ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

15 สิงหาคม 2562 – 11:40 น.
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,กี้,ประชุมอาเซียน,ถอนฟ้อง
เปิดอ่าน 7,930 ครั้ง

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

นอกจากคดีก่อการร้ายที่แกนนำ นปช. รวมทั้ง “พี่กีร์” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้เฮ เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ยังมีอีก 1 คดีที่ “พี่กี้ร์” หวังลูกฟลุก เป็นคดีที่ “พี่กี้ร์” ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา เมื่อปี 52

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายอริสมันต์ ได้นำจำเลยคนอื่นๆ ในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน เข้ายื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้ถอนฟ้องพวกตน เพราะพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นตำรวจ และให้การกล่าวหาพาดพิงพวกตน ถูกศาลตัดสินแล้วว่าเป็นพยานเท็จ

การยื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน สรุปง่ายๆ ได้แบบนี้ นายอริสมันต์และพวกถูกฟ้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีความผิดไปแล้ว คดีอยู่ระหว่างฎีกา แต่ปรากฏว่าหนึ่งในพรรคพวกของนายอริสมันต์ไปยื่นฟ้องศาลแยกอีกคดีหนึ่งว่า พยานปากสำคัญซึ่งเป็นตำรวจ และให้การพาดพิงถึงพวกตนในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนนั้น เป็นพยานเท็จ ปรักปรำ ไม่มีหลักฐานยืนยัน

ปรากฏว่าคดีใหม่นี้ ศาลพิพากษาว่าตำรวจที่เป็นพยานกระทำผิดจริง โดยเป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วไม่มีการยื่นฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด นายอริสมันต์และพวกสบช่อง จึงไปยื่นฟ้องตำรวจรายนี้เพิ่มเติม แล้วก็มายื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างว่าพยานที่เป็นตำรวจให้การเท็จ พวกตนต้องไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้ไปบุกล้มการประชุมอาเซียนกันเลยแม้แต่น้อย

นี่คือที่มาที่ไป โดยตำรวจคนนี้มีการระบุชื่อเลยว่า พ.ต.ท.ศราวุฒิ บุญชัย

“ทีมข่าวเนชั่น” ตามไปตามตรวจสอบ ปรากฏว่าตำรวจรายนี้ ปัจจุบันเป็นสารวัตรปราบปราม อยู่ที่ สภ.ขลุง จ.จันทบุรี

“ทีมข่าวเนชั่น” ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับตำรวจรายนี้ ก็ยอมรับว่าถูกแนวร่วม นปช.ที่เป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนฟ้องร้องจริงในคดีเบิกความเท็จ และศาลก็ตัดสินว่าผิดจริง คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลรอการกำหนดโทษ (หมายถึงผิดจริง แต่ศาลยังปรานีไม่ลงโทษ แต่ถ้าทำผิดซ้ำก็จะกำหนดโทษจำคุก)

ตำรวจรายนี้อธิบายว่า คดีมีจำเลยจำนวนมาก และพยานหลักฐานเยอะมาก หลักฐานภาพถ่ายที่จะยืนยันตัวตนของจำเลยบางคนจึงตกหล่น ไม่สามารถนำไปแสดงต่อศาลได้ ซึ่งจริงๆ ก็มีเพียงจำเลยแค่คนเดียวที่ฟ้องตนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ มีหลักฐานครบหมด ส่วนตัวก็ยอมรับในความผิดพลาดเกี่ยวกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนทั้งหมดจะเสียหาย เพราะมีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอยืนยันพฤติกรรมเป็นจำนวนมาก

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและต่อเนื่องกันก็คือ นายอริสมันต์และพวก ไปเรียกร้องให้อัยการถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างเหตุพยานที่เป็นตำรวจรายนี้ให้การเท็จ คำถามก็คือคดีอาญาแผ่นดินที่มีความผิดร้ายแรงแบบนี้ ถอนฟ้องได้หรือไม่

“ทีมข่าวเนชั่นทีวี” ได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวที่เป็นอัยการในสำนักงานอัยการสูงสุดว่า โดยปกติแล้วคดีอาญาทั่วไปที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์(ผู้ฟ้อง) สามารถถอนฟ้องได้ทุกคดี ทุกชั้่นศาล ก่อนคดีจะถึงที่สุด แต่สำหรับคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ การถอนฟ้องจะกระทำได้เฉพาะในขั้นตอนก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเท่านั้น หากศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาไปแล้ว จะถอนฟ้องไม่ได้อีก หากมีการยื่นถอนฟ้อง จะเท่ากับเป็นการถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด แต่ก็ต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลล่าง คือ ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ที่ได้ตัดสินไปแล้ว

จากคำอธิบายนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และศาลล่าง 2 ศาลมีคำพิพากษาแล้ว การที่นายอริสมันต์และพวกจะให้อัยการถอนฟ้อง ย่อมกระทำไม่ได้ และจะให้ถอนฎีกาก็ทำไม่ได้ เพราะอัยการไม่ได้เป็นฝ่ายฎีกา แต่เป็นฝ่ายนายอริสมันต์เอง ฉะนั้นถ้าฝ่ายนายอริสมันต์ถอนฎีกาจริง ก็จะทำให้คดีถึงที่สุด และพวกของนายอริสมันต์ก็ต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ส่วนที่อ้างว่ามีพยานบางปากให้การเท็จ ก็ไม่ได้ส่งผลให้คดีบุกล้มประชุมอาเซียนต้องเสียไป ยกเว้นจะมีการไปรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุพยานเท็จ

ขณะที่นักกฎหมายอีกรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า แนวทางที่ถูกต้องคือ นายอริสมันต์และพวกต้องยื่นพยานหลักฐานไปในสำนวนที่ยื่นฎีกา เพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยื่นคำร้องว่ามีพยานหลักฐานใหม่ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา

ด้าน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวกับ “เนชั่นทีวี” ว่า ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด การถอนฟ้องสามารถทำได้ 2 กรณี คือ 1.การฟ้องผิดตัว หมายถึงกรณีที่อัยการยื่นฟ้อง นาย ก. แต่ภายหลังมีพยานหลักฐานว่า นาย ก. ไม่ได้เป็นคนทำผิด กับ 2.เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดพิจารณาว่าคดีไหนถ้าฟ้องไปแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็อาจขอถอนฟ้องได้ (ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ มาตรา 21)

นอกจากนั้นยังมีหลักเกณฑ์การถอนฟ้องบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35-36 ด้วยว่า คดีความผิดส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน จะต้องยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

“3 ส.” ปรองดอง “พ่อมดดำ-ลูกเป๊าะ” ผุดมินิกลุ่ม 16 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383695?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“3 ส.” ปรองดอง “พ่อมดดำ-ลูกเป๊าะ” ผุดมินิกลุ่ม 16

15 สิงหาคม 2562 – 11:34 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สามมิตร,สุชาติ ตันเจริญ,บ้านริมน้ำ,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,542 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 15 ส.ค.62

การบริหารจัดการภายในพรรคพลังประชารัฐ เริ่มลงตัวแล้ว เมื่อ “พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี รับจะมาดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคตามความคาดหมาย

หลังจากนี้ “บิ๊กป้อม” จะพิจารณาเลือกคณะกรรมการด้วยตัวเอง เบื้องต้นจะมีโครงสร้างบุคลากรประมาณ 15 คน ประกอบด้วย รองประธานยุทธศาสตร์ฯ เลขานุการ รวมถึงคณะทำงานแต่ละฝ่าย

แม้ “บิ๊กป้อม” จะย้ายที่ทำงานจากบ้านป่ารอยต่อฯ มาอยู่ชั้น ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ แต่ความเป็น “กลุ่มก๊วน” ก็ยังดำรงอยู่โดยธรรมชาติของนักเลือกตั้ง

