“ชัยวัฒน์” ใต้เงา “บ้านใหญ่” เมืองเพชร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398729?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชัยวัฒน์” ใต้เงา “บ้านใหญ่” เมืองเพชร

13 พฤศจิกายน 2562 – 10:15 น.
ชัยวัฒน์,ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอั,ปิยะ อังกินันทน์,แก่งกระจาน,คดีบิลลี่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 9,079 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 พ.ย.2562

*********************

การเมืองในเพชรบุรี อาจจะเป็นต้นแบบของระบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์ ผ่านเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น ที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน ให้ความอุปถัมภ์แก่ผู้คนที่มาขอความช่วยเหลือ เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนในทุกเรื่อง

ตระกูล “อังกินันทน์” ได้วางบทบาทระดับท้องถิ่นแบบนี้ แม้ในการเมืองระดับชาติ อาจเพลี่ยงพล้ำ แต่ก็ยังรักษาฐานท้องถิ่นไว้ได้ ทั้งเทศบาลเมืองเพชรบุรี และนายก อบจ.เพชรบุรี

พี่ชายของ “ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่นใน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่อยู่ใต้ชายคาบ้านใหญ่ “อังกินันทน์” 

เกิดท่ายางโตแก่งกระจาน

ชุมชนหนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี มีความคึกคักมาแต่โบราณ เนื่องจากมีสถานีรถไฟหนองจอก รถไฟที่จะลงใต้ไปชุมพร และขึ้นกรุงเทพฯ ทุกขบวนจะมาจอดแวะเติมฟืน เติมน้ำ และเทียบตู้ขึ้นลงสินค้าที่สถานีรถไฟหนองจอก

ที่สำคัญ บ้านหนองจอก เคยเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอชะอำ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ตั้งปัจจุบันของ อ.ชะอำ และครอบครัว “ลิ้มลิขิตอักษร” ก็สร้างหลักปักฐานอยู่ในชุมชนหนองจอกมาแต่รุ่นปู่รุ่นย่า

ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

อี่” ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เกิดที่ชุมชนหนองจอก ได้เข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จบปริญญาตรีและโท สาขาวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยบุคลิกนุ่มนวล ใจนักเลง รักพวกพ้องแบบคนเมืองเพชร จึงมีภาวะความเป็นผู้นำสูง

ชัยวัฒน์” จึงได้เป็นหัวหน้าวนอุทยานชะอำ ก่อนจะมารับตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ปี 2554 ชัยวัฒน์ ได้ฉายา “วีรบุรุษแก่งกระจาน” จากเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ตกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ด้วยการบุกป่าฝ่าดง เพื่อเข้าไปช่วยกู้เฮลิคอปเตอร์และผู้เสียชีวิต

ก่อนหน้านั้น ชัยวัฒน์มีปัญหากับชาวกะเหรี่ยง หลังนำกำลังเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือน โดยให้เหตุผลว่าผลักดันออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อป้องกันการทำลายป่า

เพียงไม่กี่เดือนถัดมา เขาได้ตกเป็นจำเลยร่วมในคดีจ้างวานฆ่า “ทัศน์กมล โอบอ้อม” หรือ“อาจารย์ป๊อด” แกนนำในการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่กลุ่มกะเหรี่ยงโป่งลึกบางกลอย

ปี 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค ได้มีคำพิพากษายกฟ้องชัยวัฒน์กับพวก เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักพอ มีเพียงแต่คำบอกเล่า ที่ฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้อง

มาถึงปีนี้ ชัยวัฒน์ต้องเผชิญวิบากครั้งใหม่ ในคดีฆ่ายัดถังเผา “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ แกนนำกลุ่มกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึกบางกลอย

ตระกูลการเมือง

เทศบาลตำบลหนองจอก เป็นเทศบาลขนาดเล็กใน อ.ท่ายาง เดิมเป็นสุขาภิบาลหนองจอก ต่อมาได้รับการยกฐานะจากสุขาภิบาลหนองจอก เป็นเทศบาลตำบลหนองจอก ตามพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542

นายกเทศมนตรีตำบลหนองจอกคนแรกคือ “สุรสีห์ ลิ้มลิขิตอักษร” พี่ชายของชัยวัฒน์ และเป็นนายกอยู่ สมัย การเลือกตั้งครั้งหลังสุดปี 2556 สุรสีห์พ่ายคู่ปรับเก่า จรัญ ไม้จันทร์

สุรสีห์ ลิ้มลิขิตอักษร พี่ชายชัยวัฒน์

ตั้งแต่ยุคสุขาภิบาลหนองจอก สุรสีห์ก็เป็นกรรมการสุขาภิบาล และเป็นหัวคะแนนให้ตระกูล “อังกินันทน์” ทั้งการเลือกตั้ง ส.และเลือกตั้ง ส..

เลือกตั้ง 2562 สุรสีห์ได้ช่วยหาเสียงให้พรรคชาติไทยพัฒนา เพราะยุทธพล อังกินันทน์ ลูกชายของ “เดอะเปี๊ยก” ยุทธ อังกินันทน์ เป็นแม่ทัพเพชรบุรีของพรรคนี้

ส่วนตัวชัยวัฒน์เอง ก็สนิทชิดเชื้อกับทายาทอังกินันทน์ ทั้งสายเดอะแป๋ง และเดอะเปี๊ยก

คนบ้านเดียวกัน

ช่วงที่ “หัวหน้าชัยวัฒน์” ขัดแย้งกับ “อาจารย์ป๊อด” ทัศน์กมล โอบอ้อม กรณีการแก้ไขปัญหาชาวกะเหรี่ยงกะหร่าง โดยอาจารย์ป๊อดได้นำพากลุ่มชาติพันธุ์ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และให้สัมภาษณ์เผชิญหน้ากับหัวหน้าชัยวัฒน์ คนเมืองเพชรต่างเฝ้าดูมวยคู่นี้อย่างใกล้ชิด

อาจารย์ป๊อด สมัยสมัคร ส.ส.

เนื่องจากทั้งชัยวัฒน์กับอาจารย์ป๊อด ต่างก็เป็นคนชุมชนหนองจอก และมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับบ้านใหญ่อังกินันทน์เหมือนกัน

ปี 2550 อาจารย์ป๊อดจึงลงสมัคร ส..เพชรบุรี ในสังกัดพรรคชาติไทย แต่สอบตก ปี 2554 ลงสมัคร ส..เขต อีกหน โดยร่วมทีมกับ “เดอะแป๋ง” ปิยะ อังกินันทน์ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ก็พ่ายแพ้ทั้งลูกพี่ลูกน้อง

ปิยะ อังกินันทน์

อาจารย์ป๊อด คลุกคลีอยู่กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจานมานานกว่า 20 ปี ในฐานะอาสาสมัครฟื้นฟูคุณภาพชีวิต จึงเป็นที่รู้จักของชาวกะเหรี่ยง ทั้งที่มีบัตรและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน 

อาจารย์ป๊อดและบิลลี่จากไปแล้ว ก็เหลือแต่หัวหน้าชัยวัฒน์ ต้องพิสูจน์ตัวเองในคดีล่าสุด

ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398721?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ

13 พฤศจิกายน 2562 – 09:15 น.
ชรบ
เปิดอ่าน 954 ครั้ง

ไฟใต้ที่ไม่จินตนาการ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

เหตุฆ่าหมู่ 15 ศพ คาป้อม ชรบ.ใน ต.ลำพะยา จ.ยะลา ทำให้ข่าวสารจากชายแดนใต้ฟุ้งตลบ ข้อมูลหลายอย่างปรากฏออกมาอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่คำถามย้อนกลับก็คือ ข้อมูลเหล่านี้มีน้ำหนักความจริงแค่ไหน?

อ่านข่าว-เลขาฯสมช. เผย นายกฯ ไม่ได้กำชับเหตุยิง ชรบ.

