กล่องประหยัดไฟฟ้านวัตกรรมแหกตาเบอร์5

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382703?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กล่องประหยัดไฟฟ้านวัตกรรมแหกตาเบอร์5

7 สิงหาคม 2562 – 13:55 น.
กล่องประหยัดไฟฟ้านวัตกรรมแหกตาเบอร์5
เปิดอ่าน 2,511 ครั้ง

รายงาน…

การไฟฟ้าเก็บค่าไฟแพงไปหรือเปล่า ชาวบ้านจึงพยายามคิดหาสารพัดวิธีลดตัวเลขในบิลเรียกเก็บเงินลง แต่ตัวเองยังคงรักที่จะมีความสุขอยู่กับการพึ่งพาเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทำงานด้วยกระแสไฟฟ้าไม่เคยเปลี่ยน

ก่อนหน้านี้มี 18 มงกุฎหลอกขายบัตรพลังงานรักษาโรค ลักษณะเป็นบัตรสมาร์ทการ์ดหน้าตาคล้ายบัตร เอทีเอ็ม อ้างว่าถ้านำไปแปะตามปลั๊กไฟในบ้านจะประหยัดค่าไฟลงได้ ใครเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดเมื่อยตามไขข้อ หรือโรคอะไรก็รักษาได้ชะงัดนัก

คนเฒ่าคนแก่ได้ยินสรรพคุณแห่ซื้อไปใช้อย่างแพร่หลาย หวังเป็นทางเลือกใหม่ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าเดิม

แต่แล้วประกายความหวังหลังกินน้ำแช่บัตรสารพัดนึกผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ดับวูบ ลุง ป้า น้า อา ทั้งหลาย ถูกต้ม!

การ์ดวิเศษใช้การอะไรไม่ได้ แถมยังพาชีวิตเสี่ยงตายโดยไม่รู้ตัว เมื่อผลตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ระบุอย่างน่าสะพึงกลัวว่า ในการ์ดลวงโลกใบนั้นพบสารกัมมันตภาพรังสี หากเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เป็น มะเร็ง!

สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับบัตรพลังงานรักษาโรค พบว่าเคยถูกนำมาเข้ามาขายในประเทศไทยโดยนักธุรกิจชาวมาเลเซียหลายปีมาแล้ว คนไทยหลงซื้อไปใช้กันมากมาย เมื่อถูกกวาดล้างก็เงียบหายไปเป็นพักๆ ก่อนโผล่มาหลอกขายชาวบ้านแถบภาคอีสานอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยฝีมือของแก๊งลวงโลกชาวไทย

ในห้วงเวลาที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถูกหลอกขายบัตรพลังงานรักษาโรค ด้วยวิธีการสมัครสมาชิกขายตรง บอกต่อความเชื่อกันเป็นทอดๆ และแม้จะถูกฝ่ายปกครองและตำรวจกวาดล้างจนเงียบหายไปแล้ว

อีกด้านหนึ่งในโลกการค้าออนไลน์ ธุรกิจขาย อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน กลับสร้างรายได้ให้แก่ผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

กล่องประหยัดไฟ เป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ได้รับความสนใจในหมู่คนที่หวังแต่จะประหยัดค่าไฟ แต่ไม่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟในชีวิตประจำวันลงเลย

ในตลาดออนไลน์ เจ้ากล่องวิเศษตัวนี้มีผู้นำเข้ามาเสนอขายหลายรุ่น สนนราคาตั้งแต่หลายร้อยบาทจนถึงหลักพัน แต่อ้างคุณสมบัติเหมือนกันคือ เมื่อนำไปเสียบตามปลั๊กไฟในบ้านจะทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าหมุนช้าลง นั่นหมายถึงค่าไฟก็จะถูกลงไปด้วย

กลยุทธ์การตลาดของผู้ค้าอุปกรณ์ประหยัดพลังงานชนิดนี้ จะใช้วิธีบรรยายคุณสมบัติตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าสามารถลดรังสีอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากสายไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญช่วยลดค่าไฟลงได้ 30-50% บางรายให้ถึง 60%

นอกจากนี้ผู้ค้ายังการันตีว่าการลดรอบมิเตอร์ไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์สุดพิเศษตัวนี้ ไม่ผิดกฎหมาย แน่นอน

นั่นคือคำโฆษณาอวดอ้างของผู้ค้าซึ่งปรากฏอยู่ในเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ทั่วไป แต่ยังมีบางรายเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยการนำสัญลักษณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาตัดต่อสร้างเพจโฆษณา ให้เข้าใจผิดว่า สินค้าตัวนี้ได้รับการรับรองจาก กฟผ.แล้ว

นอกจากนี้ยังมีบางรายนำภาพพิธีกรรายการข่าวชื่อดังพร้อมโลโก้สถานีโทรทัศน์มาตัดต่อโฆษณาในลักษณะเดียวกัน ร้อนถึงเจ้าตัวต้องใช้ช่วงเวลาข่าวของตัวเองชี้แจงเป็นพัลวันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และย้ำเตือนประชาชนด้วยว่า อย่าได้หลงเชื่อซื้อสินค้าเหล่านี้ไปใช้ เพราะได้รับการพิสูจน์และยืนยันจากนักวิชาการ รวมทั้งวิศวกรของการไฟฟ้าแล้วว่า อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเก็บประจุไฟฟ้า ไม่สามารถลดค่ากระแสไฟฟ้าได้จริง

จากการตรวจสอบข้อมูลสินค้าที่เรียกว่ากล่องประหยัดไฟฟ้าดังกล่าวพบว่า เคยวางขายย่านคลองถมและเว็บไซต์ต่างๆ นานหลายปีมาแล้ว แต่ไม่มีการจับกุมดำเนินคดี ทำให้ปัจจุบันมีผู้ค้าเปิดเพจขายสินค้าตัวนี้อย่างคึกคักทั้งรายเก่าและรายใหม่ไม่ต่ำกว่า 20 ราย และยังมีลูกค้าจำนวนมากซื้อไปใช้ไม่ขาดสาย ทั้งที่มีคำเตือนจากทั้งวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์อยู่เป็นระยะว่าอย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด จะเสียเงินฟรี!

เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า มีคนถามมาเรื่อยๆว่า กล่องประหยัดไฟฟ้า ที่เห็นโฆษณาในอินเทอร์เน็ต ใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า ก็ได้ตอบไปว่าไม่จริง ไม่สามารถลดค่าไฟได้ และเคยโพสต์เตือนในเฟซบุ๊กหลายครั้งแล้ว

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2562 นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ได้เจอเข้ากับตัวเอง เมื่อเฟซบุ๊กของเขาได้รับเพจโฆษณาขายสินค้าตัวนี้เหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ

“โพสต์เตือนเรื่อง กล่องประหยัดไฟฟ้า หลอกลวง เกือบทุกเดือน วันนี้มันขึ้นโฆษณาที่หน้าฟีดผมเองเลย ฮะๆๆ อย่าหลงเชื่อนะครับ”

ก่อนหน้านี้ อาจารย์เจษฎา เคยโพสต์เตือนและอธิบายว่า มีลูกค้าคนหนึ่งซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้ามาในราคาพันกว่าบาท  พอลองแกะดู ข้างในมีแค่วงจรแปลงไฟ (สลับ-ตรง) กับหลอดไฟ LED สองดวง กับตัวต้านทาน (R) ที่ตั้งให้ลดโวลต์ลงไปเท่านั้นเอง … ชัดเจนว่าไม่ได้จะช่วยลดค่าไฟอะไร

นอกจากพวกกล่องเล็กๆ แบบนี้แล้ว ยังมีอีกหลายยี่ห้อที่เอามาหลอกขาย มีทั้งแบบที่ผิดกฎหมายชัดเจน เพราะใช้การสลับสายกราวด์ ขโมยไฟใช้ ซึ่งการไฟฟ้าเขาเช็กง่ายมาก และแบบที่อ้างว่าได้ผลจริง มีหลักฐานจากการไปติดที่โรงงานโน่นนี่มายืนยัน แต่จริงๆ แล้ว แค่ใส่ ตัวเก็บประจุ capacitor (C) มา ซึ่งพวก C นี้จะช่วยปรับค่าทางไฟฟ้าที่เรียกว่า ค่า power factor (PF) ให้ดีขึ้น เหมาะกับโรงงานที่ใช้มอเตอร์ใหญ่ๆ เพราะค่า PF มีผลต่อค่าไฟด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับไฟบ้าน เพราะค่า PF ไม่ได้ส่งผลต่อการคิดค่าไฟ แต่คิดค่าไฟตามจำนวนวัตต์ที่ใช้เท่านั้น

“สรุปย้ำชัดๆ อย่าไปเชื่อว่ากล่องประหยัดไฟฟ้าพวกนี้ใช้ได้จริง คิดง่ายๆ ถ้าดีจริง การไฟฟ้าซื้อแจกให้ติดแล้ว ไม่ต้องมารณรงค์ให้ช่วยกันประหยัดไฟหรอก”

เว็บไซต์ กฟผ.เคยให้ข้อมูลตรงกับอาจารย์เจษฎาว่า  อุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่โพสต์ขายกันเอิกเกริกนี้ มีตัวคาปาซิเตอร์(C)หรือตัวเก็บประจุไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบ หากออกแบบอย่างเหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้าให้อุปกรณ์บางชนิด เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าตามบ้าน ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงานและการลดค่าไฟฟ้า เพราะไม่ช่วยให้การใช้พลังงานลดลง และการคิดค่าไฟฟ้าครัวเรือนไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพทางไฟฟ้าแต่อย่างใด

กฟผ.ย้ำว่า ไม่มีอุปกรณ์เสริมที่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริง ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดพลังงานได้นั้น มักมาจากการออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด อีกทั้งต้องได้รับการตรวจสอบและการรับรองตามหลักวิชาการจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพเบอร์ 5 ส่วนการดัดแปลงมิเตอร์ให้หมุนช้าลงเพื่อให้ค่าไฟฟ้าลดลง ด้วยวิธีการใดๆ นั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

ปัจจุบันตลาดอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ที่เรียกว่ากล่องประหยัดไฟฟ้า ยังมีการโฆษณาค้าขายอย่างแพร่หลายในแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์และโซเชียลมีเดีย โดยปราศจากการควบคุมใดๆ

ภาพประกอบ

ศึกในอก “บิ๊กจิ๋ว” เผชิญหน้า “หลานน้ำผึ้ง”(คุณหญิงหลุยส์)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกในอก “บิ๊กจิ๋ว” เผชิญหน้า  “หลานน้ำผึ้ง”(คุณหญิงหลุยส์)

7 สิงหาคม 2562 – 11:40 น.
การเมือง,คุณหญิงหลุยส์,บิ๊กจิ๋ว,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,คุณหญิงพันธุ์เครือ,น้ำผึ้ง ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ,ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ,อดีตผู้สมัคร สส,พรรคพลังประชารัฐ,มนพร เจริญศรี,สสนครพนม,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 36,182 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 7 ส.ค.62

**********************

คอเพลงเก่าคงคุ้นหูเพลง “ศึกในอก“ ผลงานของสุนทราภรณ์ ที่มีท่อนแรกว่า ”เมื่อยามรักเลือนไกล ศึกใครหาใดแทน ศึกอื่นหมื่นแสน หรือจักแม้นศึกหัวใจ…”

วันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว “ยงใจยุทธ” เมื่อ “จิ๋ว หวานเจี๊ยบ“ ที่มีความสุขดีกับ ”อรทัย สรการ” ขอร้องให้หลานสาวเลิกใช้นามสกุล ส่วน “คุณหญิงหลุยส์” ยังยืนเคียงข้างหลานสาว “น้ำผึ้ง”

บิ๊กจิ๋ว กับ อรทัย สรการ

วอนเลิกใช้นามสกุล

ไม่คิดว่าจะได้อ่านข่าว “พล..ชวลิต ยงใจยุทธ” อดีตนายกรัฐมนตรี ตักเตือนหลานสาว “น้ำผึ้ง” ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ อดีตผู้สมัคร ส..นครพนม พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหลานสาว ให้ระมัดระวังการใช้นามสกุล “ยงใจยุทธ” ไม่เช่นนั้นจะดำเนินคดีตาม พ...ชื่อบุคคล 2505

บิ๊กจิ๋ว” บอกผู้สื่อข่าวว่า มีคนมาเล่าให้ฟัง เรื่องหลานสาวชอบเอานามสกุลไปอ้าง ซึ่งเรื่องนี้มันเสียหายถึงตน ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ มันทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเป็นสิ่งที่ไม่ชอบไม่ควร

บิ๊กจิ๋ว สมัยที่พาหลานสาว “น้ำผึ้ง” เล่นการเมือง

ถ้าบิ๊กจิ๋วไม่เป็นอัลไซเมอร์ คงจำได้ว่า ตัวเขานั่นแหละ เป็นคนชักนำให้ “น้ำผึ้ง” เข้าสู่วงการเมือง โดยหอบหิ้วหลานสาวไปลงสมัครชิงตำแหน่ง นายก อบจ.นครพนม ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2555 

คนดูไบก็ไฟเขียว บิ๊กจิ๋วเดินหน้าเต็มสูบ ขอร้องให้ “ส..เดือน” มนพร เจริญศรี ส..นครพนม เขต เพื่อไทยสมัยโน้น พาหลานสาวพ่อใหญ่หาเสียง แถมแกนนำ นปช.ก็ยกทีมมาเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ระดมคนเสื้อแดงเลือกน้ำผึ้ง

ผลเลือกตั้งนายก อบจ.ในปีนั้น “สมชอบ นิติพจน์” นายก อบจ.นครพนม สองสมัย เอาชนะหลานสาวบิ๊กจิ๋วไป พันแต้ม

พิษศึกเลือกตั้ง

ที่บ้านพักริมโขงของ พล..ชวลิต ยงใจยุทธ มีชื่อผู้พักอาศัยในทะเบียนราษฎร คนคือ บิ๊กจิ๋วคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ และน้ำผึ้ง แต่ช่วงหลังคุณหญิงหลุยส์ย้ายทะเบียนบ้านออกไปแล้ว

นับแต่บิ๊กจิ๋วย้ายบ้านไปอยู่กับอรทัย สรการ ก็ไม่ได้กลับมาบ้านริมโขง ตรงกันข้ามคุณหญิงหลุยส์ ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรกลับมานครพนมบ่อยมาก

การเลือกตั้ง ส..นครพนม ที่เพิ่งผ่านไป เกิดการพลิกผันแบบ 360 องศา เมื่อคุณหญิงหลุยส์พาหลานน้ำผึ้ง ลงสมัคร ส..ในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยการสนับสนุนของ สมชอบ นิติพจน์ นายก อบจ.นครพนม

คุณหญิงหลุยส์พาหลานน้ำผึ้ง ไหว้พระธาตุพนมช่วงหาเสียง

คนนครพนมงงเป็นไก่ตาแตก ศัตรูกลายเป็นมิตร และมิตรกลายเป็นศัตรู เมื่อน้ำผึ้งต้องสู้กับ “ส..เดือน” แชมป์เก่าที่เขต นครพนม

ตรงนี้แหละที่บิ๊กจิ๋วไม่พอใจหลานสาว แม้ว่าศึกเลือกตั้งครั้งล่าสุด บิ๊กจิ๋วบอกจะไม่ยุ่งกับพรรคไหน แต่ลึกๆ ก็เชียร์พรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อชาติ

เหตุที่บิ๊กจิ๋วช้ำใจคือ คุณหญิงหลุยส์พาน้ำผึ้งไปพบนายทหารใหญ่ ขอให้ช่วยผลักดันหลานสาวลงสมัคร ส..ในสีเสื้อพลังประชารัฐ 

ยืนเคียงข้างหลานสาว 

ก่อนจะมีการเลือกตั้ง “น้ำผึ้ง” ทำโครงการช่วยเหลือคนยากจนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม และพาคุณหญิงหลุยส์ไปทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมปี 2561 

น้ำผึ้งพาคุณหญิงหลุยส์มาขอคะแนนเสียง

เมื่อมีการหาเสียงเลือกตั้ง คอการเมืองแถวริมโขงก็เฝ้าจับตาดูว่า วันไหนคุณหญิงหลุยส์จะมาช่วยหาเสียงให้หลานสาว 

ก่อนถึงวันเลือกตั้ง วัน น้ำผึ้งพาคุณหญิงหลุยส์ เดินหาเสียงในตลาดเทศบาลเมืองนครพนม ประกาศจุดยืนจะสานต่ออุดมการณ์ของ พล..ชวลิต เป็นตัวแทนชาวนครพนม

คุณหญิงหลุยส์บอกชาวบ้านว่า ปีนี้อายุ 81 ปีแล้ว ไปมาลำบาก แต่ยังรักและคิดถึงชาวนครพนม รวมถึง พล..ชวลิตก็ยังรักชาวนครพนม แต่มีปัญหาเจ็บป่วยเดินไม่ได้ 

วันนี้ดีใจ ที่หลานสาวมาอาสารับใช้ชาวนครพนม เป็นตัวแทนในการสานต่อการพัฒนา จ.นครพนม เป็นตัวแทนของตนและพล..ชวลิต ทั้งการทำงานการเมือง การพัฒนา สนับสนุนดูแลชาวนครพนม” 

ส.ส.เดือน มนพร เจริญศรี  ชนะหลานบิ๊กจิ๋ว

คุณหญิงหลุยส์อ้างชื่อพ่อใหญ่จิ๋ว เพราะรู้ว่าชื่อนี้ยังขายได้ในนครพนม แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากพ่อใหญ่จิ๋ว หรือว่าตอนนั้น พ่อใหญ่จิ๋วไม่ได้สนใจข่าวสารการเมือง

ผลการเลือกตั้งเขต นครพนม มนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย 39,534 คะแนน ชนะน้ำผึ้ง ที่ได้มา 21,984 คะแนน 

คะแนนดิบสองหมื่นกว่าจากน้ำผึ้ง สปอนเซอร์อย่างนายก อบจ.นครพนม คงพอใจแต่บิ๊กจิ๋วไม่ปลื้ม เพราะหลานสาวยังหวังที่จะได้ตำแหน่งทางการเมือง  

อุดจุดบอดด้วยการกรอง”บอร์ด”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุดจุดบอดด้วยการกรอง”บอร์ด”

7 สิงหาคม 2562 – 10:55 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,จุดบอร์ด,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,303 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น      โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

มุมหนึ่งที่ขั้วตรงข้าม “ลุงตู่” หยิบมาใช้ถล่มแน่คือ “การเอื้อประโยชน์พวกพ้อง” สารพัดสิ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านจะยกมาบอมบ์ลุงตู่จากนี้ไป คำชี้แจงที่โปร่งใสคือสิ่งเดียวที่ลุงตู่ต้องดำเนินการ

คนที่เชียร์ลุงตู่ก็มี คนที่มิชอบก็เยอะ ดังนั้นสองสิ่งนี้ลุงตู่พึงตระหนัก สิ่งใดดีก็ใช้ สิ่งใดไม่ใช่ก็นิ่งแล้วชึ้แจง

“เชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ยาว เพราะตั้งใจอยู่แล้ว จะมาอยู่ประเดี๋ยวประด๋าวได้อย่างไร เพิ่งเลือกตั้งมา แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือพวกเดียวกัน และรัฐบาลต้องทำให้ดี ถ้าทำดีก็อยู่ยาว” บางช่วงบางตอนที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 1 ระบุไว้ในการกล่าวถึง ครม.ชุดนี้

