แม่หลวงของแผ่นดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แม่หลวงของแผ่นดิน

12 สิงหาคม 2562 – 08:10 น.
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง,แม่หลวงของแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,158 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2562

กว่า 60 ปี ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินติดตามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยี่ยมเยียนราษฎรทั่วผืนแผ่นดินไทย ได้เห็นทุกข์สุขของประชาชนในพระองค์ และได้รู้ถึงปัญหาต่างๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการในพระราชดำริมากมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังสร้างความรู้ อาชีพ และรายได้ให้แก่ราษฎร ทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริย อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร ขณะที่ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล

โครงการป่ารักน้ำ เป็นพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จะหาวิธีการช่วยเหลือพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวไทยภูเขา บรรเทาวิกฤติการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง พระองค์รับสั่งว่า “ขาดน้ำ ทุกชีวิตสิ้นสุดทันที” การรักษาแหล่งน้ำไว้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของมวลสัตว์โลกทั้งหลายนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด น้ำนอกจากจะมีประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคกับคนแล้วยังมีประโยชน์กับระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าทุกชนิด เพราะเป็นการฟื้นฟูสภาพของป่าที่เสื่อมโทรม บริเวณของต้นน้ำลำธารให้กลับสภาพเป็นพื้นที่ดูดซับน้ำได้เหมือนเดิม ซึ่งการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าจะทำให้พื้นที่บริเวณป่าชุ่มชื้น อุดมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นการรักษาป่าและต้นน้ำลำธารของพื้นที่ป่าและบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดียิ่ง

 จากการทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ต.ส่องดาว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525 ด้วยการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแล บนพื้นดินที่พระองค์ท่านทรงซื้อและทรงเช่าพระราชทาน รวมทั้งพระราชทานเงินเดือนแก่ราษฎรผู้ยากจนที่เข้าร่วม ประสบความสำเร็จจนมีการขยายโครงการป่ารักน้ำออกไปในพื้นที่ใกล้เคียง และด้วยพระราโชบายของพระองค์ท่านที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า ทำให้เหล่าพสกนิกรทั่วทุกพื้นที่น้อมนำพระราชปณิธานมาสานต่อ โดยการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคให้เป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น มีการจัดพื้นที่แสดงพันธุ์ไม้นานาชนิดโดยขอพระราชทานพระราชานุญาตใช้พระนามของพระองค์ท่านเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  แม่ริม เชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาพรรณไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  สวนผึ้ง  ราชบุรี เป็นต้น

ประเทศไทยประสบภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งนับวันปัญหาเหล่านี้จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกและการบริหารจัดการของแต่ละประเทศ การที่เราจะดำเนินโครงการใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับแผนบริหารจัดการน้ำและป่าไม้ หากได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระองค์เป็นต้นทางของการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ก็จะยังประโยชน์แก่ทุกฝ่าย สมดังที่พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางคนอยู่กับป่าอันเป็นดั่งแสงสว่างนำทางให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักรู้ สร้างความสุขร่มเย็นแก่ราษฎร และไม่ก่อโครงการที่เป็นการเบียดเบียนทั้งคนและสภาพแวดล้อมใดๆ ในโอกาส 12 สิงหาคม อันเป็นวันมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจึงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแม่หลวงของแผ่นดินกับการเปล่งเสียงน้อมรำลึก “ทรงพระเจริญ”

หรือลุงตู่จะสะดุดขาตัวเอง! ทำรัฐบาลล่มเร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383251?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หรือลุงตู่จะสะดุดขาตัวเอง! ทำรัฐบาลล่มเร็ว

12 สิงหาคม 2562 – 07:40 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์
เปิดอ่าน 2,942 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

ประเด็นการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นปมที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล และ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มายอมรับวันหลังว่าเป็นความผิดพลาด พร้อมขอโทษ ครม.ทั้งคณะ และจะรับผิดชอบแก้ไขปัญหานี้เพียงผู้เดียว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตน ตามมาตรา 161 ความว่า “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนตลอดไป”

ขาดข้อความที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

รัฐธรรมนูญมาตรา 161 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุบทลงโทษในกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ว่า ครม.หรือนายกรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพไป หรือมีผลกระทบอย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและฝ่ายค้าน “ไปไม่ถูก” ว่าควรจะทำอย่างไร กล่าวคือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหาทางแก้ปัญหา ขณะที่ฝ่ายค้านซึ่ง “รุกไล่” นายกรัฐมนตรีอยู่ ก็หาช่องทางไล่ไม่ถูก

แต่เริ่มมีเสียงจากพรรคฝ่ายค้านและพรรคย่อยในรัฐบาล (ไทยศรีวิไลย์) โดย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกแล้วจัดตั้งรัฐบาลไปถวายสัตย์กันใหม่ การเรียกร้องของฝ่ายค้านนั้นพอเข้าใจกันได้ แต่การเรียกร้องของพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะเป็นพรรค 1 เสียง ก็สั่นสะเทือนเช่นกัน

มงคลกิตติ์ อ้างว่ารวบรวมพรรค 1 เสียงได้แล้ว 5 พรรค เพื่อถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านอิสระ ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นจริงจะทำให้เสียงสนับสนุนรัฐบาลเพียง 249 เสียง เกิด “สวิงโหวต” ของฝ่ายค้านอิสระ 5 เสียง จะมีผลต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลลุงตู่ทันที

ทว่าแกนนำพรรคพลังประชารัฐมั่นใจว่าเป็นเพียงข้ออ้างในการต่อรองตำแหน่งทางการเมืองของมงคลกิตติ์เท่านั้น เพราะขณะนี้มีการจัดโผ “ผู้ช่วยรัฐมนตรี, เลขานุการรัฐมนตรี, ที่ปรึกษารัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการ” จึงต้องเสียงดังเพื่อต่อรองตำแหน่งเหล่านี้ และมั่นใจว่าเป็นเสียงของมงคลกิตติ์เพียงคนเดียว ไม่ใช่ 5 พรรคเล็ก หรือ 10 พรรค (พรรคละ 1 เสียง) อย่างที่กล่าวอ้าง

แกนนำพรรคพลังประชารัฐยังมั่นใจการมีเสียง “งูเห่า” ในฝ่ายค้านที่มาสนับสนุนรัฐบาลเมื่อครั้งลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว 6 เสียง และจะเพิ่มเติม “งูเห่า” ให้เป็น 20 เสียงในการสนับสนุนการลงมติเมื่อผ่านกฎหมายสำคัญ เพราะการลงมติกฎหมายไม่ต้องเปิดเผยชื่อจึงเป็น “งูเห่าดำดิน” ที่ไม่เปิดเผยตัวได้

