’18 ต้องห้าม’..มาตรการป้องกันเชิงรุก’ปคม.’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

’18 ต้องห้าม’..มาตรการป้องกันเชิงรุก’ปคม.’

24 กรกฎาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,มาตรการป้องกันเชิงรุก,18 ต้องห้าม,ปคม
เปิดอ่าน 1,434 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย     โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยรวดเร็วในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะ “โซเชียลมีเดีย” จึงก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ หรือค่านิยมที่ไม่เหมาะสม อาทิ การบริโภควัตถุนิยม การใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยเกินตัว การแต่งกายที่ไม่เหมาะสม การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่การขายบริการทางเพศ การค้าประเวณี รวมทั้งถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในรูปแบบการค้ามนุษย์ ยิ่งแล้วในกลุ่มเด็กหญิงและชายที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีการใช้สื่อออนไลน์แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายและมีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงอย่าง กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) จึงมีโครงการ “18 ต้องห้าม” ซึ่งเป็นมาตรการด้านการป้องกันเชิงรุกของบก.ปคม. ที่ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องหลายปี แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำหน่วยมาแล้วหลายหน โดยปีนี้สานต่อโครงการมาถึงรุ่น 6/2562 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รองผบก.ปคม. และ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบก.ปคม. ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 กองกำกับการ ใน บก.ปคม. ด้วยการจัดอบรมนักเรียนนักศึกษาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพราะตำรวจ ปคม. อยากให้สังคมดีขึ้น อยากเห็นเด็กและเยาวชนห่างไกลปัญหาค้ามนุษย์ รู้เท่าทันการถูกล่อลวงหรือคุกคามทางเพศ และภัยจากโลกโซเชียลมีเดียในยุคสมัยนี้ ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ

พล.ต.ต.วรวัฒน์ อธิบายว่า ปัจจุบันมีเยาวชนที่ติดตามสื่อทางโซเชียลตกเป็นเหยื่อกลายเป็นผู้เสียหายจากสื่อลามกอนาจาร เนื่องจากทุกวันนี้สื่อโซเชียลกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดคดีอนาจาร คดีล่วงละเมิดทางเพศ และคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในกลุ่มเยาวชน เพราะปัจจุบันเยาวชนสามารถเข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย และมีเยาวชนชายหญิงจำนวนมากตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกล่อลวงให้ถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอโชว์อนาจารจนเป็นต้นเหตุให้เกิดคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ คดีอนาจาร คดีล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเยาวชนจึงมีความจำเป็นต้องรู้เท่าทันสื่อโซเชียลเพื่อป้องกันการถูกชักจูงจนตกเป็นผู้เสียหาย ทำให้ตำรวจ ปคม. มีโครงการลงพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

“วัตถุประสงค์ที่สำคัญของโครงการนี้ คือ 1.เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม ส่งเสริมทัศนคติ เพื่อกำจัดและลดความเสี่ยงในการเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ 2.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมรู้เรื่องกฎหมายการค้ามนุษย์ ทราบถึงวิธีการป้องกันการถูกหลอกลวง มิให้ตกเป็นเหยื่อจากขบวนการค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ และ 3.เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส และข้อมูลของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และมีวิธีล่อลวงเหยื่อที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้สื่อออนไลน์ อาจตกเป็นเหยื่อได้ หากไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี เพราะเยาวชนจำนวนไม่น้อยเขาไม่เคยรู้เลยว่าการเล่นโทรศัพท์มือถือ การเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในสื่อออนไลน์ จะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นการอบรมถือเป็นความรู้ใหม่ที่จะได้รับ สามารถนำความรู้ไปต่อยอด บอกต่อกลุ่มเพื่อนและบุคคลใกล้ชิดให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์ให้มากขึ้น” ผบก.ปคม. ระบุ

หากจริงจังในการป้องกัน ปราบปราม กวาดล้าง ช่วยเหลือ และการมีส่วนร่วมภาคสังคม เชื่อว่าจะทำให้ปัญหาการค้ามนุษย์และการค้าประเวณีลดลง..!!

ถนนพระราม 2โครงการ 7 ชั่วโคตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380834?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถนนพระราม 2โครงการ 7 ชั่วโคตร

24 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน,ถนนพระราม2,ถนนโครงการ 7 ชั่วโคตร,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 2,026 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ขอสนับสนุนโครงการเหยียบคันเร่งถนนพระราม 2 ที่ชาวบ้านเรียกว่าถนนโครงการ 7 ชั่วโคตร

ถนนพระราม 2 หรือทางหลวงหมายเลข 35 เป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้ ประกอบกับมีระยะทางสั้นกว่าถนนหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ทำให้การใช้รถมีปริมาณสูงมาก การจราจรติดขัด จำเป็นต้องขยายเส้นทางพิเศษเพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ลดระยะเวลาการจราจรที่ติดขัด ลดระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง

โดยจัดทำโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 35 ตอนทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย รวมเป็นเงินค่าก่อสร้าง 2,300 ล้านบาท

การปรับปรุงถนนพระราม 2 กม.16 ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการก่อสร้างเป็นอย่างมากจนทนไม่ไหวร้องเรียนหลายหน่วยงาน

ทำให้การจราจรติดขัดมาก ฝุ่นละอองจำนวนมากจนร้านค้าข้างทางต้องปิดกิจการหนี ก่อสร้างมา 2 ปีแล้วยังไม่เสร็จจนชาวบ้านตั้งฉายา ‘ถนนเจ็ดชั่วโคตร’

จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย และรมช.จากพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยจัดการปัญหาถนนนี้ด้วย

ถนนพระราม 2 นับเป็นเส้นเลือดใหญ่สู่ภาคใต้อย่างแท้จริง
อ๊อด เทอร์โบ


 อีสานแล้งในรอบ 30 ปี
 ลองของรัฐบาลทันที

ผมเป็นชาวนาอยู่เมืองขอนแก่นครับ อยากจะบอกมายังรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังมีโครงการมากมายหลายๆ กระทรวงว่าผมไม่สนใจสักเท่าไรหรอกครับ เพราะพวกผมกำลังเดือดร้อนจากภัยแล้งอย่างมากมายเหลือเกิน

อย่างขอนแก่น 12 อำเภอแล้งหนักเพราะฝนทิ้งช่วงหรือหลายๆจังหวัดก็เจอแบบเดียวกัน อย่าง จ.ศรีสะเกษ ฝนไม่ตกมา 2 เดือนแล้ว หรือชัยภูมิหนักที่สุดในรอบ 30 ปี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ผมยกมาเรียนให้ทราบ

แม่น้ำหลายสายและเขื่อนหลายแห่งก็แล้งจนน่าตกใจมากครับผมจึงหวั่นใจว่าภัยแล้งวิกฤติหนักกว่าทุกปี

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาไม่ใช่เป็นการร้องทุกข์หรือขอให้ฝนตกหรอกครับ แต่แจ้งมาเพื่อให้ทราบว่าจากนี้ต่อไปเราจะอยู่กันได้อย่างไร?
บุญเหลือ (ขอนแก่น)


เรียนคุณ ‘บุญเหลือ’ ขอนแก่น
ผมอ่านจดหมายของคุณด้วยความทุกข์ระทมใจเพราะภัยแล้งนี่เกิดขึ้นทุกจังหวัดในภาคอีสาน จะหนักบ้าง-เบาบ้าง ก็ตามสถานการณ์ที่แจ้งมา ซึ่งรัฐบาลต้องหาทางช่วยเหลือโดยเร็ว ที่มองเห็นทางก็คือ ‘ฝนหลวง’ ที่จะบรรเทาทุกข์ได้ลงในระดับหนึ่ง

เวลานี้บรรดารัฐมนตรีในกระทรวงเกษตรฯ ต่างก็เต้นตามเพลงมีแผนการจัดการรับมือภัยแล้งตามสูตรสำเร็จที่ทราบๆ กันอยู่

แต่จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นต้องรอดูกันต่อไป และภัยแล้งนี้จะลามไปถึงภาคเหนือ-กลางต่อไปอีกอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 จีนปิดสนามกอล์ฟเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ
ส่งท้ายวันนี้ด้วยข่าวนี้ จีนสั่งระงับการก่อสร้างและปิดสนามกอล์ฟรวม 127 แห่งทั่วประเทศด้วยเหตุผลเพื่ออนุรักษ์ดิน-น้ำ