สิ่งที่ “เสธ.อ้าย” พูดไว้นั้นน่าคิดตรงที่ว่า “สิ่งที่ต้องระวังก็คือพวกเดียวกัน” มันแปลเป็นอื่นมิได้นอกจากสนิมจะเกิดแต่เนื้อในตน

เรือเหล็กจะรอดหรือรั่วก็มาจากสนิม…ดังนั้นยากันสนิมที่ลุงตู่จะใช้พ่นเรือเหล็กต้องป้องกันสนิมได้ทั่วลำ และหนึ่งในสนิมนั้น บางส่วนมันมาจากการกระทำสิ่งมิงดงามใน “รัฐวิสาหกิจ”

คณะกรรมการหรือบอร์ดของรัฐวิสาหกิจแต่ละหน่วยงาน จึงเป็นหนึ่งในผู้ชี้เป็นชี้ตายว่า “โปรเจกต์ตัวใดจะคลอดหรือเป็นหมัน” เพราะการบริหารรัฐวิสาหกิจ หลายคนบอกว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของข้อครหา ”เข้ามารับตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือเป็นนอมินีของใครบางคน”

“หลายรัฐบาลที่ผ่านมา” บอร์ดรัฐวิสาหกิจมักจะเอื้อฝ่ายการเมือง หรือพูดง่ายๆ บอร์ดรัฐวิสาหกิจมักจะมี “ร่างทรง” ของใครบางคนไปนั่งในนั้น เพราะการทำงานระหว่างรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจกับผู้บริหารต้องมีความสอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงาน… “บอร์ด” จึงเป็นแขนขาที่จะช่วยเสนาบดีเคาะโครงการสำคัญๆ ที่กระทรวงนั้นๆ รับผิดชอบ

ในอดีตนั้นบอร์ดของบางรัฐวิสาหกิจมักเดินเกมตามบัญชาของคนการเมืองเพื่อแสวงหาบางสิ่งบางอย่างที่น่าจะได้รับจากโปรเจกต์ของรัฐวิสาหกิจ จนเป็นข่าวเชิงลบและเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่อนทำลายอายุของรัฐบาลนั้นไปในตัว

“รอยแผลเป็นหรือค่าโง่ต่างๆ นานา” ที่กองไว้และรอให้คนไทยทั้งชาติร่วมชะตากรรมแก้หนี้ด้วยภาษีที่สูญเปล่าแบบโง่ๆ จึงมิควรปรากฏอีกต่อไป

คนที่ทำผิดต้องรับทัณฑ์ที่ตัวเองก่อไว้ และคนที่มีอำนาจควรเลือก “คนดี เด่น ดัง ไร้มลทิน” มานั่งในจุดนี้เพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ย่ำรอยเดิม

“รัฐบาลที่แล้ว” มองเห็นแผลนี้จึงแก้เกมด้วยการแต่งตั้ง “ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจ” และออกกฎหมายไว้คือ พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2562 อำนาจไปอยู่ในมือ คนร. (คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

กลไกของกฎหมายได้กำหนดให้มีกรรมการกลั่นกรองบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และพิจารณารายชื่อ แล้วเสนอต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ดังนั้นรัฐมนตรีจะไม่สามารถแต่งตั้งใครได้ง่ายๆ อีกต่อไปในการนั่งในบอร์ดแต่ละแห่ง

แปลว่าคนที่จะเข้ารอบการกลั่นกรองคุณสมบัติในการทำหน้าที่ “ต้องผ่านการร่อนตะแกรงถี่ยิบ” ก่อนเข้ามานั่งทำงานในแต่ละบอร์ด และคงไม่เหมือนวันวานที่รมต.จะหยิบ จะคว้า “ใครก็ไม่รู้” แต่รู้กันว่า “เป็นคนของใคร” มานั่งเป็นร่างทรงดั่งที่ผ่านๆ มา

ดังนั้น เกมนี้ “ลุงตู่” วางกลไกคัดคนไว้ล่วงหน้าเพื่อดักทางคนการเมืองมิให้ส่งนอมินีเข้ามาแบบสะดวกโยธิน…ของแบบนี้ก็ดีไปอย่าง เพราะลุงตู่นำร่องมา 5 ปีแล้วโดยจะพบว่าแทบไม่มีกระแสข่าวว่าบอร์ดนั้นบอร์ดนี้ส่อแววคดโกงบังเกิด

ดังนั้นเมื่อกรอบที่วางไว้วันวานกำลังต้องพ้นไปเพราะวันนี้ใครบางคนในหลายกระทรวงต้องการโละสต็อกเพื่อสรรหาบอร์ดใหม่ตามข้ออ้าง “เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว” …แว่วมาหลายวันว่าเสนาบดีของ ครม.ลุงตู่ 2 กำลังเทียวไล้เทียวขื่อให้ประธานบอร์ดหลายคนแสดงสปิริตโดยการลาออกจากตำแหน่ง

บางคนก็มีกระแสข่าวยินยอม…บางคนยังไม่ขยับเพราะรอดูทิศทางลมการเมือง

แต่เมื่อไล่ดูรายละเอียดในกติกาที่ลุงตู่วางไว้ในวันวาน และเหล่าเสนาบดีก็คงรับรู้กันบ้างแล้วกับกติกาการตั้งบอร์ดนั้น เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าลองดี หากขืนเลือกคนไปนั่งแล้วไปทำมิดีมิงาม กติการะบุเงื่อนไขไว้ก็จะดีดคนเหล่านั้นออกจากวง รวมทั้งคนที่กล้าชงชื่อที่มิสมควรก็อาจโดนหางเลขไปด้วย

ถ้าลุงตู่อุดจุดบอดด้วยการกรองบอร์ดที่ดีเข้าไปทำงานได้ทั่วถ้วน สนิมจากจุดนี้ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากปล่อยให้มีจุดเล็กๆ เริ่มกัดกร่อนเรือเหล็กได้ เรือเหล็กก็จะค่อยๆ รั่วและจมก้นอ่าวแบบมิรู้เนื้อรู้ตัว

ลุงตู่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่…รอยล ?

มท.ยุค 3 พรรค ตบรางวัล16ผู้ว่าฯ คุมจังหวัดใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382663?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มท.ยุค 3 พรรค ตบรางวัล16ผู้ว่าฯ คุมจังหวัดใหญ่

7 สิงหาคม 2562 – 10:06 น.
มหาดไทย,3พรรคการเมือง,อนุพงษ์ เผ่านจินดา,นิพนธ์ บุญญามณี,ประชาธิปัตย์,ภูมิใจไทย,ทรงศักดิ์ ทองศรี,ย้ายผู้ว่าฯ,อธิบดี,คณะรัฐมนตรี,6 สค2562
เปิดอ่าน 14,654 ครั้ง

มท.ยุค3พรรค ตบรางวัล16ผู้ว่าฯ คุมจังหวัดใหญ่ พ้นกรุ7ผวจ.-ลดชั้น3พ่อเมือง.. โดย..กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงมหาดไทย ยุค “3รมต.3พรรค” ซึ่งมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรมว. โควต้าพรรคพลังประชารัฐ , นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช. จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี จากพรรคภูมิใจไทย

ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2562 เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับบริหารสูง 31 ราย หากไล่เรียงตำแหน่งอธิบดี และผู้ว่าฯ ที่น่าสนใจ ดังนี้

สลับเก้าอี้คุมกรม
1.นายธนาคม จงจิระ รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมการปกครอง
2.นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นอธิบดีกรมที่ดิน
3.นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมที่ดิน เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
4.นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน

จากจังหวัดเล็กขึ้นจังหวัดใหญ่
5.นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
6.นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
7.นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร
8.นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
9.นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถวร ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
10.นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
11.นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร
12.นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
13.นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

                                             พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา

ออกจากกรุ-ขึ้นชั้นพ่อเมือง
14.ว่าที่ร.ต.พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
15.นายกมล เชียงวงค์ ผู้ตรวจการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา
16.นายสุธี ทองแย้ม ที่ปรึกษาด้านการปกครอง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
17.นายสนิท ขาวสะอาด ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ
18.นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ตวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
19.นายสุวพงศ์ กิตติภัทย์พิบูลย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
20.นายชรัส บุญณสะ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม

สลับใกล้เคียงเดิม
21.นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน
22.นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
23.นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
24.นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
25.นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
26.นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร
27.นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว

                                                นายนิพนธ์ บุญญามณี

ย้ายดูแลจังหวัดขนาดเล็ก
28.นายจำเริญ ทิพยพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา
39.นายวีรนันท์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
30.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร


                                                  นายทรงศักดิ์ ทองศรี

โยกเข้ากระทรวง
31.นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นรองปลัดกระทรวง

ระเบิดป่วนเมือง!รัฐบาลต้องเด็ดขาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382665?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิดป่วนเมือง!รัฐบาลต้องเด็ดขาด

7 สิงหาคม 2562 – 09:50 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ระเบิดป่วนเมือง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,305 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ไม่ว่าจะจับมือระเบิดได้หรือไม่? นาทีนี้รัฐบาลของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ถูกเบรกหัวทิ่มไปเรียบร้อยแล้วเพราะเรื่องที่จะไปห้ามไม่ให้คนตื่นกระหนกนั้นคงห้ามยาก

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอย้อนเวลาหาอดีตว่ามีระเบิดทีไรก็มักจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองตามมาเป็นระลอกทุกทีและมองดูแล้วคงมีแต่คนโง่สุด หรือฉลาดที่สุดถึงจะทำแบบนั้น

จึงเป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อไปว่าใครเป็นมือระเบิดตัวจริง-เสียงจริงและมีวัตถุประสงค์อะไรนอกจากจะมีคำตอบอยู่ในแบบฟอร์มว่า ‘ป่วนเมือง’

เท่าที่ดูการวางระเบิดแล้วขอพูดด้วยความรู้สึกว่ามือระเบิดคงไม่ใจไม้ไส้ระกำถึงกับเอาชีวิตหรือต้องการให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้

นอกเสียจากว่าจะวางให้เสียงดังข่มขวัญคนรักษากฎหมายว่าให้รู้ซะบ้างว่าอะไรเป็นอะไร?