มัชฌิมาคืนชีพ

การแต่งตั้ง “วิวัฒน์ นิติกาญจนา” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (สมศักดิ์ เทพสุทินทำให้นึกถึงบรรยากาศพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อการเลือกตั้ง 2550

กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “กาญจนากรุ๊ป” ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งทำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหมูและบริษัทอาหารสัตว์

วิวัฒน์-บุญยิ่ง นิติกาญจนา

สมัยอยู่กลุ่มวังน้ำยม พรรคไทยรักไทย กำนันตุ้ยถือว่าเป็น “กระเป๋า” ของสมศักดิ์ เทพสุทิน เวลานั้น กลุ่มวังน้ำยม มีอดีต ส..เข้าร่วมเกือบ 80 ชีวิต

หลังรัฐประหาร 2549 กำนันตุ้ยอพยพไปอยู่กับ “สมศักดิ์” สร้างพรรคมัชฌิมาธิปไตย กำนันตุ้ยสอบตกในการเลือกตั้ง 2550 แต่ก็มีตำแหน่งทางการเมืองสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

สมศักดิ์เป็นนักจัดตั้งกลุ่มการเมือง ปิดฉากกลุ่มวังน้ำยม เมื่อออกจากไทยรักไทย ก็มาตั้งกลุ่มมัชฌิมา ก่อนจะกลายเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตย 

ภิรมย์ พลวิเศษ

ปีที่แล้ว สมศักดิ์ตั้งกลุ่มสามมิตร จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ภิรมย์ พลวิเศษ” มือดีลการเมืองจะได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและ “ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตร จะได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (อุตตม สาวนายน)

อนาคตข้างหน้า “สมศักดิ์” คนชอบไก่ชนจะตั้งซุ้มอะไรอีกโปรดติดตาม

เสี่ยแฮงค์” ไม่เฮิร์ท

หลายคนคงจำภาพวันที่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ออกมาตัดพ้อต่อว่าผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ หลังจากทราบว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พลาดเก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน และตัวเองชวด รมช.คลัง

สัปดาห์ที่แล้ว มีการแต่งตั้ง “อนุรุทธิ์ นาคาศัย” รองประธานสโมสรและผู้จัดการสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล น้องชายเสี่ยแฮงค์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์)

“เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย 

เสี่ยแฮงค์ ลูกแม่ค้าตลาดโพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีน้องชาย คนคือ อนุสรณ์ นาคาศัย นายก อบจ.ชัยนาท และอนุรุทธิ์ นาคาศัย เลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน

จะว่าไปแล้ว สมคิด จาตุศรีพิทักษ์สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็คือ “สามมิตร” ตัวจริง จึงไม่น่าแปลกใจที่ “กลุ่ม กุมาร” ของสมคิด กับกลุ่มสุริยะสมศักดิ์ จะปรองดองกันได้อย่างรวดเร็ว

ก๊วน .ปรองดอง ลุงตู่ลุงป้อมก็สบายใจหน่อยมิเช่นนั้น มีเรื่องปวดหัวให้ตามแก้ทุกวัน

พนมสารคามแสนสุข

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีหรือไม่ จึงทำให้ “พ่อมดดำ” กับ “กลุ่มพลังชล” หันมาจับมือกันแน่น

พิกิฏ ศรีชนะ

เมื่อ “เวียง วรเชษฐ์” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (อิทธิพล คุณปลื้มและ “พิกิฏ ศรีชนะ” เป็นเลขานุการรัฐมนตรีวัฒนธรรม

ทั้งเวียง วรเชษฐ์ อดีต ส..ร้อยเอ็ด และพิกิฏ ศรีชนะ อดีต ส..ยโสธร ล้วนเป็นสายตรงของ “บ้านริมน้ำ” 

เวียง วรเชษฐ์

พิกิฏเป็น ส..สมัยแรกปี 2550 พรรคเพื่อแผ่นดิน สังกัดบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” ส่วนเสี่ยเวียงนั้น ในช่วงเลือกตั้ง สุชาติมอบให้ดูแลสนามเลือกตั้งร้อยเอ็ด เขต โซนทุ่งกุลาร้องไห้

การโคจรมาพบกันของสุชาติ ตันเจริญ กับ “สนธยา คุณปลื้ม” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสายสัมพันธ์ดั้งเดิมสมัย “กลุ่ม 16” ยังเหนียวแน่น

สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม และ ส.ส.เฮ้ง

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มพลังชลสายกำนันเป๊าะ สูญเสียกำลังไปส่วนหนึ่ง เมื่อ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส..ชลบุรี แยกไปตั้งกลุ่มใหม่ในพรรคพลังประชารัฐ มีกำลังพล 29 คน จึงได้เป็นประธาน ส..ของพรรค

..เฮ้ง” มีหน้าที่ดูแล ส..ทั้งพรรค และรับคำสั่งตรงจาก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

..เฮ้งบินไกลจริงๆ จนแทบจะไม่หันกลับซุ้มแสนสุขอีกแล้ว 

พลังประชารัฐ กำลังกลายเป็นพรรคทหารเต็มตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พลังประชารัฐ กำลังกลายเป็นพรรคทหารเต็มตัว

15 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทน์โอชา,ทหาร
เปิดอ่าน 25,863 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท

ในที่สุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งพลังขับเคลื่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้ก้าวมายืนข้างหน้า ด้วยการเข้ามาเป็น ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค อย่างเต็มตัว

แม้ในทางกฎหมาย ตำแหน่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค จะไม่มีผลในโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ตามความหมายของ กกต. แต่การก้าวขึ้นมาครั้งนี้ เพื่อเตรียมการคุมบังเหียนพรรค ที่จะตามมาด้วยการเปิดหน้าของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปล่อยข่าวกันหนาหูในพรรคพลังประชารัฐว่า จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพลังประชารัฐ แทน อุตตม สาวนายน ในการเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้

และอาจจะมีการจัดทัพใหม่ในการบริหารพรรค โดยจะเลือกระหว่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สองรัฐมนตรีในสายบิ๊กป้อม ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค แทนสนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์

จะเรียกหรือให้เหตุผลว่าเพื่อ “ความเป็นเอกภาพ”ในการบริหาร และป้องกันความแตกแยก จึงต้องให้ “สองพี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์” เข้ามาเป็นศูนย์กลางพรรค หรือให้เหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ ทันทีที่ทั้งสองลุง “ลุงป้อม-ลุงตู่” บริหารพรรค ย่อมมี “เสธ.” ต่าง ๆ เดินว่อนในพรรคนี้ และระบบบริหารจัดการในพรรค จะเปลี่ยนไป ตามมาด้วยภาพลักษณ์ ที่ง่ายต่อการ “ระบายสี” ว่านี่คือพรรคทหาร

ก่อนหน้านี้ พรรคคู่แข่งและคนในและนอกการเมือง ต่างพยายามระบายสีอยู่แล้วว่า พรรคนี้คือพรรคทหาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจ แต่เมื่อ “สองบิ๊กยังไม่เคยแสดงตัวตน จึง “จุดไม่ติด” วันนี้เมื่อออกมาแสดงตนในแถวหน้า การระบายสีจะง่ายขึ้น

พรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 คงจะยินดีปรีดา ต้อนรับการปรากฏตัวยืนแถวหน้า ของทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ที่มาขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ เพราะง่ายต่อการสร้างความเข้าใจต่อสังคมประชาธิปไตยว่า นี่คือพรรคอันเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจโดยแท้

เสธ.คนไหน นักการเมืองคนใดหนอ ที่ช่วยคิดให้ “นาย” มาติดบ่วง! จะได้คุ้มเสียกับการก้าวมายืนแถวหน้าหรือไม่ “คิดเอาเองก็แล้วกัน”

