ใส่เกียร์แก้ปัญหาจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใส่เกียร์แก้ปัญหาจราจร

23 กรกฎาคม 2562 – 07:21 น.
ปัญหาจราจร
เปิดอ่าน 877 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562

แม้ขณะนี้ รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดส่งเอกสารคำแถลงนโยบายเร่งด่วนจำนวน 80 หน้า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีเตรียมแถลงต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคมนี้ ไปให้นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาแล้ว เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการภายในเวลา 1 ปี 12 เรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาปากท้องของประชาชน และปัญหาเฉพาะหน้าเช่น ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการจราจร ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีบางกระทรวงก็เริ่มลงพื้นที่เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนบ้างแล้ว เช่น รัฐมนตรีเกษตรฯ ลงตรวจภัยแล้งในจังหวัดที่กำลังแล้งวิกฤติ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ตรวจพื้นที่ก่อสร้างบริเวณถนนพระราม 2 ซึ่งทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก และถนนสายนี้ก็ได้รับฉายาว่าเป็นถนนเจ็ดชั่วโคตร เพราะซ่อมสร้างไม่จบสิ้น

ว่าด้วยเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดช่วงรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” จะมีก็เพียงพล.อ.ประยุทธ์เองเท่านั้น ที่ลงพื้นที่ตรวจการจราจรพร้อมให้นโยบายการเชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางทางถนน ทางเรือ และรถไฟฟ้าหรือการขนส่งมวลชน ทั้งๆ ที่การแก้ไขปัญหาควรเป็นนโยบายรัฐบาลซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกหน่วยงาน โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นแกนหลัก แต่กลับเน้นหนักไปในเรื่องการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางพิเศษระหว่างเมือง รถไฟฟ้า ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หากแต่ปัญหาการจราจรก็เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเยียวยาแก้ไข ลำพัง พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียวนั้น ก็ไม่อาจจะเสกเป่าการจราจรที่คับคั่งทั้งกรุงเทพฯ และเมืองบริวาร ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด ซ้ำร้ายยามฝนตก สิ่งที่ตามมาก็คือรถก็ติดหนักติดนานมากขึ้นทุกวันให้ทุเลาลงได้

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรี หลังว่างเว้นมานานหลายปี เพื่อตรวจตราถนนหนทางที่รถติดหนักเพราะการก่อสร้าง ยังพบข้อบกพร่องบางอย่างของสัญญา ซึ่งก็รับปากว่าจะไปตรวจสอบ ซึ่งนั่นก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการทำงานหลังจากเกียร์ว่างมาเป็นเวลานาน เพราะจะว่าไปแล้ว จำเป็นต้องดูแลอีกหลายโครงการทั้งที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างแสนสาหัส ทั้งที่อาจมีวาระซ่อนเร้นไม่ชอบมาพากลแอบแฝงอยู่ นอกจากนี้ ยังต้องเร่งสานต่อโครงข่ายคมนาคมเพื่อสามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเดินทางของประชาชน ซึ่งศตวรรษข้างหน้านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสู่ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งแนวทางหนึ่งที่มีข่าวจากกระทรวงคมนาคมก็คือการลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า แม้โดยหลักการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ผลพวงที่จะตามมาคือ ทำให้ระบบรางเป็นการขนส่งที่ทุกคนเข้าถึงได้

ตามนโยบายหลักข้อหนึ่งของกระทรวงคมนาคม การลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยการลดค่าโดยสารในการเดินทางทุกระบบ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถเมล์ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็ควรดูทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าในความดูแลของ กทม. รถร่วมเอกชน เรือโดยสารของเอกชน ไม่ใช่เพียงแค่ให้บริการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีอย่างที่ผ่านมา แต่ที่ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนระบบขนส่งมวลชนทางรางก็คือ เรื่องราคาค่าโดยสารที่แพงเกินไป ยิ่งตั้งแต่ก่อนสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รฟม.จะให้เปิดบริการรถไฟฟ้าเพิ่มเติม ก็ควรจะมี “ราคาถูก” เป็นแม่เหล็กจูงใจให้ประชาชนมาใช้บริการกันมากขึ้น ทำให้คนที่เคยใช้รถส่วนตัวจอดรถไว้ที่บ้าน และคนจนสามารถเข้าถึงได้ ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระประชาชน แก้ปัญหาจราจร และส่งเสริมโครงข่ายการขนส่งระบบรางให้มั่นคง ยั่งยืน ไปพร้อมกัน