1.ข่าวผู้ก่อเหตุเป็น “นักรบรุ่นใหม่” ที่เพิ่งผ่านการฝึกและอิมพอร์ตมาจากอินโดฯ ข่าวนี้ “กูรู” การันตีว่าไม่จริง เพราะหลักฐาน วัตถุพยาน รอยเลือด และดีเอ็นเอที่พบในบริเวณที่เกิดเหตุชี้ไปยัง “นักรบหน้าเดิม” ที่เคยก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

2.ข่าวบีอาร์เอ็นขยายข่ายงานด้วยการเพิ่มกำลังอีกกว่า 10,000 คน ข่าวนี้ก็ได้รับการยืนยันจากนายทหารในกองทัพภาคที่ 4 ว่าเกินจริงไปมากเช่นกัน สอดรับกับความเห็นของ พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะนายทหารที่ศึกษาโครงสร้างบีอาร์เอ็นทะลุปรุโปร่งมากที่สุดคนหนึ่ง ที่ขยายความว่า บีอาร์เอ็นดูจะอ่อนกำลังลงด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลล่าสุดที่ได้รับมาจากคนในขบวนการก็คือกองกำลังอาร์เคเคปัจจุบันราวๆ ครึ่งหนึ่งขาดการติดต่อ มีเพียง 30% เท่านั้นที่พร้อมทำงาน ส่วนอีก 20% ไม่พร้อมปฏิบัติการ แต่ยังให้การสนับสนุน เพราะบางคนเพิ่งแต่งงาน หรือมีลูกอ่อน

3.ข่าวบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา งานนี้คนในพื้นที่บอกว่าเพจบีอาร์เอ็นที่เผยแพร่แถลงการณ์เป็น “เพจไอโอ” แต่ไม่รู้ฝ่ายไหนไอโอ

ขณะที่ พล.อ.สำเร็จ หัวเราะในลำคอและบอกว่า “ก็ฟังๆ ไป แต่อย่าไปเชื่อ” เหตุผลก็คือบีอาร์เอ็นเป็นองค์กรลับและมีลักษณะอนุรักษนิยม นโยบายชัดเจนไม่สื่อสารผ่านสื่อทางการ และไม่พูดคุยกับรัฐบาลไทย ฉะนั้นการสื่อสารต่อสาธารณะแต่ละครั้งจึงสรุปยากว่าเป็นของจริงหรือไม่จริง และเป็นท่าทีในนาม “องค์กร” หรือ “เฉพาะกลุ่ม”

บทสรุปอย่างเป็นทางการของตำรวจภูธรภาค 9 ในฐานะเจ้าของคดี คือคนร้ายที่ปฏิบัติการที่ลำพะยา ประกอบกำลังจาก 2 กลุ่ม คือ “ทีมปัตตานี” นำโดย “3 พี่น้องตระกูลหลำโสะ” เคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และรอยต่อ 4 อำเภอของสงขลา จับมือกับ “ทีมยะลา” นำโดย นายฮูไบดีละห์ รอมือลี คุมพื้นที่ อ.ยะหา กาบัง และบันนังสตา โดยมี “กลุ่มหน้าขาว” หรือที่เรียกว่า “เปอร์มูดอ” ที่ผ่านการอบรม และยังไม่มีประวัติในคดีความมั่นคง เป็นทีมอำนวยความสะดวก

ย้อนเกล็ดไฟใต้ในระยะ 2-3 ปีหลัง “ทีมยะลา” เงียบไปเยอะ เช่นเดียวกับ “ทีมนราธิวาส” แต่กลุ่มที่ปฏิบัติการถี่กว่า และร้ายแรงยิ่งกว่า รวมถึงใช้ไอเดียใหม่ๆ ในการโจมตีคือ “ทีมปัตตานี”

คดีดังๆ ที่เชื่อมโยงทีมปัตตานี ก็เช่น คาร์บอมบ์หน้า “บิ๊กซี ปัตตานี” เมื่อ 9 พฤษภาคม 2560 คดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถ “วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี จ.สงขลา นำไปทำคาร์บอมบ์ เมื่อ 17 สิงหาคมปีเดียวกัน

ส่วนในปี 2562 ก่อเหตุถี่ยิบยิ่งกว่า เช่น คดีโจมตีจุดตรวจ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เมื่อ 23 กรกฎาคม (หลังเกิดกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ หมดสติในค่ายทหารเพียง 3 วัน) คดีปล้นร้านทองใน อ.นาทวี เมื่อ 24 สิงหาคม คดีซุ่มยิง อส.ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 16 กันยายน และล่าสุดก็คือเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา เมื่อ 5 พฤศจิกายน

คำถามคือคนกลุ่มเดิมๆ นี้ หลบหนีเจ้าหน้าที่หลังก่อเหตุรุนแรงสะเทือนประเทศไปได้อย่างไร พล.อ.สำเร็จ อธิบายว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีพื้นที่หลบภัยบนภูเขา ยกตัวอย่าง “เขานางจันทร์” ใกล้จุดเกิดเหตุที่ลำพะยา เป็นรอยต่อของ อ.เมือง อ.ยะหา จ.ยะลา กับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นพื้นที่ข่ายงานของบีอาร์เอ็นและพูโลเก่า แต่เทือกเขาแถบนี้เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยขึ้นไปปฏิบัติการเหมือนแถบนราธิวาส เช่น เขาตะเว ทำให้คนร้ายอาจใช้เป็นแหล่งกบดาน โดยมีแนวร่วมคอยส่งเสบียงอาหาร

ขณะที่ข้อมูลจากนายทหารระดับสูงที่เกาะติดพื้นที่ บอกว่าคนเหล่านี้มีหมู่บ้านที่เรียกว่า “ซัพพอร์ต ไซต์” ใช้สำหรับหลบซ่อน กบดานเป็นการเฉพาะ เช่นใน อ.นาทวี และสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้เป็นแนวร่วม แต่เจ้าหน้าที่อาจยังเข้าไม่ถึง 100%

สอดรับกับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่เปิดเผยเองเลยว่าผู้ก่อความไม่สงบตัวหลักๆ หลบอยู่ตามบ้านซึ่งดัดแปลงเป็น “ที่หลบภัย” ไปพร้อมกัน เช่น มีห้องลับในบ้าน มีชั้นใต้ดิน มีที่หลบใต้ซิงก์ล้างจาน

  กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คัดกรองหมู่บ้านต้องสงสัยที่เป็นแหล่งเคลื่อนไหวกบดานของผู้ก่อความไม่สงบได้ 118 หมู่บ้าน มีการจัด “ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์” เข้าไปปฏิบัติการ แต่ยังไม่ทันจะเห็นหน้าเห็นหลังก็มาเกิดเหตุที่ลำพะยาเสียก่อน โดยหมู่บ้านที่ตกเป็นเป้าหมายอยู่นอกบัญชี 118 หมู่บ้าน!

นี่คือโจทย์ใหญ่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องสกัดจับ “กลุ่มหน้าเดิม-แกนนำตัวเอ้” ทั้งหลายให้ได้ โดยใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอยู่

เช่นเดียวกับโศกนาฏกรรมที่ป้อม ชรบ. ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำความจริงมาพูดกันว่าช่องโหว่ช่องว่างที่นำไปสู่การถูกโจมตีเกิดจากอะไรกันแน่ โดยไม่ควรปิดบังข้อมูล หรือเกรงใจกัน เพราะนี่คือเดิมพันด้วยชีวิตคน!

สวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398717?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคล

13 พฤศจิกายน 2562 – 08:16 น.
สวดมนต์ข้ามปี,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,มเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก,กระทรวงวัฒนธรรม,อิทธิพล คุณปลื้ม
เปิดอ่าน 3,837 ครั้ง

สวดมนต์ข้ามปีเสริมสิริมงคล คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

กิจกรรมอย่างหนึ่งที่แพร่หลายและได้รับความนิยมศรัทธาอย่างยิ่งทั่วประเทศ คือ “สวดมนต์ข้ามปี” เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหาย

หลายวันที่ผ่านมา ‘ดับเครื่องชน’ มีแต่ข่าวร้ายๆ มาแจ้งให้ทราบ แต่มาวันนี้ขอร่วมเชิญชวนทุกท่านร่วมในพิธีสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งสามารถทำได้ทุกสถานที่ ทั้งวัดวาอาราม หรือที่บ้านได้ทั้งนั้น

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานทำโคมไฟสำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปีให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าคณะจังหวัดได้เชิญไปในการประกอบพิธียังวัด 77 จังหวัด เพื่อเป็นสิริมงคลทั่วกัน

รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นแม่งานในพิธีสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งโปรแกรมกำหนดการนั้น รัฐมนตรีวัฒนธรรม ‘อิทธิพล คุณปลื้ม’ ได้วางกิจกรรมหลักให้ทราบเพื่อประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมทั้งใน กทม. และทุกหนแห่งทั่วประเทศ

เริ่มจากวันที่ 30 ธันวาคม มีการจัดขบวนแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพระบรมมหาราชวังไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนสักการะ จากนั้นวันที่ 31 ธันวาคม มีกิจกรรมแสดงธรรมสวดมนต์ พิธีถวายพระชัยมงคลในเวลา 23.40 น.

ถึงเวลาข้ามศักราชใหม่ พระสงฆ์จะประกอบพิธีเจริญพุทธมนต์และสวดบทชัยมงคลคาถา วัดทั่วประเทศลั่นฆ้องชัยจำนวน 9 ครั้ง และเช้าวันที่ 1 มกราคม 2563 มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ณ ท้องสนามหลวง และวัดทั่วประเทศ

จึงขอเชิญชวนร่วมพิธีสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งจะได้เป็นสิริมงคลและต้อนรับปีใหม่อย่างมีสติ ศรัทธา โดยเวลานี้หมดสมัยแห่งการเมามาย หรือเลี้ยงแบบฟุ่มเฟือยแล้ว

เหลือเวลาอีกไม่นาน ขอให้ตัดสินใจ เพื่อจะได้ร่วมสวดมนต์ข้ามปี
อ๊อด เทอร์โบ


 วิธีแก้เด็ดติดเกม
 “จีน” ทำอย่างไร?

เวลานี้เด็กเยาวชนติดเกมเป็นปัญหาของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ว่าจะทำอย่างไรเพราะห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง หรือบางทีพ่อแม่ติดเกม ติดมือถือ หรือติดออนไลน์ต่างๆ

วันก่อนได้อ่านข่าวจากเมืองจีนน่าสนใจมากครับ เพราะรัฐบาลจีนใส่ใจเรื่องนี้มากจึงออกมาตรฐานเข้มข้นตามสไตล์จีนออกมา ซึ่งวิธีการนี้อาจไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเราก็ได้ แต่อยากให้รู้ไว้ประดับสติปัญญา

รัฐบาลจีนได้ออกกฎเหล็กเปิดไฟเขียวให้เด็กเล่นเกมได้เป็นเวลาและจำกัดเงินการซื้อเกม ซึ่งขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบว่าได้ออกมาตรการเคอร์ฟิว หวังคุมพฤติกรรมการติดเกมของเยาวชน โดยกำหนดว่าเยาวชนที่อายุไม่ถึง 18 ปี จะไม่สามารถเล่นเกมออนไลน์ได้ระหว่างช่วงเวลา 22.00-08.00 น. ขณะที่วันจันทร์ถึงศุกร์ จะเล่นเกมได้เพียง 90 นาทีต่อวัน ส่วนวันอาทิตย์ หรือวันหยุดประจำปี จะเล่นได้เพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน

ยิ่งไปกว่านั้นยังควบคุมเรื่องการใช้เงินจ่ายซื้อของในเกมว่า เยาวชนอายุ 8-16 ปี จะใช้เงินได้เพียง 200 หยวนต่อเดือน และอายุ 16-18 ปี จะใช้เงินได้เพียง 400 หยวนต่อเดือน ถ้าจำไม่ผิด 1 หยวนเท่ากับ 5 บาทบ้านเรา

เห็นหรือยังครับว่าเด็กติดเกมต้องช่วยกันทั้งทางการและทางบ้าน โดยร่วมมือกันไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปแบบตัวใครตัวมัน
ประสงค์ (พ่อลูกสาม)

 เรียนคุณ ‘ประสงค์’ พ่อลูกสาม
ขอบคุณจดหมายของคุณ ซึ่งแจ้งรายละเอียดมาพอสมควรและมาตรฐานควบคุมความชอบเล่นเกมของลูกหลานเรานี้ จะรอให้รัฐบาลไทยทำแบบจีนคงยากเพียงแจ้งมาเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติเท่านั้นเอง

นี่เป็นมาตรการของจีนเรื่องขีดวงจำกัดแก้ปัญหาเด็กติดเกม ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความใกล้ชิดเพราะปล่อยให้มากเกินไปจะมีผลกระทบหลายๆ ด้าน ทั้งการเรียน การใช้เงิน ฯลฯ

อีกอย่างที่อยากจะฝากไว้คือเวลานี้คนไทยเริ่มอยู่ใน ‘สังคมก้มหน้า’ โดยทุกคนสนใจเล่นมือถือกว่าคนรอบด้าน หรือใครจะไปใครจะมา พูดอะไรก็ไม่สนใจ ขนาดกินข้าวอยู่โต๊ะเดียวกันยังไม่สนใจกัน มัวแต่กดมือถือ

กรณีนี้เป็นหมดทั้งครอบครัว ก็ขอให้อยู่ในความเหมาะสมจำเป็น
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าหนีประชาชนว่าสร้างปัญหา
 เรียน ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’
(นายกรัฐมนตรีผ่าน ‘ดับเครื่องชน’)

ผมขอเรียนถึงนายกรัฐมนตรีแบบฟันธงไปเลย โดยผ่านคอลัมน์นี้เป็นสื่อแจ้งให้ทราบว่า อย่ามองทุกอย่างเป็นการเมืองและอย่าหนีม็อบหรือหนีประชาชนว่ามีแต่นำปัญหามาให้

ขอยกตัวอย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงยกทีมไป อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ซึ่งไปทางเครื่องบิน จากกรุงเทพฯ แล้วเปลี่ยนไปนั่ง ฮ. ลงพื้นที่

มีรายงานว่าได้เปลี่ยนจุดลงจอด ฮ. เพื่อหนีม็อบสมัชชาคนจนและม็อบอื่นๆ ซึ่งคนใกล้ชิดนายกบอกว่าเป็นม็อบอื่นๆ หรือม็อบจัดตั้ง ประเด็นนี้แหละที่อยากจะบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ควรเปลี่ยนจุดลงจอด ฮ. เพราะถ้าไปลงที่เดิมแล้วจะดูว่าท่านเป็นชายชาติทหารไม่หนีปัญหา สง่างามกว่ามากๆ
สมยศ (ศรีสะเกษ)


ผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้

13 พฤศจิกายน 2562 – 08:05 น.
เรือโดยสาร,เรือท่องเที่ยว,แม่น้ำโขง,ระบบนิเวศ,ลักษณะทางภูมิศาสตร์
เปิดอ่าน 518 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562

เมื่อหน้าแล้งมาเยือนมักมีข่าวระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว สร้างปัญหาให้ประชาชนในลุ่มน้ำอยู่เสมอๆ ล่าสุดมีรายงานว่าขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงแถบสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อยู่ในภาวะเหือดแห้งจนเห็นหาดทรายปรากฏไปทั่ว สามารถเดินเรือได้เพียงเฉพาะที่บรรทุกไม่เกิน 100 ตัน กับเรือกินน้ำตื้นอย่างเรือโดยสาร และเรือท่องเที่ยวเท่านั้น มีรายงานด้วยว่าสภาพการณ์เช่นนี้เป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้าง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งจะระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนในปริมาณมากน้อยต่างกันตามวันเวลาที่กำหนด ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนขึ้นๆ ลงๆ