หรือไม่ก็ต้องการสร้างสถานการณ์ให้ประเทศชาติหวาดผวาหรือไม่ก็สร้างความปั่นป่วนไปและดูแล้วจุดประสงค์หลักน่าจะเป็นการข่มขู่-ข่มขวัญ

ข่าวระเบิดนี้คนพูดกันอีกหลายวันและฟันธงล่วงหน้าเลยว่าคนถูกจับได้เป็น “แพะ”
อ๊อด เทอร์โบ


 ระวัง! ม้ามืดจะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.
จดหมายจากคุณ ‘อนุชิต’ เสาชิงช้า ต่อไปนี้สรุปข่าวผลการสำรวจ ‘บ้านสมเด็จโพลล์’ เมื่อ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้เอง น่าสนใจมากเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แต่ตอนท้ายของจดหมายโปรดระวัง ‘ม้ามืด’ ออกมาให้ดีเพราะผู้มีรายชื่อมักจะไม่สมัครและคอยจับตาดูให้ดีว่าใครจะมาแรงแซงโค้งสุดท้าย
อ๊อด เทอร์โบ


 ผู้ว่าฯ กทม. ‘คุณหญิงหน่อย’ มาแรง
 ‘บ้านสมเด็จโพลล์’ สำรวจปลายเดือนก.ค.

ผมมีข่าวจากบ้านสมเด็จโพลล์สำรวจออกมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม น่าสนใจมากครับเลยจะมาบอกว่าโพลล์นี้ออกมาตรงกับใจท่านหรือไม่?

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเรื่องนี้มาเรียนให้ทราบว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไรบ้าง

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง 1,218 กลุ่มตัวอย่าง มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างอยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในปี 2562 ร้อยละ 64.5 โดยบุคคลที่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.มากที่สุด อันดับหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 21.3 อันดับที่สอง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 20.8 อันดับที่สาม พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ร้อยละ 16.3

อันดับที่ 4 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 14.8 และอับดับที่ห้า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ร้อยละ 8.7

โดยปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.ในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุดคือตัวผู้สมัคร ร้อยละ 62.5 รองลงมาคือพรรคการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 37.5

คุณสมบัติของผู้ว่าฯ กทม. อันดับ 1 การปฏิบัติตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ร้อยละ 22.8 มากที่สุด อันดับ 2 คือ มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส ร้อยละ 18.9 อันดับ 3 คือ มีการปฏิบัติงานให้เห็นเป็นรูปธรรม ร้อยละ 15.5

ขณะที่นโยบายที่อยากให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ให้ความสำคัญอันดับ 1 คือ ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอาชีพ ร้อยละ 30.9 อันดับ 2 คือ ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ร้อยละ 19.4 อันดับ 3 คือ ด้านความสะอาดและสิ่งแวดล้อม

แต่นี่เป็นเพียงโพลล์ที่ออกมานะครับ เพราะผลจะออกมาที่ ‘ม้ามืด’ หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้จริงๆ
อนุชิต (เสาชิงช้า)


6คำตอบของ”อาจารย์แหม่ม”กับภารกิจกระบอกเสียง”เรือเหล็กตู่2″

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6คำตอบของ”อาจารย์แหม่ม”กับภารกิจกระบอกเสียง”เรือเหล็กตู่2″

7 สิงหาคม 2562 – 09:13 น.
ศดรนฤมล ภิญโญสินวัฒน์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เรือเหล็กตู่2,โฆษกรัฐบาล,อาจารย์แหม่ม
เปิดอ่าน 1,461 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือที่สังคมรู้จักว่า “โฆษกรัฐบาล” นั้น ทำหน้าที่กระบอกเสียงชี้แจงผลงานรัฐบาลและตอบคำถามบางเรื่องแทนสร.1

“ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์”  อดีตนักวิชาการนิด้าที่ลาออกจากหน้าที่เพื่อมาสานต่อสิ่งที่หวังว่าจะพัฒนาบ้านเมืองได้ด้วยระบบการเมืองโดยวิถีประชาธิปไตยนั้น การสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และร่วมทีมความคิดกรองนโยบายพรรคที่คิดว่าเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยในองค์รวมนั้น

วันนี้ พปชร.และ 18 พรรคร่วมรัฐบาลจับมือกันนำเรือเหล็กที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นกัปตันเรือลงน่านน้ำได้แล้ว …..

ภาระหน้าที่ของผู้ควบคุมเรือนั้น “ลุงตู่” แจกการบ้านให้หลายคนไปช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ในหลายภารกิจและ ”อาจารย์แหม่ม” รับการบ้านด้านกระบอกเสียงของรัฐนาวาลำนี้

ภารกิจดังกล่าวของผู้หญิงคนนี้เป็นเช่นใด ที่นี่มีคำตอบ

 ทำไมลงมาทำงานการเมือง
“หารือกับครอบครัวก่อนที่จะตัดสินใจในครั้งนี้แล้วว่าจะมาทำงานการเมือง ก่อนหน้านี้เคยช่วยงานรองนายกรัฐมนตรี (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ที่นิด้า จากนั้นก็ไปช่วยงานและร่วมก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ รวมทั้งสถาบันอนาคตไทยศึกษา ช่วงรัฐบาลที่แล้วก็ไปช่วยงาน รมว.แรงงาน (พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล) ก่อนมาทำหน้าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์) เมื่อหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐตั้งพรรคนี้ขึ้นมาก็ได้รับคำเชิญให้มาช่วยทุกฝ่ายยกร่างนโยบายพรรค”

แนวทางการทำงานที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายมีอะไรบ้าง
“นายกฯ บอกว่าหน้าที่นี้ต้องดูแลการให้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อประชาชนด้วยภาษาง่ายๆ และสร้างภาพลักษณ์ของครม.รวมทั้งตัวนายกฯ ด้วย และต้องประสานทุกกระทรวงรวมทั้งหน่วยงานของรัฐในการทำงาน และประสานพรรคร่วมรัฐบาลให้การทำงานดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน

เพราะทุกอย่างคือผลงานของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โฆษกกระทรวงอื่นๆ ก็จะประสานในการให้ข้อมูลต่อสังคมในแนวเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการด้วย”

รัฐบาลนี้จะทำงานต่อจากรัฐบาลที่แล้วอย่างไรเพราะพรรคร่วมรัฐบาลมีมาก
“ปัญหาบ้านเมือง 5 ปีที่แล้วก็ดำเนินการแก้ไขไปมาก แต่บางอย่างต้องสานต่อ นโยบายรัฐบาลชุดนี้ตกผลึกจากการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วสิ่งที่แถลงต่อรัฐสภาก็จะดำเนินการยืนยันนโยบายรัฐบาลจะตอบโจทย์สังคมทุกภาคส่วนและปรับตามข้อเท็จจริงของสถานการณ์บ้านเมืองรวมทั้งเดินตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้”

จุดอ่อนและจุดแข็งของรัฐบาลนี้คืออะไร
ส่วนตัวมองว่าจุดอ่อนคือรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรคมาร่วมงานกันแต่จุดอ่อนก็มีจุดแข็งเพราะทุกพรรคตัดสินใจมาร่วมงานกันต้องประนีประนอมกัน เวลาตัดสินใจอะไรไปมันคือภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในอนาคต

ในอดีตรัฐบาลผสมที่มีน้อยพรรคหรือรัฐบาลพรรคเดียวแม้จะเข้มแข็งแต่ก็มีจุดอ่อนคือไม่รับฟังความเห็นคนอื่นและสร้างผลเสียให้บ้านเมืองมาแล้ว ดังนั้นจุดอ่อนข้างต้นในมุมมองส่วนตัวนั้นคือการบ้านหนักแต่จะไม่กังวลล่วงหน้าเพราะเราเข้ามาทำหน้าที่ต้องพร้อมเผชิญปัญหา”

นโยบายพรรคที่ตอนนี้เป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลนั้น ช่วงหาเสียงหลายพรรคระบุว่าพลังประชารัฐลอกการบ้านเพื่อนเพราะประกาศนโยบายหลังพรรคอื่นและมีความละม้ายคล้ายคลึง

“ยืนยันว่าไม่ใช่เลย ไฟล์งานในคอมพิวเตอร์ช่วงยกร่างนโยบายพรรคนั้น ระบุวันเวลาชัดเจนว่าพวกเราคิดและศึกษามาล่วงหน้า พวกเราระดมความคิดกันจากทุกฝ่ายจนตกผลึกว่านโยบายที่ประกาศไปดำเนินการได้จริงเพราะปัญหาของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่คนที่รู้ดีที่สุดคือ ส.ส. ความเห็นของผู้สมัครส.ส.ทุกภาคจึงระดมกันออกมาแล้วสรุปเป็นนโยบายพรรค นโยบายต่างๆมีการวิจัยและศึกษามาแล้วทั้งในและต่างประเทศ และหลายประเทศก็บังคับใช้แล้วทั้งนั้น เช่นการดูแลเด็ก การดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ ดังนั้นหลายพรรคประกาศนโยบายออกมาก็เห็นว่าคล้ายกัน แตกต่างแค่ชื่อกับรายละเอียดบางส่วน

นโยบายพรรคนั้นต่อยอดสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วดำเนินการไว้หลายเรื่องเพราะมันมีประโยชน์ และหากนโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์สังคมได้จริงก็คือผลดีต่อประเทศโดยภาพรวม ย้ำว่าพรรคไม่ได้ลอกการบ้านใคร”

