มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384158?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ

19 สิงหาคม 2562 – 12:50 น.
รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
เปิดอ่าน 4,483 ครั้ง

มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ รายงาน…

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทางเนชั่นทีวีช่อง 22 วันเสาร์เวลาห้าโมงเย็น ร่วมวิเคราะห์ประเด็นร้อนกับสมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น และวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ในประเด็น “มรสุมรุมเร้ารัฐนาวาลุงตู่ จะสะดุดหรือไปต่อ?”

 วีระศักดิ์ เปิดประเด็นว่า หลังแถลงนโยบายรัฐบาลมายี่สิบกว่าวัน รัฐบาลนี้โดนฝ่ายค้านยื่นอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเจอภาวะอะไรบ้าง?

 สมชาย  วิเคราะห์ว่า “ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลพลาดจุดใดจะโดนเล่นงานทันที หลังจากยื่นกระทู้ถามสองสัปดาห์แต่นายกรัฐมนตรีไม่มาตอบ ฝ่ายค้านจึงยื่นญัตติในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ประเด็นที่มีความเสี่ยงของรัฐบาลคือการถวายสัตย์ปฏิญญาณตน, พรรคขนาดเล็กที่ร่วมรัฐบาลเรียกร้องตำแหน่ง ตอนนี้เสียงของรัฐบาลปริ่มน้ำมาก, นายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐหรือไม่และรอศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 27 สิงหาคม, ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำในตอนนี้ แม้ตอนนี้มีแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นก็ตาม”

วีระศักดิ์กล่าวสรุปว่า “ปัญหาปัจจัยเศรษฐกิจภายในคือหนี้ครัวเรือนของคนไทยตอนนี้ที่สูงมาก การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบหนึ่งครั้งของรัฐบาลเงินจะกระตุ้นและเงินจะหมุนในระบบ 2.5 เท่า เศรษฐกิจวันนี้ต้องผ่าตัดใหญ่ มาตรการของรัฐบาลที่เพิ่งออกมาเสมือนการให้ยาบรรเทาอาการเท่านั้น  ครม.เศรษฐกิจน่าจะเข้าใจสถานการณ์ว่าทำอะไรมากไม่ได้ เพราะการส่งออกของไทยนั้นตอนนี้ติดลบ, ค่าเงินบาทแข็ง, ตลาดโลกติดลบ, การอนุมัติเม็ดเงินเข้าโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐก็ยังไม่เกิด และสินค้าเกษตรตอนนี้ตกต่ำก็มีการประกันราคา หรือจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก็ตาม ก็มีความเสี่ยง

ปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกนั้น สงครามการค้าจีนกับสหรัฐ วันนี้เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำและฮ่องกงก็มีปัญหา ตรงนี้ส่งผลกระทบกับไทยแม้จะมีกระสุนเม็ดเงินของภาครัฐอัดเข้าระบบแต่ก็ไม่พอ ส่วนท่องเที่ยวก็มีปัญหาตามมา แม้จะมีฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวบางประเทศเข้ามาเที่ยวไทยก็ตามตรงนี้เอกชนชะลอการลงทุนเพราะรอความชัดเจนของรัฐบาล”

ส่วนกรณีทางการเมืองและพล.อ.ประยุทธ์ ในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของครม.ที่หลายฝ่ายเคลื่อนไหวกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องนี้นั้น จะมีผลอย่างไร?

วีระศักดิ์กล่าวว่า “เชื่อว่าหากนายกฯ ไม่ตอบฝ่ายค้าน แต่นายกฯ มอบให้ครม.มาตอบแทนได้ เชื่อว่านายกฯ จะตอบว่าขั้นตอนนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญและขอให้ฟังความเห็นของเจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ”หากนายกฯ ลาออก ครม.ต้องพ้นทั้งคณะและรัฐสภาต้องลงมติใหม่ ส่วนตัวมองว่าการถวายสัตย์ฯ สามารถกระทำใหม่ได้ โดยขอพระราชทานอภัยโทษ ขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ฯ ใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย แต่ควรรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

การถวายสัตย์ฯ หากไม่สมบูรณ์​นายกฯ และครม.จะพ้นสภาพ และรัฐสภาต้องลงมติเลือกนายกฯ คนใหม่ และไม่ถึงขั้นยุบสภา รวมทั้งไม่ไปไกลถึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ส่วนตัวมองว่า นายกฯ น่าจะขอพระราชทานอภัยโทษ ขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ฯ ใหม่” ดังนั้นกรณีนายกฯ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ”

สมชายกล่าวว่า “กรณีลูกผีลูกคนคือ การวินิจฉัยคุณสมบัติของนายกฯ ที่ฝ่ายค้านยื่นต่อประธานสภาผู้แทยราษฎรและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เพราะต้องตีความสถานะของคำว่า “หัวหน้าคสช.” ของพล.อ.ประยุทธ์ ในการรับหน้าที่นายกฯ ครั้งนี้ แม้พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงไปแล้วและศาลรัฐธรรมนูญกำหนดกรอบไต่สวน

แต่ไม่กี่วันข้างหน้าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอดีตสี่รัฐมนตรีของรัฐบาลที่แล้วว่ายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินครบหรือไม่ รวมทั้งกำหนดการวินิจฉัยกรณีการถือหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรตอนาคตใหม่ ส่วนกรณีของพล.อ.ประยุทธ์นั้น น่าจะต้องรออีกระยะหนึ่ง

การถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของครม.ที่หลายคนมองว่าดำเนินการไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ตรงนี้คือประเด็นใหญ่เพราะฝ่ายค้านยื่นเรื่องนี้ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

การเดินเกมในรัฐสภานั้น พรรคอนาคตใหม่สอบถามเรื่องนี้ตั้งแต่การแถลงนโยบายรัฐบาลและตั้งกระทู้สอบถามนายกฯ มาสองสัปดาห์ แต่นายกฯ ไม่มาตอบ ส่วนการขยับนอกรัฐสภาคือ กรณีที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” ไปยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดินในเรื่องนี้ด้วย และพรรคเพื่อไทยก็เดินเกมนอกสภาในเรื่องนี้รวมทั้งเพิ่งยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว และน่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป หากนายกฯ ให้คำตอบไม่ชัดเจน

แม้นายกฯ ยอมรับและขอโทษครม.ในเรื่องนี้โดยบอกว่าขอรับผิดชอบคนเดียว รวมทั้งย้ำว่าจะไม่ตอบเรื่องนี้แล้ว เพราะรอฝ่ายที่เกี่ยวข้องวินิจฉัย ตรงนี้เป็นปมที่ฝ่ายค้านไล่บี้รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้

ฝ่ายค้านยื่นเรื่องนี้ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรขออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติครั้งนี้ ขั้นตอนนี้จะมีการเปิดอภิปรายภายในสามสิบวัน นายกฯ ต้องมาตอบการอภิปราย

ส่วนดาบที่แรงคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่หนึ่งปีจะดำเนินการได้หนึ่งครั้ง ฝ่ายค้านต้องประเมินว่านายกฯ และรัฐบาลไปไม่รอดแล้ว

เชื่อว่ากรณีนี้ในทุกคำร้องเรื่องการถวายสัตย์ฯ น่าจะจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และการถวายสัตย์ฯ นั้น ไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”

ส่วนประเด็นที่จะตัดสินอนาคตของรัฐบาลที่สำคัญอีกหนึ่งปัจจัยนั้นคืออะไร?