ทั้งประเด็นการถวายสัตย์และเสถียรภาพในคะแนนเสียงของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปว่าลุงตู่จะหาทางออกอย่างไร หรือนี่จะเป็นประเด็นสะดุดขาตัวเอง แต่ที่น่าตำหนิคือเป็นรัฐบาลที่แวดล้อมด้วยนักกฎหมายชั้นเซียนทั้ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีมือกฎหมาย “ชั้นอ๋อง” และดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีดีกรีกฎหมาย เป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังพา “ท่านผู้นำตกท่อ” ในมุมกฎหมาย ทั้งสองเซียนกฎหมายจะกู้ขึ้นจาก “ท่อที่ตกไป” ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ควรรับผิดชอบด้วย ไม่ควรลอยตัวอยู่ต่อไป

อาลัย พิธาร นักรบดาวแดง สู่บอดี้การ์ด สนธิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อาลัย พิธาร นักรบดาวแดง  สู่บอดี้การ์ด สนธิ

11 สิงหาคม 2562 – 18:10 น.
พิธาร พืชมงคล,สนธิ ลิ้่มทองกุล,พธม,สหายช่วง,โค่นระบอบทักษิณ,หน่อง พิธาร พืชมงคล,บอดี้การ์ด สนธิ,ธรรมศาสตร์,อาลัย พิธาร,ไพศาล พืชมงคล
เปิดอ่าน 16,775 ครั้ง

รายงานพิเศษ … อาลัย “พิธาร” นักรบดาวแดง  สู่บอดี้การ์ด “สนธิ” 

เช้าวันที่ 11 ส.ค.2562 “ไพศาล พืชมงคล” เลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้เขียนกลอนในนามปากกา “ศรีระโนด” โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความอาลัยต่อการจากไปของน้องชาย “พิธาร พืชมงคล” หรือ “หน่อง”

“อาลัยรักสหายช่วงคราล่วงลับ เป็นการดับหนักค่าดังภูเขา ชั่วชีวิตอุทิศเพื่อคนไทยเรา ทุกค่ำเช้าขอเป็นข้า ประชาชน”

พิธารหรือพิธาน เริ่มมีบทบาททางการเมืองเป็นที่รู้จักของผู้คน เมื่อเขาเข้าร่วมเคลื่อนไหวโค่นระบอบทักษิณ โดยรับหน้าที่หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

คนเสื้อเหลืองคงจำชายรูปร่างผอมดำ ใบหน้ามีหนวดเข้ม สวมหมวกยืนขนาบข้าง “สนธิ” ตลอดเวลา ช่วงที่มีการชุมนุมใหญ่ ปี 2549 และปี 2551 หลายคนเรียกเขาว่า “เสธ.หน่อง” 

มาจากระโนด

“พิธาร” มีพื้นเพเป็นชาว อ.ระโนด จ.สงขลา มีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ครอบครัวค้าขายอยู่ในตลาดระโนด  พิธารเป็นน้องชายคนรองจากไพศาล

ในฐานะพี่ชายคนโต ไพศาลมุ่งเรียนหนังสือจนจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 12

เริ่มทำงานครั้งแรกที่บริษัทสากลสถาปัตย์ของเกียรติ วัธนเวคิน แต่อยู่ได้ไม่นานถูกทาบทามจากประดิษฐ์ เปรมโยธิน ผู้ก่อตั้งสำนักงานทนายความธรรมนิติ

ต่อมา ภายหลังเมื่อประดิษฐ์ เสียชีวิตลงในปี 2520 ไพศาลซึ่งในเวลานั้นเป็นทนายความอาวุโสอันดับ 1 ในธรรมนิติเป็นผู้รับช่วงผู้ดำเนินงานต่อ “ธรรมนิติ” จึงเป็นเสาหลักให้ไพศาลและน้องๆ

สำหรับ “หน่อง-พิธาร” เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ช่วง 14 ตุลา 2516 หน่องจึงได้ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาหัวก้าวหน้า จัดตั้ง “พรรคประกายไฟ” เคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

สหายช่วง

หลัง 6 ตุลา 2519 “หน่อง” และเพื่อนนักศึกษา ได้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ภาคใต้ โดยสังกัดเขตงานสงขลา เขต 2 (อ.สะบ้าย้อย และ อ.นาทวี)

“หน่อง” มีชื่อจัดตั้งว่า สหายช่วง และในเขตงานนี้ ยังมีนักศึกษาปัญญาชน และกรรมกร เข้าร่วมจำนวนหนึ่ง อาทิ ยุค ศรีอาริยะ, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และแกนนำกรรมกรฮาร่า

เขต 2 สงขลา เป็นเขตงานพิเศษที่เชื่อมต่อกับขบวนการบีอาร์เอ็น จึงทำให้มีการจัดตั้ง “กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย” ขึ้นมา

ปี 2524 หน่องจึงคืนเมือง เหมือนนักศึกษาปัญญาชนอีกนับพันคน และเข้าเรียนต่อจนจบ

การ์ดเสื้อเหลือง

เมื่อเกิด “ปรากฏการณ์สนธิ” ปี 2549 ทั้งไพศาล และพิธาร ได้เข้ามาสนับสนุนการต่อสู้ล้มระบอบทักษิณ โดยพิธาร ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยให้สนธิ ลิ้มทองกุล

ต่อมา หน่องหรือพิธาร ได้ชักชวนมิตรสหายภาคใต้ขึ้นมาร่วมขบวนการคนเสื้อเหลือง ประกอบกับมีการจัดตั้ง “นักรบศรีวิชัย” จึงทำให้เขามักเข้าใจผิดว่า หน่องเป็นหัวหน้านักรบศรีวิชัย

ปี 2553 หน่องได้แยกตัวออกจากบ้านพระอาทิตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ โดยพี่ชาย-ไพศาล ได้ดึงไปเป็นกรรมการบริหารสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

หน่องหรือพิธาร ห่างหายจากเส้นทางการเมือง โดยไปทำธุรกิจที่เมืองจีน จนกระทั่งเขาเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

เละล้อมไทย “ปวิน” เฟคนิวส์ “ไฟเย็น” เงิบที่ปารีส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382957?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เละล้อมไทย “ปวิน” เฟคนิวส์ “ไฟเย็น” เงิบที่ปารีส

9 สิงหาคม 2562 – 10:07 น.
ระเบิด,กลุ่มไฟเย็น,ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์,แดงลี้ภัย,ม112,ล่าตัว ม112,กลุ่มสะไภ้ชาวบ้าน,ไฟเย็นไปฝรั่งเศส,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,แดงฮาร์ดคอร์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 9,428 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 9 ส.ค.62

********************

ระเบิดป่วนกรุงยังไม่คลี่คลาย การเมืองเรื่องปมถวายสัตย์ก็ถูกฝ่ายค้านดาหน้าถล่มเช้าเย็น เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ขบวนการปั่นกระแสโซเชียลระดมพลสาดใส่รัฐบาลลุงตู่ แบบไม่ยั้ง

กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในต่างแดนก็ฉวยจังหวะ “เขย่าขวัญ” อย่างกรณี “ปวิน” ที่เปิดแนวรบข่าวสาร ขยายผลการถูกทำร้ายให้เป็นเรื่องการเมือง

