‘อีซูซุ-ดีแมคซ์’..พรีออเดอร์โจรลักรถ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อีซูซุ-ดีแมคซ์’..พรีออเดอร์โจรลักรถ!

14 สิงหาคม 2562 – 08:45 น.
สายตรวจระวังภัย,อีซูซุ-ดีแมคซ์,พรีออเดอร์,แก๊งโจรกรรมรถ,พลตทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น
เปิดอ่าน 2,669 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

การจอดรถยนต์ทิ้งไว้ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวัน กลางคืน จอดในห้าง ตามซอยในชุมชน หรือทุกๆ ที่ จะจอดชั่วครู่ชั่วคราว หรือนานข้ามวัน ล้วนมีความเสี่ยงถูกโจรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นว่า “รถเป้าหมาย” ต้องรถใหม่ป้ายแดงเท่านั้น เพราะรถเก่าหลายปีก็มีโอกาสถูกขโมยได้เช่นกัน เนื่องจากมี “พรีออเดอร์” ของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงใบสั่ง “ตลาดมืด” ตลอดจนอะไหล่รถยนต์รุ่นนั้นๆ ซึ่งปัจจุบัน “โจรลักรถ” ได้พัฒนาเทคนิควิธีการขโมยหลากหลายรูปแบบ แม้กับรถที่ติดตั้งระบบป้องกันชนิดดีเยี่ยมก็ไม่อาจหยุดความพยายามของเหล่าโจรได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลายคนน่าจะได้เห็นข่าวผลงานการจับกุม “แก๊งโจรกรรมรถ” ของตำรวจแต่ละหน่วยงานทั่วประเทศ ยิ่งแล้วพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทว่าในห้วง 3 ปีมานี้ เกือบทุกคดีหรือแก๊งที่ถูกจับกุมล้วนมีเป้าหมายขโมยเป็นรถกระบะยี่ห้อ “อีซูซุ-ดีแมคซ์” นั่นเป็นเพราะมี “พรีออเดอร์ตลาดมืด” ส่งออกไปยังประเทศเพื่อบ้าน หรือจะแยกชิ้นส่วนขายอะไหล่ก็ได้ราคาดี ไม่ก็สวมทะเบียนประกาศขายบนออนไลน์

เช่นเดียวกับกรณีล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปจร.น. พ.ต.อ.สุวัฒน์ เกิดแก้ว รองผบก.น.7 ในฐานะรองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปจร.น. พ.ต.อ.ทินกร สมวันดี ผกก.สน.พระโขนง ชุดสืบสวน สน.พระโขนง และ กก.สส.บก.น.5 ร่วมกันแถลงผลจับกุม นายภาณุพงศ์ ครองบุญ ฉายา “เต้ย อ่างทอง” ซึ่งร่วมกับพวกก่อเหตุตระเวนลักรถกระบะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อได้รถมาก็จะเอาไปซุกซ่อนไว้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.คำหยาด อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง จากนั้นก็เอาไปอู่ซ่อมรถยนต์ในพื้นที่ ต.วังน้ำเย็น อ.แสวงหา จ.อ่างทอง เพื่อชำแหละแล้วแยกอะไหล่

โจรลักรถรายนี้บอกว่า เมื่อเจอรถเป้าหมายจะใช้เครื่องตรวจหาสัญญาณจีพีเอส ก่อน ถ้ารถคันไม่มีระบบสัญญาณจีพีเอส จะลงมือขโมยทันที ก่อเหตุมาราว 1 ปี โดยเลือกขโมยรถกระบะ ยี่ห้อ “อีซูซุ-ดีแมคซ์” เนื่องจากเป็นรถตลาด เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดี โดยเฉพาะเครื่องยนต์สามารถนำไปขายได้ประมาณ 3-4 หมื่นบาท ซึ่งการชำแหละรถที่ขโมยมาแล้วนำไปขายตามร้านรับซื้ออะไหล่ และโพสต์ขายหน้าเฟซบุ๊กชื่อว่า “กะโหลกบางตายช้ากะโหลกหนาตายก่อน” หรือไม่ก็ไปโพสต์ขายตามเพจเปิดขายอะไหล่เครื่องยนต์รถปิกอัพ

เกี่ยวกับเรื่องนี้หลายต่อหลายคดีที่มีการจับกุมที่ผ่านมา ตำรวจมักบอกข้อมูลว่าส่วนใหญ่แล้วจุดหมายปลายทางรถถูกขโมยได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนต่างๆ ส่วนรถที่ไม่ได้เป็นรุ่นยอดนิยมก็มักจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อเป็นอะไหล่ต่อไป หรืออาจนำมาสวมทะเบียนเพื่อขายต่อ แต่พักหลัง “อีซูซุ-ดีแมคซ์” เป็นคำตอบแรกของแก๊งโจรกรรมที่จับกุมได้ แม้จะมีระบบป้องกันโจรก็ยังหาวิธีลักขโมยได้อยู่ดี แต่การป้องกันที่ดีคือ “ถ่วงเวลามากที่สุด” เพราะโจรต้องการใช้เวลาน้อยที่สุดในการลงมือเพื่อไม่ให้เสี่ยงถูกจับ

ดังนั้นเจ้าของรถก็ต้องมีระบบป้องกันต่างๆ ที่สามารถล็อกได้ทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และวัสดุแข็งแรงที่สุด เช่น ใช้ที่ล็อกเกียร์ ล็อกเบรก ล็อกคลัทช์ (มีระบบตัดไฟยิ่งดี) ล็อกพวงมาลัย ล็อกล้อ ล็อกเบาะด้วยการเลื่อนเบาะไปหน้าสุดใส่กุญแจสายยูที่รางเบาะ จะทำให้โจรถอยเบาะได้ลำบาก ทำให้ขับรถไม่ได้เพราะติดชิดพวงมาลัย ล็อกฝากระโปรง ติดตั้งอุปกรณ์ตัดระบบไฟสตาร์ทแยกต่างหากและซ่อนเอาไว้ ติดตั้งระบบติดตามค้นรถด้วยจีพีเอส ถ้าอยากประหยัดสามารถใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นถูกๆ ใส่ซิมการ์ดเปิดเบอร์แบบเติมเงินทิ้งไว้ เมื่อรถหายยังสามารถใช้การติดตามจากสัญญาณโทรศัพท์ได้ ฯลฯ ที่สำคัญเมื่อไปไหนมาไหนต้องระมัดระวังการฝากกุญแจไว้กับผู้อื่น เนื่องจากอาจนำไปปั๊มกุญแจได้ โดยเฉพาะตามปั๊มน้ำมันและสถานบริการต่างๆ

ก้าวแรก”ภาษีเกลือ”-ตั้งกก.ร่วมศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวแรก”ภาษีเกลือ”-ตั้งกก.ร่วมศึกษา

14 สิงหาคม 2562 – 08:10 น.
ภาษีเกลือ,ผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป,โซเดียม
เปิดอ่าน 1,604 ครั้ง

ก้าวแรก”ภาษีเกลือ”-ตั้งกก.ร่วมศึกษา

การประชุมขึ้นภาษีเกลือเมื่อเร็วๆ นี้ ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้หลังจากกลุ่มผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทราบแผนยุทธศาสตร์ต้องการลดโซเดียม 30 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 โดยไม่ปฏิเสธว่าจะไม่ทำตามแผนยุทธศาสตร์ฯ แต่ไม่เห็นด้วยและอยากให้ยกเลิกแนวคิดการเก็บภาษีเกลือ ซึ่งที่ผ่านมาทางภาคอุตสาหกรรมได้ให้ความร่วมมือ แต่ควรได้พูดคุยและหาทางออกร่วมกันก่อนกำหนดกำแพงภาษีเพื่อจัดเก็บ

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และกลุ่มผู้ประกอบการอาหารสำเร็จรูปในภาคอุตสาหกรรม โดยมี นายณัฐกร อุเทนสุต ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษีกรมสรรพสามิต เป็นประธาน และ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม อาจารย์สาขาววิชาโรคไต คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ พญ.ศศิธร ตั้งสวัสดิ์ ผอ.กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ร่วมให้ข้อมูล

พญ.ศศิธร กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่าผู้บริโภคในประเทศไทยบริโภคเกลือและโซเดียมในอัตราสูง บริโภคเกลือสูง 10.8 กรัมต่อวัน และบริโภคโซเดียม 4,351.7 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งการบริโภคโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่ร่างกายต้องการถึง 2 เท่า จึงเกิดผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะโรคไตและโรคหัวใจ ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของการดำเนินงานในระดับโลกเพื่อลดปัญหาโรคไม่ติดต่อในประเทศไทย คือลดการบริโภคโซเดียมให้ได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 โดยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทยปี 2559-2568 มาแล้ว แต่ปัจจุบันตัวเลขการลดบริโภคโซเดียมก็ยังไม่คืบหน้า