          หน้าที่หนึ่งของโฆษกรัฐบาลคือชี้แจงแทนนายกฯ ในบางกรณี แต่สังคมมองว่านายกฯ ในบางครั้งมีอารมณ์หงุดหงิดเวลาตอบคำถามสื่อในบางคำถาม ตรงนี้จะเป็นจุดอ่อนของนายกฯ หรือไม่
“นายกฯ คือมนุษย์คนหนึ่งที่อาจมีบางอารมณ์ไม่พอใจบ้างเพราะนายกฯ ตั้งใจทำงาน บางคราวเจอคำถามที่เหมือนว่านายกฯ ทำงานไม่ตรงจุด หรือโดนบางฝ่ายสอบถามแบบกวนๆ (ยิ้ม)

วันแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อยู่ในห้องประชุมเกือบทั้งวันเว้นแต่ช่วงไปปฏิบัติภารกิจ สองวันกว่าๆ นายกฯ นั่งฟังสมาชิกรัฐสภาอภิปราย นายกฯ จดและหยิบเอกสารมาดูพร้อมชี้แจงเองเลย แบบนี้นายกฯ ยังไม่ตั้งใจทำงานอีกหรือ? (ยิ้ม)

นายกฯ พยายามคุมอารมณ์นะ และตอนหลังก็บอกว่าจะแก้ไขตัวเอง แบบนี้แปลว่านายกฯ แสดงออกถึงความตั้งใจและจริงใจในการทำงานนะ จึงขอสังคมให้โอกาสนายกฯ ด้วยเพราะปัญหาต่างๆ ที่มีมา นายกฯ และครม.พยายามแก้ไข บางรัฐบาล นายกฯ บางคนแถลงเสร็จก็ออกไปเลยแล้วกลับมาอีกครั้งตอนปิดประชุม แบบนี้นายกฯ รับฟังเสียงของสมาชิกไหม?

ดังนั้นอย่ามองในบางช่วงที่นายกฯ อารมณ์เสีย เพราะคนเราหากตั้งใจทำสิ่งใดบางครั้งมันไม่ได้ดังที่คาดก็ต้องมีอารมณ์กันบ้าง เหมือนกับว่าต้องแบกความหวังของคนในประเทศเอาไว้ จึงตั้งใจที่จะแก้ไขให้ลุล่วง บางครั้งเครึยดบ้างเพราะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

อันนี้เจอกับตัวเอง หลายครั้งเวลาที่นายกฯ ลงพื้นที่พบชาวบ้านที่มาสะท้อนปัญหา นายกฯ น้ำตาซึมนะเมื่อรับรู้เรื่องราวของชาวบ้าน และสั่งการแก้ไขในส่วนงานที่เกี่ยวข้องเลยนะ

ส่วนตัวเคยร่วมงานกับนายกฯ ในรัฐบาลที่แล้ว พบว่านายกฯ ตั้งใจมากที่จะช่วยชาวบ้าน และจริงๆ แล้วนายกฯ เป็นคนอารมณ์ดีนะ (ยิ้ม)”

เท่าทันข่าวลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382654?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เท่าทันข่าวลวง

7 สิงหาคม 2562 – 07:38 น.
โซเชียล,เท่าทันข่าวลวง
เปิดอ่าน 1,130 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 7 สิงหาคม 2562

มีข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ หรือ ปอท. ว่า กลุ่มบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง หรือ Fake News มากที่สุดคือกลุ่มผู้สูงวัย หรือที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นั่นหมายถึงว่า วุฒิภาวะ ไม่อาจจะเป็นเกราะกำบังหรือภูมิคุ้มกันสกัดกั้นข่าวลวงได้ ในเมื่อกลุ่มคนสูงวัยซึ่งพ้นจากวัยทำงาน มีเวลาว่าง และมักจดจ่ออยู่กับโลกโซเชียลมีเดียอันเป็นช่องทางให้ข่าวลวงเข้าถึงได้มาก ขณะเดียวกัน เพราะความไม่ช่ำชองที่จะหาข้อมูลประกอบอย่างรอบด้านเหมือนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็ทำให้กลายเป็นเหยื่อที่หลงเชื่อได้ง่าย ซ้ำร้ายยังส่งต่อหรือแชร์ข้อมูลไปยังหมู่มิตร ญาติพี่น้องอีกทอดหนึ่งด้วย นี่เป็นปัญหาในรายละเอียดหนึ่ง ในยุคที่สังคมของเรากำลังสับสนอลหม่านกับปรากฏการณ์ข่าวลวงที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ร้ายๆ

ขณะที่มีข้อมูลจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุกรณีศึกษาการใช้โซเชียลมีเดีย ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยโทรศัพท์มือถือสูงถึง 180%ของประชากร และมีการใช้สื่อโซเชียลจำนวนมาก จำแนกเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก มีจำนวนสูงสุด 54 ล้านคน ไลน์ 42 ล้านคน และทวิตเตอร์ 12 ล้านคน รมว.ดิจิทัลฯ บอกว่า การใช้สื่อโซเชียลมีเดียของประชาชน ทำให้เกิดความท้าทายต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม ศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณี และมีความขัดแย้งต่อกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทยในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาท กฎหมายด้านการจัดเก็บภาษี กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ข่าวลวงมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นผลในวงกว้างที่พบบ่อยก็คือ การสร้างหรือแชร์ข่าวที่สร้างความเสียหายให้แก่คนอื่น ข่าวลวงที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้คนเกิดความตื่นตระหนก ทั้งสองกรณีนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักการเมืองใช้เครื่องมือโซเชียลห้ำหั่นกันและกัน ขณะที่เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหลายจุดในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น กระทรวงดิจิทัลฯ และปอท.ก็ได้ออกคำเตือนมาหลายครั้งให้ระมัดระวังข่าวลวง แต่สุดท้ายก็ยังมีข่าวแบบนี้เกิดขึ้น ทั้งยังเอาการเมืองกับสถานการณ์มาผูกโยงกันด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่า คำขอร้อง คำเตือนเรื่องความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโทษถึงจำคุก รวมทั้งข้อเสนอแนะใดๆ จากส่วนราชการไม่ได้ส่งผลในทางป้องปรามแต่อย่างใดเลยกระนั้นหรือ

ระหว่างนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ กำลังหาแนวทางในการจัดตั้งศูนย์สกัดข่าวลวง เพื่อคัดกรอง กลั่นกรอง ป้องกัน เน้นการสื่อสาร ข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงด้านความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วในการติดตาม แก้ไข และให้ข้อมูลที่เป็นจริงก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อยับยั้งความเสียหาย ความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ก็มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องอาศัยทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการทำงานแบบตาสับปะรดสอดส่องในโลกโซเชียล ซึ่งต้องออกแบบโครงสร้างให้รวดเร็ว ว่องไว และสามารถตัดสินใจให้ข้อมูลได้ทันการณ์ ขณะที่ประชาชนเองก็จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณอย่างยิ่ง หากตรวจสอบไม่ได้ก็ต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่รีบแชร์จนตกเป็นเหยื่อและเครื่องมือของขบวนการข่าวลวง

ปลุกไทยอียู ต้าน “ไฟเย็น” ก๊วนแดงพเนจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382531?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปลุกไทยอียู ต้าน “ไฟเย็น” ก๊วนแดงพเนจร

6 สิงหาคม 2562 – 11:58 น.
ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,แดงลี้ภัย,กลุ่มไฟเย็น,โรส 112,สหพันธรัฐไท,แดงฮาร์ดคอร์,โครงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ IRAP
เปิดอ่าน 16,571 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 6 ส.ค.62

*************************

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อกลุ่มไฟเย็น ที่ต้องหนีตายออกจากลาวไปปักหลักที่ปารีส ฝรั่งเศส แต่กลับเจอกระแสต้านจากคนกันเอง นำโดย “โรส 112”, ป้าวันเพ็ญ และสะใภ้เสียงชาวบ้าน ที่ปักหลักอยู่กรุงลอนดอน อังกฤษ

ทีมงาน “แดงอียู” ปลุกระดมคนไทยในแดนน้ำหอมไปแจ้งกระทรวงมหาดไทย(ฝรั่งเศสไม่ให้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยแก่กลุ่มไฟเย็น เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้ถูกไล่ล่าหรือถูกขู่ฆ่า ควรกลับเมืองไทยได้แล้ว

สหายเผด็จอยู่ไหน?

ชีวิตใหม่ในฝรั่งเศสของกลุ่มไฟเย็น มีกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ในไทยร่วมแสดงความยินดีเป็นอย่างมาก ซึ่ง “แยม ไฟเย็น” ได้โพสต์ขอบคุณยาวเหยียด

ถึงแยมไม่สามารถที่จะแจงออกมาเป็นรายชื่อโดยละเอียดว่ามีใครบ้าง หน่วยงานไหน องค์กรไหนที่ยื่นมือเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ”

ที่เปิดเผยได้คือ จรรยา ยิ้มประเสริฐ ประสานสื่อต่างประเทศแอน นอร์แมน ช่วยแปลเอกสาร และโครงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ (IRAP) ที่อนุเคราะห์ในการซื้อตั๋วเครื่องบินให้พวกเขาทั้ง คน

กลุ่มไฟเย็น ต้องแยกย้ายไปอยู่ตามบ้านโฮสต์

วันนี้ ยังมีคนเสื้อแดงหลงเหลืออยู่ใน สปป.ลาว อีกนับร้อยคน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ แตกต่างจากกลุ่มสุรชัย แซ่ด่านกลุ่มลุงสนามหลวง และกลุ่มไฟเย็น

น่ากังขาว่า “สหายเผด็จ” หรือ “สหายสน” หายไปไหนนี่คือตัวละครคนสำคัญ ไม่แพ้ จักรภพ เพ็ญแข

ช่วงที่มีการก่อตั้งสหพันธรัฐไท โดยลุงสนามหลวงและโกตี๋ ก็ยังมีชื่อสหายเผด็จ เป็น ใน กลุ่มแกนนำสหพันธรัฐไท คืนวันที่ 29 กรกฎาคม 2560 ชายชุดดำบุกเข้าจับตัวโกตี๋ ที่บ้านพัก พร้อมกับนำตัวไปสังหารทิ้ง สหายเผด็จ(สหายสนก็อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นด้วย แต่ไม่ถูกอุ้มไปฆ่า

ว่ากันว่า สหายเผด็จยังใช้ชีวิตอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ทำไมอดีตหัวหน้าแดงฮาร์ดคอร์คนนี้ ไม่หลบหนีไปยุโรป ?

