ลุ้น “กัปตันป้อม” หลอมใจ “12 ก๊ก” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383961?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้น “กัปตันป้อม” หลอมใจ “12 ก๊ก”

17 สิงหาคม 2562 – 09:27 น.
ก๊ก,บิ๊กป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ลุงป้อม,พรรคพลังประชารัฐ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,758 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค.62

***********************

ได้เวลาเรือเหล็กเผชิญมรสุมฝนฟ้าคะนอง “ลุงป้อม” อาสามาเป็นกัปตันเรือเหล็ก พา 116 ชีวิตมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง ระหว่างลอยเรือกลางทะเลคลั่ง ต้องหลอมใจลูกเรือ 12 ก๊กให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นเรื่องที่ท้าทายฝีมือลุงป้อมอย่างยิ่งยวด

หากไม่มีอะไรผิดพลาด สัปดาห์หน้า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” คงจะได้ฤกษ์เข้าไปที่ชั้น 8 อาคารปานศรี ถ.รัชดาภิเษก แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ

จากนี้ไป พรรคพลังประชารัฐอาจเตรียมการปรับโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ เนื่องจากช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ทำหน้าที่เสมือน “กรรมการพรรครักษาการ”

นักเลือกตั้งในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ทราบดีว่า “บิ๊กป้อม” เป็นแม่ทัพตัวจริง และทำหน้าที่ “เสนาธิการหลังม่าน”

การปรากฏตัวที่รีสอร์ท 88 การ์มองเต้ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ของบิ๊กป้อม ในงานสัมมนาพรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า “พี่ใหญ่” จะเข้ามาดูแลพรรค เพื่อน้องรัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะได้บริหารรัฐบาลแบบไร้กังวล

สัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ มีมติเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค โดยหลังจากนี้ พล.อ.ประวิตร จะพิจารณาเลือกคณะกรรมการด้วยตัวเอง เบื้องต้นจะมีโครงสร้างบุคลากรประมาณ 15 คน ประกอบด้วย รองประธานยุทธศาสตร์ฯ เลขานุการ รวมถึงคณะทำงานแต่ละฝ่าย

เปิด ก๊กใหญ่

ไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่า การเดินทางมารวมตัวที่พรรคพลังประชารัฐ ของนักเลือกตั้งทั้งหลาย ล้วนมาจากทั่วทุกสารทิศ

กลุ่ม กปปส.เดิม อย่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการ และ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาก่อร่างสร้างพรรค ด้วยการเดินสายไปพูดคุยกับนักเลือกตั้งกลุ่มต่างๆ เพื่อดึงเข้ามาร่วมงานกัน

ส่วนหนึ่งของกลุ่มสามมิตร

โชคดีที่ผลเลือกตั้ง 30 เขตในกรุงเทพฯ พรรคพลังประชารัฐ สามารถกวาด ส.ส.เขตมาได้ 12 ที่นั่ง บวกกับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กลุ่มนี้มีกำลังมากถึง 20 คน

กลุ่มสามมิตร ก็เป็นอีกสายหนึ่งที่มาทาง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี มี สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม เป็นแกนนำ

ผนึกกำลังกับ “อุตตม สาวนายน” รมว.คลัง และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน ทำให้มีกำลังมากถึง 31 คน ส่วนกลุ่มเพชรบูรณ์ นำโดย “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง มีกำลัง 5 คน เป็นแนวร่วมกับกลุ่มสามมิตร

พลังชล ส.ส.หาย?

กลุ่มพลังชล ก็เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ประกาศเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มพลังชลจึงได้โควตา 1 เก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม คือ อิทธิพล คุณปลื้ม” ดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม

ที่น่าสนใจ พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 5 คน ปรากฏว่า ส.ส.เขต 1-3 ประกอบด้วย สุชาติ ชมกลิ่น, จองชัย วงศ์ทรายทอง และ รณเทพ อนุวัฒน์ ได้แยกตัวออกจากกลุ่มบ้านแสนสุข

กลุ่ม 4 กุมาร

ส่วนเขต 4 สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ก็สังกัดกลุ่มสามมิตร และเขต 8 “ดร.เอ” สถิระ เผือกประพันธุ์ ลูกชายของ พล.ร.ท.จำรัส เผือกประพันธุ์ ยังไปมาหาสู่กับบ้านแสนสุข

แต่มีข่าวอีกกระแสว่า “ดร.เอ” ขึ้นตรงต่อ “บิ๊กปุ้ม” พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา น้องชายบิ๊กป้อม

กลุ่มบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” มี ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่ในมือเพียง 3 คน จึงทำให้ “พ่อมดดำ” จับมือกับ “สนธยา คุณปลื้ม” พี่ใหญ่ของพลังชล

กลุ่มปากน้ำ มี ส.ส.เขต 6 คน นำโดยตระกูล อัศวเหม” แต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงขอตำแหน่งทางการเมือง มีรายงานว่า ส.ส.ปากน้ำทั้งหมดได้ผนึกกับกลุ่ม ส.ส.เฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น

แม่ทัพธรรมนัส

กลุ่มผู้กองธรรมนัส อาจนับจำนวน ส.ส.เขต ดูไม่เยอะ แต่จริงๆ แล้ว “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือของพรรค และเป็น “ธรรมนัสผู้สยบพายุ” ในพรรคร่วมรัฐบาล

ผู้กองธรรมนัส” เลือก ภูผา ลิกค์ น้องชาย “ไผ่ ลิคก์” ส.ส.กำแพงเพชร เป็นเลขานุการ ย่อมสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีกับ “กลุ่มกำแพงเพชร” ที่มี “วราเทพ รัตนากร” เป็นกุนซือ

กลุ่มขอนแก่น นำโดย เอกราช ช่างเหลา” ก็ถือว่าเป็นพันธมิตรของผู้กองธรรมนัสมายาวนาน และในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้น ผู้กองธรรมนัสมอบหมายให้เอกราช รับผิดชอบสนามเลือกตั้งท้องถิ่นอีสานเหนือ

โคราช ก๊ก

เลือกตั้งที่ผ่านมา สนามเมืองย่าโม พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เขต 6 คน แต่เป็นคนในตระกูล “รัตนเศรษฐ” 4 คน ได้แก่ ทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยาของวิรัช, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนโต, ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ลูกชายคนรอง และทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวภรรยาของวิรัช

อีก 2 คนคือ เกษม ศุภรานนท์ และสมศักดิ์ พันธ์เกษม สังกัดกลุ่มสามมิตร เช่นเดียวกับ ส.ส.ชัยภูมิ 2 คน และ ส.ส.สุรินทร์ 1 คน ก็อยู่ในกลุ่มสามมิตร

บ้านรัตนเศรษฐ

วิรัช” เป็นสายตรงของ “บิ๊กป้อม” คนหนึ่ง และในช่วงหาเสียง “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้ช่วยวิรัช รัตนเศรษฐ สร้างผลงานกวาด ส.ส.เขตโคราช

ด้ามขวานไทยไม่เอกภาพ

แม้จะมีการตั้งกลุ่มด้ามขวานไทย แต่ก็ไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากโครงสร้างการบริหารจัดการมีหลายสายที่เชื่อมตรงถึงผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่

คนแรกคือ “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ที่รับผิดชอบภาคใต้ตอนบน และ “อนุมัติ อาหมัด” นักธุรกิจพลังงาน และสมาชิกวุฒิสภา เป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ และสายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ”

ตรวจเช็กรายชื่อ 13 ส.ส.ภาคใต้ ปรากฏว่า 10 เสียง ส.ส.ใต้ตอนบน ก็แตกเป็น 2 ปีก ส่วน 3 ส.ส.มุสลิม พรรคพลังประชารัฐ แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมกับกลุ่มด้ามขวานไทย

กลุ่มด้ามขวานไทย

ว่ากันว่า มี ส.ส.สงขลา 2 คน และ ส.ส.ยะลาของพลังประชารัฐ ได้เข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตรไปแล้วตั้งแต่แรก

นี่คือภาพรวมของกลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งรอเวลาที่ “บิ๊กป้อม” จะเข้าหลอมรวมใจให้เป็นหนึ่งเดียว เตรียมรับสถานการณ์การเมืองในช่วงต่างๆ เช่นการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือการวางแผนรับมือฝ่ายค้านในโอกาสต่างๆ

ตำนาน “วิทยุทรานซิสเตอร์” “การเมือง-บันเทิง” ยุคเผด็จการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383963?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำนาน “วิทยุทรานซิสเตอร์” “การเมือง-บันเทิง” ยุคเผด็จการ

17 สิงหาคม 2562 – 09:10 น.
วิทยุ,ทรานซิสเตอร์,การเมือง,รัฐบาลทหาร,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ธานินทร์,วิทยุธานินทร์
เปิดอ่าน 2,972 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 17-18 ส.ค.62

สีสันสภาไทย รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าข่าวเห็นแต่เจ้าวิทยุตัวเล็กๆ สีดำๆ ที่บรรดา ส.ส.วิปรัฐบาล หยิบมาแก้เกมไปแบบน้ำขุ่นๆ ที่โหวตแพ้

บางคนขำ บางคนส่ายหน้า มีแอบเหยียดว่าเป็นของบ้านนอกคอกนา เชยตกรุ่น แต่รู้หรือไม่ เรื่องราวของเจ้าวิทยุทรานซิสเตอร์ ก็มีมุมที่น่าพูดต่อ

เผื่อเด็กรุ่นหลังที่เรียกว่า Digital Native เกิดมาก็เจอสมาร์ทโฟน อาจจะอยากรู้ว่าเจ้าวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ว่านี้ มีเรื่องราวที่มาและความสำคัญอย่างไร บอกเลยสนุก

ปฐมบทวิทยุ

กว่าจะเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ทุกคนจับต้องได้ ก่อนนั้นคนไทยใช้วิทยุเครื่องใหญ่ๆ ที่ใช้กำลังไฟสูง เช่นยี่ห้อ บลาวฟุ้งท์ เทเลฟุงเก้น กรุนดิก หรือ ยี.อี.

