไม่ใช่ดูแต่แม่อย่างเดียวแล้ว ต้องดู “พ่อ” ด้วย

เพราะลีลาวีรกรรมของสองคนสองคม ต้องบอกว่าไม่มีใครยอมใคร ถึงไม่ตั้งใจก๊อป แต่มันเหมือนกันเองโดยธรรมชาติ

เพียงแต่ช่วงหลังข่าวคราวของสองพ่อลูกออกแนวไม่ถูกใจคนไทยเท่าไหร่ แถมล่าสุดผู้พ่อหลังมีเรื่องกับชาวบ้านและทีมกู้ภัยราชบุรี บ้านเกิด ถิ่นคะแนนเสียงของตนเอง ก็ยังไปมีเหตุรถชนกับชาวบ้านในกรุงเทพอีกหน

งานนี้เจ้าตัว บ่นว่า “ดวงตก” แต่น่าคิดมากกว่าว่า ยังไงเสียเรื่องการเมืองพ่อคงไม่ระคายเพราะวางมือไปนานนมแล้ว แต่สำหรับลูกสาว น่ากลัวจริงๆ ว่าจะส่งผลต่อเส้นทางการเมืองไม่น้อย เพราะงานเรื่องรุกป่าของตนเองก็ยังไม่เคลียร์

บางคนบอกไม่เป็นไรแค่ “อยู่เป็น” อยู่ถูกแบบที่เคยทำมาก็ใช้ได้แล้ว แต่หลายคนบอก ถ้าชาวบ้านไม่เอาด้วย…คะแนนเสียงติดลบวูบหายก็ช่วยไม่ได้นะเอ้า

วันนี้มาย้อนรอยวีรกรรมอยู่เป็น-อยู่ไม่เป็น รุ่นพ่อรุ่นลูกกันดูว่างานนี้ไหวมั้ย ไม่ต้องถึงคนไทย เอาแค่ชาวราชบุรีก็คงพอเดาออกแล้วว่าคุณจะได้ไปต่อหรือไม่

อยู่เป็นกับชาวบ้าน

เด็กยุคโซเชียลอาจเพิ่งมาได้ยินชื่อของ ทวี ไกรคุปต์” เอาช่วงที่ข่าวแย่งไมค์อธิบดี มุมนี้ต้องเห็นใจเพราะอดีตส.ส.ราชบุรี อดีตรัฐมนตรีช่วยคมนาคมคนนี้ กำลังเดินหน้าเพื่อช่วยลูกสาวจากคดีรุกป่าสุดฤทธิ์ แต่คอการเมืองจะรู้ดีว่า ทวีมีวีรกรรมในเส้นทางการเมืองมามาย ร้อนแรง และสุดแซบ

ลองนึกดูว่าคนที่สามารถครองเก้าอี้ ส.ส.ราชบุรีมาได้ถึง 7 สมัย (2522-2539) ต้องเรียกว่าระดับลายคราม ทวี คนโพธาราม ถ้าไม่มีของดีก็คงมาไม่ถึงขนาดนี้

ไปทุกงานชาวบ้าน  ภาพนี้ไปที่ บ้านทุ่งแฝก ต.แก้มอ้น อ.จอมบึง จ.ราบบุรี 

ปี 2522 หลังเมืองไทยผ่านหมอกควันปืนของ 6 ตุลาคม 2519 มาสู่ในการเลือกตั้งปี 2522 ทวีในวัย 38 ปีหลังทำงานมายาวนานในการเป็นเจ้าของโรงงานประกอบเสาเข็มที่ จ.นครปฐม ก็ตัดสินใจลงเลือกตั้งครั้งแรก

แถมยังทำสำเร็ตได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ราชบุรี เขต 1 สมัยแรก โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง ทางหนึ่งเพราะได้พลังจากพี่ชายแท้ๆ “สวัสดิ์ จังพานิช” ผู้เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม เป็นฐานเสียงให้

แต่อีกทางหนึ่งกับชาวบ้าน ทวีเองได้ชื่อว่าเป็นส.ส.ที่ลงพื้นที่ออกงานกับชาวบ้านหมดครบทุกงาน นี่คือการทำการเมืองสไตล์ไทยๆ ที่ต้องยอมรับว่าได้ผลทุกยุคสมัย

หันมาข้างผู้ลูก ปารีณา ไกรคุปต์ หลังกลับจากต่างประเทศดีกรีนักเรียนนอก แล้วมาตำแหน่งนางงามมิตรภาพบนเวทีนาวสาวไทย เธอก็อาศัยฐานเสียงของบิดาในการทำงานการเมือง

ปารีณาลงการเมืองครั้งแรกสังกัดพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคที่บิดาย้ายมาอยู่ตั้งแต่ปี 2544 แต่น่าแปลกที่กระแส “ทักษิณฟีเวอร์” ไม่ได้ช่วยให้ทวีชนะเลือกตั้ง กลับพ่ายให้ส.ส. หน้าใหม่จากประชาธิปัตย์