ด้าน ผศ.นพ.สุรศักดิ์ ระบุว่า มาตรการที่ได้ผลดีที่สุดคือมาตรการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีปริมาณเกลือและโซเดียมลดลง สามารถลดอัตราการตายได้สูงสุด 32,000 คน และช่วยให้คนมีภาวะสุขภาพที่ดีต่อปีเพิ่มขึ้น 145,068 คน ส่วนมาตรการรองลงมาคือ มาตรการติดฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ผลจากการสำรวจพบว่าแหล่งของโซเดียมที่ประชากรไทยได้รับจากผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่พร้อมบริโภคมากที่สุดมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,272 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และกลุ่มผลิตภัณฑ์โจ๊ก-ข้าวต้มสำเร็จรูป มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,259 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ในขณะที่ข้อแนะนำปริมาณโซเดียมในอาหารมื้อหลักไม่ควรเกิน 600 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และอาหารว่างไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมแห่งชาติเลือกมาตรการด้านภาษีกับภาคอุตสาหกรรมเพราะความเค็มส่วนหนึ่งมาจากการผลิตที่ปรุงมาเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงผู้บริโภคก็รับประทานตามที่ปรุงสำเร็จมาจึงส่งผลให้เกิดความเคยชินกับลิ้น เมื่อรับประทานเค็มในอาหารสำเร็จรูปจนเคยชินแล้วนั้น ครั้นจะรับประทานอาหารอื่นก็ต้องเค็มตามไปด้วย ดังนั้นการการปรับสูตรอาหารก็เหมือนกับเป็นการให้คนไทยกินเค็มลดลงหรือเป็นการปรับลิ้นให้รับประทานอาหารอื่นเค็มลดลงด้วย ถือเป็นการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

ในมุมมองของตัวแทนภาคเอกชนยอมรับในประเด็นที่มีหลายประเทศดำเนินการเรื่องภาษีแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่ประเทศฮังการี พบว่าประเทศนี้จะใช้มาตรการปรับภาษีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้ผู้บริโภคบริโภคเกลือน้อยลง เพราะจากการสำรวจนักเรียนที่มาซื้อของเมื่อเห็นของราคาแพงขึ้นก็เปลี่ยนไปซื้ออย่างอื่นที่ถูกลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพราะเกลือลดลง ส่วนเรื่องที่ความเค็มได้ถูกปรุงรสมาจากภาคอุตสาหกรรม และในต่างประเทศได้เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคด้วยการแยกซองเครื่องปรุงมาให้นั้น บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ประเทศไทยนำสมัย เพราะทำมานานแล้ว ดูได้จากในซองบะหมี่สำเร็จรูปได้มีการแยกเครื่องปรุงมานานแล้ว หรือประเทศญี่ปุ่นมีราเมงขาย แต่มีคำแนะนำว่ากรุณากินแต่บะหมี่อย่ากินน้ำซุป หากเทียบกับเมืองไทยซึ่งก้าวหน้ามาถึงขนาดแยกเครื่องปรุงให้ผู้บริโภคแล้ว แล้วทำไมต้องถอยหลังกลับไปจุดนั้นอีก

ตัวแทนภาคเอกชน ระบุว่า แม้จะลดความเค็มถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในบะหมี่สำเร็จรูป ก็ช่วยลดการกบริโภคเกลือลงได้แค่ 1-1.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การลดเกลือทำได้เต็มที่คือ 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่การที่จะลดได้มากขนาดนั้นก็ต้องใช้สารทดแทนเกลือ ซึ่งสารทดแทนเกลือมีหลายตัวและราคาค่อนข้างแพง จะให้ขายราคาเท่าเดิมคงไม่ได้อีก จึงอยากให้ยกเลิกการใช้มาตรการขึ้นภาษีไปเลย

“ส่วนตัวเชื่อว่ามาตรการภาษีไม่ช่วยลดโซเดียมในการบริโภค ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ทำตาม ที่ผ่านมาเราก็ทำมาตลอด ยังไม่พออีกเหรอ แล้วเราก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย พอมาเจอกันครั้งแรก บอกว่าจะเก็บภาษี เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ถ้ายังยืนยันว่าจะทำ ก็ต้องมานั่งคุยกัน หาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะออกทางไหนต้องมีประโยชน์ต่อประเทศชาติแน่นอน” ตัวแทนภาคเอกชนสรุปในตอนท้ายของการหารือร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาการประชุมได้มีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมหลายคนตั้งประเด็นสอบถามและมีข้อซักถามพร้อมกับไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขึ้นภาษี ทำให้การประชุมครั้งนี้ไม่สามารถก้าวผ่านไปถึงการร่วมกันกำหนดกำแพงภาษีเพื่อจัดเก็บได้ พร้อมกับมีการเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการจากทั้งภาคส่วนของรัฐและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อทำงานร่วมกันนำข้อมูลต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกันและร่วมกันหาทางออกในเรื่องนี้ โดยมติที่ประชุมก็เห็นด้วยจึงได้ให้แต่ละฝ่ายส่งรายชื่อเพื่อตั้งคณะกรรมการการทำงานร่วมกันขึ้นมา และกำหนดกรอบการทำงานของคณะกรรมการดังกล่าวไว้ 3 เดือน

เรือเหล็กเร่งฝ่ามรสุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรือเหล็กเร่งฝ่ามรสุม

14 สิงหาคม 2562 – 07:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เศรษฐกิจ,ถวายสัตย์,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,119 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2562

ไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 กำลังจะผ่านพ้น แต่กระบวนการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งประเทศไทย และนานาประเทศทั่วโลกในขณะนี้ ยังอยู่ในอาการชะงักงัน ทั้งที่การเลือกตั้งทั่วไปผ่านพ้นมาแล้วตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี ที่สำคัญตามไทม์ไลน์ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ก็ต้องเลื่อนออกไปเบิกจ่ายได้เต็มร้อยนับตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 โดยในระหว่างนี้ แม้จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว แต่หน่วยงานต่างๆ ภาครัฐยังต้องใช้งบเก่าไปพลางก่อน โดยต้องไม่เกินร้อยละ 50 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี สำหรับโครงการลงทุนใหม่ ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จนกว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ 2563 จะมีผลบังคับใช้

  ปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยสำนักงบประมาณได้ขอให้ทุกหน่วยงานทบทวน เพิ่มเติม และยืนยันคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณภายในเดือนกรกฎาคม จากนั้นสำนักงบประมาณเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งก็ผ่านความเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ในวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท และจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวาระที่ 1 ประมาณปลายเดือนกันยายนนี้ และวาระที่ 2-3 ประมาณต้นเดือนตามเสนอวุฒิสภาช่วงกลางเดือนธันวาคม จากนั้นจึงจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้ต่อไป โดยสรุปแล้ว การใช้งบประมาณปี 2563 จะต้องเลื่อนออกไปจากเดิม 3 เดือน จากเดิมที่ต้องประกาศใช้ประมาณต้นเดือนตุลาคมที่กำลังจะถึงนี้

ในทางการเมือง ขณะนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่สามารถเดินเครื่องได้อย่างเต็มสูบ ไม่เพียงเฉพาะงบประมาณปี 2563 ที่ต้องรอตามขั้นตอน ซึ่งย่อมทำให้หลายนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ยังต้องชะลอไปถึงต้นปีหน้า แต่ยังมีปัญหาการเมืองประดังเข้ามาอีก เรื่องใหญ่และดูท่าจะไม่จบง่ายๆ คือ การกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามกำหนดในรัฐธรรมนูญ เมื่อยังไม่ชัดเจน ก็ย่อมกระทบต่อการตัดสินใจในนโยบายสำคัญๆ เพราะอาจส่งผลให้เป็นโมฆะในอนาคตได้ หากรัฐบาลต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ นอกจากนี้ก็เป็นปัญหาอาการงอแงของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาของรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำที่พรรคเล็กมีอำนาจต่อรองสูง แต่ก็ทำลายสมาธิการทำงานของรัฐบาลได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในอีกไม่นานนี้ก็จะมีกฎหมายสำคัญเข้าสภา