ศูนย์ข่าวปลอมของภาครัฐกับความเป็นอิสระในการตรวจสอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380525?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศูนย์ข่าวปลอมของภาครัฐกับความเป็นอิสระในการตรวจสอบ

22 กรกฎาคม 2562 – 14:10 น.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,รู้ลึกกับจุฬาฯ,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์,ศูนย์ข่าวปลอมของภาครัฐ
เปิดอ่าน 1,828 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวน่าสนใจสำหรับวงการสื่อสารสนเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ ที่เปิดตัวพร้อมนโยบายเข้ากับยุคสมัยคือการจัดตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอม (เฟคนิวส์ เซ็นเตอร์)

นายพุทธิพงษ์ ระบุว่า จะหารือกับหน่วยงานในสังกัดเรื่องการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเพื่อหาแนวทางดำเนินการกับข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เช่น การแชร์ข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกเรื่องภัยธรรมชาติ โรคติดต่อ และรวมไปถึงข่าวที่ยั่วยุและสร้างความแตกแยกในสังคม เสียหายต่อบ้านเมือง หรือเสื่อมเสียต่อองค์กรอันเป็นที่เคารพของคนไทย

อาจารย์ ดร.เจษฎา ศาลาทอง จากภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า สถานการณ์ข่าวปลอม หรือ เฟคนิวส์ ในประเทศไทยเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากแพร่กระจายได้ไวและมักได้รับความสนใจจากประชาชน

ผู้ที่มักจะตกเป็นเหยื่อของข่าวลวงหรือข่าวปลอมก็มักจะเป็นกลุ่มผู้สูงวัยซึ่งมักไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีหรือสื่อชนิดใหม่ ไม่เท่าทันสื่อว่าข่าวใดเป็นข่าวจริงไม่จริง รูปใดเป็นรูปตัดต่อหรือรูปจริง ประกอบกับสังคมปัจจุบันเป็นสังคมสูงวัยที่มีคนสูงอายุจำนวนมากเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือ ก็ทำให้ปัญหาข่าวปลอมระบาดไปทั่วโลกออนไลน์ได้โดยเร็ว

“ผมได้ไปเก็บข้อมูลที่เวียดนามก็พบว่าเป็นเทรนด์เช่นเดียวกับประเทศไทย เด็กรุ่นใหม่ปัจจุบันมีความรู้เท่าทันสื่อ ตรงกันข้ามกับผู้สูงอายุซึ่งเป็น Digital Migrants เพิ่งอพยพมาเล่น ขณะที่เด็กเขาโตมาก็เล่นเป็นแล้ว”

อาจารย์เจษฎาระบุว่าเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอมนั้นเป็นเจตนาดี เพราะแสดงให้เห็นว่าภาครัฐตระหนักถึงปัญหาข่าวปลอมและไม่ได้นิ่งดูดาย อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการศูนย์ดังกล่าวควรจะต้องให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะภาคสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมที่มีความเป็นอิสระสูง

หากการจัดตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอมเป็นหน้าที่เพียงแต่ภาครัฐเป็นผู้ดูแลเพียงผู้เดียวย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาการปิดกั้นข่าวสาร และการตีความของความหมายคำว่า “ข่าวปลอม” ที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐและประชาชน

“เฟคนิวส์ที่ภาครัฐให้นิยามกับประชาชนให้นิยามใช้ตัวเดียวกันไหม ในสหรัฐประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าข่าวที่เขียนโจมตีตัวเขาคือ เฟคนิวส์มันก็ไม่ถูกต้อง และถูกมองว่าเอาข้ออ้างเฟคนิวส์มาปิดปากประชาชน ยิ่งทำให้ประชาชนมองไปทางนั้นได้ว่าตนเองห้ามตั้งคำถามกับภาครัฐ”

อาจารย์เจษฎาชี้ว่า ยิ่งหากเป็นรัฐบาลที่มีความอำนาจนิยมสูงย่อมถูกมองได้ว่าศูนย์สกัดกั้นข่าวสารจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือรัฐบาลในการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

ทั้งนี้ อาจารย์เจษฎากล่าวว่า ศูนย์สกัดกั้นข่าวสารปลอมในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มีรูปแบบการทำงานในลักษณะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หรือที่เรียกว่า เฟคเช็ก  ซึ่งเป็นองค์กรอิสระออกมาตรวจสอบข้อมูลของรัฐบาล นักการเมือง ฯลฯ โดยตรวจสอบจากการพูด หรือแถลงการณ์ขององค์กรหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้นๆ ว่ามีความจริงเท็จแค่ไหน