จนเมื่อลูกสาวมากู้หน้าให้ในการเลือกตั้งปี 2548 จากนั้น ส.ส.เอ๋ โพธาราม ก็รักษาเก้าอี้ส.ส.ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นยาวนาน ถึงจะน้อยครั้งกว่าพ่อ แต่ไม่เคยสอบตกเลย จาก 2548 มาสู่เลือกตั้งปี 2550, 2554 และ 2562 ส.ส.ราชบุรี ต้องมีชื่อของเธอ

และที่เด็ดไม่ต่างกันก็คือลีลาการทำงานกับชาวบ้าน ทำงานในไร่ ติดดินสุดๆ แถมปารีณาเองก็คือเจ้าของฉายาไปมันทุกงาน ไม่เชิญก็ไป แต่ผู้ลูกเด็ดกว่าตรงมีโซเชียลไว้ให้อัพเดทสถานภาพนี่แหละ ที่ทำให้ ส.ส.เอ๋ เข้าถึงชาวเน็ตมากขึ้น

รู้งานกับผู้นำ

ในงานการเมือง เรื่องชาวบ้านงานหลัก แต่เรื่องในพรรคก็งานใหญ่หลวง

ย้อนกลับไปยังรุ่นพ่อ ทวี ไกรคุปต์ หลังก้าวสู่การเมืองต้องบอกว่าเคยทำวีรกรรมแซบๆ ในหลายนายกฯ ด้วยกันทั้ง ป๋าชวนแม้ว

สำหรับป๋าเปรมทวีนี่เองที่เป็นหนึ่งในหัวขบวนที่หนุนป๋าขึ้นเป็นนายกฯ ในปี 2523 โดยรวบรวม ส.ส.ไม่สังกัดพรรค 43 คน จับมือ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ ตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย

เสธ.พล เป็นหัวหน้า ทวีเป็นเลขาฯ พรรค แต่ใครก็รู้ว่าพรรคนี้นายทุนก็คือคนโพธารามนี่แหละ ภาคกิจพรรคคือสนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. ควบรัฐมนตรีว่ากลาโหม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจนสำเร็จ

จนกระทั่งมาฮอตฮิตกับผลงานใช้ควักกระเป๋าออก ไปรษณีย์บัตร” 5 แสนใบชวนคนไทยหนุนป๋าได้ต่ออายุราชการเป็นผบ.ทบ.ต่อไป แม้จะอายุเกิน 60 ปีแล้ว งานนี้ทวีได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ในรัฐบาลเปรม 2 มาครอง

อ่าน จอมยุทธ์ชื่อ “ทวี” ได้ดีเพราะปรษณียตร https://www.komchadluek.net/news/scoop/374001

แต่พอผ่านยุคป๋า 8 สมัยมา ทวีก็เรียกได้ว่าหอบผ้าย้ายมาจากหลายพรรค ทั้งพรรค ‘ประชาไทย’ ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเองก็ไม่รอด มาพรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคมพอสมน้ำสมเนื้อ

จนเมื่อย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หลังพฤษภาทมิฬ ยุคนายหัวชวนนั่งนายกฯ ทวีก็ได้สร้างสีสันแสบๆ กับการไปมีปัญหากับคนใหญ่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เกี่ยวกับโครงการหนึ่งจนถึงขั้นมีการฟ้องร้องหมิ่นประมาท งานนี้นายหัวชวนและคนพรรคเก่าแก่รับไม่ได้ ส่งผลทวีต้องเก็บเสื้อผ้าออกมาตามสูตร

ลูกสาว และบิดา กับ อดีตนายกฯ 

ช่วงนั้นประจวบกับที่พรรคใหม่อย่างไทยรักไทยกำลังเปิดตัวขอเป็นทางเลือกให้กับคนไทยพอดีในช่วงปี 2544 ทวีจึงย้ายมาสังกัดพรรคเสี่ยแม้ว เพียงแต่คราวนี้สอบตกไม่ได้ไปต่อในฐานะ ส.ส.คนเมืองโอ่งอีกแล้ว

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นทวีเองก็ยังคงทำผลงานดีถึงขนาดเคยอดข้าวประท้วงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลังฝากฝังลูกสาวมาสานงานต่อในพรรคนี้สำเร็จในปี 2548

ทีนี้พอพูดถึงสาวเอ๋ เธอคนนี้ต้องบอกว่าแม้จะผ่านพรรคมาหลายพรรคเหมือนพ่อ คือ ไทยรักไทย ชาติไทย ชาติไทยพัฒนา มาสู่พลังประชารัฐ แต่เอ๋ก็ครองเก้าอี้ ส.ส.ราดรี มาตลอดเหมือนกัน

ถามว่างานอยู่เป็นของสาวเอ๋ในระดับนี้คืออะไร ภาพของการกอดนายกฯ ลุงตู่ เชิดชูลุงป้อม ก็ติดหูติดตาคนไทย อารมณ์ท่วงทำนองเดียวกับที่ครั้งหนึ่งผู้พ่อเคยเอ่ยปากยกย่องบูชาป๋าเปรม ยืนเคียงข้างเสี่ยแม้ว ไม่มีผิด