ฮาร์ดคอร์ยูเอสเอ ช่วยไฟเย็น

สำหรับ “แอน นอร์แมน” ประธานบริหารภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นกำลังสำคัญในการช่วยกลุ่มไฟเย็นออกจากลาวไปอยู่ฝรั่งเศส

แอน นอร์แมน ผู้ที่ช่วยไฟเย็นลี้ภัย

แอน นอร์แมน ไม่ใช่คนแปลกหน้าของกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ทั้งไทยและสหรัฐ เพราะเธอเคลื่อนไหวเสนอยกเลิก ม.112 และปล่อยนักโทษการเมืองไทยมาตลอด

ถ้ายังจำกันได้ กลุ่มภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น ก่อตั้งโดย เอนก ชัยชนะ หรือเอนก ซานฟราน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว king of noodle ในซานฟรานซิสโก โดยเอนกร่วมกับเสน่ห์ ถิ่นแสน(เพียงดิน รักไทยและแอน นอร์แมน ก่อร่างสร้างองค์กรนี้ขึ้นมา เมื่อปี 2555

ก่อนแยกกันอยู่ ไฟเย็นทัวร์ปารีส

เอนกมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองไทยหลายคน รวมถึงเป็นหัวคะแนนพรรคเดโมแครตในกลุ่มคนเอเชีย แต่พักหลัง เอนกมีปัญหา จึงมีการเปลี่ยนตัวประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จากเอนกเป็นแอน นอร์แมน ซึ่งอาศัยอยู่ที่พิตต์สเบิร์ก

แอน นอร์แมน มีสามีเป็นนักข่าวท้องถิ่นเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน จึงทำให้เธอมีความใกล้ชิดกับกลุ่มสมาคมสื่อมวลชนในสหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่ข่าว “ไฟเย็นถูกไล่ล่า” จึงมีการตีข่าวอย่างเป็นกระบวนการ

แดงฮาร์ดคอร์ในสหรัฐ รู้ดีว่า เดโมแครตไม่ได้มีอำนาจรัฐ จึงต้องส่งไฟเย็นไปฝรั่งเศส 

แดงอียู” หัก “แดงพเนจร”

ระหว่างที่กลุ่มไฟเย็นเดินทางออกจากลาวสู่ฝรั่งเศส ทุกฝ่ายที่ช่วยเหลือต่างปิดเป็นความลับสุดยอด เพราะเกรงจะถูกสกัดกลางทาง แต่ “โรส 112” กลับแฉออกยูทูบว่า ไฟเย็นมาถึงปารีสแล้ว

โรส 112 ออกโรงไล่ไฟเย็น

โรส” ฉัตรวดี อมรพัฒน์ ที่หลบหนีคดี 112 ไปตั้งหลักปักฐานมีครอบครัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จนได้สัญชาติพลเมืองท้องถิ่น

กลุ่มสะไภ้เสียงชาวบ้านจุดกระแสด้านไฟเย็น

สองสามปีมานี้ “โรส 112” จับมือ “สะใภ้เสียงชาวบ้าน” แดงฮาร์ดคอร์ในอังกฤษ จัดรายการทอล์กทางยูทูบ ตอบโต้กลุ่มวิทยุใต้ดินในลาว เนื่องจากพวกเธอไม่ชอบพฤติกรรม “ขอทานออนไลน์” ของพวกแดงฝั่งซ้าย 

ล่าสุด เพจ “เสียงชาวบ้าน วิชาการของชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน” ได้โพสต์ข้อความ “พี่น้องชาวยุโรป ฝรั่งเศส EU โปรดรีบช่วยกันแจ้งกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ให้ช่วยส่งสมาชิกวงไฟเย็นกลับบ้าน”

โรส 112 จัดรายการทางยูทูบทุกวัน

กลุ่มโรส มองว่า เมืองไทยมีเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากระบบการเลือกตั้ง สมาชิกวงไฟเย็นจึงไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่จะไม่ยอมกลับไปประเทศไทยอีก

สำหรับการอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งหากมีการรับเป็นผู้ลี้ภัยสมบูรณ์แล้ว จะทำให้เกิดภาระทางภาษีแก่พี่น้องคนไทยที่ทำงานเสียภาษีในอียู ในการถูกเพิ่มหรือดึงภาษีเข้าเลี้ยงดูต่อบุคคลที่มิได้ร่วมทำประโยชน์ใดๆ แก่ชาวอียู”

แคมเปญไล่ไฟเย็นกลับไทย

สะใภ้ชาวบ้าน ยังแฉว่า “ขบวนการลี้ภัยของวงไฟเย็น เป็นขบวนการที่ออกแบบร่วมกันสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัย ที่สร้างจากไลน์หลังไมค์”

เกมแดงลากไส้แดงนั้น ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะโรส ลอนดอน ได้ชำแหละนักทฤษฎีฝ่ายซ้ายไทย ที่มีพฤติกรรมไม่สวยงามนักในปารีส  

เจ้ามือหวยไม่หวั่น ! เตรียมดัดแปลง “สลาก12นักษัตร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้ามือหวยไม่หวั่น ! เตรียมดัดแปลง “สลาก12นักษัตร”

6 สิงหาคม 2562 – 10:25 น.
กองสลากกินแบ่งรัฐบาล,12 นักษัตร
เปิดอ่าน 1,444 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลังกองสลากเปิดแถลงข่าว โชว์ไอเดีย “สลากภาพ 12 นักษัตร” หวังหาเงินกับคอพนันเพิ่มจากการขายลอตเตอรี่แบบเดิมๆ แต่หลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่าเป็นการมอมเมาประชาชนให้ติดพนันเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายเจ้ามือหวยวิเคราะห์ว่า เป็นของเด็กเล่นรูปแบบใหม่ แต่ถ้าฮิตติดตลาดจริง ก็มีวิธีดัดแปลงขายใต้ดินเช่นกัน !ย้อนไปวันที่ 22 พฤษภาคม รัฐบาล คสช. ปลดล็อกข้อกฎหมายเก่าที่ค้ำคอสำนักงานกินแบ่งฯ มานานกว่า 40 ปี ด้วยการประกาศใช้ “พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่2) พ.ศ.2562” เปิดช่องทางให้ออกสลากพนันรูปแบบอื่นได้ จากนั้นไม่นานก็มีการตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาเพื่อศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์การพนันใหม่ ให้เหมาะสมกับคนไทยและเหมาะสมกับเทคโนโลยีในอนาคต

ในที่สุด วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 “พชร อนันตศิลป์” ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดแถลงข่าวผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ที่ใช้ชื่อว่า “สลากภาพ 12 นักษัตร” ตั้งเป้าว่าจะขายผ่านระบบออนไลน์หรือให้โควตาขายเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แถมโชว์ว่านี่คือสลากที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครในโลกใบนี้ !

โดยสลากออกแบบเป็นตัวการ์ตูนสัญลักษณ์สัตว์ 12 ราศี ชวด ฉลู ขาล เถาะ ฯลฯ เรียกเป็นทางการว่ารูปภาพ 12 นักษัตร ขายใบละ 50 บาท ซื้อผ่านออนไลน์ได้ไม่จำกัดจำนวน สำหรับวิธีการเล่นสลาก คนซื้อต้องเลือกรูปภาพราศี 12 แบบ ที่มีอยู่ในช่องยาว 4 ช่อง โดยเลือกใส่รูปภาพได้ช่องละ 1 รูปหรือเลือกกดภาพ 1 ภาพต่อ 1 ช่อง สำหรับกฎกติกาการเล่นสลากใหม่นั้น มีการคิดไว้เบื้องต้นดังนี้

(1) รูปภาพที่ชนะจะประกาศเดือนละ 2 ครั้ง ในวันที่ 1 และวันที่ 16 ของทุกเดือน (2) ผู้ซื้อสลากอาจทำได้โดยซื้อผ่านออนไลน์ด้วยแอพพลิเคชั่นมือถือ หรืออาจผ่านตัวแทนขายที่เป็นผู้พิการและคนด้อยโอกาส (3) เงินรางวัลสลาก 12 นักษัตร จะเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 60 ของยอดขาย แบ่งจ่ายตามจำนวนของผู้ถูกรางวัล

หมายความว่า ถ้ามีคนซื้อเยอะก็ได้รางวัลเยอะ เพราะเงินที่ขายสลากได้นั้น จะนำมาผันแปรตามจำนวนผู้ถูกรางวัล เช่น ถูกรางวัลแบบ “รูปภาพ 4 ตัวเต็ง หรือตัวตรง” หมายถึงซื้อภาพได้ถูกตรงกับภาพที่ออกสลากทั้ง 4 หลัก และ 4 รูปภาพ จะได้เงินร้อยละ 50 ของเงินรางวัลทั้งหมด โดยนำมาหารเฉลี่ยกับผู้ถูกรางวัลคนอื่นอีก ส่วนอีกแบบหนึ่ง คือ “รูปภาพ 4 ตัวโต๊ด หรือตัวสลับ” หรือ หมายถึงซื้อภาพถูก 4 ภาพที่ออกสลาก ไม่ว่าจะวางอยู่ในช่องใดก็ตาม จะได้เงินรางวัลร้อยละ 50 ของเงินรางวัลทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดไว้ว่า หากสลาก 1 ใบ ถูกทั้งตัวตรงและตัวโต๊ด จะต้องเลือกรับรางวัลที่สูงสุดได้เพียงรางวัลเดียว