ลุ้นบิ๊กตู่ หลุดบ่วง’ถวายสัตย์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383681?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นบิ๊กตู่ หลุดบ่วง’ถวายสัตย์’

15 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ถวายสัตย์
เปิดอ่าน 6,059 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ก็พอได้หายใจหายคอกันไปอีกระยะหนึ่ง หลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปเป็นกาวใจพูดคุยกับพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่ให้ถอนตัวจากรัฐบาล พร้อมจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง

แต่ยังต้องลุ้นกันต่อกับสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทั้ง 35 คน ว่ามีความสมบูรณ์ในการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ หลังนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง วินิจฉัยกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริง พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 234 (1) แห่ง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และมาตรา 5 ประกอบมาตรา 160(5) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถือได้ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170(4) ของรัฐธรรมนูญ 2560

ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ต่างพร้อมใจกัน ‘รูดซิปปาก’ ไม่เอ่ยคำว่า ‘ลาออก’ หรือ ทำหนังสือขอพระราชทาน ‘อภัยโทษ’ และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนใหม่ ตามข้อเสนอของ 7 พรรคฝ่ายค้าน แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเดินเข้าสู่กระบวนการและพร้อมน้อมรับคำตัดสิน

“ผมไม่ได้วิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นว่าทำในสิ่งที่ดีงาม ทุกอย่างผมยอมรับในกระบวนการ และเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการของผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว การที่ผมจะไปตอบหรือพูด จะเกิดอะไรกับผมบ้างล่ะ ทุกคนต้องรอขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดิน กติกาเป็นแบบนี้ เมื่อเรื่องเข้ากระบวนการไปแล้วถ้าผมไปตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เดี๋ยวเรื่องจะบานปลายไปอีก เราต้องปล่อยให้กระบวนการตัดสินเข้าดำเนินการไป ทุกคนอย่าไปก้าวล่วง ไปพูดอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ จะถูกหรือผิดก็ไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเอามาโจมตีกันต่อไปเลย ผมก็ยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแล้ว” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ทั้งนี้หากพิจารณา มาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนจะผิดหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ แต่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่ารัฐบาลจะกระทำการใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

ขณะที่มาตรา 5 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า หากการกระทำใดไม่เข้าข่ายมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ให้ยึดตามจารีตประเพณีการปกครองเดิมที่เคยทำมา ซึ่งในอดีตก็ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดถวายสัตย์ไม่ครบแล้วต้องลาออก

รศ.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า สุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามามีบทบาทชี้ขาดว่าจะต้องทำอย่างไร เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญต้องเชื่อมต่อในเรื่องที่เป็นนามธรรม เป็นหลักการในรัฐธรรมนูญมาสู่รูปธรรมในการปฏิบัติ และต้องเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายและการเมือง หากเกิดกรณีนี้อีกในอนาคต จะมีแนวทางที่ชัดเจนอย่างไร

“หากศาลชี้ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็หมายความว่าในอนาคตถ้าเกิดกรณีนี้หรือกรณีที่ใกล้เคียง กระบวนการต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องอ้างตัวบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป ขณะเดียวกันถ้าศาลวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลก็ต้องวางบรรทัดฐานเช่นเดียวกันว่าต้องดำเนินการอย่างไร ต้องกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่หรือไม่ หรือสถานภาพของนายกฯ และครม.สมบูรณ์หรือไม่ หรือต้องมีการแต่งตั้งครม.ใหม่” รศ.ยุทธพร ระบุ

“7 พรรคฝ่ายค้าน” เองก็เช่นกันในระหว่างรอกระบวนการต่างๆ เดินไปตามขั้นตอน ก็ใช้กลไกรัฐสภาเดินเกมบั่นทอนเสถียรภาพและลดความเชื่อมั่นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไปด้วย ทั้งการตั้งกระทู้ถาม หรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต และผลพลอยได้ที่จะตามมา ‘ปมถวายสัตย์’ จะกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการรณรงค์ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนเพื่อกดดันให้รื้อรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ผ่านการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ลักษณะเดียวกับปี 2540

แต่ในส่วนของ อดีตนายทหาร กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเกมการเมืองของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจแค่เพียงโจมตีรัฐบาลมากกว่าการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน เพราะการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ของ พล.อ.ประยุทธ์ และครม. ถือว่าครอบคลุมและมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว และเชื่อว่าจะผ่านข้อครหานี้ไปได้

ท้ายที่สุดแล้ว คงต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. มีความสมบูรณ์ในการเข้าปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

แต่สิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้ คือปัญหาการไม่ยอมรับกติกาและคำตัดสิน เมื่อต่างฝ่ายต่างมี ‘ธง’ ไว้ในใจ

พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ

15 สิงหาคม 2562 – 08:25 น.
พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ
เปิดอ่าน 1,832 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พสกนิกรชาวไทยทั้งปวงปลื้มปิติที่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ ทรงสดชื่นแจ่มใสกว่าหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

บรรดาสื่อมวลชนทุกสำนักต่างรายงานภาพข่าวอันอบอุ่นนี้เป็นข่าวใหญ่ในวันรุ่งขึ้น และบรรดาคนไทยต่างร่วมทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลด้วย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของพสกนิกรตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 สิ่งควรทำ-ข้อห้าม
 เพื่อช่วยกันดูแลลูก

สภาพเศรษฐกิจสังคมไทยทุกวันนี้บีบรัดทำให้ครอบครัวล่มสลาย ชีวิตสมรสหย่าร้างกันมากมาย และมีแนวโน้มสูงขึ้น

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก ‘พญ.กรองกาญจน์ แก้วชัง’ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ มาแจ้งให้ทราบ เพื่อจะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

ขอให้ยึดข้อปฏิบัติและข้อละเว้นเพื่อความสุขที่จะเกิดขึ้นได้และทางที่ดีที่สุดควรทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ

อย่าให้การหย่าร้างหรือครอบครัวล่มสลายเกิดขึ้นกับใครเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ปัญหาอย่าร้างเพิ่มขึ้น
 กทม.มาอันดับแรก

ปัญหาการหย่าร้างของครอบครัวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในปี 2547 มีอัตราการหย่าร้างร้อยละ 24 โดยมีผู้จดทะเบียนสมรส 365,721 คู่ จดทะเบียนหย่า 86,982 คู่

ล่าสุดในปี 2560 อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 41 มีผู้จดทะเบียนสมรส 297,501 คู่ หย่า 121,617 คู่ เฉลี่ยหย่าวันละ 333 คู่ จังหวัดที่มีจำนวนหย่าร้างสูงที่สุดในปี 2560 อันดับ 1 คือ กทม. 16,187 คู่ รองลงมาคือชลบุรี 6,476 คู่ และนครราชสีมา 4,572 คู่

สาเหตุของการหย่าร้างในปัจจุบันนี้ อาจเนื่องมาจากลักษณะของครอบครัวยุคใหม่เป็นครอบครัวเดี่ยว คืออยู่กันเฉพาะพ่อแม่ลูก ทำให้มีความเปราะบาง และจากแรงกดดันภายนอก สามีภรรยาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงานนอกบ้าน อาจเกิดความเครียดทั้งจากหน้าที่การงาน สภาวะสังคมและเศรษฐกิจเช่นภาระหนี้สินต่างๆ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น ขณะเดียวกันความอดทนต่อปัญหาในครอบครัวอาจน้อยลง เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีงานทำมีรายได้