นึกภาพแบบที่เห็นตามร้านของเก่าโบราณคลาสสิกนั่นแหละ แต่คนรวย เมืองกรุง เท่านั้นที่มีสิทธิ์ เพราะตกเครื่องละหลายพันในยุคนั้น !

จนต่อมาในปี 2497 “เบลแล็ป” ได้คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า ทรานซิสเตอร์” ได้สำเร็จ โดยตัวทรานซิสเตอร์เปรียบเสมือนวาล์วควบคุมกระแสไฟฟ้าเข้าออก เปิดปิด

และมีการพัฒนาจนมีขนาดเล็กนำไปบรรจุลงในวิทยุได้ ทำให้ต่อมาเราก็ไม่ต้องง้อวิทยุใหญ่ๆ อีกเลย เพราะวิทยุจิ๋วรุ่นใหม่ ซื้อหาและพกพาไปฟังได้ทุกที่

ที่สุดมีการตั้งชื่อวิทยุรุ่นนี้ว่า ‘วิทยุทรานซิสเตอร์’ แต่ภายหลังเรียกไปเรียกมา ตัดทอนลงมาเหลือแค่ ‘ทรานซิสเตอร์’

ภาพจาก https://www.kaidee.com/product-340175543

และแน่นอนเมื่อวิทยุคือตัวกลางกระจายข่าวสารความรู้ และเข้าถึงชาวบ้านที่ห่างไกลในชนบท วิทยุจึบนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีส่วนในกระบวนการพัฒนาประเทศทางหนึ่ง

แต่ข้อมูลจากโครงการศึกษาวิจัยการปฏิรูปสื่อ ของ ทีดีอาร์ไอ รายงานว่า คนไทยมีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกของประเทศไทย ย่านวังพญาไท กรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2473

พอช่วงปี 2484 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย” แน่นอนยุคเริ่มต้นนี้กิจการวิทยุกระจายเสียงยังเป็นของรัฐทั้งหมด แม้จะเกิดอีกหลายสิบหลายร้อยสถานีก็ยังเป็นของรัฐอยู่ดี

ประเด็นจึงอยู่ตรงนี้ !!

อาวุธอย่างดี

อย่างที่รู้ ยุคสมัยนั้นเป็นยุคที่เน้นนโยบายชาตินิยม มีการกําหนดแบบแผนปฏิบัติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รัฐนิยม” ดังนั้น เราคงพอนึกออกว่าเนื้อหาที่คนไทยได้ยินได้ฟังจากวิทยุจะประมาณไหน

ยิ่งเข้าปี 2497 วิทยุทรานซิสเตอร์ไปถึงหมดทุกซอกมุมทั่วไทย เครื่องมือนี้ยิ่งทรงประสิทธิภาพ ทั้งข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ทั้งระบบเอเอ็มเอฟเอ็ม

โดยเฉพาะช่วงปี 2500-2515 หลังประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเผด็จการทหารโดยสมบูรณ์ ภายใต้การนําของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ช่วงนั้น รัฐบาลได้ขยายเครือข่ายวิทยุกระจายเสียง ส่วน คือ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ของกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีวิทยุ วปถ. ในเครือกองทัพบก ให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่

และภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความต้องการในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน วิทยุเริ่มกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในฐานะสื่อที่จะรับรู้ความเคลื่อนไหวของบ้านเมืองและความบันเทิง

ข้อมูลจากงานวิจัยของ อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ และคณะ (ปี 2550) ระบุว่าครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1.เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการจิตวิทยาต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

และ 2.เพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาดําเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและแบ่งผลประโยชน์กับกองทัพ

แน่นอนแม้เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ปรากฏในรายการวิทยุ คือเนื้อหาประเภทบันเทิงต่างๆ แต่พอเข้าเนื้อหาข่าวสารสาระ ก็จะถูกรัฐบาลควบคุมอย่างเข้มงวด

จนพูดได้เลยว่า จากยุคสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมาถึงยุคของ จอมพลถนอม กิตติขจร หรือในยุคเผด็จการทหาร ช่วงปี 2501-2515 เป็นช่วงที่สื่อวิทยุอยู่ใต้อํานาจของรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างสมบูรณ์

จอมพลถนอม กิตติขจร

ทั้งนี้ปี 2515 กองทัพบกมีสถานีวิทยุทั้งสิ้น 64 แห่ง และกรมประชาสัมพันธ์มีสถานีวิทยุทั้งสิ้น 21 แห่งทั่วประเทศ ก่อนจะถูกใช้งานอย่างเข้มข้น-เห็นผล ในฉากการเมืองยุคนักศึกษาลุกฮือขวบปีต่อมา

ความบันเทิงราคาถูก

เมืองไทยดีอย่าง ต่อให้วุ่นวายอย่างไร ชีวิตต้องไม่ขาดสีสันบันเทิง ยุคนั้นก็เช่นกัน อย่างที่บอกว่า ช่วงสาระอาจจะคุมเข้ม แต่ช่วงบันเทิงก็จัดเต็ม

ยิ่งพอชาวนาชาวไร่สามารถเข้าถึงวิทยุ เข้าถึงข่าวสารบันเทิงได้ ชีวิตก็มีชีวามากขึ้นในราคาจ่ายสบาย หิ้วไปฟังที่คันนาก็ไหว น้ำท่วมก็ฟังได้ ไม่ง้อไฟฟ้า หรือรอให้ถนนลูกรังหมดไปจากประเทศ !

ที่สำคัญ วิทยุยังรับรู้ได้ด้วยโสตสัมผัสคือหู ดังนั้น คนที่ไม่รู้หนังสือ หรือพิการทางสายตา ก็สามารถจะรับข่าวสารและความบันเทิงจากสื่อดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

ถ้าจะพูดว่ายุคหนึ่ง วิทยุคือสื่อที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ก็ตามนั้น โดยเฉพาะการฟังเพลง น่าจะเป็นเหตุผลแรกที่คนไทยเปิดวิทยุกัน ลูกทุ่งดาราแจ้งเกิดมากมายด้วยช่องทางวิทยุ

มีงานที่สะท้อนความผูกพันระหว่างคนรุ่นเก่ากับวิทยุทรานซิสเตอร์ เช่นนิยาย “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ของวัฒน์ วรรลยางกูร, เพลง “อีสาวทรานซิสเตอร์” ที่แต่งโดย ครูชลธี ธารทอง

ขณะที่คนไทยยังเคยมีละครวิทยุ ที่นับเป็นความบันเทิงราคาถูกที่คนไทยชื่นชอบ ครั้งหนึ่งคณะเกศทิพย์เคยโด่งดังยังไง วันนี้ยังมาไกลสู่ออนไลน์แล้ว

แต่ถ้าจะพูดถึงวิทยุที่กำลังเป็นข่าวตอนนี้ แถมยังอยู่ยั้งมาเนิ่นนาน เห็นจะหนีไม่พ้นวิทยุ “ธานินทร์” ต้นตำรับ

ธานินทร์คือตัวจริง

คนไทยยุคหนึ่งพอได้ยิน สโลแกน “ทุกบาท คุ้มค่าด้วยธานินทร์” ก็รู้สึกว่าเราก็มีสินค้าฝีมือคนไทยเหมือนกัน แถมยังเข้ากับบริบทสังคมไทยชัดเจน

จากร้านขายวิทยุเล็กๆ ชื่อ “นภาวิทยุ” ที่สามแยก เอส.เอ.บี ของ อุดม วิทยะสิรินันท์ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2489 จนย้ายมาอยู่ตรงข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง ในชื่อใหม่ว่า “ธานินทร์วิทยุ” มีพนักงานเริ่มแรกเพียง 7 คน

แต่ด้วยความมุ่งมั่น ก็ได้เจริญก้าวหน้าตามลำดับ จากผลพวงของพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตามแผนพัฒนาของรัฐยุคนั้น

ธานินทร์ตั้งใจเล่นในตลาดล่าง ด้วยราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า พอปี 2505 ธานินทร์กลายเป็นบริษัทจำกัดในชื่อ “ธานินทร์อุตสาหกรรม” มีโรงงานที่ ซอยอุดมสุข บางนา

วางจุดขายคือ “เมดอินไทยแลนด์” ขายดิบขายดีสุดๆ ที่พูดกันมากคือวิทยุของธานินทร์รับสัญญาณได้แจ่มกว่าใครเพื่อนแล้ว