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะขอรับผิดชอบกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่ใช่การลาออก แต่จะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป ตามที่นายกรัฐมนตรีจะเห็นสมควรเพื่อไม่ให้กลไกการทำงานเกิดความละล้าละลัง ในอีกด้านหนึ่ง ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องให้ตีความสร้างความกระจ่าง ก็น่าจะเป็นอีกทางออกของปัญหาได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญควรจะเป็นองค์กรที่ให้คำตอบหรือแม้แต่ชี้ทางออกในกรณีที่มีข้อสงสัยกันว่า เป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปด้วย สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจใดๆ ก็ต้องไม่เกิดประเด็นใหม่อันจะเป็นช่องทางให้เกิดการติดตามถามหาอย่างไม่ลดละ จากฝ่ายที่กำลังเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง

การบริหารจัดการอาหารกลางวันโรงเรียน”เขตเมือง-ชนบท” จ.ตาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383372?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การบริหารจัดการอาหารกลางวันโรงเรียน”เขตเมือง-ชนบท” จ.ตาก

13 สิงหาคม 2562 – 12:30 น.
อาหารกลางวัน,บริหารจัดการ,โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,695 ครั้ง

รายงานพิเศษ…

ภายหลังจากที่โรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย และ โรงเรียนบ้านวังประจบ จ.ตาก เข้าร่วมโครงการ “เด็กไทยแก้มใส” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี 2557 มีผลการดำเนินในเกณฑ์ยอดเยี่ยมและได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส ซึ่งมีการน้อมนำหลักการบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรของโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาใช้โดยบูรณาการงานและพัฒนาทางด้านต่างๆ จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพอาหารของนักเรียนได้อย่างยั่งยืน

ในปี 2561 จ.ตาก จึงประกาศเป็นจังหวัดต้นแบบการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียน เพื่อขยายผลให้สถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งหมดจำนวน 36 โรงเรียน ซึ่งจากการดำเนินงานมา 1 ปี พบว่าการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ และในปี 2562 จ.ตาก จึงจะยกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อน “ท้องถิ่นไทยก้าวสู่แหล่งเรียนรู้ เด็กไทยแก้มใส วิถีชีวิตสุขภาวะ” ต่อยอดการดำเนินงานโครงการเด็กไทยแก้มใสให้ครบทั้ง 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.ส่งเสริมการเกษตรในโรงเรียน 2.ส่งเสริมสหกรณ์นักเรียน ร้านค้า ออมทรัพย์ ส่งเสริมการผลิต 3.จัดบริการอาหารของโรงเรียนตามหลักโชนาการ ด้วยโปรแกรม Thai School Lunch 4.ติดตามภาวะโภชนาการของนักเรียน 5.พัฒนาสุขนิสัยและส่งเสริมอนามัยนักเรียน 6.พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 7.จัดบริการสุขภาพนักเรียน และ 8.จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เชื่อมโยงทั้งการเกษตร โภชนาการและสุขภาพ

แน่นอนว่าการประกาศเป็นจังหวัดต้นแบบการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียน โดยมีโรงเรียนในสังกัดอปท.เข้าร่วมทั้ง 36 แห่ง นั่นหมายถึงที่ผ่านมาการจัดการอาหารกลางวันของโรงเรียนแต่ละแห่งเป็นไปอย่างดีเยี่ยม และพร้อมจะขยายผลไปยังโรงเรียนสังกัดอื่น หรือให้จังหวัดอื่นได้ศึกษารูปแบบของความสำเร็จนี้เพื่อนำไปปรับใช้

ร.ร.เทศบาลวัดดอนแก้ว เป็น 1 ใน 6 โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครแม่สอด ร่วมกับ ร.ร.วัดมณีไพรสณฑ์ ร.ร.เทศบาลวัดชุมพลคีรี ร.ร.เทศบาลวัดบุญญาวาส ซึ่งทั้ง 4 แห่งได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน ส่วนอีก 2 แห่งได้แก่ ร.ร.เทศบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และร.ร.กีฬาเทศบาลนครแม่สอด ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับชั้นมัธยม ไม่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว โดยเทศบาลนครแม่สอดมีบริหารจัดการอาหารกลางวันโดยการจ้างเหมาทั้งหมด มี 2 รูปแบบ คือ 1.ประกอบอาหารจากข้างนอกเข้ามาส่งโรงเรียน และ 2.ให้ผู้รับเหมามาประกอบอาหารในครัวของโรงเรียน ซึ่ง ร.ร.เทศบาลวัดดอนแก้ว ใช้รูปแบบที่ 2

สาเหตุที่เทศบาลนครแม่สอดเลือกใช้รูปแบบการจ้างเหมา เนื่องจากโรงเรียนในสังกัดแต่ละแห่งมีจำนวนเด็กมากกว่า 1,000 คน เท่ากับว่ามีเด็กนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครแม่สอดมากกว่า 5,000 คน ดังนั้นการจะใช้รูปแบบอื่นจึงเป็นไปได้ยาก การจะให้โรงเรียนเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ หรือให้ประกอบอาหารเองคงต้องใช้จำนวนบุคลากร งบประมาณ และเสียเวลาไปมากพอสมควร ดังนั้นคณะผู้บริหารเทศบาลนครแม่สอดจึงเลือกใช้รูปแบบการจ้างเหมา

อย่างไรก็ตามได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มข้นใน 3 ระดับ คือคณะกรรมการระดับเทศบาล ซึ่งจะมีภาคีทุกภาคส่วนมาเป็นคณะกรรมการ และระดับต่อมาคือ คณะกรรมการระดับโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการ คณะครู คณะกรรมการบริการสถานศึกษา จะประชุมและสุ่มตรวจอาหารที่ผู้รับเหมาทำมาส่งในแต่ละวัน และระดับต่อมา คือ คณะกรรมการร่วม ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง และชุมชน จะเป็นคณะกรรมการร่วมในการสุ่มตรวจอาหารด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการมีคณะกรรมควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มข้นถึง 3 ระดับจึงทำให้อาหารกลางวันที่เด็กนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครแม่สอดได้รับมีคุณภาพและมีคุณค่าตามหลักโภชนการอย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกันเป้าหมายในปีการศึกษา 2563 ทางเทศบาลนครแม่สอดจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องใช้วัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัยมาประกอบอาหาร ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องสามารถบอกถึงที่มาของแหล่งวัตถุดิบได้ และเทศบาลมีการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์พื้นที่รวมกว่า 400 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยป้อนเข้าสู่ระบบอาหารกลางวันของโรงเรียนได้ด้วย

ทั้งนี้โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครแม่สอดเป็นโรงเรียนในเขตชุมชนเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่การเกษตร ทำให้ไม่สามารถสร้างแหล่งอาหารภายในโรงเรียนได้ การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยนอกเมืองเข้าสู่โรงเรียนจะช่วยให้เด็กได้รับอาหารที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันยังมีโรงเรียนอีกแห่งที่มีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และแนวทางการจัดการอาหารกลางวันที่เป็นรูปธรรม คือโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจาตุรจินดา ต.พระธาตุ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่เยาวชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารและห่างไกล โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยโรงเรียนสืบสานพระราชดำริ โดยเฉพาะโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนสร้างแหล่งผลิตอาหารไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผัก ผลไม้ การเลี้ยงปลา ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็นต้น เพื่อนำมาประกอบอาหารบริโภคภายในโรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการ

การบริหารจัดการอาหารกลางวันของ ร.ร.ตชด.จาตุรจินดา ได้ใช้ระบบจ้างเหมาแบบเฉพาะเจาะจง คือมีผู้รับเหมา โดยให้ซื้อวัตถุดิบจากโรงเรียนผ่านสหกรณ์ของโรงเรียน ถ้าไม่มีค่อยหาจากที่อื่นมาใช้ จากนั้นครูจะเป็นผู้รับวัตถุดิบมาประกอบอาหารเองตามรายการที่ได้กำหนดไว้ ด้วยโปรแกรม Thai School Lunch

ดังนั้นการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของ ร.ร.ตชด. ได้ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลานาน จึงเป็นต้นแบบให้แต่ละโรงเรียนสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยตนเองเพื่อตอบโจทย์คุณค่าโภชนาการในอาหารกลางวันได้เป็นอย่างดี

เปิดแผนสายฟ้าแลบเสมา1เยี่ยมร.ร.ทั่วไทยโกยแต้มสะสมทุนการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383370?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดแผนสายฟ้าแลบเสมา1เยี่ยมร.ร.ทั่วไทยโกยแต้มสะสมทุนการเมือง

13 สิงหาคม 2562 – 12:30 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ปฏิรูปการศึกษา,กระทรวงศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 2,381 ครั้ง