สรุปว่าจีนในยุคประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ จะเป็นปฏิปักษ์กับกีฬากอล์ฟอย่างแน่นอน


 จีนปิดสนามกอล์ฟและระงับการก่อสร้าง
คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ว่า ความทุ่มเทของจีนในการสั่งระงับการสร้างสนามกอล์ฟแห่งใหม่และการปิดสนามกอล์ฟ 127 แห่ง

ปีที่ผ่านมาคณะกรรมการและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลกลางเดินหน้าปราบปรามสนามกอล์ฟที่สร้างอย่างผิดกฎหมายและสั่งยุติโครงการสนามกอล์ฟ 14 แห่ง ในมณฑลซานซี จี๋หลิน ฝูเจี้ยน ซานตง เหอหนาน หูเป่ย ไห่หนาน เสฉวน อวิ๋นหนาน และส่านซี

รัฐบาลจะดำเนินมาตรการ ‘ความอดทนเป็นศูนย์’ โดยระงับการสร้างสนามกอล์ฟแห่งใหม่และจะยกระดับการตรวจสอบติดตามผลด้วยการตรวจสอบผ่านดาวเทียมการตรวจสอบเป็นประจำ และการตรวจสอบผ่านสื่อ

ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ประเทศจีนเริ่มปราบปรามการสร้างสนามกอล์ฟเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เนื่องจากการก่อสร้างและการดูแลรักษาสนามกอล์ฟต้องใช้ทรัพยากรมากเป็นพิเศษ และขณะเดียวกันหลายเมืองในประเทศจีนต่างก็ประสบปัญหาขาดแคลนดินและน้ำรวมถึงปัญหาราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


สั้นๆตรงๆกับ’ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380838?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สั้นๆตรงๆกับ’ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า’

24 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
ผู้กองตุ๋ย,รอธรรมมนัส พรหมเผ่า,ครมประยุทธ์ 2
เปิดอ่าน 3,728 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

การฟอร์ม ครม.ประยุทธ์ 2 นั้น หลายคนรับรู้ว่าเริ่มต้นแบบตะกุกตะกัก….

กาวใจและการเดินเกมแบบบนดินและใต้ดินนั้นเพื่อให้รัฐนาวาชุดนี้ขยับหลายคนรู้ว่า “ผู้กองตุ๋ย” จากเมืองพะเยาเป็นคนประสานสิบทิศเพื่อผลักดันให้รัฐนาวาลำนี้ลงปากอ่าวและเริ่มฝ่ามรสุมออกไปได้

แม้หลายคนจะประเมินว่าสนิมจะเกิดแต่เนื้อในตนของเรือเหล็กลำนี้ แต่ยาป้องกันสนิมขนานเอกจากเมืองพะเยานั้น ลุงตู่และคณะพอจะมั่นใจว่าจะป้องกันบางสิ่งที่จะทำให้เรืออับปางกลางทางได้

เพราะยาป้องกันสนิมขนานนี้จะต้องประสานคนในพปชร.หลากขั้วและพรรคร่วมรัฐบาลหลากหลาย แม้แต่ขั้วตรงข้ามก็ยังตัองอาศัยยาจากสำนักเมืองเหนือเยียวยา…

นโยบายรัฐบาลผสมสิบเก้าพรรคที่มี 254 เสียงนั้น หลายฝ่ายประเมินว่า “ทำงานลำบาก” และรอลุ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร.1 และสนามไชย 1 จะบัญชาการเกมการเมืองในวันที่ไร้ม.44 อย่างไร แม้วันนี้จะมีผู้กองตุ๋ยมาช่วยงานแล้วหลายด้าน

เครือเนชั่นสัมภาษณ์ “ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า “ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ในวันนี้ว่า

วางแนวทางทำงานในหน้าที่เสนาบดีเพื่อแก้ปัญหาชาวบ้านอย่างไร และความวุ่นๆ ยุ่งๆ ในพปชร.นั้น จะเป็นเช่นใดต่อ?…

หนึ่ง รมต.ที่สังคมจับตาว่าบทบาทจากนี้ในการทำหน้าที่จะไปรอด…คำตอบอยู่จากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

การทำงานช่วงนี้เป็นอย่างไร?
“ตอนนี้เดินสายตรวจงานของกระทรวงในต่างจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้คือภัยแล้ง เกษตรกรอยู่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ผมต้องลงไปฟังเก็บข้อมูลและสั่งแก้ปัญหาทันที

ทุกข์สุขของชาวบ้านคือการบ้านของรัฐบาล ดังนั้นสิ่งใดทำได้ ทำเลย เช่น จ.พะเยา ที่เจอภัยแล้ง ผมพบว่าการทำฝนหลวงทิ้งช่วง ผมสั่งให้ดำเนินการต่อเนื่องปรากฏว่าฝนตกแล้ว”

     กระแสตอบรับครม.ชุดนี้ช่วงลงพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร?
“หากเราตอบโจทย์ได้ทัน เมื่อเข้มงวดกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การช่วยชาวบ้านก็ได้ผล ผมอยากให้ทุกจังหวัดมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำที่มีตัวแทนของทุกภาคส่วนมาช่วยกันวางแผนทั้งน้ำแล้งน้ำท่วม และต้องวางแผนสิบสองเดือน ทำงานทั้งปีต่อเนื่อง บริหารจัดการแบบนี้จะได้ผล

ภัยแล้งข้างต้นที่ผมระบุเมื่อเข้มงวดการทำฝนหลวงมันก็ช่วยแก้ปัญหาได้ทันที พะเยาโมเดลที่ผมใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ผมจะเสนอกระทรวงใช้แนวทางนี้แก้ไขแบบถาวร

ภัยแล้งนั้นสั่งการให้สำรวจความเสียหายหากพบว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยต้องประกาศพื้นที่ภัยแล้งและเยียวยาเกษตรกรทันที

ส่วนนโยบายพรรคนั้น พรรคของผมหาเสียงเอาไว้นโยบายเกษตรที่สัญญาก็ต้องผลักดันและทำให้ได้ตามที่รับปากชาวบ้าน”

วางมาตรการการไม่ชดเชยหากสินค้าเกษตรเสียหายหรือตกต่ำอย่างไร?
“หากบริหารจัดการน้ำสิบสองเดือนต่อเนื่องได้ การครบวงจร สิ่งที่ถามมาจะไม่มีต่อไป สินค้าเกษตรจะไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ การโซนนิ่งเกษตรกรรมนั้น ต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมเร็วที่สุดและครอบคลุมทุกด้านในประเทศเพื่อดูแลคุณภาพสินค้าและราคา หากทำได้เร็ว เกษตรกรก็จะสบาย”

 ความขัดแย้งช่วงตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาจบแล้วหรือไม่?
“ไม่มีแล้วตอนนี้พรรคพลังประชารัฐเป็นหนึ่งเดียว และพรรคร่วมรัฐบาลก็เช่นกัน ศัตรูภายในวันนี้ไม่มีเพราะมีแต่ศัตรูภายนอก คือปัญหาของประเทศและการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน พวกเราต้องทำงานให้ดี ไม่เป็นเป้าให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีได้ การที่พรรคจัดสัมมนาและประชุมส.ส.ของพรรคเพื่อติวให้ทุกคนมีคุณภาพในการทำงานให้ดี”

ตอนนี้แสดงว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารพร้อมทำงานแล้ว แต่ขั้วตรงข้ามก็แสดงความพร้อมในการทำงานการเมืองท้องถิ่นล่วงหน้าไปแล้ว?

“ยืนยันพรรคพร้อมด้านนี้และเดินไปไกลแล้ว เราคัดสรรนักการเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักไว้ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นทุกเวที
รายชื่อคนที่เหมาะสมจะเป็นตัวแทนพรรคที่ลงสมัครการเมืองท้องถิ่นนั้นกรรมการบริหารพรรคจะช่วยกันคัดเลือก

ผมดูแลภาคเหนือและภาคใต้ทั้งหมด ภาคอีสานนั้น เอกราช ช่างเหลา, สุพล ฟองงาม, วิรัช รัตนเศรษฐ ช่วยกันดูแล ภาคกลางมีการแบ่งพื้นที่กันของแกนนำพรรคในการคัดเลือก รวมทั้งภาคกทม.ด้วย ย้ำว่าพรรคพร้อมทำงานทุกด้าน

  “มั่นใจว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐจะเดินหน้าและไปรอด?
“ไปได้ดี ไปได้สวย ผมไม่ได้โม้นะ เพราะพรรคทำได้จริง”

รอยปริปิดสนิท?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยปริปิดสนิท?