ป้ายสีรัฐทำ

นับแต่ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการและผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งพำนักอยู่ในเมืองเกียวโต ญี่ปุ่น ออกมาแถลงข่าวผ่านงานสัมมนาที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ว่าสาเหตุที่ต้องเร้นกายหายไปจากโซเชียล เพราะมีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายถึงห้องพักในอพาร์ตเมนต์ 

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากนั้นทีมงานของปวิน มีการตัดคลิปเผยแพร่ จึงกลายเป็นข่าวในวอชิงตันโพสต์ และสื่อต่างประเทศอีกหลายสำนัก โดยปวินพยายามจะชี้เป้าว่าต้นเหตุการทำร้ายเขานั้นมาจากการเมืองไทย

ล่าสุดปวินเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า คนร้ายฉีดสเปรย์ใส่เขาไม่ยั้ง รู้สึกเจ็บแสบตามผิวหนังเนื่องจากฤทธิ์ของสารเคมี หลังจากนั้นปวินบอกว่า คู่ชีวิตของเขาพยายามวิ่งตามผู้ก่อเหตุแต่หนีไปได้ และจำลักษณะการแต่งกายของผู้ก่อเหตุได้ว่าแต่งกายด้วยชุดดำทั้งหมด สวมหมวกไอ้โม่ง โผล่ให้เห็นแต่ตา

ปวินส่งภาพตำรวจมาตรวจสถานที่เกิดเหตุให้บีบีซีไทยเป็นสำนักข่าวแรก และพยายามชี้ว่าตำรวจญี่ปุ่นที่ทำคดีเขาไม่ใช่หน่วยที่ดูแลอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นหน่วยตำรวจต่อต้านก่อการร้ายสากล ภายใต้สำนักงานตำรวจประจำเกียวโต

ตำรวจตรวจที่เกิดเหตุ (ภาพบีบีซีไทย)

ตำรวจญี่ปุ่นสอบปากคำปวินกับคู่ชีวิต ชั่วโมง ตำรวจได้สอบสวนในทุกมูลเหตุ ทั้งอาชญากรรมที่มีสาเหตุจากความเกลียดชัง หรือด้านความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งปวินปฏิเสธว่า คู่ของเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีจากเพื่อนบ้านในตึกเดียวกัน เพื่อนบ้านให้การยอมรับบุคคลข้ามเพศ

อย่างไรก็ตามสถานทูตไทยในกรุงโตเกียว ได้บอกกล่าวกับนักข่าวบีบีซีว่า ยังไม่มีรายงานใดๆ เกี่ยวกับปวินจากทางการญี่ปุ่น 

สื่อนอกที่ได้ข่าวไปจากปวิน ต่างพุ่งเป้าไปที่ “การเมืองไทย” ต่างจากตำรวจญี่ปุ่นที่ให้น้ำหนักเรื่องส่วนตัว

เล่นดนตรีหาตังค์

วันที่ สิงหาคม 2562 “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ได้ใช้เพจ Junya Yimprasert แจ้งข่าวให้แฟนคลับวงไฟเย็นทราบว่า “ไฟเย็นพร้อมแล้วสำหรับการลงท้องถนนครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 แต่ในสถานที่ห่างจากประเทศไทยถึงเกือบ 6,000 ไมล์”

หลังหาที่พักได้ในปารีส ระหว่างรอคอยการได้รับสถานะผู้ลี้ภัย สมาชิกวงไฟเย็นจึงจำเป็นต้องหาทุนรอนเป็นค่าที่พักและค่าอาหาร “จรรยา” จึงเสนอให้พวกเขาแสดงดนตรีที่ลานรีพับลิก 

วงไฟเย็น จะเล่นดนตรีหาทุน

แต่ก่อนการแสดงดนตรี สมาชิกไฟเย็น คนคือ ช่อ ไฟเย็นจอม ไฟเย็นแยม ไฟเย็น และดีเจตีโต้ จะไปชูป้ายประท้วงที่หน้าสถานทูตไทยในกรุงปารีส กรณีผู้ลี้ภัยถูกอุ้มหายในประเทศเพื่อนบ้านถึง คน

นี่คือเกมเขย่ารัฐบาลประยุทธ์ ที่เซียนฝ่ายซ้าย “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ออกแบบให้ เพราะหลายครั้งที่จรัลเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็มีแค่ตัวเขากับอั้ม เนโกะ ไปถือป้ายโด่เด่อยู่สองคน

สมาชิกวงไฟเย็นถนัดในการเล่นดนตรีตามเวทีม็อบคนเสื้อแดง จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้จรัลและจรรยามี “เครื่องมือ” เคลื่อนไหวการเมืองในต่างแดน  

วณิพกพเนจร

การเดินทางมาถึงปารีสของกลุ่มวงดนตรีไฟเย็นได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจาก “แดงฮาร์ดคอร์” อย่างสะใภ้เสียงชาวบ้านโรส ลอนดอน และป้าวันเพ็ญ สวีเดน

สาเหตุหลักที่แดงกลุ่มนี้ไม่เอาไฟเย็นและแดงใต้ดินในลาวคือ การเที่ยวแบมือขอบริจาคเงินทองจากคนในยุโรปและสหรัฐ 

กลุ่มสะไภ้ชาวบ้านต้านไฟเย็น

สะใภ้เสียงชาวบ้าน” ได้โพสต์เฟซบุ๊กถามว่า “การเดินทางเข้ามาที่ประเทศฝรั่งเศสของวงดนตรีไฟเย็น ได้วีซ่าเดินผ่าน ตม.ฝรั่งเศสฉลุย ราวกับว่าพวกเขาได้พาสปอร์ตและวีซ่าถาวรแบบพลเมืองฝรั่งเศสแล้ว จึงทำให้พวกเขาเดินทางไปที่แห่งใดในฝรั่งเศสได้อย่างเสรี จะพักที่ใดก็ได้..จักต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เช่น วงไฟเย็นพวกเขาได้พาสปอร์ตชนิดใดจากประเทศใด มีกระบวนการจัดทำพาสปอร์ตปลอมหรือไม่ และถ้าเป็นพาสปอร์ตจริงของไทยพวกเขาเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว หรือวีซ่าทำธุรกิจกันแน่..”

กลุ่มแดงอียูตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าหากมาในฐานะผู้ลี้ภัยนั้น ทำไมไม่อยู่บ้านพักรับรองของกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส และหากเป็นวีซ่าพิเศษจากฝ่าย UNHCR ทำไมจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติติดตามปรนนิบัติรับใช้ นี่คือสิ่งที่ควรแสวงหาข้อมูลต่อไป”

สงครามโซเชียลคนกันเองดุเดือดเลือดพล่านและมีการสาวไส้ของ “จรัล” อย่างไม่ไว้หน้า

เด็กแว้น-บิ๊กไบค์ปัญหาระดับชาติ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382949?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด็กแว้น-บิ๊กไบค์ปัญหาระดับชาติ?

