ทุบ’ความมั่นคง’เขย่าขา “บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382813?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุบ’ความมั่นคง’เขย่าขา “บิ๊กตู่”

8 สิงหาคม 2562 – 13:20 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,วางระเบิด,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ความมั่นคง,ชายแดนใต้
เปิดอ่าน 1,760 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง โดย… พลสุ่มยิง

ไม่ว่ามูลเหตุจูงใจการลอบวางระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม จะมีปัจจัยมาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเมือง หรือเชื่อมโยงกันทั้งสองส่วนและใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคงต้องรอ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สอบสวนหาข้อเท็จจริงกันต่อไป

แต่ที่น่าสนใจการก่อเหตุครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่สัญลักษณ์แห่ง ‘ความมั่นคง’

ต้องยอมรับว่าตลอด 5 ปี ‘ความมั่นคง’ คือผลงานที่โดดเด่นและเห็นเป็นรูปธรรมจนกลายเป็น ‘จุดแข็ง’ ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เปรียบเสมือน ‘เสาหลัก’ ในการบริหารประเทศและน่าจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กลับเข้ามาบริหารประเทศอีกสมัย

‘งานความมั่นคง’ ไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับงานด้านการทหารและการรักษาอธิปไตยแล้วยังครอบคลุมถึงมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และด้านต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) กระทรวงกลาโหม กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สมช.) และอื่นๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญผลักดันให้การบริหารงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1 เดินหน้าไปด้วยดีเช่นเดียวกับในห้วง 5 ปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเมื่อ ‘เสาหลัก’ สำคัญนี้ถูกสั่นคลอนด้วยระเบิดหลายจุดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกระนาด ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว สังคม การเมือง แม้แต่เสถียรภาพของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ถูกสั่นคลอน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของคนภายในประเทศและต่างชาติ ในเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และเป็นปีที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน

โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สมัยที่ยังควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้เรียกประชุมส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยและการจราจรเพื่อรองรับการประชุมระดับนานาชาติที่จะมีขึ้นในประเทศไทยตลอดปี 2562 โดยกำชับให้นำบทเรียนกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงเคยบุกล้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่ จ.ชลบุรี เมื่อปี 2552 มาเป็นกรณีศึกษา

“เชื่อมโยงกันได้หมด หากไปไล่ดูรายละเอียดจะเห็นว่านักการเมืองหลายคนมีบทบาทในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกลุ่มที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งคนหน้าเก่า หน้าใหม่ ก็พอสันนิษฐานได้ว่าเป็นใคร แต่การเอาผิด ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานจะสาวไปถึงคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะเขาก็รู้ขั้นตอนกระบวนการสืบสวนสอบสวนดี เรามีทีมเป็นทหารและตำรวจ ในขณะที่เขาก็มีเหมือนกัน ส่วนมูลเหตุยังไม่รู้จุดประสงค์แน่ชัด แต่เป้าหมายคือหน่วยงานความมั่นคงทั้งปวง” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

หลังการเข้าถวายสัตย์รัฐบาลชุดใหม่ ‘คสช.’ ก็สลายตัวไปพร้อมๆ กับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) กลับเข้ากรม กอง ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา การดูแลพื้นที่ทั้งหมดจึงตกไปอยู่ ‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ และใช้กฎหมายปกติในการบังคับใช้ แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ‘พล.อ.ประยุทธ์’ และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุลอบวางระเบิด

‘กระทรวงกลาโหม’ ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการก่อเหตุครั้งนี้ แต่เนื่องจากมีที่ตั้งบนพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและบริเวณรอบๆ ติดต่อกับสถานที่สำคัญหลายแห่งการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด ระเบิดจึงไปตกที่เป้าหมายรองอย่าง ‘สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม’ ถนนศรีสมาน ตำบล บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่มีมาตรการดูแลไม่เข้มงวดเท่า

เช่นเดียวกับ ‘กองบัญชาการกองทัพบก’ ถนนราชดำเนิน ก็อยู่ในแผนการก่อเหตุ แต่ด้วยระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีการลาดตระเวนทั้งชุดจักรยานและชุดเดินเท้ารอบๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งผลให้ ‘กองบัญชาการกองทัพไทย’ มีที่ตั้งติดต่อกับศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดเข้าออกได้หลายเส้นทางได้รับผลกระทบ

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้แจ้งเตือนไปยังหน่วยทหารทั่วประเทศให้เข้มงวดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยที่ตั้งหน่วยทหารการจัดชุดลาดตระเวน การตรวจค้นยานพาหนะและบุคคลเข้าออกภายในหน่วยทุกคันและเน้นย้ำกำลังพลให้ตื่นตัว ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

สอดคล้องกับ ‘กองบัญชาการกองทัพไทย’ สั่งยกระดับการดูแลที่ตั้งหน่วยจัดชุดเคลื่อนที่ลาดตระเวนทั้ง 24 ชั่วโมงพร้อมประสานหน่วยราชการที่มีที่ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการทั้งหมดในเรื่องรักษาความปลอดภัยร่วมกันเฝ้าระวังบุคคลที่น่าสงสัยรวมไปถึง กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เน้นย้ำกำลังพลปฏิบัติตามระเบียบรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

การบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลทหารจนมาสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบ ‘ประชาธิปไตย’ ของ พล.อ.ประยุทธ์  เป้าหมายคือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศไทยในทุกด้าน ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และการบริหารราชการแผ่นดินโดย ‘ความมั่นคง’ เป็นปัจจัยหลักทำให้ทุกอย่างก้าวไปข้างหน้า

แต่ในวันนี้ ‘ความมั่นคง’ กำลังถูกท้าทายจากคนบางกลุ่ม ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ในฐานะกำกับดูแลทั้งตำรวจ-ทหาร จะสามารถกู้ศรัทธาความเชื่อมั่นด้วยการกระชาก ‘ไอ้โม่ง’ อยู่เบื้องหลังมารับโทษได้หรือไม่? เป็นเรื่องต้องติดตาม

ระเบิดกลางกรุง ท้าทาย”บิ๊กตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ระเบิดกลางกรุง ท้าทาย”บิ๊กตู่”

8 สิงหาคม 2562 – 12:20 น.
บิ๊กตู่,ระเบิดกลางกรุง,กระดานความคิด
เปิดอ่าน 1,450 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… ร่มเย็น 

ระเบิดที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดกลางเมืองและสถานที่สำคัญๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหมดถึง 14 จุด ถึงตอนนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า  คนร้ายมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่า กลุ่มที่เข้ามาก่อเหตุมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าว ที่ว่า ตัวการสำคัญคือ นายอาแบ เป็นหัวหน้าคนร้ายที่วางระเบิด ถูกจับได้บริเวณตะเข็บชายแดนภาคใต้ ก่อนหลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยนายอาแบ เป็นคนที่นำระเบิดไปให้สองคนร้ายวางที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

ส่วนสาเหตุในการวางระเบิดครั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่ โดยทางการมีการตั้งไว้หลายประเด็นด้วยกัน

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บอกว่า สาเหตุเพราะต้องการทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล เนื่องจากเกิดเหตุในช่วงที่บ้านเมืองมีผู้นำต่างประเทศมาประชุมงานด้านการต่างประเทศ และ ผบ.ทบ.ได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า เหตุการณ์ระเบิดแบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนที่ประเทศเราเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ที่พัทยา, ที่ จ.ภูเก็ต และที่หัวหิน

อย่างไรก็ตาม มีคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับช่วงนี้ที่ทางการรุกหนักที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่มีการบุกไปจับกุมตัวคนถึงในบ้าน จึงมีการตอบโต้กลับ เพื่อให้เห็นว่า “คุณเล่นผม ผมก็เล่นคุณได้”

และที่ผ่านมา ก็มักเกิดเหตุในลักษณะนี้ว่า เวลาใดที่ทางบ้านเมืองเข้ม เคร่งครัด กวดขัน ในการดูแลจังหวัดชายแดนใต้ ก็จะมีระเบิดเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่ใช่ที่กรุงเทพฯ เท่านั้น

การลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.ยะลา เมื่อวานนี้ (7 ส.ค.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ถูกจับตามองว่า อาจเป็นผลมาจากเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เพราะว่าที่จริง นายกฯ ไม่ต้องลงไปด้วยตัวเองก็ได้

ซึ่งนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการไป จ.ยะลา ว่า เป็นพื้นที่สำคัญที่ชาวบ้านวิตกกังวลในเรื่องของวันฮารีรายอ ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ซึ่งปกติก็มีการเข้มงวดอยู่ตลอดเวลา แต่ช่วงวันดังกล่าวก็จะต้องเข้มงวดมากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่น่าจะมี “นักการเมือง” เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะทุกวันนี้ “นักการเมือง” ต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในสภาวะอย่างที่เป็นอยู่ คือ มีการเลือกตั้ง กลับคืนสู่ประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ก็มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้วิธีการรุนแรงอย่างเช่นระเบิด เพราะวิธีการดังกล่าว มีแต่จะทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะไม่ปกติอีกครั้ง และ “อำนาจพิเศษ” ก็จะกลับมา

“ในอดีตทุกครั้งที่ใกล้ปีงบประมาณ จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะรูปแบบนี้ เพื่อให้ได้งบเกี่ยวกับความมั่นคง แต่วันนี้คงไม่ใช่แล้ว”

แต่มีประเด็นที่น่าสนใจว่า อาจเกี่ยวข้องกับกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ควบอำนาจความมั่นคงอย่างชนิดเบ็ดเสร็จ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดูทหาร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงมีการ “ลองของ” ท้าทายอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างการวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เกิดขึ้นก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ  (ก.ตร.) ที่ สตช. เพียงวันเดียว