24 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,รอยปริปิดสนิท,พปชร
เปิดอ่าน 1,472 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

ภาพและข่าว “ซูเปอร์บิ๊กแห่ง พปชร.” แวะเวียนไปพบมวล ส.ส.ที่สังคมรับรู้กันนั้น ยามนี้ทุกฝ่ายพึงทราบแล้วว่าใครคือคนที่กุมสภาพพรรคนี้?

ข่าวที่ออกหลังซูเปอร์บิ๊กไปปรากฏตัวนั้น …เชิงลบเพียบ ของแบบนี้ต้องรับสภาพกันตรงๆ และขั้วฝ่ายค้านนำไปกระตุ้นต่อมอารมณ์คนบนบัลลังก์ให้ชี้แจงเป็นแน่แท้ว่าท่านไปและกลับด้วยวิธีใด?

แน่นอนว่าไม่กี่วันข้างหน้านี้รออยูว่ารอยยิ้มและต่อมหัวเราะของครม.เป้าหมายจะทำงานเต็มสูบหรือไม่เพราะขั้วฝ่ายค้านพร้อมกระชากต่อมโมโหให้ดำเนินการทุกชั่วขณะ

แต่ตอนนี้ย่านรัชดาภิเษก ซอย 54 หลายคนอมยิ้มเพราะเบื้องต้นนั้น….รอยปริใน พปชร.น่าจะเชื่อมได้เพราะ “ซูเปอร์บิ๊กตัวจริง เสียงจริง” ออกมาแสดงบทบาทให้เห็นแล้ว หลังกระแสข่าวลือมาพักใหญ่…ดังนั้นความเชื่อมั่นจากทุกขั้วใน พปชร.ทวีกลับมาเพราะเมื่อซูเปอร์บิ๊กเผยกายที่ทำให้ทุกขั้วเข้าถึงโดยไม่ผ่านเอเย่นต์และอาจโดนตัดตอนความต้องการ…..

“เศษกรวดเศษทราย” ที่มาจากหลายมุมทั่วไทยแต่ผ่านการหลอมการแย่งเก้าอี้จบลงแล้วและทุกอย่างล่วงมาจนตกผลึกเป็น “แก้ว” ยี่ห้อ พปชร.และพรรคนี้หวังมีอายุ 4-12 ปี ในการทำหน้าที่รัฐบาลนั้น

ใครหลายคนรอดูว่าแก้วยี่ห้อนี้จะทนทานนานปีได้ดั่งที่แกนนำ พปชร.บางมุ้งฟุ้งไว้หรือไม่…

แน่นอนว่ายามนี้คนใน พปขร.บางมุ้งย่อมดีใจเพราะเมื่อซูเปอร์บิ๊กแบไต๋ออกมาโต้งๆ แบบนี้ว่าอยู่ที่นี่แบบเกือบเป็นทางการนั้น ชาว พปชร.ไม่อุ่นใจได้หรือ….

แต่มุมกระจกทางตรงข้ามเมื่อแบไพ่ออกมาแบบนี้ …ภาพและข่าวออกมาแบบนี้ …ข่าวลือก่อนหน้านี้…. ทำให้บางคำทางการเมืองที่ว่าไว้ว่า “ตำบลกระสุนตก” นั้น ยามนี้ตำบลนี้จะมีทั้งตั้งอยู่ที่ค่าย พปชร.แบบช่วยไม่ได้

จากนี้ไปอะไรๆ ก็จะบอมบ์มา ณ ตำบลนี้ทุกระยะแบบเท่าทวีคูณ

ดังนั้นไม่ว่าภาพและข่าวจากนี้ไปจะออกมาบวกหรือลบมันมาจากสิ่งที่สังคมวินิจฉัยนั้น คนใน พปชร.อย่ามองว่าสังคมเลือกข้างที่จะตำหนิเพียงมุมเดียว เพราะอย่าลืมกระแสข่าวที่ผ่านมาทุกสื่อเสนอข่าวแนวไม่บวกแทบทั้งนั้น

ดังนั้นรอยปริที่คุยว่าปิดสนิทแล้วอาจจะปิดได้เพียงผิวชั้นต้นเพราะชั้นกลางและชั้นในยังมิอาจสมานกายได้ทั่วถ้วน?

และรอยปรินั้นอาจแยกขยายได้เพิ่มเพราะในเมื่อไม่กี่นาทีข้างหน้าการเปิดม่านแถลงและอภิปรายนโยบายรัฐบาลจะบังเกิด การบอมบ์เป้าหลักของขั้วต้านลุงตู่มันคือสิ่งปกติทางการเมือง ดังนั้นคนใน พปชร.ที่มีกระแสกลิ่นการเมืองอย่าเพิ่งเต้นตามจังหวะว่าฝ่ายค้านจองเล่นเกมการเมืองแบบมิควรเสียแต้มจนเกินไป

อย่าลืมว่าบทของฝ่ายค้านคือตีจุดอ่อนเพื่อชิงแต้ม แม้จะชกใต้เข็มขัดในบางเวลาที่กรรมการเผลอ…แต่ฝ่ายรัฐบาลอย่าเล่นนอกบทเองแล้วกัน

เพราะแว่วว่าขุนพลป้องรัฐบาลของ พปชร. จะเล่นบทฉายเดี่ยวเนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือนั้น ทีมสายสืบไม่มีกระแสข่าวเตรียมทีมป้องกันเป้าหลัก เพราะรู้มาเพียงว่าหากมิพาดพิงเจ้านายของตัวเอง คนในพรรคร่วมก็มิขยับกาย…

และเมื่อมองรายชื่อขุนพลข้างต้นของ พปชร.ที่จะสวมบทองครักษ์ครม.นั้น บางคนเห็นรายชื่อและดีกรีทางการเมืองแล้วอดกังวลแทนลุงตู่ว่าองครักษ์บางรายอาจพาลงเรือเหล็กไหลลงห้วงน้ำลึกจนกู่ไม่กลับ เพราะแว่วว่าการเตรียมทีมมีคนหน้าใหม่และหน้าเก่าที่จะมาปกป้อง 3 ป. และรมต.ของ พปชร.กันราว 20 คน

…แต่การวางคนไว้ในการทำงานนี้ขอถามแกนนำ พปชร.ว่าคำนึงพอควรแล้วใช่หรือไม่ว่า “มวยใหม่จะไม่นำพาคนบนบัลลังก์ร่วงเพราะอ่อนเชิง….รวมทั้งบรรดามวยใหญ่ที่จะออกหน้าสกัดทัพนั้นจะกู้เรือเหล็กพ้นวังน้ำวนได้?”

ตรงนี้แหละที่บางคนใน ครม.และ พปชร.หัวใจอมทุกข์เพราะรู้ดีว่าเชิงมวยขององครักษ์หลายคนขนปีกเพิ่งประดับและเชิงมวยรองหลายขุม

แบบนี้มองแล้วเกมนี้มวยใหญ่ของ พปชร.ต้องอย่าเผลอเพราะบางคราวมวยใหม่และมวยเจนสังเวียนบางคนใน พชปร.เล่นการเมืองเสมือนนกเพิ่งหัดบินและหวังบินไกล

แบบนั้นจะโดนกระแสลมสอยร่วงจนเสียกระบวนทัพและอาจสร้างรอยปริเพิ่มในอาคารปานศรีได้

รอชมว่าเกมการเมืองที่ลุงตู่จะบัญชาจากนี้จะเอาอยู่กับรอยปริที่เพิ่งปิดแผลไปไหวไหม? และขั้วตรงข้ามจะกระชากแผลให้ฉีกแยกได้เพื่มเติมหรือไม่?