เปิดแผน”สายฟ้าแลบ””เสมา1″เยี่ยมร.ร.ทั่วไทยโกยแต้มสะสมทุนการเมือง โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

ครม.ลุงตู่ 2 นั้น กว่าจะตั้งลำเรือเหล็กเข็นลงน้ำได้ก็ใช้เวลาพอสมควรท่ามกลางภาวะเสียงปริ่มน้ำและบรรยากาศปะทะกันในค่ายพปชร.ของคนกันเองแม้ยามนี้จะซาลงไป…

วันนี้กัปตันเรือเหล็กที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” สั่งการให้เสนาบดีและคนการเมืองยุติความขัดแย้ง ขอให้ทำหน้าที่ตามที่ลุงตู่มอบหมายแบ่งงาน แปลว่าลูกเรือลำนี้ต้องลงมือทันที เพราะภาวการณ์ข้างหน้านั้นต้องเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมง

เหตุดังกล่าวบางพรรคร่วมรัฐบาลรับรู้และสั่งรมต.ในสังกัดขับเคลื่อนการทำงานทันทีและเร่งผลงานให้ปรากฏ…ของแบบนี้ใครลงมือก่อนสังคมจะเห็นข่าวสารนั้นๆ ก่อน และให้คะแนนก่อนเพราะการประเมินอายุรัฐบาลผสมสิบเก้าพรรคชุดนี้ คนการเมืองให้เวลาไว้ 1-2 ปี เพราะวันนี้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านจองกฐินหลายกองไว้รอแล้ว

แต่เมื่อเหลียวมองไปลึกๆ แล้ว ….จังหวะของรมต.ของบางพรรคบนเรือเหล็กลำนี้จะพบว่าเสนาบดีบางคนยังมะงุมมะงาหราและยามนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสนาบดีจากพปชร.บางคนยังขยับตัวช้าแม้อาจมีบางคนของพปชร.ที่กระสากลิ่นและรู้ทางลมการเมืองจึงขับเคลื่อนการทำงานมาแล้วระยะหนึ่งหลังรับตำแหน่งก็ตาม….

อย่าลืม “พปชร.” คือพรรคหลักของเรือเหล็กลำนี้ที่แม้กระทรวงหลักบางแห่งมิได้อยู่ในการกำกับดูแลเพื่อดำเนินนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้แต่เมื่อมันล่วงเลยมาถึงวันนี้ การตีโพยตีพายเพื่อเรียกร้องสิทธินั้นๆ จบไปแล้ว ดังนั้นการทำงานตามที่ลุงตู่มอบหมายให้บรรลุผลน่าจะเป็นสิ่งดีที่สุดหากพปชร.ยังหวังที่จะเดินหน้าต่อบนเส้นทางการเมือง…..

แต้มจะไหลเข้าหรือไหลออกอยู่ที่รมต.ของพลังประชารัฐทุกชีวิต..และใช่ว่าจะปล่อยให้สร.1 เก็บแต้มโดยลำพัง ?

“ศึกในอย่ากระเพื่อม รอตั้งรับศึกนอก” น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่คนของพปชร.ต้องท่องให้ขึ้นใจและออกไปลุยเก็บแต้มในวันนี้รวมทั้งวันหน้า และยิ่งสังคมกำลังมองว่าสิ่งที่พปชร.หาเสียงไว้หลายนโยบายนั้นเริ่มจะผิดคำมั่นที่เคยกล่าวไว้เมื่อวันวานและขั้วตรงข้ามเริ่มนำมาโจมตีขยายผลหลากวาระกันแล้ว…

ฉะนั้นลูกเรือเหล็กปีกพปชร.หากไม่เร่งจังหวะขับผลงาน แววหลุดเก้าอี้ย่อมมาเยือนก่อนกาล

หากมองไปยังกระทรวงใหญ่อย่าง ศธ. ที่มีงบประมาณราวห้าแสนล้านบาทและต้องทำหน้าที่การพัฒนาคนสู่ศตวรรษที่ 21 ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แกนนำพปชร.คนนี้รับบทเสมา 1 ที่ต้องตอบโจทย์ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมาดำเนินการให้เห็นผลเร็วที่สุด และไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนักเพราะการปฏิรูปการศึกษานั้นหากไม่มีความร่วมมือของทุกฝ่ายมันก็ยากที่จะสำเร็จ

พปชร.เคยแจ้งสังคมว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะมุ่งเน้นแก้ปัญหาให้นักศึกษาที่เป็นหนี้ค้างชำระ กยศ.

สร้างหลักประกันการศึกษาถ้วนหน้าเพื่อให้เด็กได้เล่าเรียน และวางระบบให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลระบบการศึกษาแทนกระทรวง ตามแนวคิด ‘บ้าน’ ‘วัด’ ‘โรงเรียน’

ดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียนเพื่อส่งเสริมระบบการเรียนการสอนแก่โรงเรียน ครู และเยาวชนเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น

ให้ความรู้เด็กและเยาวชนหญิงเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนแต่ง หรือการป้องกันการข่มขืน และประกันความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สิ่งเหล่านี้ต้องดูว่าเมื่อแกนนำพปชร.มาเป็นเจ้ากระทรวงนี้จะทำตามสัญญาเยี่ยงใดให้บรรลุผล

เสมา 1 เคยบอกกับเครือเนชั่นว่า “การปฏิรูปการศึกษาคือวาระแห่งชาติที่ทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมมือเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ในประเทศให้มีความพร้อม เพราะขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยนั้นส่วนหนึ่งอิงกับระบบการเรียนการสอน ดังนั้นระเบียบต่างๆ หลักสูตรต่างๆ เมื่อบังคับใช้ไปแล้วห้าปีต้องมาสังคายนากันใหม่ เพราะวันนี้สังคมมีพลวัตการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว”

แว่วมาว่าเสมา 1 จึงทำการบ้านมาล่วงหน้าตั้งแต่รับหน้าที่โดยในเฟซบุ๊กส่วนตัวจะพบว่าเสมา 1 ได้ตระเวนไปเยี่ยมโรงเรียนและนักเรียนหลายแห่งทั่วประเทศแบบไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อรับรู้สารพันปัญหาด้วยตัวเองแบบสายฟ้าแลบ

คณะทำงานของรมว.ศึกษาธิการคนนี้บอกว่า “รมต.วางแผนงานคร่าวๆ ไว้หลายเรื่อง เช่น การเตรียมปรับหลักสูตรการเรียนการสอน การดูแลบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ การดูแลหนี้สินครู การส่งเสริมนักเรียน การผลักดันงบประมาณไปใช้ในเรื่องที่ขาดแคลน โดยตั้งเป้าว่าภาคเรียนแรกของปีการศึกษาหน้าสิ่งที่แจ้งไว้กับสังคมต้องเกิดขึ้น”

“ภารกิจเร่งด่วนตอนนี้คือการตระเวนไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ แบบไม่แจ้งล่วงหน้านั้น เพราะรมต.มองว่าจะทำแเบบนี้ทั่วประเทศเพื่อไปดูและฟังด้วยตัวเองว่าข้อเท็จจริงคืออะไร เพราะโลกออนไลน์ที่โพสต์ข้อมูลและภาพบางสิ่งเกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนนั้น รมต.ได้ให้ทีมงานเก็บข้อมูลไว้หมด รวมทั้งพบว่าบางเรื่องไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่รายงานมา

ดังนั้นรมต.จึงจะลงพื้นที่และจะไปตรวจเยี่ยมกรณีที่เคยเป็นข่าวและไม่เป็นข่าวแบบไม่บอกล่วงหน้า เช่น อาหารกลางวัน อาคารเรียน อุปกรณ์ การใช้พื้นที่สนามกีฬาของสถานศึกษาในเวลาหลังราชการ ความปลอดภัยของสถานที่ รวมทั้งโรงเรียนตามแนวชายแดน

โดยภาคเรียนนี้และช่วงต้นภาคเรียนที่สองนั้น รมต.จะไปลงพื้นที่ให้มากที่สุดและต้องสรุปแผนงานเพื่อดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในภาคเรียนแรกของปีการศึกษาหน้า” ทีมงานของเสมา 1 แจ้งปฏิทินงานที่วางไว้

ดังนั้นหากมองจังหวะของเสมา 1 ในเชิงการเมืองนั้น การเดินสายแบบนี้จะมีผลบวกด้านข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไป เพราะอย่าลืมว่าครูคือหนึ่งในหัวคะแนนและฐานเสียงที่มีผลกับพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าวิชาชีพอื่นๆ ในสังคม