“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลตั้งหน่วยงานสกัดกั้นข่าวปลอมขึ้นมาแล้วรัฐบาลจะสามารถตรวจสอบข้อมูลฝั่งตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนว่าจริงหรือไม่จริง หากเป็นอิสระไม่มีคนควบคุมจะต้องตั้งคำถามและตรวจสอบได้ มิฉะนั้นจะเป็นที่ครหาของประชาชน”

อย่างไรก็ตามขณะนี้การจัดตั้งศูนย์สกัดกั้นข่าวปลอมยังเป็นเพียงแนวคิดที่จะเริ่มปฏิบัติ และยังไม่มีทิศทางชัดเจน ซึ่งอาจารย์เจษฎาชี้ว่ายังมองไม่เห็นถึงลักษณะการทำงานและหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำให้ไม่ทราบว่าบทบาทหน้าที่จะซ้ำซ้อนกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) มากน้อยแค่ไหน

“ผมเชื่อว่าหากจะสร้างหน่วยงานที่คนยอมรับต้องทำลายความเป็นอำนาจนิยมและการรวมศูนย์ของภาครัฐ เพราะว่าเมื่อมันออกมาจากความคิดของภาครัฐฝ่ายเดียวคนก็จะมองว่าหน่วยงานนี้เป็นเพียงกระบอกเสียงของภาครัฐไม่มีความน่าเชื่อถือ คนไม่ฟัง”

ขณะเดียวกันประชาชนคนไทยเองก็ควรมีความตระหนักและหยุดคิดก่อนเมื่ออ่านข่าว แม้จะมีความปรารถนาดีต้องการเผยแพร่ข่าวสาร แต่ก็ควรคิดให้ดีก่อนว่าข่าวนี้จริง ไม่จริง มีที่มาชัดเจนไหม อย่างไร รวมถึงตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ

“พึ่งตัวเองก่อนดีกว่าจะไปหวังคนอื่นมาจัดการให้ พลังเล็กๆ ของประชาชนทุกคนรวมกัน ช่วยกันตรวจสอบ ย่อมดีกว่าการพึ่งภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว” อาจารย์เจษฎาทิ้งท้าย

‘แก๊สหัวเราะ’หวนกลับมาระบาดอีกครั้ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380526?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แก๊สหัวเราะ’หวนกลับมาระบาดอีกครั้ง!

22 กรกฎาคม 2562 – 14:05 น.
แก๊สหัวเราะ
เปิดอ่าน 1,177 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… กิตติพงษ์ มณีฤทธิ์

แหล่งท่องเที่ยวยามราตรีทั้งหลาย โดยเฉพาะ “แลนด์มาร์คกลางกรุง” อย่าง “ถนนข้าวสาร” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเบอร์หนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หากสังเกตจะเห็นการติดแผ่นป้ายกันอย่างมากมาย บ้างก็ติดลูกโป่งเอาไว้ที่หน้าร้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่าร้านนี้มี “ลูกโป่งแก๊สหัวเราะ” จำหน่าย

ทว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาและก่อนหน้านั้นได้มีการกวาดล้างจนหายไปสักใหญ่ แต่ก็ยังหวนกลับมาระบาดใหม่อีกครั้ง โดยลูกโป่งแก๊สหัวเราะนั้น ถูกนำเข้ามาโดยชาวต่างชาติ ก่อนที่คนไทยจะเล็งเห็นถึงกำไรทางการค้า เลยนำมาทำเป็นธุรกิจ เนื่องจากอุปกรณ์ในการใช้ทำลูกโป่งแก๊สหัวเราะมีความง่ายดาย เพราะเพียงแค่มีตัวบีบและลูกโป่งมัดยางเอาไว้ ซึ่งราคาที่ขายก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ขนาดลูกโป่งใหญ่หรือเล็ก

กระทั่งล่าสุดกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ ผกก.ดส.บช.น. และ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 คนพร้อมของกลางแก๊สหัวเราะจำนวนมากในพื้นที่ท่องราตรีถนนข้าวสาร เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กก.ดส.บช.น. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบจำหน่าย “แก๊สไนตรัสออกไซด์” หรือ “แก๊สหัวเราะ” ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการตามสถานบันเทิงต่างๆ เป็นจำนวนมาก