อีกทั้งหากมองย้อนไปในช่วง “รัฐบาล คสช.” สิ่งที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากที่สุด ก็คือ การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แทบไม่มีม็อบ หรือเหตุระเบิดทำนองนี้ห่างหายไปนาน

แต่เมื่อมาถึงตอนนี้เกิดเหตุระเบิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ก็จะถูกมองว่า ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้เหมือนเดิม ความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่องการรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยที่เคยมีมาแต่เดิม ก็ถูกสั่นคลอน

และเมื่อใดที่ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” ถูกมองว่า ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ก็แทบไม่มีค่าเหลืออยู่เลย เพราะจุดเด่น จุดแข็งที่สุดถูกทำลายลงเสียแล้ว เพราะแม้ว่าปัจจุบัน คสช.จะหมดอำนาจไป และไม่มีมาตรา 44 แล้ว แต่ความสงบเรียบร้อยก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้คนอยู่

ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ดึงอำนาจทั้งทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ มาดูเอง และเป็นหัวหน้าดูเศรษฐกิจเองด้วย แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์อยากนั่งกลางใจและเป็นความหวังของผู้คน แต่ถ้าวันนี้ความสงบเรียบร้อยที่เคยควบคุมได้หายไป เกิดเหตุความไม่สงบขึ้น ก็จะทำให้่เศรษฐกิจแย่ลงอีก แล้วถ้ารัฐบาลกู้ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ รัฐบาลชุดนี้ก็หมดเครดิต

ดังนั้นไม่ว่าระเบิดจะเกิดจากสาเหตุใด แต่เสียงระเบิดก็ได้ดิสเครดิตผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยสร้างในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ไปแทบหมดแล้ว

หนทางที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ก็คือ การติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุให้ได้ อย่าให้เรื่องนี้หายเงียบไป ซึ่งตามข่าวคนร้ายมีทั้งสิ้น 15 คน ตอนนี้ก็ได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หลายคนแล้ว ถือว่ารัฐบาลกำลังเดินมาถูกทางแล้ว

แต่ที่สำคัญ คนร้ายที่จับได้จะต้องไม่ใช่ “แพะ” แต่ต้องเป็นคนร้ายตัวจริง

เศรษฐกิจไม่ดี…ไม่ดีจริงหรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เศรษฐกิจไม่ดี…ไม่ดีจริงหรือ

8 สิงหาคม 2562 – 12:15 น.
เศรษฐกิจ,รัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,096 ครั้ง

โดย…  ธนรัตน์ ยงวานิชจิต dhanarat333@gmail.com

บรรยากาศแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อ 25-26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีทั้งความเคร่งเครียดสลับเสียงฮาแบบไทยๆ แทรกอยู่ด้วย หาดูได้ยากในรัฐสภาชาติอื่น ทั้งๆ ที่เป็นการประชุมอภิปรายเรื่องเคร่งขรึมเกี่ยวกับอนาคตของชาติบ้านเมือง แต่โดยที่คนไทยมีจิตใจเบิกบานอยู่เป็นปกติวิสัยมาช้านาน ในขณะยอมรับอนิจจังเป็นสัจธรรมแห่งชีวิต เราจึงมีอุปนิสัยใจคอแบบ “คนขี้เล่น” (Playfulness) และมี “ยิ้มสยาม” (Siamese Smiles) ติดอยู่ที่ริมฝีปาก รวมทั้งมีสมองฉับไวพร้อมแสดงมุกตลกคลายเครียดและเฉลยคำตอบของโจทย์ยาก/ง่ายได้ตามแบบฉบับไทยแท้

ตลอดสองวัน ฝ่ายค้านได้อภิปรายถึงเรื่องการครองชีพแร้นแค้นของปวงชน โดยสรุปว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายผิดพลาดของ “รัฐบาลประยุทธ์ 1” ที่ทำให้ เศรษฐกิจไม่ดี…ไม่ดีจริงหรือ? จริงๆ แล้ว “เศรษฐกิจ” ทำร้ายใครไม่เป็น แต่ที่ “เศรษฐกิจไม่ดี” ก็เพราะ “เศรษฐกิจ” ถูกคนทำปู้ยี่ปู้ยำ โดยทำกับ “ปัจจัยทุน” ในวิถีทางทำลายมากกว่าเสริมสร้างเศรษฐกิจ

สมัย “ยุคหิน” ราวสี่หมื่นถึงหนึ่งแสนปีก่อน เมื่อบรรพชนเรายังเป็น “มนุษย์ถ้ำ” อยู่ “ก้อนหิน” ในครอบครองคือ “ปัจจัยทุน” ที่ใช้ทำประโยชน์ได้ ยิ่งมี “ก้อนหิน” มากก็ยิ่งมี “ปัจจัยทุน” มาก หากชาวมนุษย์ถ้ำใช้ก้อนหินเหล่านี้เป็นอาวุธก้าวร้าวผู้อื่น ก็เป็นการใช้ “ปัจจัยทุนแบบสามานย์” แต่หากใช้ก้อนหินเหล่านี้เป็นวัตถุช่วยเหลือผู้อื่น อาทิ แบ่งปันให้ใช้ล่าสัตว์หาเลี้ยงชีพ ก็เป็นการใช้ “ปัจจัยทุนแบบยั่งยืน”

“ทุนนิยม” (Capitalism) ที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ คือ “ปัจจัยทุน” ที่เราใช้แบบก้าวร้าวเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น จน “เศรษฐกิจ” กลายเป็น “เศษกระดาษ” หรือ “เศรษฐกิจไม่ดี” ส่งผลให้เราสามัญชนทั้งหลายต้องไล่ล่าหาเงินเลี้ยงชีพกันหัวหกก้นขวิด หันหน้าทะเลาะวิวาทเข่นฆ่ากันด้วยเรื่องเงินทองแบบไม่เลือกเฟ้นใบหน้า เป็นทุกข์หนักหน่วงกับปัญหาสุขภาพ มีหนี้สินแบบ “ดินพอกหางหมู” ตลอดจนเงินในมือที่หดหายไปกับ “เศรษฐกิจรีดเลือดปู”

นอกจากนี้ “ทุนนิยม” (Capitalism) ยังเป็น “ปัจจัยทุน” ที่กฎหมายบ้านเมืองรองรับให้ผู้เป็นเจ้าของ มีสิทธิ์ถือครองที่ดินและใช้ทรัพยากรต่างๆ เป็นเงินทุนทำกำไรได้โดยเสรี คือ โดยปราศจากเงื่อนไขให้ทำกำไรเฉพาะในวิถีทางที่ธำรงรักษาไว้ซึ่งศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม และระบบนิเวศ ดังนั้น “ทุนนิยม” (Capitalism) จึงมีธาตุแท้ของ “ทุนนิยมสามานย์” อยู่เต็มตัว

ทว่า จักรวาลเราก็มี “กฎแห่งความสมดุลชอบธรรม” อยู่เต็มตัวมาราว 13.8 พันล้านปีแล้ว

บนพื้นพิภพนี้ เรามีนักเศรษฐศาสตร์โด่งดังท่านหนึ่ง ชื่อ ดร.อี เอฟ ชูมาร์เชอร์ ท่านเขียนไว้ในหนังสืออมตะชื่อ “จิ๋วคือแจ๋ว” (Small is Beautiful, 2516) ว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) เทิดทูนแต่ “รายได้มวลรวมประชาชาติ” (Gross National Product) ซึ่งบ่งบอกแต่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจชาติ โดยไม่ยี่หระกับปัจจัยสำคัญยิ่งของมนุษยชาติ อาทิ จริยธรรม ระบบนิเวศ หรือสุขภาพจิต อีกทั้งไม่ยี่หระกับความจริงที่ว่า “ปัจจัยธรรมชาติ” ที่ถูกปัจจัยทุนนี้ตักตวงจากระบบนิเวศอย่างไม่จำกัดนั้น มีอยู่จำกัดตายตัว ท่านย้อนถามว่า “เมื่อปัจจัยธรรมชาติหาไม่ได้อีกแล้ว เรากับบุตรหลานจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ?”

ดร.ชูมาร์เชอร์ชี้ชัดไว้ด้วยว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) เติบโตได้ด้วยพลังจาก “ความโลภ ความตะกละ และความอิจฉาริษยา” ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมวลชีวิตได้อย่างฉมัง ส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็มิได้เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการดำรงชีพเลย ท่านถามอีกว่า “แล้วทำไมเราถึงต้องมุ่งใช้วัตถุสิ่งของใหม่ๆ ที่เป็นผลการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในเมื่อเราก็สามารถใช้เพียงด้านหลังของซองจดหมายที่ใช้แล้ว ทำบันทึกคำนวณชั่วคราวตามจำเป็น?” นี่คือข้อคิดริเริ่มให้ใช้ปัจจัยที่มีอยู่แล้ว…ซ้ำอีก (Reuse Repurpose Restore) เพื่อประหยัด “ปัจจัยธรรมชาติ” ที่มีอยู่จำกัด ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็น “หลักการประหยัดปัจจัยธรรมชาติ” มิใช่ขี้เหนียวแล้งน้ำใจ และ “แนวปฏิบัติชีวิตสมถะ” ซึ่งล้วนคู่ขนานกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา

ต่อมา ดร.จอนห์ อี ไอเคิร์ต นักเศรษฐศาสตร์การเกษตร นักการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์กับวิชาจิตวิทยา ได้เขียนไว้ในหนังสือแนวบุกเบิกชื่อ “ทุนนิยมแบบยั่งยืน: เรื่องของสามัญสำนึก” (Sustainable Capitalism: A Matter of Common Sense, 2548) ว่า “ปัญหาการครองชีพ” มักมีรากเหง้ามาจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไร้ขอบเขต การคำนึงเพียงน้อยนิดในสวัสดิภาพยั่งยืนของมนุษย์กับระบบนิเวศ การมุ่งตักตวงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ตลอดจนการขูดรีดเลือดเนื้อผู้อื่น (เอารัดเอาเปรียบแรงงาน/ดอกเบี้ยหฤโหด) โดยอ้างลอยๆ ว่า เศรษฐกิจจะได้เติบโตไปช่วยการครองชีพ

ดร.ไอเคิร์ตเผยด้วยว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) แต่เดิมเกิดจากวิถีทางการเมืองที่มุ่งหมายเสริมสร้างสังคม แต่ลงเอยแปรเปลี่ยนเป็น “ปัจจัยทุน” ที่ใฝ่หาแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่ยี่หระต่อข้อเสียใดๆ หากไม่ยับยั้งการเติบโตแบบนี้ไว้ โลกใบนี้จะถึงจุดอวสานก่อนเวลาอันควร ทางออกได้แก่ “การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ขึ้นมา เพื่อรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจโลกไว้ รวมทั้ง “การบริหารปัจจัยทุน” ในวิถีทางใหม่ที่เสริมสร้างความยั่งยืน มิใช่ทำลายความยั่งยืน

“ปัจจัยทุน” ที่เสริมสร้างความยั่งยืนก็คือ “ทุนนิยมยั่งยืน” (Sustainable Capitalism) หรือ “ทุนคุณธรรม” ซึ่งจะเป็น “ห่วงชูชีพ” ของมนุษยชาติต่อไป

แนวคิด “ทุนนิยมยั่งยืน” นี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจากนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และนายเดวิด บลัด อดีตนักบริหารกิจการการเงินยักษ์ใหญ่โกลด์แมนแซคส์ สหรัฐ ซึ่งชี้ชัดไว้ว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) ได้ก้าวไกลขนาดทำให้รัฐบาลถูกบีบรัด (มัดมือชก) ให้ปล่อยเงินกู้จากคลัง (เงินปวงชน) ออกไปกอบกู้เงินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นกิจการ เพื่อมิให้กิจการเอกชนล่มสลายไปกับความผันผวนทางการเงินที่เจ้าของเงินเอกชนควบคุมไว้ไม่อยู่ และเตือนว่า เราจะต้องหันมาเอาใจใส่อย่างเร่งด่วนกับปัญหาต่างๆ จาก “ทุนนิยม” (Capitalism) อาทิ โลกร้อน การขาดแคลนน้ำบริโภค มลภาวะ สภาวะรวยกระจุกจนกระจาย ตลอดจนวิวัฒนาการของโรคภัยร้ายแรงใหม่ๆ ที่ยังไม่มียาป้องกันรักษาคนป่วยได้

ทั้งสองท่านเชื่อว่า “ความยั่งยืนคือหัวใจของธุรกิจ” จึงเสนอแนะให้ผนวก “แนวคิดยั่งยืน” เข้าในยุทธศาสตร์บริหารจัดการของภาครัฐ/ภาคเอกชน คือ เราจะใช้ “ปัจจัยทุน” แบบชุ่ยๆ ไร้คุณภาพที่ชินชาเป็นประเพณีนิยมมาช้านาน ไม่ได้อีกแล้ว โดยย้ำว่าวิกฤติการณ์ทางการเงินระดับโลกที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีรากเหง้ามาจากการมุ่งหวังผลดี/ผลกำไรระยะสั้น การบริหารงานแบบไม่ประหยัดและไร้ผลดี ระบบตอบแทนทดแทนลูกจ้างแบบไม่สมจริง การขาดความโปร่งใส นักบริหารที่เก่งแต่ทำให้องค์กร/กิจการหายนะ ตลอดจนวัฒนธรรมทำงานที่ไม่อำนวยผลดีต่อผู้ใดเลย อีกทั้งยังโจมตีผู้เทิดทูนอย่างบ้าคลั่งใน “รายได้มวลรวมประชาชาติ” อีกด้วย https://www.mckinsey.com/business-functions/sustainability/our-insights/investing-in-sustainability-an-interview-with-al-gore-and-david-blood

ราชอาณาจักรภูฏานเป็นประเทศแรกที่เลิกใช้ “รายได้มวลรวมประชาชาติ” โดยหันมาใช้ “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness) แทน ในการสอบวัดสภาวะความเป็นอยู่ของประชากร นอกจากนี้ ยังจัดงานฉลอง “วันความสุขสากล” (International Day of Happiness) เป็นประจำ

นอกจากนี้ ยังมีผู้นำ/อภิชนอีกสี่ท่านที่สนับสนุน “ทุนนิยมยั่งยืน” คือ นายโรเบิรต์ เอฟ เคนเนดี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม สหรัฐ ได้กล่าวเตือนเมื่อ 2511 ว่า “รายได้มวลรวมประชาชาติ” ของ “ทุนนิยม” (Capitalism) มิได้เติมพลังให้แก่วิญญาณจิต ความสมหวัง สุขภาพครอบครัว คุณภาพการศึกษา ความชาญฉลาด จิตอุทิศเยี่ยงวีรชน สติปัญญา การเรียนรู้ สมรรถนะหยั่งรู้ถึงความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ ตลอดจนจิตอาสาเพื่อชาติบ้านเมือง แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทั้งปวงที่มิได้เสริมสร้างคุณค่าให้กับชีวิตมนุษย์เลย https://www.commondreams.org/views/2008/01/15/robert-kennedy-warned-us-about-environment

นายบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ มองว่า “ทุนนิยม” (Capitalism) มิได้อำนวยประโยชน์ต่อผู้ใดเลย รังแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ยากกับความไม่เป็นธรรมต่อปวงชน และกล่าวโจมตีนักบริหารระดับสูงของประกันภัยยักษ์ใหญ่เอไอจี สหรัฐ ซึ่งยักยอกเงินกู้จากคลังสหรัฐสำหรับกอบกู้เอไอจีมิให้ล้มละลาย โดยนำไปจัดสรรอย่างไร้จริยธรรมเป็นเงินรางวัลโบนัสงามๆ ให้กับนักบริหารใหญ่ๆ ด้วยกัน ว่า “น่าอับอายขายหน้านัก” https://www.huffpost.com/entry/aig-giving-out-165-millio_b_175067

นายชอง-โดมินิค เซนาร์ด ประธานสูงสุดกิจการยักษ์ใหญ่ผลิตยางล้อรถยนต์มิชลิน ฝรั่งเศส กล่าวเมื่อ 2 ตุลาคม 2561 ไว้ว่า นักธุรกิจทั้งหลายพึงหันมาอุทิศทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นสำหรับใช้รักษาความยั่งยืนของระบบนิเวศกับจริยธรรม มุ่งหวังผลระยะยาวมากกว่าระยะสั้น หมั่นสู้ศึกเอาชนะอำนาจเงิน (ธนาธิปไตย) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ และเอาใจใส่กับผลกระทบของธุรกิจต่อสังคมและระบบนิเวศอยู่เสมอ โดยเรียกชื่อปัจจัยทุนที่บริหารในวิถีทางดังกล่าวว่า “ทุนนิยมยั่งยืน” https://www.cnbc.com/2018/10/02/sustainable-capitalism-can-stem-the-tide-of-populism-michelin-ceo.html

ล่าสุด นายเรย์ ดาลิโอ อภิมหาเศรษฐีอเมริกัน ผู้มีมูลค่าสินทรัพย์รวมราวหนึ่งหมื่นแปดพันล้านเหรียญ เจ้าของกองทุนทางเลือกที่มีความเสี่ยงมากและมีขนาดใหญ่ถึงหนึ่งแสนหกหมื่นพันล้านเหรียญ ($1=30.8671 บาท) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อ 28 กรกฎาคม 2562 ทางโทรทัศน์ซีบีเอส รายการโด่งดัง “60 นาที” สหรัฐ ว่า เราต้องหันมาทำการปฏิรูป “ทุนนิยม” (Capitalism) ใหม่หมด ผู้มีรายได้ระดับสุดยอดมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงินได้ในอัตราที่สมสัดส่วน และต้องไม่ยอมให้สภาวะรวยกระจุกจนกระจายถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ เพราะรังแต่จะก่อให้เกิดการแตกแยกและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย https://www.cbsnews.com/news/ray-dalio-explains-his-principles-60-minutes-2019-07-28/

ดร.ชูมาร์เชอร์อ่านพระไตรปิฎกแล้ว พบว่า มี “พุทธเศรษฐศาสตร์” แทรกซ้อนซ่อนเร้นอยู่ทั่ว โดยมี “พระธรรม” หล่อหลอมเราให้มี “วิญญาณจิตเศรษฐศาสตร์” ที่ตื่นรู้ อาทิ ในโลภโกรธหลง (ไล่ล่าปัจจัยนอกกายที่เกินจำเป็น) ไตรลักษณ์ (อนิจจังนำพาทุกข์) มรรคมีองค์แปด (ทางสายกลางพอควร) สัมมาอาชีพ (มีเศรษฐกิจยั่งยืน) อิทธิบาทสี่ (สี่ขุมพลังขับเคลื่อนงานสู่สำเร็จ) พรหมวิหารสี่ (มุทิตาจิตลบล้างอิจฉาริษยา) แผนบริหารปัจจัยทุนส่วนตัวที่แบ่งเป็นสี่ส่วน คือ “อุ อา กะ สะ” อุ ใช้หนี้เก่าให้พ่อแม่ด้วยกตัญญูกตเวที อา ใช้หนี้ใหม่ให้การเลี้ยงดูศึกษาแก่ลูก กะ ฝังเก็บไว้โดยทำบุญสร้างกุศลในขณะใช้ชีวิตอยู่ในสังสารวัฏ สะ ทิ้งลงเหวให้กับผัสสะที่ไม่มีวันอิ่ม (ใช้ชีวิตชอบธรรมตามวงจรอดีตปัจจุบันอนาคต) ตลอดจนภมรผึ้งที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้ โดยไม่ทำลายดอกไม้ (อนุรักษ์ระบบนิเวศ) ซึ่งล้วนแต่เสริมสร้าง “ความยั่งยืน” ให้แก่ตัวเราและระบบนิเวศ ในทำนอง “ทุนนิยมยั่งยืน” ที่ผู้นำ/อภิชนดังกล่าวได้เรียกร้องไว้