อยู่ยาก..ทำตัวเอง

แน่นอนลีลาของสาวเอ๋ในฐานะส.ส.ราชบุรี สมัยที่ 4 ในพรรครัฐบาล ก็ดูดีไม่น้อย บิดาอย่างทวี มีหรือจะไปลูบคางว่า ไม่เสียทีที่เป็นลูกสาวพ่อ

ที่สำคัญคนไทยหลายคนยังมองว่า 4 ทศวรรษทางการเมืองของทวีสะท้อนถึงความเก๋า เมื่อส่งต่อถึงรุ่นลูกความแข็งแกร่งก็ยังไม่มีถดถอย

แต่หนังยังไม่จบแค่ม้วนนี้ เพราะเอาเข้าจริงๆ การอยู่ยงคงที่ในเส้นทางการเมือง ยังไงเสียก็ต้องกลับไปที่ “ราก” คือมวลชน แล้วมวลชนเดี๋ยวนี้เขาเห็นพฤติกรรมท่านผู้นำของเขาได้ทั่วถึงหมดแค่ฝ่ามือ

วันนี้ไปๆ มาๆ เรื่องราวต่างๆ ได้ทำให้ “ภาพจำ” ของคนไกรคุปต์แบบที่กล่าวมาข้างต้นกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม คือกำลังดิ่งลงเรื่อยๆ จากวีรกรรมที่เกิดจากพฤติกรรมและการกระทำของตนเองล้วนๆ บอกเลยน่าเสียดาย

โดยเฉพาะเรื่องใหญ่กับการถูกดำเนินคดีฟาร์มไก่รุกป่าที่กำลังร้อนที่ทำเอาสาวเอ๋ คะแนนตกฮวบ คนไทยก็ได้เห็นลีลาแปลกๆ ของสาวเอ๋หลายมุม ที่ “เป๋” ไปเยอะ

ทั้งการชิ่งสัมภาษณ์, เอ็มโอยูมโนเอง, การกลับรถเกยฟุตบาท การร้องเพลงปรับเนื้อเอง มาล่าสุดวันคริสต์มาสที่ผ่านมาเอ๋ยังเจอ อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมป่าไม้แจงยิบการรุกป่าสงวนของเอ๋ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ. เป็นประธานประชุม

วันนั้นเอ๋นั่งเงียบ ไม่หือไม่อือ ผิดฟอร์มสุดๆ ตรงข้ามกับผู้พ่อที่กำลังร้อนแรงแซงหน้าลูก

คือหลังจากพยายามช่วยลูกเรื่องที่ดินทุกวิถีทาง แย่งไมค์อธิบดีก็ทำมาแล้ว ตอนนี้ยังไปเป็นข่าวขับรถเฉี่ยวเด็กให้โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมกันไปทั่ว

แถมยังตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้ช่วยเหลือทุกอย่างและไม่มีเจตนาหลบหนี แต่คลิปที่ปรากฏถูก “ตัดต่อ” คล้ายทำให้ตนเป็นคนไม่ดี

อ่าน https://www.komchadluek.net/news/local/406066

อาการปฏิเสธเสียงแข็งคล้ายๆ ตอนปฏิเสธไม่ได้เแย่งไมค์คนไทยยังพอเข้าใจ แต่การที่โบ้ยไปว่าคลิปโดนตัดต่อเป็นฝีมือของกู้ภัยของมูลนิธิกู้ภัยสว่างราชบุรีที่เข้ามาปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บในวันที่เกิดเหตุ ชาวเน็ตรับไม่ได้เท่าไหร่

แถม มูลนิธิกู้ภัยสว่างราชบุรี” ชื่อก็บอกว่าราชบุรี ประจำในพื้นที่ อ.โพธาราม คนบ้านเดียวกันแท้ๆ

ตอนนี้บอกเลยวิกฤติศรัทธาคนบ้านไกรคุตป์ที่เกิดขึ้นกับคนไทยวงนอกน่าจะกำลังกระจายไปยังพื้นที่วงในพื้นที่แจ้งเกิดของสองพ่อลูก แบบที่ศัตรูทางการเมืองไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากปูเสื่อ และดีดพิณรอจังหวะเท่านั้น

ถอดรหัส “เพลินวาน” ทำไมต้อง “ปิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/407229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัส “เพลินวาน” ทำไมต้อง “ปิด”

28 ธันวาคม 2562 – 08:55 น.
เพลินวาน,ปิดตัว,หัวหิน,เจาะประเด็นร้อน,ภัทรา สหวัฒน์
เปิดอ่าน 4,987 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28-29 ธันวาคม 2562

**************************************

“เพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน แทะไหมฝันดูรถไต่ถัง หยอกล้อบนชิงช้าสวรรค์ ถ่ายรูปคู่กันกินหนมจีนข้างทาง”