อ่านข่าว-จีนแจ้งเพิ่มระดับน้ำเพื่อให้เรือสินค้าผ่าน จะเตรียมลดลงอีก

  ตามรายงานข่าวคาดหมายว่าสาเหตุของการลดและเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหงในจีนก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเรือสินค้าในบางช่วงเวลาและเอื้อต่อการปรับปรุงร่องน้ำโขงในเขตของจีน รวมทั้งเตรียมสร้างเขื่อนเพิ่มที่อยู่ท้ายน้ำลงมา อย่างไรก็ตามผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องของเอกชนและประชาคมต่างๆ ในลุ่มน้ำโขง การจัดประชุมแลกเปลี่ยนในหลายเวที ขณะที่เครือข่ายลุ่มน้ำโขง 8 จังหวัดภาคอีสานของไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำแห้งมากกว่าก็ออกโรงเรียกร้องอยู่เป็นประจำ ทำให้ฝ่ายจีนเริ่มรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การปรับระดับและปริมาณการระบายน้ำสู่ด้านท้ายเขื่อนให้สอดคล้องต่อความต้องการใช้น้ำตามวิถีที่เคยเป็นและการขนส่งทางเรือ

ในความเป็นจริงแล้วขณะนี้แม่น้ำโขงมีเขื่อนทดน้ำทั้งที่สร้างเสร็จและอยู่ในโครงการมากถึง 22 เขื่อน และในปี 2563 ที่จะถึงนี้ ทางการกัมพูชาก็จะสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าสมโบร์ ใน จ.กระแจะ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับจีน หลังจากที่เขื่อนไซยะบุรีในลาวเพิ่งเปิดเดินเครื่องไปไม่นาน ซึ่งที่ผ่านมานั้นลำพังเขื่อนจิ่งหงในมลฑลยูนนาน ที่บริหารจัดการน้ำซึ่งไม่แน่ชัดว่าได้จัดลำดับความสำคัญตามคำร้องขอของประเทศและจังหวัดท้ายน้ำ หรือเป็นไปตามแผนการผลิตไฟฟ้าและการเดินเรือของจีน ก็ทำให้สภาพของแม่น้ำโขงตกอยู่ในภาวะวิกฤติเกือบตลอดทั้งปีอยู่แล้ว หากขณะนี้ ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขในระดับนานาชาติผู้คนในแถบถิ่นนี้ก็จะต้องเผชิญภัยพิบัติจากธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

 สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ วิถีชีวิตของประชากรหลายสิบล้านคนในลุ่มน้ำที่เปลี่ยนไปกลายเป็นขั้นบันไดดักทางเดินน้ำตลอดระยะทาง 4,880 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำในลุ่มน้ำ 795,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 496.875 ล้านไร่ของแม่น้ำโขงที่กำลังแห้งเหือด หรือระดับน้ำขึ้นลงไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องแก้ไขในระดับรัฐต่อรัฐ หาใช่การร้องขอให้ฝ่ายจีนซึ่งอยู่ต้นน้ำในมณฑลยูนนานบริหารจัดการน้ำเพื่อหลายๆ จังหวัดในภาคอีสานซึ่งอยู่ท้ายน้ำเช่นเดียวกับลาว เขมร และเวียดนาม และยิ่งไปกว่านั้นก็คือความวิตกกังวลที่ว่า ในอีกไม่ช้าสภาพแวดล้อมลุ่มน้ำโขงจะถึงกาลอวสานไปพร้อมกับความพินาศย่อยยับของระบบนิเวศ

กระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิที่ถูกละเมิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิที่ถูกละเมิด

12 พฤศจิกายน 2562 – 11:05 น.
ละเมิดลิขสิทธิ์,กระทง,ตบทรัพย์,ริลัคคุมะ,กระทงอาหารปลา
เปิดอ่าน 1,631 ครั้ง

โดย…   รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวหนึ่งที่มีการกล่าวถึงและได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมากคือกรณีเด็กนักเรียนหญิงอายุ 15 ปี อยากหารายได้พิเศษเพื่อเป็นทุนการศึกษาโดยการรับประดิษฐ์กระทงอาหารปลา ซึ่งมีใบหน้าลายการ์ตูนแล้วประกาศขายผ่านทางโลกออนไลน์ แต่กลับถูกจับกุมข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยถูกกล่าวหาว่าลายการ์ตูนดังกล่าวหน้าตาคล้ายกับการ์ตูน “ริลัคคุมะ” จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่กล่าวอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากตัวแทนลิขสิทธิ์จำหน่ายสินค้าของประเทศญี่ปุ่นจึงมีการร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีกับเด็กนักเรียนหญิงคนดังกล่าว โดยเรียกค่าเสียหายเป็นค่าละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 50,000 บาท ก่อนที่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจะเจรจาต่อรองเพื่อยอมความโดยยินยอมชำระเงินจำนวน 5,000 บาท

หลังจากที่กรณีดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ดูเหมือนว่าเรื่องจะกลับตาลปัตร กลับกลายเป็นว่าผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจไม่ใช่ผู้เสียหายที่แท้จริง เพราะเป็นการล่อซื้อกระทง และการรับมอบอำนาจดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นการรับมอบอำนาจที่ถูกต้องจากตัวแทนลิขสิทธิ์

นอกจากนี้กระทงของเด็กนักเรียนหญิงที่ทำจำหน่ายก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เพราะหน้าตาไม่เหมือนตัวการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่น

กรณีที่เกิดขึ้นคงสะท้อนประเด็นปัญหาในสังคมไทยทั้งในแง่ของสิทธิขั้นพื้นฐาน และการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้มีการกล่าวถึงหน่วยงานของรัฐว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

หากพิจารณาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็จะพบว่าการทำกระทงของเด็กนักเรียนหญิงเป็นสิทธิที่ได้ควรรับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่สามารถจะทำได้ตราบเท่าที่ไม่เป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้การทำกระทงดังกล่าวควรจะพิจารณาว่าเป็นความคิดเชิงสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์และช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่ใช้กระทงที่ทำจากโฟม ซึ่งเป็นปัญหาทั้งต่อการย่อยสลายและขัดขวางการระบายน้ำ

ดังนั้นเด็กนักเรียนจะถูกกล่าวหาว่ากระทงที่จัดทำเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และถูกแจ้งความดำเนินคดี การสอบสวนคงต้องดำเนินการให้ปรากฏข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด ตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามหลัก นิติรัฐ (Legal State) นิติธรรม (Rule of Law)

แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวดูเสมือนว่าตำรวจรับฟังข้อมูลจากผู้กล่าวอ้างว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายมากกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด

จากข้อมูลของ The World Justice Project (WJP) ซึ่งเป็นชุดรายงานประจำปีที่ใช้วัดหลักนิติธรรมในหลายประเทศทั่วโลก โดยวัดจากประสบการณ์และการรับรู้ของสาธารณชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ จากข้อมูลปีล่าสุดมีการสำรวจหลักนิติธรรมโดยเก็บข้อมูลมากกว่า 120,000 ครัวเรือน และผู้เชี่ยวชาญอีก 3,800 คน พบว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 76 จาก 126 ประเทศ ขณะที่ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายอยู่ในลำดับที่ 80 (สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย 2562)

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกให้ความสำคัญคือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (Police discretion) เพื่อที่จะดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม เพื่อความสงบสุขของสังคม การใช้ดุลพินิจของตำรวจโดยทั่วไปแล้วขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1.องค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายทั้งการสืบสวน สอบสวน และจับกุม (Body of Knowledge)
2.คุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพตำรวจ (Police morality and ethics)
3.วัฒนธรรมตำรวจ (Police culture)
4.ความซื่อสัตย์ต่อตนเองของตำรวจ (Police integrity)
5.การปฏิบัติที่เป็นมืออาชีพ (Professional conduct)
6.บรรทัดฐานของสังคม (Social norms)

หากพิจารณาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวถึงอยู่เสมอในเรื่องของการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม เพราะหากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความสุจริต เที่ยงธรรม ย่อมนำมาซึ่งความไม่สงบสุขในสังคม

ดังจะเห็นได้จากคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจหลายชุดที่ถูกจัดตั้งขึ้นในแต่ละช่วงเวลา แต่ละยุค แต่ละสมัย และในแต่ละรัฐบาลที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่คณะกรรมการที่ถูกจัดตั้งขึ้นเหล่านั้นก็มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาระบบงานตำรวจเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน แต่อาจกล่าวได้ว่าการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน หากพิจารณาแล้วพบว่าจำนวนคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้งขึ้นมาก็น่าจะมีจำนวนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่เคยจัดตั้งขึ้นมาในประเทศในแถบทวีปอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น และสิงคโปร์

แนวคิดการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพื่อความเท่าเทียมกันของคนในสังคมได้ปรากฏอยู่ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (2561-2580) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 แผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2558-2564) นโยบายรัฐบาล เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580)

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 20 ปี ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา” และได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าต้องการเพิ่มศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาและการให้บริการประชาชนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

แต่อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกรณีกระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์อาจจะยังคงสะท้อนให้เห็นวังวนของปัญหาทั้งการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมาย และแนวคิดการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ดูเหมือนเป็นนามธรรม หรืออยู่แค่ในบทสรุปข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจในแต่ละชุด แต่ในทางปฏิบัติคงจะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ถึงแม้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ด้วยเหตุผล และปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่แนวคิดเหล่านี้ก็ควรจะถ่ายทอดสู่ข้าราชการตำรวจทั้งระดับผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมในสถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรมของตำรวจในแต่ละภูมิภาคทั้งในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และศูนย์ฝึกอบรมต่างๆ ทั่วประเทศ

ในทางกลับกันผู้บังคับใช้กฎหมายก็อาจจะยังคงประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละกรณี เช่น สถานภาพของคนในสังคม ความกดดันจากผู้มีอำนาจ และอิทธิพลทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งปัจจัยที่แตกต่างกันเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย

แต่กระนั้นก็ตามหากผู้บังคับใช้กฎหมายเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือยังคงไม่มีความชัดเจน มั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การทำงานโดยเฉพาะการแต่งตั้ง โยกย้าย ปรับเปลี่ยนสายงาน ย่อมส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของผู้บังคับใช้กฎหมายในฐานะผู้ปฏิบัติงาน

 รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

กรณีกระทงที่ละเมิดลิขสิทธิ์คงไม่ใช่เป็นกรณีแรกและกรณีสุดท้ายที่สะท้อนถึงความยุติธรรมของการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนรับรู้ ตระหนัก แต่ดูเหมือนเลี่ยงที่จะพูดถึงปัญหาดังกล่าว เปรียบเสมือนสำนวนที่กล่าวว่า “Elephant in the room” หรือ “ช้างที่อยู่ในห้อง” คำตอบคงจะขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจและกลไกที่จะพัฒนาระบบงานตำรวจ เพราะท้ายที่สุด ผลลัพธ์ก็จะตกอยู่ที่ประชาชนซึ่งมีสิทธิจะได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม ถึงแม้จะมีความแตกต่างกันของสถานภาพทางสังคม

“คุณหญิงหน่อย”ควง”เสี่ยตุ๊-ธนิก”ลุ้นเลือกตั้งซ่อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คุณหญิงหน่อย”ควง”เสี่ยตุ๊-ธนิก”ลุ้นเลือกตั้งซ่อม

12 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
เจ๊หน่อย,เจ๊หน่อย สุดารัตน์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 2,237 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 12 พ.ย.62

**************************

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส..ของ นวัธ เตาะเจริญสุข ..ขอนแก่น เขต พรรคเพื่อไทย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(6) หรือไม่ จากกรณีต้องคำพิพากษาของศาลจังหวัดขอนแก่นลงโทษประหารชีวิตในคดีจ้างวานฆ่าปลัด อบจ.ขอนแก่น

หากว่า สมาชิกภาพ ส.. “นวัธ” ต้องสิ้นสุดลง กกต.ขอนแก่น ก็ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งซ่อมต่อไป แต่เวลานี้ ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ ได้มีการเตรียมตัวผู้สมัคร ส..ไว้แล้ว

รวมเคียวโชว์พลัง

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าวที่แปลงของกลุ่มอินทรีย์อีสานเขียว ต.บ้านโต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น โดยมี ส.และอดีต ส..หลายคน ร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวกับชาวบ้าน

คุณหญิงสุดารัตน์พบชาวนา

นักการเมืองเพื่อไทยขอนแก่น นำทีมโดย  พงศกร อรรณนพพร“ อดีต ส..ขอนแก่น หลายสมัย และน้องชาย “บัลลังก์ อรรณนพพร” ส..เขต 10 ตามมาด้วย มุกดา พงษ์สมบัติอดิศร เพียงเกษธนิก มาสีพิทักษ์ และสุรชัย เบ้าจรรยา

หมอแคน อดิศร

เฟซบุ๊ก Adisorn Piengkes ได้อัพสเตตัส “เสียงแคนขับกล่อม” พร้อมกับภาพนับ 20 ภาพ โดยมีการอัพคลิปอดิศรเป่าแคนกลางทุ่งนา เสมือนเป็นพระเอกของงานรวมเคียวเกี่ยวข้าว

เสี่ยตุ๊เป็นโฆษกหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน แต่ยังแอบฝันลึกๆ ขอเป็น ส..เขต จะได้ไปเป่าแคนในสภา

สร้างภาพสามัคคี

ที่ตกสำรวจไปคือ “แม่แดง” ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ก็มาปรากฏตัวในงานเกี่ยวข้าวที่บ้านโต้นด้วย บังเอิญว่าช่วงเกี่ยวข้าวไม่ได้ลงไปที่นา นักข่าวเลยมองไม่เห็น

เหตุที่ลูกชาย ร..ปรีชาพล พงษ์พานิช ต้องไปเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้โควตาผู้สมัคร ส..ขอนแก่น เขต และเขต 10 แต่เดิมเป็นของแม่แดง ก็ตกเป็นของพงศกร จัดทีมผู้สมัคร ส..เบ็ดเสร็จ

พงศกร อรรณนพพร เจ้าถิ่น

การที่ “คุณหญิงสุดารัตน์” เลือกเกี่ยวข้าวที่เขต 10 (.บ้านไผ่.บ้านแฮด และ อ.พระยืนเพราะเจ้าภาพจัดงานลงแขกเกี่ยวข้าวคือ พงศกร อรรณนพพร เจ้าของธุรกิจค้าพืชไร่รายใหญ่แห่ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น

พงศกร สุดารัตน์ อดิศร  และธนิก

อีกด้านหนึ่ง คุณหญิงหน่อยอาจหวังสร้างภาพ “เอกภาพในพรรค” ไม่มีก๊กหัวหน้าพรรค หรือก๊กประธานยุทธศาสตร์ เพราะก่อนหน้านี้ สื่อสายการเมืองได้โฟกัสไปที่ความไม่ลงรอยกันของหัวหน้าสมพงษ์กับประธานหน่อย 

คนในเพื่อไทยรู้ดีว่า  “พงศกร” เป็นมือขวาของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ธนิกคนเดิม

แม่นบ่ ยังจำกันได้แม่นบ่ คิดฮอดกันอยู่เด๊เนาะ คือเก่ากันอยู่แม่นบ่ จำได้อยู่เนาะ ธนิกคนเดิม..”