สมชายมองว่า “ทางรอดของรัฐบาลคือเสียงสนับสนุนของรัฐบาล เสียงปริ่มน้ำก็มีความเสี่ยง เพราะการแพ้โหวตสองครั้งในช่วงพิจารณาข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีสิ่งที่น่าพิจารณา
คณิตศาสตร์การเมืองนั้นหากลงมติแพ้ มันไม่มีทางเลือก รัฐบาลต้องไป รัฐบาลตอนนี้ลุ้นระทึกทุกครั้งเวลาลงมติ วันนี้รัฐบาลไม่มีพรรคไทยศรีวิไลย์แล้วแม้จะมีหนึ่งเสียงที่บอกว่าเป็นฝ่ายค้านอิสระ ดังนั้นฝ่ายค้านและรัฐบาลจะวิ่งมาหาหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ทุกครั้งในการลงมติ

หากตนเป็นรัฐบาลจะไม่ดึงพรรคไทยศรีวิไลย์มาร่วมเพราะต่อรองมากไป และบทบาทของหัวหน้าพรรคนี้ก็แสดงออกในสิ่งที่เกินเลยไปหลายเรื่อง และยังมีกระแสข่าวว่าสองเสียงของพรรครักผืนป่าประเทศไทยก็มาขู่ในสามประเด็นหากรัฐบาลฟื้นขึ้นมา จะไม่ร่วมรัฐบาลนั้น แต่ตนเชื่อว่าพรรคนี้ไม่มีปัญหาเพราะหัวหน้าพรรคนี้สนิทกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ตอนนี้มีการแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมือง พรรคเล็กๆ ที่ยังอยู่กับฝ่ายรัฐบาลน่าจะได้ผู้ช่วยรัฐมนตรีและประธานกมธ.บ้าง

เสียงปริ่มน้ำจะแก้ไขได้โดยงูเห่าที่เตรียมไว้แล้วโดยดูได้จากการโหวต “ชวน หลีกภัย” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงเกินห้าเสียง โดย ”สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เสียงหายไปสิบเอ็ดเสียง วันนั้นใช้วิธีเขียน ไม่ใช่บัตรลงคะแนน ถือว่าโชคดี และพรรคร่วมรัฐบาลหวังว่าจะมีสองร้อยเจ็ดสิบเสียง โดยดูได้จากความมั่นใจของร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคพลังประชารัฐที่บอกว่าจะมีเสียงมาหนุนเรื่อยๆ

เร็วๆ นี้เชื่อว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่จะมาร่วมรัฐบาลอย่างน้อยห้าคนจากหกคน ส.ส.บางส่วนของพรรคอนาคตใหม่ที่รอว่าจะโดนยุบพรรคหรือไม่ เพราะมีหลายกรณีที่สุ่มเสี่ยงว่าจะโดนยุบพรรค รวมทั้งส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วนด้วย งูเห่าพวกนี้จะไม่ปรากฏตัว แต่จะลงมติในวาระสำคัญหรือร่างกฎหมายสำคัญ

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐนั้น เร็วๆ นี้ พล.อ.ประวิตร จะเข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค โดย พล.อ.ประวิตร ต้องการเข้ามามีบทบาทในพรรค เพราะต้องไปกำราบกลุ่มสามมิตรที่เคยระหองระแหงกับ พล.อ.ประวิตร

และมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค แต่พล.อ.ประยุทธ์ ยังลังเล เพราะกลัวว่าพลังประชารัฐจะโดนเขียนภาพ “พรรคทหาร” แต่เร็วๆ นี้ทราบว่าพลังประชารัฐจะปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคใหม่”

วีระศักดิ์สรุปว่า “ต้องรอดูว่าสเถียรภาพรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐจะเป็นอย่างไรต่อหาก พล.อ.ประวิตร เข้าไปในพรรค”

‘อส.’ยุคใหม่..ฝึกเข้มปฏิบัติจริงไม่แพ้ทหาร-ตำรวจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อส.’ยุคใหม่..ฝึกเข้มปฏิบัติจริงไม่แพ้ทหาร-ตำรวจ

19 สิงหาคม 2562 – 10:55 น.
อส,ชุดปฏิบัติการการพิเศษกรมการปกครอง,สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน
เปิดอ่าน 6,541 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบัน มักจะเห็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่ใช่ตำรวจหรือทหาร แต่มีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบสังคม ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการกวดขันสถานบันเทิง สถานบริการผิดกฎหมาย เปิดเกินเวลาปล่อยเยาวชนเข้าไปมั่วสุมเสพยาเสพติด ทลายบ่อนการพนัน ปราบปรามการค้าประเวณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมายการค้ามนุษย์ จับกุมยาเสพติด ฯลฯ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงในพื้นที่สีแดง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ “ชุดปฏิบัติการการพิเศษกรมการปกครอง” ที่มี สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. เป็นกำลังพลหลักคอยสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ

อส. เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นกำลังพลหลักของฝ่ายปกครอง โดยมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ร่วมปฏิบัติงานตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ บุคคลตามหมายจับ ภารกิจเฝ้าระวังป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการเฝ้าระวังป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมต่างๆ ที่อาจมีบุคคลแปลกหน้าแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ และตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ร่วมกับปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอและจังหวัด รวมถึงสนับสนุนตำรวจ-ทหาร ตามภารกิจที่มีการร้องขอ ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกอบรมทบทวนและพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้กำลังพล อส. มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทภารกิจ ระเบียบกฎหมาย รวมทั้งมีความรู้ความเข้าใจทักษะทางด้านยุทธวิธี พร้อมสนับสนุนงานฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ทหาร และเป็นกำลังประจำถิ่นในการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่พี่น้องประชาชน

นายกองตรี เพิ่มศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ ผู้บังคับกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน อธิบายว่า เนื่องจากกองอาสารักษาดินแดน มีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกด้านยุทธวิธี เพื่อรองรับภารกิจดังต่างๆ ถือเป็นการฝึกทบทวนและพัฒนาสมรรถนะของสมาชิก อส. ให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการฝึกด้านยุทธวิธีให้แก่ อส.นั้น จะฝึกในด้านต่างๆ ได้แก่ การปิดล้อมตรวจค้นอาคารสถานที่ การตรวจค้นจับกุมบุคคล การควบคุมตัวบุคคล การใช้อาวุธประจำกาย การ รปภ.บุคคลและขบวนยานพาหนะ การต่อสู้ป้องกันตัว การควบคุมฝูงชน ปฏิบัติการจิตวิทยาและเจรจาต่อรอง การเผชิญเหตุกับคนร้าย การควบคุมและหยุดยั้งยานพาหนะ การใช้เครื่องพันธนาการ การปฏิบัติการเป็นทีมและคู่ตรวจ รวมทั้งการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเบื้องต้นด้วย

“กองอาสารักษาดินแดนได้ทำการฝึกในด้านยุทธวิธีดังกล่าว ให้แก่สมาชิก อส. ในชุดปฏิบัติการพิเศษในส่วนกลาง และทยอยฝึกในส่วนภูมิภาคแล้ว ให้สมกับปณิธานที่ว่า แม้ไม่ใช่ตำรวจหรือทหาร จะปกป้องพสุธาก็หาไม่ เรา อส. ก็หวงแหนแผ่นดินไทย ยอมพลีกายตายเป็นเช่นเดียวกัน” นายกองตรี เพิ่มศักดิ์ ระบุ

การฝึกที่เข้มข้นสม่ำเสมอ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่ากองกำลัง อส. ในยุคนี้ มีขีดความสามารถทางด้านยุทธวิธีไม่น้อยไปกว่าทหาร ตำรวจ..!!

ปัดฝุ่น’ทางม้าลาย 3 มิติ’..คืนพื้นที่ปลอดภัยให้คนข้าม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัดฝุ่น’ทางม้าลาย 3 มิติ’..คืนพื้นที่ปลอดภัยให้คนข้าม

19 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
ทางม้าลายสามมิติ
เปิดอ่าน 2,177 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ความปลอดภัยบนพื้นถนนเป็นปัญหาใหญ่ที่มักจะไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ “อุบัติเหตุ” เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับคนข้ามถนน โดยสาเหตุอาจเกิดจากความประมาทของตัวบุคคล สภาพพื้นผิวการจราจร หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องสัญลักษณ์ทางจราจรไม่ชัดเจน

ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และยังถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีถนนอันตรายเบอร์ต้นๆ ของโลกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมขับขี่รถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ทั้งจากการ เมาแล้วขับ การขับรถเร็ว เร่งรีบ การขับรถย้อนศร การใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ รวมไปถึง การไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งกำลังกลายเป็น “ภัยเงียบบนท้องถนน” ที่ไม่ได้รับความใส่ใจ ทั้งจากผู้มีอำนาจและจากประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน เห็นได้จากพฤติกรรมผู้ขับขี่รถ ที่ส่วนใหญ่มักจะเร่งความเร็วเมื่อใกล้ถึงทางม้าลาย หรือบีบแตรไล่คนข้ามทางม้าลาย รวมทั้งการจอดรถทับทางม้าลาย ปัญหาทั้งหมดก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มี “อารยธรรม” ของคนไทย จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ในที่สุดรัฐบาลเริ่มให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหา โดยสั่งการให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนทางม้าลาย ต้องร่วมกันทำทางม้าลายทั่วประเทศให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยแก่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ตำรวจประสานการทำงานร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม สำรวจและริเริ่มมาตรการความปลอดภัยที่เด่นชัด ควบคู่กับการเข้มบังคับใช้กฎหมายบริเวณทางม้าลายอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล พื้นที่ท่องเที่ยว และแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทันทีที่รัฐบาลสั่งการ ทางตำรวจก็รับลูกโดย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบดูงานจราจร ได้เป็นประธานประชุมเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะทางคนข้าม (ทางม้าลาย) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยบอกว่า ในที่ประชุมได้หารือหาแนวทางร่วมกัน โดยเป็นการทำงานในลักษณะบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ซึ่งมีข้อเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีและสังคมออนไลน์ เพื่อกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ให้ปฏิบัติตามเครื่องหมายและป้ายจราจร ศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการที่จะทำทาง “ม้าลาย 3 มิติ” และมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษา ข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ถึงวัตถุประสงค์ที่จะลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางม้าลายและทางข้ามอื่นๆ หรือเพิ่มจุดให้มีทางม้าลายเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกอย่างจริงจัง ปรับผู้กระทำความผิดในอัตราสูงสุด