เชื่อหรือไม่ว่าที่จริงแล้วความคิดถึงวันวานมีอยู่มานานในอารมณ์ของทุกคน ตัวอย่างเพลง “งานวัด” เพลงนี้ คงจำได้ว่าดังมากขนาดไหนในขณะที่เมืองไทยอยู่ในท้องฟ้าของปี 2533

หากเรื่องราวของ อารมณ์คิดถึงวันวาน” หรือที่เรียกว่า Nostalgia ที่เป็นมา มักปรากฏอยู่ในลักษณะของเพลง นิยาย วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ อย่างเรื่อง “แฟนฉัน” ที่ออกฉายช่วงปี 2546 ก็ดังเป็นพลุแตก

จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ในช่วงคาบเกี่ยวกัน ภาคธุรกิจ หรือนักลงทุน ได้หยิบมันขึ้นมาสร้างใหม่ ทำใหม่ จัดฉากใหม่ ให้กลายเป็น “สถานที่” จับต้องได้ ไปเยี่ยมเยือนได้

อย่าง เพลินวาน” ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ข่าวว่ากำลังจะปิดตัวลงด้วยเหตุว่า ทานพิษเศรษฐกิจไม่ไหว” นับเป็นอีกตัวอย่างของ “งานสร้าง” เพื่อสนองอารมณ์โหยหาอดีตของคนไทย

วันนี้แม้เพลินวาน(น่าจะ) ไม่มีแล้วในปีหน้าฟ้าใหม่ แต่ด้วยความที่ผู้บริหารเอ่ยปากว่า “จนกว่าจะพบกันใหม่” ทำไมลึกๆ ถึงเชื่อว่า งานปิดเพลินวานหนนี้ต่อให้ “เจ๊ง” จริงอย่างที่คนไทยเชื่อว่าเป็นแบบนั้น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะตายจากกันไปถาวร

*******************************

อารมณ์ “หิวอดีต”

พูดถึงอารมณ์ Nostalgia หรือโหยหาอดีตที่เกิดเป็นกระแส ก่อเกิดเป็นหลักการตลาดที่เรียกว่า “retro marketting” มีธุรกิจมากมายที่สนองตอบอารมณ์นี้

หลายคนอธิบายว่าเหตุที่ผู้คนหลงใหลอดีตเพราะรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนเวลากลับไปหาอดีตในชีวิตจริง เหมือนอะไรที่เป็นของหายาก ของลิมิเต็ด ก็ย่อมเป็นที่ต้องการเป็นพิเศษ

และถ้าหากจะพูดถึงตลาดย้อนยุคที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่แล้วและตอบโจทย์ความหิวอดีตของผู้คนก็จัดอยู่ในรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงถวิลหาอดีต หรือ Nostalgia Tourism

มีคำอธิบายว่า นี่คืออีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สร้างความน่าสนใจและความดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในทุกๆ ช่วงวัย ที่มีความคิดถึงหรือมีความต้องการได้รับรู้และอยากจะสัมผัสเรื่องราวในอดีต

ดังคำกล่าวของ David Lowentha นักประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชาวอเมริกัน ที่ว่า  “ถ้าอดีตเป็นดินแดนอันไกลโพ้น การโหยหาอดีตทำให้ดินแดนอันไกลโพ้นนั้นเป็นสิ่งที่มั่งคั่งที่สุดสำหรับภาคการท่องเที่ยวทั้งหมด”

บ้านเรามีตลาดย้อนยุคหลายแห่งที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมโดยที่เป็นตลาดย้อนยุคดั้งเดิม เช่น ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี ที่เอาคำว่า “100 ปี” มาเป็นจุดขาย

และยังมี ตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ที่เป็นตลาดริมคลอง มีคนในชุมชนพายเรือขายอาหารและเครองดื่ม มีบริการเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อยในยามค่ำคืน

เหล่านี้คือความเก๋ไก๋ของอดีตที่ชนชั้นกลางในโลกยุคใหม่ชื่นชอบเป็นอันมาก

มนตรา” แห่งเวลา

ต่อให้หลายคนบ่นว่าของแพง อากาศร้อน แต่ในแง่มุมบวกๆ เกี่ยวกับเพลินวานมีอยู่มาก หากย้อนอดีตในคืนวันดีๆ จะพบว่ายุคหนึ่งที่นี่คือที่ที่ทุกคนต้องไปเยือน ความช็อกเมื่อมันกำลังจะปิดตัวลงจึงเป็นตัวชี้วัดว่าในอดีตเพลินวานเคยรุ่งขนาดไหน

ผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นกลางเมื่อได้ยินชื่อก็จะมีทัศนคติแง่บวกกับที่นี่ เมื่อทราบว่ามันถูกสร้างขึ้นจากแพชชั่นของ “ภัทรา สหวัฒน์” ที่เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงเมื่อ 12 ปีก่อน