บทเรียนคดีแพรวา…ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380837?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนคดีแพรวา…ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย

24 กรกฎาคม 2562 – 09:55 น.
คดีแพรวา,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 4,529 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

บทเรียนสำคัญจาก “คดีแพรวา” มีอยู่ 2 อย่าง คือ ในคดีแพ่ง การได้คำพิพากษาว่าเราชนะ ไม่ได้แปลว่าเราจะได้เงิน ภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่ทนายก็คือ “ได้คำพิพากษา แต่ไม่ได้เงิน” เพราะกระบวนการบังคับตามคำพิพากษาเป็นขั้นตอนที่แยกต่างหากอีกส่วนหนึ่งกับการต่อสู้คดี และเป็นขั้นตอนที่ไม่ง่าย

อีกหนึ่งบทเรียนที่ได้เรียนรู้ก็คือกระบวนการยุติธรรมไทยมีช่องโหว่ และมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เหยื่อที่เป็นคนยากจน หรือคนหาเช้ากินค่ำ เข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก

เรามาดูขั้นตอนของการบังคับคดีแพ่ง โดยยึดโยงจากคดีแพรวา จะสรุปเป็นขั้นตอนได้แบบนี้

1.เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้แพ้คดีจะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” (ผู้ชนะคดีเป็นเจ้าหนี้) ถ้าผู้แพ้คดีไม่มาศาล และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล ศาลจะออก “คำบังคับ” ให้ปฏิบัติตาม โดย “คำบังคับ” นั้น ศาลจะกำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาด้วย กฎหมายกำหนดให้ไม่น้อยกว่า 7 วัน โดยทั่วไปจะราวๆ 30 วัน นี่เป็นกรณีปกติแบบที่ผ่านๆ มา

แต่ปัญหาก็คือจะมีกระบวนการส่งหมาย “คำบังคับ” ไปยังแหล่งที่อยู่ของผู้แพ้คดี ซึ่งขั้นตอนนี้จะกินเวลายาวที่สุดราวๆ 45 วัน ทำให้เสียเวลาและทำให้ผู้เสียหายที่ชนะคดีเสียโอกาส เพราะหลังได้รับ “คำบังคับ” แล้ว ก็ยังมีเวลาอีกราวๆ 30 วันในการปฏิบัติตาม รวมแล้วก็ 75 วัน

ภายหลังจึงมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนของการบังคับคดี กรณีผู้แพ้คดีไม่มาศาล ให้ถือว่ารับทราบคำพิพากษาแล้ว ศาลจะออก “คำบังคับ” หรือไม่ก็ได้ แต่ถือว่าระยะเวลาที่ศาลให้ผู้แพ้คดีปฏิบัติตามคำพิพากษาจะเดินหน้าทันที เมื่อพ้นกำหนด หากผู้แพ้คดียังไม่ปฏิบัติตามก็จะถึงขั้นตอนที่ฝ่ายผู้เสียหายที่ชนะคดี ซึ่งเรียกว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออก “หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี” เพื่อบังคับแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา (หลังจากแก้กฎหมายแล้ว กระบวนการนี้ก็รวดเร็วขึ้นระดับหนึ่ง)

2.เมื่อศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วก็จะต้องมีกระบวนการสืบทรัพย์ของ “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” ว่ามีอยูที่ไหนบ้าง เพื่อยึดอายัดมาขายทอดตลาด โดยฝ่ายผู้เสียหายต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองถือเป็นภาระของฝ่ายผู้เสียหาย บาดเจ็บล้มตายแล้วยังต้องจ่ายเงินจ้างทนายสืบทรัพย์

3.อายุความของการบังคับคดีคือ 10 ปี นี่คือขั้นตอนปกติตามกระบวนการ จะเห็นได้ว่าแม้ศาลจะพิพากษาให้เป็นฝ่ายชนะ ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินชดเชยเยียวยาทันที แต่ยังมีกระบวนการขั้นตอนอีกมาก ยิ่งถ้าไปเจอพวกหัวหมอ ตั้งใจจะไม่จ่ายอยู่แล้ว จะทำให้การเรียกร้องยิ่งยากขึ้นไปอีก

เทคนิคของพวกหัวหมอจะเริ่มที่…
1.การไม่ยอมไปศาล ไม่ไปฟังคำพิพากษา เพื่อหวังยืดเวลาการบังคับตามคำพิพากษา (ฉะนั้นพวกที่ไม่ไปฟังคำพิพากษาทั้งตระกูล ทนายยังชิ่ง ไม่ยอมไป แบบนี้บอกได้เลยว่าส่อเบี้ยว)

2.เมื่อผ่านกระบวนการที่ศาลออก “คำบังคับ” ให้ปฏิบัติตามแล้ว ฝ่ายลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็จะอ้างว่าไม่มีเงิน ให้ไปฟ้องเอา ซึ่งการฟ้องก็เท่ากับเปิดคดีใหม่ ต้องสู้กันอีกรอบ

3.ผู้แพ้คดีบางรายเตรียมการไว้ล่วงหน้า ยักย้ายถ่ายโอนและขายทรัพย์สินไปหมดก่อนแล้ว เหลือแต่ตัวเปล่าๆ แบบนี้ฟ้องไปก็ไม่ได้อะไร สุดท้ายต้องฟ้องล้มละลาย ซึ่งก็จะไม่ได้อะไรอีกเช่นเดิม (เดี๋ยวนี้ถูกศาลสั่งล้มละลาย แค่ 3 ปีก็หลุดได้แล้ว)

ที่ผ่านมาในวงการศาล วงการทนาย รับรู้กันดีว่า คดีแบบนี้มีเยอะมาก และกลายเป็นช่องทางให้พวกหัวหมอเบี้ยวจ่าย หรืออย่างน้อยก็ยืดเวลาจ่ายออกไปเรื่อยๆ หนีไม่พ้นก็เจรจาลดยอดจ่ายชดใช้ลงมาอีก ฝ่ายที่ชนะคดีต้องการเงิน ต่อสู้มานาน ขอลดลงเท่าไหร่ก็มักจะยอม

ผู้รู้บางคนเสนอว่า ถ้ามีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน ให้ยื่นฟ้องเพิ่มฐาน “ฉ้อโกงเจ้าหนี้” ฟังดูก็ขึงขังดี แต่การฟ้องจริงๆ ก็ยังมีเงื่อนไขอีกหลายประการ เช่น ต้องดูว่าเป็นการยักย้ายถ่ายโอนโดยทุจริต หรือเจตนาหนีหนี้หรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินราคาสูงๆ อยู่ไม่มาก แล้วโอนให้ญาติพี่น้องโดยเสน่หา แบบนี้น่าจะเข้าข่ายโกงเจ้าหนี้ หรือมีการขายอย่างเร่งรีบในราคาถูกให้ญาติ แบบนี้ก็เข้าข่าย แต่ถ้าผู้แพ้คดีมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมากและขายออกไปบางส่วนอาจเป็นการขายตามปกติ หรือหาเงินมาสู้คดี และผู้รับโอนหรือผู้ซื้อ ก็ซื้อโดยสุจริต อย่างนี้ก็ฟ้องเพื่อบังคับเอาคืนมาชำระหนี้ได้ยาก

ยิ่งไปกว่านั้นทั้งกระบวนการสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดี เพื่อยึดอายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงการฟ้องเพิ่ม เช่น ฟ้องฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทั้งหมดนี้ถ้าเราจ้างทนายก็ต้องจ้างเพิ่ม เพราะทนายที่สู้คดีมาแต่ต้นจะรับผิดชอบแค่มีคำพิพากษาเท่านั้น ส่วนกระบวนการหลังจากนั้นถ้าจะใช้ทนายอีกต้องจ้างเพิ่ม แยกเป็นอีก 1 สัญญา หลายคดีผู้เสียหายหรือคู่ความไม่เข้าใจ ทะเลาะผิดใจกันก็เยอะ กลายเป็นเพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้นไปอีก

ที่สำคัญการสืบทรัพย์เป็น “ศาสตร์พิเศษ” อย่างหนึ่ง ต้องใช้ทนายที่เก่งและมีประสบการณ์ เวลาเขาคิดค่าจ้าง เขาจะให้ตกลงขอส่วนแบ่งทรัพย์ที่ยึดได้มากถึง 20-30% เลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้คือ “กรรม” ของคนที่ต้องมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยมีค่าใช้จ่ายสูง และหลายๆ คดีก็บังคับตามคำพิพากษาไม่ได้ ทำให้คนจน ผู้ด้อยโอกาส หรือแม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วๆ ไปที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้…เสียเปรียบอยู่ร่ำไป