บัดนี้ เรามีรัฐบาลและรัฐสภาใหม่เอี่ยมพร้อมรับใช้ปวงชนผู้ได้มอบอำนาจอธิปไตยไว้ให้แล้ว ท่านนักการเมืองผู้ทรงเกียรติทั้งหลายจึงน่าจะถือโอกาสนี้แสดง “กตัญญูกตเวที” ต่อบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งอุดมด้วยปัจจัยทุนทรัพยากรมนุษย์และธรรมชาติอันน่าภาคภูมิใจยิ่ง ด้วยการร่วมมือร่วมใจกันเสริมสร้างปฏิบัติตาม “พุทธเศรษฐศาสตร์” และ “ทุนนิยมยั่งยืน” (Sustainable Capitalism) ทั้งทางมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม โดยเลิกทำตนแบบ “ใกล้เกลือกินด่าง” ออกไปสรรหา “ทุนนิยมสามานย์” (Capitalism) จากต่างชาติมาใช้ให้เป็นพิษภัยต่อปวงชนและระบบนิเวศ อีกทั้งร่วมกันเสริมสร้างชาติบ้านเมืองให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามนโยบายรัฐบาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้ ปวงชนไทยจะได้รอดพ้นจาก “บ่วงทุกข์ทุนนิยมสามานย์” และได้รับ “ห่วงชูชีพทุนนิยมยั่งยืน” นำพาสู่ความเจริญรุ่งเรืองสงบสุขอย่างแท้จริงเสียที

ระเบิดจากข้างใน ไฟใต้ยืดเยื้อ เอื้อเกมการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382828?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดจากข้างใน ไฟใต้ยืดเยื้อ เอื้อเกมการเมือง

8 สิงหาคม 2562 – 11:05 น.
ไฟใต้,3 จังหวัดชายแดนใต้,ระเบิด,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมวกลาโหม,รมวกลาโหม,นายกฯ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,527 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 ส.ค.62

******************

ระเบิดสะท้านกรุง จะเชื่อมโยงกับ “ขบวนการใหม่” ใน จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ ต้องรอฟังคำแถลงของ พล...จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ สิงหาคม 2562

ในสถานการณ์ระเบิดป่วนเมือง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา และติดตามความคืบหน้าโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

พล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ยะลา

15 ปีไฟใต้ลุกโชน มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย แต่ “ขบวนการใหม่” ก็ไม่สามารถยึดพื้นที่ประกาศสถาปนาอำนาจรัฐของตนเองได้ จึงมีคำถามขบวนการใหม่ขยายพื้นที่ปฏิบัติการจริงหรือ ?

ทางสายไหน?

เมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” ..ยะลา เขต พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่ให้ความช่วยเหลือในคดีด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ ได้โพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับไฟใต้ไว้น่าสนใจ 

ทนายอดิลันเป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดความอ่านก้าวหน้า จึงตั้งคำถามว่า “การต่อสู้ทางการเมืองวิธีการหรือเป้าหมาย เราเลือกอะไรได้บ้าง”

เนื่องจากทนายอาดิลัน เป็น ส..พรรคแกนนำรัฐบาล และสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเจอปฏิกิริยาคนกันเองมากกว่าเพื่อนทนายคนอื่นที่ลงสมัคร ส..ในครั้งนี้ 

ทนายอาดิลันในสีเสื้อพลังประชารัฐ

ตลอดระยะเวลา 15 ปีกว่าที่ผ่านมา ในพื้นที่แห่งนี้มีนักต่อสู้หลากหลายแนวคิดที่ใช้วิธีการตามความเชื่อของตนเองในการต่อสู้เรียกร้อง บางกลุ่มต่อสู้เรียกร้องด้วยการใช้ความรุนแรง บางกลุ่มต่อสู้เรียกร้องด้วยหลักการสันติวิธี และมีบางกลุ่มที่บอกว่า ต้องต่อสู้ตามระบอบของประชาธิปไตยที่ถูกต้อง(การต่อสู้ทางการเมืองและมีแนวทางการต่อสู้อีกหลากหลายวิธีการของนักต่อสู้อีกหลากหลายกลุ่มในพื้นที่”

ทนายอาดิลัน กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ “นักการเมืองชายแดนใต้” อดีตผู้นำนักศึกษาจากรามคำแหง ที่ได้เป็น ส.เพราะมวลชนฝ่ายก้าวหน้า สนับสนุนเขาให้ไปสู้ในเวทีสภา 

ก่อนหน้านั้น นักการเมืองชายแดนใต้รวมตัวเป็นหนึ่ง และอธิบายให้มิตรสหาย “ขบวนการเก่า” ว่า เราต่อสู้แนวทางชนบทล้อมเมืองมานาน ไม่ได้อำนาจรัฐ เราจึงใช้หนทางสภาเพื่อเข้าสู่ใจกลางแห่งรัฐ 

ครั้นนักการเมืองคนนั้น และเพื่อนพ้องน้องพี่ มีอำนาจ มีหัวโขนรัฐมนตรี กลับเสวยสุขและทอดทิ้งคนรากหญ้า 

ขบวนการใหม่จึงอุบัติขึ้น ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรมแห่งมลายูมุสลิม  

ทนายฝ่ายตรงข้าม

ช่วงเลือกตั้ง 2562 เขต .เมืองยะลา เป็นเขตของไทยพุทธไทยเชื้อสายจีน ที่ชื่นชอบและศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์อย่างเหนียวแน่น ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ“ เป็น ส..แทบจะผูกขาด แต่ปีนี้ ลงสนามไม่ได้ จึงส่งลูกชาย “ภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณศิริ” ลงสมัคร ส..แทน

ส่วน “อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” อดีตสมาชิกสภาเทศบาล(..)นครยะลา มีผลงานเป็นทนายความรับสู้คดีให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนใต้ สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงสนาม 

ทนายอาดิลัน ปากเสียงของผู้ตกเป็นจำเลยคดีไฟใต้

ทนายอาดิลัน ถูกตั้งคำถามและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เหตุใดคนที่เคยทำงานภาคประชาสังคมช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน จึงมาร่วมทางกับพรรคทหาร

เราสู้คดี เราทำหน้าที่แก้ต่างให้แก่คนที่ถูกกล่าวหา ปัญหาก็ยังคงเดิม จะไม่ดีกว่าหรือถ้าได้เข้าไปอยู่ข้างใน จะได้บอกกับเขาว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”

เหตุผลที่ทนายอาดิลันเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะเชื่อว่าจะเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

แทบไม่น่าเชื่อ การเลือกอยู่พลังประชารัฐ ทำให้ไทยพุทธเลือกทนายอาดิลัน จนเอาชนะทายาท ส..เก่าไปได้

ทนายแวยูแฮ

ยังมีทนายความประจำมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ที่เป็นเพื่อนของทนายอาดิลัน ที่ลงสมัคร ส..คือ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” หรือที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนาม “ทนายแวยูแฮ”

ทนายแวยูแฮ พรรประชาชาติ

ทนายแวยูแฮ เลือกสวมเสื้อพรรคประชาชาติ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรค และ พ...ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการ ศอ.บตเป็นเลขาธิการพรรค โดยลงสนามเขต นราธิวาส

ทวี สอดส่อง จุดขายของประชาชาติ

ทุกเวทีหาเสียง ทนายแวยูแฮบอกจะแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคงควบคู่กันไป โดยปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรม จะผลักดันให้มีการยกเลิก พ...ฉุกเฉิน

ผลเลือกตั้งพลิกความคาดหมาย ทนายแวยูแฮได้คะแนนเกือบ หมื่น ทิ้งห่างเจ๊ะอีลย๊าส โตะตาหยง ลูกชายของเจะอามิง โตะตาหยง อดีต ส..นราธิวาส สมัย

สองทนายมุสลิม ต่างพรรค อุมการณ์เดียวกัน

ทั้งทนายแวยูแฮกับทนายอาดิลัน ต่างมีเป้าหมายเหมือนกันคือ เลือกเดินหนทางสภา เพื่อความสันติสุขของปลายด้ามขวาน 

ธรรมกายกับการเมืองในยุค”รัฐบาลประยุทธ์ 2″

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธรรมกายกับการเมืองในยุค”รัฐบาลประยุทธ์ 2″

8 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
ธรรมกาย,ธัมมชโย,รัฐบาลประยุทธ์ 2,สมศักดิ์ เทพสุทิน
เปิดอ่าน 3,272 ครั้ง

โดย…  ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

เมื่อผลบุญธรรมกายไหลบ่าท่วมล้นมาถึงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งถูกขุดคุ้ยภาพถ่ายในอดีตครั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวฯ ร่วมงานบุญถวายที่ดิน ลากโยง “สมศักดิ์” ให้เป็นศิษย์ธรรมกาย

