มาเรียม รณรงค์ ขยะพลาสติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384452?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาเรียม รณรงค์ ขยะพลาสติก

21 สิงหาคม 2562 – 08:07 น.
มาเรียม,ม็อบฮ่องกง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,416 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘มาเรียม’ พะยูนน้อยวัย 9 เดือน ตายลงอย่างน่าเศร้าใจไปแล้ว ท่ามกลางการเอาใจช่วยของชาวไทยและชาวโลก

จากการผ่าซากชันสูตร พบเศษพลาสติกอุดปลายลำไส้ใหญ่ และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ แทรกซ้อน

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้ ‘มาเรียม’ เป็นโมเดลให้รณรงค์ขยะพลาสติกในทะเล ยิ่งนับวันจะมีมากขึ้นทุกที

นาทีนี้จึงอยากให้ ‘มาเรียมโมเดล’ เป็นต้นแบบของการกำจัดขยะในท้องทะเล รวมถึงแหล่งอื่นๆ ด้วย โดยอย่าทำให้ ‘มาเรียม’ ต้องตายไปอย่างสูญเปล่า

ทุกภาคฝ่ายจะต้องร่วมมือกันลดละเลิกการใช้พลาสติก หรือโฟม หรือวัสดุ ย่อยสลายยากต่างๆ

ขอให้ทุกคนมีจิตสำนึกในเรื่องกำจัดขยะ อย่าให้เกิด ‘มาเรียม’ ต้องสูญเสียไปอีกเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 “ม็อบฮ่องกง” ในอีกมุมมอง
คุณ “อำนาจ สุนทรวัฒน์” ส่งจดหมายนี้มาจากอเมริกา ซึ่งมีมุมมองประกอบกับข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากๆ

ผมขออนุญาตเป็นสื่อกลาง นำเสนอมาให้พิจารณา ซึ่งภาพรวมก็เกิดขึ้นนอกเหนือจากฮ่องกงเป็นแดนสวรรค์ของนักชิม และนักช็อปปิ้งในสายตาคนไทยบางคนเท่านั้น
อ๊อด เทอร์โบ


 ม็อบฮ่องกง
 เสมอไหนก็เหนื่อย

สถานการณ์ในฮ่องกงชั่วโมงนี้ เป็นปัญหาใหญ่สุดๆ ของจีนแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะลงมือปราบม็อบแบบเด็ดขาดเหมือนกันกับที่เคยทำที่เทียนอันเหมินก็จะถูกชาวโลกประณามอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ออกมาปรามจีนไว้ว่า อย่าให้การเจรจาเรื่องการค้ามันยากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แล้ว ถ้าใครคิดว่าเรื่องเจรจาการค้าเป็นเรื่องเล็กต่อจีน จีนมีทีเด็ดที่จะแก้ลำกับอเมริกาได้ เชื่อผมเถอะครับ จีนกังวลไม่น้อยหรอก 30 กว่าปีที่ค้าขายสบายๆ จนจีนร่ำรวยมหาศาล เพราะคนอเมริกันสนับสนุนให้มาช่วยในการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น จนจีนเจริญรุ่งเรืองแบบเอาไม่อยู่ อเมริกันเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ตัวจริงของโลก 400 ล้านคนที่พอมีพอกิน ย่อมเป็นลูกค้าที่ดี รับรองได้เรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจะไม่มีสิทธิ์เกิดขึ้นจากคนอเมริกันหรอกครับ กับประเทศไหนๆ ก็ได้ แม้แต่เม็กซิโกที่อเมริกันไปเที่ยวกันปีละหลายๆ ล้านคน

ฉะนั้นเรื่องเจรจาการค้า ที่คนมักวิจารณ์กันว่าอเมริกาจะรับแรงกระทบอย่างมากมาย ใช่ครับ ต้องกระทบกระเทือนแน่ แต่ทนมา 30 กว่าปีแล้ว จะเป็นไรไป หรืออาจจะดีขึ้น แต่สำหรับจีนนั้น กระทบแน่ และในขณะนี้ก็เริ่มแล้ว

กลับมาเรื่องฮ่องกงต่อ จีนปวดหัวแน่นอนในการปราบจลาจลคราวนี้ คนฮ่องกงเรียนรู้จากเทียนอันเหมินที่รวมตัวกันเป็นกระจุกเหมือนเป็ดง่อย พอย่ำค่ำก็โดนสลายย่อยยับ มีคนบาดเจ็บและตายกันมากมาย นอกจากนั้นแล้วคนฮ่องกงไม่มีแกนนำ ฟังกันเอง ตกลงกันเอง จับใครก็จับไป การสื่อสารเขาถึงกัน มีการวางแผนมาอย่างดี ผู้ชุมนุมสามารถลื่นไหลได้อย่างกระแสน้ำ จับตรงนี้โผล่ตรงนั้น คนเรือนล้านมันไม่ง่ายครับธรรมดาแล้วไม่ได้ต้องการปิดสนามบิน แค่เข้าไปชวนผู้โดยสารขาเข้าให้ร่วมมือเท่านั้น

แต่พอมีการจับกุม ก็เกิดโกลาหลขึ้นคนวิ่งหนีกันไปทั่วสนามบิน ในที่สุดก็ปิดไปเองโดยปริยาย ใช้โซเชียล มีเดียได้อย่างเป็นประโยชน์ ครั้นจีนจะทำลายคลื่นทั้งหมดในการสื่อสาร ก็เหมือนปิดประเทศ ยิ่งสร้างความหายนะให้แก่จีนมากขึ้นยากที่จะคณานับ เพราะฮ่องกงคือเส้นเลือดใหญ่ ที่จีนต้องการทั้งตอนนี้และวันข้างหน้า และจีนตอนนี้ถึงจะร่ำรวยปานใด แต่ในด้านเศรษฐกิจแล้ว กำลังทรุดโทรม

จีนกับฮ่องกงไม่เหมือนไครเมีย กับรัสเซีย ไครเมียต้องการเข้าไปรวมกับรัสเซียเพราะชาติพันธุ์เดียวกันพูดภาษาเดียวกัน ไม่เหมือนกันได้อย่างไร ในเมื่อฮ่องกงก็คือจีนมาก่อน ภาษา อาหารการกินก็คล้ายคลึงกัน เสรีภาพและสิทธ์มนุษยชนครับที่ไม่เหมือนกัน คนฮ่องกงได้ลิ้มรสมาตั้ง 100 กว่าปีแล้ว ถ้าจะนับเป็นเจเนอเรชั่น ถ้า 20 ปี คือหนึ่งเจเนอเรชั่น นี่คือเจเนอเรชั่นที่ 6 อันนี้แหละครับที่เป็นปัญหา ถ้าน้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ฉันใด เสรีภาพกับการกดขี่ยิ่งยากกว่าที่จะเข้ากันได้

จีนใจร้อนไปนิดหนึ่งที่จะรวบฮ่องกงไวไป อีก 29 ปี ก็จะหมดเวลาของ 1 ประเทศ 2 ระบบแล้ว ถ้ารอให้ถึงวันนั้น แล้วค่อยชโลมใจให้คนฮ่องกงมีความประสงค์ที่อยากจะเป็นจีนด้วยกัน เหมือนที่ทำกับไต้หวันน่าจะได้ผลกว่า

แต่การมีผู้นำแบบเผด็จการอย่าง สี จิ้นผิง ผมว่ามาผิดเวลา ความเชื่อมั่นของชาวฮ่องกงต่อสี จิ้นผิง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่มีการยอมรับ เหมือนกันกับรัสเซียชั่วโมงนี้ สายพันธุ์ใหม่เกลียด วลาดิมีร์ ปูติน มาก ทุกคนต่อหาว่า วลาดิมีร์ ปูติน คือมาเฟีย ยิ่งสี จิ้นผิง ไปจับมือกันแน่นแฟ้นด้วยแล้ว คนฮ่องกงย่อมไม่ไว้ใจ

พูดถึงท่าทีของประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาที่เป็นผู้นำกันบ้าง โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ แกนั่งดูเรื่องนี้อย่างสบายอารมณ์ ออกมาขู่เข็ญบางครั้งคราวว่าอย่าปราบม็อบอย่างรุนแรงนะ โลกเสรีกำลังจับตาดูกันอยู่ ยิ่งทำให้ม็อบฮึกเหิม ผมเชื่อว่าอเมริกาพร้อมที่จะรับผู้อพยพจากฮ่องกงทันทีแบบไม่อั้น