เวทีสภาควรสร้างสรรค์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เวทีสภาควรสร้างสรรค์

24 กรกฎาคม 2562 – 07:18 น.
เวทีสภาควรสร้างสรรค์,ชวน หลีกภัย,ประชาธิปไตย,เพื่อไทย,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 1,312 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันวันพุธที่ 24 กรกฎาคม 2562

การเมืองชั่วโมงนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม เพราะถือเป็นปฐมบททดสอบคณะรัฐมนตรีโดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในยามต้องบริหารประเทศไทยโดยปราศจากอำนาจพิเศษใดๆ เหมือนที่เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนับได้ว่าเป็นก้าวย่างแรกๆ ของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการทำรัฐประหารเมื่อกว่า 5 ปีก่อน สู่เวทีประชาธิปไตย ซึ่งถูกตีตราว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ บททดสอบนี้คือการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งก็อยู่ภายใต้กติกา ข้อบังคับการประชุม และเป็นที่คาดหมายกันว่าการประชุมครั้งสำคัญนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะอภิปรายหักล้างกันราวกับญัตติซักฟอกเลยทีเดียว

พรรคร่วมฝ่ายค้านจำนวน 7 พรรค โดยการนำของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ซึ่งเรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย เพราะเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายบริหารกลุ่มอำนาจพิเศษและคสช. ที่เป็นฝ่ายเผด็จการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนมานานพอสมควรว่าจะไม่ลดราวาศอกให้รัฐบาลชุดนี้อย่างเด็ดขาด นั่นหมายถึงการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่เว้นแม้แต่การประชุมรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายซึ่งไม่ใช่ญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ และจะไม่มีการลงติแต่อย่างใด นั่นหมายถึงว่าการอภิปรายขุดคุ้ย โจมตี จึงเป็นการมุ่งลดความน่าเชื่อถือ ของรัฐบาลชุดนี้เพื่อปูทางสู่กิจกรรมอันมีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้นเสียมากกว่า ถ้าขาดไร้ซึ่งหลักฐานหรือการกล่าวหากันอย่างเลื่อนลอย

 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา ได้บอกถึงข้อสรุปการจัดสรรเวลาสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า เวลาที่จะใช้ในการอภิปรายยังเป็นไปตามข้อตกลงเดิม คือรวม 28 ชั่วโมง โดยเป็นของพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมเวลาอภิปรายนำของผู้นำฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง 30 นาที พรรคร่วมรัฐบาล 5 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี 5 ชั่วโมง และส.ว. 5 ชั่วโมง ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้เวลานำเสนอนโยบายประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที นอกเหนือจาก 28 ชั่วโมงที่แบ่งสรรแล้ว อย่างไรก็ตามหากในระหว่างการอภิปรายพบการประท้วงของแต่ละฝ่าย จะหักเวลาที่จัดสรรให้แต่ละฝ่ายได้อภิปราย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ให้สมาชิกอภิปรายเนื้อหาไม่ใช่เล่นเกมในสภา

การแสดงบทบาทของส.ส.หลายคนในการประชุมสภาที่ผ่านมา เป็นที่วิจารณ์กันมากว่า “ไร้สาระ” อย่างที่ประธานรัฐสภาเองก็เตือนไว้แล้วว่า ต่อไปถ้าประท้วงระหว่างการอภิปรายก็จะหักเวลา เท่ากับส่งสัญญาณถึงสองฝ่ายให้อยู่ใน “สาระ” มากกว่าการเดินเกมเพื่อชักใบให้เรือเสีย โดยเฉพาะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ข้อคิดเห็นและข้อมูลต่างๆ ถ้าหากฝ่ายค้าน วุฒิสมาชิก และรวมถึงฝ่ายรัฐบาลเอง ได้นำเสนออย่างสร้างสรรค์ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่ก็เป็นเหมือนเข็มทิศสำหรับการติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเห็นพ้องกันว่าเวทีรัฐสภาคือเวทีรังสรรค์ตามระบอบประชาธิปไตยก็ขออย่าได้ทำให้เวทีแห่งนี้ตกอยู่ในวังวนของพฤติกรรมแบบเดิมๆ

p38

“จรัล” โหมโรง จุดไฟไล่ “ประยุทธ์ 2”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380667?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จรัล” โหมโรง จุดไฟไล่ “ประยุทธ์ 2”

23 กรกฎาคม 2562 – 11:47 น.
ไล่รัฐบาล,ประท้วง,ชุมนุมขับไล่รัฐบาล,กลุ่มพลังมด,พลังมด,ไผ่ ดาวดิน,โบว์ ณัฎฐา มหัทธนา,โบว์ ณัฏฐา,จรัล ดิษฐาอภิชัย,ขบวนการประชาธิปไตย,ขบวนการประชาธิปไตยใหม่,อานนท์ นำภา,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 13,757 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 23 ก.ค.62

********************

คสช.สิ้นสภาพลงไปแล้ว รวมระยะเวลาที่เข้ามาบริหารประเทศทั้งสิ้น ปี เดือน 24 วัน การแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาตามกติการัฐธรรมนูญ พ..2560 ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

พล..ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรีรอบที่สอง จะไม่มีอำนาจพิเศษ “มาตรา 44” ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า ขบวนการประชาธิปไตย จึงประกาศจองกฐิน “ล้างมรดกบาป คสช.” ในสังคมไทย

โบว์” พลังมด

เมื่อ 20-21 กรกฎาคม 2562 สำนักข่าวพลังมด ได้จัดกิจกรรมของ “เครือข่ายคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดติดต่อกันสองวันที่มิวเซียมสยาม กทม.

นี่คือกิจกรรมเล็กๆ แต่ไม่หยุดนิ่งของ “กลุ่มพลังมด” นำโดย “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ซึ่งกลุ่มนี้ เธอก่อตั้งขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการชุมนุมต้าน คสช.

สองปีก่อน “โบว์” ปรากฏตัวบนท้องถนน ในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ร่วมกับ “รังสิมันต์ โรม”, “อานนท์ นำภา” และ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

เมื่อ “โรม” กลายเป็น ส..บัญชีรายชืื่อ พรรคอนาคตใหม่ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็สลายตัวไป ดังนั้น “โบว์” จึงกลับไปเคลื่อนไหวในนามกลุ่มพลังมด เช่นเดียวกับ “จ่านิว” ที่กลับไปที่กลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล

ไผ่ ดาวดิน ร่วมกิจกรรมกลุ่มพลังมด

ว่ากันตามจริง การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ในอดีต ก็คือ ยุทธศาสตร์สู่ถนนสายรัฐสภา ของพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้คนหนุ่มสาวออกมารณรงค์ต้านการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร ไม่ได้หวังที่จะหักโค่น แต่ใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้นเอง

กลุ่มพลังมดของโบว์ จึงถูกฝ่ายความมั่นคงจับตามองทุกฝีก้าว 

จรัล” พลังเก๋า

การเดินทางไปปารีส ประเทศฝรั่งเศส “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ไม่ธรรมดาแน่นอน 

เมื่อผู้เชิญ “โบว์” ไปพูดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งคือ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ผู้ก่อตั้งสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน ซึ่งจรัลบอกชัดเจนว่า เป็นการประชุมขยายวง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์​ใหม่ต่อสู้กับรัฐบาลประยุทธ์ โดยผู้ลี้ภัยการเมืองไทย และผู้รักประชาธิปไตยไทยในยุโรป

โบว์ และจรัล วันไปสำนักงานอียู เบลเยี่ยม

ในวันนั้น “โบว์” ณัฏฐา ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย และหลังจากนั้น เธอเดินทางต่อไปที่ประเทศเบลเยียม 

เมื่อ 17 กรกฎาคม 2562 เฟซบุ๊ก “Jaran Ditapichai “จรัล” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักทฤษฎี และนักจัดตั้งมวลชน ผู้ผ่านสมรภูมิ 14 ตุลา 2516 และพฤษภาคม 2535 ได้โพสต์เชิงชี้แนะว่า ”คณะรัฐมนตรี​ประยุทธ์ เป็นรัฐบาล และ คสชพ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญ​แล้ว ผมขอเสนอปัญหาง่ายๆ ขบคิดกัน

จรัล วางยุทธศาสตร์ไล่รัฐบาลประยุทธ์

1.เราจะเรียกรัฐบาลประยุทธ์​ อย่างไร รัฐบาลเผด็จการ หรือรัฐบาลอำนาจนิยม หรืออะไร นี่เป็นปัญหาทางยุทธวิธี​

2.คำขวัญ​ทางยุทธศาสตร์ขับไล่ หรือต่อต้านรัฐบาล หรืออะไร?