แม้ “เจ้าตัว” จะออกมาปฏิเสธหลายครั้งว่าไม่ได้เป็นสาวกธรรมกาย ส่วนตัวเคยพบพระธัมมชโยเพียงครั้งเดียว ขณะที่งานบุญถวายที่ดินก็เป็นการมอบที่ดินให้วัดถึง 5 แห่ง ไม่ได้เจาะจงทำบุญให้วัดธรรมกายเพียงแห่งเดียว ภาพที่ถูกนำมาแชร์ว่อนในโซเชียลมีเดียเข้าใจว่ามีเจตนาเพื่อโจมตี แต่ไม่ทำให้นักการเมืองผู้คร่ำหวอดในวงการต้องหวั่นไหว

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าคดีฉ้อโกงประชาชน ยักยอกทรัพย์ และฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มีความเสียหายสูงกว่าหมื่นล้านบาท ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียเงินออมหลังเกษียณ หรือถูกสหกรณ์คลองจั่นเนรมิตความยากจนแบบพริบตา..มาให้

และเพื่อปลุกความเชื่อมั่นในตำแหน่งเจ้ากระทรวงตาชั่ง ซึ่งคดีฟอกเงินและสมคบฟอกเงินของ “ธัมมชโย” และมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง เป็นสำนวนในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะภารกิจติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา สมศักดิ์ จึงสั่งการให้ดีเอสไอเร่งรัดติดตามสำนวนคดีที่ค้างการสอบสวนอยู่อีก 10 สำนวน นำไปสู่การเชิญประชุมเพื่อติดตามคดีในวันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา

หลังข้อสั่งการของ “สมศักดิ์” ถูกเผยแพร่ออกไปไม่ถึงครึ่งวันบรรดาสาวกธรรมกายออกมาถล่มภารกิจรีวิวคดีฟอกเงินธรรมกายสนั่นโลกโซเชียล จนต้องเร่งชี้แจงว่าเจ้ากระทรวงไม่ได้มีข้อสั่งการหรือนโยบายให้ดีเอสไอเปิดปฏิบัติการไล่ล่าจับกุมตัวกลุ่มพระที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจภายในวัดธรรมกายได้ตามปกติ พร้อมรับรองว่ายังไม่มีแผนปิดล้อมตรวจค้นวัดเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่พบเบาะแสแหล่งกบดานของ “ธัมมชโย”

ว่าไปแล้วหากจะย้อนมองจากอดีตจนถึงปัจจุบันจะพบว่าธรรมกายได้แทรกซึมเข้าไปเกือบจะทุกวงการในสังคมไทย โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของกัลยาณมิตร หรือกลุ่มศิษยานุศิษย์ที่มีต่อการเมืองไทย
เด่นชัดสุดๆ ในยุครัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งปรากฏภาพ ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เคยร่วมงานบุญภายในวัดพระธรรมกาย โดย “ธัมมชโย” เจ้าอาวาส ผู้ตกเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีการดำเนินคดีมาตั้งแต่ปี 2542 จนการสืบพยานในศาลเหลืออีกเพียง 2 นัด กระบวนการพิจารณาก็จะเสร็จสิ้นลงภายในเดือนสิงหาคม 2549

แต่แล้ว “พชร ยุติธรรมดำรง” อัยการสูงสุดในยุครัฐบาลทักษิณ ก็มีคำสั่งให้อัยการฝ่ายคดีอาญา 5 ถอนฟ้อง “ธัมมชโย” ในวันที่ 21 สิงหาคม 2549 โดยอ้างเหตุในการถอนฟ้องคดีต่อศาลอาญาว่า ธัมมชโย ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของสงฆ์แล้ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ “ธัมมชโย” ยังได้มอบทรัพย์สินทั้งที่ดินและเงินกว่า 959 ล้านบาท คืนแก่วัดพระธรรมกายแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ครบถ้วนทุกประการ ประกอบกับขณะนี้บ้านเมืองต้องร่วมกันสร้างความสามัคคีของคนในชาติทุกหมู่เหล่า เห็นว่าหากดำเนินคดีกับ “ธัมมชโย” ต่อไป อาจก่อให้เกิดความแตกแยก

ต่อมาในปี 2556 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ธรรมกายและธัมมชโย มีเรื่องฉาวควบคู่ไปกับ “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” ซึ่งถูกจับได้ว่าทุจริตยักยอกเงินสหกรณ์คลองจั่นกว่า 16,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินพบการจ่ายเช็คบริจาคนับพันล้านบาทให้แก่ ธัมมชโย และเงินถูกถ่ายโอนไปยังมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง และเครือข่ายพระ แต่คดีในส่วนของธรรมกายถูกพับเก็บไว้ใต้หีบ ตีความเป็นเงินบริจาค

จนกระทั่งเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. เงินบริจาคจากการยักยอกฉ้อโกงถูกปัดฝุ่นขึ้นมาตีความว่าเป็นลาภไม่ควรได้ สมควรคืนให้แก่สหกรณ์คลองจั่นเพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้สมาชิกผู้เสียหาย ครั้งนั้นวัดธรรมกายเจรจาขอคืนเงิน 684 ล้านบาทแบบแบ่งจ่ายให้สแก่หกรณ์คลองจั่น จากยอดเงินที่ถูกยื่นฟ้อง 814 ล้านบาท แลกเปลี่ยนกับการถอนฟ้องธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย ขณะที่ข้อมูลในการสอบสวนพบว่าเงินของสหกรณ์คลองจั่นถูกผ่องถ่ายผ่านการบริจาคไปยังวัดและเครือข่ายพระมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 และพบพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์ไปมา เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน จึงมีมติให้ออกหมายเรียก “ธัมมชโย” มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ผู้ต้องหาอ้างเหตุติดภารกิจและอาพาธไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนรวม 3 ครั้ง ทั้งที่ไม่ได้มีอาการอาพาธจริง นำไปสู่การขออนุมัติหมายจับในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559

การดำเนินคดีกับโครงข่ายธรรมกายเดินหน้าคู่ขนานมากับข้อสงสัยว่า ธรรมกายเปิดพื้นที่บางส่วนเป็นสถานที่ซ่องสุมเพื่อใช้สนับสนุนให้แก่การชุมนุมก่อความไม่สงบทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ปฏิบัติการตรวจค้นตามหมายค้นของศาล กลุ่มศิษยานุศิษย์ได้ระดมโล่มนุษย์ออกมาขัดขวางการเข้าจับกุมตัว “ธัมมชโย” จนดีเอสไอต้องถอยร่น ถอนกำลัง ยุติปฏิบัติการ ร้อนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 กำหนดให้บริเวณวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม เปิดทางให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น แต่ก็ไม่พบตัว “ธัมมชโย” แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้ที่อาจปรากฏสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของ “ธัมมชโย” ก็ไม่เหลือทิ้งไว้

แม้ไม่ได้ตัว “ธัมมชโย” แต่การเข้ามาจัดระเบียบ ริดปีกโครงข่ายธรรมกายของคสช.ได้ตีเข้าไปถึงพื้นที่ชั้นในของวัดธรรมกายเป็นครั้งแรก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานใดทะลุทะลวงเข้าไปได้

กล่าวได้ว่า “ธรรมกาย” โดนรุกหนักที่สุดแม้ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นวัดจะไม่ได้ตัว “ธัมมชโย” มาดำเนินคดีตามหมายจับ แต่ส่งผลให้ความยิ่งใหญ่ของวัดพระธรรมกายลดน้อยถอยลง สาเหตุเพราะธรรมกายขาด “ธัมมชโย” ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดศิษยานุศิษย์ พร้อมเปิดทางให้คณะสงฆ์เข้ามาชำระสะสางการเผยแพร่คำสอนที่ผิดไปจากหลักพุทธศาสนา

ขณะที่ผลลัพธ์ในทางการเมืองการตรวจค้นเครือข่ายธรรมกาย ยังส่งผลสะท้านสะเทือนไปถึงฐานที่มั่นของ “แดงปทุม” ซึ่งถูกมองเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ของมวลชนเสื้อแดง แม้แต่ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ดีเจสถานีวิทยุประชาชน เรดการ์ดเรดิโอ ก็หนีหน้าและหายตัวไปจากแวดวงการเมืองไทยด้วย

เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนผ่านจากคสช. สู่การเลือกตั้ง และเข้าสู่โหมดประชาธิปไตยอีกครั้งจึงมีคำถามผ่านไปถึงเครือข่ายธรรมกายเพราะเคยประกาศว่า “ธัมมชโย” จะเข้ามอบตัวสู้คดี เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ “เผือกร้อน” จึงถูกโยนเข้าใส่ “สมศักดิ์” แกนนำกลุ่มสามมิตร รัฐมนตรียุติธรรม ที่ถูกมองว่าเป็นลูกศิษย์ธรรมกาย ว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้ “ธัมมชโย” ออกมามอบตัว เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ และคดีความที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายจะลงเอยอย่างไรเพราะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 จนถึงปัจจุบัน “ธัมมชโย” ไม่เคยออกมาปรากฏตัวหรือสื่อสารไปยังกลุ่มศิษย์ผ่านช่องทางสาธารณะอีกเลย

ในส่วนของเม็ดเงินจากการทุจริตสหกรณ์คลองจั่นที่ส่งผ่านมายัง “ธัมมชโย” และมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,458 ล้านบาท ล่าสุดกลุ่มศิษย์ได้รวบรวมเงินส่งคืนให้สหกรณ์คลองจั่นแล้ว 1,055 ล้านบาท คงเหลืออีก 403 ล้านบาท ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่นับรวมกับยอดเงินบริจาคที่ส่งต่อไปยังเครือข่ายพระและอดีตพระ อีกประมาณ 600 ล้านบาท