ยิ่งออกมาประกาศนโยบายว่า อเมริกาจะให้สิทธิ์และสัญชาติกับคนที่มีคุณภาพเท่านั้นตั้งแต่นี้ต่อไป ผมว่าอเมริกาที่มีประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล สามารถรองรับประชากรที่มีประมาณ 7 ล้านคนได้อย่างสบายๆ ใครว่าสงครามโลกครั้งต่อไปจะเกิดจากตะวันออกกลาง ก็ยังอาจจะไม่ผิดหรอกครับ แค่ตัดคำว่ากลางออกไปก่อนชั่วโมงนี้

ฮ่องกงเป็นเมืองที่ชาวโลกหวงแหน ไม่มีไครอยากเห็นที่จะกลับไปเป็นสมบัติของจีนหรอกครับ นอกจากคนจีนและคนสิงคโปร์เท่านั้น
อำนาจ สุนทรวัฒน์

p32

ข้อมูลที่พึงเฝ้าระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อมูลที่พึงเฝ้าระวัง

21 สิงหาคม 2562 – 07:24 น.
เฝ้าระวัง,ลอบวางระเบิดเพลิง,ก่อสร้าง,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,083 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562

ตามข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุเอาไว้ว่า หนึ่งในผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดเพลิงสถานที่ราชการสำคัญและย่านการค้าในกรุงเทพฯ และปริมณพลนั้น เกี่ยวโยงกับหนึ่งในสองผู้นำสูงสุดของกลุ่มบีอาร์เอ็น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งผู้ต้องสงสัยรายนี้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้นำในการวางแผนจากประเทศเพื่อนบ้านเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 อันเป็นปฐมบทของไฟใต้ที่ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งจนถึงทุกวันนี้ รวมเวลา 15 ปีเต็ม นับเป็นเรื่องที่รัฐบาลโดยเฉพาะหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งด้านการข่าวและมาตรการป้องกัน

เหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างยิ่ง แม้จะถูกมองว่าเป็นระเบิดที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นและอาจจะโยงใยกับบางฝ่ายที่สมประโยชน์ ปฏิบัติการจึงอยู่ในระดับของการดีสเครดิตรัฐหรือสร้างความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและลดทอนความเชื่อมั่นจากนานาชาติโดยไม่ได้มุ่งหวังเอาชีวิต แต่ประเด็นที่ไม่อาจจะเลย ทั้งๆ ที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือมาตรการด้านความมั่นคงและความเข้มข้นในการรับมือกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ ถ้าหากจะมองสถานการณ์อย่างเลวร้ายเพื่อความไม่ประมาทเอาไว้ก่อนเพื่อเสาะหาความเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้ก่อการอาจจะยกระดับความรุนแรงหรือเป้าหมายสู่การวินาศกรรม สร้างความสูญเสียให้หนักข้อยิ่งขึ้น

ในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งรัฐบาลส่วนกลางได้เร่งรัดก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค อย่างเช่น ระบบขนส่งมวลชน ตลอดจนสร้างศูนย์กลางการคมนาคมขึ้นกลางเมือง เพื่อต่อเชื่อมกับทุกภูมิภาคด้วยสนามบินนานาชาติ ระบบรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ โดยมีการจราจรทางถนน ทางเรือเป็นลูกข่ายของการต่อเชื่อมอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องดำเนินมาตรการไปพร้อมกัน คือด้านความปลอดภัยต้องก้าวหน้าทันสมัย เคียงขนานกับการเกิดขึ้นของสิ่งปลูกสร้างที่ดูยิ่งใหญ่โอฬาร เป็นแหล่งรวมของผู้คนนับหลายล้านคนในแต่ละวัน เพราะขณะเดียวกันที่พื้นที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้นนั้นจุดเปราะบางที่อาจตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสได้เช่นกันถ้าหากว่า มาตรการหละหลวมหรือถูกละเลย

  ในอีกด้านหนึ่งความร่วมมือของประชาชนก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยของรัฐ อย่างเช่น ช่วยเป็นหูเป็นตา ให้ความเอาใจใส่และปฏิบัติตามคำแนะนำประกาศขอความร่วมมือ รวมไปถึงข้อห้ามอันเคร่งครัดของบริการสาธารณะต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามักจะพบว่าผู้เข้ารับบริการทั้งขนส่งสาธารณะและสถานที่เปิดอย่างห้างสรรพสินค้า ศูนย์รวมขอ’ชุมชนต่างๆ มักจะละเลย ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เท่าที่ควร ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองก็มีไม่มากพอหรือมีฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายปกครองคอยสนับสุนเพื่อให้การดำเนินมาตรการเพื่อความเป็นปลอดภัยเป็นไปอย่งเข้มข้นและจริงจัง ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงดังกล่าวมานั้นบอกให้ทุกฝ่ายพึงตระหนักอย่างไม่ตื่นตระหนก แต่ก็จะประมาทหรือย่อหย่อนไม่ได้เป็นอันขาด

บัตรทองเบิกฟรี.. ยาป้องกันเอดส์… วิธีกินให้ได้ผล! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บัตรทองเบิกฟรี.. ยาป้องกันเอดส์… วิธีกินให้ได้ผล!

20 สิงหาคม 2562 – 10:50 น.
เอชไอวี,เอดส์,ภูมิคุ้มกันบกพร่อง,ยาเพร็พ,PrEP,PreExposure Prophylaxis
เปิดอ่าน 2,064 ครั้ง

บัตรทองเบิกฟรี.. ยาป้องกันเอดส์… วิธีกินให้ได้ผล! โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“ไวรัสร้ายเอชไอวี” หรือ เอดส์ นั้น สมัยนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์การแพทย์คิดค้น “ยาป้องกันเอดส์” ที่กินแล้วได้ผล ป้องกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้องค์การอนามัยโลกเชิญชวนให้ทุกประเทศแจกฟรี เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปล่อยให้คนติดเชื้อเอดส์จนป่วย สุดท้ายรัฐต้องควักเงินช่วยค่ารักษาสูงมากกว่าหลายเท่า…ปีหน้า 2563 คนไทยจะได้รับสิทธิ์นี้เช่นกัน รวมถึงผู้ถือบัตรทองด้วย…

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อร่างกายของมนุษย์ได้รับ “เชื้อเอชไอวี” เข้าไปช่วงแรกนั้น ไม่ว่าจะได้จากคู่รักผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เข็มฉีดยา หรือติดจากแม่สู่ลูก ฯลฯ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปีกว่าเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปโจมตีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจนย่อยยับ กลายเป็นอาการ “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” (Acquired Immune Deficiency Syndrome : AIDS) ชาวบ้านเรียกง่ายๆ ว่า “โรคเอดส์” ถ้าใครป่วยโรคนี้แล้วร่างกายจะติดเชื้อโรคอื่นๆ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันไปช่วยต่อสู้

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนค้นพบยาต้านไวรัสเอชไอวีนั้น มนุษย์โลกเสียชีวิตเพราะโรคเอดส์ปีละหลายล้านคน ตัวเลขปี 2558 รวมยอดสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลกมีจำนวน 35 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทยช่วงปี 2541-2545 พบรายงานผู้เสียชีวิตประมาณหมื่นคนในแต่ละปี ตัวเลขเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเรื่อยๆ จนยอดสะสมผู้เสียชีวิตพุ่งไปถึง 5 แสนกว่าคน แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังค้นพบ “ยาต้านไวรัสเอชไอวี” ที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยเอดส์ รวมถึง “ยาป้องกันเอชไอวี” สำหรับผู้ยังไม่ป่วยแต่เสี่ยงติดเชื้อ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตและป่วยเอดส์ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว

กรมควบคุมโรคใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์คำนวณตัวเลขปี 2561 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละ 17 คน หรือปีละ 6,400 คน เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 49 คน หรือประมาณปีละ 18,000 คน และมีอีกเกือบ 5 แสนคนที่ติดเชื้อแล้วยังชีวิตอยู่แทบไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป

ตัวเลขน่าสนใจคือ จำนวนคนติดเชื้อเอชไอวี 4.8 แสนคนนั้น ส่วนใหญ่มากกว่า 4.5 แสนคนรู้ตัวว่าติดเชื้อแล้ว แต่มีอีกกว่า 28,000 คน ที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไวรัสเอชไอวีไปสู่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