3.จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐบาล​ประยุทธ์​ ขอเพิ่มอีกข้อ วันที่รัฐบาลนี้แถลงนโยบาย​ ประชาชนผู้รัก​ประ​ชาธิปไตย​ ควรไปชุมนุมประกาศ​จุดยืน หรือไม่?”

เชื่อว่า กลุ่มพลังมดและแนวร่วม คงได้ไปแสดงจุดยืนต้านรัฐบาลประยุทธ์แน่นอน

อานนท์” คนหน้าเดิม

จริงๆ แล้ว ในขบวนการประชาธิปไตยที่เคลื่อนไหวต่อต้าน คสชมาในรูปแบบต่างๆ นอกจากตัวละครอย่าง โรมจ่านิว และโบว์ ก็ยังอีกคนหนึ่งคือ “อานนท์ นำภา” ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ผู้ทำคดีสลายการชุมนุมปี 2553 และผู้ก่อตั้งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

อานนท์ นำภา

ไม่ว่าโรม และเพื่อน จะเคลื่อนไหวในนามขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กลุ่มองค์กรที่เป็นเสมือน “แนวหลังที่ไว้วางใจได้” ของพวกเขา ก็คือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง และเครือข่ายนักปฏิบัติการเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

เมื่อ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายที่เอ่ยชื่อมาข้างต้น ได้จัดงาน De-Talk ล้างพิษ รัฐประหารทวงคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน ที่ห้องริมน้ำ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เครือข่ายฝ่ายประชาธิปไตย จัดงานนี้เพื่อสื่อสารให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงมรดกพิษของการรัฐประหารที่จะยังอยู่ต่อไป รวมทั้งเสนอแนวทาง “ล้างพิษ” เพื่อการปกครองของประเทศเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

ทั้งหมดนี้ เป็นรายการอุ่นเครื่อง และรอจังหวะก้าวการเคลื่อนไหวมวลชนครั้งใหญ่ในวันข้างหน้า 

“สภาสันหลังยาว”? กับงาน “วุฒิสภา” ที่ใกล้จะเริ่ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สภาสันหลังยาว”? กับงาน “วุฒิสภา” ที่ใกล้จะเริ่ม

23 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
วุฒิสภา,สว,วันชัย สอนสิริ
เปิดอ่าน 2,118 ครั้ง

โดย…   ขนิษฐา เทพจร

 เริ่มประชุมไปไม่ทันไร “วุฒิสภา” ชุดแรกหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ ถูกชาวโซเชียลจับผิดกันเสียแล้ว โดยตั้งประเด็นการเข้าทำหน้าที่ในห้องประชุม ที่ห้องประชุมรัฐสภาชั่วคราว บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ด้วยจำนวนไม่ถึง 30 คน จาก ส.ว.ที่มีทั้งหมด 250 คน ในวันประชุมวาระปกติของ “วุฒิสภา” ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ มีสมาชิกร่วมประชุมอย่างแน่นขนัด

สิ่งที่เกิดขึ้นปฏิเสธไม่ได้ว่า การถูกสังคมตรวจสอบกรณีดังกล่าว กระทบต่อภาพลักษณ์ของ “สภาสูง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการนำภาพไปวิจารณ์ ว่าเป็น “สภาสันหลังยาว” หลังผ่านงานสำคัญ เช่น “ลงมติเลือกผู้นำประเทศ” ซึ่งเปรียบเสมือนการทำงานเพื่อรับใช้ผู้แต่งตั้ง ก็หายจ้อยจากการทำหน้าที่ ทั้งที่ได้รับเงินเดือนหลายแสนบาท

          คำครหาที่เกิดขึ้นนั้น “วุฒิสมาชิก” หลายคนบอกเลยว่า รับไม่ได้ เพราะการวิจารณ์แบบสนุกปาก โดยขาดความเข้าใจในหน้าที่และการทำงานนั้น คือการ “ดิสเครดิต” หรือ การหยามเกียรติ ครั้งสำคัญ

ดังนั้นในการประชุมวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกจึงยกประเด็นหารือ เพื่อกำหนดเป็นแนวทางป้องกัน รวมถึงใช้โอกาสชี้แจงกลางเวทีวุฒิสภา ซึ่งถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา และ วิทยุรัฐสภา

เริ่มจาก “วันชัย สอนศิริ” ส.ว. ที่ยกประเด็นหารือ พร้อมชี้แจงด้วยว่าการทำงานของวุฒิสมาชิกไม่ใช่แค่การนั่งในห้องประชุมเพื่อฟังการอภิปราย หรือพิจารณาเท่านั้น เพราะยังมีบทบาท และงานของกรรมาธิการ ที่ ส.ว.ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย อีกทั้งการประชุมวุฒิสภา ไม่กำหนดเวลาให้พักเที่ยง หรือพักรับประทานอาหาร ดังนั้นภาพที่สื่อมวลชนนำเสนอ และถูกโซเชียลดึงไปเผยแพร่ต่อนั้น อาจเป็นช่วงที่สมาชิกพักรับประทานอาหารหรือทำงานในฐานะกรรมาธิการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายนอกห้องประชุมใหญ่

ยังมี ส.ว.อีกหลายคนลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุน โดยต้องการให้ “วุฒิสภา” สื่อสารไปยัง “ประชาชน” ให้เห็นถึงภาพการทำงาน ทั้งให้ถ่ายทอดภาพการประชุมในห้องกรรมาธิการ สลับกับการประชุมในห้องประชุมใหญ่ เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทางบ้านว่า ส.ว.กำลังทำงานอย่างอื่น หรือให้ดูผลงานที่การอภิปราย เสนอความเห็น มากกว่าการนับยอดในห้องประชุม

 สิ่งสำคัญคือ การสร้างความเข้าใจในบทบาท และการทำงานของ “วุฒิสภา”

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดหน้าที่และอำนาจของ “วุฒิสมาชิก” ไว้ในหลายประเด็น และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ หน้าที่การพิจารณาร่างกฎหมาย ทั้งร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก., ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งรวมถึง ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ, ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศ

หน้าที่ที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลไปดำรงตำแหน่ง ทั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระ เช่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

หน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ผ่านการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในงานที่เกี่ยวกับหน้าที่, การขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่มีการลงมติ รวมถึงให้ความเห็นต่อกรณีปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่นายกรัฐมนตรีร้องขอให้รับฟังความเห็น โดยไม่มีการลงมติในเรื่องที่อภิปราย และตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, กรรมการองค์กรอิสระ, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านการเข้าชื่อเพื่อยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ หากพบว่าบุคคลที่อยู่ในข่ายที่ “ส.ว.” ตรวจสอบได้มีประเด็นดังต่อไปนี้ 1.ร่ำรวยผิดปกติ 2.ทุจริตต่อหน้าที่ 3.จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

หน้าที่ติตตามและเสนอแนะการปฏิรูปประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดการปฏิรูปประเทศกำหนดไว้ และหน้าที่ตามบทบาทสำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่วางบทบาทให้ “วุฒิสมาชิก” เป็นเสียงร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นเสียงที่ต้องให้ความเห็นชอบว่าจะรับหลักการของญัตติที่เสนอหรือไม่ และในวาระสาม ว่าด้วยการเห็นชอบประเด็นที่แก้ไขไป โดยบังคับให้ใช้เสียง ส.ว.เห็นชอบร่วมด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ที่มีอยู่ ของทั้ง 2 กรณี และยังให้สิทธิ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกที่มีอยู่ ยื่นยับยั้ง “นายกฯ” นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากพบเนื้อหาที่เข้าเกณฑ์ยับยั้ง อาทิ เกี่ยวกับหมวดพระมหากษัตริย์, คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ, อำนาจหรือหน้าที่ของศาลหรือองค์กรอิสระ หรือเป็นเรื่องที่ทำให้การปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระนั้นไม่เป็นไปตามกรอบปฏิบัติ หรือเนื้อหาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