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ บอกว่า ภายหลังที่ได้มีการหารือแนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดมาตรการต่างๆ ทั้งในเรื่องการปรับปรุงทางม้าลายให้เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ โดยร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากผลการสำรวจทางม้าลายทั่วประเทศมีจำนวนทางม้าลาย 7,325 จุด มีการขอเพิ่มทางม้าลายจำนวน 723 จุด มีการปรับลดทางม้าลายที่ซ้ำซ้อน จำนวน 51 จุด คงเหลือทางม้าลาย จำนวน 7,997 จุด มีการประสานให้ซ่อมแซมทาสี จำนวน 1,219 จุด ดำเนินการสำรวจข้อมูลกล้องซีซีทีวี บริเวณทางม้าลาย ที่มีจำนวน 8,697 ตัว และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งเพิ่มเติม จำนวน 1,028 ตัว รวมถึงจะต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

“มีการจัดทำทางม้าลาย 3 มิติ นำร่องสถานศึกษาทุกจังหวัด โดยในกรุงเทพมหานครจะเริ่มต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา และให้ออกแบบทางม้าลายที่เขียนข้อความเตือนคนข้ามถนนให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันกำหนดให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพิ่มมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะทางม้าลายทั่วประเทศ ร่วมกับประชาชนจิตอาสาและอาสาสมัครจราจร อำนวยความสะดวกจราจรบริเวณทางม้าลาย เสนอให้มีการตัดคะแนนผู้ขับขี่ที่ไม่หยุดให้คนข้ามบนทางม้าลาย และให้ติดตามผลการปฏิบัติ โดยจะมีการประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกต้นเดือน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยอย่างยั่งยืน” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว และว่า โครงการนี้จะเป็นมาตรการเชิงรุกด้านการปลุกจิตสำนึก สร้างวินัยจราจร ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความปลอดภัยทางถนน ซึ่งจะมีการขยายผลต่อยอดไปยังโรงเรียนต่างๆ ในทุกจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และขยายต่อไปยัง วัด โรงพยาบาล ชุมชนต่างๆ ต่อไป ถือเป็นกิจกรรมเสริมสร้างวินัยจราจรให้เด็กนักเรียน ให้เกิดการเรียนรู้นอกห้องเรียนในเรื่องการใช้ทางข้าม (ทางม้าลาย) ที่ถูกต้อง

ทว่า “ทางม้าลาย 3 มิติ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ พ.ศ.นี้ หากแต่เป็นการเอามา “ปัดฝุ่น” เพราะไอเดียนี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากช่วงนั้นเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บสูญเสียกับคนข้ามทางม้าลาย ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติบ่อยครั้ง กระทั่ง กรมทางหลวงชนบท ได้มีโครงการศึกษาวิจัย เพื่อดูว่า “ทางม้าลาย 3 มิติ” มีความเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ โดยได้ขอให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “ทางม้าลาย 3 มิติ” แต่เรื่องก็เงียบไปจนไอเดียนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาดำเนินการใหม่ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าแนวคิดนี้มีทั้งเสียงสนับสนุน และเสียงที่ตั้งคำถามว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้จริงหรือ ? “ทางม้าลาย 3 มิติ” จะทำให้คนขับรถตกใจ จนอาจทำให้การเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นหรือไม่ ? ​แต่ในต่างประเทศแนวคิดนี้ถูกใช้ไปกว่า 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะ จีน และอินเดีย ซึ่งมีบางเมืองทำ “ทางม้าลาย 3 มิติ” ซึ่งตามข้อมูลบอกว่า ทำให้ผู้ขับรถมีความสนใจและเห็นทางข้ามได้ชัดเจน และเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยยังไม่พบว่า “ทางม้าลาย 3 มิติ” ที่ทำขึ้นจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุแต่อย่างใด

จุดประสงค์หลักของการทำ “ทางม้าลาย 3 มิติ” ก็คือ ทำให้ทางข้ามถนนเป็นที่สะดุดตา เห็นได้ชัดเจน และกระตุ้นเตือนให้ผู้ขับรถลดความเร็วลงเพื่อหยุดให้คนข้ามถนนไปก่อนได้ทันเวลา ซึ่งตามกฎจราจรขณะที่มีคนข้ามถนนในทางข้ามผู้ขับรถต้องหยุดให้คนข้ามก่อน แต่ทั้งคนข้ามและคนขับจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แม้ทางม้าลายจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของคนข้ามก็ตาม และการติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่างอื่นก็จำเป็น เพราะจะเพิ่มความปลอดภัยขึ้นไปอีก

ขณะที่ต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฯลฯ บริเวณทางม้าลายจะมีปุ่มให้ผู้ข้ามกด โดยจะมีหน้าตาแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เมื่อกดปุ่มแล้วรอสักพัก พอสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผู้ข้ามก็สามารถข้ามได้ ขณะเดียวกันในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ นอกจากมีปุ่มกดแล้ว เมื่อถึงสัญญาณไฟให้คนข้ามได้ ก็จะมีเสียงสัญญาณดังในขณะนั้นด้วย เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น ในบางแยกถึงแม้จะไม่มีปุ่มกด แต่เมื่อสัญญาณไฟอนุญาตให้ข้ามปรากฏ สัญญาณก็จะดังเตือน ส่วนที่อังกฤษ เกือบทุกแยกที่มีทางม้าลายจะมีไฟให้กด ส่วนแยกที่ไม่มีไฟให้กด บางที่จะมีเสาไฟสีเหลืองกลม กะพริบๆ อยู่ 2 ฝั่งถนน ซึ่งทางม้าลายแบบนี้หากมีคนจะข้าม รถต้องหยุดให้ทันที รวมถึงมีเส้นซิกแซกอยู่ที่สองข้างทางก่อนถึงทางม้าลาย เพื่อห้ามไม่ให้ผู้ใช้รถจอดรถบริเวณนั้น เพราะจะบดบังคนที่กำลังจะข้ามถนนอีกด้วย

อย่างไรก็ตามประเทศเหล่านี้ยังมีกฎหมายที่เข้มงวดและบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งกับผู้ขับขี่และผู้ข้ามถนน โดยมีโทษค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ปรับยึดใบอนุญาตขับขี่และจำคุก เช่น ประเทศสิงคโปร์ ต้องข้ามถนนในที่ที่ให้ข้ามเท่านั้น หากข้ามในที่ห้ามข้ามถือว่าผิดกฎหมาย รวมถึงข้ามในที่ให้ข้ามแต่สัญญาณไฟยังไม่ให้ข้าม ก็ถือว่าผิดกฎหมาย โดยมีโทษปรับเป็นเงิน 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 13,000 บาท) หากทำผิดซ้ำสอง อาจถูกจำคุก 3 เดือน และหากยังทำผิดซ้ำอีกมีโทษปรับ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 51,000 บาท) และจำคุก 6 เดือน ส่วนกฎหมายของไทย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุไว้ชัดเจนว่า กรณีที่ผู้ใช้รถไม่จอดหรือหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายว่ามีความผิดตามกฎหมาย ส่วนโทษมีการกำหนดไว้ ตามมาตรา 152 “ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท” เนื่องจากทางม้าลายนับเป็นเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้หรือทำให้ปรากฏในทาง แถมยังมีความผิด มาตรา 70 “ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก ทางข้าม เส้นให้รถหยุด หรือวงเวียน ต้องลดความเร็วของรถ”  โดยมีการระบุด้วยว่า “ห้ามจอดรถทับทางม้าลายหรือในระยะ 3 เมตร” ผิดตามมาตรา 57 ลงโทษตาม มาตรา 148 ปรับไม่เกิน 500 บาท นอกจากนี้ มาตรา 104 ยังระบุไว้ว่า “ภายในระยะไม่เกิน 100 เมตร นับจากทางข้าม ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางนอกทางข้าม” หากฝ่าฝืน มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

นอกจากมี “ทางม้าลาย 3 มิติ” ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนมีวินัย เคารพปฏิบัติตามกฎกติกา มิเช่นนั้นทุกชีวิตยังต้องผจญอยู่กับ “ภาวะความเสี่ยงสูง” เหมือนเดิม..!!