กรมควบคุมโรคพยายามตั้งเป้าหมายไม่ให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นไปมากกว่าวันละ 17 คน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยควักงบประมาณช่วยดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ปีละไม่ต่ำกว่า 3,000–4,000 ล้านบาท จากตัวเลขปี 2561 ใช้ไปทั้งสิ้น 3,218 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบบริการดูแลรักษาด้วยยาต้านไวรัส และบริการที่เกี่ยวข้อง 2,952 ล้านบาท 2.งบบริการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี 200 ล้านบาท และ 3.งบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการ 66 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น วิธีประหยัดงบประมาณที่ดีสุดในอนาคตคือ ต้องให้บริการ “ยาป้องกันเชื้อเอชไอวีฟรี” โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ชายรักชาย หญิงหรือชายที่ให้บริการทางเพศ ผู้ใช้สารเสพติดผ่านเข็มฉีดยา ฯลฯ

เครือข่ายภาคประชาชนพยายามผลักดันโครงการจ่ายยาฟรีมาตลอด ในที่สุดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “สปสช.” ได้อนุมัติให้แจกยาเพร็บ หรือยาต้านไวรัสแก่ผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อเอชไอวี คาดว่าปี 2563 จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายได้ถึง 3,000 ราย

 ยาเพร็พ (PrEP) ย่อจาก PreExposure Prophylaxis หรือยารับประทานเพื่อป้องกันเชื้อเอชไอวี สำหรับกลุ่มที่ “ไม่เคยตรวจพบเชื้อเอชไอวี” ในร่างกายมาก่อน แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อจากคู่นอน หรือจากการปฏิบัติหน้าที่การงาน ยาตัวนี้มีส่วนผสมของยาต้านไวรัส 2 ตัว ประกอบด้วย ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir Disoproxil Fumarate: TDF) 300 มิลลิกรัม และ เอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine: FCT) 200 มิลลิกรัม กินเพียงวันละ 1 เม็ด ราคาประมาณเม็ดละ 20 บาท

งานวิจัยพบว่า “ยาเพร็พ” หรือชาวบ้านเรียกว่า “ยาป้องกันเชื้อเอดส์” หากกินทุกวันและกินอย่างถูกวิธีสามารถใช้ได้ผลอย่างดีกับกลุ่มชายรักชาย ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้สูงถึงร้อยละ 92 ทีเดียว

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2562 “นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา” เลขาธิการ สปสช. ประกาศมติเห็นชอบให้แจกยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเสี่ยงสูงทุกกลุ่ม อธิบายง่ายๆ คือ การอนุญาตให้เบิก “ค่ายาเพร็พ” ได้นั่นเอง แต่ต้องเป็นยาที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ขวดละ 600 บาท จำนวน 30 เม็ด

เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำมาตั้งแต่ปี 2558 ให้ทุกประเทศใช้ยาเพร็พกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีสูง วิเคราะห์กันว่าหากแจกจ่ายยาป้องกันเอดส์อย่างทั่วถึงจะทำให้ประเทศไทยสามารถยุติปัญหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ตามเป้าหมายปี 2573

ทั้งนี้ “ยาเพร็พ” เป็นแค่ยาป้องกันเชื้อเอชไอวีเท่านั้น แต่ไม่ได้ป้องกันเชื้อโรคอื่นๆ หรือป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้น การมีเซ็กส์อย่างปลอดภัยคงต้องใส่ถุงยางอนามัยเหมือนเดิม

วิธีการกิน “ยาเพร็พ” ให้ได้ผลดีร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องทำตาม 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ก่อนกินยาต้องไปตรวจให้ชัวร์ก่อนว่าร่างกายไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี 2.ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลสังกัดบัตรทองหรือบัตรประกันสังคม เพื่อปรึกษาว่าอยากกินยาเพร็พ 3.ควรตรวจ “ค่าไต” เพื่อดูว่าสามารถรับผลกระทบจากยาเพร็พได้หรือไม่ เนื่องจากตัวยามีผลต่อไต และ 4.ต้องกินยาทุกวัน วันละ 1 เม็ด และกินในเวลาเดียวกันทุกวัน เช่น กินก่อนอาหารเที่ยง หรือกินก่อนอาหารเย็น

หากวันใดลืมกินก็ให้กินวันถัดไป 1 เม็ด กินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิกมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น เลิกขายบริการทางเพศ เลิกพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอน เลิกใช้เข็มยาเสพติด ฯลฯ ค่ายาตกประมาณเดือนละ 600 บาท หรือปีละ 7,200 บาท ใครที่กินยาเพร็พแล้วรู้สึกคลื่นไส้ ปวดหัว เวียนหัว ปวดท้องหรือท้องเสีย แสดงว่าเจอผลข้างเคียงของยา จะมีอาการแบบนี้ต่อเนื่อง 2-3 อาทิตย์ แล้วค่อยๆ ดีขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

“ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา” คือคำประกาศยุทธศาสตร์ป้องกันเอดส์ของรัฐบาลบิ๊กตู่ โดยกำหนดเป้าหมาย “ไม่ติด” เกินปีละ 1,000 ราย “ไม่ตาย” เกินปีละ 4,000 ราย และ “ไม่ตีตรา” หมายถึงลดการเลือกปฏิบัติจากเอดส์ให้เหลือร้อยละ 90

หากกระทรวงสาธารณสุขตั้งใจทำจริง หวังว่าตอนที่ชาวบ้านไปหาหมอตามโรงพยาบาล เพื่อขอ “ยาป้องกันเอชไอวี” จะได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ถูกไล่ตะเพิดกลับบ้านมือเปล่า

ถ้าทำได้ตามนี้ เชื่อว่า รัฐบาลบิ๊กตู่ จะกลายเป็นฮีโร่ตัวอย่างของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกทันที

ปมเหตุบึ้มกรุงอาจใหญ่กว่าไฟใต้-การเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384287?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปมเหตุบึ้มกรุงอาจใหญ่กว่าไฟใต้-การเมือง

20 สิงหาคม 2562 – 09:50 น.
บึ้มกรุง,ไฟใต้
เปิดอ่าน 5,615 ครั้ง
ผ่านครึ่งเดือนหลังเกิดเหตุระเบิดหน้าสถานที่ราชการสำคัญและย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคนร้ายวางแผนใหญ่กว่าคำว่า “ป่วน” เพราะมีการวางระเบิดเพลิงถึง 8 ลูกตามร้านค้าย่านประตูน้ำ และห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของเมืองไทยย่านสยามสแควร์ ซึ่งหากระเบิดทำงานตามแผนทั้งหมด จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่ที่ทำลายทั้งเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ15-16 วันที่ตำรวจทำงาน ปรากฏว่าคดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร ข้อมูลทางเปิดระบุว่า มีการออกหมายจับมือปฏิบัติการระเบิดไปแล้ว 9 หมาย ผู้ต้องหา 6 คน อีก 4 คนกำลังไล่ล่า

ส่วนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเชิญตัวผู้ต้องสงสัยเข้ากระบวนการซักถามมากกว่า 20 คน ในจำนวนนี้ถูกควบคุมตัว 5 คน โดย 2 จาก 5 คนนี้ ถูกจับขณะขี่รถจักรยานยนต์เตรียมข้ามด่านพรมแดนที่สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นี่คือข้อมูลเปิดที่รายงานทางสื่อสารมวลชนทั่วไป

แต่สำหรับ “ข้อมูลปิด” ที่หน่วยงานความมั่นคงได้ข้อมูลมา คืบหน้าไปกว่าข้อมูลเปิดเยอะทีเดียว

ล่าสุดมีการระบุชื่อ “นายเด็ง อะแวจิ” เป็นผู้นำในการวางแผน แต่ยังไม่ชัดว่าเป็น “มาสเตอร์มายด์” ด้วยหรือไม่

จากข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง นายเด็ง อะแวจิ เป็นผู้นำระดับจิตวิญญาณของขบวนการบีอาร์เอ็น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอิทธิพลสูงสุดในสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีประวัติเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นปืนจากค่ายทหารใน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็น “วันเสียงปืนแตก” ก่อนที่ไฟใต้จะคุโชนมานานกว่า 15 ปี

ผู้นำสูงสุดของบีอาร์เอ็นยุคปัจจุบัน มีอยู่ 2 ชื่อที่ถูกเอ่ยถึง หนึ่ง คือ นายดูนเลาะ หรือ ดุลเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โรงเรียนนี้ถูกทางการสั่งปิด และศาลสั่งยึดที่ดินตกเป็นของรัฐ เนื่องจากพัวพันการก่อการร้าย นายดูนเลาะจึงเป็นผู้นำที่คุมกำลังส่วนใหญ่ทางฝั่งปัตตานี