บางคนเรียกเพลินวานว่า เป็นตลาดย้อนยุคแบบใหม่ผสมเก่า หรือ Retro-Nova Market พูดง่ายๆ ว่าสร้างขึ้นมาใหม่ แต่เพลินวานได้แรงบันดาลใจมาจากพิพิธภัณฑ์ราเมน ประเทศญี่ปุ่น มาพัฒนาเป็นแนวคิดพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต นําเสนอแนวคิดหลักยุคแฟนฉัน

สร้างจุดขายผ่านองค์ประกอบต่างๆ เช่น บรรยากาศ การตกแต่ง สินค้า ร้านค้าและยังเป็นการสร้างกระแสให้ผู้บริโภคหวนระลึกถึงความเป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ของอําเภอหัวหินในวันวานได้

คำบรรยายจากงานวิจัยเกี่ยวกับตลาดเพลินวานของอภิดิฐ อุทิศธรรมศักดิ์ ช่วงปี 2559 กล่าวว่า เพลินวานเป็นเสมือน พิพิธภัณฑ์มีชีวิตของย่านการค้าวันวาน”

“…รูปแบบเป็นการจำลองบรรยากาศแบบตลาดสมัยเก่าช่วงปี 2499 ทั้งอาคารสถานที่ อาหาร ขนมไทย สินค้าของฝาก ของเล่น สวนสนุก หนังกลางแปลง ชิงช้าสวรรค์ ซึ่งกิจกรรมหลายอย่างเกือบไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน…”

“…หัวใจหลักในการบริหารของเพลินวานอยู่ที่การสนับสนุนให้คนในทุกๆ พื้นที่ตั้งของเพลินวานมีอาชีพ มีรายได้ โดยเฉพาะวิถีชีวิตริมทางฟุตบาทที่ทุกวันนี้แทบจะไม่มีที่ทำกิน รวมถึงธุรกิจโชห่วยที่นับวันเริ่มจางหายไปในยุคปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการให้โอกาสแก่คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านเมื่อครั้งเก่าที่ทำให้เกิดความเจริญทางสังคมและการค้าในยุคปัจจุบัน…”

เมื่อรวมองค์ประกอบดีงามทั้งหมดที่ว่ามา เพลินวานจึงเหมือนมี “มนตรา” บางอย่างที่ดึงดูดผู้คนให้ไปสัมผัส

อุปาทาน’ เพลินหมู่

แต่ทางหนึ่งต้องยอมรับด้วยว่าเพลินวานออกมาตอบโจทย์ที่มาพร้อมกระแสเทคโนโลยี ผู้คนต้องการถ่ายรูปจากมือถือเพื่ออวดเพื่อนในโลกโซเชียล เพลินวานจึงกลายเป็นอีก “จุดเช็กอิน” ที่ถ้าใครไม่ได้ไปก็จะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง คล้ายๆ กลายเป็น อุปาทานหมู่” ว่าต้องทำตามกัน

มีงานวิจัยชี้ว่าคนที่มาเพลินวานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีอายุระหว่าง 31-40 ปี มีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรี สวนใหญ่มีสถานภาพโสด และส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือนอยูในช่วง 15,000 บาท–30,000 บาท

กลุ่มคนนี้คือกลุ่มเปิดรับเทคโนโลยีในระดับดี ใช้พื้นที่ในสังคมออนไลน์ในระดับสูง และมีรายได้ในระดับโอเค

ในเมื่อเรื่องของ “อารมณ์ ความรู้สึก” เรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงได้ ภาพยนตร์ ละคร หรือบทเพลง อาจยังอยู่ในรูปของซีดี ผู้คนหวนคิดถึงก็หยิบขึ้นมาเสพใหม่

แต่ “เพลินวาน” ที่มาในเชิงพื้นที่และมีคอนเทนท์ที่หยิบเอาเรื่องเก่าก่อนมาเป็นจุดขาย เอาเข้าจริงๆ ถ้าไม่สามารถอยู่รอดด้วยผู้คนที่จะเดินทางมาเยี่ยมเยียนเพื่อต่อยอดลมหายใจ จุดจบก็มาถึง

อย่างไรก็ดีจุดจบที่คนไทยทั่วไปเชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักมาจากข้อความในหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ของบริษัทเพลินวาน จำกัด กับผู้เช่า ระบุว่าบริษัทประสบภาวะขาดทุนขอยกเลิกกิจการตั้งแต่ 31 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

และเมื่อตรวจสอบผลประกอบการของบริษัท เพลินวาน จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเพลินวาน หัวหิน และร้านเพลินวานพาณิชย์ (ร้านกาแฟในกรุงเทพฯ) พบว่า ผลประกอบการย้อนหลังปี 2558-2560 ขาดทุนต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีรายได้ราว 36.75 ล้านบาท ขาดทุน 6.36 ล้านบาท ปี 2559 มีรายได้ 38.96 ล้านบาท ขาดทุน 21.57 ล้านบาท

ปี 2560 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ส่งงบการเงิน พบว่ามีรายได้สูงขึ้นเป็น 44.66 ล้านบาท แต่ก็ขาดทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยขาดทุนหนักถึง 36.11 ล้านบาท

แต่ในคำพูดของผู้บริหารที่ชี้แจงมานั้นกลับส่อนัยได้บางอย่างว่าไม่ใช่แค่นี้!!