9 สิงหาคม 2562 – 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เด็กแว้น,บิ๊กไบค์
เปิดอ่าน 2,968 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

นาทีนี้จะมองข้ามเรื่อง ‘เด็กแว้น’ กับ ‘บิ๊กไบค์’ ไม่ได้เสียแล้วเพราะเกิดเรื่องราวใหญ่โตขนาด ผบ.ตร.ลงมือเล่นเองเพราะปกติจะไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้สักเท่าไร

แสดงให้เห็นว่าที่เป็น ‘ปัญหาระดับชาติ’ และมีคณะกรรมการว่ากันด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะทำให้สูญพันธุ์ไปเสียเลย

เรามองเรื่อง ‘เด็กแว้น’ ไปก่อนเพราะระยะหลังนี้มีการรวมกลุ่มปิดถนนแข่งรถกันแทบเอาเป็นเอาตายใครจะเดือดร้อนก็ช่างหัวมัน

‘เด็กแว้น’ เหล่านี้มักเป็นวัยรุ่น-วัยคะนอง ฐานะปานกลางหรือต่ำกว่า พอมีเรื่องถึงตำรวจพ่อแม่ผู้ปกครองก็เดือดร้อน

หันกลับมาดู ‘บิ๊กไบค์’ บ้าง ซึ่งระยะหลังนี้พวกบิ๊กไบค์ ซึ่งส่วนใหญ่ร่ำรวย รถที่ขี่เป็นจักรยานยนต์นำเข้ามีราคาแพงและบางทีก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มแก๊งควบบิ๊กไบค์เพื่อความสุขส่วนตัว

พวก ‘บิ๊กไบค์’ นี่พอเกิดอุบัติเหตุทีก็จะเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่งมีแนวคิดจะทำอย่างไร

ถึงกับจะเปิดคอร์สหรือหลักสูตรพิเศษหรือมีใบอนุญาตหรือใบขับขี่เฉพาะสำหรับบิ๊กไบค์

ดูเอาเถิดปัญหา ‘เด็กแว้น’ กับ ‘บิ๊กไบค์’ ไม่ธรรมดาเสียแล้ว !
อ๊อด เทอร์โบ


 เวนคืนมีปัญหา
 20 ปีกว่ายังค้างคา

ผมมีข้อร้องเรียนเรื่องที่ดินมาเพื่อไปช่วยเป็นสื่อกลางจัดการตามแต่เห็นสมควรว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ?

พ.ศ.2540 ที่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนคู่ขนานถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านใต้ (ทางหลวงหมายเลข 9) ตอนนั้น เจ้าหน้าที่ผู้เจรจาเรื่องการเวนคืนฯ ได้บอกแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนว่าจะมีการสร้างถนนคู่ขนานทางด่วนทั้ง 2 ฟากฝั่งให้ หลังการสร้างทางด่วนเสร็จ ปัจจุบันถนนคู่ขนานฝั่งซ้าย (จากถนนพระราม 2 ไปพระประแดง) มีถนนคู่ขนานยาวไปจนถึงถนนสุขสวัสดิ์เรียบร้อยแล้ว

ด้านขวามือมีการสร้างถนนคู่ขนานแบบฟันหลอ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านที่ดินของมารดาของผม ขาดช่วงแค่ประมาณ 1 กิโลเมตร เท่านั้น ที่ยังไม่สร้างถนนคู่ขนานให้ (บริเวณหลัก กม.ที่ 12-13 ของทางหลวงหมายเลข 9) ทำให้ถนนคู่ขนานฝั่งขวาจากถนนบางขุนเทียนชายทะเลไม่สามารถวิ่งตรงผ่านไปยังถนนพระราม 2 ได้

สำหรับส่วนที่ยังไม่มีการสร้างถนนคู่ขนานจุดนี้มีแปลนเพื่อการสร้างเป็นถนนคู่ขนานจากกรมทางหลวงเรียบร้อยแล้วและอยู่ห่างจากถนนพระราม 2 เพียงแค่ประมาณ 3 กิโลเมตร เท่านั้น ทำให้ครอบครัวของอีกหลายคนขาดการใช้ประโยชน์ในที่ดินมานานมากกว่า 20 ปี

จึงขอให้ช่วยดำเนินการแจ้งไปยังผู้รับผิดชอบได้ช่วยเหลือด้วยเถิด
สวัสดิ์ (ผู้เดือดร้อน)


ตอบ คุณ ‘สวัสดิ์’ ผู้เดือดร้อน
ผมเข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ถูกเวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะให้ค่าชดใช้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมเพราะเป็นผู้เสียสละและไม่รู้ว่าจะโดนเมื่อไร

ในกรณีของคุณนี่โดนเวนคืนมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า จึงขอให้มีการตรวจสอบด้วย

หรือหากจะมีการก่อสร้างติดขัดอย่างไรก็กรุณาแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ศูนย์ราชการสระบุรี
 มีความเป็นมาอย่างไร

มีเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับศูนย์ราชการสระบุรี ซึ่งอยากจะให้ทราบว่าประวัติความเป็นมาอย่างไร

ผมไปติดต่อราชการที่ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีหลังใหม่และขณะจะเดินกลับผ่านชั้น 1 ด้านหน้า เห็นป้ายอิงค์เจ๊ท ได้เข้าไปอ่านและถ่ายภาพไว้ก็อดที่จะตั้งข้อสังเกตในการเขียนประวัติ ดังนี้

เรื่องเดิมของศาลากลางจังหวัดหลังเก่า แต่พอเริ่มย่อหน้าที่ 2 เป็นต้นไป เห็นว่ายังขาดองค์ความรู้ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ของที่มาที่ไปของการที่จะได้มาซึ่งศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีหลังใหม่ ซึ่งอย่างน้อยควรจะรู้ว่า ใครเป็นผู้ริเริ่มให้มีการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรีหลังใหม่ ยุครัฐบาลสมัยใดเป็นผู้อนุมัติให้ความเห็นชอบให้มีการก่อสร้างศูนย์ แล้วทำไม เพราะเหตุใด จึงเป็นที่ดินราชพัสดุริมอ่างเก็บน้ำคลองเพรียวบริเวณปัจจุบัน

การประกาศจัดซื้อ-จัดจ้าง บริษัทรับเหมาก่อสร้างมาโดยวิธีใด ชื่อบริษัทอะไร ใช้เวลาก่อสร้างกี่วัน วิศวกรโยธาผู้รับผิดชอบเป็นใคร งบประมาณเท่าใด เป็นต้น และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการบริหาร-การบริการให้ประชาชนอย่างไร โดยส่วนราชการต่างๆ ได้มีการย้ายเข้าไปในศูนย์มาก-น้อยเพียงใด เพราะขณะนี้ยังไม่เกิดความสะดวกในการเข้า-ออก ถนนเก่าคับแคบ ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้างถนนจากเลี่ยงเมือง 362 แยกเข้าศูนย์ และยังจะสร้างคร่อมอ่างเก็บน้ำอีก ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปยังไม่ทราบถึงความชัดเจนเพราะขาดการประชาสัมพันธ์ แม้แต่พวกข้าราชการก็ยังไม่ทราบเช่นกัน

ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ ให้ถ้วนทั่วทั้งแนวรั้ว-ที่จอดรถกลางแจ้งเหล่านี้ ควรที่จะมีภาคประชาชน/ภาคสังคมได้เข้าไปมีบทบาท มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของเขาในทุกมิติ เพราะเขาเป็นผู้เสียภาษี ไม่ใช่รู้แต่เพียงที่อ้างว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจน ตลอดทั้งให้ประชาชนผู้เสียภาษีในบ้านเกิดเมืองนอนเขาได้รู้ถึงแนวทางการพัฒนาด้วย ผมจึงเขียนมาให้ทราบด้วยครับ
ประพล (สระบุรี)

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย7จว.ได้เวลาปฏิวัติรปภ.เขตเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย7จว.ได้เวลาปฏิวัติรปภ.เขตเมือง

9 สิงหาคม 2562 – 09:20 น.
ระเบิดเพลิง,มาตรการ รปภเขตเมือง
เปิดอ่าน 1,797 ครั้ง

ระเบิดเพลิงถล่มกรุงซ้ำรอย 7 จังหวัดได้เวลาปฏิวัติมาตรการ รปภ.เขตเมือง โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

เมื่อวันพุธที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบระเบิดเพลิงเพิ่มเติมที่ร้านไพโรจน์เบเกอรี่ ซึ่งเปิดเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้า แต่ยังใช้ชื่อเดิมที่เคยเป็นร้านขายขนม ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนราชปรารภ ใกล้สี่แยกประตูน้ำ แขวงทุุ่งพญาไท เขตพญาไท แต่ระเบิดไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี จึงเข้าไปเก็บกู้เอาไว้ได้ และเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากระเบิดเพลิงที่พบเพิ่มเติม ทำให้จนถึงขณะนี้สรุปได้ว่ามีการวางระเบิดเพลิงเอาไว้ถึง 7 จุดระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม ได้แก่ แผงค้าย่านประตูน้ำ 3 จุด, ห้างแพลทตินัมประตูน้ำ 1 จุด, ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นโซนจำหน่ายตุ๊กตา 1 จุด, ร้านจำหน่ายตุ๊กตาบนห้างสยามสแควร์วัน 1 จุด และล่าสุดคือร้านไพโรจน์เบเกอรี่ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการวางระเบิดป่วนเมืองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

รูปแบบของระเบิดคล้ายคลึงกันแทบทุกจุด คือ ใช้เพาเวอร์แบงก์สีขาวเป็นภาชนะระเบิดเพื่อพรางตา แต่ไส้ในถูกแกะออก แล้วใส่แผงวงจรระเบิด และไอซีไทม์เมอร์ เข้าไปแทน เชื่อมสายไฟกับแบตเตอรี่ หน่วงเวลาไว้ให้ระเบิดทำงานช่วงเช้าวันที่ 2 สิงหาคม โดยวัตถุระเบิดลักษณะนี้เป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดหนึ่ง มีสภาพเป็น “ระเบิดเพลิง” คนร้ายเลือกวางตามร้านขายเสื้อผ้าและตุ๊กตาผ้าซึ่งติดไฟง่าย หวังให้เกิดเพลิงไหม้หลายๆ จุดพร้อมกัน โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านสยามสแควร์ และประตูน้ำ ซึ่งเป็นย่านการค้า

ทั้งนี้ รูปแบบของระเบิดเพลิงที่ประกอบใส่เพาเวอร์แบงก์ เคยถูกใช้แล้วเมื่อครั้งเหตุการณ์ระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เมื่อวันที่ 10-12 สิงหาคม 2559 ทำให้เกิดเพลิงไหม้ร้านค้าและโกดังเก็บสินค้าในหลายจังหวัด โดยมีบางจุดที่ระเบิดไม่ทำงานด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นยังมีการย้อนไปถึงเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 ซึ่งเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สาขาเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ปรากฏว่าในคืนเดียวกันนั้นมีเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้าและร้านค้าอีกหลายแห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี และใกล้เคียง คาดว่าเป็นการลอบวางระเบิดเพลิงลักษณะเดียวกัน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยยุทธวิธีซ้ำเดิมหลายครั้ง ทำให้ล่าสุดหน่วยงานความมั่นคงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการแจ้งเตือนร้านค้า โดยเฉพาะร้านจำหน่ายเสื้อผ้า ตุ๊กตาผ้า และโกดังเก็บสินค้าที่ติดไฟง่าย ให้ตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้าน เพราะอาจมีบุคคลต้องสงสัยเข้ามาวางระเบิดเอาไว้แต่ไม่ระเบิด เบื้องต้นเน้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน

ส่วนมาตรการหลังจากนี้ จะรณรงค์และสนับสนุนร้านค้าเป้าหมายที่เป็น “กลุ่มเสี่ยง” ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด และตรวจสอบคนเข้าออก รวมทั้งตรวจชั้นวางสินค้าอย่างสม่ำเสมอ วันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อป้องกันการลอบก่อเหตุร้ายในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่คนร้ายนิยมนำมาใช้เพื่อสร้างสถานการณ์วินาศกรรมในเขตเมือง

“โดยมากบริษัท ห้างร้าน หรือห้างสรรพสินค้า ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลที่มีลักษณะแปลกๆ แต่งกายแปลกๆ ที่เข้า-ออกร้าน ฉะนั้นต้องประชาสัมพันธ์ให้เพิ่มความเข้มงวดเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา” แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุ

ขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องปรับแผนของตนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสถานที่ที่เป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น กองทัพ ทำเนียบรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาเน้นการป้องกันภายใน เช่น ควบคุมการเข้าออก แต่ไม่ได้วางมาตรการป้องกันนอกอาคาร นอกรั้วโดยรอบ และยังไม่มีการฝึกทักษะเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าตรวจซีซีทีวี หรือโทรทัศน์วงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนและกระตุ้นให้เกิดการยกระดับมาตรการในภาพใหญ่

อนึ่ง ในจุลสารความมั่นคงศึกษา ในโครงการความมั่นคงศึกษา สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ฉบับที่ 51 เรื่อง “ความมั่นคงเมือง” หรือ urban security ที่เขียนโดย ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุตอนหนึ่งว่า ความเชื่อเดิมที่ว่า “เขตเมือง” เป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด อาจไม่เป็นความจริงอีกต่อไป เพราะในทางตรงข้าม “เขตเมือง” จะกลายเป็นพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของรัฐบาลทุกประเทศในการระวังป้องกัน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่อย่างหนาแน่น เป็นศูนย์รวมของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มก่อการร้ายต้องการโจมตี เพื่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “เมือง” เป็น “เป้าหมายอ่อน” หรือ soft target ของการก่อการร้ายนั่นเอง

เนื้อหาในจุลสาร ยังได้เสนอมาตรการรักษาความปลอดภัยเมือง ซึ่งนอกจากจะมีการเพิ่มอุปกรณ์เฝ้าตรวจแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ตระหนักถึงความอ่อนไหวและความล่อแหลมในเรื่องนี้ด้วย

เพราะการป้องกันการก่อวินาศกรรม ก่อความไม่สงบ หรือก่อการร้าย ไม่สามารถใช้มาตรการของหน่วยงานภาครัฐได้เพียงลำพังอีกต่อไป !