หย่าร้าง เป็นการสิ้นสุดอย่างหนึ่งของชีวิตสมรส เกิดขึ้นได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นความผิดของใคร ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออารมณ์จิตใจทำนองการสูญเสีย ผู้ที่หย่าร้างใหม่ๆ จะมีความรู้สึกคล้ายๆ กับการสูญเสียอะไรบางอย่างที่เคยอยู่ใกล้ใจ หากเป็นครอบครัวที่มีลูกด้วยกันการหย่าร้างจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตการเป็นผู้นำทั้งพ่อทั้งแม่ในคนคนเดียวกัน หรือที่เรียกว่าพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

แม้ว่าชีวิตสมรสจะสิ้นสุด แต่ความเป็นครอบครัวของลูกต้องไม่สิ้นสุดหรือสลายตามไปด้วย ทั้ง 2 คนยังคงต้องทำบทบาทพ่อและแม่ของลูกตลอดไป ไม่ว่าลูกจะอยู่กับฝ่ายใดก็ตาม เพื่อลดปัญหาและผลกระทบต่อจิตใจลูกที่อาจตามมาในภายหลังให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะปฏิกิริยาสูญเสีย เช่นเด็กอาจว้าวุ่นใจ ก้าวร้าว หงุดหงิด ซึมเศร้า ผลการเรียนตกต่ำ เป็นต้น สำหรับผู้ใกล้ชิดกับคู่หย่าร้างก็ต้องช่วยกันให้กำลังใจ ไม่ควรพูดแสดงความเสียใจ หรือแสดงความยินดี เพราะอาจเป็นการสะกิดแผลในใจ

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหลังหย่าร้างมี 4 ประการ ไม่ว่าเด็กจะอยู่กับใครก็ตาม ได้แก่ 1.ต้องให้ความมั่นใจแก่เด็กว่าการที่พ่อแม่แยกทางกันไม่ใช่มีสาเหตุมาจากลูกและยังคงรักลูกเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กมีระบบความคิดที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ มักจะเข้าใจว่าตนเองเป็นสาเหตุทำให้พ่อแม่แยกทางกัน เช่นดื้อ เรียนไม่ดี 2.บอกความจริงแก่เด็ก เป้าหมายสำคัญคือการให้ความมั่นใจอนาคต จะทำให้การปรับตัวของเด็กในระยะยาวดีกว่าการปิดบังเด็กซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง หรือคิดว่าตนเองเป็นคนผิด ทำให้มีปัญหาการปรับตัว

3.พยายามรักษาสภาพความเป็นอยู่ให้ใกล้เคียงกับชีวิตเดิมของลูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ 4.ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความรักความใส่ใจเหมือนเดิม ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามวัย ไม่เกิดบาดแผลทางใจหรือปมในใจติดตัวไปตลอดชีวิต

พ่อหรือแม่ไม่ควรทำกับลูกเป็นอย่างยิ่งภายหลังหย่าร้าง มี 4 ประการคือ 1.การด่าหรือเล่าความไม่เอาไหนของอีกฝ่ายหนึ่งให้ลูกฟัง ซึ่งมักจะเกิดจากพ่อหรือแม่มีความเจ็บปวด ทนทุกข์กับการกระทำของอีกฝ่าย จะเป็นการสร้างความเกลียดชังเกิดขึ้นในใจของเด็กและทุกข์ทรมานใจไปตลอดชีวิต พ่อแม่ควรระบายความโกรธ ความอึดอัดคับข้องใจกับญาติหรือเพื่อนสนิทแทน

2.การดึงลูกให้เข้ามาเป็นพวกกับฝ่ายของตน เช่นบางคนกีดกัน แสดงความไม่พอใจเมื่อลูกไปคุยกับอีกฝ่าย บางคนพูดให้ลูกรู้สึกผิด เช่นถ้าลูกไปคุยกับพ่อ แปลว่าลูกไม่รักแม่ เป็นต้น 3.การใช้ลูกเป็นสื่อกลาง ส่งสารระหว่างพ่อกับแม่ที่ไม่พูดกัน 4.บังคับให้เด็กเลือกว่าจะอยู่กับใคร จะทำให้เด็กรู้สึกผิดอย่างมากกับฝ่ายที่เขาไม่ได้เลือก รู้สึกเสียใจ และกลัวพ่อแม่จะเลิกรักเขา

หากต้องการรู้ว่าเด็กอยากอยู่กับใครมากกว่ากัน พ่อแม่อาจใช้วิธีการอ้อมๆ คือถามญาติที่สนิทกับเด็กจะดีกว่า

รับมือให้มีประสิทธิภาพ”ศก.ขาลง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือให้มีประสิทธิภาพ”ศก.ขาลง”

15 สิงหาคม 2562 – 07:38 น.
เศรษฐกิจ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,687 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562

มีกระแสข่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เตรียมไว้โดยคาดว่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีภายในเดือนนี้มีวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เน้นในกลุ่มคนจนและสูงอายุโดยมีแนวคิดแจกเงินให้คนละ 1,000 บาท ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่คาดว่าใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นนำเงินไปใช้จ่ายบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจและเงินดังกล่าวไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้จะใช้ยาแรงจึงมีแนวคิดที่จะนำมาตการแจกเงินท่องเที่ยว 1,500 บาทต่อคน โดยเป็นการใช้จ่ายระบบอีเพย์เมนต์ยังร้านค้า โรงแรม หรือที่ท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ ซึ่งประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวตรงนี้ไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านบาทรวมไปถึงช่วยเหลือการเกษตรและเอสเอ็มอีโดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสนับสนุนด้านดอกเบี้ยซึ่งมาตรการเหล่านี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่นักวิชาการมองว่าหนี้ครัวเรือนไทยเริ่มมีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยเมื่อสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 78.6% ซึ่งปรับขึ้นจากปีที่แล้ว และพบอีกว่าพฤติกรรมของผู้กู้มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยมากกว่า 50% ของผู้กู้ใหม่ในแต่ละปีมีอายุน้อย และมีสัดส่วนผู้กู้อายุต่ำกว่า 25 ปีสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของผู้กู้สูงอายุในกลุ่มผู้กู้เดิมมีหลายบัญชี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีหนี้เร็วขึ้นและนานขึ้นและมีโอกาสเสี่ยงเป็นหนี้เสียสูงขึ้น อีกทั้งสำหรับไตรมาสหนึ่งปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งแม้ส่วนหนึ่งหนี้ครัวเรือนมีผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจซบเซาแต่จำเป็นที่ภาครัฐต้องใส่ใจควบคุมดูแล

ภาวะครึ่งปีหลังอยู่ในสถานการณ์ที่แทบจะฟันธงได้ว่าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำค่อนข้างแน่ชัดและตัวสะท้อนหนึ่งจากที่รัฐบาลสิงคโปร์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ลงอยู่ที่ 0.0-1.0% จากเดิมที่คาดหมายว่าจะเติบโต 1.5-2.5% ซึ่งเป็นผลจากภาวะการส่งออกของสิงคโปร์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพิษสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนนับเป็นการปรับลดของสิงคโปร์เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปีที่แล้วเติบโต 3.2% โดยกระทรวงการค้าสิงคโปร์ชี้ว่าโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญและเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนารวมถึงจีนย่ำแย่ลงพร้อมเตือนด้วยว่าภาวะไม่แน่นอนและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่จะอยู่ในช่วงขาลงมีมากขึ้นนับจากเมื่อ 3 เดือนก่อนนับเป็นสัญญาณด้านลบที่ประเทศอื่นในเอเชียต้องเฝ้าระวังรับมือ