เข้าใจม็อบ ฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เข้าใจม็อบ ฮ่องกง

19 สิงหาคม 2562 – 09:45 น.
ประท้วงฮ่องกง,รู้ลึกกับจุฬาฯ,รศดรวาสนา วงศ์สุรวัฒน์,อดรอาร์ม ตั้งนิรันดร
เปิดอ่าน 2,825 ครั้ง

เข้าใจม็อบ”ฮ่องกง” คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ นับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงตอนนี้นับเป็นเวลากว่า 11 สัปดาห์ที่เหล่าผู้ชุมนุมยังรวมตัวในที่สาธารณะ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม การประท้วงยังลุกลามไปถึงระดับการปิดสนามบิน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวตกค้างในสนามบินเป็นจำนวนมาก

ในการนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ฮ่องกง : ทำไมต้องประท้วง” ขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่รวมถึงโครงสร้างกฎหมายที่เป็นต้นตอของปัญหาดังกล่าว

อ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจีนเล่าว่า การประท้วงฮ่องกงขณะนี้เป็นผลจากการพยายามผ่านกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของคณะผู้ปกครองฮ่องกงแต่งตั้งโดยจีน โดยเป็นกรณีสืบเนื่องจากคดีคู่รักหนุ่มสาวชาวฮ่องกงไปเที่ยวไต้หวัน ชายหนุ่มฆ่าแฟนสาวตัวเองและหนีกลับมาฮ่องกง

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

“การกระทำความผิดเกิดขึ้นที่ไต้หวัน แต่ฮ่องกงไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายกับไต้หวัน ทางเลือกมีสองทางคือ 1.ทำสัญญากับไต้หวัน ซึ่งทำไม่ได้เพราะฮ่องกงอยู่ภายใต้จีน หรือ 2.ทำสนธิสัญญากับจีน ซึ่งก็ไม่เคยสำเร็จมาตั้งแต่ปี 1997 เพราะคนฮ่องกงไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรมของจีน”

ที่ผ่านมาทางออกที่นักกฎหมายฮ่องกงเลือกใช้คือให้ฮ่องกงส่งคนร้ายข้ามแดนเป็นกรณีๆ ไป แม้ว่าจะไม่มีสนธิสัญญาคู่กันระหว่างประเทศก็ตาม จุดเริ่มต้นของการประท้วงมาจากการที่คนฮ่องกงเชื่อว่ากฎหมายนี้จะเปิดโอกาสให้ส่งผู้ร้ายในคดีการเมืองของจีนที่ลี้ภัยมาฮ่องกงกลับไปยังจีนได้ และกลัวอิทธิพลที่จีนจะแทรกซึมการควบคุมมากขึ้นเรื่อยๆ

“คนฮ่องกงไม่เชื่อมั่นระบบยุติธรรมจีน ในสายตานักวิชาการฝรั่ง ศาลจีน 90 เปอร์เซ็นต์ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นคดีการเมืองเมื่อใดก็ตามรัฐบาลหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะมีธงในใจชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องจัดการกับกรณีนี้อย่างไร และศาลก็ต้องทำตามที่พรรคบอก” ทำให้ในวันที่ 9 มิถุนายน มีผู้ประท้วงกฎหมายฉบับดังกล่าวกว่าล้านคน

อาจารย์อาร์มอธิบายว่า ระบบการปกครองของจีนและฮ่องกงถูกเรียกว่า 1 ประเทศ 2 ระบบ เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยรัฐบาลจีนให้ทั้ง 2 แห่งมีกฎหมายต่างกัน กฎหมายฮ่องกงเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาลปักกิ่ง ขณะที่รัฐบาลจีนจะดูแลแค่ด้านการทหารและด้านการต่างประเทศเท่านั้น

“ความพิเศษคือความไม่ชัดเจน ธรรมนูญฮ่องกงชี้ว่าเป้าหมายในท้ายสุดคือฮ่องกงจะต้องมีสิทธิเลือกตั้งสภานิติบัญญัติและผู้บริหารฮ่องกง แต่ไม่บอกว่าจุดหมายนี้ต้องสำเร็จในปีไหน ปี 2014 เกิดการประท้วงล่มก็เพราะรัฐบาลให้เลือกตั้งผู้บริหารที่ผ่านจีนคัดกรองก่อน คนเลยไม่พอใจ”

อาจารย์อาร์มชี้ว่าขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมยังมีความยืดเยื้อทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน และรับข้อมูลข่าวสารแต่ฝั่งตนเอง ฝั่งผู้ประท้วงมองว่ารัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ มีการใช้ความรุนแรง ขณะที่ฝั่งรัฐบาลมองว่ามีการยั่วยุให้เกิดความุรนแรงตลอด

รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา อธิบายบริบทเชิงประวัติศาสตร์ว่าฮ่องกงไม่ได้ผ่านประวัติศาสตร์หลายอย่างแบบที่สาธารณรัฐประชาชนจีนหรือจีนแผ่นดินใหญ่เผชิญ เช่น ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม และฮ่องกงมีลักษณะเป็นพื้นที่สีเทารับผู้ลี้ภัยมาแต่ดั้งเดิม

รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์

“เรามักจะเห็นฮ่องกงเป็นสถานที่รับผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาตลอด สมัยนโยบายลูกคนเดียวในจีนเราจะเห็นเรื่องเล่าที่ครอบครัวที่ท้องลูกคนที่สองว่ายน้ำหนีมาฮ่องกง สมัยประเทศไทยปราบปรามคอมมิวนิสต์รุนแรงเราก็เห็นพวกนักธุรกิจใหญ่ของไทยถูกแรงกดดันจากไทยจนต้องหนีมาฮ่องกง เป็นต้น”

ขณะเดียวกันวัฒนธรรมกวางตุ้งของคนฮ่องกงก็มีความเข้มแข็งและเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คนฮ่องกงมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมตนเอง มรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง และมักแบ่งแยกการถูกนำไปรวมกับชาวจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีน

“คนฮ่องกงใช้ภาษากวางตุ้งและกลัวว่าการใช้ภาษาจีนกลางจะกลืนวัฒนธรรมของเขา ไม่พอใจที่ภาษาราชการเป็นจีนกลาง และมักปฏิเสธการพูดภาษาจีนกลาง และด้วยการที่เคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ ดังนั้นจะมีการเฟื่องฟูทางวัฒนธรรม ความคิด มีนักเขียน นักคิดชื่อดัง มีเสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็น เขาก็มองตัวเองว่าเป็นผู้มีอารยะ มีความภาคภูมิใจ และทำไมต้องถูกครอบงำจากจีนซึ่งวัฒนธรรมล่มสลายไปแล้วด้วย”

ขณะที่ผ่านมารัฐบาลจีนเล็งเห็นว่าฮ่องกงเป็นเมืองทุนนิยม เป็นตลาดโลก และมีความพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชนชั้นนำ ชนชั้นนายทุนในฮ่องกง ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำตามมา

“ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ก็เอาใจนายทุนฮ่องกงมาก แต่หลงลืมคนข้างล่าง ทุกวันนี้นายทุนทั้งฮ่องกงและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งเข้ามาอยู่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงพุ่งสูง คนทำงานออฟฟิศไม่มีโอกาสเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำก็เป็นส่วนหนึ่งทำให้คนไม่พอใจจึงเกิดม็อบตามมา”

อาจารย์วาสนายังระบุอีกว่า “จุดจบ” ของม็อบฮ่องกงไม่น่าจะถูกสลายด้วยการใช้กำลังจากรัฐบาลจีนเช่นเดียวกับกรณีเทียนอันเหมิน เพราะยุคสมัยปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และบริบทของสถานที่ต่างกัน

“ถ้าจะใช้วิธีนี้แสดงว่าเป็นหนทางสุดท้ายคือจีนไม่เอาฮ่องกงแล้ว ไม่วางตำแหน่งให้ฮ่องกงเป็นเมืองท่าด้านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางการเงินโลกอีกต่อไป เอาเข้าจริงขนาดเศรษฐกิจของเมืองเซี่ยงไฮ้หรือแม้แต่เสิ่นเจิ้นก็แซงฮ่องกงได้แล้ว แต่ท้ายที่สุดอะไรจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เดายากเพราะคอมมิวนิสต์จีนก็เคยทำเรื่องที่หักปากกาเซียนเรื่องที่คาดไม่ถึงมานักต่อนัก” อาจารย์วาสนาทิ้งท้าย

รัฐมนตรี​เบี้ยว​ลาออก​สาเหตุ​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​แพ้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384152?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐมนตรี​เบี้ยว​ลาออก​สาเหตุ​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​แพ้