ในส่วนของโครงข่ายภาคธุรกิจซึ่งเชื่อกันว่าเป็นกลุ่มศิษย์ใกล้ชิดของ “ธรรมกาย” ที่มีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลตระกูลชินวัตร ก็ถูกดำเนินคดีอาญาไปตามลำดับ รวมถึง อนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งเข้าไปรับซื้อที่ดินจากธรรมกายโดยดีเอสไอได้สรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนไปให้อัยการแล้ว แต่สั่งไม่ฟ้องบุตรสาว อลิสา อัศวโภคิน ผู้รับซื้อที่ดินแปลงอาคารบุญรักษา เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะมีส่วนรู้เห็น คาดว่าพ่อนำชื่อลูกสาวไปใช้ ในส่วนของตัวอาคารบุญรักษา อาคารลูกโลก และอาคารวิหารคต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ทั้งหมดแล้ว

สำหรับข้อเสนอที่ให้กวาดล้างโครงข่ายธรรมกายไปในคราวเดียว ด้วยการยุบเลิกมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการตรวจสอบทรัพย์สินของอาณาจักรธรรมกายเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ พบว่าวัดพระธรรมกายมีที่ดินเป็นธรณีสงฆ์อยู่เพียง 196 ไร่ ส่วนตัวอาคารและอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ล้วนถือครองในชื่อของมูลนิธิและบุคคลอื่น โดยดีเอสไอตรวจสอบพบว่า “ศุภชัย” นำเงินจากสหกรณ์คลองจั่นมามอบให้ “ธัมมชโย” แล้วเงินได้ถูกส่งต่อไปให้มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ ใช้สร้างอาคารลูกโลก 700 ล้านบาท และสร้างวิหารคตอีก 700 ล้านบาท และยังมีเงินบริจาคตรงเข้ามูลนิธิอีก 325 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคที่อยู่ในชื่อของพระสงฆ์เครือข่ายอีก 30 รูป ซึ่งนำไปซื้อที่ดินและเล่นหุ้น มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ฯ จึงมีส่วนกระทำความผิดในคดีฟอกเงิน

แม้ว่าดีเอสไอจะได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวกรรมการมูลนิธิไปส่งฟ้องแล้ว แต่เพื่อให้เป็นที่สิ้นสุดดีเอสไอจึงส่งคำร้องถึงอัยการขอให้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ให้มีคำสั่งยกเลิกมูลนิธิและให้ทรัพย์สินของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 134 แต่อัยการภาค 1 มองว่าควรรอฟังผลคดีอาญาให้เป็นที่สิ้นสุดก่อนแล้วค่อยเริ่มกระบวนการในทางแพ่ง ความเสียหายนับหมื่นล้านบาทของสหกรณ์คลองจั่นจึงยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์สาหัสให้สมาชิกนับหมื่นรายที่ทุ่มเงินบำเหน็จ บำนาญก้อนสุดท้ายไปฝากไว้ที่สหกรณ์แห่งนี้

คงต้องเกาะติดกันต่อไปว่าการปัดฝุ่นคดีรอบนี้จะส่งผลในทางใดต่อสนามการเมืองท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยผลจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ส.ส.ปทุมธานีทั้ง 6 เขต ไม่มีที่นั่งแชร์ให้พรรคพลังประชารัฐเลย ฐานเสียงและมวลชนยังยึดติดอยู่กับขั้วการเมืองพรรคเพื่อไทย มีเพียงพื้นที่เขต 6 เท่านั้นที่พรรคภูมิใจไทยเบียดแทรกเข้ามาได้ 1 ที่นั่ง หลังการรีวิวคดีจึงต้องติดตามว่า ขั้วการเมืองอื่นๆ จะเจาะทะลุกำแพงฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่นได้หรือไม่

และเที่ยวนี้ยังต้องจับตา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เข้ามากำกับดูแลดีเอสไอด้วยตัวเอง ว่าจะเอาอย่างไรกับธรรมกายและธัมมชโย ที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หลังจาก “ธรรมกาย” เคยถูกบี้อย่างหนักมาแล้วในยุค “รัฐบาล คสช.”

แก้รัฐธรรมนูญหรือความขัดแย้งรอบใหม่กำลังมา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้รัฐธรรมนูญหรือความขัดแย้งรอบใหม่กำลังมา!

8 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
รัฐธรรมนูญ,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 1,263 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท  / หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

เริ่มจากประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 นอกสภา โดยพรรคอนาคตใหม่ ที่เริ่มสร้างกระแสรณรงค์ให้ภาคประชาชนเข้ามากดดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ถูกออกแบบให้ “แก้ยาก”

ถึงแม้ว่าการเสนอแก้ ไม่ยากเกินความสามารถในการรวบรวมเสียง ส.ส. 1 ใน 5 คือเกิน 100 เสียง แต่พรรคอนาคตใหม่ 81 เสียง รวมกับพันธมิตรฝ่ายค้าน 20 เสียงขึ้นไป ก็สามารถยื่นให้สภาเริ่มกระบวนการแก้ไขได้ แต่การจะให้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก่อนลงประชามติเป็นเรื่อง “ยาก”

เพราะมีการตั้งเงื่อนไขการแก้ไขไว้ว่า ในการพิจารณา วาระแรก จะต้องผ่านความเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภา (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภารวมกัน ) นั่นหมายความว่าต้องได้รับเสียงเห็นชอบ 376 เสียงขึ้นไป และเขียนผูกไปด้วยว่า ในเสียงที่ผ่านนั่นจะต้องมีเสียงของ ส.ว. สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ ส.ว.ที่มีอยู่ คือไม่น้อยกว่า 84 คน

ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ พุ่งเป้าแก้ที่มาของ ส.ว.ชุดนี้ เพราะมองว่าเป็น “มรดกแห่งการสืบทอดอำนาจ” และค้ำยันรัฐบาล ลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เงื่อนไขในวาระแรกเช่นนี้ การยื่นตามกระบวนการในสภาก็ “แท้ง” ตั้งแต่เริ่ม

นอกจากจะตั้งเงื่อนไขให้ต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสองสภา และต้องมี ส.ว. 1 ใน 3 เห็นชอบ ยังกำหนดให้มีเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของแต่ละพรรค

กรณีนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่น้อยกว่า 23 คน ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาทีหลังการแก้ปัญหา “ปากท้อง”ของประชาชน เงื่อนไขนี้ก็ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ “เดินลำบาก”เช่นกัน

ยังไม่นับว่า ก่อนจะผ่านรัฐสภาต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ขัดหรือจงใจล้มรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ซึ่งทำไม่ได้ เช่น การแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ เป็นต้น และยังต้องผ่านการลงประชามติของประชาชน

ด้วยความยากในประเด็นเหล่านี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ จึงเริ่มรณรงค์หาเสียงสนับสนุนจากภาคประชาชน ตั้งแต่ก่อนการนำเสนอแก้ไขอย่างเป็นทางการ ด้วยการหวังว่าจะ “ก่อกระแส” ให้เสียงประชาชน “บีบ” สมาชิกรัฐสภาให้ผ่านการแก้ไข เหมือนการเกิด “กระแสธงเขียว” ในการรณรงค์ ผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2540 (รัฐธรรมนูญ ที่เชื่อกันว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดใน 20 ฉบับที่เราเคยใช้)

ความยากและการรณรงค์สภาที่ถูกเริ่มต้นเมื่อ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา จะเป็นชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมไทยหรือไม่ เป็นปัจจัยหนึ่งที่น่ากังวลและขึ้นอยู่กับประชาชน ที่จะตอบรับกระแสของอนาคตใหม่ว่า “จุดติด” หรือไม่ ต้องติดตาม

หวยนักษัตรจะไปรอดหรือร่วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382815?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หวยนักษัตรจะไปรอดหรือร่วง

8 สิงหาคม 2562 – 09:32 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หวยนักษัตร,สลากกินแบ่งรัฐบาล
เปิดอ่าน 1,286 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ข้อหา ‘มอมเมาประชาชน’ นี้กำลังโดนเข้ากับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเข้าแล้ว และมีคำถามว่า ‘หวยนักษัตร’ จะไปรอดหรือไม่?

โดยปกติคนไทยมักจะชอบทำอะไรง่ายๆ หรือไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แต่พอถึงเวลาแล้วจะไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร

‘หวยนักษัตร’ จึงเจอเข้า 2 กรณีคือ รัฐบาลถังแตกกับมอมเมาประชาชน ซึ่งกว่าจะแก้ข้อหานี้หลุด เผลอๆ ผู้บริหารกองสลากอาจจะเด้งไปก่อนก็เป็นได้

โปรดคอยติดตามดูว่าผลกระทบเป็นอย่างไร เพราะ ‘หวยนักษัตร’ เข้าไปขวางทางปืนของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่วงการหวยบนดิน-ใต้ดิน ซึ่งใครก็ตามที่หลุดเข้ามาวงโคจรมักจะเสร็จทุกราย

ไม่เชื่อก็คอยดู !
อ๊อด เทอร์โบ


 สนง.ประกันสังคมดูแลลูกจ้าง
 คุณภาพชีวิตและความปลอดภัย

มีข่าวดีจาก ‘อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ’ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม มาให้ทราบเกี่ยวกับการดูแลคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงานลูกจ้าง

ขอได้โปรดติดต่อได้ 24 ชม.ทางโทรศัพท์และเว็บไซต์ของสนง.ได้


สำนักงานประกันสังคมให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างในสถานประกอบการ ซึ่งได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งโครงการคลินิกโรคจากการทำงาน เพื่อให้มีการดูแลลูกจ้างที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการทำงานอย่างเป็นระบบ คือให้การตรวจรักษา วินิจฉัยโรค และให้การรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐาน การเฝ้าระวัง/ป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการทำงาน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและส่งเสริมงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานแก่สถานประกอบการ ไปจนถึงการสนับสนุนดำเนินการด้านการแพทย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.เงินทดแทน และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

โดยกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคมได้จัดโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการคลินิกโรคจากการทำงานแล้วถึง 114 แห่ง เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 107 แห่ง โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 6 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แห่ง

โดยขอให้นายจ้างยื่นแจ้งการประสบอันตรายตามแบบ กท.16 ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัดที่ประจำทำงาน เพื่อขอหนังสือส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่ให้บริการคลินิกโรคจากการทำงาน หรือติดต่อคลินิกฯ โดยตรงในกรณีของผู้ประกันตนที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่ตนเองเลือกไว้และมีคลินิกโรคจากการทำงาน สามารถเข้ารับบริการได้โดยตรง

ให้ติดต่อที่คลินิกประกันสังคมเพื่อตรวจวินิจฉัยคัดกรองเบื้องต้น หากแพทย์ผู้ทำการตรวจวินิจฉัยสงสัยว่าเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน จะส่งลูกจ้างไปรักษาต่อที่คลินิกโรคจากการทำงาน กรณีลูกจ้างเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยไม่ได้แจ้งการประสบอันตราย หากผลการตรวจวินิจฉัยพบว่าลูกจ้างเจ็บป่วยจากการทำงาน ขอให้นายจ้างยื่นแบบการประสบอันตราย (กท.16) ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 15 วัน เพื่อให้โรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในส่วนของกองทุนเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมโดยตรง

แต่หากผลการตรวจลูกจ้างไม่เจ็บป่วยจากการทำงาน ลูกจ้างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยเนื่องจากกองทุนเงินทดแทนให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่โรงพยาบาลแล้ว ลูกจ้างสามารถตรวจสอบรายชื่อคลินิกโรคจากการทำงานได้ด้วยตนเองที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ทุกแห่ง หรือโทร.1506 (บริการตลอด 24 ชั่วโมง)


 หัวอกข้าราชการบำนาญ
 ขอให้ยึดความชอบธรรม
(ผ่านไปยังผู้รับผิดชอบ)

เรื่องต่อไปนี้อาจจะดูเล็กน้อยหรือผ่านไปแบบไม่รู้สึกรู้สาของผู้รับผิดชอบ แต่ขอให้ทราบถึงหัวอกว่าพวกเราเป็นข้าราชการบำนาญชั้นรากหญ้าหัวอกเดียวกัน สภาวะรับบำนาญ อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ฐานการรับบำนาญอยู่ระดับล่าง ขณะนี้ได้รับความเมตตากรุณาปรับบำนาญขึ้นเป็นเดือนละหมื่นบาท ส่วนบำเหน็จดำรงชีพรัฐช่วยเหลือแต่บำนาญระดับสูงเท่านั้น

โดยระบุลงไปว่าต้องรับบำนาญเดือนละ 2 หมื่นบาทขึ้น ต้องให้พวกเรารับบำนาญระดับล่างตายไปก่อนแล้วเกิดมาใหม่เงินบำนาญ 2 หมื่นก็ยังไม่ได้รับ หลักความชอบธรรมเงินบำเหน็จดำรงชีพควรจะได้รับในทุกระดับการรับบำนาญระดับรากหญ้าน่าจะได้รับความเห็นใจมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ขรก.บำนาญระดับสูงแต่เดิมได้รับบำเหน็จดำรงชีพสี่แสนบาท ปัจจุบันจะขึ้นให้ไม่เกินห้าแสนบาท แต่ขรก.ระดับรากหญ้าไม่กำหนดวงเงินให้เลย แม้จะพูดถึงก็ไม่มี

ที่เป็นแบบนี้พวกเราไม่ทราบเหมือนกันว่าเอาความคิดส่วนใดของร่างกายคิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ดูผิดปกติไปหน่อย

ขอให้ผู้มีอำนาจดำเนินการในเรื่องนี้คิดตรึกตรองทบทวนดูว่าเห็นควรจะจ่ายเงินบำเหน็จดำรงชีพให้ระดับรากหญ้าที่ได้รับน้อยนิด จะแบ่งเศษความเมตตามาให้สิทธิแก่ ขรก.ระดับรากหญ้าได้รับเงินหนึ่งแสนบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้รับเงิน

จึงเรียนมาเพื่อจะได้รับทราบว่าพวกเราเดือดร้อนมากเพียงใด

สมัย (ข้าราชการบำนาญ)


“ยาแรง”กระตุ้นศก.-ลดดอกเบี้ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382798?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยาแรง”กระตุ้นศก.-ลดดอกเบี้ย

8 สิงหาคม 2562 – 07:23 น.
จีดีพี,เศรษฐกิจ,ดอกเบี้ย
เปิดอ่าน 1,270 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562

จากปัจจัยหลายด้านในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 พบว่าแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจของไทยจะไม่สามารถไปถึงเป้าที่ตั้งอัตราเติบโตจีดีพีไว้ที่ 3.3% ซึ่งตัวเลขการส่งออกครึ่งปีแรกหดตัวไปถึง -4.1% และแนวโน้มตลอดทั้งปีอาจติดลบ ส่วนมูลค่าการนำเข้าในช่วงครึ่งปีแรกก็ติดลบเช่นกันที่ -3.1% นอกจากนี้เศรษฐกิจในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาชะลอลงต่อเนื่องจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศโดยพบว่าการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงในเกือบทุกหมวดรวมทั้งตลาดรถยนต์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาปรับลดลงในรอบ 30 เดือนเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งคาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในครึ่งปีหลังได้ ส่วนอุตสาหกรรมภาคการผลิตก็ได้รับผลกระทบจากยอดสั่งซื้อหดลงจะมีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย

ในประเทศผู้นำเศรษฐกิจเองก็อ่อนแรง เศรษฐกิจจีนขยายตัวร้อยละ 6.2 ในไตรมาส 2 ปี 2562 ซึ่งเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 27 ปี โดยชะลอลงจากร้อยละ 6.4 ในไตรมาส 1 ของปีนี้ ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี เศรษฐกิจจีนขยายตัวที่ร้อยละ 6.3 โดยสาเหตุปัจจัยฉุดรั้งหลักมาจากอุปสงค์โลก รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศจี6นเองที่อ่อนแรงลง ท่ามกลางข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงเผชิญปัญหาในเกาะฮ่องกงอีกด้วย และเมื่อมองในภูมิภาคเอเชียยังพบว่าอินเดียก็ออกอาการไม่สู้ดีเมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทยอยปิดโรงงานเลิกจ้างพนักงานรวมไปถึงผลพวงที่กระทบไปโดนอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนซึ่งมีการปลดคนงานมากกว่าแสนคนไปแล้ว เมื่อผนวกกับภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและสหรัฐก็ยังไม่มีสัญญาณในทางบวกจึงเป็นเรื่องยากจะไปหวังพึ่งพิงปัจจัยค้าขายภายนอก

 ภาพรวมเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2562 คาดว่ายังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองระดับโลก และเศรษฐกิจยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัวโดยการเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้ มีการประเมินปรับลดลงมาเติบโตที่ 2.9% จากเมื่อต้นปีที่เคยประเมินว่าจะเติบโตราว 3.0-3.2% และวิเคราะห์ถึงปี 2563 เชื่อว่าตลาดประเทศเกิดใหม่จะฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ สวนทางกับตลาดประเทศพัฒนาแล้วที่จะโตชะลอลงอีก ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นลงร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 2.00-2.25 ซึ่งเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 โดยเป็นมาตรการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐให้เกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและการกระตุ้นเงินเฟ้อพร้อมกับป้องกันเศรษฐกิจสหรัฐจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า

ขณะที่รัฐบาลได้หารือหน่วยงานเกี่ยวข้องถึงแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่ต้องเฝ้าระวังความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้นอย่างค่อนข้างชัดเจนโดยได้เตรียมการชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแพ็กเกจใหญ่ภายในเดือนนี้ โดยเน้นดูแลคนทุกกลุ่มตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ผู้ค้าขายในระดับชุมชุม รวมถึงผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งนี้มาตรการที่ออกมาต้องแรงหวังให้ได้ผลจริงจังส่งผลเศรษฐกิจในเชิงบวก นั่นคือรัฐบาลจะใช้ “ยาแรง” กระตุ้นเศรษฐกิจ และสอดรับกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งถือว่ามีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

สื่อมวลชนกับการคุ้มครองผู้บริโภค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สื่อมวลชนกับการคุ้มครองผู้บริโภค

7 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
สายตรวจระวังภัย,นักข่าว,สคบ,ผู้บริโภค
เปิดอ่าน 1,352 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย 

ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจมากมาย ทำให้ผู้ผลิตแข่งกันผลิตสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ในทางกลับกันพบว่า มีผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค หลายคนถูกเอาเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสินค้าและบริการ ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีความปลอดภัย เป็นอันตรายต่อชีวิต จำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา(เกินจริง) โดยเฉพาะปัจจุบันที่ธุรกิจบนโลกออนไลน์เติบโตและเป็นที่นิยม ซึ่งปรากฏเป็นข่าวให้เห็นเป็นประจำ

การคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ยิ่งแล้วเป็น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อีกสิ่งหนึ่งที่จะทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” นำเสนอข้อมูลให้คนในสังคมรู้เท่าทัน รู้จักป้องกันตัวไม่ตกเป็นเหยื่อถูกเอาเปรียบฉ้อโกงจากสินค้าและบริการ คือ “สื่อมวลชน” หรือ “นักข่าว” ที่ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ

ด้วยเหตุนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงจับมือ สคบ. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อมวลชนกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมุ่งหวังให้สื่อมวลชนมีความรู้ความเข้าใจสาระของการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นกระบอกเสียงและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการบริโภค ภายใต้ชื่อโครงการ “นักข่าวใหม่กับการคุ้มครองผู้บริโภค”