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่ามีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปีนี้เมื่อดูจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคที่ปรับตัวลงและยังเตือนว่าการไม่มีเครื่องมือสำหรับการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจขาลงที่เกิดขึ้นแล้วยิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจรับมืออย่างไร้ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ยังให้น้ำหนักความตึงเครียดในการค้าโลกและภาวะไร้เสถียรภาพโดยระบุการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวสูงขึ้นในปี 2563 ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่แน่นอน” ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพเพราะลำพังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะเห็นผลระยะสั้นคงไม่เพียงพอต้องมองถึงทิศทางในปีหน้าด้วยแล้ว

ความต่าง ของ”นวน เจีย” กับ”พล พต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความต่าง ของ”นวน เจีย” กับ”พล พต”

14 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
พล พต,นักรบเขมรแดง,เสียชีวิต,งานศพ,นายนวน เจีย,นายกรัฐมนตรี,ทุ่งสังหาร,ผู้นำเขมรแดง
เปิดอ่าน 3,782 ครั้ง

นักคิด นักเขียน คอลัมภ์นิสต์ชื่อดังได้โพสต์เฟสบุ๊ค ถึงความต่าง ของ”นวน เจีย” กับ”พล พต”

Bunthit Chantasrikum นักคิด นักเขียน คอลัมภ์นิสต์ชื่อดัง ได้โพสต์เฟสบุ๊ค ถึงอดีตนักรบเขมรแดงเลื่องชื่อ ที่สิ้นชีพเอาำว้อย่างน่าสนใจ ใจความว่า..

ความต่าง

ของ“นวน เจีย”

กับ“พล พต”

——

สมเด็จฮุน เซน

เจรจากับเขมรแดง ระดับผู้กุมกำลัง

ให้ปกครอง จ.ไพลิน

แลกกับสวามิภักดิ์ฮุน เซน

——

งานศพ “นวน เจีย”

ที่ จ.ไพลิน ลูกน้องเก่า

จึงจัดให้อดีตพี่ใหญ่ตามประเพณี

ต่างจาก “พล พต” ตายกลางป่า

และเผาศพแบบอนาถา

นายนวน เจีย อดีตผู้นำหมายเลข 2 ของระบอบเขมรแดง เสียชีวิตแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ส.ค. 2562 ขณะมีอายุ 93 ปี ตามการเปิดเผยของ นายเนธ เพียกตรา โฆษกศาลคดีเขมรแดงที่ตัดสินว่านายนวน เจีย มีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ว่ากันว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายนวน เจีย ยังไม่มีการเปิดเผย แต่นายนวน เจีย เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่ต้นเดือนกรกฏาคม2562

นางลี กิม เส็ง ภรรยาของนายนวน เจีย เธออยู่ข้างๆ สามีจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย และร่างของเขาจะถูกนำไปที่จ.ไพลิน เพื่อจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่

ในสมัยที่เขมรแดงปกครองกัมพูชาภายใต้การนำของ นายพล พต ประชาชนชาวกัมพูชาราว 2 ล้านคน เสียชีวิตจากการถูกบังคับใช้แรงงาน ทำงานหนัก ความอดอยาก และถูกสังหารในระหว่างปี 2518-2522

นายนวน เจีย เพิ่งถูกจับกุมตัวเมื่อปี 2550 และถูกนำตัวขึ้นศาลคดีเขมรแดงพร้อมกับสมาชิกระดับสูงของกลุ่มเขมรแดงอีกจำนวนหนึ่ง ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปีก่อน หลังพบว่ามีความผิดจริงในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายเวียดนามและชนกลุ่มน้อยชาวจาม

ทั้งนี้ทนายความของนายนวน เจีย ได้แจ้งต่อศาลว่านายนวน เจีย จะยื่นอุทธรณ์ แต่ในตอนนี้คาดว่าอัยการจะขอให้ศาลฎีกายุติคดีของนายนวน เจีย เนื่องจากการเสียชีวิต


นายนวน เจีย และนายเคียว สมพร จำเลยที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในการพิจารณาคดี ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตในปี 2557 จากการบังคับประชาชนให้อพยพออกจากกรุงพนมเปญในปี 2518 เมื่อกองกำลังเขมรแดงขับไล่ประชาชนออกจากเมืองหลวงไปอาศัยอยู่ตามชนบท

พลเอกซาลต ซอ หรือ พล พต  เป็นนักปฏิวัติชาวกัมพูชาที่เป็นผู้นำเขมรแดง ตั้งแต่ พ.ศ. 2506 – 2540 ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2506 – 2524 เขาเป็นเลขาธิการทั่วไปของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาและเป็นผู้นำของกัมพูชาเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังของเขายึดครองพนมเปญได้ และระหว่าง พ.ศ. 2519 – 2522 เขาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาประชาธิปไตย

อีกทั้งรัฐบาลของเขา ได้เคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมากไปยังชนบทให้ทำงานในนารวม และบังคับใช้แรงงาน ผลร่วมกันของการประหารชีวิตฝ่ายตรงข้าม การทำงานหนัก การขาดแคลนอาหารและการแพทย์ที่ย่ำแย่ ทำให้ประชากรกัมพูชาเสียชีวิตไปราว 25% หรือราว 1-3 ล้านคน (จากประชากรขณะนั้นราว 8 ล้านคน) ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของเขา ใน พ.ศ. 2522

หลังจากสงครามกัมพูชา-เวียดนามพล พตได้เคลื่อนย้ายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชาและรัฐบาลเขมรแดงล่มสลาย เขาและสมาชิกที่เหลือตั้งศูนย์บัญชาการเขมรแดงที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างนั้นสหประชาชาติยอมรับให้เขมรแดงเป็นรัฐบาลของกัมพูชา

ในค่ำคืนของวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2541 ก่อนการฉลองครบรอบ 23 ปี การยึดครองพนมเปญของเขมรแดง สถานีวิทยุเสียงแห่งอเมริกาออกอากาศว่า เขมรแดงตกลงใจจะส่งตัวพล พตให้ศาลนานาชาติ ภรรยาของเขาให้การว่า พล พตเสียชีวิตบนเตียงในคืนที่รอการเคลื่อนย้ายไปยังที่อื่น

ตา มก กล่าวว่าเขาเสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว โดยอธิบายว่า พล พตนั่งรอรถยนต์มารับ แต่รู้สึกเหนื่อย ภรรยาจึงให้เขาไปพักผ่อน เขาจึงไปนอนและเสียชีวิตเมื่อเวลา 22.15 น.

แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับร่างของเขา แต่ก็ถูกเผาในอีกไม่กี่วันต่อมาที่อันลองเวงในเขตของเขมรแดง มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการตายของเขา เช่น พล พตอาจฆ่าตัวตายเพราะกลัวว่าตา มกจะส่งตัวเขาให้สหรัฐอเมริกา  แต่ตา มก กล่าวว่าไม่มีใครฆ่าพล พต

บางแหล่งกล่าวว่าพล พตถูกพวกเดียวกันสังหาร หลังจากพล พตเสียชีวิต สมาชิกของเขมรแดงส่วนใหญ่ก็แตกสลาย บางส่วนประกาศยอมจำนนและถูกจับ

พล พตเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2541 ขณะถูกคุมขังในบ้านโดยกลุ่มของตา มกโดยยังมีข้อสงสัยว่าฆ่าตัวตายหรือถูกวางยาพิษ ยังเป็นปริศนา!

เจาะนิยาม “สงครามลูกผสม”ผบ.ทบ.ตัดไม้ข่มใคร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะนิยาม “สงครามลูกผสม”ผบ.ทบ.ตัดไม้ข่มใคร?