นี่คือเพลง “ธนิกคนเดิม” ที่เจ้าตัวอัพลงยูทูบมานานแล้ว โดยเมื่อวันที่ พฤศจิกายน 2562 เขาได้มาอัพขึ้นหน้าแฟนเพจ ธนิก มาสีพิทักษ์

ถ้ายังจำได้ นวัธ เตาะเจริญสุข เคยมีเรื่องบาดหมางกับ ธนิก มาสีพิทักษ์ อดีต ส..บัญชีรายชื่อ เพราะฝ่ายหลังเป็นคน อ.มัญจาคีรี จึงอยากลงสมัคร ส..เขต 7 (.หนองเรือ อ.มัญจาคีรีเพราะตอนนั้น กำลังลุ้นว่า กกต.จะให้นวัธลงสมัคร ส..ได้หรือไม่ ?

ธนิก” หรืออุดมศักดิ์ มาสีพิทักษ์ เริ่มต้นจากปี 2550 ได้ลงสมัคร ส..เขต ขอนแก่น ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน เมื่อพ่ายแพ้ ก็เบนเข็มมาทางฝั่งคนเสื้อแดง 

ธนิกคนเดิม

ธนิกจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนเสื้อแดง และได้สร้างเครือข่ายนักจัดรายการวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงภาคอีสานมากกว่า 15 สถานี 

จากนั้น ธนิกร่วมกับ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แกนนำ นปช.ขอนแก่น จัดทัพมวลชนคนเสื้อแดงเคลื่อนไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2552-2553 ด้วยผลงานการเป็น “เจ้าพ่อวิทยุเสื้อแดง” จึงได้เป็น ..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 

งานรวมเคียวเกี่ยวข้าวที่ อ.พระยืน ธนิกมาปรากฏตัวเคียงข้างเสี่ยตุ๊ อดิศร เหมือนจะบอกคุณหญิงสุดารัตน์ว่า “อย่าลืมธนิกเด้อ”

อนาคตใหม่ ถีบทิ้ง อนาคตเก่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ ถีบทิ้ง อนาคตเก่า

12 พฤศจิกายน 2562 – 08:22 น.
กระดานความคิด,อนาคตใหม่ ถีบทิ้ง อนาคตเก่า,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,พรรคไทยรักไทย,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 20,127 ครั้ง

อนาคตใหม่ ถีบทิ้ง อนาคตเก่า คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา  บางปะกง

ไม่เหนือความคาดหมาย อีเวนท์ใหญ่ของพรรคอนาคตใหม่ “รวมพลคนอยู่ไม่เป็น” ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 ที่เจเจ มอลล์ ชั้น 6 ห้องกำแพงเพชร 12.00 น.

หลังปล่อยแคมเปญ “อยู่ไม่เป็น” มาเรียกเรตติ้ง ก็ตามด้วยอีเวนท์การเมืองเพื่อตอกย้ำ “อุดมการณ์” ให้ฝังลึกในเนื้อตัวมวลชนสีส้ม

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เคยปราศรัยก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้งว่า “อย่าไปคิดถึงผลการเลือกตั้ง ชนะทางอุดมการณ์ก่อน ถึงจะได้เสียง จะชนะยังไง ต้องสร้างพรรคที่เข้มแข็ง ยึดกันด้วยอุดมการณ์เท่านั้นถึงจะชนะได้ เกมยาวอย่างเดียว”

สังเกตได้ไม่ยาก “ธนาธร-ปิยบุตร” จะท่องคำนี้ “ประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชน และเพื่อประชาชนเสมอ นั่นคือเหตุผลที่เราต่อสู้สุดกำลังเพื่อนำมันกลับมา เพราะอนาคตของประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมจะต่อสู้เพื่อมันหรือไม่”

การนัดรวมพลสมาชิกพรรคที่จตุจักร ก็จะย้ำเรื่องอุดมการณ์นี้แหละเป็นเรื่องใหญ่ และที่สำคัญ “ธนาธร” จะบอกว่าประชาธิปไตยของอนาคตใหม่ ต่างจากประชาธิปไตยของเพื่อไทย

จริงๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของพรรคอนาคตใหม่เหมือนพรรคเพื่อไทย เริ่มจากการสร้างแบรนด์คน (Personal Brand) พวกเขาเชื่อมั่นในทฤษฎี Political Marketing ที่ว่า “พรรคการเมืองจะประสบชัยชนะในการเลือกตั้งได้ ต้องเป็นพรรคที่มีเข็มมุ่งทางการตลาดเท่านั้น”

รูปแบบการเปิดตัวของพรรคอนาคตใหม่ก็คือการตลาดการเมืองที่ทักษิณ ชินวัตร เคยทำมาแล้ว ตอนที่สร้าง “พรรคไทยรักไทย” ด้วยการนำกลยุทธ์การตลาดเข้ามาใช้ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา จนสามารถเสนอ “โปรดักส์” ที่เรียกว่า “ประชานิยม” อันแตกต่างในตลาดจนประสบชัยชนะในสนามเลือกตั้ง

จุดอ่อนของพรรคการเมืองในตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย และไทยรักษาชาติ คืออุดมการณ์ของพรรคขึ้นกับผลประโยชน์ของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

พรรคอนาคตใหม่ ก้าวเดินไปตามทฤษฎี Political Marketing โดยเริ่มจากการสร้างแบรนด์ “ผู้นำพรรค” อย่าง “เอก“ ธนาธร กับ “ป๊อก” ปิยบุตร ให้คนรุ่นใหม่จริงๆ และมีแนวคิดที่ฉีกจากพรรคเก่าๆ

จะว่าไปแล้วจุดขายเชิงอุดมการณ์ยังไม่บรรลุผลเท่าใด หากแต่เป็นเรื่องของกระแสตลาด และบริบทการเมืองที่พลิกผันจากพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

อย่างไรก็ตามผลการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคน้องใหม่ได้ ส.ส.เกินคาด เป็นพรรคขนาดใหญ่ชั่วข้ามคืน แต่หลังเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาล มิหนำซ้ำตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เจอคดีความเพียบ

ปฏิบัติการของ 70 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่โหวตไม่เห็นด้วยกับการอนุมัติพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 เป็น “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” ทำให้อนาคตใหม่ถีบตัวเองขึ้นมาโดดเด่นเหนือพรรคฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมด

เหนืออื่นใดโหวตเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนั้นนำมาซึ่งแคมเปญ “อยู่ไม่เป็น” และการก้าวขึ้นเป็นอยู่หัวแถวของฝ่ายประชาธิปไตย ทำให้พรรคเพื่อไทย ตกอยู่ในสภาพ “พรรคการเมืองเฉพาะตระกูล” ไปทันที

          ลึกๆ แคมเปญอยู่ไม่เป็นของธนาธร ก็ต้องการเหน็บการเล่นการเมืองแบบ “อยู่เป็น” ของค่ายทักษิณ และดึงเอามวลชนคนเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์มาอยู่ที่พรรคส้มหวาน

อนาคตใหม่ได้เสียงจาก “นิวโหวตเตอร์” มากมาย แต่เจาะพื้นที่่ภาคอีสานและภาคเหนือของเพื่อไทยได้เพียงเล็กน้อย ฉะนั้นแคมเปญอยู่ไม่เป็น ก็มีเป้าหมายดึงกลุ่มรากหญ้าที่ภักดีต่อทักษิณให้หันมาหนุน “ธนาธร-ปิยบุตร”

หากสถานการณ์วันข้างหน้าจำเป็นต้องลงถนนก็จะได้มีกำลังพลจากชนบทเป็นกองหนุน เพราะแกนนำอนาคตใหม่รู้ดีว่า “เอฟซี ธนาธร” ส่วนใหญ่อยู่หน้าจอ และเป็นมวลชนดิจิทัล ไม่ใช่มวลชนสู้รบ