นักเรียนคือคนรุ่นใหม่ในสังคมที่รอวันเติบโต รวมทั้งจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในวันข้างหน้าเพื่อกำหนดเส้นทางชีวิตของประเทศ

ผู้ปกครองคือผู้ที่มีบทบาทสูงและมีอิทธิพลทางความคิดรวมทั้งการปรากฏเป็นข่าวได้ทั้งมุมลบและมุมบวกเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงนี้

หากเสมา 1 จับคำตอบของสามปัจจัยนี้ได้และเร่งขับผลงานออกมา แต้มต่อยังพอมีไว้สู้กับคู่แข่ง

ดังนั้นแผนสายฟ้าแลบของเสมา 1 ที่จะตระเวนตรวจเยี่ยมโรงเรียนและพบครู นักเรียน ผู้ปกครองนั้น จึงเป็นหนึ่งในภารกิจที่มีผลกับคะแนนนิยมของครม., พลังประชารัฐ และณัฏฐพลแบบเลี่ยงมิได้ เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว หลายคนในพปชร.รู้ว่าแต้มต่อของพรรคที่มีในมือนั้นค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับ หากมิเร่งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ก็ยากที่จะเดินหน้าทางการเมืองได้ง่ายนัก

เพราะถนนชีวิตของพปชร.พูดง่ายๆ ขรุขระกว่าพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากไม่เร่งเครื่องให้แรงกว่าเพื่อนก็ยากที่จะแซงหน้า

“ครูตั้น” มีการบ้านที่ต้องตอบโจทย์สังคมและพรรคให้ได้ หากแก้สมการนี้ได้โอกาสของพปชร.ก็ยังมีลุ้นยาวๆ ในการเพิ่มคะแนนไว้สู้ศึกการเมือง

“ยียาธิปไตย” ชนวน “ส้ม” อนาคตดับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383352?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยียาธิปไตย” ชนวน “ส้ม” อนาคตดับ

13 สิงหาคม 2562 – 08:25 น.
กลุ่มพลังยียาธิปไตย,อนาคตใหม่,พลอชาติชาย ชุณหะวัณ,ปิยะบุตร
เปิดอ่าน 22,619 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

“เราจักต้องมองนักการเมืองในฐานะปุถุชนที่มีกิเลส มีตัณหา และมีความเห็นแก่ตัว นักการเมืองมิใช่อรหันต์ ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น”

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักวิชาการน้ำดีของเมืองไทย ได้เขียนไว้ในบทความเรื่องอาชีพนักการเมือง และด้วยฐานคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง อาจารย์รังสรรค์ จึงบัญญัติคำว่า “กลุ่มพลังยียาธิปไตย” หมายถึงนักการเมืองภูธรที่เติบโตในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ

“กลุ่มพลังยียาธิปไตยเรืองอำนาจสุดๆ ในยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี 2531-2534) ชนิดที่กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตยแทบไม่มีพื้นที่ในโครงสร้างอำนาจเลยก็ว่าได้”

พลังยียาธิปไตยจึงเป็นที่มาของคำว่า “นักเลือกตั้ง” ผู้ประกอบธุรกิจการเมืองเป็นอาชีพ นักเลือกตั้งจึงมีการเคลื่อนย้ายพรรคบ่อย

ณพจน์ศกร ทรัพย์สิทธิ์ และธนาธร

หลังเลือกตั้ง 2562 เกิดความเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงในโครงสร้างตลาดการเมืองไทย เมื่อผู้สมัครส.ส. ของ “พรรคอนาคตใหม่” ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เกือบร้อยคน

ด้วยเหตุนี้ตลาดการเมืองในภูธรจึงมีความเคลื่อนไหว “ย้ายขั้วย้ายพรรค” กันคึกคัก นักเลือกตั้งที่เติบโตมาจากระบอบยียาธิปไตย เริ่มมองเห็นช่องทางลัดสู่อำนาจ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาลนคร/เมือง/ตำบล

          พรรคอนาคตใหม่คือเป้าหมายของนักเลือกตั้งภูธรที่หวังจะได้สวม “เสื้อสีส้ม” พาเข้าไปสู่การกุมอำนาจการบริหารปกครองท้องถิ่น

ยกตัวอย่างที่ชลบุรี มีการเปิดตัวเป็นกลุ่มผู้สมัครนายก อบจ. และส.อบจ. มากถึง 3 กลุ่ม ประกอบด้วยทีม “ท้องถิ่นใหม่” นำโดย นิพนธ์ แจ่มจำรัส อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 2 ภูวนาท กาศสกุล อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 3

ทีม “สัตหีบอนาคตใหม่” สุรสิทธิ์ ทะวะลัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 8 พรรคอนาคตใหม่ เป็นหัวหน้าทีม

ทีม “อนาคตใหม่ชลบุรี” “นายกเป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง นายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรี และอดีตส.ส.ชลบุรี เป็นหัวหน้าทีม

สาธิต ปิติวรา และปิยบุตร

ข้ามฟากไปทางเมืองย่าโม สถานการณ์การเมืืองในพรรคอนาคตใหม่สาขาโคราช ก็วุ่นไม่แพ้เมืองชลบุรี เพราะมีการเปิดตัวผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ถึง 3 กลุ่มเช่นกัน

ทีม “ดร.สาธิต ปิติวรา” ผู้สมัครส.ส ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ และนายกสมาคมศิษย์เก่า ม.บูรพา ประกาศตัวชัดเจนจะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา ในนามพรรคอนาคตใหม่

ทีม “มหานครสุรนารี” นำโดย อุบล เอื้อศรี ประธานที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ นครราชสีมา

ทีม “อนาคตใหม่นครชัยบุรินทร์” ที่มี ทวี อภิชาตเสนีย์ อดีตที่ปรึกษาและคณะทำงาน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกลุ่ม โดยกลุ่มนี้รับผิดชอบ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ และสุรินทร์

กลุ่มอนาคตใหม่นครชัยบุรินทร์ วางตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา คือ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส.นครราชสีมา

เลาะไปทางฝั่งโขง ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ น้องชายของอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ อดีตส.ส.นครพนม ได้เปิดตัวชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครพนม ในนาม “กลุ่มมหานคร” พรรคอนาคตใหม่ เมื่อ 2 สิงหาคมนี้

ช่วงเลือกตั้งส.ส.ที่ผ่านมา ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อคนไทย และอรรถสิทธิ์ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค

เช่นเดียวกับ วีรศักดิ์ พรหมภักดี อดีตผู้สมัครส.ส.เขต 3 สกลนคร พรรคชาติพัฒนา น้องชายสาคร พรหมภักดี อดีต ส.ส.สกลนคร ก็ประกาศจะลงสมัครนายก อบจ.สกลนคร ในสีเสื้ออนาคตใหม่

          หากเราเข้าใจว่านักการเมืองเป็นปุถุชนที่มีกิเลส มีตัณหา และมีความเห็นแก่ตัว นักการเมืองมิใช่อรหันต์ เราก็จะเข้าใจถึงสาเหตุที่ “นักเลือกตั้ง” หลั่งไหลไปหาพรรคส้มหวาน

อย่างไรก็ตามกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ได้แจ้งว่าผู้สนใจลงสมัครเป็นผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. พรรคอนาคตใหม่ได้เปิดรับสมัครเพื่อรับการสรรหาไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 ทางระบบออนไลน์เท่านั้น

หากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ไม่มีระบบการคัดเลือกที่ดีพอก็จะเกิดรอยร้าวในภายในพรรคและภายในจังหวัด เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับพรรคพลังธรรมมาแล้ว

          นักเลือกตั้งสายพันธุ์ยียาธิปไตย อาจบ่มเพาะเชื้อโรคทางการเมืองไว้ในพรรคส้มหวาน จนกลายเป็นโรคระบาดไปทั้งพรรค 

สุดยอดของขวัญล้ำค่า สนองพระคุณแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383282?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุดยอดของขวัญล้ำค่า สนองพระคุณแม่

12 สิงหาคม 2562 – 11:15 น.
ดอกมะลิ,วันแม่แห่งชาติ,สนองพระคุณแม่,สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เปิดอ่าน 2,219 ครั้ง

ที่มา : คอลัมน์… แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

          เข้าสู่เทศกาล “วันแม่แห่งชาติ”… อีกครั้ง ซึ่งในประเทศไทย ปัจจุบันตรงกับวันที่ 12 ส.ค.ของทุกปี

ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

          คำว่า “แม่” สำหรับผม… คือคำที่ยิ่งใหญ่… เพราะเสียงที่เปล่งออกมาจากปาก มีความหมายที่น่าซึ้งใจ… มีรสเมตตาคุณ… กรุณาคุณ…และความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์

ในวัยเด็ก เวลาพลัดหลงกับแม่… เหลียวหาแม่ไม่เห็น เราก็ส่งเสียงเรียกตะโกนเรียก แม่ ! แม่ !