พล.ต.ต.สุคุณ บอกว่า หลังมีข้อมูลจึงวางแผนและนำกำลังเข้าตรวจสอบผู้ลักลอบจำหน่ายแก๊สดังกล่าว กระทั่งพบผู้จำหน่ายตลอดทั้งถนนข้าวสารจำนวน 9 คน กำลังนั่งขายลูกโป่งซึ่งบรรจุแก๊สหัวเราะให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมและควบคุมตัวมาสอบปากคำต่อยัง สน.ชนะสงคราม และดำเนินคดีในข้อหา “จำหน่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “จำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ผู้ใด ผลิตหรือนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ขณะที่ นพ.ธเรศ อธิบายว่า สำหรับแก๊สไนตรัสออกไซด์ หรือแก๊สหัวเราะ ในทางการแพทย์ใช้เป็นแก๊สดมสลบก่อนการผ่าตัด หรือถอนฟัน ลดอาการปวดได้ดี ออกฤทธิ์รวดเร็ว และหมดฤทธิ์เร็วเช่นกัน ตามกฎหมายถือว่าเป็นยาที่ใช้ตามโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยใช้บรรจุในถุงลมนิรภัย ในรถยนต์ แต่ปัจจุบันพบการลักลอบมาจำหน่ายแก๊สไนตรัสออกไซด์เพื่อมาใช้ในทางที่ผิด นำมาสูดดมตามแหล่งสถานบริการต่างๆ เพื่อให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและเพลิดเพลิน นั่งหัวเราะ

“หากสูดดมเข้าไปมาก จะทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ร่างกายไม่สามารถประสานการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ อาจทำให้หกล้ม บาดเจ็บ หรือหมดสติได้ และเมื่อสูดดมบ่อยครั้งเป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม มึน ชา กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย เหน็บชาบริเวณนิ้วมือนิ้วเท้า รับความรู้สึกไม่ได้ เนื่องจากภาวะขาดวิตามินบี 12 ร้ายแรงสุดอาจเสียชีวิตได้ เพราะแก๊สดังกล่าวจะเข้าไปแย่งออกซิเจนในเลือด เนื่องจากปริมาณแก๊สไนตรัสออกไซด์ที่มาก และเข้าไปแทนที่ออกชิเจนในปอด และในระบบประสาทส่วนกลางจนหมดร่างกายไม่สามารถควบคุมระบบหายใจ ทำให้แขนขาอ่อนแรง สมองเสื่อม ปัญญาอ่อน ถ้าหากสูดดมเข้าไปจนสลบและไม่ถูกเยียวยาแก้ไขในทันที สมองก็จะตาย อาจะมีโอกาสเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนิทราได้ และถ้าฟื้นกลับมา ร่างกายก็จะไม่เป็นปกติเหมือนเดิม” นพ.ธเรศ ระบุ

สาเหตุที่ยังไม่มีการจับกุมอย่างเข้มงวด เป็นเพราะไม่มีกฎหมายมารองรับ เนื่องจากแก๊สดังกล่าวทางการแพทย์นำมาใช้ผสมเพื่อเป็นยาสลบ ยาชา ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว เพราะพบว่ามีอันตราย แต่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของยาบางชนิดเท่านั้น ห้ามครอบครอง เพราะเป็นสารต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 “ฐานผลิตยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

แม้จะเป็นสารต้องห้าม แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ยังสามารถจำหน่ายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย จึงกลายเป็นช่องโหว่นำแก๊สที่ว่ามาใช้ในทางที่ผิด ทำให้ “แก๊สหัวเราะ” พร้อมจะย้อนกลับมาระบาดได้ทุกเมื่อ..!!

‘ไฟใต้’ โหมกระหน่ำใครจะดับลงได้!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ไฟใต้’ โหมกระหน่ำใครจะดับลงได้!