ช่วงปี 2517-2523 ธานินทร์แตกบริษัทออกไปมากมาย และผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจร เมืองไทยยุคนั้น ธานินทร์เป็นที่สาม รองจากเนชั่นแนล และโซนี่

http://www.hvshopss.com

สุดท้ายกาลผ่าน เรื่องราวเปลี่ยน ราวปี 2527 บริษัท ธานินทร์อุตสาหกรรม ต้องปิดกิจการลง ได้ข่าวแว่วๆ ว่าโดนเทคโอเวอร์ไปโดยบริษัทในเครือสหยูเนี่ยน

แต่ “วิทยุธานินทร์” ยังคงอยู่ แม้ว่าจะเปลี่ยนมือ โดยคนจีนได้สิทธิ์ชื่อและตราสัญลักษณ์ไป แต่การพะยี่ห้อธานินทร์ และพบเจอทั่วไปทั่้งของแท้และของเลียนแบบ ก็ยังสะท้อนถึงชื่อแบรนด์ที่คนไทยเชื่อมืออยู่นั่นเอง

อย่างรุ่นที่ ส.ส.วิปรัฐบาล ถือโชว์ก็ 499 บาท แต่ถ้าไปในเว็บ www.hvshopss.com ที่ว่าเป็นตัวแทนตรงจากโรงงาน มีอีกหลายรุ่นที่ราคาถูกกว่านี้ตั้งแต่ 250-380 บาท !!

วันนี้วิทยุธานินทร์ สโลแกนอะไรไม่รู้ แต่คอนเซปต์เดิมคือ ราคาหลักร้อยความสุขนับไม่ถ้วน

ฮ่องกง – แดนอันตรายอย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383864?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกง – แดนอันตรายอย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ

16 สิงหาคม 2562 – 13:48 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ประท้วงฮ่องกง
เปิดอ่าน 4,278 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้เหตุการณ์ที่ฮ่องกง ยังไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าจะจบลงอย่างไร เพราะอะไรจึงยืดเยื้อขนาดนี้ จึงขอแนะนำว่า ‘ฮ่องกง’ แดนสวรรค์ของนักช็อปปิ้ง-นักท่องเที่ยว-นักชิมทั้งหลาย กำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย

ขออนุญาตแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้บรรดาผู้ประท้วงทั้งหลายที่แห่ปิดสนามบินฮ่องกง จะใส่เกียร์ถอยหลัง หรือลุยแบบยึดเอาผู้โดยสารเป็นตัวประกัน

มีผู้สังเกตว่าผู้ประท้วงถอดแบบโมเดลการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองของม็อบไทย ซึ่งเรื่องค้างคาอยู่ในศาล ณ เวลานี้

จากการติดตามสถานการณ์เรื่อยๆ ปรากฏว่า ม็อบหรือผู้ประท้วงฮ่องกงถอยไม่ได้อีกแล้ว และทางจีนก็ส่งกำลังทหารมาเป็นขบวนคุมเชิงอยู่

กงสุลไทยในฮ่องกง เปิดสายด่วน (+852) 6821-1545 หรือ (+852) 6821-1546 และ Call Center กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (+66) 2-572-8442

ด้วยความหวังดี จึงขอร้องมายังคนไทยว่า โปรดระวังการเดินทางไปฮ่องกงช่วงเวลานี้ และอย่าทำตัวเป็นไทยมุงเป็นอันขาด

เชื่อว่าจีนคงไม่ปล่อยให้ฮ่องกงลอยนวลอยู่เช่นนี้หรอก !!!
อ๊อด เทอร์โบ


เสียงจากชาวนา
 ทำงานหลังสู้ฟ้า–หน้าสู่ดิน

จดหมายจากคุณ ‘สมนึก’ สิงห์บุรี ชาวนาตัวจริง เสียงจริง ต่อไปนี้น่ารับไว้เป็นข้อมูล และจะได้ทราบว่า ชาวนาไทยคิดอย่างไรต่อรัฐบาลนี้ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ซึ่งกำลังส่อเค้าความวุ่นวายตามมาอีกหลายระลอก

โดยเฉพาะการตั้ง ‘ธนาคารน้ำ’ ซึ่งดูไปแล้วจะต้องใช้เงินมหาศาลกว่าคาดหมายไว้ และได้ผลหรือไม่-ยังไม่มีใครรับประกันได้

รัฐบาลจะได้คำตอบเรื่องนี้ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจจะเบื่อหน่ายการเมือง

แต่ ‘ภัยแล้ง’ เป็นเรื่องจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นจะรับมืออย่างไรดี?
อ๊อด เทอร์โบ
 ‘ธนาคารน้ำ’ สู้ภัยแล้ง

 งบเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นล้าน
ผมเป็นชาวนาทำงานหนักแบบหลังสู้ฟ้า-หน้าสู้ดิน เหมือนกับที่พูดกันมานานแล้วว่าทำงานหนักเหน็ดเหนื่อยสักเท่าไรก็ต้องทำต่อไปแบบทุกข์ชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน

เวลานี้กำลังต่อสู้กับภัยแล้งจนหลายแห่งมีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ แต่หลังพายุวิภาเข้ามาปริมาณน้ำในเขื่อนก็ดีขึ้น แต่อย่าไปคลายวิตกกังวลมากเลยครับเพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

เห็น รมช.เกษตรฯ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ บอกว่าจะขอตั้งธนาคารน้ำ ซึ่งงบประมาณบานปลายเป็นหมื่นล้าน มันจะได้ผลหรือไม่ครับ

ข่าวที่ออกมาพอจะสรุปได้ดังนี้ครับว่า การช่วยเหลือเกษตรกรและการบรรเทาภัยแล้ง โดยการหาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ โดยในเบื้องต้นได้ของบจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากโครงการเดิมที่ของบประมาณไปแล้วประมาณ 5,000 ล้านบาท

ถ้าหากรัฐบาลไม่สามารถเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นให้อีกเท่าตัว ก็จะทำโครงการใหม่เข้าไปเพื่อดำเนินการขอใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการธนาคารน้ำ เพื่อนำน้ำใต้ดินมาให้เกษตรกรใช้ในฤดูแล้ง

เวลานี้มีหลายพื้นที่ที่ดำเนินการจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้ง โดยจะเร่งดำเนินโครงการธนาคารน้ำ ซึ่งเหมือนการเก็บเงินไว้ในธนาคารเมื่อจำเป็นก็ถอนออกมาใช้ ธนาคารน้ำก็เช่นกันเมื่อมีฝนตกลงมาจะเก็บน้ำไว้ใต้พื้นดิน ทำเป็นเหมือนธนาคารเก็บน้ำไว้ใช้เมื่อถึงฤดูแล้ง

ทุกๆ ปีมีปริมาณน้ำฝนปีละหลายล้านลูกบาศก์เมตร แต่เก็บได้ไม่มาก แต่หากมีธนาคารน้ำ เมื่อฝนตกมาจะสามารถเก็บกักได้เพิ่มขึ้น โดยจะทำกระจายไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีปัญหาภัยแล้ง

ที่ผมเขียนจดหมายนี้มาเพื่อกระตุกขาให้บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายอย่าเอาพวกผมชาวนาหรือ ‘ภัยแล้ง’ เป็นสาเหตุการตั้งงบประมาณ

เห็นขอกันมาทุกปีแล้วหมดภัยแล้ง ก็ของบขอเงินน้ำท่วมอีก
สมนึก (สิงห์บุรี)

สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน

16 สิงหาคม 2562 – 13:45 น.
สงครามลูกผสม,สงครามไฮบริด,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผบทบ
เปิดอ่าน 2,399 ครั้ง

สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน

ท่ามกลางความตลบอบอวลแห่งวิวาทะว่าด้วย “สงครามลูกผสม” หรือ “สงครามไฮบริด” ที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์การเมืองภายในของไทย จนถูกหลายฝ่ายออกมาแสดงทัศนะตอบโต้

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนบทความเกี่ยวกับ “สงครามไฮบริด” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรูปแบบของสงครามชุดใหม่ที่มีรูปแบบผสมในสนามรบยุคปัจจุบัน พร้อมเตือนสตินักการทหารไม่ให้นำเรื่องนี้มาพูดแบบบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมืองระยะสั้น จนกลายเป็น “ขยะความคิด”

——————

ข้อถกแถลงเรื่องแบบแผนการสงคราม (pattern of warfare) ในเวทีโลก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหมู่นักการทหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะการสรุปบทเรียนจากปฏิบัติการที่เกิดในสนามรบปัจจุบัน นักการทหารและนักยุทธศาสตร์ส่วนหนึ่งมองเห็นถึงการมาของรูปแบบสงครามชุดใหม่ ที่มีลักษณะของการผสมผสานการใช้เครื่องมือหลากหลายในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ลักษณะของสงครามในรูปแบบผสมเช่นนี้ ถูกเรียกในหมู่นักทฤษฎีการทหารของโลกว่า “สงครามไฮบริด” (Hybrid Warfare)