ขณะที่ นายเด็ง อะแวจิ คุมกำลังในสายนราธิวาส ทำให้มีความเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการระเบิดกรุงเทพฯ เพราะล้วนเป็น “ทีมนราธิวาส” ทั้งสิ้น ข่าวบางกระแสระบุว่า จริงๆ แล้ว เด็ง อะแวจิ เป็นผู้นำตัวจริงของบีอาร์เอ็น และคุมฝ่ายทหารทั้งหมด บทบาทเหนือกว่า ดูนเลาะ แวมะนอ เสียอีก

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุว่า คนที่ข้ามแดนไปรับงานครั้งนี้ เป็นชายวัย 35 ปี มีตำแหน่งเป็นผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ และว่ากันว่าได้พบแกนนำระดับสูงของบีอาร์เอ็นในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังมีอิทธิพลสูงในหน่วยงานความมั่นคงไทย โดย พล.อ.ประวิตร ยอมรับว่า เหตุการณ์ลอบวางระเบิดกรุงเทพฯ มีการไปวางแผนกันในประเทศเพื่อนบ้าน

สอดรับกับข้อมูลของ แม่ทัพภาคที่ 4 “บิ๊กเดฟ” พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ที่เพิ่งแฉทั้งภาพทั้งข้อมูลว่า แก๊งคนร้ายแก๊งนี้ขนระเบิดใส่เป้ผ่านด่านสุไหงโก-ลก เข้ามาอย่างสะดวกโยธิน มีการจับภาพผู้ต้องสงสัยได้ขณะแบกเป้ข้ามด่าน เรียกว่าตบหน้าฝ่ายความมั่นคงไทยแบบเต็มๆ

ผู้ต้องสงสัยบางคนที่กล้องวงจรปิดบริเวณด่านพรมแดนบันทึกภาพได้ ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้แล้ว ขณะที่บางคนมีรายงานเข้า-ออกด่านพรมแดนหลายครั้งก่อนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันนัดหมายลอบวางระเบิด

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีการยกเครื่องมาตรการตรวจเข้มตามด่านพรมแดนทุกด่านของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งช่องทางธรรมชาติ และท่าเรือข้ามฟาก แม้จะเป็นการล้อมคอก แต่ก็ต้องถือว่าได้เวลาทำจริงจังกันเสียที หลังจากปล่อยปละละเลยกันมานาน

คำถามคือ ไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีข้อตกลงร่วมกันในเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้มีการนัดพบปะ วางแผน รับเงิน ในเขตพื้นที่ของตน ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่าสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายรุ่น หลายกลุ่ม ล้วนหลบไปพำนักอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดอยู่ในสายตาของหน่วยงานความมั่นคงของเพื่อนบ้าน

ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมไม่ธรรมดา และไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน

เพราะหากขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำเอง ในแบบที่ไม่มีใครบงการ ก็น่าคิดว่าอะไรคือมูลเหตุจูงใจที่ต้องก่อเหตุถึงในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขกำลังคืบหน้า และบีอาร์เอ็นเองก็มียุทธศาสตร์ใช้ประโยชน์จากการพูดคุย หรือว่าบีอาร์เอ็นไม่พอใจที่รัฐบาลชุดใหม่ยังเป็นนายกฯ คนเดิม และหัวหน้าคณะพูดคุยก็เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นทหารคนเดิม

แต่จากการตรวจสอบกับอดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคง ซึ่งเป็นคนในขบวนการ เชื่อว่าถ้าบีอาร์เอ็นต้องการกดดันรัฐบาลไทยก็ไม่จำเป็นต้องไปวางระเบิดถึงกรุงเทพฯ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะสามารถก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อยู่แล้ว และสร้างแรงกดดันได้ไม่แพ้กัน

หรือหากงานนี้มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเป็น “มาสเตอร์มายด์” คนผู้นั้นก็ต้องรู้จักและเข้าถึงผู้นำระดับสูงของบีอาร์เอ็น ถึงขนาดสั่งให้วางระเบิดได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ต่ำมาก

หาก 2 สมมุติฐานที่ตั้งไว้แต่แรกไม่เป็นจริง ก็น่าคิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะมีชนวนเหตุอื่น

แหล่งข่าวในหน่วยงานความมั่นคงชี้เป้าไปที่ความไม่พอใจของประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับไทย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางหน่วยของไทยปลดแบล็กลิสต์บุคคลต้องสงสัยกลุ่มหนึ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องการตัว เพราะไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งพัวพันไปถึงฝ่ายการเมืองที่หมดอำนาจไปแล้ว และกำลังถูกไล่เช็กบิล โดยคนกลุ่มนี้ยังเปิดบริษัทบังหน้าในไทยและในต่างประเทศนับสิบแห่งเพื่อฟอกเงินระดับแสนล้านด้วย

เป็นไปได้หรือไม่ว่าประเด็นนี้อาจเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ จนเกิดการลอบวางระเบิดขึ้น โดยฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็สมประโยชน์จากปฏิบัติการครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้าสมมติฐานนี้เป็นจริง เหตุระเบิดป่วนกรุงย่อมเป็นปัญหาใหญ่กว่าการเมืองภายในและไฟใต้ของไทย เพราะอาจโยงถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเลยทีเดียว

ถวายสัตย์ไม่ครบจบที่ศาลหรือที่สภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384286?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถวายสัตย์ไม่ครบจบที่ศาลหรือที่สภา

20 สิงหาคม 2562 – 09:15 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์,ุ่สภา,นายชวน หลีกภัย,ศาล
เปิดอ่าน 3,070 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

กลายเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านไปแล้ว สำหรับข้อกล่าวหา “ถวายสัตย์ไม่ครบ” ที่พุ่งเข้าใส่ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเฉพาะเมื่อ 7 พรรคฝ่ายค้านเล่มเกมแรง ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป

แม้ไม่ใช่การลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ขึงพืด-ซักฟอก” นายกฯ กลางสภานั่นเอง

งานนี้จะไปต่อว่าฝ่ายค้านก็คงไม่ได้ เพราะในเกมบดขยี้กันทางการเมืองเช่นนี้ เมื่อบอลไหลมาเข้าเท้า ก็ต้องหวดเต็มเหนี่ยวเป็นธรรมดา

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเองก็พูดเรื่องนี้แบบไม่ชัดเจน ครึ่งๆ กลางๆ ทำให้สังคมตีความกันไปใหญ่โต จนฝ่ายค้านสบช่องรุกไล่ต่อเนื่อง

เกมของฝ่ายค้านยืนอยู่บนหลักการของรัฐธรรมนูญ และการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ก็คือการ “เล่นในสภา”

เริ่มจากยื่นกระทู้ถามสด ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 150 ยื่นมาแล้ว 2 ครั้ง 2 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน แต่นายกฯ ไม่มาตอบ

จากนั้นจึงยกระดับเป็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ซึ่งเขียนเปิดช่องให้ ส.ส.ไม่จำกัดฝ่ายสามารถเข้าชื่อกันได้ด้วยเสียงเพียง 1 ใน 10 เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี

หากเที่ยวนี้ยังมีเบี้ยว ฝ่ายค้านอาจยกระดับไปถึงการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ “ไม่ไว้วางใจ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการควบคุมตรวจสอบฝ่ายบริหารที่ร้ายแรงที่สุดของระบบรัฐสภา เพราะหากรัฐบาลแพ้โหวตก็ต้องลาออก

ข่าวแว่วว่าหาก “ประธานฯ ชวน” นายชวน หลีกภัย บรรจุญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปวันไหน (ล่าสุดลุ้นกันวันที่ 21 ส.ค. หรือพุธนี้) ส.ส.รัฐบาลจะแก้เกมด้วยการไม่เข้าห้องประชุม เพื่อให้องค์ประชุมล่ม เดินหน้าต่อไม่ได้ เพื่อไม่ให้มีการอภิปรายประเด็นนี้ในสภา

เหตุผลของรัฐบาลที่จะตอบกับสังคมก็คือ เรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะรัฐบาล แต่ยังเกี่ยวพันกับสถาบันเบื้องสูง จึงไม่ควรเปิดให้พูดกันอย่างเปิดเผย กว้างขวาง หรืออภิปรายกันไปเรื่อยในสภา นอกจากนั้นเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ หลังจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไปยื่นคำร้องเอาไว้