แต่หลังจากแถลงข่าวโชว์ไอเดียสลากใหม่ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง ฝ่ายคัดค้านรีบออกสื่อสังคมออนไลน์เช่นเดียวกัน นำโดย “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า การออกสลาก 12 นักษัตร ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญและเป็นบ่อนทำลายศาสนา เพราะส่งเสริมมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข แทนที่รัฐบาลจะเข้มงวดการเล่นพนัน กลับมาส่งเสริมเสียเอง ขัดต่อทั้งหลักนิติธรรมและหลักศาสนา รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2560 ด้วย เช่น มาตรา 31 ที่ระบุไว้ว่า

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

ยิ่งไปกว่านั้น “ศรีสุวรรณ จรรยา” ยังอ้างอีกว่า รัฐบาลไม่ได้บอกความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสลาก 12 นักษัตร โดยเฉพาะโอกาสที่จะถูกรางวัลทั้งแบบตรงและแบบสลับภาพ เพราะการถูกรางวัลจะมีเพียง 24 รูปแบบ จากทั้งหมด 20,736 รูปแบบ หมายความว่าอัตราการถูกรางวัลจะมีเพียงประมาณร้อยละ 0.115 เท่านั้น ทำให้ไม่ว่าจะซื้อมากหรือซื้อน้อย เงินรางวัลที่ได้รับน่าจะไม่เกิน 1 หมื่นบาท

สำหรับข้ออ้างการออกสลากรูปแบบใหม่ ที่หวังลดปัญหาเงินชาวบ้านที่หลั่งไหลไปยังเจ้ามือหวยใต้ดิน ประมาณปีละ 5 หมื่น -1 แสนล้านบาท และในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีผลการศึกษาประเมินไว้ว่า มูลค่าหวยใต้ดินอาจขยายตัวจากปีละ 1 แสนล้าน เป็น 5 แสนล้านบาทในอนาคตนั้น

คำกล่าวอ้างนี้ทำให้ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ อดีตฉายา เสี่ยวอลโว่แห่งวงการมวย ออกมาประกาศเตือนผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลถึงการออกสลากใหม่แบบนี้ ไม่สามารถบรรเทาปัญหาสลากเกินราคาหรือสกัดปัญหาเล่นหวยใต้ดิน เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถ้าอยากลดความร่ำรวยของเจ้ามือหวยใต้ดิน ก็ต้องใช้วิธีการ “ล้างบางมาเฟียหวยใต้ดิน” อย่างจริงจัง ไม่ใช่การเปิดขายสลากรูปแบบใหม่เพื่อมอมเมาประชาชน พร้อมเสนอให้มีการถอดถอน หรือปลดบอร์ดกรรมการสลากฯ ให้เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมมากกว่านี้

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามความคิดเห็นไปยังตัวแทนอดีตเจ้ามือขายหวยใต้ดินรายใหญ่ในภาคอีสาน ซึ่งวิเคราะห์ให้ฟังว่า จากรายละเอียดของ สลาก 12 นักษัตร เท่าที่เห็นเบื้องต้นนั้น ไม่น่าจะต่างไปจากการเล่นพวกน้ำเต้าปูปลา ที่ใช้รูปภาพแทนตัวเลข แต่เงินรางวัลที่ได้นั้นค่อนข้างน้อยกว่าซื้อสลากกินแบ่งแบบเดิมเสียอีก

“เท่าที่ดูข้อดีมีอย่างเดียวคือราคาถูก แค่ใบละ 50 บาท คนไทยอาจซื้อทดลองเล่นๆ ในช่วงแรก แต่ไม่นานก็จะเบื่อ เพราะลุ้นรางวัลยาก มีรูปสัตว์ตั้ง 12 ตัวไม่เหมือนตัวเลขที่มีแค่ 0-9 จำง่ายกว่า และการให้เลือกใส่ 4 ช่องสลับไปมายิ่งทำให้คนซื้่อสับสน จำไม่ได้ว่าซื้อตัวไหนในช่องไหน ตัวไหนก่อน ตัวไหนหลัง จำยากมาก พวกมะเมีย มะแม เถาะ ฯลฯ”

ตัวแทนเจ้ามือหวยข้างต้นกล่าวต่อว่า ข้อเสียเปรียบอีกอันหนึ่งที่ไม่น่าจะสู้การซื้อเลขหวยใต้ดินแบบเดิมคือ จำนวนเงินรางวัล เพราะตอนนี้หวยใต้ดินขาย 3 ตัวเต็งหรือ 3 ตัวตรง ซื้อ 1 บาท ได้ 500 บาท แต่ถ้าเป็น 3 ตัวโต๊ด หรือตัวสลับ 1 บาท ได้ 90 บาท แต่ถ้าซื้อสลากรูปสัตว์ต้องเพิ่มเป็น 4 ตัวเลข และเงินรางวัลต้องขึ้นกับจำนวนคนซื้อ และเอามาหารกับคนที่ถูกรางวัล ทำให้ตัวเลขที่ได้เงินจะไม่แน่นอน พร้อมกล่าวว่า

“คนซื้อหวยใต้ดินคือคนที่ต้องการความแน่นอนว่า ถูกรางวัลแล้วได้เงินเท่าไรกันแน่ ถ้าไม่แน่นอนแบบนี้อาจได้ลูกค้ากลุ่มอื่นไม่น่าจะใช่กลุ่มที่นิยมเล่นหวยใต้ดิน ถ้าถามว่าหากในอนาคตคนนิยมเล่นมากขึ้น ก็ไม่แน่ว่า เจ้ามือหวยอาจดัดแปลงมาขายแบบใต้ดินด้วยก็ได้ เช่น เปลี่ยนสัญลักษณ์จากรูปภาพสัตว์ให้เป็นตัวเลข เพื่อคนซื้อจำได้ง่ายๆ เช่น กุนหรือหมู เท่ากับเลข 1 เถาะหรือกระต่ายเท่ากับเลข 2 ส่วนวิธีขายก็ไม่ยาก เพราะมีฐานลูกค้าเก่าอยู่แล้ว ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หวยออกได้เงินทันที ไม่วุ่นวายซับซ้อน”

การวิเคราะห์ของผู้ที่คร่ำหวอดในวงการหวยใต้ดินมานานกว่า 30 ปีข้างต้น น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งฯ เพราะช่วงนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด จากนั้นก็นำเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ ก่อนเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่จะซื้อ “สลาก 12 นักษัตร” นั่นคือ “ห้ามเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หมายความว่า คนไทย 14.5 ล้านคนที่ไปลงทะเบียนหมดสิทธิ์ซื้อสลากรูปภาพ 4 เต็ง 4 โต๊ด

เงื่อนไขนี้อาจเปิดช่องให้เจ้ามือหวยใต้ดิน “รวยกว่าเดิม” หากรู้วิธีดัดแปลงเอาใจกลุ่มลูกค้าผู้รายได้น้อย แต่ถูกกีดกันไม่ให้ซื้อ สลาก 12 นักษัตร !

“ครูตั้น”วาดฝันปฏิรูปการศึกษาไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/382522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ครูตั้น”วาดฝันปฏิรูปการศึกษาไทย

6 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ปฏิรูปการศึกษา
เปิดอ่าน 1,573 ครั้ง

“ครูตั้น”วาดฝันปฏิรูปศึกษาไทย โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รับหน้าที่ “เสมา 1” ในครั้งนี้ โดยภารกิจที่ ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบให้ “ครูตั้น” ไปดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาของไทยทั้งระบบนั้น ครูตั้นบอกกับเครือเนชั่นว่า ”ต้องขอความร่วมมือจากทุกองค์กรเพื่อร่วมกันผลักดันวาระของชาติที่หลายคนสะท้อนว่าไม่ได้รับการแก้ไขจริงจังมานานปี และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลให้การพัฒนาประเทศไม่คืบหน้า”

ยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีที่ลุงตู่วางโรดแม็พไว้นั้น การศึกษาคือบันไดขั้นหนึ่งที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์แบบยั่งยืน ฉะนั้นครูตั้นจะทำหน้าที่นี้ให้ผลบังเกิดอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ…

รมว.ศึกษาธิการกล่าวว่า “ผมรับหน้าที่นี้ โดยมองว่าการศึกษาไทยทั้งระบบต้องเปลี่ยนแปลงให้มีคุณภาพ หลักสูตรการเรียนการสอนต้องทันสมัยต่อโลกในวันนี้ที่เทคโนโลยีเข้ามาไวและสังคมเปลี่ยนแปลงเร็ว หากยังใช้หลักสูตรเดิมๆ ที่ไม่เปลี่ยน นักเรียนของเราจะสู้คนอื่นไม่ได้ ทั้งที่ความจริงนักเรียนไทยมีความสามารถไม่แพ้นักเรียนชาติอื่นๆ นะ รางวัลระดับโลกที่คนของเราได้มาก็มีมาก สะท้อนว่าคนของเรามีความรู้ดีแต่เราจะต้องเสริมความแกร่งเข้าเพิ่ม แม้จะเสริมให้ทุกคนไม่ได้ แต่อย่างน้อยจะต้องไม่ทิ้งห่างกัน