ผู้เขียนขอแปลคำเรียกสงครามเช่นนี้ว่า “สงครามพันทาง” เพื่อให้สอดคล้องกับบทความที่ผู้เขียนนำเสนอในเรื่องของระบอบอำนาจนิยมใหม่ และ/หรือระบบเผด็จการใหม่ที่มีลักษณะเป็น “ระบอบผสม” (mixed regimes) หรือที่นักรัฐศาสตร์ในวิชาเปลี่ยนผ่านวิทยา เรียกระบอบใหม่ที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไม่สิ้นสุดด้วยการเป็นประชาธิปไตยว่า “ระบอบไฮบริด” (Hybrid Regime) ซึ่งผู้เขียนเรียกระบอบนี้ในภาษาไทยว่า “ระบอบพันทาง” คือ ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ เท่าๆ กับที่ไม่เป็นเผด็จการเต็มที่ และเป็นการดำรงอยู่ขององค์ประกอบที่เป็นประชาธิปไตยและอำนาจนิยมผสมรวมอยู่ในระบอบเดียวกัน

ในบริบทการสงครามนั้น การใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการทำสงครามไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังจะเห็นได้ว่ามีการใช้ “กำลังรบตามแบบ” ผสมกับ “กำลังรบนอกแบบ” มาตลอดในประวัติศาสตร์สงคราม ประเด็นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางการทหารแต่อย่างใด ฉะนั้นหากพิจารณาในทางทฤษฎีแล้ว สงครามพันทางคือการผสมระหว่าง “regular forces + irregular forces”

แต่การหยิบยกเอารูปแบบของสงครามเช่นนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นถกแถลงในหมู่นักทฤษฎีการทหาร เป็นเพราะนักการทหารอเมริกันเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า กำลังพลในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่รบในพื้นที่ความขัดแย้งแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีภารกิจอื่นๆ ที่ต้องทำคู่ขนาน และภารกิจที่เพิ่มขึ้นมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นเช่นกันด้วย

ตัวอย่างที่นายทหารอเมริกันหยิบขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นถึงภารกิจของทหารในรูปแบบผสมนั้น อาจจะมีภารกิจพื้นฐานถึงสามประการในเวลาเดียวกันคือ
1) ทหารทำหน้าที่ในฐานะผู้รักษาสันติภาพในภารกิจรักษาสันติภาพ (peacekeeping operations หรือ PKO) เช่น การหย่าศึกระหว่างคู่ขัดแย้งในพื้นที่

2) ทหารทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม (humanitarian assistance) เช่น การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพและคุ้มครองขบวนขนส่งอาหารของสหประชาชาติ

3) ทหารทำหน้าที่ในการรบ ต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงในระดับหนึ่งที่ปฏิบัติการรักษาสันติภาพอาจจะมีการใช้อาวุธด้วย (ไม่ใช่ PKO ในแบบเดิม)

น่าสนใจว่าภารกิจเช่นนี้อาจจะต้องปฏิบัติภายในวันเดียวกัน หรืออาจกล่าวในเชิงการบริหารสมัยใหม่ได้ว่า กำลังพลทหาร/หน่วยทหารอาจจะต้องทำภารกิจที่แตกต่างกันให้สำเร็จในเวลาเฉพาะเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้บังคับหน่วยทหารในระดับต่างๆ ต้องมีความเข้าใจถึงรูปแบบของ “ภารกิจผสมผสาน” เพราะทหารจะไม่ได้ทำภารกิจเดียวที่เป็นเรื่องของการรบเท่านั้น

ในโลกยุคปัจจุบัน ภารกิจสามประการดังที่กล่าวแล้ว ยังเสริมด้วยภารกิจเพิ่มอีกประการคือ…

4) ภารกิจในปฏิบัติการจิตวิทยา หรือในสถานการณ์ปัจจุบัน ปฏิบัติการนี้อาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมืออีกประการเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่ ปฏิบัติการข่าวสาร (information operations หรือ IO)

การกล่าวเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐ แต่หากพิจารณาจากมุมของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actors) แล้ว อาจจะเห็นถึงการใช้เครื่องมือแบบผสมผสานไม่แตกต่างกัน เช่น กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลลอฮ์ (Hezbollah) มีปฏิบัติการทั้งจากกำลังรบตามแบบ และกำลังของนักรบกองโจรผสมกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มนี้มีชุดปฎิบัติการต่อต้านรถถัง (anti-tank warfare teams) มีชุดควบคุมอาวุธปล่อยทางยุทธวิธี มีชุดควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAVs) และมีแม้กระทั่งชุดควบคุมอาวุธปล่อยทำลายเรือรบ (anti-ship missile teams) ซึ่งมีอานุภาพในการทำลายสูง และยังมีชุดปฏิบัติการข่าวกรอง เช่น ข่าวกรองสัญญาณ (SIGINT) ตลอดรวมถึงชุดปฏิบัติการจิตวิทยา (PSYOP) และปฏิบัติการด้านข่าวสาร เป็นต้น

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า แบบแผนการสงครามมิได้ดำรงอยู่ในแบบเดียว หากแต่มีลักษณะของการผสมผสานด้วยการนำเครื่องมือใหม่ๆ ที่เป็นผลจากการพัฒนาของเทคโนโลยีเข้ามาเป็นปัจจัยเสริมกับอำนาจกำลังรบในแบบเดิม ตัวอย่างเช่น สงครามในปัจจุบันมีการนำเอามิติข่าวสารเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้คู่ขนานกับการใช้กำลังรบ เช่น ปฏิบัติการของรัสเซียในวิกฤติยูเครนในปี 2014 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของของสงครามไฮบริดในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่า การขยายคำอธิบายของแบบแผนสงครามในลักษณะของ “สงครามพันทาง” นั้น ก็เพื่อให้นักการทหารมองเห็นถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ในหลากหลายรูปแบบ ที่สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ได้กลายมาเป็นปัจจัยสนับสนุนในการทำสงครามทั้งกับฝ่ายรัฐ และกับฝ่ายตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐไม่แตกต่างกัน และทั้งยังต้องทำความเข้าใจว่า คำอธิบายนี้เป็นเรื่องของทฤษฎีการสงครามที่ต้องการให้เกิดความเข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกันนักการทหารก็จะต้องไม่ใช้คำอธิบายนี้อย่างบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้น เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในทฤษฎีการสงครามแล้ว แต่ยังอาจทำให้ทฤษฎีดังกล่าวด้อยค่าลง และกลายเป็น “ขยะความคิด” ที่ไม่ควรค่าที่จะได้รับความสนใจ ทั้งที่ข้อถกแถลงเรื่องแบบแผนสงครามใหม่ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในทางทหารอย่างยิ่ง !

‘ตม.3’ภารกิจคัดคนดี..สกัดคนร้ายเข้าประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383710?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ตม.3’ภารกิจคัดคนดี..สกัดคนร้ายเข้าประเทศ

16 สิงหาคม 2562 – 12:10 น.
สายตรวจระวังภัย,ตม
เปิดอ่าน 1,522 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (บก.ตม.3) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ตม.3” เป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการในสังกัด สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) มี พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 เป็นหัวหน้าหน่วยงาน มีอำนาจหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ด้วยการเป็นเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ทั้งระบบให้บริการคนต่างด้าวในด้านพิธีการเข้าเมือง จัดระเบียบควบคุมแรงงานต่างด้าว ป้องกันปราบปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและคนร้ายข้ามชาติที่เป็นภัยต่อความสงบสุขของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ ของ สตม.

ทว่าลักษณะพิเศษของ “ตม.3” จะมีเขตพื้นที่รับผิดชอบในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง (ยกเว้น กทม.) และภาคตะวันตกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ 28 จังหวัด มีพื้นที่ชายแดนที่มีการเข้าออกราชอาณาจักรไทยทั้งทางอากาศ (สนามบินอู่ตะเภา) ทางบกติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านคือ กัมพูชา กับ เมียนมาร์ และทางน้ำ เช่น ในพื้นที่ ตม.จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ช่วยดูแลป้องกันภัยจากความมั่นคงให้ประเทศไทย

การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พล.ต.ต.อาชยน ได้นำเสนอให้เห็นภาพแบบเข้าใจง่ายผ่านภารกิจการควบคุมและตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 3 มิติ คือ บทบาทในการควบคุมตรวจตรา คนเข้า คนอยู่ และ คนออก ซึ่งการทำงานทั้ง 3 มิติมีความสอดคล้องพึ่งพากัน เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยสนับสนุนภารกิจของการเป็นผู้ทักษ์สันติราษฎร์ที่จะป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชน

สำหรับ มิติการควบคุมคัดกรองคนเข้า ได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้คนดีเข้ามาและสกัดกั้นคนร้ายไม่ให้เข้ามาประเทศ ยับยั้งผู้มีพฤติการณ์เป็นภัยสังคมหรืออาชญากรไม่ให้เข้ามาก่อความเดือดร้อนและก่ออาชญากรรมกับคนไทยได้ ป้องกันไม่ให้คนต่างชาติใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักอาศัยหรือประกอบกิจการผิดกฎหมายข้ามชาติ (Safe Haven) มีความเข้มข้นในการคัดกรองคนเข้า (รวมถึงยานพาหนะ) และให้บริการเข้า-ออกราชอาณาจักร ซึ่งด้นำใช้เทคโนโลยี Biometrics ที่เชื่อมโยงกับระบบ PIBICS เดิมที่มีอยู่ และฐานข้อมูลสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งส่วนราชการภายนอก ทำการบันทึกภาพใบหน้า จัดทำโครงการบริหารจัดการฐานข้อมูลภาพถ่ายใบหน้าและลายพิมพ์นิ้วมือแบบบูรณาการทั่วประเทศ เพื่อสกัดกั้นบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร บุคคลเฝ้าระวัง บุคคลตามหมายจับในการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร คัดกรองมิให้อาชญากรแสวงหาโอกาสลักลอบเข้ามา โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลเฝ้าระวัง กลุ่มบุคคลตามหมายจับ กลุ่มบุคคลสัญชาติเป้าหมายโดยการจัดเก็บและตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อความมั่นคงของประเทศ