ขณะที่หน้าที่ที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญกำหนด ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ก่อนบังคับใช้ ยังให้บทบาท ส.ว.ในการรับฟังปัญหาและแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ รวมถึงข้อร้องเรียนจากประชาชน ผ่าน “คณะกรรมาธิการสามัญ (กมธ.)” และ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” ซึ่งกรอบของการทำงาน ประกอบด้วย พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ก่อนเข้าสู่วาระประชุม หรือหลังรับหลักการของร่างกฎหมาย, กระทำกิจการ, ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ รวมถึงการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในด้านที่เกี่ยวข้อง

โดยปัจจุบันจำนวนของกรรมาธิการสามัญ ที่กำหนดไว้ในร่างข้อบังคับการประชุม มีทั้งหมด 26 คณะ อาทิ กมธ.แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ, กมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง, กมธ.การต่างประเทศ, กมธ.การทหารและความมั่นคงแบบองค์รวม, กมธ.การท่องเที่ยว, กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน, กมธ.พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน, กมธ.ตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล เป็นต้น

และด้วยบทบาทของ “ส.ว.” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เกาะติดและเร่งรัด งานปฏิรูป ตามร่างข้อบังคับการประชุม ยังกำหนดให้มี “กมธ.ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นคณะเฉพาะที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเทียบกับ การทำงานของวุฒิสภาในสมัยก่อน

          ดังนั้นเชื่อว่าหลังจากที่ “ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา” ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ คำว่า “งานเยอะ” จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

          ขณะที่บทบาทของ “ส.ว.” ในตอนนี้ นอกจากประเด็นการพิจารณารายงานของหน่วยงานตามหน้าที่แล้ว ยังไม่มีวาระร่างกฎหมายหรืองานตามบทบาทหน้าที่เข้าสู่ระเบียบวาระ

กับประเด็น “งานเยอะ” และสิ่งที่ “สังคมคาดหวัง” ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องเชื่อมโยงกันด้วย เพราะแม้งานเยอะ แต่ด้อยคุณภาพในสายตาประชาชน เหมือนอย่างที่สภาบางยุคใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อประชุมหรือเดินทางศึกษาดูงาน แต่สุดท้ายผลการศึกษาไม่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง

เช่นเดียวกับบทบาทของ “วุฒิสภา” ที่ถูกคาดหวังต่อการเป็นสภาเติมเต็ม ทั้งการตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันให้การแก้ปัญหาประชาชนหลายเรื่องนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม ไม่ใช่เป็นสภาที่ทำหน้าที่องครักษ์ พิทักษ์ “ลุงตู่” อย่างที่สังคมปรามาสไว้

          เมื่อ “ส.ว.” ทำงานตอบโจทย์ที่ประชาชนคาดหวัง เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นการกู้ภาพลักษณ์ และลบคำวิจารณ์ได้มากกว่า การเสนอแนวทางที่ว่า เน้นประชาสัมพันธ์งานที่ทำให้มากกว่านี้ หรือกำหนดกฎระเบียบที่รักษาภาพลักษณ์ มากกว่าการถ่ายทอดข้อเท็จจริงไปสู่ประชาชน

รุ่นพี่โหดซ้อมจนตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380527?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รุ่นพี่โหดซ้อมจนตาย

23 กรกฎาคม 2562 – 10:40 น.
รุ่นพี่,ซ้อม,รุ่นน้อง,รุ่นพี่โหด
เปิดอ่าน 954 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลายครั้งหลายหนแล้วที่ ‘ดับเครื่องชน’ ได้เรียกร้องให้รุ่นพี่มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ระมัดระวังการต้อนรับน้องใหม่

ล่าสุดมีเรื่องน่าเศร้าสลดใจเกิดขึ้นจนได้ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม กับโรงเรียนแห่งหนึ่งจับรุ่นน้อง ม.3 เท่านั้นเอง โดยถูกเตะจนหายใจไม่ออกถึงแก่ความตาย

ที่โหดร้ายมากๆ คือรุ่นพี่นำระบบโซตัสรับเลสข้อมือให้รุ่นน้องซึ่งทำกันอยู่ทุกปีและโรงเรียนไม่ทราบเรื่อง

ถามว่าโรงเรียนไม่ทราบเรื่องได้อย่างไรและขอเรียกร้องให้ลงโทษสถานหนักพวกรุ่นพี่ที่กระทำผิด ซึ่งแพทย์ได้ผ่าศพชันสูตรแล้วว่าบริเวณหน้าอกได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงและสมองขาดออกซิเจน

ผู้กระทำผิดสมควรได้รับโทษตามกฎหมายและครูตลอดจนรุ่นพี่ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วย

อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไปเหมือนทุกปีทุกรายที่ผ่านมา!
อ๊อด เทอร์โบ


 ตู้คีบตุ๊กตามีปัญหา
 ผิดกฎหมายหรือไม่

ผมมีเรื่องร้องเรียนมายังผู้เกี่ยวข้องเรื่องการจับกุมตู้คีบตุ๊กตาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร?

มีการกวาดล้างจับกุมตู้คีบตุ๊กตาช่วงที่ผ่านมาอ้างว่าผิดกฎหมาย เลยสงสัยว่าผิดตรงไหน เพราะทำธุรกิจนี้อยู่ โดยเปิดตู้คีบตุ๊กตาไม่กี่ตู้ในห้างสรรพสินค้า ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว ไม่นานมานี้ถูกเตือนว่าจะมีการตรวจค้น

อย่างที่ญี่ปุ่นยังงงกับทางการไทยที่ออกจับกุมตู้คีบตุ๊กตา เพราะในประเทศญี่ปุ่นเปิดกันทั่วไปเป็นที่นิยมมาก และในประเทศไทยเองก็มีตู้ลักษณะนี้ในห้างสรรพสินค้ามาแต่ไหนแต่ไร ทำไมถึงต้องมาจับกุม

เครื่องเล่นแบบอื่นๆ ตู้เกมที่เด็กๆ เล่นไม่รู้ว่าถูกกฎหมายหรือเปล่า เพราะยังเห็นเปิดให้เล่นกันอยู่ตามปกติในหลายสถานที่ แตกต่างจากตู้คีบตุ๊กตาที่จริงเป็นการฝึกทักษะ

รัฐบาลช่วยแก้ไขเรื่องนี้ด้วยเพราะไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างความเสียหายอะไรต่อสังคม เด็กๆ เยาวชนมาเล่นเพื่อสนุกสนานกันเท่านั้นไม่ใช่ตู้ม้าหรือตู้สล็อต จึงไม่น่าเข้าข่ายผิดกฎหมายการพนัน

จึงขอความถูกต้องชัดเจนเรื่องนี้มาจะได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทุกวันนี้มีความสับสนอย่างมาก
ศรชัย (ศรีย่าน)


เรียนคุณ ‘ศรชัย’ ศรีย่าน
จดหมายของคุณสร้างความงุนงงให้อย่างมากเพราะดูจากลักษณะการเล่นแล้วไม่น่าจะผิดกฎหมายอะไร แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการประกาศชัดเจนในเรื่องนี้

ตู้คีบตุ๊กตานี้มีมากมายตามห้างสรรพสินค้า บางคนก็มองว่าเป็นการฝึกความสามารถส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก และบ้างก็ว่าผิดกฎหมายจนสับสนไปหมด

จึงขอให้หน่วยงานรับผิดชอบให้ความกระจ่างชัดในเรื่องนี้ด้วย เพราะเจ้าของตู้คีบตุ๊กตาบอกว่าไม่เข้าข่าวพนันแบบตู้ม้า-ตู้สล็อต!
อ๊อด เทอร์โบ


 สำรวจพื้นที่เชียงราย
 เตรียมความพร้อมเกษตรกร

ขอเป็นสื่อกลางแนะนำให้รู้จักกับการดำเนินการของ บจธ. ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน รายละเอียดต่างๆ สามารถสอบถามได้