เรื่องเงิน…เรื่อง (ไม่) เล็ก

ถ้าถอดรหัสจากการที่ผู้บริหารเพลินวานออกมาปฏิเสธว่าการปิดกิจการไม่เกี่ยวพิษเศรษฐกิจ แต่เพราะทำมานานจึงต้องการปรับตัวและให้รอดูได้เลยว่าจะมีอะไรมานำเสนอต่อไปในปีหน้า โดยยืนยันว่านี่ไม่ใช่การ “เจ๊ง” แน่ๆ

มุมนี้ตีความได้สองนัย นัยแรกคือพูดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ กับนัยที่สอง หรือนี่คือการสะบัดผ้าปูโต๊ะเพื่อวางสำรับจานใหม่มาเสิร์ฟพวกเราเพราะที่ดินตรงนั้นเป็นของครอบครัว สิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนแผนเป็นของเจ้าของทั้งหมด และการบอกเลิกสัญญาเช่าก็เป็นไปตามสัญญาทุกประการ

ภัทรา สหวัฒน์ (ภาพจากเฟซบุ๊ก ภัทรา สหวัฒน์)

วันนี้เพลินวานซึ่งตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม อ.หัวหิน ถ้าจะบอกว่าที่ปิดตัวนั้นไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจก็คงตีความได้ว่าในเมื่อสัมผัสได้ว่าผู้คน “คุ้นกลิ่นชินที่” กับอะไรๆ ที่มีอยู่บนเนื้อที่ 3 ไร่ และเริ่มไม่เพลิดเพลินอีกแล้ว

ขณะเดียวกันผู้บริหารระดับตำนานจิ๊กโก๋เพลินวานมีหรือจะไม่รู้ตัวว่าการตลาดว่าด้วย “อารมณ์ มนตรา และอุปาทาน” น่าจะขายไม่ได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นคงไม่เปิดเพลินวานสไตล์ร้านกาแฟมากมายไว้รองรับ ทั้งเพลินวานพาณิชย์ สาขาทองหล่อ 13, สาขาเดอะสตรีท รัชดาสาขาสถาบันประสาทวิทยาสาขาล้ง 1919, และสาขาหัวหิน ที่กำลังย้ายไปอยู่ที่ใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งยังคงเปิดให้บริการอยู่เหมือนเดิมทุกสาขา

เฟซบุ๊ก ภัทรา สหวัฒน์

ส่วนเพลินวานดั้งเดิม งานนี้จึงต้องรอลุ้นว่าอาหารจานใหม่ที่ว่าคืออะไรกันแน่?

แต่ที่แน่ๆ คนที่จะถามถึงคุณค่าดั้งเดิมของการสร้างเพลินวานขึ้นมาคือการคืนชีพวิถีชีวิตริมทางฟุตบาทและธุรกิจโชห่วยที่นับวันเริ่มจางหายไปในยุคปัจจุบัน ถ้ามันจะหายไปและมีของใหม่เข้ามาแทน หลายคนอาจเสียดายไม่น้อย

ก็ต้องบอกว่าอย่าเพิ่งโลกสวย เพราะคุณค่าที่สำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับพวกเรา น่าจะเป็น ค่า-ใช้จ่าย” ที่รอให้เฉ่งอยู่มากกว่า ก็ถ้าเรื่องเคลียร์จบ อารมณ์มันก็มาเอง บริษัท เพลินวานก็เช่นกัน

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล จาก ช้อปช่วยชาติ สู่ชิมช้อปใช้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/406409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล จาก ช้อปช่วยชาติ สู่ชิมช้อปใช้

28 ธันวาคม 2562 – 00:09 น.
อุตตม สาวนายน,ชิมช้อปใช้,กระตุ้นเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,912 ครั้ง

ประมวลข่าวเด่นรอบปี2562 …มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล จาก ช้อปช่วยชาติ สู่ชิมช้อปใช้  โดยหนังสือพิมพ์คมชัดลึก

              “ชิมช้อปใช้ทำไมต้องมีกระเป๋าหนึ่ง กระเป๋าสอง กระเป๋าหนึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลให้เพื่อให้ใช้เงินของตัวเองในกระเป๋าสอง” 

ความตอนหนึ่งที่ “ดร.อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง กล่าวในงานเสวนา “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2020” เมื่อวันอังคารที่ 17 ธันวาคม  2562  ที่รอยัลพารากอน ชั้น 5 สยามพารากอน  กรุงเทพมหานคร จัดโดยเครือเนชั่น ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้โครงการชิมช้อปใช้