22 กรกฎาคม 2562 – 12:35 น.
ไฟ ใต้,อ๊อดเทอร์โบ ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,884 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอต้อนรับรัฐบาลใหม่และครม.ใหม่ทุกคน ซึ่ง ณ เวลานี้ต่างก็ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และต่อจากนี้ไปก็จะเริ่มทำงานอย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว

ขณะที่รัฐบาลใหม่อยู่ในช่วงของการเริ่มงานแต่มีปัญหาที่อยากจะบอกว่า ‘ไฟใต้’ หรือความรุนแรงทางภาคใต้ไม่ได้ลดลงเลยและในทางตรงกันข้ามกลับโหมกระหน่ำอย่างหนักมีการลอบยิง  วางระเบิด จนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บไม่เว้นวัน

นี่คือไฟใต้ที่เราต้องทำการดับโดยด่วนปล่อยไว้จะมีผลกระทบรุนแรงอย่างที่คาดไม่ถึงโดยเฉพาะชาวไทยพุทธต้องอพยพหนีตาย

ชาวบ้านไทยพุทธกลุ่มสุดท้ายไม่ถึง 20 คนที่ ต.สากอ อ.รามัน จ.ยะลา เกือบทั้งหมดเป็นผู้สูงอายุสะท้อนว่าเหตุความรุนแรงทำให้ชาวไทยพุทธกลุ่มใหญ่ที่เคยมีมากกว่า 120 ครอบครัว ได้ย้ายถิ่นไปเกือบหมด

ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 20 คน ทั้งที่อยู่ห่างจากวัดเพียง 10 กม. เป็นพื้นที่เขตรอยต่อ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงบ่อยครั้งระหว่างทางจากชุมชนไปวัด จึงไม่มีการยืนบิณฑบาตของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

มีการเรียกร้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงนิมนต์พระสงฆ์มายืนบิณฑบาตและสวดมนต์เพื่อเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้าน สร้างความเชื่อมั่นเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมความเป็นอยู่แบบครั้งก่อน ให้ชาวไทยพุทธที่อาจเป็นกลุ่มสุดท้ายได้มีพระและวัดเป็นที่พึ่งทางใจ

นี่คือตัวอย่างว่าทำไมคนที่รักสงบจึงต้องอพยพหนีตาย!
อ๊อด เทอร์โบ


 เชิญร่วมบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์
มูลนิธิรามาธิบดี ร่วมกับริษัทไบรท์สกาย แพลนบี มีดีย เชิญชวนร่วมบริจาคสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

ผ่านช่องทางสื่อใหม่คือ ‘จอดิจิทัล เน็ตเวิร์ก’ บริเวณห้องผู้โดยสารขาออก สนามบินดอนเมืองที่จัดไว้ถึง 90 จอ

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผอ.การท่าอากาศยานดอนเมือง อำนวยความสะดวกเต็มที่

การเปิดตัวมีผู้บริหารของไบรท์สกาย แพลนบี มีเดีย คือ วีรวัฒน์ สิงหมณี พร้อมด้วยพิธีกร-นักแสดงจิตอาสา อาทิ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ, พุทธชาด พงศ์สุชาติ ฯลฯ

จึงขอเชิญชวนร่มทำบุญกุศลครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน


 ปัญหาหาบเร่แผงลอย
 ต้องแก้ไขก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ผมมีเรื่องนำมาแจ้งให้ทราบถึงสิ่งที่เห็นมาบ่อยๆ จนชาชินคือการควบคุมหาบเร่แผงลอยที่เห็นกันมาทุกวี่วัน

ปัญหาเรื่องหาบเร่แผงลอยที่มีการตั้งร้านค้ารุกล้ำลงมาบนถนนกีดขวางช่องทางจราจร สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ แถวเยาวราช, ราชวงศ์, ทรงวาด มีร้านค้า ร้านอาหารมากมายเรียงรายอยู่บนฟุตบาท บางส่วนก็ล้ำมาบนถนน ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะตั้งรกรากอยู่กันมานับสิบปี กลายเป็นวิถีชีวิตที่คนคุ้นเคยไปแล้ว

มีการจัดระเบียบร้านค้า ขอความร่วมมือจากพ่อค้าแม่ค้า ไม่ให้ตั้งร้านรุกล้ำลงมาบนถนนแต่บางครั้งไม่สามารถควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อย

แม้จะทำยากเพราะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่กทม.ควรพิจารณาทำให้ดีกว่านี้นะครับ
อมรพล (ทรงวาด)

ตอบคุณ ‘อมรพล’ ทรงวาด
บริเวณที่แจ้งมานั้นผมเคยไปบ่อยครับและเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้วเพราะมีมานานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของย่านเยาวราชไปแล้ว เรื่องจะไปจัดระเบียบคงยากมาก สิ่งที่ทำได้คงได้แค่ทำให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ต้องขอให้ ‘พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง’ ผู้ว่าฯ กทม. ช่วยดำเนินการด้วยครับ เพราะไชน่าทาวน์หรือแถวเยาวราชนี่ต้องใช้แบบนุ่มนวล คือขอความร่วมมือให้เห็นแก่ส่วนรวม