19 สิงหาคม 2562 – 09:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,สันติ พร้อมพัฒน์
เปิดอ่าน 6,788 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

 ปัญหา​การ​แพ้โหวต​ฝ่ายค้าน​สอง​ครั้ง​สอง​ครา​ของ​ส.ส.รัฐบาล​ใน​การ​โหวต​พิจารณา​ข้อบังคับ​สภา​ผู้แทน​ราษฎร​และ​การ​ประชุม​สภา ​(ไม่​ครบ​องค์​ประชุม)​ สะท้อน​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​ของ​รัฐบาล​ที่​มี​ปัญหา​ ที่​จำเป็น​ต้อง​ได้รับ​การ​แก้ไข​ ทั้ง​เพื่อ​ความ​เชื่อ​มั่น​ว่า​รัฐบาล​ของ​ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา เดิน​ไปได้ เพื่อ​สร้าง​ความมั่นใจ​ในการแก้ไขปัญหา​เศรษฐกิจ​ที่​กำลัง​เผชิญ​กับ​วิกฤติ​ทั้ง​ภายใน​และ​ภายนอก​ประเทศ

เสียง​ปริ่ม​น้ำ​ 253 เสียง​ โหวต​ไม่ได้​ 1 เสียง​ของ​ ชวน หลีกภัย​ เท่ากับ​มี​เสียง​เกิน​ครึ่ง​มา​ 2 เสียง​ ขณะที่​มีเสียง​ต่างจากฝ่ายค้าน​เพียง​ 6 เสียง​ เพราะ​ฝ่ายค้าน​มี​ 247 เสียง​ ทำหน้าที่​ไม่ได้​ 1

เสียง​ คือ​ ธนาธร จึงรุ่งเรือง​กิจ ที่​ถูก​ศาล​รัฐธรรมนูญ​สั่ง​พัก​การ​ทำหน้าที่​ส.ส.

ปัญหา​อยู่​ที่​ส.ส.ฝ่าย​รัฐบาล​ไม่ได้​ตระหนัก​ถึง​หน้า​ที่สำคัญของความเป็นส.ส. ที่​มี​หน้า​ที่​หลักคือ​การ​ต้อง​มา​ประชุม​สภา​ ซึ่ง​มีแค่สัปดาห์​ละ​ 2 วัน​ แต่​บรรดา​ ส.ส.กลับ​ไปมีนัด​อื่น​ในวันประชุม

คนที่​เป็น​ส.ส.และ​เป็น​รัฐมนตรี​ด้วย​ ก็​จะ​ให้ความสำคัญ​กับ​การ​ทำงาน​ใน​ฐานะ​รัฐมนตรี​มากกว่า​ส.ส. จึง​ละ​ทิ้ง​การ​ประชุม​สภา​ หาก​เสียง​ส.ส.ข้าง​รัฐบาล​มี​มาก​ล้น​เช่น​เกิน​ 280 เสียง​ คงไม่มี​ปัญหา​กับ​การ​เป็น​ส.ส.ควบรัฐมนตรี

จึง​มีหลักการ​ร่วม​กัน​แทบ​ทุก​พรรค​ใน​รัฐบาล​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​ว่า รัฐมนตรี​ที่​เป็น​ส.ส.ในระบบ​บัญชีรายชื่อควร​จะ​ลาออก​จาก​ความ​เป็น​ส.ส. เพื่อเลื่อน​ผู้​อยู่​ใน​บัญชี​รายชื่อ​ลำดับ​ถัดไป​ขึ้น​มาเป็นส.ส.แทน ยกเว้น​คนเป็นหัวหน้า​และ​เลขาธิการ​พรรค​ ซึ่ง​​มี​ความ​จำเป็นต้อง​ทำงาน​ใน​สภา​เพื่อ​ควบคุม​การ​ปฏิบัติหน้าที่​ของ​ลูกพรรค

ทว่าบรรดา​รัฐมนตรี​ที่​เป็น​ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ “เบี้ยว” หลักการ​ที่​จะ​ต้อง​ลาออก​จาก​ส.ส.หากเป็น​รัฐมนตรี​ ทำให้​เป็น​ปัญหา​เสียง​โหวต​ใน​สภา​

ยกตัวอย่าง​พรรค​หลัก​อย่าง​พรรค​พลัง​ประชารัฐที่​ 5 ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ยัง​ “กอด​เก้าอี้​ส.ส.แน่น” ทั้ง​ที่​เป็น​รัฐมนตรี​ไปแล้ว​และ​ไม่มี​ท่าที​ว่า​จะ​ลาออก​เพื่อ​เลื่อน​ลำดับ​ส.ส.ให้​คน​ที่​มี​ความ​พร้อม​ทำงาน​ในสภา​มาทำหน้าที่​แทน​ทั้ง​ ณัฏฐพล​ ทีปสุวรรณ​ รมว.ศึกษา​ธิการ สุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รมว.อุตสาหกรรม สมศักดิ์​ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พุทธิพงษ์​ ปุ​ณ​ณกันต์ รมว.ดิจิทัล​เพื่อ​เศรษฐกิจ​และ​สังคม​ และสันติ​ พร้อม​พัฒน์ รมช.คลัง

สารพัด​ที่อ้าง​เหตุผล​ความ​ชอบ​ธรรม​ในการ “กอด” ทั้ง​เก้าอี้​รัฐมนตรี​และ​ส.ส. แต่​เหตุผล​ที่​แท้จริง​คือ​กลัว​ “ตีน​ลอย”

ในขณะที่​พรรค​ร่วม​รัฐบาล​อื่นได้ทยอย​ให้​รัฐมนตรี​ที่​มาจาก​ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ ลาออก​จาก​ส.ส. เช่น​ คุณ​หญิง​กัลยา​ โสภณ​พนิช รมช.ศึกษา​ธิการ จาก​พรรคประชาธิปัตย์ ทรงศักดิ์​ ทองศรี รมช.มหาดไทย​ และ​วีรศักดิ์​ หวัง​ศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์​ จาก​พรรค​ภูมิใจ​ไทย

ตัวอย่าง​ที่​รัฐมนตรี​ชายอกสามศอก​ในพรรค​พลัง​ประชารัฐควร “อาย” คือ​การลาออก​จาก​ส.ส.ของ ดร.นฤมล ภิญโญ​สินวัฒน์ ที่​ลาออก​ตั้งแต่​ก่อน​ได้รับ​การ​ประกาศ​เป็น​โฆษก​รัฐบาล​ เพราะ​​เข้าใจ​ดี​ว่า​การเป็น​โฆษก​รัฐบาล​อาจจะ​ไม่มี​เวลา​เพียง​พอทำหน้าที่​ส.ส.ได้​อย่าง​สมบูรณ์

          เห็น​อย่างนี้​แล้ว​รัฐมนตรี​ชายยังคิดนั่ง​ควบเก้าอี้​ส.ส.ต่อไป​เพราะ​กลัว​ “ตีนลอย” ก็คิดให้ดีแล้วกัน

‘ฟินแลนด์’ มีความสุขที่สุดในโลกรัฐบาลไม่ทุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384153?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ฟินแลนด์’ มีความสุขที่สุดในโลกรัฐบาลไม่ทุจริต

19 สิงหาคม 2562 – 08:32 น.
ปตท,ฟินแลนด์,ทุจริต,รัฐบาล
เปิดอ่าน 2,438 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ปตท.” นำผู้บริหารในเครือและสื่อมวลชนไปดูงานด้านพลังงานและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวฟินแลนด์และเดนมาร์ก มีหลายเรื่องที่มองแล้วเห็นว่าน่าจะนำมาคุยกัน

วันนี้จะขอพูดถึง ‘ฟินแลนด์’ ซึ่งโด่งดังในเรื่องการจัดอันดับคุณภาพชีวิตแล้วมีความสุขที่สุดในโลกว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

อย่างแรกคือรัฐบาลผสม หรือ ครม.ของฟินแลนด์ มีชีวิตอยู่อย่างคนปกติธรรมดา และที่สำคัญคือทุกคนทำงานแบบตรงไปตรงมา ไม่ทุจริตหรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

นี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในการบริหารประเทศและทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ที่ฟินแลนด์ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ โดย ‘ครู’ ของฟินแลนด์มาจากบุคคลระดับเกรดเอ เท่าเทียมกับหมอ, วิศวกร หรือทนายความ

เท่าที่เห็นมาชาวฟินแลนด์อยู่กันอย่างพอเพียง ต้องการความสุขมากกว่าความรวย ไม่ใช้ของแบรนด์เนมหรือหรูหราฟุ้งเฟ้อ

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนแสวงหาคือการทำให้ชาวฟินแลนด์รุ่นต่อๆ ไปเป็นคนที่มีคุณภาพ มีคุณธรรมและเป็นพลเมืองดี