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ บอกว่าผู้ตรวจการฯ นัดประชุมกันวันที่ 27 สิงหาคมนี้ และคาดว่าจะมีมติหรือคำวินิจฉัยให้ชัดเจนลงไป

รัฐบาลก็จะอ้างเหตุนี้เพื่อรอผลการตรวจสอบ ซึ่งมีโอกาสออกได้ 3 หน้า 3 แนวทาง คือ

1.สั่งยุติเรื่อง หากเห็นว่าไม่มีมูล เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่ทำได้แค่ผ่านคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แต่บทบัญญัติมาตรา 231 เขียนให้มีอำนาจพิจารณาได้ หากพบว่ามีมูลจึงส่งศาล ซึ่งสามารถส่งได้ 2 ศาล แล้วแต่กรณี

2.เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากเห็นว่าเป็นเรื่องบทบัญญัติของกฎหมายที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หรือ 3.เสนอเรื่องให้ศาลปกครองวินิจฉัย หากเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

หากผู้ตรวจการแผ่นดินตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลใดศาลหนึ่ง ก็ต้องถือเป็นเกมยาวที่รัฐบาลต้องเผชิญแรงเสียดทานต่อไป แต่รัฐบาลก็จะอ้างได้ว่า เรื่องอยู่ในศาล ต้องรอศาลวินิจฉัย และคำวินิจฉัยก็จะถือเป็นที่สุด วินิจฉัยออกมาอย่างไร รัฐบาลก็ทำแบบนั้น ก็จะพ้นครหา

แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินชิงยุติเรื่อง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะอ้างว่านายกฯ ในวันเข้าถวายสัตย์ ยังไม่มีสถานะเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ตามที่นักกฎหมายบางคนชี้ช่อง โอกาสที่เรื่องนี้จะบานปลายต่อไปย่อมมีสูง เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ใช่ศาล และคำวินิจฉัยไม่ได้ผูกพันทุกองค์กร

ที่สำคัญมีโอกาสที่ฝ่ายค้านจะลากนายกฯ เข้าสภา และอาจยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นนี้ พ่วงกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังกดดันรัฐบาลอย่างหนัก เพื่อเผด็จศึกในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งมุกโดดประชุมเพื่อให้องค์ประชุมล่ม คงใช้ไม่ได้ตลอดไป

สามมิตร คิดอะไร ไยเอื้ออาทร ธรรมกาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384277?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามมิตร คิดอะไร ไยเอื้ออาทร ธรรมกาย

20 สิงหาคม 2562 – 08:50 น.
ธรรมกาย,สามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สมเกียรติ ศรลัมพ์
เปิดอ่าน 4,416 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

 ปลายสัปดาห์ที่แล้ว เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ไปร่วมประชุมกับ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ที่พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

วันนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รายงานกรณีการดำเนินการกับวัดพระธรรมกายซึ่งมีพระผู้ใหญ่ และผู้เกี่ยวข้องถูกดำเนินคดีหลายราย รวมทั้งถูกถอดสมณศักดิ์กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเกี่ยวโยงกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

          ตอนหนึ่ง พ.ต.ท.พงศ์พร พูดถึงสถานการณ์ของวัดพระธรรมกายว่า ตอนนี้เสื่อมศรัทธาลงไปมาก เงินบริจาคค่อยๆ ลดลงจนติดลบ 800 ล้านบาท

ผู้ติดตามข่าวสารบางส่วนโล่งอก นึกว่าเรื่องวัดพระธรรมกายจะเงียบหายไปเสียแล้ว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ในที่ประชุม ครม. วันอังคารที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ แต่งตั้ง “สมเกียรติ ศรลัมพ์” หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (เทวัญ ลิปตพัลลภ)

          ด้วยเหตุนี้ จึงมีเสียงวิจารณ์อื้ออึง กรณีตั้ง “สมเกียรติ” ศิษย์วัดพระธรรมกายมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

หลายคนคงจำได้ ในปฏิบัติการตามล่า พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จากคดีฟอกเงินและรับของโจร ถึงขั้น คสช.ต้องประกาศใช้มาตรา 44 กระชับพื้นที่วัดพระธรรมกาย โดยระหว่างนั้น สองอดีต ส.ส.เพื่อไทย อย่าง พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์ และสมเกียรติ ศรลัมพ์ ได้มาแสดงตัวต่อสื่อมวลชนว่าพร้อมจะปกป้องพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย

สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพสุทิน

นอกจากนั้น สมเกียรติได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับวัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีป้ายแดงยังได้โพสต์ความเห็นเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมที่อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้รับจากรัฐบาลยุค คสช.

สำหรับพรรคประชาภิวัฒน์ มีแกนหลักอยู่ 2 คนคือ สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนันทนา สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท

เลือกตั้ง 2554 “นันทนา” สังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่อยู่ในมุ้งมัชฌิมาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และปลายปี 2556 ได้หอบหิ้วกันย้ายกลับพรรคเพื่อไทย

          ก่อนย้ายกลับเพื่อไทย สมศักดิ์-อนงค์วรรณ เทพสุทิน พร้อมด้วยชาวธรรมกาย ได้ทำพิธีตอกเสาเข็มต้นแรก สถาปนา “ปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์” เพื่อเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ริมฝั่งแม่น้ำโขง

จริงๆ แล้ว สมศักดิ์มีแนวคิดจะสร้างพุทธอุทยาน ในนามมูลนิธิพุทธอุทยานนานาชาติ บนที่ดิน 300 ไร่ ที่อยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงและถนนทางหลวงแผ่นดินสายหนองคาย-บึงกาฬ มาตั้งแต่ปี 2548 แต่ยังไม่ทันได้ลงมือก่อสร้าง เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน

สมเกียรติ ศรลัมพ์

กระทั่งปลายปี 2555 สมศักดิ์-อนงค์วรรณ จึงถวายที่ดินผืนดังกล่าวให้วัดพระธรรมกาย เพื่อนำไปสร้างปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ และช่วงหลัง สมศักดิ์ก็ไม่ได้ไปข้องแวะกับชาวธรรมกายที่พุทธอุทยานฯ ริมโขง

ใกล้เลือกตั้ง 2562 นันทนาตัดสินใจมาร่วมทำพรรคประชาภิวัฒน์ เนื่องจากสนามเลือกตั้งชัยนาท พี่ชาย มณเฑียร สงฆ์ประชา กับอนุชา นาคาศัย จองไว้แล้ว

          ช่วงหาเสียง สมเกียรติ และนันทนา ไม่ได้หาเสียงในประเด็นเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่พระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกดำเนินคดีอาญา เพราะเกรงจะถูกต่อต้านจากบางฝ่าย แต่ชาวธรรมกายก็รู้ว่า สมเกียรติเป็นศิษย์เอกพระเดชพระคุณหลวงพ่อ

สมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่คิดไม่ฝันว่า จะมานั่งที่กระทรวงยุติธรรม เพราะตั้งเป้าไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเกิดความไม่ลงตัวทางการเมือง จึงเดินหน้ามาที่กระทรวงยุติธรรม

ลำพังเรื่องปทุมรัตน์ธรรมเจดีย์ สาขาธรรมกายริมโขง ยังถูกโยงมาพันตัวเองอีนุงตุงนัง เหตุใดสมศักดิ์จึงดันสมเกียรติ ศรลัมพ์ ไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ให้คนเขาแอบนินทาว่า กำลังหาทางช่วยพระเดชพระคุณท่านหรือไม่ ?