อ่านข่าว :  ชิมช้อปใช้เฟส 3 สูงวัยร้องว้าว จำกัด 5 แสนสิทธิ์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

จะเห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ดำเนินการมาต่อเนื่องทุกปีและมาโหมรุกเอาในช่วงปลายปี โดยมุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจระดับฐานรากให้มีการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากขึ้นเพื่อให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศหมุนเวียนต่อเนื่อง ช้อปช่วยชาติ เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแรกๆ ของรัฐบาล ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเป็นวางกลยุทธ์ ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2561 รวมระยะเวลา 4 ปี ซึ่งได้สร้างความฮือฮาให้แก่บรรดานักช็อปพอสมควร  เนื่องจากเป็นการช็อปสินค้าที่นำมาลดหย่อนภาษีได้

ขณะเดียวกันก็มีอีเวนต์รายการใหญ่ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จัดขึ้นในช่วงปลายปีของทุกปี โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้มีโอกาสมาเจอกันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นงานมหกรรมสินค้าโอท็อป หรือโอท็อปซิตี้ ที่จัดปีละสองครั้งช่วงกลางปีและปลายปี งานหนังสือแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งงานมอเตอร์โชว์ ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจชาติทั้งสิ้น

เห็นได้จาก “ช้อปช่วยชาติ 2560″ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะมีคนออกมาใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทในช่วงเวลาที่กำหนด ถึงแม้ปีนี้มาตรการจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเป็นการหนุนสินค้าให้แก่กลุ่มนายทุนรายใหญ่เสียมากกว่าประชาชนผู้ค้ารายย่อย  ส่งผลให้ปี 2561 มาตรการช้อปช่วยชาติ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนกลุ่มสินค้า โดยมุ่งเจาะกลุ่มสินค้าใน 3 กลุ่มหลักคือ สินค้าประเภทยางล้อรถ สินค้ากลุ่มหนังสือและอีบุ๊ก และสินค้าโอท็อป(OTOP)

สำหรับเหตุผลที่รัฐบาลเลือกกลุ่มสินค้ายางล้อรถเข้าร่วมโครงการช้อปช่วยชาติในปี 2561 นั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทยที่กำลังเผชิญกับราคายางพาราตกต่ำ รวมถึงเป็นการระบายปริมาณยางเส้นที่ค้างอยู่อีกจำนวนมาก ส่วนกลุ่มหนังสือซึ่งปกติเป็นสินค้าประเภทที่ไม่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) อยู่แล้ว จึงทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการช็อปช่วยชาติของปีก่อนๆ แต่ที่มาโผล่เป็น 1 ใน 3 กลุ่มสินค้าในโครงการปี 2561 นี้ ก็เพราะว่าตลาดหนังสือในประเทศไทยทำเม็ดเงินลดลงมาก รัฐบาลจึงต้องการกระตุ้นกลุ่มสินค้าประเภทหนังสือและยังพ่วงถึงหนังสือประเภทอี-บุ๊กด้วย เพราะพฤติกรรมคนไทยใช้เวลาบนมือถือ และบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน หนังสือแบบอี-บุ๊ก จึงเป็นอีกช่องทางที่ทำให้เข้าถึงคนไทยมากขึ้น ขณะกลุ่มสินค้าโอท็อปมีจุดประสงค์หลักคือ ช่วยส่งเสริมสินค้าและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนเพิ่มมากขึ้น

มาปีนี้ (2562) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมีเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากช้อปช่วยชาติมาเป็น “ชิมช้อปใช้” ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระแสมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ของรัฐบาลได้รับการตอบรับอย่างสูงจากภาคประชาชน หลังจากรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียน “ชิมช้อปใช้” เพื่อรับสิทธิ์เงิน 1,000 บาท ผ่านแอพพลิเคชัน “เป๋าตัง 1” (G-Wallet) ระหว่างวันที่ 23 กันยายน ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมดก่อน ทาง http://www.ชิมช้อปใช้.com เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้ท่องเที่ยวที่ใดก็ได้ในประเทศไทย โดยใช้จ่ายผ่านร้านค้าที่รองรับแอพพลิเคชันถุงเงิน และต้องเป็นร้านค้าในจังหวัดที่ไม่ตรงกับจังหวัดตามบัตรประชาชนของเรา โดยใช้ได้กับร้านขายสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการทุกประเภทในจังหวัดที่ได้เลือกไว้เมื่อลงทะเบียน