ส่วน มิติการควบคุมดูแลและอำนวยความสะดวกคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักร ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการตรวจตรา ณ ด่านเข้า-ออกประเทศ เพื่อให้คนต่างด้าวอยู่และทำงานแบบเคารพกฎหมายไทย และป้องปรามมิให้ทำสิ่งผิดกฎหมายแล้วอาศัยโอกาสหลบหนีลอยนวลไปต่างประเทศ

ขณะที่ มิติของการควบคุมด่านชายแดนขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมือง “ตม.3” ก็มีความพร้อมทั้งด้านการให้บริการคนต่างด้าว และช่วยสกัดกั้นบุคคลที่มีหมายจับตามที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ระบบฐานข้อมูลที่มีในตรวจตราผู้เดินทางออกจากราชอาณาจักร ว่าเป็นผู้ที่อยู่เกินที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ (Over stay) เป็นบุคคลที่สามารถกลับเข้ามาได้หรือไม่ (Re – entry) เป็นบุคคลมีหมายจับหรือไม่ (Arrest Warrant) และตรวจสอบว่าเป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม หรือขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากภารกิจตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในการควบคุมตรวจตราทั้ง 3 มิติ จะสามารถให้การสนับสนุนตำรวจและหน่วยราชการอื่นๆ ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะจากภัยคุกคามข้ามชาติ..!!

เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383815?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน

16 สิงหาคม 2562 – 09:35 น.
เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน
เปิดอ่าน 2,521 ครั้ง

เรือเหล็กลุงตู่ระวังไร้ฝีพาย ณ สัปปายะสภาสถาน โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

เกมการเมืองเริ่มเข้มข้นและบีบรัด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เข้าไปเรื่อยๆ

ไหนจะเจอปัญหาซึ่งหน้าหลากวาระที่ต้องเร่งมือแก้ไข ไหนจะขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่ให้คำมั่นไว้กับสังคมให้ออกมามีแต้ม…

แต่จังหวะช่วงลงน้ำคล้ายว่าไม่เป็นดั่งใจที่ลุงตู่วาดหวัง…

ยามนี้ขั้วค้านลุงตู่ไล่บี้ทุกวัน กรณีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เสมือนเป็นสิ่งที่เจ็ดพรรคฝ่ายค้านนำมาหลอนลุงตู่ได้เป็นระยะ แม้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านไม่ยอมรับกติกาหลักและพร้อมเสนอแก้ไข แต่ก็นำบางแง่มุมในบทบัญญัติของกติกาหลักซึ่งมีที่มาจากหนึ่งในแม่น้ำห้าสายที่ก่อกำเนิดจากคสช.มาใช้

“ลุงตู่” โดนลูบคมจากสิ่งที่คสช.เขียนไว้ และบางคนรอยลว่าจังหวะแก้เกมการเมืองของลุงตู่นั้นจะออกมามุมใด…

เพราะเมื่อมองจังหวะของเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ ที่ขยับออกมา หากมองเกมชิงแต้มจากมวลชนจะพบว่า แม้ ครม.ลุงตู่จะลงพื้นที่เร่งผลิตผลงานกันแล้ว แต่ผู้แทนฯ ขั้วหนุนลุงตู่นั้นบทบาทยังน้อยนักหากเทียบกับการเคลื่อนไหวของเจ็ดพรรคฝ่ายค้านที่ขยับเกมนอกรัฐสภาเนืองๆ โดยมีการปูพรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญบวกกับปัญหาปากท้อง เสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อและโลกออนไลน์

ส่วนเกมในรัฐสภานั้น ขั้วตรงข้ามพร้อมยื่นกระทู้และญัตติเพื่อให้ สร.1 เข้ามาตอบและชี้แจงสิ่งที่ส.ส.สงสัยในหลากเรื่องราว…

แม้รู้จังหวะที่ขั้วตรงข้ามวางไว้ดักทางเดิน…แต่จะเลี่ยงเส้นทางนี้ได้กี่คราว ?

เพราะอย่างไรเสีย วันหนึ่ง “ลุงตู่” ก็ต้องมาตอบ…

“กาลเวลาบนเวทีการเมืองช่วงนี้” ลุงตู่น่าจะทราบดีว่าห้าปีที่แล้วกับภาวะในวันนี้แตกต่างกันยิ่ง เพราะเมื่อหมดอำนาจ คสช.ไปแล้ว ลุงตู่ต้องอยู่ในภาวะเรือเหล็กปริ่มน้ำที่ขั้วตรงข้ามพร้อมพลิกเรือเหล็กนั้น เวลาจากนี้ไปสาหัสกว่าที่ผ่านๆ มายิ่ง

จากนี้ไปเจ็ดพรรคค้านลุงตู่จะหยิบทุกความพลาดมาขยายผลให้ข่าวกระพือ…แบบไม่ยั้ง

ขณะเดียวกันทุกชีวิตของพรรคร่วมรัฐบาลรับรู้กันทั่วว่า “รัฐสภา” คือหนึ่งในจุดชี้เป็นชี้ตายของเรือเหล็กลำนี้ หากมินับญัตติและกระทู้ต่างๆ ที่ ส.ส.สามารถยื่นได้ในสมัยประชุมนี้แล้วนั้น

“ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563, การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” คือปัจจัยที่เสี่ยงยิ่งกับชะตาของเรือเหล็กลำนี้

แน่นอนว่า “พลังประชารัฐ” ในฐานะพรรคแกนนำมีหน้าที่รับผิดชอบองค์ประชุมในการประชุมสภา มิให้ ”ล่มปากอ่าวและมิให้แผลเปิดแบบไม่สมควร”

ดังนั้นภาวะ “สภาล่ม” จะเกิดขึ้นหรือไม่…อยู่ที่ความรับผิดชอบของพปชร.เป็นหลักและพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องไม่ปฏิเสธหน้าที่ แต่ภาพข่าวที่ออกมา “การแพ้โหวตสองสัปดาห์ติดต่อกันในวาระพิจารณาข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น มันสื่ออะไรบ้าง?” แม้จะอ้างว่าเป็นเอกสิทธิ์ส.ส.และไม่แบ่งขั้วว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ?

แต่บางมุมสื่อความให้สังคมอ่านจังหวะเกมในสภาว่า ขั้วหนุนหรือขั้วต้านลุงตู่ ขั้วใดจะได้แต้มกันก่อน…หรือจะเป็นการชิมลางบางอย่างในวันข้างหน้า ?

ข้อชี้แจงต่างๆ นานาที่ขั้วหนุนลุงตู่เรียงหน้ามาปกป้องเรือเหล็กที่วันพุธและพฤหัสบดีจะมาลอยลำเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาที่ย่านเกียกกายนั้น

หากพินิจวี่แววขั้วรัฐบาลแพ้โหวตในห้องประชุมสองครั้งติดต่อกัน แม้บางคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อย่ามองข้ามความปลอดภัย เพราะมันอาจเป็นบ่อเกิดเหตุสภาล่มในยามหน้า และวี่แววแบบนี้ก็พอที่จะเห็นเค้าลางแล้ว

และเมื่อมองไปยังการเปิดตัว 61 วิปรัฐบาลที่เพิ่งแต่งตั้งขึ้นมาไม่กี่วันก่อน เพื่อกำกับดูแลการทำหน้าที่ส.ส.ขั้วหนุนลุงตู่ หลังจากต้องเสียหนึ่งเสียงจากพรรคไทยศรีวิไลย์ไป นัยตรงนี้อ่านได้ไม่ยากนัก…

วิปรัฐบาลคนหนึ่งกล่าวว่า “วี่แวว ส.ส.รัฐบาลหนีประชุมมีมาระยะหนึ่งแล้ว แม้จะมีการประสานไปตั้งแต่ต้น แต่ ส.ส.หลายคนอ้างภารกิจในพื้นที่ และบางคนขอกลับก่อน ตรงนี้พยายามบอกกล่าวกันแล้วว่าฝ่ายค้านจ้องนับองค์ประชุมอยู่ แต่หลายคนยังไม่ปฏิบัติ”

ดังนั้นวิปรัฐบาล 61 คนนั้น แปลว่าวิปหนึ่งคนจะทำหน้าที่ประกบ ส.ส. 2-3 คนของพรรคร่วมรัฐบาลให้มาลงมติ รวมทั้งมีการขอแรง รมต.ที่ยังสวมหมวก ส.ส. ควรงดภารกิจในวันพุธ-พฤหัสบดี และมาประชุมสภาผู้แทนฯ