          กรณีวัดพระธรรมกายริมโขง สมศักดิ์อาจบอกว่า ตนเองเข้าวัดใหญ่ย่านคลองหลวงเพียงครั้งเดียว แต่กรณีสมเกียรติ ปฏิเสธยากยิ่งกว่าครั้งแรก สามมิตรคิดอ่านยังไง จึงหาเรื่องให้ “ลุงตู่” ปวดหัวอยู่เรื่อยๆ 

ม็อบฮ่องกง ความพ่ายแพ้ของผู้ชุมนุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ม็อบฮ่องกง ความพ่ายแพ้ของผู้ชุมนุม

20 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
ประท้วงฮ่องกง
เปิดอ่าน 33,215 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้ ‘ม็อบฮ่องกง’ หรือการชุมนุมประท้วงยึดสนามบินนานาชาติฮ่องกงปิดฉากลงแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้ยาแรงเข้าสลายการชุมนุม

ตำรวจปราบจลาจลได้ใช้สเปรย์พริกไทยเข้าสลายม็อบหรือการชุมนุมที่ผู้ประท้วงเข้ายึดสนามบินจนต้องปิดบริการหลายวัน

เรื่องความเดือดร้อนนั้นคงไม่ต้องพูดถึง แต่บรรดาผู้สันทัดกรณีเชื่อว่าต่อไปจีน ลูกพี่ใหญ่จะไม่ให้เกิดกรณีแบบ ‘ม็อบฮ่องกง’ อีกเป็นอันขาด

รายละเอียดต่างๆ นั้นมีมากมาย แต่หาก ‘ม็อบฮ่องกง’ เอาชนะรัฐบาลจีนได้ตามข้อเรียกร้อง บรรดาชนกลุ่มน้อยหรือเขตปกครองตนเองอีกหลายๆ เผ่าพันธุ์ก็จะเอาอย่างบ้าง

นั่นคือจีนจะแยกเป็นเสี่ยงแบบรัสเซีย และในฐานะประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก จะยอมไม่ได้ เรื่องตายเป็นร้อยเจ็บเป็นพันเป็นสิ่งจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

สรุปได้ว่า ‘ม็อบฮ่องกง’ เป็นความพ่ายแพ้ของผู้ชุมนุมและต่อไปจะเป็นรายการเช็กบิล !
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘ฝนหลวง’ ต้องทำให้ได้ผล
 อาศัยความชื้นสูงในอากาศ

มีบางคนไม่เข้าใจหรืออาจจะคิดอยู่ว่าฝนหลวงหรือฝนเทียมทำที่ไหนอย่างไรก็ได้ ซึ่งผมขอเรียนให้ทราบว่าการทำ ‘ฝนหลวง’ หรือ ‘ฝนเทียม’ จากการติดตามข้อมูลข่าวสารพอจะทราบว่า การที่จะทำฝนเทียมให้เกิดผลได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือต้องมีความชื้นสูงในอากาศเป็นสำคัญ

ทำให้คิดต่อไปว่า หากกรณีมีฝนตก ณ แห่งใดแห่งหนึ่ง กรมฝนหลวงควรจะทำงานเชิงรุกด้วยการออกไปสำรวจตรวจสอบความชื้นบริเวณใกล้เคียงกับมีฝนตกโดยรอบ เพื่อให้เกิดฝนตกบริเวณที่กว้างขวางมากกว่าเดิมเชิงปริมาณพื้นที่ และเมื่อเกิดผลสำเร็จคือได้ฝนตกเพิ่มมากขึ้นก็ล่อต่อไปเพื่อเพิ่มพื้นที่ฝนตกมาก การขาดแคลนน้ำก็จะลดลงน้อยลง โดยที่ไม่ต้องให้ประชาชนต้องร้องขออยู่เสมอ

กรมฝนหลวงฯ จะต้องกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ส่วนหนึ่งก็เป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง ซึ่งคิดว่าต่อไปน่าจะตั้งเป็นหน่วยงานที่ใหญ่โตที่มีเครื่องมือจำเป็นมากกว่านี้ โดยเฉพาะเครื่องบินที่เหมาะสมกับการทำฝนหลวง

ผมเข้าใจเอาแบบคนเดินดินแบบนี้แหละ
วิทยา (บางไทร)


ตอบคุณ ‘วิทยา’ บางไทร
ผมอยากเรียกว่า ‘ฝนหลวง’ มากกว่า ‘ฝนเทียม’ เพราะฝนจากฟ้านี้เป็นต้นกำเนิดมาจากหน่วยงานเล็กๆ จนกลายเป็น ‘กรมฝนหลวงฯ’ ซึ่งต่อไปจะมีภาระหน้าที่อันสำคัญอย่างมาก

ด้วยความเชื่อที่ว่านี้จึงทำให้ ‘ฝนหลวง’ จะมีวิวัฒนาการผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ได้ฝนมากขึ้นและในทุกสภาพอากาศที่เป็นใจจะมีโอกาสมากกว่าในปัจจุบัน

ผมเชื่อว่าต่อไป ‘ฝนหลวง’ จะมีความสำคัญต่อสู้กับภัยแล้งและทำให้ผู้คนเอาชนะธรรมชาติได้
อ๊อด เทอร์โบ


 เรียนรัฐมนตรีสาธารณสุข
 วัคซีนไม่เพียงพอ

ผมอายุ 68 ปี คู่สมรสอายุ 65 ปี คู่สมรสมีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เก๊าต์ เบาหวานและอื่นๆ (น้ำตาล 150 กว่า ยังไม่ได้กินยา น้ำตาลสะสมยังดีอยู่) ผมเป็นโรคแพ้อากาศ เป็นหวัดบ่อยและอื่นๆ ได้รับใบนัดจากโรงพยาบาลพัทลุงให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ศูนย์การแพทย์ท่ามิหรำ พัทลุง

ทั้งสองคน อส. เป็นผู้เอาใบนัดมาให้ แต่ก่อนถึงวันนัด อส.คนเดิมได้มาหาที่บ้าน และบอกไม่ต้องไปฉีดวัคซีนตามใบนัด เนื่องจากวัคซีนมีไม่เพียงพอ ให้เลื่อนนัดออกไปก่อน เขาจะมาแจ้งอีกครั้งว่าให้ไปฉีดวันไหน

เวลานี้ก็ยังไม่มาแจ้ง จึงไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์การแพทย์ท่ามิหรำ เจ้าหน้าที่บอกว่าวัคซีนยังไม่มี

จึงต้องการให้รัฐมนตรีแก้ปัญหาวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่นี้ด้วย เพราะข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข คนอายุเกิน 60 ปี และคนที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ มีจำนวนเท่าไร จะได้ผลิตวัคซีนนี้ให้เพียงพอต่อประชาชนที่เดือดร้อน

จะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใดครับ
สุเทพ (พัทลุง)

วาระแห่งชาติพิชิตขยะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384274?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาระแห่งชาติพิชิตขยะ

20 สิงหาคม 2562 – 07:39 น.
มาเรียม,ถุงพลาสติก,โฟม,ทะเล
เปิดอ่าน 1,425 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

การตายของพะยูนมาเรียม ส่งผลให้สังคมไทยต้องตระหนักถึงปัญหาการใช้ภาชนะที่ย่อยสลายยากโดยเฉพาะถุงพลาสติกและโฟมที่ถูกปล่อยลงทะเล จากสถิติทั่วโลกบันทึกเอาไว้ว่า พลาสติกร้อยละ 90 ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล และตกค้างสู่สิ่งแวดล้อม มีขยะถูกทิ้งลงมหาสมุทรปีละกว่า 8 ล้านตัน และหากไม่แก้ไข ภายในปี 2593 ขยะพลาสติกในมหาสมุทรอาจมากกว่าปลา สำหรับประเทศไทย มีขยะในทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 คือมากกว่า 11.47 ล้านตัน ซึ่งร้อยละ 80 มาจากขยะบนบก ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ขยะที่พบในทะเลกว่าครึ่งเป็นขยะพลาสติก ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีขยะพลาสติกมากอันดับ 5 ของโลก คิดเป็น 2 ล้านตันของขยะทั้งหมด

 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุเอาไว้ว่า ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นแทบทุกปี โดยในปี 2559 มีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 27.06 ล้านตัน คิดเป็นอัตราการเกิดขยะมูลฝอยที่ 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ขณะที่ย้อนหลังกลับไปในปี 2551 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอย 23.93 ล้านตัน โดยเฉลี่ย 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน มีแค่เพียงปี 2555 กับปี 2557 เท่านั้นที่ปริมาณขยะ และอัตราเฉลี่ยการผลิตขยะต่อคนต่อวันลดลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญอะไรเท่ากับสถิติที่บ่งบอกว่า ในปี 2556 มีขยะ 26.77 ล้านตัน แต่ถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องเพียง 7.2 ล้านตัน นำกลับมาใช้ประโยชน์ 5.1 ล้านตัน ไม่ได้นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 6.9 ล้านตัน ส่วนอีก 7.6 ล้านตันเป็นขยะมูลฝอยตกค้างในพื้นที่

ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ขยะในทะเล เช่น ขวดน้ำพลาสติก ขวดแก้ว โฟม ส่วนใหญ่มาจากแหล่งท่องเที่ยว รองลงมาคือขยะจากการทำการประมง เช่น อวน เชือก นอกจากนี้ยังมีขยะที่พบในทะเล เช่น ถุงพลาสติก ฝาขวดน้ำ และเศษบุหรี่ รวมถึงขยะที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ทั้งจากบุคคล ครัวเรือน อุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งจะถูกปล่อยลงแหล่งน้ำ จากลำคลอง สู่แม่น้ำ และขยะส่วนหนึ่งลงสู่ท้องทะเล ปรากฏการณ์ขยะตามคูคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอระบายทุกครั้งที่ฝนตกหนัก แสดงให้เห็นว่า ขยะในเมืองถูกทิ้งอย่างไร้ความรับผิดชอบ ขณะที่การบริหารจัดการก็ขาดประสิทธิภาพ

ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,151.13 กิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัดริมทะเล แยกเป็นฝั่งอ่าวไทย มีความยาวประมาณ 2,039.78 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ส่วนชายฝั่งด้านอันดามันมีความยาวประมาณ 1,111.35 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ในเมื่อประเทศไทยมีขยะที่ตกค้างในพื้นที่ถึงปีละเกือบ 8 ล้านตัน ไม่ได้นำไปกำจัดอย่างถูกต้องอีก 6.9 ล้านตัน และประเทศไทยก็ทำสถิติขยะพลาสติกมากถึง 2 ล้านตัน ซึ่งตามสถิติขยะเกือบ 1 ใน 3 น่าจะเกิดในจังหวัดชายฝั่ง ขณะเดียวกัน นอกจากจังหวัดชายทะเลที่เสี่ยงจะทำให้เกิดขยะและขยะพลาสติกในทะเลจำนวนมากแล้ว อีกหลายจังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ก็อาจมีส่วนเพิ่มปริมาณขยะในทะเลอีกเช่นกัน นี่จึงเป็นปัญหาระดับชาติ และเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนจะต้องลงมือแก้ไขกันอย่างจริงจัง

โลกต้องจำ “สิระ ส.สามมิตร” ศิษย์หลวงปู่อ้อน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โลกต้องจำ “สิระ ส.สามมิตร” ศิษย์หลวงปู่อ้อน้อย

19 สิงหาคม 2562 – 19:50 น.
ท่องยุทธภพ,สิระ เจนจาคะ,หลวงปู่พุทธะอิสระ,วัดอ้อน้อย,เจาะประเด็นร้อน,สมศักดิ์ เทพสุทิน,กลุ่มสามมิตร,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 10,494 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

****************************

คลิปไวรัลวิวาทะระหว่างตำรวจกับนักการเมือง ถูกแชร์ไปในไลน์ราวไฟไหม้ลามทุ่ง “สิระ เจนจาคะ” ส.ส. กรุงเทพฯ  พรรคพลังประชารัฐ ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ทันที

คลิปตัดต่อวิวาทะ “นักการเมือง” ข้าราชการ

อันที่จริง คลิปวิดีโอมีความยาว 8.29 นาที “สิระ” พูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับโครงการคอนโดหรูแห่งหนึ่ง ในพื้นที่กะตะน้อย ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังมีคลิปแชร์ว่อน เช้าวันถัดมา สิระได้พูดปรับความเข้าใจกับ พ.ต.อ.ประวิทย์ ผกก.สภ.กะรน จ.ภูเก็ต

วันนี้ “สิระ” เป็นมือขวาของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ทำหน้าที่ดูแลสมาชิกกลุ่มสามมิตร โดยเฉพาะ ส.ส.ใต้ของพรรคพลังประชารัฐ ที่แยกตัวออกมาจาก “กลุ่มผู้การชาติ”

หัวหน้าค่ายมวย

ยุคหนึ่งวงการมวยไทย เซียนทุกระดับต้องรู้จัก “เสี่ยวอลโว่” สิระ เจนจาคะ หัวหน้าค่ายมวย ส.สิระดา ซึ่งสิระเป็นผู้นำรถจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย และยังเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความด้วย

สิระ เจนจาคะ

หลังจากนั้น สิระหันมาทำธุรกิจบ้านทรงไทย ในนามบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด โดยเขาขอเช่าพื้นที่ของกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นที่ก่อตั้งบริษัท และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปลายปี 2556 บ้านทรงไทยของสิระ ริมถนนแจ้งวัฒนะ กลายเป็นกองบัญชาการของเวที กปปส.ภาค นำโดยอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ

จากจุดนี้เอง ที่ทำให้สื่อมวลชนเรียกขานสิระว่าเป็นศิษย์เอกอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ หลังรัฐประหาร 2557 สิระได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

กลางปี 2561 สิระแถลงข่าวร่วมกับภิรมย์ พลวิเศษ กรณีใช้บ้านทรงไทยเป็นสำนักงานของกลุ่มสามมิตร ระหว่างการระดมผู้คนมาตั้งพรรคการเมือง โดยสิระบอกว่า ได้รับอนุญาตจากอดีตพระพุทธะอิสระ ให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำงานต่อ เพราะถือว่ามีอุดมการณ์เดียวกัน

ไม่น่าเชื่อว่า บ้านทรงไทยจะอยู่ในฉากการเมืองไทย ทั้งในสภาและนอกสภา

สมรภูมิหลักสี่

ช่วงเลือกตั้ง 2562 สิระสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนามเลือกตั้งเขต 9 หลักสี่ และเขตจตุจักร เฉพาะแขวงลาดยาว เสนานิคม จันทร์เกษม (ยกเว้นแขวงจตุจักรและแขวงจอมพล) ซึ่งในกรุงเทพฯ 30 เขต สิระเป็นผู้สมัคร ส.ส.ค่ายพลังประชารัฐหนึ่งเดียวจากกลุ่มสามมิตร

อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ

นักวิเคราะห์ข่าวส่วนใหญ่ ไม่มีใครเชื่อว่า สิระจะโค่นสุรชาติ เทียนทองลงได้ เนื่องจากเลือกตั้ง 2554 สิระเคยลงสมัคร ส.ส.ที่เขตหลักสี่ สังกัดพรรครักษ์สันติ ได้มา 2,437 คะแนน

แต่ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ สิระได้ 33,321 คะแนน พลิกชนะแชมป์เก่าจากเพื่อไทย สุรชาติ เทียนทอง ที่ได้ 30,564 คะแนน สุรชาติ เทียนทอง จากเพื่อไทยได้ 28,376

การได้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯชนิดหักปากกาเซียน ทำให้สิระทะยานไกล จนอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระตามไม่ทันเสียแล้ว

สามมิตร”สาขาภาคใต้

มีข้อน่าสังเกต วันที่ 19 ส.ค.2562 สิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ เข้าพบ ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวกับโครง การคอนโดหรูแห่งหนึ่ง

ปรากฏว่า มี ส.ส.สงขลา 3 คน จากพรรคพลังประชารัฐ ร่วมคณะเข้าพบผู้ว่าฯ ภูเก็ตด้วย ได้แก่ ศาสตรา ศรีปาน, พยม พรหมเพชร และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี

ศาสตรา ศรีปาน และสิระ

ดังที่ทราบ “ศาสตรา ศรีปาน” ส.ส.สงขลา เขต 2, “พยม พรหมเพชร” ส.ส.สงขลา เขต และ “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” ยะลา เขต นั้น ได้เข้าสังกัดกลุ่มสามมิตรไปนานแล้ว

พยม พรหมเพชร กับแกนนำกลุ่มสามมิตร

“ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ ก็ยอมรับว่า มี ส.ส.ใต้ 3 คน ได้แยกจากกลุ่มด้ามขวานไทยไปสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส.ส.สงขลา เขต 4 ยังไปหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นกับผู้การชาติ

ที่แปลกไปกว่า ส.ส.ภูเก็ต คน พรรคพลังประชารัฐ ไม่ไปพบผู้ว่าฯ ภูเก็ตร่วมกับสิระ หลังเกิดเหตุวิวาทะกับตำรวจภูเก็ต

เบื้องลึก…ฟิล์ม ซบ เพื่อไทย ถึงวันต้องแยกทางเดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เบื้องลึก…ฟิล์ม ซบ เพื่อไทย ถึงวันต้องแยกทางเดิน

19 สิงหาคม 2562 – 18:50 น.
เบื้องลึก,ฟิล์ม รัฐภูมิ,เพื่อไทย,ชัช เตาปูน,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,สสบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 11,393 ครั้ง