ถ้าไม่เห็น ก็ร้องไห้ใจหาย… ถ้าเห็นแม่มา ก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา เสมือนได้ผู้พิทักษ์… ผู้ดูแลปกป้องรักษา… ผู้ให้ความปลอดภัยกลับมา

ในวัยผู้ใหญ่… ด้วยภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบและบริบทชีวิตที่แตกต่างไป… แต่เวลาเอ่ยคำว่า “แม่” ก็ยังคงให้ความรู้สึก “อบอุ่น” เหมือนเดิม

เข้าสู่เทศกาล “วันแม่” ทุกปี… ลูกๆ หลายท่านมักมองสิ่งของ เครื่องใช้ อาหารดีๆ ให้กับท่าน

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว… ไม่มีเพชรนิลจินดาใดๆ… หรือดอกมะลิใดๆ (แม้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ของแม่)… หรือการปฏิบัติใดๆ เช่น การกราบเท้ามารดา… ที่จะมีคุณค่าเทียบเคียง “ธรรมะ” จาก พระพุทธองค์ ที่ลูกๆ อย่างเราสามารถมอบให้ “บุพการี” เราได้…

โดยตามพุทธประวัติ… เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านระลึกถึงคุณพระพุทธมารดาเป็นสิ่งสำคัญ โดยท่านยกย่องว่า คุณของพระพุทธมารดานั้นมากมายนัก จะหาอะไรเปรียบมิได้ ท่านทรงระลึกว่าท่านจะหาสิ่งใดหรือทำอย่างไร สนองคุณพระพุทธมารดาจึงจะสมกับที่พระพุทธมารดามีคุณต่อท่าน ท่านทรงวินิจฉัยโดยรอบคอบแล้ว จึงเห็นแต่สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสนองคุณพระพุทธมารดาได้ คือ “พระอภิธรรม”

เพราะฉะนั้นท่านจึงเสด็จขึ้นไปเทศน์โปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ด้วยพระอภิธรรมจนครบพรรษาหนึ่ง เป็นการใช้หนี้ค่าน้ำนมให้คู่ควรกัน

หากแต่ “การให้ธรรม” นั้น ก็หาใช่เพียงการพา “บุพการี” ไปตักบาตร… ถวายเพล… หรือ ทำสังฆทาน… “การให้ธรรม”หรือ “ธรรมทาน” ที่หมายถึง คือ “การฟังธรรม” และ “การปฏิบัติธรรม”… เพื่อให้ธรรมะจากพระพุทธองค์ได้หยั่งลึกสู่จิตใจอย่างแท้จริง

โดยการให้ธรรมะเป็นทานนั้น ถือว่าเป็นการให้ทานที่ได้บุญสูงสุด มีคุณค่ากว่าการให้ทานทั้งปวง เพราะทำให้ผู้รับมีปัญญารู้เท่าทันกิเลส สามารถนำไปใช้ได้ไม่รู้จักจบสิ้น ทั้งชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป ส่วนทานชนิดอื่น ๆ ผู้รับได้รับแล้วไม่ช้าก็หมดสิ้นไป

ดังพุทธพจน์ที่ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำทุกวันและควรทำทุกวัน…เพื่อทดแทนพระคุณของแม่ได้นั้น คือ “การเป็นคนดี”… สร้างคุณประโยชน์เพื่อประเทศชาติและส่วนรวม… รวมถึงการเอาใจใส่ดูแลปรนนิบัติท่านอย่างสม่ำเสมอ… ไม่ใช่ทำดีกับท่านเฉพาะวันเทศกาล…

เพราะผู้ใหญ่หลายท่าน มักมัวแต่วุ่นวนไขว่คว้ากับการงานเพื่อความมั่นคงมั่งคั่งแห่งชีวิต จนมัก “หลงลืม” การให้คุณค่าและเวลากับคนใกล้ตัว ซึ่งคือคนที่สำคัญที่สุด…

          อย่าลืมนะครับ ว่าทุกสิ่ง ไม่มีอะไรแน่นอนและยั่งยืน… รวมถึงสังขารของแม่เรา

เราไม่ควรมัวไปเสียเวลาหลงระเริงไปกับเรื่องไร้สาระ… จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังยามท่านไม่อยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ขอฝาก บทประพันธ์แปลเกี่ยวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกของ “พระราชธรรมนิเทศ” (หลวงพ่อพยอม) ไว้คอยให้ระลึกพระคุณของแม่ ไว้ดังนี้…

          “ในโลกอันหนาวทรวงลวงหลอกนี้

          ช่างไม่มีธารรักอันศักดิ์สิทธิ์

ที่ซึมซาบดื่มด่ำอมฤต

เหมือนในจิตของแม่รักแท้จริง”

ดูบทความทั้งหมดของ แสงเทียนกลางพายุ

“บีอาร์เอ็น-แนวร่วม” บนสมรภูมิ “ไฮบริดจรยุทธ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บีอาร์เอ็น-แนวร่วม” บนสมรภูมิ “ไฮบริดจรยุทธ์”

12 สิงหาคม 2562 – 10:49 น.
ไฟใต้,ไฟใต้ ปัตตานี,มารา ปาตานี,บีอาร์เอ็น,กลุ่มบีอาร์เอ็น,3 จังหวัดชายแดนใต้,บิ๊กแดง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,hybrid war,สงครามลูกผสม,่ เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ฮัสซัน ตอยิบ
เปิดอ่าน 4,778 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 ส.ค.62

***************************

ร้อนแรงกลางสายฝนเมื่อ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ มีใจความสำคัญว่า กองทัพกำลังต่อสู้กับ สงครามลูกผสม” (hybrid war) ของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่ใช้ “ข่าวปลอม” (fake news) หลอกล่อให้คนรุ่นใหม่ เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพและสถาบันกษัตริย์

“ขณะนี้กองทัพกำลังต่อสู้กับข้าศึก เหมือนการต่อสู้กับพวกคอมมิวนิสต์ในช่วงปี 2513-2523 เพียงแต่การต่อสู้ในทุกวันนี้เป็นการต่อสู้กับการโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ต” บิ๊กแดง กล่าว

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

นอกจากนี้ “บิ๊กแดง” ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อบุคคลที่ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการโฆษณาชวนเชื่อ หรือการลอบวางระเบิดโจมตีหลายจุดทั่วเมืองหลวงของไทย แต่กล่าวถึงพรรคการเมืองหนึ่งโดยไม่ระบุว่าเป็นพรรคใด

บีอาร์เอ็น”ขยายวง?

มีคำถามเกิดขึ้นในฝ่ายความมั่นคงหลังสิ้นเสียงระเบิดกลางกรุงครั้งล่าสุด ว่าขบวนการบีอาร์เอ็น ขยายพื้นที่ปฏิบัติการจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้สู่เมืองหลวงประเทศไทยหรือไม่?

แหล่งข่าวในขบวนการเก่าเปิดเผยว่ามีความเป็นได้สูงที่ “ขบวนการใหม่” จะขยายแนวรบ เพราะแกนนำ “บีอาร์เอ็นโคออดิเนท” ฝ่ายการเมืองเป็นคนรุ่นใหม่และมีความสัมพันธ์กับองค์กรระหว่างประเทศทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง

ขบวนการบีอาร์เอ็น

อย่าลืมว่า “ขบวนการใหม่” เกิดขึ้นจากการสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้ของขบวนการเก่า

บีอาร์เอ็นยุคใหม่ได้ปรับกลยุทธ์การต่อสู้หลังลงจากภูเขาเข้ามาสู่หมู่บ้านเมื่อปี 2527 พวกเขาหันหลังให้กับแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง” ของอุสตาซ อับดุลการิม ฮัสซัน

ขบวนการใหม่ได้คัดเลือกเยาวชนไปศึกษาต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอุสตาซ (ครูสอนศาสนา) และอีกกลุ่มหนึ่งไปฝึกอาวุธในต่างประเทศเพื่อเป็นครูฝึกอาวุธแก่เยาวชนที่เข้าร่วมกับบีอาร์เอ็นโคออดิเนท

ขบวนการใหม่ไม่สร้างที่มั่นในป่าเขา หากแต่ใช้ “จรยุทธ์ในเมือง” ปฏิบัติการจบ ก็หลบไปพักพิงในประเทศเพื่อนบ้าน