ฟินแลนด์อากาศดี หายใจเต็มปอด บ้านเมืองมีระเบียบ ประมาณครึ่งต่อครึ่งที่ใช้จักรยานสัญจรไปมา แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีก็ใช้จักรยาน ไม่ใช้รถตำแหน่งไปตีกอล์ฟหรืองานเลี้ยงส่วนตัว

ตรงกันข้ามกับประเทศของเรา เห็นจะไม่ต้องบอกกันให้สะเทือนหัวใจและต้องรอดูกันในชาติหน้าหรืออีกนานกว่าประเทศไทยของเราจะผลิตคนรุ่นใหม่แบบฟินแลนด์

คนเราเมื่อพอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้วทุกอย่างก็ลงตัว นี่คือ ‘ฟินแลนด์ในมุมมองของคนจากประเทศกูมี!’
อ๊อด เทอร์โบ


 ใช้ชีวิตอย่างไร
ให้ห่างไกลโรคด้วยตัวเอง

ผมอ่านข้อความจากนิตยสาร ‘คู่หูเดินทาง’ ของ บขส. เดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา แล้วตกใจมากๆ ครับ จึงขออนุญาตคุณผู้เขียน ‘จึงอุรา’ มาเล่าสู่กันฟัง และเป็นวิธีปฏิบัติอย่างง่ายๆ

ทั้งนี้เกี่ยวกับ ‘9 วิธีใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกลโรค’ ซึ่งอยู่ที่ตัวท่านเอง และปฏิบัติประพฤติได้หรือไม่ ดังนี้ครับ

1.เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมต่อร่างกาย ร่างกายคนเรามีลักษณะต่างกันตามแต่ละบุคคล การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้สุขภาพดี พื้นฐานการกินที่ดี คือเลือกรับประทานอาหาร 5 หมู่ ที่ขาดไม่ได้คือผลไม้ และผักสีเขียว แต่บางคนก็ต้องเน้นบางชนิดเป็นพิเศษ

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ หนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพเอาไว้ได้อย่างยืนยาว การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจเต้น แค่เราขยับก็ช่วยให้หัวใจเต้น อวัยวะต่างๆ ทำงาน ระบบเลือดสูบฉีด เพิ่มความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ยิ่งออกกำลังกายเป็นประจำเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้ห่างไกลโรคได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

3.พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับ คนที่ต้องการมีสุขภาพดีอย่างน้อยควรนอนวันละ 6-8 ชม. เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูกำลังต่างๆ อย่างเต็มที่ และพร้อมตื่นขึ้นมารับมืออุปสรรคต่างๆ ในอนาคตต่อไป อีกทั้งยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง

4.ดื่มน้ำสะอาด ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยทำให้สุขภาพดี ระบบการหมุนเวียนต่าง ๆ คล่องตัว ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องความชุ่มชื้นของผิวหนัง เรื่องการขับถ่าย ระบบไหลเวียนโลหิต

5.งดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ของหวาน อาหารขยะ อาหารรสเค็ม รวมถึงเรื่องการสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นตัวทำลายร่างกายเบอร์ต้นๆ ต้องรู้จักลด ละ เลิก เพื่อสุขภาพที่ดีในชีวิตแบบไม่ต้องใช้ยารักษา

6.อย่าสร้างแรงกดดันตัวเองโดยไม่จำเป็น เข้าใจว่าการทำงานของแต่ละคนก็ต้องมีความเครียดเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การเก็บความเครียดเอาไว้ ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพใจเลย การปล่อยวาง แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องที่แก้ไขได้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆทำ พยายามคิดบวกเข้าไว้ และถ้าพอมีเวลา การสวดมนต์ นั่งสมาธิ สงบจิตใจก่อนเข้านอน

7.รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า 20% ของผู้ชาย และ 14% ของผู้หญิง เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนนั้นเอง ดังนั้นอย่าตามใจปากมากเกินไป

8.อย่าละเลยอาการเจ็บปวดต่างๆ ถ้ารู้สึกมีอาการปวดบริเวณไหล่มากๆ หรือบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์โดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายจากร่างกายได้ สำหรับผู้หญิงหากมีอาการปวดบริเวณช่องท้องมากและเป็นบ่อยครั้งก็มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งรังไข่

9.ทำอาหารกินเองบ้าง วิถีชีวิตที่ต้องเร่งรีบรวมทั้งการตกเป็นทาสสื่อโฆษณาทำให้เราต้องฝากท้องไว้กับร้านอาหารนอกบ้าน หาบเร่ แผงข้างถนน ที่เต็มไปด้วยผงชูรส ไขมัน แป้ง น้ำตาล โซเดียม และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ เราแทบไม่ได้เข้าครัวทำอาหารดีๆ ถูกหลักโภชนาการกินเองจนทำเอาสุขภาพย่ำแย่ลง ลองหาเวลาประกอบอาหารเองสักอาทิตย์ละสองวันช่วงหยุดสุดสัปดาห์ และค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ผมขออนุญาตนำมาเสนอเฉพาะข้อมูลสำคัญที่ลองปฏิบัติดูนะครับ
เรวัติ (หมอพื้นบ้าน)
 เรียนคุณ ‘เรวัติ’ หมอพื้นบ้าน
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ ครับ และแม้เวลาจะผ่านไปแต่ยังใช้ได้กับทุกเวลา ซึ่งผมจะขอนำไปปฏิบัติดูกับตัวเอง

ในหลายๆ ข้อนั้น ผมได้ทำแล้วเห็นว่าดีงามมากๆ และจะพยายามต่อไป และขอเชิญชวนทุกท่านด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


กระตุ้นศก.ต้องโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กระตุ้นศก.ต้องโปร่งใส

19 สิงหาคม 2562 – 07:41 น.
กระตุ้น,เศรษฐกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 839 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรก ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ ได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนโดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านภัยแล้ง 2.การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน และ 3.มาตรการด้านค่าครองชีพ ด้วยวงเงินรวมอยู่ที่ 3.16 แสนล้านบาท แบ่งเป็นจากธนาคารรัฐ 2.07 แสนล้านบาท ส่วนอีกประมาณ 1 แสนล้านบาทจะมาจากงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินของกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเอสเอ็มอี กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจและให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากที่สุด และจะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 20 สิงหาคมนี้ และเมื่อได้รับความเห็นชอบก็จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้มากกว่าร้อยละ 3

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายประเทศตกอยู่ในภาวะชะงักงัน จึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนและหามาตรการมารองรับ ซึ่งรัฐบาลและเอกชนไทยต่างทราบดีถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญเช่นกัน เพราะแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมได้ประกาศลดการคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำปี 2019 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0-1 จากเดิมที่เคยประกาศว่าจะสามารถโตได้ราวร้อยละ 1.5-2.5 โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์ครั้งที่ 2 ของปีนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจสิงคโปร์เคยเติบโตถึงร้อยละ 3.2 ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ จีดีพีในช่วงไตรมาสสองยังมีการขยายตัวจากปีที่แล้วเพียงร้อยละ 0.1 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีของสิงคโปร์

ขณะที่สัญญาณเศรษฐกิจของบ้านเราภาพรวมขณะนี้ต้องยอมรับว่าตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ มีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน แม้จะมีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ยังสามารถขยายตัวได้แต่ก็ยังแปรผันได้จากสถานการณ์โลก โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจความเชื่อมั่นเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2562 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 46.7 ลดจากเดือนมิถุนายน 2562 ที่ระดับ 47.1 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 เดือน หรือตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ ซูเปอร์โพล ได้สำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเศรษฐกิจของประเทศ พบว่า กลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50.1 เชื่อมั่นว่า แย่ลงต่อในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีเพียงร้อยละ 6.5 เชื่อมั่นว่าดีขึ้นเล็กน้อย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยรุนแรงและมีปัจจัยเสี่ยงที่จะถาโถมเข้าสั่นคลอนสถานะของประเทศ รัฐบาลเร่งหามาตรการมากอบกู้ทั้งการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หวังจะช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงเป็นผลดีต่อการส่งออกที่คาดการณ์กันว่ามีโอกาสติดลบสูงจากเงินบาทแข็งค่า รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดล่าสุดที่เป็นยาแรงโดยมีการใช้เม็ดเงินมหาศาลทั้งงบประมาณแผ่นดินและมาตรการที่ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน เราหวังว่าการใช้จ่ายควรก่อให้เกิดประโยชน์ตกสู่ประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะคนระดับล่างที่มีกำลังซื้อน้อย ไม่ใช่เป็นช่องการทำมาหากินให้แก่นักการเมือง พวกพ้องหรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง สร้างเงินหมุนเวียนในระบบไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ตามเป้าหมายสามารถกระตุ้นการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้และคงจะเห็นผลได้ในไตรมาส 3, 4 อย่างทันตา