เบื้องลึก…ฟิล์ม ซบ เพื่อไทย ถึงวันต้องแยกทางเดิน โดย.. กมลทิพย์ ใบเงิน

  “ฟิล์ม ” ซบ เพื่อไทย  ไม่เหนือความคาดหมาย     

 ก่อนหน้านี้ “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคพลังท้องถิ่นไท จะย้ายซบ “เพื่อไทย” เขาประกาศลาออกจากพรรคการเมือง ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น 

ก่อนจะถึงวันที่ 19 ส.ค. 2562  หนุ่มฟิล์ม มาร่วมงานคอนเสิร์ตเพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน เพื่อนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งไปมอบให้แก่“เมฆ วินัย ไกรบุตร” และ“เป้า ปรปักษ์” ได้ชี้แจงว่า วันนี้ตั้งใจมาช่วยพี่เมฆด้วย  “ใช่ครับ ตั้งใจมาเลย พอพี่ๆ เขาชวนก็รีบเคลียร์คิวแล้วมาช่วยในงานนี้ครับ เพราะผมเข้าวงการตอนแรกก็คือเป็นเอ็กซ์ตร้าในภาพยนตร์ เรื่องแรกที่ผมเล่นก็คือมีพี่เมฆ วินัย ไกรบุตร เล่นเป็นพระเอกครับ

ไม่ได้เจอกันนานกี่ปีแล้ว  “นานมากแล้วครับ น่าจะ 15 ปีขึ้นครับ”

ในงานคอนเสิร์ตเพื่อนไม่ทิ้งเพื่อน หนุ่มฟิล์ม ประกาศจุดยืนผ่านสื่อว่า “ผมก็มีจุดยืนของผมอยู่แล้วว่าอยากเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศ ทุกพรรคผมว่าก็มีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่ว่าเวลาเราเสนออะไรไปแล้วมันไม่เป็นไปตามอย่างที่เราต้องการอยากให้เป็น บางทีผมก็มองว่าเราอาจจะไม่มีความรู้ความสามารถตรงนั้นหรือเปล่า

ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคเขาถึงไม่อนุมัติในโครงการที่เราเสนอไป มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์และแนวทางความคิดด้วย เพราะว่าทางเดินมันไม่ตรงกัน ก็เป็นเรื่องปกติที่ออกมา ก็มีแต่คนบอกว่าผมบ้าหรือเปล่า เพราะมีแต่คนเขาอยากจะอยู่ในรัฐบาล เพราะมีแต่ผลประโยชน์ แต่ผมไม่ได้มองตรงนั้น”

 “จริงๆ ผมมองว่าเส้นทางการเมืองของแต่ละคนมีแนวทางที่แตกต่างกัน แต่ของผมจะชัดเจนในเรื่องที่ว่าจะทำอะไรให้ใครมากกว่า คือผมมองว่าเสนอไปแล้วแต่ละอย่างมันไม่ตรงตามคำพูดที่เราได้ไปพูดกับประชาชนไว้ คือไปพูดไว้เต็มไปหมดเลย นั่นคือรูปแบบการเมืองในสมัยก่อนที่ดีแต่พูด แต่พอคุณได้รับเลือกไปแล้วคุณไม่ทำอะไรสักอย่างเลย แต่ในส่วนของผมมองว่าเราพูดไปแล้ว

แต่ทำไมถึงไม่ทำ พอไม่ทำผมก็ออกดีกว่า เพราะว่าเราคงทนดูเวลาเราไปเล่นคอนเสิร์ตหรือเวลาเราไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนแล้วเขามาถามเราว่า ไหนสัญญาไว้บนเวทีวันนั้น ไหนบอกจะแก้เรื่องข้าว เรื่องประมง เรื่องเกษตร เรื่องอะไรต่างๆ ไม่เห็นจะแก้ได้เลย แล้วผมจะไปพูดยังไง เพราะพวกคุณไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในแสงสว่าง เขาจำหน้าพวกคุณยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จำชื่อยังไมได้เลยด้วยซ้ำ แต่คุณไปรับปากเขาเต็มไปหมด แต่คนที่โดนคือผมไง แล้วพอไม่ทำผมก็ต้องออกอยู่แล้ว”

หนุ่มฟิล์ม  ยังบอกถึงจุดยืนของเขาว่า “ผมทำอะไรก็ได้ครับ ที่ทำเพื่อประชาชนและเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม เพราะธุรกิจของผมก็ยังทำ การเมืองผมก็ทำ เพราะได้รับโอกาสที่ดีมาจากประชาชน เราก็อยากจะตอบแทน”

ณ วันจันทร์ที่ 19 ส.ค. 2562  นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม อดีตผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในนามพรรคพลังท้องถิ่นไท ได้ย้ายซบ “เพื่อไทย” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางพลพรรคเพื่อไทย ที่มีกลุ่มก๊วนของ “คุณหญิงหน่อย – สุดารัตน์ เกยุราพันธ์” ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับแสนอบอุ่น

“ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์  นักร้อง นักแสดง ซุปตาร์ระดับแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย  ก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม 2562 เขาถูกวางบทบาทสำคัญ เป็น“รองโฆษกพรรค” และเป็นว่าที่ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพลังท้องถิ่นไท ที่มี “เสี่ยชัช เตาปูน” ชัชวาลล์ คงอุดม เป็นหัวหน้าพรรค

ก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่สัปดาห์ พรรคพลังท้องถิ่นไท   ไม่มีกระแส  ยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏว่า “ฟิล์ม”รัฐภูมิ “สอบตก” เมื่อพรรคพลังท้องถิ่นไท มีคะแนนเพียงพอแค่ส่ง 2 ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งมี นายชัชวาลล์ คงอุดม และ นายโกวิท พวงงาม เท่านั้น แต่เขาอยู่บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8

เมื่อความฝันกับความเป็นจริง เดินสวนทางกัน ความระส่ำเกิดขึ้นในพรรคพลังท้องถิ่นไท จากความคาดหวังจะมีส.ส. อย่างน้อย 10 คน แต่ความจริงมีเพียง 2 คน และหนึ่งในนั้นก็ไม่ใช่ “ ซุปตาร์ ฟิล์ม รัฐภูมิ “

ความแตกแยกในพรรคพลังท้องถิ่นไทย เริ่มก่อตัว รุนแรงถึงขั้น “หนุมฟิล์ม” ประกาศผ่านสื่อรายวันมาอย่างต่อเนื่อง ถึงเป้าหมายชีวิตคิดตีจากพรรคพลังท้องถิ่นไท แน่นอน แต่อุบไต๋ไม่ยอมบอกว่าจะย้ายไปพรรคการเมืองไหน

เบื้องลึก “ฟิล์ม” รัฐภูมิ  แยกทางเดินกับ เสี่ยชัช เตาปูน ผู้มีสายสัมพันธ์ “แน่นปึก” กับ รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั้น มีปัจจัยหลายประเด็น ไล่เลียงมาตั้งแต่ ประเด็นแรก การเป็น “ส.ส.สอบตก” ในฐานะซุปตาร์ อาจจะ “รับไม่ได้” กับสถานการณ์เช่นนี้

ประเด็นที่สอง จ่ายไม่ครบ เมื่อกระแสไม่ดีก่อนการเลือกตั้ง  ว่ากันว่า “เสี่ยชัช เตาปูน” ไม่ยอมทุ่มเงินก่อนการเลือกตั้ง ผู้สมัครบางรายอยู่ในภาวะยากลำบาก เพราะขาด “กระสุน” นั่นอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำพรรคเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏร

ประเด็นที่สาม การย้ายพรรคไปอยู่ฝากฝั่งตรงข้ามกับพรรคร่วมรัฐบาล ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ อาจจะเกิดการเลือกตั้งในอนาคตเร็วๆ นี้ และในมุมมองของ “หนุ่มฟิล์ม” เชื่อมั่นว่าหากเขาสวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ลงสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร หรือในพื้นที่ภาคอีสาน ความฝันจะเป็น “ส.ส.” คงไม่ไกลเกินเอื้อม!!

“ฟิล์ม” หนุ่มไฟแรง อยากสานฝันรับใช้ประชาชน เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก การแยกตัว ตัดขาดจาก “เสี่ยชัช เตาปูน” จึงเป็นทางเลือกใหม่ ที่คลายความอึดอัดใจ ลงได้บ้าง และมั่นใจเลือกตั้งคราวหน้าได้เป็นส.ส. แน่นอน!!

      คนนอกสภา