ปฏิบัติการจรยุทธ์ในเมืองไม่มีทางที่จะแบ่งแยกดินแดนได้ แต่การทหารเป็นแค่เครื่องมือต่อรองทางการเมือง

ระเบิดกรุงเย้ยการประชุมอาเซียนอาจตอบโจทย์ “การทหารนำการเมือง” เกมต่อรองในการพูดคุยสันติสุขและตอบสนองตัณหานักการเมืองบางกลุ่ม

แนวร่วม“นักการเมือง”

“แนวร่วม” เป็นสิ่งที่ขบวนการเก่าและใหม่ให้ความสำคัญในการจัดตั้งหมู่บ้านแนวร่วม และจับมือ “นักการเมือง” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อใช้หัวคะแนนของนักการเมืองดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นแนวร่วม

คำว่านักการเมืองนั้นไม่ได้หมายความว่านักการเมืองทุกคนในชายแดนใต้ หากแต่มีคนบางกลุ่มยินยอมพร้อมใจเป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น

ขบวนการใหม่อาจโชคดีกว่า เพราะยุคนี้มีการกระจายอำนาจ ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล บีอาร์เอ็นจึงวางตัว “คนในขบวนการ” ให้แทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ในสภาท้องถิ่น

ดังที่ทราบกันขบวนการเก่านั้นมีสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมืองระดับชาติ ช่วงที่ “นักรบมลายูมุสลิม” ต้องวางปืน ก็มีคำอธิบายกับมวลชนว่า “เราจะเข้าสู่อำนาจรัฐผ่านแนวทางสภา”

แนวร่วมนักการเมืองก็ทำงานประสบความสำเร็จ แต่เมื่อพวกเขามีอำนาจวาสนา กลับไม่เหลียวแลคนรากหญ้า

เลือกตั้งที่ผ่านมาเงินสะพัดหลายพันล้านได้ข่าวแกนนำขบวนการใหม่มีความสุขมาก หลังทราบผลการนับคะแนน

พูดคุยสันติสุข

สองผู้นำบีอาร์เอ็นยุคใหม่หลังการเสียชีวิตของสะแปอิง บาซอ ก็คือ ดูนเลาะ แวมะนอ” อดีตครูใหญ่โรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งทางการไทยเชื่อว่าเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของบีอาร์เอ็น อีกคนหนึ่งคือ “เด็ง อะแวจิ” เป็นผู้นำฝ่ายทหารของบีอาร์เอ็น

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าขบวนการใหม่ในวันนี้แยกเป็น กลุ่ม ประกอบด้วย “ขบวนการใหม่ในเพื่อนบ้าน” และ “ขบวนการใหม่ในชายแดนใต้”

กลุ่มผู้นำบีอาร์เอ็นที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านมีความต้องการให้มีการพูดคุยสันติสุข แต่คนเหล่านี้ก็จะถูก “นักรบมลายูมุสลิมรุ่นใหม่” มองว่าเป็นพวกขี้แพ้ ไม่กล้าต่อสู้ จึงไปเสวยสุขอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ฝ่ายการทหารของนักรบมลายูมุสลิมรุ่นใหม่จึงปฏิเสธการเจรจาสันติสุข

ฮัสซัน ตอยิบ

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “ฮัสซัน ตอยิบ” หนึ่งในแกนนำบีอาร์เอ็นเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ เมื่อปี 2555 หลายฝ่ายก็เชื่อว่ามาถูกทาง มาถูกคน ต้นปี 2557 ฮัสซัน ตอยิบ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายบีอาร์เอ็นได้หายตัวไป โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ

ต่อมาขบวนการแบ่งแยกดินแดน 6 กลุ่มที่รวมตัวกันในนาม “มารา ปาตานี” เป็นองค์กรร่ม เปิดการเจรจากับคณะพูดคุย แต่ก็ยังไม่บรรลุผลใดๆ

ฮัสซัน ตอยิบ ในการเจรจายุครัฐบลยิ่งลักษณ์

มารา ปาตานี เสนอให้เชิญ “ปาร์ตี้ที่ 3” เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยด้วย แต่รัฐบาลไทยและมาเลเซีย ยืนยันว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “ปัญหาภายใน”

ปาร์ตี้ที่ ก็คือนักสันติวิธีนานาชาติที่เดินสายมาใน จังหวัดชายแดนใต้ มีฝรั่งบางรายกระซิบบอกว่าแนวร่วมบีอาร์เอ็น “ถ้ายังรบแค่ชายแดนใต้ เสียงก็จะไม่ดัง”

แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ

12 สิงหาคม 2562 – 08:34 น.
รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 3,535 ครั้ง

แก้รัฐธรรมนูญ วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ3บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์ 17.00 น. ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 กับ สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น และบากบั่น บุญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “แก้รัฐธรรมนูญ!วิกฤติรอบใหม่หรือทางออกของประเทศ?”

 “บากบั่น” เปิดประเด็นว่า ตอนนี้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านเสนอและเคลื่อนไหวการแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่

ตนได้สอบถาม “อุดม รัฐอมฤต” อดีตโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย “อุดม” ระบุว่าหากบางคนบอกว่าแก้ไขยาก ขอถามว่าหากจะแก้ในประเด็นง่ายๆ โดยทุกฝ่ายเห็นชอบมันก็ทำได้แต่จะแก้ไขในประเด็นยากๆ หรือแก้ไขในประเด็นที่ไม่ควรแก้มันก็แก้ยาก เช่นไปแก้ไขให้บางองค์กรเสียศูนย์ ที่ทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ตรงนั้น รัฐธรรมนูญก็ปราบโกงไม่ได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส.ส.และส.ว.ต้องมีส่วนร่วม เพราะมันเป็นหลักสากล ส่วนที่บางคนบอกว่าแก้ไขยากเพราะส.ว.ที่คสช.เลือกมานั้น และมีอายุห้าปีคงไม่ร่วมลงชื่อแบบนี้จะลั่นดาลการแก้ไขหรือไม่ ขอเรียนว่าตอนยกร่างนั้นส.ว.200คนมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่บทเฉพาะกาลของส.ว.นั้นมีการมาแก้ไขเพิ่มเติมตอนหลัง ย้ำว่าในคำถามพ่วงการทำประชามตินั้นประชาชนแสดงความต้องการออกมาแบบนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงดำเนินการตามนั้น

หากรัฐบาลจะร่วมแก้ไขมันก็ง่ายและมองว่าน่าจะใช้เวลา 1 ปีถึง 1 ปีหกเดือนก็น่าจะเสร็จสิ้น ไม่ยาวนานนักและไม่เห็นด้วยหากต้องมีการออกกฎหมายใหม่เพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะขั้นตอนมีอยู่แล้ว ขอเพียงส.ส.และส.ว.มีความเห็นร่วมกันก็ดำเนินการได้

  “สมชาย” กล่าวว่า ก่อนเลือกตั้งและมาถึงวันนี้เจ็ดพรรคฝ่ายค้านเสนอเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพราะเป็นเหตุทำให้แพ้เลือกตั้ง คสช.สืบทออำนาจ และพรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพราะกติกาและกลไกรัฐธรรมนูญ และยังเป็นกลไกที่ทำให้ได้อำนาจรัฐธรรมนูญของไทยมียี่สิบฉบับในตอนนี้ ฝ่ายยึดอำนาจยกร่าง 14 ฉบับ ภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองยกร่างหกฉบับ โดยสองฉบับที่มีความเป็นประชาธิปไตยคือฉบับ พ.ศ.2517 และพ.ศ.2540

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคสช.เลือกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเอง และผ่านประชามติก่อนประกาศใข้ แต่ฝ่ายค้านบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสืบทอดอำนาจ

หากจะเสนอแก้ไขนั้นขั้นตอนมีมาก คือ ส.ส. 1 ใน 5 ลงชื่อ ต่อมาส.ส.และส.ว. 376 คนให้ความเห็นชอบ แต่พรรคอนาคตใหม่เสนอว่าต้องแก้ไขที่มาของส.ว.แบบนี้ส.ว.คงไม่ร่วมด้วย ต่อมาส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบ พรรคต่างๆเห็นชอบไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบ ส.ส.ของพรรคเห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ เสนอศาลรัฐรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและประชามติ จะพบว่าขั้นตอนต่างๆ มีมากและดำเนินการได้ยาก หากจะแก้ไขได้ง่ายส.ส.พรรครัฐบาลและส.ว.ต้องดำเนินการด้วย แต่มองแล้วเจ็ดพรรคฝ่ายค้านน่าจะเดินเกมติดล็อกและถึงทางตันที่อาจจะก่อวิกฤติได้

มองแล้วแก้ไขได้ยากและเจ็ดพรรคฝ่ายค้านคงถึงทางตันเพราะเจ็ดพรรคฝ่ายค้านเสนอ แบบนี้ส.ส.รัฐบาลก็ไม่เอาด้วยเหมือนกับส.ว.