ปรากฏว่ามีผู้ลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์เป็นจำนวนมากเกินกว่าที่กำหนด สามารถลงทะเบียนได้ 1 ล้านคนต่อวัน โดยจำกัดสิทธิ์คนลงทะเบียนไว้เพียง 10 ล้านคน แน่นอนว่ามาตรการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่กระแสการตอบรับและการรับรู้ของสังคมและประชาชน นอกจากนี้การที่ร้านค้าที่เข้ามาร่วมโครงการมากกว่า 1 แสนร้านค้า ย่อมเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นทั้งฝั่งดีมานด์คือภาคประชาชนผู้ซื้อ และทางฝั่งซัพพลายคือร้านค้าผู้ขาย มีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชาติ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากโครงการนี้รวมทั้งสิ้นประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่อย่างน้อยประมาณ 90-95% ของคนลงทะเบียน 10 ล้านคนจะใช้เงินในโครงการนี้ เพราะการที่คนลงทะเบียนเต็มจำนวน 1 ล้านคนต่อวันอย่างรวดเร็ว และมีการตัดวงเงินออกจากบัญชี “เป๋าตัง 1” ภายใน 14 วันหากไม่มีการใช้ ก็จะทำให้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้เต็มจำนวน 10 ล้านคน หรือ 10,000 ล้านบาทได้โดยง่าย

ดร.อุตตม สาวนายน

อีกทั้งคนที่ได้รับสิทธิ์คงใช้เงินเพิ่มเติมมากกว่า 1,000 บาทที่ได้รับ โดยน่าจะใช้เงินเพิ่มเติมโดยเฉลี่ยอีกอย่างน้อย 1,000-2,000 บาทต่อคน (จาก 10 ล้านคนที่ลงทะเบียน)  แต่ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจภายนอกประเทศจากสงครามการค้า เบร็กซิท และปัญหาในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาภายในประเทศทั้งการเมือง ราคาพืชผลทรงตัวต่ำ และค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ประชาชนยังคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นด้วย

“การทำโครงการชิมช้อปใช้ไม่ใช่เป็นการส่งเสริมให้คนไปฟุ่มเฟือย แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การท่องเที่ยวในระดับชุมชนเพื่อชดเชยภาคส่งออกที่ชะลอตัวลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน

หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามสำหรับโครงการชิมช้อปใช้ เฟส 1 จากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจึงได้ต่อยอดสู่เฟส 2 ซึ่งจากรายงานข้อมูลของธนาคารกรุงไทยพบว่ายอดลงทะเบียน ชิมช้อปใช้ เฟส 2 เต็มจำนวนทั้ง 3 ล้านคนแล้ว ทำให้ยอมรวมทั้งหมดทั้งเฟส 1 และ 2 มีผู้ลงทะเบียนร่วมอยู่ที่ 13 ล้านคน และจะมีสิทธิ์ใช้จ่ายผ่านแอพจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 ส่วนมาตรการชิมช้อปใช้ระยะที่ 3 ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน โดยเฟสนี้ได้ตั้งเป้าให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์เพิ่มอีก 2 ล้านคนและกันสิทธิ์ไว้ให้ผู้สูงอายุ 5 แสนคน แต่เฟส 3 จะต่างจากสองเฟสแรกคือไม่แจกเงิน 1,000 บาท  แต่จะให้สิทธิ์การใช้เงินผ่านกระเป๋า 2 และขยายขอบเขตการใช้ 5 หมื่นบาท และซื้อแพ็กเกจทัวร์ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าอาหารและที่พักได้ รวมถึงใช้ได้ในทุกจังหวัด  เมื่อรวมทั้ง 3 เฟสจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ตลอดโครงการมากถึง 15 ล้านคน อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวได้ขยายระยะเวลาการเข้าร่วมไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563

นับเป็นอีกมาตราการที่รัฐบาลงัดมาใช้ในการระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีเพื่อให้เกิดความคึกคักในการหมุนเวียนของเศรษฐกิจนั่นเอง

 6 มาตรการลดหย่อนภาษีช่วยชาติ 2562
 1.มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ 
หลังมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในปี 2561 ปีนี้รัฐบาลใจดีขยายเพิ่มให้ด้วยครอบคลุมทั้งเมืองหลัก เมืองรอง รวมกันไม่เกิน 20,000 บาท  เที่ยวในเมืองหลัก ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท เที่ยวในเมืองรอง ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท
ระยะเวลา : 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562

2. มาตรการซื้อสินค้าการศึกษา และอุปกรณ์กีฬา
ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
ระยะเวลา : 1 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2562

 3.มาตรการซื้อสินค้าโอท็อป
ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
ระยะเวลา : 30 เมษายน-30 มิถุนายน 2562

4.มาตรการส่งเสริมการอ่าน ซื้อหนังสือ/ e–Book
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์นักอ่าน รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท
ระยะเวลา : 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2562

  5. มาตรการสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยของตัวเอง ซื้อบ้าน หรือคอนโด
ลดหย่อนภาษีได้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง(ไม่รวมดอกเบี้ย) รวมแล้วไม่เกิน 200,000 บาท
ระยะเวลา : 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562

6. มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนภาษีอิเล็กทรอนิกส์
บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายลงทุนเพื่อรองรับระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
ระยะเวลา : 30 เมษายน-31 ธันวาคม 2562

ที่มา :มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ลดหย่อนภาษี ปี 2562