ยุทธศาสตร์ถีบทิ้งอนาคตเก่าอย่างพรรคเพื่อไทย ก็มีความจำเป็นเร่งด่วน มิเช่นนั้นความฝันจะปลุกพลังมวลชนลุกฮือนั้น ก็แค่ความเพ้อฝัน

กรณีกระทง-อย่าหลงทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรณีกระทง-อย่าหลงทาง

12 พฤศจิกายน 2562 – 07:55 น.
ตบทรัพย์,ลอยกระทง
เปิดอ่าน 573 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน 2562

กรณีการจับกุมคุมขังเด็กอายุ 15 ปี ในข้อหาขายกระทงละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งขณะนี้แนวโน้มคดีค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็นกรณี “ตบทรัพย์” เสียมากกว่า นับเป็นเรื่องที่ควรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลายประเด็นด้วยกัน อย่างแรกคือ วิธีการล่อซื้อกับล่อให้กระทำความผิด ซึ่งสำนักอัยการสูงสุด เคยมีหนังสือเวียนที่ อส.0007 (ปผ)/ ว 154 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2557 เรื่องแนวทางการพิจารณาข้อแตกต่างของการล่อซื้อกับการล่อให้กระทำความผิด สาระสำคัญคือการล่อซื้อเป็นวิธีการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีผู้กระทำผิด ที่มีพฤติการณ์และเจตนากระทำความผิดอยู่ก่อนแล้ว การส่งสายลับไปล่อซื้อจับกุมเป็นเพียงวิธีพิสูจน์ความผิดของจำเลย ไม่ใช่ก่อให้จำเลยกระทำความผิด พยานหลักฐานที่ได้มาจึงชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับกรณีตามคำให้การของเด็กที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่บอกว่าผู้อ้างว่าล่อซื้อ จ้างให้ผลิตกระทงมีภาพการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์นั้น ถือว่าเป็นพฤติกรรมล่อให้กระทำความผิด ซึ่ง ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำ สำนักงานอัยการสูงสุดยกประเด็นคำพิพากษาศาลฎีกาชี้ให้เห็นว่า เป็นการล่อให้บุคคลที่ไม่มีเจตนากระทำความผิดแต่แรกให้ลงมือกระทำความผิดตามที่ถูกล่อ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้ พยานหลักฐานที่ได้มาจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบ ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย

ประเด็นต่อมาก็คือ การประกอบกิจกรรมนอกลู่ของบุคคลสองกลุ่ม ทั้งเจ้าหน้าที่บางนายและบุคคลที่อ้างเป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งมีความจริงในเวลาต่อมาว่าพวกเขาจัดอยู่ในจำพวกนักบิน ผู้ตกงานเพราะสิ้นสุดสัญญาการจ้างกับบริษัท แต่ก็ยังออกเดินสายปฏิบัติการ “ล่อให้กระทำความผิด” โดยมีเจ้าหน้าที่บางคนให้ความร่วมมือ จะโดยถูกหลอกลวงหรือว่าสมรู้ร่วมคิดก็แล้วแต่ กรณีนี้หน่วยงานต้นสังกัดต้องสอบสวนให้ถึงที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องลักษณะเดียวกันอีก ไม่เฉพาะแต่การละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น หากแต่พฤติกรรมในหลากหลายรูปแบบของบรรดานักบิน หากยังดำรงอยู่ก็จะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์ไม่รู้จบสิ้น ขณะเดียวกันการควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนก็ควรจะต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สังคมทุกวันนี้การค้าขายหรือทำธุรกิจทางออนไลน์เกิดขึ้นมากมายราวดอกเห็ดเพราะเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ได้ในหลากหลายมิติ ซึ่งในด้านมืดก็เปิดทางให้เหล่ามิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือล่อลวง กรรโชกทรัพย์ จนเกิดคดีขึ้นแทบไม่เว้นวัน ประชาชนและผู้ทำมาค้าขายทางอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องเรียนรู้ในเรื่องกฎหมายให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากรที่แฝงตัวเข้ามาล่าเหยื่อ ขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็พึงเอาใจใส่กับสิทธิของประชาชนและข้อปฏิบัติที่จะปกปักษ์พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด ดังเช่น แนวทางที่สำนักงานอัยการสูงสุดเคยแยกแยะให้เห็นแล้วว่า การล่อซื้อกับล่อให้กระทำความผิดนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่สำคัญก็คือเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่หลงทางตกเป็นเครื่องมือมิจฉาชีพเสียเอง

ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398276?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง

11 พฤศจิกายน 2562 – 13:30 น.
ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง,รู้ลึกจุฬาฯ
เปิดอ่าน 1,827 ครั้ง

ความเหลื่อมล้ำอันรุนแรง คอลัมน์…  รู้ลึกจุฬาฯ

การสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยสะท้อนว่าปัญหานี้กำลังจะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยมีนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นถึงการออกจากกับดักรายได้ปานกลางแต่ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่า และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในทศวรรษที่ผ่านมายังคงสร้างความกังวลให้ภาคประชาชนว่าการกระจายรายได้ที่ไม่สมดุล ไม่เท่าเทียมกันนั้นจะพาสังคมไทยไปในทิศทางใด

คำถามนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงในงานประชุมวิชาการเรื่อง “การลดความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติเพื่อการการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์กรสหประชาชาติ เวทีเสวนาครังนี้จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรอ็อกแฟม (Oxfam) เมื่อวันที่ 29-30 ตุลาคม ที่ผ่านมา

รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม จากภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา ตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยในหัวข้อ “Reducing inequalities : Recent experiences from Thailand” โดยกล่าวว่า การวัดความเหลื่อมล้ำในวงการวิชาการ มักพิจารณาจากการถือครองรายได้ โดยใช้ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งไปสำรวจมาแต่ละครัวเรือนว่ามีรายได้เท่าใด จากนั้นจึงนำรายได้ของกลุ่มตัวอย่างมาคำนวณเพื่อจัดทำเป็นสัมประสิทธิ์ความเสมอภาค หรือ จีนี (Gini coefficient) เป็นวิธีวัดการกระจายของข้อมูลทางสถิติอย่างหนึ่งที่นิยมใช้เป็นตัวบ่งชี้ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้หรือการกระจายความร่ำรวย

“ถ้ามองจากฐานข้อมูลเราจะพบว่าตัวเลขดูดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง แต่คำถามคือเราเชื่อข้อมูลนี้ได้มากน้อยแค่ไหน สำนักงานสถิติสำรวจคนครบทุกกลุ่มไหม เพราะโดยการเก็บข้อมูลซึ่งเป็นการสำรวจตามครัวเรือน คนที่รวยหรือรวยมากๆ มักจะไม่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ตรงข้ามกับงานสำรวจของ Forbes ซึ่งก็ได้สำรวจคนระดับมหาเศรษฐีในไทย เราก็มักจะเห็นว่า ความมั่งคั่งของคนกลุ่มนี้โตเร็วจริงๆ”

งานวิจัยของอาจารย์วิมุต จึงนำข้อมูลอื่นมาประกอบเพื่อหาความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงของประเทศไทย โดยการนำข้อมูลของกรมสรรพากรในด้านของกลุ่มรายได้กับการเสียภาษีเพื่อดูว่าผู้ที่มีรายได้ระดับสูงเสียภาษีมากน้อยเท่าใด ซึ่งผลปรากฏว่าความเหลื่อมล้ำในไทยไม่ได้ลดลงอย่างที่ตัวเลขทางการระบุ
“การถือครองทรัพย์สินของคนรวยก็ยังสูงมาก สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงในประเทศไทยมันไม่ได้ลดลงอย่างที่คิด”

งานวิจัยของอาจารย์วิมุต ยังวิเคราะห์ไปถึงการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมในมิติด้านการศึกษา และด้านการบริการทางสุขภาพ ซึ่งแม้จะมีตัวเลขของผู้ที่ได้รับสิทธิมากขึ้นแต่ตัวเลขในเชิงคุณภาพก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