บางทีเราก็ต้องใช้วิธีการนี้แหละ สังคมไทยจะอยู่ร่วมกันได้ต้องมีความเข้าใจกันและเอื้ออาทรต่อกัน
อ๊อด เทอร์โบ


เก็บตก “วังน้ำเขียว” สามมิตรโชว์เหนือเจ้าบ้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เก็บตก “วังน้ำเขียว” สามมิตรโชว์เหนือเจ้าบ้าน

22 กรกฎาคม 2562 – 11:53 น.
พปชร,พลังประชารัฐ,สานพลังประชารัฐ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,กลุ่มสามมิตร,วิรัช รัตนเศรษฐ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองก,สมศักดิ์ เทพสุทิน,อุตตม-สนธิรัตน์
เปิดอ่าน 8,951 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 22 ก.ค.62

***************

บรรดา ส.ส.หน้าใหม่หน้าเก่า ฝ่าแดดแล้งมุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว เพราะมีนัดหมายสัมมนาใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ ในหัวข้อ “เสริมศักยภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ที่ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ค.2562 เพื่อซักซ้อมเตรียมความพร้อมการทำงานในสภา ก่อนการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. เป็นต้นไป

ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่กองทัพสื่อ เมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาให้กำลังใจ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่เช้าวันที่ 22 ก.ค.นี้

พล.อ.ประวิตร มาให้กำลังใจ ส.ส.พลังประชารัฐ

รัตนเศรษฐ” เจ้าภาพ

ในฐานะประธานวิปรัฐบาล “วิรัช รัตนเศรษฐ” ส..บัญชีรายชื่อ จึงเลือก 88 การ์มองเต้ รีสอร์ทวังน้ำเขียว โคราช เป็นสถานที่สัมมนาใหญ่ของพรรค พปชร.

วิรัช รัตนเศรษฐ แม่ทัพใหญ่โคราช

อันที่จริง โกลด์เมาท์เทน วังน้ำเขียว รีสอร์ตขนาดใหญ่ของลูกสาว “กำนันประนอม โพธิ์คำ” ผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ พปชรก็น่าจะรองรับได้ อาจเป็นเพราะกำนันประนอม สังกัดค่ายสามมิตร เลยต้องใช้รีสอร์ทอื่นแทน

ในจำนวน ส..เขตของนครราชสีมา มี ส..พลังประชารัฐ คน แยกเป็นกลุ่มบ้านรัตนเศรษฐ คน ส่วน เกษม ศุภรานนท์ (เขต 1) และสมศักดิ์ พันธ์เกษม (เขต 11) ที่มีกำนันประนอม โพธิ์คำ และแรมโบ้สุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นแนวร่วมนั้น สังกัดกลุ่มสามมิตร

ต้องรอดูศึกเลือกตั้งนายก อบจ.โคราช กลุ่มบ้านรัตนเศรษฐ จะงัดข้อกับกลุ่มสามมิตรหรือไม่?

กลุ่มสามมิตรเหนียวแน่น

การสัมมนาใหญ่ของพลังประชารัฐเที่ยวนี้ ด้านหนึ่งก็ต้องการลบภาพรอยร้าวของแต่ละก๊ก แต่ละมุ้งในช่วงจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี อย่าง สิระ เจนจาคะ” ..กทมกลุ่มสามมิตร ได้เดินเข้ามาขอกอด “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค ต่อหน้ากองทัพสื่อที่รีสอร์ตวังน้ำเขียว

สิระ เจนจาคะ ขอกอด สนธิรัตน์ เลขาธิการพรรค

ถ้ายังจำกันได้ “เสี่ยบ้านทรงไทย” สิระ รับอาสาแถลงข่าวไล่สนธิรัตน์พ้น ตำแหน่งเลขาฯ บอกเป็นภัยความมั่นคงของพรรค ทำหน้าที่บกพร่อง ไม่ควรรับตำแหน่ง รมว.พลังงาน

บรรยากาศงานภาคกลางวัน

ตกค่ำวันนั้น แม่ทัพวิรัช จัดพิธีบายศรีสู่ขวัญเอาฤกษ์เอาชัย และกำหนดให้เป็นธีมคาวบอย รัฐมนตรี ส..ทั้งชายหญิง แต่งกายในชุดคาวบอย คาวเกิร์ล ร้องรำทำเพลงสนุกสนาน