14 สิงหาคม 2562 – 12:40 น.
ผบทบ,ล่าความจริงพิกัดข่าว,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผู้บัญชาการทหารบก
เปิดอ่าน 2,878 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว  โดย..  ปกรณ์  พึ่งเนตร 

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีประเด็นวิวาทะทางการเมืองจากคำให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

โดยเฉพาะที่ท่านใช้คำว่า “สงครามลูกผสม” แล้วยกตัวอย่างเปรียบเทียบการโฆษณาชวนเชื่อและปล่อยข่าวลวงผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็มีเหตุลอบวางระเบิดตามสถานที่สำคัญในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นอีก นี่คือตัวอย่างของ “สงครามลูกผสม” ที่ ผบ.ทบ.พูดถึง

หลายคนสงสัยว่า “สงครามลูกผสม” คืออะไร มีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานในหน่วยงานความมั่นคงระดับชาติมาเนิ่นนาน…

“สงครามลูกผสม” ที่ ผบ.ทบ.พูดถึง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Hybrid warfare บางคนเรียก “สงครามผสมผสาน” เป็นคำเรียกรวมๆ จากการประเมินลักษณะของสงครามทั้งในปัจจุบันและอนาคต แยกเป็น “สงครามตามแบบ” ซึ่งก็คือสงครามทางการทหาร เคลื่อนกำลังพล เรือรบ เครื่องบินยิงถล่มกัน แบบนี้เราเห็นกันอยู่ตลอด

กับอีกลักษณะคือ “สงครามไซเบอร์” ซึ่งทั้งในปัจจุบันและอนาคตถูกดึงมาร่วมในการทำสงครามด้วย เช่น การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของฝ่ายศัตรู ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ประปา ระบบโทรคมนาคมขนส่ง ระบบการเงินการธนาคาร รวมถึงจารกรรม หรือแฮ็กข้อมูล การใช้ไวรัสคอมพิวเตอร์ และการบ่อนทำลาย ซึ่ง “เฟคนิวส์” จะอยู่ในหมวดหมู่ของการบ่อนทำลายนี้ด้วย ปัจจุบันเป็นการปล่อยข่าวทางโซเชียลมีเดีย ขณะที่บางประเทศใช้การก่อการร้ายในการโจมตีก็มี ปกติแล้ว “สงครามไฮบริด” เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างรัฐต่อรัฐ

ส่วนประเด็นที่ ผบ.ทบ.หยิบยกขึ้นมาพูด น่าจะเป็นลักษณะเปรียบเทียบ คล้ายๆ การนำแนวคิด “สงครามไฮบริด” มาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง การพูดเชิงเปรียบเทียบแบบนี้ คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ ทำให้มีช่องให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหยิบมาโจมตีได้

นัยของ ผบ.ทบ.น่าจะเน้นไปที่การใช้ปฏิบัติการทางไซเบอร์ ให้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองบางพรรค เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับสหรัฐที่ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย

ผบ.ทบ.อาจมองว่าบางส่วนเหมือนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มีการใช้ข่าวบิดเบือนบ่อนทำลายกัน แม้จะไม่เป็น “เฟคนิวส์” 100% แต่ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนนำไปสู่การลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้ ซึ่งหากปล่อยไว้แบบนี้ ข่าวพวกนี้จะกลายเป็นกระแสหลัก และกระทบกับสถาบันหลักของชาติในที่สุด

นี่คือการถอดรหัสสิ่งที่ ผบ.ทบ.พูด…

ขณะที่นักวิชาการด้านการทหารอีกคนหนึ่งซึ่งขอสงวนนาม เพราะยังรับราชการอยู่ในกองทัพ อธิบายว่า หากย้อนไปราวๆ 10 ปีก่อน คำว่า “สงครามไฮบริด” หรือ “สงครามลูกผสม” จะมุ่งไปที่การทำสงครามโดยก้าวข้ามเส้นแบ่งความเป็นรัฐ อย่างกรณีของ “ฮามาส” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหนึ่งของปาเลสไตน์ แต่มีกองกำลังติดอาวุธด้วย จนมักถูกเรียกว่า “กลุ่มหัวรุนแรงฮามาส” เชี่ยวชาญการโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ และถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่กลุ่มฮามาสกลับมีที่นั่งในสภาของปาเลสไตน์ และยังได้รับการสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าจากอิหร่าน

แบบนี้คือ “สงครามลูกผสม” ในแบบเดิม

ส่วน “สงครามลูกผสม” ในปัจจุบัน มีเรื่องของการใช้อินเทอร์เน็ต แฮ็กเกอร์ โจมตีระบบการเงินการธนาคาร หรือสาธารณูปโภคของประเทศคู่สงคราม มีการใช้เฟคนิวส์ และโซเชียลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เมื่อพูดถึง “สงคราม” ต้องนิยามให้ได้ว่าใครเป็นศัตรู หรือใครเป็นข้าศึก ซึ่งโดยปกติย่อมหมายถึงคนนอกประเทศ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เป็นปัญหาการเมืองภายใน ถือเป็น “ปัญหาความมั่่นคงภายใน” ซึ่งต้องใช้กลไกภายในแก้ไขปัญหา จึงไม่ควรเปรียบเทียบว่าเป็นสงคราม หรืออ้างว่าเป็น “สงครามลูกผสม” เพราะเท่ากับสร้าง “หลักนิยม” ใหม่ ทำให้กองทัพมองประชาชนเป็นศัตรู

เพราะต้องไม่ลืมว่าคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ตามที่ ผบ.ทบ.พูดก็ตาม

นี่คือ 2 มุมมองเกี่ยวกับ “สงครามลูกผสม” ที่ไม่บอกก็รู้ว่า ผบ.ทบ.พูดเพื่อตัดไม้ข่มใคร ส่วนจะผิดหรือถูกอย่างไร เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ !

Nice Review แชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่ ไลค์กระจายออนไลน์ลวงโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383534?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Nice Review แชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่ ไลค์กระจายออนไลน์ลวงโลก

14 สิงหาคม 2562 – 12:15 น.
ดีเอสไอ,Nice Review
เปิดอ่าน 57,582 ครั้ง

Nice Review แชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่ ไลค์กระจายออนไลน์ลวงโลก รายงาน…

ดีเอสไอถึงกับเต้นถูกพวก Nice Review กระตุกหนวดอย่างแรง!

เรื่องของเรื่องคือเมื่อไม่นานมานี้เครือข่ายธุรกิจ Nice Review รายหนึ่งนำตราสัญลักษณ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ไปโพสต์บนเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความแอบอ้างทำนองว่า  ดีเอสไอ ชี้ชัดธุรกิจ Nice review ไม่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ตามที่มีผู้ร้องเรียนผ่าน แอพพลิเคชั่นแชร์ลูกโซ่ ที่ดีเอสไอเปิดให้ประชาชนตรวจสอบและร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติหลอกลวงประชาชน

ข้อความเต็มๆ ที่เครือข่าย Nice Review แชร์กันว่อนในเฟซบุ๊ก ระบุตามนี้

“ตามที่ท่านส่งเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น แชร์ลูกโซ่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ ศ.5/7/2019 12:44 เกี่ยวกับธุรกิจ Nice Review ที่อาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษขอเรียนว่า กรณีดังกล่าวมีข้อเท็จจริง ไม่อาจเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษได้ หากท่านได้รับความเสียหายทางอาญา แนะนำให้ท่านร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป”

ชัดเจนว่าผู้แอบอ้างหวังสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจรับจ้าง คอมเมนต์ กดไลค์ กดแชร์ หรือที่เรียกว่า Nice Review บนเฟซบุ๊กและสื่อออนไลน์ทั้งหลาย หลังจากมีคนเข้าไปแสดงความเห็นและตั้งคำถามในเฟซบุ๊กของ Nice Review รายหนึ่งว่า เหตุใดบริษัทที่เปิดรับสมัครสมาชิกรับจ้างกดไลค์กดแชร์โฆษณาสินค้าต้องเก็บเงินค่าสมัครแรกเข้า (เงินประกัน) จากคนเหล่านี้ หรือว่าต้องการนำไปหมุนเวียนจ่ายเป็นค่าจ้างให้สมาชิกคนอื่นๆ

การเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกแรกเข้า หรือค่ามัดจำจากผู้ต้องการร่วมงานกับเครือข่ายธุรกิจ Nice Review เหล่านี้ ถูกสงสัยว่าอาจเข้าข่ายธุรกิจ แชร์ลูกโซ่ หรือไม่ หรืออาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง เหมือกรณีเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตำรวจกองบังคับการปราบปรามตามรวบแก๊งกดไลค์โปรโมทเว็บไซต์ หลังมีผู้เสียหาย 17 คน ร้องเรียนว่าถูกหลอกให้ร่วมลงทุนโปรโมทเว็บไซต์กับ บริษัทแห่งหนึ่ง

การหลอกลวงของบริษัทที่อ้างว่าทำธุรกิจรับจ้างกดไลค์แห่งนั้นใช้วิธีตั้งเงื่อนไขให้ผู้เสียหายต้องร่วมลงทุนขั้นต่ำคนละ 2 หมื่นบาท จะได้ 1 รหัส สำหรับกดไลค์โปรโมทได้ 1 ครั้ง และจะได้รับเงินค่าตอบแทนต่อการกดไลค์ครั้งละ 2,500 บาท

ช่วงแรกของการลงทุนรับงานผู้เสียหายได้รับค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจ แต่เมื่อทำไประยะหนึ่งกลับไม่ได้เงินตามกำหนดและขาดการติดต่อไป มูลค่าความเสียหายครั้งนั้นสูงถึง 22 ล้านบาท

แม้มีคำเตือนจากตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าปกติไม่มีอยู่จริงและควรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง แต่ก็ยังมีเหยื่อถูกหลอกลงทุนในลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ เหยื่อสาวมีทั้งแม่บ้านและพนักงานบริษัทกว่า 300 คน พากันไปร้อง กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ว่าถูกหลอกให้รับงานแยกสีลูกปัด โดยต้องจ่ายค่าซื้ออุปกรณ์เองก่อน จากนั้นเมื่อส่งงานให้ผู้จ้างแล้วจะได้รับเงินคืนพร้อมค่าจ้างอย่างงาม แต่กว่าจะรู้ว่าถูกต้มก็ต้องสูญเงินไปแล้วรวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดไม่ต่ำวก่า 3 ล้านบาท

กรณีหลอกจ้างรับงานไปทำที่บ้าน เช่น แยกสีลูกปัด ยางรัดผม หรือพับกระดาษห่อเครป เหล่านี้เป็นเทคนิคเก่าๆ ที่มิจฉาชีพใช้มานาน และได้ผลอยู่เสมอกับคนที่ต้องการหารายได้เสริมในยุคที่ค่าครองชีพจี้ติดเงินเดือนเข้าไปทุกที

ขณะที่ธุรกิจ Nice Review  แม้มีมานานและเป็นช่องทางสร้างรายได้เสริมหรืออาจถึงขั้นยึดเป็นอาชีพหลักได้เลยในยุคที่โลกทั้งใบถูกครอบงำด้วยโซเชียลมีเดีย กลับยังไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียหายจากการทำงานรับจ้างกดไลค์กดแชร์แบบที่ไม่ต้องลงทุนเสียค่าสมัครสมาชิก

กระทั่งไม่นานมานี้ธุรกิจ Nice Review บางรายเริ่มขยับหาช่องทางสร้างรายได้จากเครือข่ายมือปืนรับจ้างด้วยการใช้เทคนิคเก่าๆ แบบธุรกิจขายตรง นั่นคือการเก็บเงินแรกเข้าจากคนที่ต้องการสมัครทำงานเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าผู้สมัครมีความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้ยังไม่มีผู้เสียหายเกิดขึ้นจากการร่วมลงทุนกับธุรกิจเหล่านี้ แต่ก็มีคนส่งเรื่องแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่อ้างว่ามีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาทนั้น น่าเป็นการอุปโลกน์ขึ้น

และที่อ้างว่าบริษัทมีรายได้จากการโฆษณาสินค้าเพื่อเอามาจ่ายสมาชิกที่ร่วมเปิดพอร์ตลงทุนเป็นค่าว่าจ้างกดไลค์กดแชร์นั้น จากการตรวจสอบงบการเงินพบว่ารายได้ที่มี หรือจำนวนเงินสดที่มี บริษัทไม่สามารถจ่ายให้แก่ผู้ที่เปิดพอร์ตทั้งหมดได้แน่นอน จึงเชื่อได้ว่าบริษัทนำเงินค้ำประกันของสมาชิกมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ผู้ที่เปิดพอร์ตแทน นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมเป็นลำดับชั้นสำหรับผู้ที่ชักชวนผู้อื่นมาทำแชร์ลูกโซ่นี้ด้วย ปัจจุบันมีคนหลงเชื่อสมัครลงทุนแล้วนับแสนราย

กระนั้นกรณีดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งเบาะแสที่ยังไม่มีผลทางคดี ทำให้ปัจจุบัน Nice Review ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ผลิตสื่อโฆษณาและเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการทำการตลาดผ่านสังคมออนไลน์ เพราะการใช้บริการปั่นไลค์ ปั่นแชร์ และคอมเมนต์เชียร์สินค้า ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการซื้อเวลาโฆษณาตามสื่อกระแสหลักเช่นสิ่งพิมพ์ ทีวี และวิทยุ มากทีเดียว

ขณะเดียวกันปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมการปั่นไลค์ปั่นแชร์สินค้าและโฆษณา ทำให้ธุรกิจประเภทนี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้แต่ดีเอสไอ หรือ ปอท.เอง ก็ไม่มีอำนาจจัดการอะไรได้ตราบที่ยังไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ

ส่วนกรณีการจับกุมกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาเช่าบ้านเปิดวอร์รูมปั่นไลค์ปั่นแชร์สินค้าทางเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ยอดฮิตของจีนที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อปี 2560 และล่าสุดอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กฎหมายไทยก็ไม่สามารถเอาผิดในข้อหารับจ้างกดไลค์กดแชร์ได้ เอาผิดได้เพียงข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต”

ขณะที่ประเทศจีนกลับมีกฎหมายห้ามไว้ชัดเจน ทำให้คนกลุ่มนี้อาศัยช่องโหว่เข้ามาหากินในประเทศไทยแทน

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกดีเอสไอ ยอมรับว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุมธุรกิจปั่นไลค์ปั่นแชร์ แต่จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่าธุรกิจ Nice Review เป็นการเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่ใช้เฟซบุ๊กให้กดไลค์กดแชร์และให้คอมเมนต์ในเชิงบวกแก่งานโฆษณาบนเฟซบุ๊กที่ Nice Review เตรียมไว้ในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อโปรโมทเพจของผู้ประกอบการให้เกิดความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ดี พ.ต.ต.วรณัน อธิบายว่า กรณี Nice Review ที่มีการเก็บค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิก มีรหัสให้ และมีการกำหนดค่าตอบแทนเป็นลำดับชั้น ตรงกับคำนิยาม “กู้ยืมเงิน” ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และยังอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 22 ในเรื่องการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมในส่วนรวม เนื่องจากการกดไลค์กดแชร์ และให้ความคิดเห็นไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริง อาจทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อในสินค้าหรือบริการว่ามีคุณภาพตามคำโฆษณาทั้งที่ไม่เป็นความจริง

รวมถึงอาจเป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) และ (5) ในการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จด้วย