สำหรับการอบรมดังกล่าว มีทั้งการบรรยายโครงสร้างภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายที่ผู้บริโภคควรรู้ โดยมี นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วย นายพัสกร ทัพมงคล ผู้อำนวยการส่วนบังคับคดี และ นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ เป็นผู้ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรม “ประตูสู่การเป็นนักข่าวเชิงข้อมูล (data journalism)” และการวางแผนข่าวแบบ Design Thinking โดย ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์ประจำสาขาวารสารศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนท์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

นายพิฆเนศ บอกว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการส่งต่อความรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่สื่อมวลชน โดยหวังว่าจะมีการนำไปสื่อสารต่อให้แก่ประชาชนผู้บริโภค เพื่อให้เท่าทันเหตุการณ์และป้องกันไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงอยากสื่อสารมิติอื่นๆ ในงานของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นอกเหนือจากเรื่องการรับเรื่องร้องเรียน อาทิ มิติด้านสังคม การช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาตามสิทธิที่ควรได้รับ

ขณะที่ นายมงคล บางประภา นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่า หน้าที่ของสื่อมวลชนไม่มีวันสูญหายไป ตราบเท่าที่ประชาชนยังต้องติดตามข่าวสารอยู่ แม้สภาพสังคมในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่หน้าที่ของสื่อมวลชนยังต้องดำเนินต่อไป เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม การอบรมนักข่าวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มุ่งหวังให้นักข่าวรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้ข้อมูล ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และทักษะในการทำข่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่เน้นการเติมองค์ความรู้ด้านต่างๆ ให้แก่สื่อมวลชน เพื่อนำไปต่อยอดสำหรับการรายงานข่าวช่วยเหลือประชาชน

ความรู้ที่ได้ ประสบการณ์ที่มี จะทำให้สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ “ผู้คุ้มครอง” ช่วยป้องกันบรรเทาผลกระทบที่เกิดกับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่หน่วยงานภาครัฐ..!!

เจาะสารระเบิด “บึ้มป่วนกรุง”โยงชายแดนใต้จริงหรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะสารระเบิด “บึ้มป่วนกรุง”โยงชายแดนใต้จริงหรือ

7 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
ระเบิดป่วนเมือง,ชายแดนใต้,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 2,365 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

คดีระเบิดป่วนกรุงกำลังเดินหน้ามาถึงจุดสำคัญ คือการเตรียมออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 7 คน หลังจากเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องสงสัยมาได้แล้ว 4-5 คน เป็นคนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด

แต่ประเด็นที่ยังพูดถึงกันน้อยก็คือ การวิเคราะห์เจาะลึกไปยังวัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ ซึ่งจะทำให้พอสันนิษฐานได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว การลอบวางระเบิดป่วนกรุง เป็นการกระทำของกลุ่มจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนๆ หรือคนจากสามจังหวัดเป็นแค่ “ทีมปฏิบัติการ” แต่มี “มาสเตอร์มายด์” และ “ทีมประกอบระเบิด” แยกต่างหาก

หลังจากเกิดเหตุมีภาพวัตถุพยานจากที่เกิดเหตุ เป็นภาพสารเคมีที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิด กับอุปกรณ์หน่วงเวลาระเบิด โดย “อาจารย์อ๊อด” หรือ รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ นักเคมี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า สารประกอบระเบิดที่ใช้คือ PETN และมี “วงจรหน่วงเวลา” ที่เรียกว่า IC Timer

ข้อมูลจาก อาจารย์อ๊อด ชี้ต่อว่า PETN นิยมใช้ทำระเบิดพลาสติก โดยสารระเบิดชนิดนี้ น้ำหนักแค่ 100 กรัมขึ้นไป แรงดันสามารถทำลายรถยนต์ได้ 1 คัน ส่วน IC Timer ใช้ IC558 หรือ IC555 เป็นการหน่วงเวลาข้ามคืนหลายวัน และตั้งเวลาให้ระเบิดในเวลาพร้อมกัน

นี่คือข้อมูลจากนักวิชาการ ซึ่งอาจารย์ไม่ได้สรุปต่อว่าสารระเบิด และ IC Timer แบบนี้มีใช้ก่อเหตุรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ หรือตรงกัน ก็มีโอกาสสูงที่ปฏิบัติการระเบิดป่วนกรุง จะเป็นการทำงานของทีมจากชายแดนใต้ครบวงจร แต่ถ้าไม่ใช่ ไม่ตรงกัน ก็อาจจะแปลว่า ทีมจากชายแดนใต้เป็นแค่ “มือวางระเบิด” หรือ “ทีมปฏิบัติการ” แต่จริงๆ แล้วมี “มาสเตอร์มายด์” หรือ “ผู้บงการ” และมี “ทีมสนับสนุน” ซึ่งเปฺ็นมืออาชีพร่วมด้วย

วันนี้ “คมชัดลึก” มีคำตอบมาฝาก…
เริ่มจาก IC Timer หรือ “ไอซี ตั้งเวลา” เป็นวงจรที่มีความสามารถในการกำหนด “หน่วงเวลาการทำงาน” ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งวงจรระเบิด โดยสามารถหน่วงได้ตั้งแต่ระดับวินาที ไปจนถึงหลายๆ ชั่วโมง โดยอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ IC Timer 555

ภายใน IC Timer 555 ประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ 23 ตัว ไดโอด 2 ตัว เรียงกันบนชิพซิลิกอนแผ่นเดียว โดยติดตั้งในตัวถัง 8 ขา นอกจากนี้ยังมี IC Timer 556 เป็นการรวมไอซี 555 จำนวน 2 ตัวในชิพซิลิกอนตัวเดียว มี 14 ขา และอีกตัวคือ IC Timer 558 เป็นตัวที่พัฒนามาจาก IC Timer 555 เป็นการรวมเอา IC Timer 555 จำนวน 4 ตัว เข้าไปใส่ในชิพซิลิกอนตัวเดียว มี 16 ขา ซึ่ง IC Timer 555 หรือ IC Timer 558 เป็นตัวเดียวกับที่ถูกพบในวงจรระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายใช้ก่อเหตุในกรุงเทพฯ

ส่วนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมากลุ่มก่อความไม่สงบนำ IC Timer มาใช้ประกอบวงจรจุดระเบิดแบบตั้งเวลา หรือ “วงจรผสม” ร่วมกับระบบจุดระเบิดแบบอื่นๆ และที่พบบ่อยในช่วงหลังๆ คือระเบิดแสวงเครื่องแบบขว้าง หรือ “ไปป์บอมบ์” มีการนำ IC Timer มาประกอบวงจรเพื่อใช้หน่วงเวลาการทำงานของระเบิด หลังจากดึงสลักหรือเปิดสวิตช์ระเบิดแล้ว เพื่อไม่ให้ระเบิดทำงานทันทีจนเป็นอันตรายต่อตัวผู้ขว้างระเบิดเอง

จากข้อมูลสถิติระเบิดของหน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าระเบิดที่คนร้ายใช้ มีการนำ IC Timer มาใช้เป็นวงจรจุดระเบิดครั้งแรกเมื่อปี 2547 เพียง 1 ครั้ง จากนั้นก็เว้นว่างมาจนพบ IC Timer ถูกนำมาใช้กับวงจรจุดระเบิดอีกครั้งในปี 52 และพบมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้ไปป์บอมบ์มากขึ้น โดยอุปกรณ์ชนิดนี้หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก และเจ้าหน้าที่แกะรอยจากเศษซากระเบิดได้ยากกว่าการใช้นาฬิกาตั้งเวลา

ส่วนสารระเบิด PETN หรือ Pentaerythritol Tetranitrate เป็นวัตถุระเบิดทางทหารที่จัดอยู่ในกลุ่ม “ดินระเบิดแรงสูง” คือมีอำนาจในการทำลายรุนแรงมาก สร้างความเสียหายทำให้สิ่งที่อยู่ในรัศมีขณะเกิดระเบิดให้ฉีกขาดและแหลกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ ความแรงพอๆ กับ อาร์ดีเอ็กซ์ (RDX) และ ไนโตรกลีเซอรีน และยังมีคุณสมบัติไม่ละลายน้ำ สามารถใช้ใต้น้ำได้ โดยมากจะถูกใช้เป็นดินขยายการระเบิด ไม่ค่อยถูกใช้เป็นดินระเบิดหลัก ส่วนใหญ่พบถูกนำบรรจุใน “ชนวนฝักแคระเบิด” หรือ “เชื้อปะทุไฟฟ้า” ซึ่งใช้ในการจุดระเบิด

สำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลสถิติพบว่า มีการใช้ PETN ในการทำเป็นดินระเบิดเพียงครั้งเดียว ในปี 2554 นอกจากนั้นไม่เคยพบถูกนำมาใช้เป็นดินระเบิดหลักในการประกอบระเบิดอีกเลย มีเพียงนำมาใช้ประกอบเป็นเชื้อปะทุไฟฟ้า สาเหตุน่าจะเพราะ PETN เป็น “วัตถุระเบิดทางทหาร” หามาใช้ในปริมาณมากได้ยาก ทำให้ดินระเบิดหลักที่นิยมใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็น ANFO (แอน-โฟ) เหมือนเดิม ซึ่งก็คือ แอมโมเนียมไนเตรต ผสมน้ำมัน

พิเคราะห์จากอุปกรณ์ประกอบระเบิดที่คนร้ายใช้ น่าจะยังสรุปไม่ได้ชัดเจนว่างานนี้เป็นเรื่องโจรใต้ขยายพื้นที่ประกาศศักดา แต่น้ำหนักที่ดูน่าเชื่อถือมากกว่าคือน่าจะมี “มาสเตอร์มายด์”