ทีม ส.ส. ร้องรำทำเพลง

..ก็แยกกันตามมุ้งตามกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นั่งหัวโต๊ะ โดยมี ส..กลุ่มสามมิตรมาร่วมแจมกันมากกว่าโต๊ะอื่น

สุริยะ สมศักดิ์ นั่งหัวโต๊ะกลุ่มสามมิตร

ขณะที่ กุมาร อุตตม สาวนายน รมว.คลังสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และกอบศักดิ์ ภูตระกูล มาประชุมช่วงบ่าย เสร็จแล้วกลับกรุงเทพฯเลย

รายการภาคค่ำ จึงเป็นคิวโชว์พลังของสามมิตรนั่นเอง 

สามมิตร”เดินสายสร้างภาพ?

ย้อนไปเมื่อวันที่ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าทำงานในกระทรวงวันแรกเมื่อ 19 ..2562 ได้มี ส..พลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตร ยกขบวนไปให้กำลังใจหลายสิบคน

ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์

ที่เห็นชัดคือ “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” ส..ราชบุรี และกำนันตุ้ย วิวัฒน์ นิติกาญจนา ที่เป็นคนสนิทสมศักดิ์ เหมือนกับเสี่ยแฮงก์ “อนุชา นาคาศัย” ส..ชัยนาท ที่พักหลังเก็บเนื้อเก็บตัว

วันเดียวกัน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม ยังพากลุ่ม ส..สายสามมิตร และกลุ่ม ส..อีสาน ยกขบวนไปให้กำลังใจ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมว.คลัง

กลุ่มสามมิตร ไชโยลั่นวังน้ำเขียว

การเดินเกมให้กำลังใจหัวหน้าพรรคของ สุริยะ ก็เหมือนการขอโทษคณะผู้บริหารพรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งมีการเคลื่อนไหวเชิงข่มขู่กร้าวร้าว จนทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มเสียหาย

มีข้อน่าสังเกตว่า “สุริยะ” ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้ากับ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.คลัง ที่จะยกขบวนมาให้กำลังใจ บังเอิญสันติเข้ากระทรวงมาเจอพอดี “ภิญโญ นิโรจน์” ส..นครสวรรค์ กลุ่มสามมิตรเลยมอบช่อดอกไม้ให้แทน

นี่ก็กลุ่มสามมิตร

เดิมทีกลุ่มเพชรบูรณ์ ก็เป็นแนวร่วมกับสุริยะสมศักดิ์ แต่ตอนหลังแยกตัวออกไป ทำให้สันติได้ รมช.คลัง ส่วนเสี่ยแฮงก์กลับชวด รมช.คลัง

ดูขุมกำลังวันที่ ส.สุริยะ ยกขบวนไปกระทรวงการคลัง ถือว่า สามมิตรยังมีพลังอยู่

เตือน “ลอตโต้”!ผู้สูงวัย “เหงา” เล่นพนันหนี้1.5พันล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/379142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน “ลอตโต้”!ผู้สูงวัย “เหงา” เล่นพนันหนี้1.5พันล้าน

22 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
ลอตโต้,ผู้สูงอายุ,การพนัน,เหงา
เปิดอ่าน 1,409 ครั้ง

เตือน “ลอตโต้”!ผู้สูงวัย “เหงา” เล่นพนันหนี้1.5พันล้าน โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้ผู้บริหารกองสลากฯ คึกคักเตรียมออกพนันรูปแบบใหม่ ทั้งหวยออนไลน์ ลอตโต้ สลากขูด น้ำเต้าปูปลา ฯลฯ จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงพฤติกรรมติดพนันของคนไทยจะมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เล่นพนันมากขึ้นกว่า 4 ล้านคน เป็นหนี้สินไม่ต่ำกว่าคนละหมื่นกว่าบาท ยอดหนี้รวมทะลุ 1.5 พันล้านทั่วไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน!