อบรม’วัยคะนอง’..ป้องกันภัย’แว้นป่วนเมือง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382951?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อบรม’วัยคะนอง’..ป้องกันภัย’แว้นป่วนเมือง’

9 สิงหาคม 2562 – 09:17 น.
สายตรวจระวังภัย,เด็กแว้น
เปิดอ่าน 1,498 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

ปัญหาเด็กแว้นป่วนเมืองยึดถนนหลวงเป็นสนามประลองความเร็วแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในทางสาธารณะสะสมมายาวนาน ทำให้ “แม่ทัพสีกากี” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับสั่งเป็นนโยบายเข้มงวด ให้แต่ละโรงพักดำเนินการป้องกันปราบปรามให้หมดสิ้น หากพื้นที่ไหนปล่อยปละละเลยหัวหน้าสถานี ตั้งแต่ ผู้กำกับการ (ผกก.) ถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) ต้องรับผิดชอบถูกคาดโทษ

หลังนโยบายเด็ดขาดที่ ผบ.ตร.สั่งการออกมา สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ก็รับลูกสนองนโยบายทันที ด้วยการจัดโครงการ “อบรมป้องกันภัยจากการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ” โดยมี พ.ต.อ.ถาวร ดุลยวิทย์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อม พ.ต.อ.วีระยุทธ์ ประสานนามผกก.สภ.ไทรน้อย ที่วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี ต.ราษฎร์นิยม อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เพื่อให้ความรู้สร้างความเข้าใจด้านกฎหมาย บทลงโทษ ผลกระทบ พิษภัย ที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชน

พ.ต.อ.วีระยุทธ์ บอกว่า ทาง สภ.ไทรน้อย ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่ออบรมให้ความรู้แก่เยาวชนและนักศึกษาในกลุ่มเสี่ยง ปรับทัศนคติให้เยาวชนและนักศึกษาตระหนักถึงอันตรายและอัตราโทษของการแข่งรถในทางสาธารณะ ถือเป็นการป้องปรามกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางให้มีความรู้ความเข้าใจ เกรงกลัวต่อการทำผิดกฏหมาย ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงไปถึงผู้ปกครองด้วย หากปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนในความปกครองออกไปรวมกลุ่มแว้นป่วนเมือง ที่ผ่านมาหากถูกจับถูกดำเนินคดีแล้ว ศาลจะสั่งลงโทษด้วยการริบรถและเสียค่าปรับทุกคดี เพื่อไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนหรืออันตรายให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ อีก จึงขอเตือนไปยังกลุ่มเยาวชนที่คิดจะใช้ถนนหนทางเป็นสนามประลองความเร็วด้วยว่า ผลจากความคึกคะนองชั่วคราวจะไม่คุ้มเลยถ้าถูกจับดำเนินคดีขึ้นมา เพราะไม่ใช่แต่ตัวเองที่จะเดือดร้อน แต่โทษยังมีไปถึงผู้ปกครองอีกด้วย

ด้าน พ.ต.อ.ถาวร กล่าวเสริมว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่ของ ภ.จว.นนทบุรี เฝ้าระวังติดตามกลุ่มที่สนับสนุนส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มหรือนัดหมายมารวมตัวเพื่อไปแข่งขันรถบนทางสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นแอดมินจากเพจต่างๆ รวมไปถึงร้านที่ขายอุปกรณ์หรืออะไหล่ดัดแปลง ก็จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตาและเข้าไปขอความร่วมมือเป็นการป้องปรามก่อนในชั้นแรก แต่หากพบว่ายังมีลักลอบหรือไม่เคารพกฎหมายก็จะดำเนินการในขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ฝ่ายสนับสนุนเหล่านี้ไปยุยงส่งเสริมสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมหรือผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง

ขณะที่ นายธำรงค์ สว่างเดือน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี กล่าวว่า โครงการมีประโยชน์ที่จะทำความรู้ความเข้าใจกับเยาวชนและนักศึกษา ให้ตระหนักถึงสิทธิของการใช้รถใช้ถนนในทางสาธารณะ อัตราโทษตามกฎหมายที่จะทำให้ตัวเอง ครอบครัวหรือผู้ปกครองได้รับผลกระทบอย่างไร รวมไปถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากความประมาทและคึกคะนอง ซึ่งที่ผ่านมาทางวิทยาลัยก็มีมาตรการเข้มงวดกวดขันกับนักศึกษาที่ใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางมาเรียนอยู่แล้ว หากพบว่ามีนักศึกษาขับขี่รถจักรยานยนต์ที่แต่งซิ่ง ท่อดัง อุปกรณ์ไม่ครบ จะมีฝ่ายปกครองเรียกมาอบรมตักเตือนให้แก้ไข หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่อนุญาตให้นำรถเข้ามาในวิทยาลัยโดยเด็ดขาด

การแก้ไขปัญหาเด็กแว้นลำพังตำรวจกวดขันอย่างเดียวคงเห็นผลได้ยาก แต่หากได้ทั้งครอบครัวและโรงเรียนเอาใจใส่ก็คงเห็นผลได้ไม่ยากนัก..!!

กรรมการสอบคัดเลือกมอบบุคคลอื่นทำหน้าที่แทน..ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กรรมการสอบคัดเลือกมอบบุคคลอื่นทำหน้าที่แทน..ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9 สิงหาคม 2562 – 08:32 น.
กรรมการ,สอบคัดเลือก,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,กฎหมาย
เปิดอ่าน 1,317 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

พูดถึงเรื่องการสอบ… ผู้ที่มีอาชีพรับราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออาชีพอื่นๆ ที่อยู่ในองค์กรประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วล้วนต้องผ่านขั้นตอนของการสอบคัดเลือกมาด้วยกันแทบทั้งสิ้น เพียงแต่กระบวนการ ขั้นตอน หรือหลักเกณฑ์การคัดเลือกอาจจะแตกต่างกันไปตามประเภทขององค์กรนั้นๆ

และแน่นอนว่า…ในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการหรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องมีหลักเกณฑ์

การคัดเลือกที่ชัดเจนและต้องดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ ไม่อาจดำเนินการตามอำเภอใจ หรือจะทำอย่างไรก็ได้ ทั้งนี้เพราะหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นย่อมมีเหตุผลและเป็นไป เพื่อประสิทธิภาพในการสอบคัดเลือกบุคคล เพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งนั้นๆ

คดีนี้…ผู้ฟ้องคดีได้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อเป็นอาจารย์ ตามประกาศรับสมัครของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ซึ่งมีผู้มาสมัคร 2 ราย โดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครรายเดียวที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติและเป็นผู้มีสิทธิเข้าสอบ แต่ผลปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีสอบไม่ผ่าน !!