นี่เป็นอีกทางเลือกสำหรับเกษตรกรเพื่อการกระจายการถือครองที่ดิน

นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ลงสำรวจพื้นที่เป้าหมายโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ณ แปลงที่ดินใน อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรรวมตัวแจ้งความประสงค์ขอเข้าโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร

โดยผู้อำนวยการ บจธ. ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการนี้ ว่าพื้นที่เป้าหมายที่เกษตรกรนำเสนอโครงการมานั้น เดิมเป็นพื้นที่รกร้างที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ และเกษตรกรต้องการให้ บจธ. เข้ามาเจรจาซื้อที่ดิน และนำเข้าโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องต้นแบบเพื่อการกระจายการถือครองที่ดิน

โดยในเบื้องต้น บจธ.จะต้องเข้าไปสำรวจพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมที่จะทำการเกษตรตามที่เกษตรกรได้วางแผนจะใช้ประโยชน์ที่ดินหรือไม่ หากประเมินแล้วมีแนวโน้มที่จะสามารถทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้ บจธ.จึงจะเข้าไปเป็นตัวกลางในการเจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อซื้อที่ดิน และนำมาจัดสรรด้วยวิธีเช่าซื้อให้เกษตรกรได้นำใช้ประโยชน์ต่อไปตามเงื่อนไข

หากพบว่ามีความเหมาะสมที่จะทำโครงการ ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องให้เกษตรกรทำแผนเสนอขึ้นมาว่าเมื่อได้รับที่ดินไปแล้วจะมีแผนการทำเกษตรอย่างไร จะปลูกพืชอะไร มีแผนการตลาดอย่างไร และจะมีการรวมกลุ่มกันในรูปแบบไหน เพื่อให้ บจธ. พิจารณาว่าจะมีการจัดแปลงรายย่อยให้แต่ละรายอย่างไร และจะจัดสรรลงแปลงรูปแบบไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าและสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้ก็เป็นไปตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ด้วยการกระจายการถือครองที่ดินให้มีความเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน

การลงสำรวจพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงราย บจธ.ยังได้นำตัวแทนเกษตรกรและผู้นำกลุ่มเกษตรกรไปเยี่ยมชมและเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการที่ดินของกลุ่มเกษตรบ้านเมืองรวง หมู่ 5 ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย ที่แต่เดิมเคยทำเกษตรแบบใช้สารเคมี แต่ภายหลังเกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน และหันมาทำเกษตรอินทรีย์จนประสบความสำเร็จ สามารถประหยัดรายจ่ายและสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัวได้อย่างมั่นคง

นับเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ประสงค์ใช้ประโยชน์ที่ดินของบจธ. ได้เรียนรู้เป็นแนวทางเพื่อนำกลับไปเขียนเป็นแผนหรือโครงการเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและชัดเจนต่อไป ทั้งนี้การดำเนินโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร บจธ. จะติดตามดูแลการใช้ประโยชน์ในที่ดินของเกษตรกรให้เป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายว่าจะได้รับความเป็นธรรมและได้รับประโยชน์สูงสุด

ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าวสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labai@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610, 09-2659-1689


น้ำท่วมปาก “นักการเมือง” สองฝั่งโขง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วมปาก “นักการเมือง” สองฝั่งโขง

23 กรกฎาคม 2562 – 10:25 น.
เขื่อนไซยะบุรี,เขื่อน,ผลิตไฟฟ้า
เปิดอ่าน 7,369 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2562 บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เชิญสื่อมวลชนไทยไปเยี่ยมชมโครงการเขื่อนไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการผลิตไฟฟ้าที่ปราศจากการกักเก็บน้ำ เพราะเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่าน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจและการผลิตไฟฟ้าสะอาดเพื่อเป็นมาตรฐานในการพัฒนาประเทศแถบลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน

อันที่จริง ทางซีเค พาวเวอร์ หรือ ช.การช่าง เชิญสื่อไทย สื่อลาวไปชมเขื่อนไซยะบุรีหลายรอบแล้ว แต่คิวนี้น่าจะเป็นหมายข่าวเร่งด่วน เพราะเขื่อนไซยะบุรี กำลังตกเป็นจำเลยกรณี “แม่น้ำโขงแห้ง”

บังเอิญปีนี้ มรสุมยังไม่พัดผ่าน แถมเขื่อนของจีนเก็บกักน้ำไว้ เลยส่งผลให้แม่น้ำโขงตอนล่างแห้งขอด องค์กรแม่น้ำนานาชาติ รายงานสถานการณ์ปัญหาความผันผวนของระดับแม่น้ำโขง ที่กำลังเกิดขึ้นที่ภาคเหนือและอีสานของไทย นอกจากภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาคโดยรวม และการลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหงในยูนนานระหว่างวันที่ 5-17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานของไทย โดยเฉพาะ จ.เลย จ.หนองคาย คือ เรื่องการทดลองเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 5 ของเขื่อนไซยะบุรี เป็นเวลา 72 ชั่วโมง

ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของไทย ได้ทำหนังสือด่วนผ่านคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติลาว และเร่งประสานอย่างไม่เป็นทางการกับเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว ให้พิจารณาชะลอการทดลองใช้งานเขื่อนไซยะบุรี เพื่อรอให้น้ำที่ระบายเพิ่มขึ้น

พลิกแฟ้มข่าวเมื่อต้นเดือนเมษายน 2562 ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานขณะนั้น พร้อมด้วย ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ได้ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 1 นับเป็น 1 ใน 8 ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ผู้บริหารงานในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับซื้อไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 1 ของโครงการ ภายหลังจากที่ กฟผ.อนุมัติการทดสอบระบบการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในช่วง Unit Operation Period หรือ UOP

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบฝายน้ำล้น ตั้งอยู่บนแม่น้ำโขง ในแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว มีความยาวข้ามลำน้ำ 820 เมตร กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,285 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 7,600 ล้านหน่วยต่อปี เริ่มก่อสร้างในปี 2555 โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 7 เครื่อง แต่ละเครื่องมีกำลังการผลิต 175 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าส่งผ่านระบบส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ เพื่อเชื่อมโยงกับระบบสายส่งของ กฟผ. และส่งกลับมายังประเทศไทยทาง อ.ท่าลี่ จ.เลย

ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 8 มีกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ ซึ่งจะผลิตและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบส่งไฟฟ้าขนาด 115 กิโลโวลต์ใน สปป.ลาว

ปัจจุบันโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี มีความก้าวหน้ากว่า 98% และจะทยอยเปิดเดินเครื่องเพื่อขายไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบระบบแล้ว ให้แก่ กฟผ. ได้ครบทั้ง 8 เครื่อง ภายในไตรมาส 4 ของปี 2562

กรณีทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 5 แผนกพลังงาน และบ่อแร่ แขวงไซยะบุรี แจ้งให้ทราบว่า นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โครงการเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี จะเริ่มทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องที่ 5 ซึ่งการทดสอบนี้ จะใช้เวลาต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันนับจากนี้ไป

เจ้าเมืองปากลาย ได้ออกหนังสือเตือนประชาชนที่อยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำโขง ให้ระมัดระวังการขึ้นลงของน้ำอย่างฉับพลัน เมื่อเขื่อนไซยะบุรี จะทำการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ด้าน กิจพจน์ สระสมทรัพย์ ผู้ประสานงานโครงการเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี ได้กล่าวกับ นสพ.เวียงจันทน์ไทม์ ว่า การทดสอบดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบต่อบ้านเรือน พืชผักสวนครัว และสัตว์เลี้ยงของประชาชน เพียงแต่แจ้งให้รู้ว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อน และใต้เขื่อน จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

จริงๆ แล้ว ภาคประชาชนลุ่มน้ำโขงของไทย ได้เคลื่อนไหวคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี มาตั้งแต่เริ่มลงมือสำรวจเตรียมการก่อสร้าง แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งโครงการดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐบาล สปป.ลาว ยืนยันว่า เป็นโครงการพลังงานไฟฟ้าที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแม่น้ำโขง

อนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลลาวจะอนุมัติให้กลุ่มทุนไทย สร้างเขื่อนบนน้ำโขงอีกแห่งที่บริเวณเมืองจอมเพ็ด แขวงหลวงพระบาง ประชาชนไทยคงได้เฝ้ามองตาปริบๆ เหมือนเดิม