 “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่าเกมนี้ที่เจ็ดพรรคฝ่ายค้านเริ่มต้นทำไมมอบให้พรรคอนาคตใหม่นำทัพและพรรคใดของฝ่ายค้านจะได้ประโยชน์

 “สมชาย” กล่าวว่า ต้องดูว่าประชาชนสนใจปัญหาปากท้องหรือแก้รัฐธรรมนูญมากกว่ากัน โพลล์หลายแห่งสะท้อนมาแล้วว่าประชาชนต้องการอะไรจากรัฐบาลก่อนกัน และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยสอบถามกลับมาเช่นกันว่าสิ่งใดเร่งด่วนกว่ากัน นโยบายรัฐบาลก็เขียนว่าศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงว่ารัฐบาลไม่เร่งรีบในเรื่องนี้

การเดินสายชักชวนประชาชนของพรรคอนาคตใหม่ต้องดูว่าจุดติดไหม

สองพรรคแกนนำของฝ่ายค้านคืออนาคตใหม่และเพื่อไทยได้ประโยชน์ทั้งคู่ เพราะหากแก้ไขได้ก็จะชนะเลือกตั้งง่ายขึ้น หากแก้ไม่ได้ต้องรอ ส.ว.ชุดนี้ทำงานจนหมดวาระคือห้าปี

เพื่อไทยเดินเกมในสภา อนาคตใหม่เดินสายนอกสภา เพราะพรรคฝ่ายค้านรู้ว่าใช้กลไกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้จึงเคลื่อนไหวนอกสภา คือเดินสายทั่วประเทศและใช้สังคมออนไลน์ช่วย โดยชักชวนประชาชนมาร่วมเพื่อให้เสียงประชาชนบีบส.ส.และส.ว.แบบเล่นเกมการเมืองและอาจใช้กระแสธงเขียวแบบปี 2540 ผลักดัน

 “บากบั่น” ตั้งคำถามว่าตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีปัญหากับรัฐธรรมนูญเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตน แบบนี้จะสะดุดหรือไม่

สมชายบอกว่า ต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป

ความท้าทายของรัฐบาลปริ่มน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายของรัฐบาลปริ่มน้ำ

12 สิงหาคม 2562 – 08:30 น.
รัฐบาลปริ่มน้ำ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สภาผู้แทนราษฎร,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 3,291 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกของการลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่ฝั่งรัฐบาลพ่ายแพ้ต่อฝ่ายค้าน ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 205 ต่อ 204 โดยเป็นการลงมติแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หัวข้ออำนาจหน้าที่ของประธานสภา ข้อ 9 ที่ระบุว่า “ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องวางตนเป็นกลาง”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพรรคเล็กร่วมรัฐบาลกว่า 5 พรรคประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ และไม่ร่วมโหวตกับฝั่งรัฐบาล จนนำไปสู่ผลการลงคะแนนดังกล่าวและกระแสฮือฮาที่คาดเดาไปถึงอนาคตของการเมืองไทย

อย่างไรก็ดีในทัศนะของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่าง ผศ.ดร. บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ รองคณบดี และอาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชื่อว่าสัญญาณรัฐบาลปริ่มน้ำมีมาตั้งแต่เริ่มต้นตั้งรัฐบาลแล้ว
“คำว่ารัฐบาลปริ่มน้ำเป็นมาตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลแล้ว เราเห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีความตั้งใจไม่ให้มีพรรคขนาดใหญ่เด็ดขาดในสภา มันก็น่าจะได้รัฐบาลแบบนี้แหละ พรรคขนาดกลาง พรรคเล็กพรรคน้อยได้ที่นั่งจำนวนมาก พอเปิดประชุมสภาถึงตอนโหวตแบบวันที่ 8 ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็เห็นภาพชัดขึ้นว่าเป็นรัฐบาลปริ่มน้ำจริง” อาจารย์บัณฑิตระบุ

อาจารย์บัณฑิตวิเคราะห์ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่ามีพรรคการเมืองร่วมด้วยมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือกว่า 20 พรรค จึงมิต้องสงสัยเลยว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหนในการประคับประคองพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติ
“การเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าเขาคงไม่คิดว่าพรรคอนาคตใหม่จะได้ที่นั่งมากขนาดนี้ มันเลยเบียดให้จำนวนที่นั่งพรรคฝ่ายค้านปัจจุบันสูสีกับพรรคร่วมรัฐบาล ตัวพรรคพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้มีที่นั่งถล่มถลายกินขาดผู้อื่น แต่นี่คือผลจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเขียนขึ้นมาเป็นแบบนี้ และผมคิดว่าเขาเองก็ลืมคิดไปว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เป็นความล้มเหลวของตัวเอง”

การลงคะแนนเสียงในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นเพียง “น้ำจิ้ม” และการประลองกำลังเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล หลังจากนี้เป็นต้นไปเพื่อการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝั่งรัฐบาลจะโหวตแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
“เรื่องโหวตวันที่ 8 เป็นเรื่องเล็กๆ ประเด็นแค่แก้ข้อบังคับการประชุม ถ้าโหวตเรื่องใหญ่กว่านี้แล้วรัฐบาลแพ้จะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ารัฐบาลแพ้จะต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ นี่หมายความว่าต่อจากนี้ ส.ส.พรรครัฐบาลห้ามขาดประชุม ห้ามสาย ห้ามลา ห้ามลุกไปเข้าห้องน้ำด้วย จะตึงเครียดแค่ไหน”

ในขณะที่ ส.ส. เองก็มีภาระความรับผิดชอบในการลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อสอบถามสภาพปัญหาในชุมชน และการหาคะแนนเสียงจากประชาชนเพื่อการเลือกตั้งในครั้งต่อไป แต่การถูกรั้งให้ต้องเข้าร่วมการประชุมสภาทุกครั้งเพื่อการโหวตให้รัฐบาลก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้อาจารย์บัณฑิตชี้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลหลักอย่างพรรคพลังประชารัฐยังถือว่าเป็นพรรคใหม่ ไม่มีความเป็นสถาบัน สมาชิกพรรคยังไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
“ทางรัฐศาสตร์เราใช้คำว่า Buffet Cabinet นักการเมืองในพรรคแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ทุกคนจะอ้างว่าขอเป็นหน่อยอย่างน้อยสักครึ่งสมัยก็ดี เป็นภาพที่เกิดขึ้นสำหรับฝ่ายรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่มีพรรคร่วมมาก สำหรับพรรคพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และจะมีสภาพเหมือนพรรคสามัคคีธรรมที่มีลักษณะคล้ายกันในสมัยปี 2535 ไหม ซึ่งก็สูญสลายไปแล้วเมื่อมีเหตุการณ์ทางการเมือง”
ทางออกของฝ่ายรัฐบาลในขณะนี้คือการสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาที่จับต้องได้และเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ขณะเดียวกันก็ควรหาทางออกร่วมกันกับสังคมและประชาชน ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่อย่างไร โดยการทำฉันทามติร่วม
อาจารย์บัณฑิตชี้ว่านับตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายครั้งเพื่อตอบโจทย์ผู้มีอำนาจซึ่งไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับเก่า อาทิ รัฐธรรมนูญปี 2540 เกิดขึ้นจากฉันทามติของภาคประชาชนที่รังเกียจความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาลผสมในอดีต นักการเมืองต้องมีการสังกัดพรรคจนทำให้เกิดนักการเมืองมืออาชีพ แต่ก็ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทย
“รัฐธรรมนูญไทยพยายามแก้ไขจุดอ่อนในอดีต ต่อมาปี 50 ก็ลดสัดส่วนส.ส. แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะก็มีการใช้อำนาจองค์กรอิสระเข้ามาจัดการ ส่วนปี 2560 ก็เกิดสภาพรัฐบาลแบบปัจจุบัน ตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับระบบธรรมชาติทางการเมือง ไม่ยอมสูญเสียอำนาจ และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปเรื่อยๆ ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จบแน่นอนเพราะสังคมไม่ได้มีฉันทามติร่วมกัน”
“เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ก็อิหลักอิเหลื่อแบบนี้ที่เห็น แต่นี่คือบทพิสูจน์ด่านสุดท้ายของเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 ว่าจะเป็นอย่างไร” อาจารย์บัณฑิตกล่าวทิ้งท้าย