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการสอบ ได้ดำเนินการกระบวนการสอบโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนประกาศผลการสอบดังกล่าว และขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการดำเนินการสอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยประเด็นพิจารณาในส่วนประกาศชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยในคดีหมายเลขแดงที่ 392/2555 ว่าการจัดสอบดังกล่าวมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ ดังนี้

1.อธิการบดี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ สอบสัมภาษณ์ ประเมินผลและสรุปผลการคัดเลือกเพื่อนำเสนอต่อมหาวิทยาลัย จำนวน 5 ราย แต่คณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับมีมติแต่งตั้งบุคคลอื่นจำนวน 2 ราย ทำหน้าที่ในการออกข้อสอบและตรวจข้อสอบด้วย โดยที่คำสั่งของอธิการบดีมุ่งหมายให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง โดยไม่ได้ให้อำนาจในการที่จะมอบหมายบุคคลอื่นทำหน้าที่แทนได้ ทั้งนี้เพราะเจตนาในการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการนั้น ต้องเป็นผู้มีความรู้สามารถในระดับสูงหรือทรงคุณวุฒิไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ที่สมัครสอบคัดเลือก รวมทั้งต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นการเฉพาะตัวในการใช้ดุลพินิจออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบและสัมภาษณ์ การดำเนินการของคณะกรรมการดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่

2.ประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มอบหมายให้กรรมการอื่นทำหน้าที่รับผิดชอบการสอบแทนตนเองทั้งหมด ถือเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ขัดคำสั่งของอธิการบดีและขัดต่อเจตนารมณ์ของการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการดำเนินการสอบคัดเลือกดังกล่าว

3.ผู้ฟ้องคดีได้เข้ารับการทดสอบข้อเขียนในช่วงเช้าและในช่วงบ่ายเป็นขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์ คณะกรรมการได้มอบหมายกรรมการบางรายให้ทำการสอบสัมภาษณ์ โดยกรรมการผู้สอบสัมภาษณ์ไม่ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าห้องสอบตามที่กำหนดในประกาศ แต่กลับให้มาพูดคุยในสถานที่อื่น โดยนั่งคุยที่โต๊ะม้าหินอ่อน และไม่ได้สัมภาษณ์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์การทำงาน ประสบการณ์หรือข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการนำมาพิจารณาคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งดังกล่าว และยังใช้คำพูดในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ฟ้องคดีอย่างรุนแรง ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ในการสัมภาษณ์ที่ต้องการให้กรรมการทุกคนร่วมกันใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคัดเลือกบุคคล กรณีจึงถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิการบดีและเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในการสอบคัดเลือกดังกล่าว

เมื่อการดำเนินการสอบคัดเลือกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกาศผลการสอบคัดเลือกที่ประกาศให้ผู้ฟ้องคดีไม่ผ่านการสอบจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า ให้มหาวิทยาลัยดำเนินการสอบคัดเลือกใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด อันเป็นการคืนสิทธิการสอบคัดเลือกใหม่ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ประเด็นดังกล่าวยุติในศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยในส่วนของค่าเสียหายโดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับความเสียหายแก่สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด เนื่องจากมิได้แน่นอนว่าหากการดำเนินการสอบคัดเลือกเป็นไปโดยชอบผู้ฟ้องคดีจะได้รับการคัดเลือกหรือไม่ จึงไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.658/2561)

คดีนี้ศาลปกครองได้วางแนวทางการปฏิบัติราชการที่ดี…สำหรับกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ในการสอบคัดเลือกบุคคล ซึ่งต้องดำเนินการด้วยตนเองเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะตัวในการใช้ดุลพินิจร่วมกัน อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่กำหนดไว้ให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งในการสอบสัมภาษณ์ต้องมีเกณฑ์การวัดและการให้คะแนนที่ชัดเจนและดำเนินการในห้องสอบตามที่กำหนดในประกาศ มิอาจใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นใดก็ได้นะครับ !

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่… สายด่วนศาลปกครอง 1355 หรือสนใจอ่านบทความเรื่องอื่นๆ ได้ที่ http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

p34

“จรัล”คนตุลาอารมณ์ค้าง ฝังใจจำ “ปฏิวัติฝรั่งเศส”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จรัล”คนตุลาอารมณ์ค้าง ฝังใจจำ “ปฏิวัติฝรั่งเศส”

9 สิงหาคม 2562 – 07:52 น.
จรัล ดิษฐาอภิชัย,ชูธงทวนกระแส,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,ปฏิวัติฝรั่งเศส,คนตุลา
เปิดอ่าน 1,781 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว 

 พักนี้ ในกลุ่มผู้ลี้ภัยคดี 112 ในยุโรป มีการเปิดศึกวิวาทะระหว่างกลุ่มของจรัล ดิษฐาอภิชัย กับกลุ่มโรส ลอนดอน โดยจรัลเองตกเป็นเป้าโจมตีจากกลุ่มโรสอย่างรุนแรง ด้วยถ้อยคำหยาบคาย และล่วงล้ำเรื่องส่วนตัวของเขา

          ดังที่ทราบกัน “จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เป็นพลเมืองชาวฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2561 เขาจึงทำหน้าที่ประสานงานช่วยเหลือ “คนเสื้อแดง” ที่ลี้ภัยอยู่ในลาว และกัมพูชา 

ด้วยความเป็นนักคิด นักจัดตั้ง จรัลจึงพยายามสร้างองค์กร “แนวร่วมขบวนการเสรีไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นสช.) และยังสวมหมวกผู้ประสานงาน “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ประจำยุโรป ช่วงปี 2557-2558

แม้องค์กรดังกล่าวข้างต้น จะไม่มีอยู่แล้ว แต่จรัลยังไม่ยอมถอย พยายามรวบรวมคนลี้ภัยให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านการสืบทอดอำนาจของกลุ่มประยุทธ์

“จรัล” เป็นคนพัทลุง เรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นใกล้เคียงกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มอิสระที่ชื่อ “สภาหน้าโดม” ซึ่งโด่งดังมากในยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516

ระหว่างปี 2517-2519 จรัลได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รับผิดชอบการจัดตั้งเยาวชน นิสิตนักศึกษาในเมือง จรัลเป็นคนที่สัตย์ซื่อต่อลัทธิมาร์กซ์เลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง

กลุ่มไฟเย็นและจรัล

หลัง 6 ตุลาคม 2519 จรัลเข้าป่าทางเขตงานฐานที่มั่นเขาค้อ-หินร่องกล้าไปได้สัก 1 ปี ในปี 2521 ก็ถูกพรรคส่งไปนำเพื่อนฝูงโดยมีตำแหน่งเป็นถึงหัวสำนัก 61 แห่งฐานที่มั่น ภูพยัคฆ์ จ.น่าน

สำนัก 61 ภูพยัคฆ์ เป็นศูนย์รวมปัญญาชนปฏิวัติไทย การที่จรัลได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนัก ย่อมบ่งชี้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจของคณะกรรมการกลาง พคท.

ปี 2527 จรัลหอบความผิดหวังต่อการปฏิวัติไทย กลับลงมาจากภูพยัคฆ์ น่านเหนือ และไปเรียนต่อปริญญาโทประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ช่วงนั้น จรัลอยู่ฝรั่งเศสพร้อมเมีย-ลูก โดยหาทุนเรียนปริญญาโท ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ความพ่ายแพ้ของการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย” โดยมีที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เป็นอดีตคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส

จากนั้นเขาพยายามเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยปารีส 1 ซอร์บอน เพราะอยากอยู่ฝรั่งเศสต่อ แต่สอบไม่ผ่าน ลึกๆ แล้ว จรัลต้องการเรียนปรัชญาการเมือง และเรียน D.E.A. ทางประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปารีส โดยมีวัตถุประสงค์เรียนวิชาประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส เขาใช้เวลา 2 ปี ศึกษาค้นคว้าอยู่ในห้องสมุดของสถาบันศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศส

          หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จรัลในนามปากกา “อภิชัย ภราดร” ลงมือเขียนเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ได้จัดพิมพ์ “การปฏิวัติฝรั่งเศส..จากวันยึดคุกบาสตีล ถึงวันสถาปนาสาธารณรัฐ” ออกมา 2 เล่ม

ซากคุกที่เหลือแค่อิฐสองแถว

ฉะนั้น เมื่อกลุ่มวงดนตรีไฟเย็น เดินทางจากลาวถึงปารีส จรัลจึงพาไปชมคุกบาสตีล โดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ ได้บันทึกไว้ในเฟซบุ๊กว่า “มาปารีสทีไร แล้วชอบให้พี่จรัลพามาที่นี่ ซึ่งเป็นแถวอิฐไม่กี่ก้อน ที่เป็นร่องรอยของคุกบาสตีล ที่เก็บไว้ให้เป็นสัญลักษณ์หลังจากสร้างรถไฟ”

คุกบาสตีลถูกสร้างในปี ค.ศ.1370 และเป็นคุกที่พระเจ้าหลุยส์สร้างไว้เพื่อกักขังคนที่เป็นปฏิปักษ์หรือเป็นศัตรูกับราชวงศ์ วันที่ 14 กรกฎาคม 1789 กองกำลังประชาชนติดอาวุธที่โกรธแค้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเนตต์ ได้พากันบุกคุกบาสตีล และทุบทำลายคุกบาสตีลทิ้ง

          อิฐสองแถวเป็นร่องรอยเดียวที่เหลือเอาไว้รำลึกการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งวันนี้ จรัลยังฝันถึงการปฏิวัติ…ฝันนั้นตกค้างมาจากภูพยัคฆ์ ฐานที่มั่นใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 

ยุติข่าวปลอม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382939?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุติข่าวปลอม

9 สิงหาคม 2562 – 07:21 น.
ยุติข่าวปลอม,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรรคการเมือง
เปิดอ่าน 1,275 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2562

  ปมข่าวปลอมที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์จนเกิดความสับสนในหลายกรณีนั้น แม้รัฐบาลที่แล้วจะมีกฎหมายและมาตรการจัดการผู้ที่ดำเนินการปล่อยข่าวปลอมอย่างเด็ดขาด และมีการลงโทษไปแล้วหลายกรณี แต่วันนี้ข่าวปลอมยังดำเนินอยู่ และบางกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจนถึงขนาดต้องแจ้งความเอาผิดกันแล้ว ขณะเดียวกัน ส.ส.เหล่านั้นยังให้ข่าวแก่สื่อมวชนตอบโต้ท้าทายกันไปมาจนหลายฝ่ายไม่สบายใจกับการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย

 มาถึงตรงนี้คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสาดโคลนใส่กันของบรรดา ส.ส.ดังกล่าวเปรียบสมือนการ “ขว้างงูไม่พ้นคอ” เพราะต้องไม่ลืมว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” คือผู้เข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ดูแลทุกข์สุขของประชาชนและเสนอปัญหาไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไข แต่เมื่อ ส.ส.บางคนดันมากระทำการฝ่าฝืนตัวบทกฎหมายเสียเอง จึงดูเป็นเรื่องไม่งามนัก

ภาพ ส.ส.หญิงจากพรรคฝ่ายค้าน และพรรคการเมืองฟากรัฐบาล วิ่งแจ้นขึ้นโรงพักฟ้องร้องเอาผิดกันไปมาอย่างดุเดือด ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และการทำงานของพรรคการเมืองต้นสังกัดโดยตรง และที่สำคัญประชาชนจะรู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามด้วยความเอือมระอาว่า พวกคุณกำลังทำอะไรกันอยู่ เพราะในสภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยข่าวปลอม และการสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองไม่เว้นแต่ละวันเช่นนี้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลประเทศชาติให้ปราศจากสิ่งเลวร้ายด้านต่างๆ ไม่ใช่พาตนเองลงสนามกลายเป็นต้นตอของข่าวเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นเสียเอง

 แม้ความผิดที่เกิดขึ้น จะเป็นการกระทำและจิตสำนึกส่วนบุคคล แต่หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือผู้ใหญ่ของพรรคที่ ส.ส.สังกัดอยู่ ควรอบรมมารยาทและพฤติกรรมของสมาชิกพรรคตัวเองให้อยู่ในกรอบจริยธรรมที่ถูกต้อง อย่าประพฤติตนในเชิงสร้างความเสื่อมเสีย ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพเสียงที่ประชาชนไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่ในและนอกห้องประชุมรัฐสภา เพราะเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ ส.ส.ได้รับนั้นคือภาษีที่คนไทยจ่ายให้

ส.ส.ควรเป็นแบบอย่าง ด้วยการยุติการสร้าง การกระพือ การแสดงความเห็น การส่งต่อหรือการปล่อยข่าวปลอมออกมาสู่สังคม และที่สำคัญต้องไม่จงใจพาตนเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดังกล่าวเพียงเพื่อต้องการให้ได้รับการกล่าวถึงในสังคม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาอาจส่งผลร้ายต่อคนรอบข้าง และประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง เพราะข่าวปลอมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตและวันนี้สร้างรอยแผลมากมายให้สังคมมาแล้ว…หยุดเถอะ อย่าใช้วิธี “ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า” สุดท้ายเมื่อตกลงมามันก็เปรอะเปื้อนเลอะหน้าตนเอง…!