แถมยังมีวิทยุทรานซิสเตอร์สิบตัว ลำโพงและทีวีวงจรปิดในสัปปายะสภาสถานกระจายทั่วทุกมุม เพราะสถานที่แห่งนี้ บางมุมยังอับสัญญาณในการติดตามตัว ส.ส.เข้าห้องประชุม

แต่ภาพข่าวข้างต้นที่เกิดขึ้นนั้น…ในทางการเมือง มิใช่ภาพลักษณ์ที่ดีนักของขั้วหนุนลุงตู่ คำว่า “ไทยแลนด์ 4.0” วันนี้ยังใช้ได้ไม่สมบูรณ์แบบกับนักการเมืองไทยบางคน

เพราะบางชีวิตของขั้วหนุนลุงตู่เริ่มภารกิจ “พลร่มสัมพันธ์” มาหลายเพลาแล้ว

คำว่า พลร่มสัมพันธ์นั้น ความหมายของคนการเมืองคือ ส.ส.หนีประชุม แม้ตัวไม่อยู่แต่บัตรลงคะแนนยังอยู่กับเพื่อนในห้องประชุม

และเพื่อนก็ลงมติแทนเพื่อนกันไป…

อย่าลืมว่าสมัยประชุมที่แล้วคดีเสียบบัตรแทนกันคืบหน้าแล้วเมื่อ “นริศร ทองธิราช” อดีต ส.ส.สกลนคร ค่ายพท. ถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องศาลไปแล้ว…ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช.

เมื่อเป็นแบบนี้หากใครหาญกล้าระวังตัวไว้ด้วย

เพราะเกมข้างต้นในวันนั้น “เพื่อไทย” ถึงกับไปไม่เป็น…และเป็นหนึ่งในปฐมเหตุโดนยึดอำนาจ

แว่วว่าฝ่ายค้านจับตา พลร่มสัมพันธ์ค่ายหนุนลุงตู่และจับจังหวะรอนับองค์ประชุมมาหลายวันแล้ว

หากถูกแฉว่ามีการเสียบบัตรแทนกันเมื่อใดรับรองสนุกนึก…และพลร่มสัมพันธ์เมื่อวันวาน หากจะลงมือแบบเดิมในวันหน้า พรรคหนุนลุงตู่อาจจะมีบางชีวิตต้องดำเนินตามรอยนริศร “เรือเหล็กน่าจะจอดไม่ต้องแจว” เพราะ ส.ส.ที่มาช่วยแจวเรือเหล็กหนีไปนั่งเครื่องบินเพื่อทำหน้าที่พลร่มสัมพันธ์

ขั้วต้านลุงตู่หยิบมาขย่มเมื่อใด สัปปายะสภาสถานเดือดแน่…

ปริศนา “นวดไทย””โรส” หยามผู้เฒ่า”จรัล” เจ็บลึกที่ปารีส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383810?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปริศนา “นวดไทย””โรส” หยามผู้เฒ่า”จรัล” เจ็บลึกที่ปารีส

16 สิงหาคม 2562 – 08:35 น.
นวดไทย,จรัล ดิษฐาอภิชัย,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,โรส ฉัตรวดี อมรพัฒน์,แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ
เปิดอ่าน 22,743 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ไม่น่าเชื่อว่า “ผู้ลี้ภัย 112” ที่อยู่ในยุโรป จะออกมากระชากลากไส้กันเอง แถมเล่นหนักถึงเรื่่องส่วนตัว ทั้งที่พวกเขาคือ ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ต่างก็หนีคดีหมิ่นสถาบันฯ มาเป็นผู้ลี้ภัยในต่างแดน

ความขัดแย้งที่ปะทุในรอบหลังนี้ เริ่มจากกลุ่มไฟเย็น หนีตายออกจากลาวไปปักหลักที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการช่วยเหลือของหลายองค์กร แต่มีผู้ประสานงานหลักๆ คือ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” และ “จรรยา ยิ้มประเสริฐ”

ไม่รู้ว่าโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน “โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองอังกฤษ เปิดฉากแฉขบวนการอุ้มไฟเย็นมา “ขอรับเงินบริจาค” ที่ฝรั่งเศส

โรส ลอนดอน

“โรส” จับมือ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ จัดรายการทอล์กทางยูทูบ ตอบโต้กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว เนื่องจากพวกเธอไม่ชอบพฤติกรรม “ขอทานออนไลน์” ของพวกแดงฝั่งซ้าย

“จรัล ดิษฐาอภิชัย” ตกเป็นเป้าโจมตีของ “โรส 112” โดยล้วงลึกไปถึงเรื่องส่วนตัวของนักสิทธิมนุษยชนคนดัง แถมไปลากผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ซึ่งไปทำมาหากินในปารีสเข้ามาอยู่ในประเด็นโจมตีทางการเมือง

ร้อนถึง “วัฒน์ วรรลยางกูร” ที่เพิ่งเดินทางถึงปารีส ต้องออกมาเขียนความในใจถึงพี่ชายที่เคารพรัก “จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่กำลังตกเป็นเป้าโจมตีขณะนี้ โดยขบวนการของพวกที่ชอบใช้คำว่า “ทรัพย์ร่วม” แค่นี้ก็รู้ว่าเป็นพวกไหน”

ดูเหมือนว่า วัฒน์ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ “โรส” แต่กลับชี้เป้าไปที่ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” และ “กลุ่มฮาวทู” (อดีตสหาย)

จรัล ดิษฐาอภิชัย

          “เมื่อพี่จรัลเป็นแกนหลักของยุโรป จึงตกเป็นเป้าทำลายดิสเครดิต หรือ ฆ่าทางการเมืองด้วยเรื่องทุเรศๆ ทำกันขบวน มีทั้งมือเขียนบทแนบข้อมูลเป็นขั้นตอน มีกระทั่งคนเขียนเพลง และตัวแสดงมาดถ่อย ที่ย้ำ “ทรัพย์ร่วมๆ” จนผมนึกหน้าตาคนในขบวนนี้ออก”

“วัฒน์” น่าจะคุ้นเคยกับสมาชิกกลุ่มฮาวทู ที่จับมือกับ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” เล่นเรื่องพลังงานมานานหลายปี ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ ได้จัดรายการทอล์กทางยูทูบตอบโต้กลุ่มแดงฝั่งซ้ายมาโดยตลอด

“กลุ่มฮาวทู” เป็นการรวมตัวของอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่พยายามฟื้นกลุ่มจัดตั้ง ใหม่ และเสนอแนวคิดทฤษฎีทางชนชั้น ซึ่งต่างไปจากกลุ่มสาวกธง แจ่มศรี

สมาชิกในกลุ่มนี้ เคยร่วมงานกับสุรชัย แซ่ด่าน, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และไม้หนึ่ง ก.กุนที โดยเตรียมการจัดตั้งพรรคสังคมนิยมใหม่ แต่ตอนหลังเกิดแตกคอกันเรื่อง “เอาทักษิณ-ไม่เอาทักษิณ”

          “สะท้อนใจว่า คนแบบพี่จรัล ที่ผมเห็นมากว่าสี่สิบปี จะต้องมาเจอเล่ห์ถ่อยสถุลแบบนี้ แถมสะเก็ดระเบิดยังไปตกใส่ผู้ขายแรงงานหญิงคนหนึ่งที่มาดิ้นรนเอาตัวรอดต่างแดนนับได้หลายสิบปี จนตั้งตัวติดเป็นที่อิจฉา…”

นักเขียนรางวัลศรีบูรพาทอดถอนใจกับพฤติกรรมของ “โรส 112”, “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” และ “ป้าวันเพ็ญ สวีเดน”

จรัลกับวงไฟเย็นที่ปารีส

         จะว่าไปแล้ว เรื่องที่ “โรส 112” นำมาแฉผ่านช่องยูทูบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจรัลกับ “สาวไทย” ที่เป็นเจ้าของนวดแผนไทยในปารีส ไม่มีใครยืนยันได้ว่า จริงหรือเท็จ 

ที่หนักไปกว่านั้น โรสใช้กลอุบายโทรศัพท์ไปหาหญิงไทยคนดังกล่าว หลอกล่อให้พูดถึงจรัล และพยายามชี้เป้าให้คนฟังทางยูทูบเข้าใจว่า จรัลกับหญิงไทยคนนี้มีธุรกิจร่วมกัน

เมื่อวัฒน์ วรรลยางกูร ออกมาตอบโต้กลุ่มดังกล่าว จรรยา ยิ้มประเสริฐ จึงยิ้มออกและเขียนสนับสนุนว่า “ดีใจที่เห็นพี่วัฒน์เขียนถึงพี่จรัล ผมเองก็สงสารพี่จรัล ที่ต้องมาเจอการโจมตีมาต่อเนื่องในช่วงนี้…”

ก่อนหน้านี้ กลุ่มสะใภ้เสียงชาวบ้าน ได้ออกมาแฉพฤติกรรม “จรรยา” ว่าเป็นนักขอเงินบริจาค ไม่ทำการทำงานเป็นเรื่องเป็นราว

น่าสังเกตว่า จรรยา, สะใภ้เสียงชาวบ้าน, ป้าหนิง ยูเค, ป้าวันเพ็ญ สวีเดน และโรส 112 ก็เคยร่วมกันโจมตีสถาบันเบื้องสูง และรัฐบาลทหาร แต่วันนี้ กลับทะเลาะเบาะแว้งกันหนัก

          การสาวไส้เรื่องส่วนตัว ด้วยถ้อยคำหยาบคาย นักทฤษฎีฝ่ายซ้ายสากลนิยม เจอเกมชกใต้เข็มขัดแบบนี้ ก็เจ็บปวดยิ่งกว่า ผิดหวังจากการปฏิวัติไทยล่มสลาย 

มารดาขอเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ได้หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มารดาขอเปลี่ยนชื่อตัว-ชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ได้หรือไม่

16 สิงหาคม 2562 – 08:31 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,มารดา,เปลี่ยนชื่อ,นามสกุล,ลูก
เปิดอ่าน 2,875 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง 

หลายท่าน...คงเคยเปลี่ยน “ชื่อ” หรือ “นามสกุล” จากที่เคยใช้กันมาในช่วงวัยเด็ก ไม่ว่าการเปลี่ยนนั้นจะเป็นเพราะเหตุผลความเชื่อเรื่องโชคชะตา ความไพเราะเสนาะหู ความเหมาะสม หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนตามความประสงค์ของบิดามารดาก็ตามที

ถือเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่หากเป็นไปโดยชอบด้วยหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ย่อมจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ตามคำขอ !