ชิตังเม-เฮฮา ทัพหน้า “สมเกียรติ” เบียดเข้าทำเนียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384121?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิตังเม-เฮฮา ทัพหน้า “สมเกียรติ” เบียดเข้าทำเนียบ

18 สิงหาคม 2562 – 18:15 น.
ธรรมกาย,สมเกียรติ ศรลัมพ์,หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์,พรรคประชาภิวัฒน์,หศิษย์ธรรมกาย,นันทนา สงฆ์ประชา,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 9,909 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

***********************

“ชิตังเม” แปลว่าเราชนะแล้ว เป็นวลียอดฮิตของลูกศิษย์วัดดังย่านคลองหลวงที่ชอบพูดกัน ซึ่งเวลานี้ ในไลน์เหล่ากัลยาณมิตร ล้วนมีแต่คำว่า “ชิตังเม โป้ง เข้าเป้า”

เมื่อ “สมเกียรติ ศรลัมพ์” หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ในฐานะศิษย์ธรรมกาย ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว

บังเอิญว่า วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเรื่องการปล่อยชั่วคราวอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) อายุ 63 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารและอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เสียง “ชิตังเม” ยิ่งดังกระหึ่ม

ภารกิจศิษย์เอก

ก่อนจะถึงวันที่ “อดีตพระพรหมสิทธิ” ได้รับการปล่อยชั่วคราว “สมเกียรติ ศรลัมพ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ได้นำเรื่องอดีตพระชั้นผู้ใหญ่ ยังไม่ได้รับการประกันตัวเข้าหารือในสภาฯ ถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก 4 ก.ค.2562 “สมเกียรติ” ได้หยิบยกเรื่องความลำบาก และความทุกข์ของพุทธศาสนิกชน นับแต่อดีตพระพรหมดิลก และอดีตพระพรหมสิทธิ พร้อมด้วยพระราชาคณะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก 3 รูปถูกจับดำเนินคดีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินผิดประเภท โดยศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

สมเกียรติ ศรลัมพ์

ครั้งที่สอง 10 ส.ค.2562 “สมเกียรติ” ได้ขอหาเรื่องเดิมอีก และทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนฯ เพื่อดำเนินการส่งหนังสือไปให้กองทุนกระทรวงยุติธรรม ในการช่วยในการประกันให้อดีตพระชั้นผู้ใหญ่

ถัดมา วันที่ 11 ส.ค.นี้ “สมเกียรติ” ได้ยื่นหนังสือลาออกจาก ส.ส.ต่อประธานสภาผู้แทนฯ เพื่อไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

ดังที่รู้กัน รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เลยไม่น่าแปลกใจที่มีเสียงชิตังเม

เครือข่าย“สามมิตร”

ช่วงเลือกตั้ง สื่อหลายสำนักฟันธงว่า “พรรคประชาภิวัฒน์” คือ พรรคสายธรรมกาย เนื่องจากสมเกียรติ ศรลัมพ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค มีศิษย์สายของธรรมกายจำนวนหนึ่งให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีรองหัวหน้าพรรค พล.ต.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี อดีตนายกสมาคมเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทางวัดพระธรรมกาย เป็นรองหัวหน้าพรรค

สมเกียรติ ในฐานะศิษย์ธรรมกาย

ตัวละครที่สื่อมองข้ามคือ “นันทนา สงฆ์ประชา” อดีต ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ แท้จริงแล้ว “มันแกว” หรือนันทนา เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ “สมเกียรติ” ได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมืองในทำเนียบรัฐบาล

จากกรณีดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้สมเกียรติต้องลาออกจาก ส.ส. ทำให้นันทนา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำ ดับที่ 2 เลื่อนขึ้นเป็น ส.ส.แทน

นันทนา สงฆ์ประชา

สมเกียรติ อดีต ส.ว.นครสวรรค์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ร่วมกับนันทนา ทำธุรกิจตลาดขายส่งดอกไม้ และร่วมคิดร่วมสร้างพรรคประชาภิวัฒน์ โดยพี่ชาย-มณเฑียร สงฆ์ประชา ก็เห็นดีเห็นงาม

เหมือนแยกเดินตามกติกาใหม่ เพราะชัยนาทมี ส.ส. คน กลุ่มสามมิตรขอจอง นันทนาจึงหิ้วกระเป๋าไปสร้างพรรคใหม่

มากกว่าเงินเดือน

ปลายปี 2561 “นันทนา” ได้เข้าปรึกษาหาเรื่องเรื่องตั้งพรรคกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ,สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย ที่โรงแรมหรูกลางกรุง เหมือนจะมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างกลุ่มสามมิตร กับพรรคประชาภิวัฒน์

หลังเลือกตั้งใหม่ๆ ฮาร์ดคอร์การเมืองประเมินว่า สมเกียรติจะนำพรรคประชาภิวัฒน์ไปร่วมกับขั้วเพื่อไทย เพราะมองจากจุดยืนของหัวหน้าพรรคที่เป็นศิษย์เอกธรรมกายแล้ว ไม่น่าจะมาอยู่ฝั่งลุงตู่

ตรงข้าม สมเกียรติกลับรับบทผู้ประสานงาน “10 พรรคเล็ก” มานั่งแถลงข่าวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

แถมข่าวสมเกียรติเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มีสื่อสำนักเดียวที่นำเสนอข่าวนี้ เพราะเวลานั้น ยังมีความวุ่นวายของ “เต้” พรรคไทยศรีวิไลย์ที่ออกโรงถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล

สมศักดิ์ เทพสุทิน

ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ได้เงินเดือนแค่ 6 หมื่นบาท เทียบไม่ได้กับเงินเดือน ส.ส. แต่สมเกียรติยินดีที่จะได้หัวโขนนี้ เพื่อได้ทำงานเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา ดังที่ครั้งหนึ่ง เขาเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ร่วมกับชาวธรรมกาย

เพียงแค่สมเกียรติเข้าสภาฯ ไม่ถึงสองเดือน ก็ทำเรื่องช่วยพระชั้นผู้ใหญ่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ชาวธรรมกายไม่ผิดหวังในตัวเขาจริงๆ

“หนู” โกยแต้ม ประชานิยมสายเขียว เอาใจ “เกษตรกรอินทรีย์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383972?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หนู” โกยแต้ม ประชานิยมสายเขียว เอาใจ “เกษตรกรอินทรีย์”

17 สิงหาคม 2562 – 10:10 น.
หนู,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,อนุทิน ชาญวีรกูล,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 5,766 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค.62

*****************************

วันนี้ เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล” จากอดีต รมช.สาธารณสุข ในรัฐบาลเสี่ยแม้ว กำลังโกยแต้มสุดฤทธิ์ในฐานะ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลลุงตู่

ใครจะดูเบาว่าเพราะวิ่งเล่นในกระทรวงคุณหมอมานานก็ตามที แต่ตอนนี้กระแสชื่นชมกำลังมา ถามกันว่านาทีนี้รัฐมนตรีคนไหนงานดี งานไหล เท่าเสี่ยหนูและคนในสังกัดสีน้ำเงิน ยังไม่ค่อยเห็น

ปลดล็อกหมอพื้นบ้าน

อย่างที่รู้ ที่จริงปัญหาหมอพื้นบ้าน มีมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะกระทรวงสาธารณสุขบังคับให้ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และล่าช้า หลายคนสงสัยว่านี่คือการเตะตัดขา

ปรากฏว่าตอนนี้หมอพื้นบ้านได้เฮลั่น วันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา รมต.หนู จัดให้ โดยลงนามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562

ใจผักที่รอคอยคือ กฎหมายนี้จะให้หมอพื้นบ้านตามระเบียบกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นหมอพื้นบ้านตาม พ.ร.บ.วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556 “อัตโนมัติ” โดยไม่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติใหม่

การลงนามนี้เกิดขึ้นต่อหน้า เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ, ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย และ รสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย

แน่นอน ระเบียบว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้านฉบับใหม่นี้ จะทำให้หมอพื้นบ้านกว่า 3,000 คน รวมทั้ง เดชา ศิริภัทร ผู้ปรุงน้ำมันกัญชาแจกจ่ายรักษาประชาชน สามารถดำเนินการรักษาต่อไปได้

วันนั้น ท่านรมต.บอกว่า “ที่ผ่านมาอาจมีอะไรติดขัดบ้าง ก็เพราะเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล รัฐมนตรีแต่ละคนก็มีนโยบายต่างกัน ปลัด สธ. และอธิบดีต่างๆ ก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐมนตรี จึงไม่อยากให้โกรธเคืองกัน อะไรที่แล้วก็ให้แล้วไป อย่าตะขิดตะขวงใจ”

หรือที่จริงอยากบอกว่า “หาเสียงยังไง ทำจริงตามนั้น!”