“คนไทยยุคปัจจุบันได้รับการศึกษามากกว่าคนรุ่นก่อน การรักษาพยาบาลก็เข้าถึงมากขึ้น แต่ในเรื่องคุณภาพก็ยังเป็นปัญหา คนจนแม้จะได้รับการศึกษาจำนวนปีเท่ากับคนรวย แต่คุณภาพการศึกษาก็ยังสู้ลูกคนรวยไม่ได้ ขณะที่การบริการรักษาทางการแพทย์ก็ยังกระจุกตัวในกรุงเทพฯ มากกว่าในต่างจังหวัด”

อาจารย์วิมุตกล่าวต่ออีกว่า ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจของไทยสืบเนื่องมาจากนโยบายของภาครัฐมักเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจ ไม่สนับสนุนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของตนเอง ดังนั้นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำคือการจัดสรรภาษีที่เป็นธรรม ตามหลักการจัดสรรรายได้จากคนรวยสู่คนจน ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ภาษีของไทยยังไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าว

“ตอนนี้ภาษียังไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ส่วนใหญ่มีนโยบายลดหย่อนภาษีจำนวนมากซึ่งเอื้อต่อคนรวย ทำให้เกิดการกระจุกตัวของที่ดินและความมั่งคั่ง ภาษีควรทำหน้าที่ในการกระจายความมั่งคั่ง ซึ่งต้องนำไปใช้ประโยชน์สูงสุดแก่คนในประเทศ”

อย่างไรก็ตามอาจารย์วิมุตยังกังวลเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาษี “ภาครัฐไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าสามารถจัดการเงินให้มีความโปร่งใส ดังนั้นภาครัฐต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและนำไปใช้ ประชาชนก็จะมีความเชื่อมั่นและเกิดความพร้อมใจที่จะจ่ายภาษี ถ้าทำแบบนี้ได้จริง การจัดสรรความมั่งคั่งก็ทำได้มั่นคงมากขึ้น”

อาจารย์วิมุตชี้ว่าความเหลื่อมล้ำที่กำลังเผชิญอยู่จริงในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงกว่าที่ปรากฏเป็นตัวเลขสถิติ ดังนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่แก้ไข ก็อาจจะนำไปสู่ความตึงเครียด ความรุนแรง อย่างที่เคยประสบมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย
“ในภาวะความเหลื่อมล้ำแบบนี้ หากรัฐบาลไทยยังไม่ตระหนักและเริ่มต้นที่จะปฏิรูปการกระจายรายได้ แต่ยังคงรักษาฐานเสียงด้วยนโยบายระยะสั้น เน้นซื้อใจและซื้อความนิยมจากประชาชน คนชั้นกลางและชั้นล่างที่ได้รับผลกระทบหนักก็อาจจะลุกขึ้นมาเรียกร้องผลักดันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและอาจนำไปสู่ความรุนแรงอีกครั้งได้”

เขี้ยวเล็บตำรวจ คือโล่กันภัยประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/398313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เขี้ยวเล็บตำรวจ คือโล่กันภัยประชาชน

11 พฤศจิกายน 2562 – 13:25 น.
สายตรวจระวังภัย,ตำรวจ,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา
เปิดอ่าน 480 ครั้ง

เขี้ยวเล็บตำรวจ คือโล่กันภัยประชาชน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่บังคับใช้กฎหมาย ต้องเผชิญและปะทะกับโจรผู้ร้าย ที่ผ่านมาเวลามีการจับกุม ตำรวจไปจับ ไปยิง บางทียิงผิดตัวบ้าง ยิงพลาด หรือบางทียิงไม่ถูกโจร ถูกโจรยิงเอา มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ขณะที่นโยบายของ “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. บอกกำชับว่าให้ทุกหน่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของข้าราชการในสังกัด พัฒนา เสริมสร้าง ลดความสูญเสียของตำรวจ ตลอดจนศึกษาทำความเข้าใจในอาวุธ ท่าทางการยิงปืน กฎแห่งความปลอดภัย และที่สำคัญคือ การแก้ไขเหตุติดขัดอาวุธปืน

สำหรับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีสนามฝึกยิงปืนที่ได้คุณภาพมาตรฐานของ กองบังคับการสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 ซึ่งเป็นสนามฝึกได้ทั้งกลางวันแลพกลางคืน เรียกได้ว่าสามารถจำลองการฝึกได้ทุกสถานการณ์แบบ 24 ชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้ช่วงบ่ายวันที่ 8 พฤสจิกายน ที่ผ่านมา ผู้นำตำรวจเมืองหลวง นามเรียกขานรหัส “น.1” พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เพตรา ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผบช.น. เข้าตรวจเยี่นมและดูการฝึกยิงปืนหลักสูตร “การยิงปืนพกแบบต่อสู้” (PRACTICAL PISTOL COURSE ADVANCE ( P.P.C. ADVAVCE) ที่สนามฝึกยิงปืน บก.สปพ. โดยมี พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ผบก.บก.สปพ. พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว พ.ต.อ.ประสงค์ อานมณี พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ บัณฑิต รองผบก.สปพ. พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ และครูฝึก บก.สปพ. ต้อนรับ

จากนั้นผู้นำสีกากีเมืองหลวงได้ชมการสาธิตยิงปืนทั้งหมด 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.การยิงระยะ 23 หลา ใช้กระสุน 18 นัด ภายใน 60 วินาที 2.ระยะ 15 หลา กระสุน 8 นัด แบ่ง 2 ชุดตามคำสั่ง 3.ระยะ 10 หลา กระสุน 10 นัด จำลองสถานการณ์ แสงน้อย 4.ระยะ 7 หลา กระสุน 12 นัด (ยิงหัวเท่านั้น) และ 5.ระยะ 7 หลา กระสุน 12 นัด บรรจุ 6 นัด วิ่งยิงระยะ 5 หลา บรรจุ 6 นัด

ทั้งนี้สนามยิงปืนดังกล่าวเป็นก่อสร้างบนพื้นที่ กก.สายตรวจปฏิบัติการพิเศษ ความกว้างสนาม 8.5 เมตร ยาว 40 เมตร ประกอบด้วย ห้องวีไอพี ห้องอบรม ห้องเก็บอุปกรณ์ ห้องควบคุม ห้องล้างปืน พื้นที่สนามยิงปืน ห้องปากดักกระสุน ห้อง Generator พื้นที่ยิง ประกอบด้วย 5 ช่องยิง ระยะยิง 25 หลา และเป็นสนามฝึกซ้อมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

การฝึกอยู่เป็นประจำจะทำให้เกิดความชำนาญและมั่นใจตลอดจนกล้าตัดสินใจแก้ไขปัญหาในภาวะฉุกเฉิน เพราะตำรวจบางคนเมื่อจบจากโรงเรียนมาไม่เคยหยิบปืนอีกเลยถึงได้เกิดสูญเสีย พอมีเหตุก็มีการสูญเสีย เนื่องจากอาจยิงแล้วพลาด ซึ่งคนที่ไม่คุ้นเคยจริงๆ เพียงแค่ได้ยินเสียงปืนก็ทำให้ตกใจ ฉะนั้นทักษะการยิงอาวุธปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติที่ตำรวจไทยนิยมใช้ในปัจจุบันซึ่งเมื่อถึงยามคับขันจำต้องชักปืนออกมาใช้นั้น เป้าหมายสำคัญควรต้องหยุดยั้งได้เฉพาะคนร้าย ไม่ทำอันตรายต่อตัวผู้ปฏิบัติ ผู้ร่วมงาน รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ปืนอาจจะไม่เหมือนดาบ แต่ที่คล้ายกันคือมีสองคม เพราะนอกจากเป็นอาวุธป้องกันตัวแล้วก็อาจจะเป็นอันตรายต่อเจ้าของได้ด้วยหากไม่คุ้นเคย..!!