          แต่ทว่า…หากมารดาที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับบิดาโดยได้อยู่กินฉันสามีภรรยาและต่อมาได้เลิกรากันไป ประสงค์จะเปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลให้แก่บุตรผู้เยาว์ของตนเอง เพราะไม่อยากให้ใช้นามสกุลของบิดา ทางมารดาจะมีสิทธิดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือจะต้องได้รับความยินยอมจากบิดาผู้ให้กำเนิดด้วย

เรื่องนี้มีหลักเกณฑ์อย่างไร มาดูคำวินิจฉัยของศาลปกครองในคดีนี้ ซึ่งถือเป็นประโยชนทั้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะนายทะเบียน และประชาชนทั่วไปซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัว

โดยเหตุของคดีเกิดจากชายหญิงคู่หนึ่งได้อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงน้ำใจ ซึ่งใช้ชื่อสกุลของบิดา ต่อมาทั้งคู่ได้แยกทางกัน และมารดาได้แจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ขอเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรเป็นเด็กหญิงมีบุญ ซึ่งใช้ชื่อสกุลของมารดา โดยมารดาเป็นผู้ลงนามแทนบุตรผู้เยาว์ และนายทะเบียนท้องที่ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงให้ตามคำขอ โดยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ “เด็กหญิงน้ำใจ สกุลบิดา” เป็น “เด็กหญิงมีบุญ สกุลมารดา”

ขณะเดียวกันนั้นบิดาได้ฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว จนกระทั่งศาลได้มีคำพิพากษาให้บิดาจดทะเบียนรับรองเด็กหญิงน้ำใจเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้บิดาและมารดาใช้อำนาจปกครองเด็กหญิงน้ำใจร่วมกัน

ซึ่งหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว บิดาจึงได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตร แต่เนื่องจากชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ได้ถูกเปลี่ยนไปแล้วจาก “เด็กหญิงน้ำใจ สกุลบิดา” เป็น “เด็กหญิงมีบุญ สกุลมารดา” ตั้งแต่ก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ทำให้นายทะเบียนไม่สามารถจดทะเบียนรับรองบุตรในชื่อและสกุลเดิมตามคำพิพากษาของศาลฎีกาได้ บิดาจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนของนายทะเบียนที่เปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์

         ปัญหาว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ตามคำขอของมารดาถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? และต้องได้รับความยินยอมจากบิดาก่อนหรือไม่?

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วางบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการไว้หลายเรื่อง อาทิ (1) สถานะทางกฎหมายของการสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลของนายทะเบียน ถือเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีสถานะเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

(2) ผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองจะต้องเป็นผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการขอเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลในคดีนี้จึงเป็นการพิจารณาทางปกครองที่ผู้เยาว์ไม่สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้ เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะตามนัยมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยจะต้องให้มารดาซึ่งถือว่าเป็น “ผู้ใช้อำนาจปกครอง” แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ยื่นคำขอแทน (มาตรา 1556 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ทั้งนี้เนื่องจากขณะที่มารดายื่นคำขอดังกล่าว บิดา (ผู้ฟ้องคดี) ยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ผู้ฟ้องคดีจึงยังมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นนายทะเบียนจึงไม่จำเป็นต้องเรียกบิดามาสอบปากคำเพื่อให้ความยินยอม แม้ในสูติบัตรจะได้แจ้งชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาและอยู่ในระหว่างการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรก็ตาม ก็หาได้ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของบุตรในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด

          ดังนั้นการที่นายทะเบียนอนุญาตและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ตามที่มารดายื่นคำขอจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.672/2561)

กล่าวโดยสรุปการพิจารณาทางปกครอง หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครอง โดยผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้จะต้องเป็นผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ (มาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) ดังนั้นเมื่อผู้เยาว์ยังไม่เป็นผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะหากจะเข้ามาเป็นคู่กรณีในกระบวนการพิจารณาทางปกครองจะต้องดำเนินการแก้ไขในเรื่องความสามารถหรือต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความสามารถก่อน เช่น การต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ปกครองก่อน และกรณีที่บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มารดาถือเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว…

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อย่าเป็นตัวตลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383806?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเป็นตัวตลก

16 สิงหาคม 2562 – 07:46 น.
ตกม้าตาย,อย่าเป็นตัวตลก,วิปรัฐบาล
เปิดอ่าน 1,940 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2562

“งามไส้” ซ้ำสองในช่วงค่ำคืนวันที่ 14 สิงหาคม เมื่อรัฐบาลต้องมา “ตกม้าตาย” คาสภาด้วยการแพ้โหวตฝ่ายค้านอีกครั้ง หลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญถกข้อพิจารณาในประเด็นว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (1) สภาสิ้นอายุ หรือ สภาถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด โดย กมธ.เสียงข้างน้อยฟากฝ่ายค้านมีความเห็นให้ตัดคำว่า “หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด” เนื่องจากเป็นคำที่สะท้อนให้นึกถึงการยึดอำนาจหรือการรัฐประหาร โดยการพิจารณาคราวนี้ที่ประชุมขอให้ส.ส.ที่มาจากประชาชนลงคะแนนด้วยความอิสระ ซึ่งผลการลงมติ ปรากฏว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลลงมติแพ้ฝ่ายค้านไปด้วย คะแนน 234 ต่อ 223 เสียง

อืม…ตั้ง 11 เสียงนะ คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว เพราะตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม รวมระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลเพิ่งผ่านพ้นไปแค่ 40 วันเท่านั้น แต่รัฐบาลกลับพ่ายแพ้การลงมติ ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งครั้งแรกเกิดขึ้นจากการลงมติร่างข้อบังคับประชุมสภาข้อ 9(1) ว่าด้วยการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุม และที่ไม่เข้าใจสุดๆ คือเป็นการแพ้โหวตในระยะเวลาห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งไม่รู้ว่าผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีใดถึงได้หลงลืมไม่นำบทเรียนความพ่ายแพ้มาบรรจุลงในชิพความจำของบรรดา ส.ส.แต่ละท่านให้รับรู้แก้ไขในสิ่งที่เคยพลาดพลั้งก่อนหน้านี้

ที่น่าตลกไปกว่านั้นคือ การได้เห็น ส.ส.ที่เป็น “วิปรัฐบาล” ออกมาป่าวประกาศกันเย้วๆ ว่าจะต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาการแพ้โหวตให้ได้ในเร็ววันหลังจากเคยพลาดพลั้งเสียท่าไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยจะนำเรื่องเข้ามาพูดคุยเป็นวาระสำคัญในพรรคร่วมรัฐบาล และในเบื้องต้นอาจต้องมีบุคคลคอยควบคุม สอดส่องไม่ให้ส.ส.ที่เข้าประชุมหายออกไปในช่วงลงมติไม่ว่ากรณีใด ซึ่งการออกมาให้สัมภาษณ์ตีรั้วล้อมคอกของวิปรัฐบาลนั้นเกิดขึ้นหมาดๆ ในช่วงเช้าวันที่ 14 สิงหาคม แต่ไม่ทันข้ามวันรัฐบาลกลับเกิดอาการ “เดจาวู” พ่ายแพ้การลงมติไปซะงั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ออกลูกขึงขังจริงจังถึงมาตรการจัดระเบียบ ส.ส.แบบ “แซบเว่อร์”

สิ่งที่เกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นการถูกตั้งคำถามว่า ด้วยภาวะเสียง ส.ส.ที่ปริ่มน้ำเจียนตายขนาดนี้ หากรัฐบาลไม่จริงจังที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว เห็นที “คงอยู่ยาก” เพราะการแพ้โหวต 2 ครั้งติดๆ ของ ส.ส.รัฐบาลนั้นบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง โดยเฉพาะสัญญาณอันตรายที่อาจส่งผลให้รัฐบาลจบเห่ได้ไม่ยากในอนาคต หากการแพ้โหวตไปเกิดขึ้นในวาระระดับบิ๊กๆ เช่น การพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือศึกซักฟอกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ…

เมื่อปัญหามารอถึง “ปากเหว” รัฐบาลไม่ควรพลาดซ้ำซากอีก แต่คนคำนวณไม่เท่า “ฟ้าลิขิต” เพราะจากนี้ต่อไปคงไม่มีใครกล้าการันตีว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และต้องทำในเร็ววัน จะมานั่งตายใจ ปล่อยไปตามยถากรรมแบบนี้ไม่ได้ และที่สำคัญ ส.ส.ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่นิ่งไม่ดูดาย จับมือสามัคคีอย่างแข็งขัน อย่ามัวแต่เล่นเกมการเมือง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่อาจตามมาจนสายเกินแก้ เพราะการแพ้โหวตลงมตินั้นไม่เพียงเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่อาจมองว่า ส.ส.รัฐบาลเป็น “ตัวตลกไร้คุณภาพ” ที่ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่อันพึงมีหรือไม่…?