ตามสัญญากัญชาไทย

แต่ยังไม่จบแค่นั้น เพราะเสี่ยหนู ยังลงนามประกาศกระทรวงอีก 2 ฉบับ 1.กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน ตามกฎหมายวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุง หรือสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ และ 2.เรื่องกำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรค หรือการศึกษาวิจัยได้

เรื่องนี้หมอพื้นบ้านยิ่งเฮลั่นหนักกว่าเก่า เพราะเดิมทีกำหนดให้ใช้วัตถุดิบจากเครื่องกัญชากลาง ซึ่งอาจต้องมีการผสมสมุนไพรอื่น อย่างพริกไทยลงไป ด้วยเจตนาที่จะมีหน่วยผลิตกลาง เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่จริงๆ หมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยไม่ได้ใช้เครื่องกัญชากลาง ต้องใช้พืชใบสด และจะได้ปรุงยาเฉพาะรายได้ตรงตามสูตร เพราะหากมีการผสมอย่างอื่นก็อาจจะผิดสูตรไปได้ พอมีการแก้ไขตรงนี้ก็จะทำให้หมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยปรุงเฉพาะรายดีขึ้น

แน่นอน ระเบียบและประกาศทั้งหมดจะมีผลทันทีหลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา แต่ที่เห็นเสี่ยหนูลุยแล้วคือ วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เสี่ยหนูได้แถลงเรื่องการส่งสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ จากองค์การเภสัชกรรม ไปให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ทุกเขตสุขภาพ เขตละ 1 แห่ง รวม 12 แห่ง และผู้ป่วยในโครงการวิจัย 2 ประเภท ได้แก่ การศึกษาวิจัย และการรักษากรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผล เข้าถึงการรักษาด้วยสารสกัดน้ำมันกัญชา

โดยเป็นแบบหยดใต้ลิ้น ชนิด THC สูง ขนาด 5 มล. 4,500 ขวด และจะได้เพิ่มอีก 2,000 ขวด (ชนิด CBD สูง ขนาด 10 มล. 500 ขวด และชนิด THC : CBD (1:1) ขนาด 5 มล. 1,500 ขวด) รวมเป็น 6,500 ขวดภายในเดือนสิงหาคมนี้

แถมเสี่ยหนูยังลั่นว่าจะเร่งเดินหน้าให้ประชาชนได้เข้าถึงสารสกัดน้ำมันกัญชา ล้านขวด ภายใน 5-6 เดือนนี้ และจะทยอยผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง แสนขวดต่อเดือน ตั้งแต่กันยายนนี้ไป

รมช.สวยเก่ง

ว่ากันว่า นับจากเข้าทำงานที่กระทรวงคุณหมอวันแรกเมื่อ 18 กรกฎาคม 2562 ลมหายใจเข้าออกของ รมว.สาธารณสุข คนนี้ คือเรื่องกัญชาทางการแพทย์ จนที่สุดก็ออกมาเป็นรูปธรรมให้เราได้เห็นตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ล่าสุดยังสั่งกรมการแพทย์แผนไทยฯ ผลิตน้ำมันกัญชาสูตร “อ. เดชา” 1 แสนขวด พร้อมให้ อ.เดชาเป็นที่ปรึกษาและร่วมผลิตอีกด้วย !

แต่งานนี้หล่อคนเดียวไม่ได้ เพราะงานดีๆ ของพรรคภูมิใจไทย ยังมีคนสวย อย่าง มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช. เกษตรฯ ที่กำลังออกลีลาสุดฤทธิ์เหมือนกัน

นั่นคือการเดินหน้าแก้ปัญหาสารพิษในภาคการเกษตร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเสต จากที่ วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล (ลุงตู่) ที่แล้ว ได้ต่อสู้ให้ยกเลิกมาตลอด แต่ยังไม่เกิดผลชัดเจน

แต่เบแหม่ม มนัญญา กล้าบอกเลยว่า “การยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด จะทำให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ เพราะมีการใช้มานานเกินไปแล้ว ส่วนตัวแล้วอยากให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดอย่างถาวร”

โดยวันที่ 20 สิงหาคมที่จะถึง จะมีการทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายของสารเคมี เช่น การแบ่งโซนพื้นที่อันตราย หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน

แน่น่อน คำว่า “ทบทวน” อาจแปลว่ายังไม่ได้ยกเลิก แต่ท่าทีที่ชัดเจนของ “เบแหม่ม” ก็ถูกใจคนไทย โดยเฉพาะเอ็นจีโอสายเกษตรกรที่ลุยต้านสารพิษ ตัวนี้มานาน แทบจะเป็นสงครามย่อมๆ กับภาครัฐ

ทั้งหมดนี้ จึงส่งผลไปถึงภาพโดยรวมของคนพรรคภูมิใจไทย ที่น่าจับตามองไปถึงเส้นทางพรรคขนาดกลางที่น่าจะเติบโตไปได้อีกไกลยิ่ง

คะแนนจาก “ซูเปอร์โพล” ที่เผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนในหัวข้อพรรคการเมืองใดเริ่มทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนได้มากที่สุด

คำตอบ อันดับ 1 กว่าร้อยละ 40 ก็คือ “พรรคภูมิใจไทย” นี่แหละ!! ไม่ใช่ใครเลย

ส่อง 29 ชีวิต ก๊กใหญ่ “ส.ส.เฮ้ง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง 29 ชีวิต ก๊กใหญ่ “ส.ส.เฮ้ง”

17 สิงหาคม 2562 – 09:35 น.
สสเฮ้ง,สุชาติ ชมกลิ่น,กำนันเป๊าะ,สสเฮ้ง,พรรคพลังประชารัฐ,รายงานพิเศษ,เจาระประเดนร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 6,294 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค. 62

***************************

ชื่อของ ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น พรรคพลังประชารัฐ ติดตลาดเร็วเหลือเกิน นับแต่มีชื่อติดโผ “รัฐมนตรีแรงงาน” คนแรกๆ แต่เมื่อพลาดตำแหน่ง ผู้ใหญ่ในพรรคก็มอบตำแหน่ง “ประธาน ส.ส.” ให้นักการเมืองหนุ่มลูกน้ำเค็ม

“ส.ส.เฮ้ง” เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นในสังกัดเรารักชลบุรี และลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ในสีเสื้อพรรคพลังชล ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

สุชาติ ยังเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของภาคตะวันออก และในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ARIN เขาได้นำพาอรินสิริแลนด์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จของธุรกิจและความมั่นคงของเขาและครอบครัว

“ส.ส.เฮ้ง” เจ้าของสโลแกน “กตัญญู รู้คุณ” เป็นนักการเมืองในสังกัดซุ้มแสนสุข แต่ภายหลัง ส.ส.เฮ้ง บินไกลเกินกว่าจะกลับหาดบางแสน

อย่างไรก็ตาม สุชาติ ชมกลิ่น ยังเคารพรัก “อากำนันเป๊าะ” ร่วมถึงลูกๆของกำนัน ไม่ว่าจะเป็นสนธยา คุณปลื้มวิทยา คุณปลื้ม และอิทธิพล คุณปลื้ม

พี่เลี้ยงหรือครูการเมืองของ ส.ส.เฮ้ง คือ “ส.ส.นิ่ม” สุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ อดีตแกนนำพรรคพลังชล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ

ช่วงหลังเลือกตั้ง ส.ส.เฮ้ง จึงรวบรวม ส.ส.ภาคกลาง-ตะวันออก 16 ชีวิต และเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ จนได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะได้นั่งรัฐมนตรีแรงงาน เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในพรรค ส.ส.เฮ้งก็ต้องถอย ให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง รวมพลังประชาชาติไทย

เมื่อ ส.ส.เฮ้งผงาดขึ้นเป็นประธาน ส.ส. มีกำลัง ส.ส.ภาคกลาง และภาคตะวันออก อยู่ในมือ 29 ชีวิต ซึ่ง ส.ส.เฮ้ง ประกาศชัด จะรับฟังคำสั่งตรงจาก “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กป้อม” เท่านั้น

ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ชลบุรี ส.ส.เฮ้งได้เจรจากับบ้านใหญ่ ขอส่ง ส.จ.บางอำเภอ ลงสมัครในนาม “กลุ่ม ส.ส.เฮ้ง” และนายก อบจ.ชลบุรี ยังหนุน วิทยา คุณปลื้ม เหมือนเดิม