ดังนั้นสามปัจจัยที่สำคัญคือ โรงเรียนที่ต้องใช้งบบางส่วนเพิ่มให้มีศักยภาพเท่าเทียมกันทุกแห่ง ครูที่ต้องต่อยอดทางคุณภาพการสอนและการเรียนรู้สิ่งใหม่ รวมทั้งการดูแลสวัสดิการ นักเรียนที่ต้องเริ่มความพร้อมตั้งแต่ขั้นอนุบาลและปฐมวัย เป้าหมายนี้คือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เราต้องสร้างคนให้ตรงความต้องการของโลก ผมหารือผู้ประกอบการเอกชนหลายรายว่าต้องการให้เราผลิตนักเรียนแบบใดที่ตลาดต้องการ เราได้รับฟังเสียงสะท้อนและแนวคิด รวมทั้งการมีส่วนร่วม ผู้ประกอบการพร้อมที่จะมาช่วยยกร่างหลักสูตรและมาช่วยสอนให้ ตรงนี้ผมยินดี เพราะเราจะได้สิ่งที่ดีที่ทุกฝ่ายยอมรับและต้องการ

นักเรียนของเรานั้น ผมมองว่า ช่วงรอยต่อ เช่น ม.3 ขึ้น ม.4 ควรจะตั้งเป้าชีวิตว่า จะเรียนต่อสายใดและอยากทำงานอะไรเมื่อเรียนจบ ตรงนี้จะประสานกระทรวงต่างๆ ในการกำหนดทิศทางการสร้างคนของเราว่า แต่ละปีนั้น สายงานใด ต้องการบุคลากรเข้าทำงานเท่าใด และต้องการเน้นทักษะใด ต้องวางแผนล่วงหน้า เช่น ตอนนี้คนต่างชาตินิยมมาใช้บริการโรงพยาบาลในไทยและเพิ่มขึ้นทุกปี เราก็ต้องหารือส่วนงานที่เกี่ยวข้องว่า ในห้าปีข้างหน้าจะขาดแคลนบุคลากรด้านใดหรือจะเน้นทักษะของคนที่จะรับเข้าทำงานแบบไหน เราจะได้สร้างคนด้วยการศึกษาให้ตรงกับงานที่ตลาดต้องการ และยังสามารถส่งออกบุคลากรของเราไปทำงานในต่างประเทศได้ มันต้องเตรียมความพร้อมทุกด้าน เช่น ภาษา การใช้เทคโนโลยี การเรียนรู้วัฒนธรรมของคนต่างชาติ เพราะองค์ประกอบพวกนี้มันสอดรับกันหมด หรือนักเรียนอาชีวะ เราก็ต้องสร้างคนให้พร้อมรองรับงานที่ต้องใช้ทักษะใหม่ เช่น อีอีซีที่เรากำลังดำเนินการ นักเรียนอาชีวะคือแรงงานคุณภาพที่เราต้องผลิตเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่”

ส่วนการดูแลแม่พิมพ์ของชาตินั้น ครูตั้นบอกว่า “สิ่งที่สอบถามมานั้น คือสิ่งสำคัญ นักเรียนคือผ้าสีขาว หากมีเบ้าพิมพ์ที่ดีก็จะสร้างผลผลิตที่ดีออกมาให้สังคมทุกด้าน การพัฒนาครูนั้นแน่นอนว่าต้องมีงบประมาณบางส่วนมาเสริมทักษะครู และผมกำลังพิจารณา รวมทั้งคุณภาพชีวิตครูที่ผมกำลังหาวิธีดูแลแบบยั่งยืน หากครูมีคุณภาพชีวิตที่ดี การทำหน้าที่เบ้าพิมพ์ที่จะสอนคนในชาติก็จะมีผลดี เพราะครูนั้นเสมือนจิตรกร หากมีอุปกรณ์ที่ดี กำลังใจที่ดี จะมีแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมา สังคมก็ได้ประโยชน์ตรงนี้ทุกภาคส่วน คือหากครูเข้มแข็ง นักเรียนก็จะเข้มแข็ง สังคมไทยก็จะเติบโตแบบมีคุณภาพ ผมจะเน้นให้สังคมไทยมีครูที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และประสานไปยังกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในฐานะที่จะผลิตเบ้าหลอมนี้ออกมาเพื่อสอนคนรุ่นใหม่ในโรงเรียนว่า เราอยากได้ครูคุณภาพแบบใด การประสานทุกองค์กรเพื่อให้เรื่องนี้เดินหน้า ต้องดำเนินการ ผมคนเดียวคงไม่สามารถทำได้”

ส่วนกรอบเวลาที่วาดฝันไว้นั้นจะเริ่มเมื่อใดที่จะเห็นผล ครูตั้นกล่าวว่า “การศึกษานั้นต้องมีระยะเวลาดำเนินการ แต่ผมตั้งเป้าเบื้องต้นว่าปีการศึกษา 2563 ในภาคเรียนแรกนั้นจะต้องเริ่มขับเคลื่อนเพื่อให้ผลงานออกมา จะเริ่มต้นที่ชั้นอนุบาลและประถมเพราะเป็นต้นทางของการเรียนรู้ เราต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่นี่เป็นขั้นต้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะดูแลเยาวชนที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเรียนรู้ ผมมั่นใจว่าปีการศึกษาหน้าเราจะเริ่มเห็นผลบวกของการเปลี่ยนแปลงการศึกษา

ทุกวันนี้ผมรับฟังทุกหน่วยงานแม้แต่นักเรียนที่ผมไปตรวจเยี่ยมสะท้อนทัศนคติด้านการศึกษาเสมอๆ ผมเชื่อว่าข้อมูลที่ทุกฝ่ายนำเสนอมานั้นจะช่วยให้เราก้าวเดินในรูปแบบใหม่ได้แน่นอน”

เสมา 1 บอกว่า คุณภาพของบุคลากรในกระทรวงนี้มีหลากหลายด้านและเชื่อในความตั้งใจในการทำหน้าที่ แต่บางส่วนที่ภารกิจด้านการศึกษาไม่ก้าวหน้านักคือกติกา ฉะนั้นกฎหมายใดที่ใช้มาแล้วห้าปีต้องมาพิจารณาใหม่เพื่อให้สอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมในตอนนั้นๆ เพราะหลายคนสะท้อนว่าอยากเปลี่ยนแต่ติดขัดตรงกติกา ดังนั้นจะร่วมกันกับทุกภาคส่วนแก้กติกาบางอย่างที่ทำให้การขับเคลื่อนการศึกษาสะดุดให้ลุล่วง หากแก้ไขตรงนี้ได้การพลิกโฉมการศึกษาไทยจะไปได้ดีแน่นอน

“เราคุยกัน ทำงานร่วมกัน เพราะทุกอย่างต้องทำเพื่อประเทศ การศึกษาคือหัวใจการเดินหน้าของประเทศ มันคือวาระแห่งชาติที่ผมจะไปขอความร่วมมือกับทุกฝ่ายขับเคลื่อน” ณัฏฐพลกล่าว

แน่นอนว่าการเดินหน้านโยบายรัฐบาลจะไปได้หรือไม่…อยู่ที่ความพร้อมของฝ่ายนิติบัญญัติที่เสมือนเป็นฐานเสียงที่หนุนฝ่ายบริหาร “พลังประชารัฐ” คือพรรคหลักของรัฐบาลผสมชุดนี้ ความพร้อมดังกล่าวจะไปได้รอดหรือไม่ ครูตั้นในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. และทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคด้วยนั้นกล่าวว่า “มั่นใจศักยภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่มาทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาล ที่เข้าใจการบริหารประเทศและงานของรัฐสภา นายกฯ มีความพร้อมที่จะตอบคำถามของ ส.ส.และส.ว. เพราะเตรียมตัวมาแล้ว”

“ยอมรับว่ากระบวนการในรัฐสภาจะเป็นส่วนหนึ่งของการล้มรัฐบาล แต่รัฐบาลชุดนี้มีความพร้อม ทุกพรรคร่วมรัฐบาลให้ความร่วมมือดีมากในการประชุม แม้พวกเราจะมีเสียงปริ่มน้ำ แต่ความร่วมมือบังเกิดนะ ครม.มีหน้าที่ขับเคลื่อนผลงานให้ออกมาตามที่แถลงนโยบายรัฐบาลไว้ให้เกิดผลเร็วที่สุด ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลจะไปขับเคลื่อนในพื้นที่และฟังเสียงชาวบ้านมาสะท้อน และร่วมประชุมรัฐสภา

นายกฯ บอกกับครม.ว่า ตั้งใจร่วมมือทำงานและอย่าสร้างปัญหา ตรงนี้ก็ชัดแล้วเพราะหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมันอาจเป็นจุดจบของครม.ก็ได้ ผมเชื่อมั่นว่าครม.จะตั้งใจทำงานเต็มที่” แกนนำพปชร.คนนี้ระบุ

ส่วนปัญหาขัดขากันในพรรคระหว่างกลุ่มต่างๆ นั้น แกนนำพปชร.กล่าวว่า “เมื่อแกนนำพรรคบางคนไปทำหน้าที่ในครม. แรงกดดันในช่วงก่อนหน้านี้ที่เคยมีมันก็คลายตัวแล้ว คงไม่มีอะไรอีก วันที่พวกเรามาร่วมตั้งพรรคนี้ขึ้นมาไม่คาดว่าพรรคจะเติบโตได้ขนาดนี้ เมื่อร่วมงานกันก็อาจมีสิ่งขลุกขลักบ้างในช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้ทุกคนเข้าใจกันดีและมีทิศทางที่ชัดเจนกันแล้ว และหนึ่งเดือนข้างหน้านี้สังคมจะเห็นการพัฒนาของพรรคที่จะตอบโจทย์สังคมได้มาก คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคที่จะมีตัวแทนคนหลากกลุ่มและส.ส.ในภูมิภาคต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อนภารกิจข้างต้น พปชร.จะสร้างทิศทางการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางการเมืองให้สังคมรับรู้และสัมผัสได้จริง เพราะจะยึดประชาชนกับผลประโยชน์ชาติที่มาจากนโยบายรัฐบาลเป็นที่ตั้ง”

รอดูว่าความฝันที่ครูตั้นวาดไว้ทั้งการเมืองและการศึกษาจะบังเกิดผลหรือไม่…