เปิดโผชื่อ กก.สิทธิฯ…”พรรคฝ่ายค้าน”หายไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดโผชื่อ กก.สิทธิฯ…”พรรคฝ่ายค้าน”หายไปไหน

15 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,กสม,ถ่านหิน
เปิดอ่าน 2,851 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศไทยมีองค์กรอิสระ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ก็เพราะคุณูปการของรัฐธรรมนูญปี 2540 หากจำกันได้ช่วงนั้น กรรมการรุ่นบุกเบิกออกมาลุยแสดงอิทธิฤทธิเรียกร้องต่อสู้เพื่อชาวบ้านที่ถูกรังแกและละเมิดสิทธิอย่างแข็งขัน จนกลายเป็นข่าวเด่นดังเกือบทุกวัน…ผ่านไป 22 ปี กลับกลายเป็นว่า “กรรมการ” โดนรังแกเสียเอง…

กฎหมายกำหนดให้ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” หรือ “กสม.” มีจำนวน 7 คน วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี จนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นรุ่น 3 ซึ่งมาจากการคัดเลือกในยุค “คสช.” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 แต่อยู่ด้วยกันไม่เท่าไร ก็มีข่าววงในสะพัดว่าทำงานขัดขาและขัดแย้งกันเอง

เนื่องจาก “รัฐธรรมนูญ 2560” กำหนดให้มีการสรรหา “กสม.” ชุดใหม่รุ่น 4 ในระหว่างนั้นชุดเก่าก็ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อนจนกว่าจะได้ชุดใหม่ แต่การขัดแย้งเริ่มถึงจุดแตกหัก “กรรมการสิทธิฯ” บางคนขออนุญาตไขก๊อกลาออก

เริ่มจาก “สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย” ลาออกวันที่ 5 เมษายน 2560 ตามมาด้วย “ชาติชาย สุทธิกลม” ลาออก 1 มิถุนายน 2562 จากนั้นก็ถึงจุดไคลแมกซ์เมื่อ “เตือนใจ ดีเทศน์” และ “อังคณา นีละไพจิตร” ยื่นหนังสือลาออกพร้อมกันเมื่อ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้เหลือ กสม.ทำงานแค่ 3 คน กลายเป็นว่ามีจำนวนไม่ถึงครึ่งจากที่กำหนดไว้ 7 คน !

ทำไมต้องไขก๊อกทิ้งทวนให้เป็นข่าวใหญ่ !
ผู้ใกล้ชิดแวดวงกรรมการสิทธิฯ วิเคราะห์ให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การทำงานที่ผ่านมาของกรรมการสิทธิฯรุ่น 1 -2 ค่อนข้างจะเป็นอิสระ เพราะถือว่าทุกท่านมีเกียรติและศักดิ์ศรี สามารถทำงานได้ตามสไตล์ที่ตัวเองต้องการ เช่น ลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูม็อบ ไปขึ้นเวทีสาธารณะ หรือแม้กระทั่งให้สัมภาษณ์นักข่าวในมุมมองความคิดของตัวเอง แต่ “กสม.รุ่น 3” ยุค “คสช.” มีสไตล์แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เน้นการทำงานแบบเพ่งดูเอกสาร ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิอย่างจริงจัง

ตัวอย่างเช่น กรณี “ปัญหาเจ้าสาวเบบี๋” หรือ “การออกใบอนุญาตแต่งงานเด็ก” ในพื้นที่พิเศษ 4 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยที่ถูกทั่วโลกต่อต้าน แม้กระทั่งชาวมาเลเซียยังทนไม่ไหวช่วยกันล่ารายชื่อรณรงค์ให้ไทยยกเลิกการย่ำยีเด็กโดยใช้ข้ออ้างทางศาสนา แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยกลับไม่ค่อยสนใจปัญหาที่เกิดขึ้น เสมือนนั่งบนหอคอยงาช้าง

เนื่องจาก กสม.ชุดนี้มีวิธีการทำงานหรือการประชุมที่ขอร้องแกมบังคับให้กรรมการทุกคนทำเหมือนกันอย่างเคร่งครัด จะออกสื่อ จะสัมภาษณ์เดี่ยว จะแสดงความในใจ ฯลฯ ต้องได้รับความยินยอมและเห็นพ้องต้องกันจาก “คณะประชุมใหญ่” ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานหรือการตัดสินใจเรื่องราวเอกสารต่างๆ ทุกอย่าง ส่วนมากใช้วิธีการโหวตหรือลงคะแนนตัดสินด้วย “เสียงส่วนใหญ่” แทนที่จะเป็นการพูดคุยส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างความอึดอัดให้แก่กรรมการบางคนที่เป็น “เสียงส่วนน้อย”

นักสิทธิมนุษยชนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกระดับท็อปอย่าง “เตือนใจ” และ “อังคณา” ตัดสินใจลาออกดีกว่า เพราะโหวตทีไรก็แพ้ทุกที “อยู่ไปก็ไลฟ์บอย!!!”

การลาออกครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย เพราะส่งผลให้เกิดคำถามว่า “กสม.” ที่เหลือ 3 คนจาก 7 คน ควรลาออกทั้งหมดหรือไม่ เพื่อ “ความเหมาะสมและความสง่างาม”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่าย ได้ลงชื่อเรียกร้อง กสม.ที่เหลืออีก 3 คน ได้แก่ “วัส ติงสมิตร” “ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์” และ “ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง” ลาออกจากตำแหน่ง แล้วเร่งกระบวนการสรรหา “กสม.ชุด 4” มาทำหน้าที่แทน

ขั้นตอนนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 มาตรา 11 กำหนดให้มี “กรรมการสรรหา” ที่จะมาคัดเลือกผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ ต้องประกอบด้วย

(1) ประธานศาลฎีกา (2) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (3) ประธานศาลปกครองสูงสุด (4) ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน (5) ผู้แทนสภาทนายความ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน (6) อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา

แต่ช่วงที่ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในวันนี้มีสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 2–3 สิงหาคม 2562 “คณะกรรมการสรรหา” มีการนัดกันประชุมใหญ่ โดยรายชื่อผู้เข้าร่วม ได้แก่
1.นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา 2.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายสมชาย หอมลออ ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 5.นางสุนี ไชยรส ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 6.ศ.อมรา พงศาพิชญ์ ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 7.ดร. ถวัลย์ รุยาพร ผู้แทนสภาทนายความ 8.นายสุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข 9.นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน 10.ศ.สุริชัย หวันแก้ว กรรมการ ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา

หลังการประชุมได้ปรากฏรายชื่อ “บุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” 3 คน ได้แก่ “ลม้าย มานะการ” ตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชน, “วิชัย ศรีรัตน์” ตัวแทนด้านกฎหมาย และ “บุญเลิศ คชายุทธเดช” ตัวแทนด้านปรัชญา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตไทย ไปรวมกับ 1 คนที่ได้รับการเสนอชื่อไปก่อนหน้านี้คือ “สุชาติ เศรษฐมาลินี” ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติศึกษา และอีก 2 คนที่ผ่านการสรรหาและได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ไปแล้ว คือ “ปิติกาญจน์ สิทธิเดช” อดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและ “พรประไพ กาญจนรินทร์” อดีตอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ

สรุปคือ รายชื่อผ่านทุกขั้นตอนไปแล้ว 2 คน และรายชื่ออีก 4 คนรอเสนอขอความเห็นชอบจาก “วุฒิสภา” รวมเป็น 6 หมายความว่า ตอนนี้เหลืออีกแค่ 1 คนเท่านั้น ที่ยังไม่ผ่านการ “สรรหา”

ขณะนี้จึงต้องรอฝ่ายค้าน ในเมื่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาทำหน้าที่กรรมการสรรหาแล้ว ก็ควรมีตัวแทนฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรตามที่กฎหมายกำหนดไว้

คนไทยจะได้มี “กสม.รุ่น 4” เข้ามาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่กำลังถูกละเมิดกันอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงาน กลุ่มเด็ก ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย กลุ่มผู้บริโภค ฯลฯ

และหวังว่าชุดใหม่จะมาลบล้างคำครหาว่า “คณะกรรมการสิทธิฯ” ทำหน้าที่คุ้มครองตัวเอง “มากกว่า” สนใจคุ้มครองประชาชน !

p33