รองโฆษกดีเอสไอ ยังได้แจ้งเตือนไปยังประชาชนให้พึงระมัดระวังว่าแชร์ลูกโซ่มักจะมาในรูปแบบของธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ และโฆษณาชักชวนให้ร่วมลงทุนระยะสั้นโดยอ้างว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูง โดยใช้วิธีการนำเงินจากผู้ที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่จ่ายผลตอบแทนให้สมาชิกเก่าเพื่อให้เห็นว่าธุรกิจสามารถดำเนินการได้จริง ภายหลังที่ระดมทุนได้มากแล้วจะหยุดดำเนินการและหลบหนีไปพร้อมเงินของผู้เสียหาย ซึ่งจะเกิดความเสียหายลุกลามอย่างรวดเร็ว

“ขอให้ประชาชนพึงระมัดระวังในการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยควรศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจก่อนเข้าร่วมลงทุน และหากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ โทร.1202”

ภูมิใจ “หนู” สมนาคุณสปอนเซอร์เพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383521?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภูมิใจ “หนู” สมนาคุณสปอนเซอร์เพียบ

14 สิงหาคม 2562 – 10:37 น.
หนู,อนุทิน,หนู อนุทิน,เสี่ยหนู,สุขสมรวย วันทนียกุล,อนุทิน ชาญวีรกูล,เลือกตั้งท้องถิ่น,อบจอีสานเหนือ,รัฐบาลลุงตู่,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 3,949 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 14 ส.ค.62

****************************

ทุกวันอังคารในช่วงนี้บรรดา “นักเลือกตั้ง” จำนวนหนึ่งต่างเฝ้าลุ้นการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในหลายกระทรวง​ยิ่งกว่าลุ้นหวยลาว หรือหวยฮานอย

ขออย่าไปดูถูกว่าเป็นตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ หรือเป็นตำแหน่งต่างตอบแทน​ ตำแหน่งเทกระโถน​ จะไปดูถูกคนแบบนี้ไม่ได้​ ถ้าดูถูกกันแบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากไปทำงานให้” พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันก่อน

ยึด “อบจ.โคราช” ให้ได้

นับแต่ก้าวแรกที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ชักดาบต่อหน้าย่าโม ประกาศยึดเมืองโคราชช่วงต้นปี 2561 ก็ย้ำชัดว่า “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ต้องเป็นรัฐมนตรี และ “หมอแหยง” นพ.สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา จะกลับมาบริหาร อบจ.โคราช อีกครั้ง

สำเริง แหยงกระโทก

เป็นที่รู้กันในแวดวงการเมืองโคราช ศึกเลือกตั้งหนที่แล้ว “เสี่ยแป้งมันพันล้าน” รับผิดชอบหมดทุกอย่าง จึงได้เป็น “รมช.พาณิชย์” ตามคำมั่นสัญญา

ส่วน “หมอแหยง” เป็น “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี” ประจำกระทรวงสาธารณสุข รอเวลากลับมาทวงคืนเก้าอี้นายก อบจ.เมืองย่าโม

ส่วน “พลพีร์ สุวรรณฉวี” ลูกชาย “ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” นายกอบจ.โคราช ได้เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี

แม้จะมีข่าวว่า “ระนองรักษ์” จะลงสนาม อบจป้องกันแชมป์ เชื่อว่าเป็นข่าวลือ เพราะ “ป้านก” น่าจะเกรงใจเสี่ยหนูกันบ้าง

ตอบแทนสปอนเซอร์

การปรากฏชื่อของ “นภินทร ศรีสรรพางค์” ในตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ​(พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาโควตาพรรคภูมิใจไทย หลายคนอาจถามหา “สรอรรถ กลิ่นประทุม” หายไปไหน

นภินทร ศรีสรรพางค์

ว่ากันว่าเดิมที “นภินทร” อดีต ส..ราชบุรี และอดีต ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็อยู่ในลิสต์รายชื่อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เสียด้วยซ้ำไป

นภินทร” เป็นเจ้าของตลาดศรีเมือง ตลาดกลางผักและผลไม้ จ.ราชบุรี เมื่อสองปีก่อน นภินทร จับมือกับ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส..เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดตลาดล้านเมืองที่เชียงราย

เมื่อเลือกตั้งมาถึง สรอรรถ กลิ่นประทุม สังกัดพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแม่ทัพภาคกลาง มอบให้ เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ อดีต ส..ราชบุรี และ บุญลือ ประเสริฐโสภา รับผิดชอบดูแลผู้สมัคร ส..เมืองโอ่ง

ที่เซอร์ไพรส์มากๆ คือการเปิดตัว “เสี่ยนภินทร” เจ้าพ่อตลาดผักและผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางและภาคใต้เป็นผู้สนับสนุนภูมิใจไทยราชบุรี

ปักธง อบจ.อีสานเหนือ 

การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของภูมิใจไทย ที่มีความหมายต่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ภาคอีสาน จะขอโฟกัสใน จังหวัด ได้แก่ เลย กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ

ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ” เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีโดยใยอนงค์เป็นภรรยาของ “ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ” นายก อบจ.เลย และเป็นมารดาของ “อ๋อง” ธนยศ ทิมสุวรรณ ส..เลย เขต 

ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ

ตระกูล “ทิมสุวรรณ” นั้น เติบโตมาจากกิจการโรงโม่หิน โดยการบุกเบิกของ “สุรัตน์ ทิมสุวรรณ” อดีตประธานสภาจังหวัดเลย เป็นบิดาของธนเทพ ทิมสุวรรณ อดีตส..เลย และธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายก อบจ.เลย

บนเส้นทางการเมืองระดับชาติ “ธนเทพนันทนา” แยกมาสังกัดพรรคเพื่อไทย ส่วน “ธนาวุฒิใยอนงค์” จับมือกับ “ทศพล สังขทรัพย์” อดีต ส..เลย สังกัดพรรคภูมิใจไทย

สุรัตน์ ทิมสุวรรณ เปรียบเสมือนบิดาบุญธรรมของทศพล ช่วงที่เขาเล่นการเมืองใหม่ก็ได้อาศัย “บุญบารมี” ของเสี่ยสุรัตน์ จึงได้เป็น ส..เลย หลายสมัย 

ล่องไปทางเมืองน้ำดำ “วิรัช พิมพะนิตย์” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ศักดิ์สยาม ชิดชอบเสี่ยวิรัชหรือ “ส..หมู” เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน เมื่อเลือกตั้ง ส..หมู สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงชน “ป้าบุญรื่น” พรรคเพื่อไทย แต่แพ้แบบแต้มไม่ขาด

วิรัช พิมพะนิตย์

..หมู” เตรียมแผนจัดทีมลงสมัครนายก อบจ.กาฬสินธุ์ โดยหวังโค่นแชมป์เก่าค่ายเพื่อไทยให้ได้ รอดูว่าเสี่ยหมูจะลงเอง หรือให้ “เสี่ยตุ้ย” เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง เพื่อนรักลงแทน

ฝั่งเมืองอำนาจเจริญ “สุขสมรวย วันทนียกุล” เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ศักดิ์สยาม ชิดชอบคอการเมืองอำนาจเจริญพยากรณ์ว่า ศึกชิงนายก อบจ.อำนาจเจริญ หนีไม่พ้นค่ายภูมิใจไทยจะป้องกันแชมป์ไว้ได้อีก

สุขสมรวย วันทนียกุล

ก่อนหน้านั้น “สุขสำรวย” เป็น “เงา” ของนายก อบจ.อำนาจเจริญ และเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของผู้สมัคร ส..อำนาจเจริญ ทั้ง เขต

เลือกตั้งท้องถิ่นปี 2555 ค่ายภูมิใจไทยปักธง อบจ.อีสานเหนือไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่เที่ยวนี้ต้องรอดูว่าจะมีรายการฮั้วกับ พปชร.ในบางสนามหรือไม่