รัฐบาลที่ผ่านมาทุกยุคสมัยพยายามผลักดันวิธีลัดหาเงินง่ายสุดคือเงินจากพนัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเปิดบ่อนกาสิโน ขายหวยออนไลน์ บ่อนไก่ชน สลากลอตโต้ ฯลฯ โดยเฉพาะการขาย “สลากลอตโต้” ที่สามารถสะสมยอดเงินรางวัลแบบสมทบไปเรื่อยๆ จนคนชนะแจ็กพอตอาจได้สูงถึงหลักพันล้านหมื่นล้านบาทแบบฝรั่งนั้น เป็นเสมือนความฝันของรัฐบาลทุกยุค แต่สุดท้ายมาติดขัดที่กฎหมายซึ่งใช้ตั้งแต่ปี 2517 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า สลากกินแบ่งต้องเป็น “ลักษณะการพิมพ์ขาย” เท่านั้น และไม่สามารถเอาเงินรางวัลไปสมทบกับยอดเดือนถัดไป ทำให้เลียนแบบสลากลอตโต้ของฝรั่งไม่ได้

ในที่สุดรัฐบาล คสช. ปลดล็อก ประกาศใช้กฎหมายใหม่ชื่อ “พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562” ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อให้ออกสลากรูปแบบอื่นได้และเงินรางวัลสมทบในงวดถัดไปได้ด้วยแต่ไม่เกิน 1 งวด

กฎหมายนี้ทำให้นโยบาย “สลากลอตโต้” ที่ผู้บริหารกองสลากฯ เคยเสนอไอเดียฝันหวานเมื่อหลายปีก่อนใกล้ความจริงเข้ามา เสนอเงินรางวัลแจ็กพอตไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท เพื่อแย่งเงินลูกค้าหวยใต้ดินหลักแสนล้านบาทมาเข้ากระเป๋ารัฐแทน รูปแบบสลากลอตโต้อาจเลียนแบบของญี่ปุ่นหรือไต้หวันที่มีหมายเลข 1-43 ให้ผู้ซื้อเลือกแทงจำนวน 6 หมายเลข หรือที่เรียกว่า “ลอตโต้ 6 บอล”

ล่าสุดวันที่24 มิถุนายน 2562 “พชร อนันตศิลป์” ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังตั้งทีมศึกษาผลิตภัณฑ์การพนันใหม่ๆ ที่มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต เช่น ออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว หรือ 4 ตัว 5 ตัว รวมถึง “การออกลอตโต้” ให้คนซื้อเลือกตัวเลขได้เอง และสลากรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเลขอาจเป็นรูปภาพหรือตัวหนังสือแทน แถมเปิดเผยไอเดียว่าจะมีรางวัลแจ็กพอตใหญ่เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคาและหวยใต้ดิน และจะศึกษาเรื่องความถี่ในการออกรางวัลด้วย เพราะปัจจุบันประเทศไทยออกสลากเดือนละ 2 ครั้ง ติดอันดับประเทศออกสลากถี่น้อยสุดในโลก น่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือนข้างหน้า หวังให้ทันปีงบประมาณ 2563 พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

“การออกสลากรูปแบบใหม่จะช่วยลดปัญหาหวยใต้ดินปีละ 5 หมื่นถึง 1 แสนล้านบาท ช่วยไม่ให้ประชาชนถูกโกง จากผลการศึกษารอบ 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการเล่นหวยใต้ดินขยายตัวจาก 1 แสนล้านเป็น 5 แสนล้านบาทต่อปี”

ด้าน รศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ นักวิจัยปัญหาการพนันในภาคอีสาน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่ารู้สึกเป็นห่วงที่กองสลากฯ เร่งรีบออกการพนันรูปแบบใหม่ๆ เพราะงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าเงินที่รัฐบาลหามาได้จากการขายสลากหรือหวยบนดิน หวยออนไลน์ ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่กลับสร้างปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และภาวะติดพนันงอมแงม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นและผู้สูงวัย

“ปัญหานี้มองได้หลายมิติ เช่น การขายสลากออนไลน์เลขท้าย 2-3ตัว จะทำให้แม่ค้ารายย่อยที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเดินขายสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีรายได้อีกต่อไป จากที่เคยขายได้เดือนละ 2 ครั้ง ก็ต้องไปหางานอื่นทำ ส่วนอีกมิติหนึ่งคือการออกลอตโต้ หรือสลากพนันออนไลน์ต่างๆ จะกระตุ้นให้คนอยากเล่นพนันมากขึ้น เพราะถ้าเล่นแล้วได้เงินก็อยากเล่นอีก แต่ถ้าเล่นเสียก็ยิ่งเล่นมากขึ้นเพราะหวังเอาคืน นั่นคือผีพนันเริ่มเข้าสิงแล้ว”

นักวิชาการข้างต้นกล่าวถึงกลุ่มที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มเด็กและกลุ่มคนสูงวัย โดยกลุ่มเด็กอาจไม่มีวุฒิภาวะมากพอ เมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์แล้วซื้อหวยได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น ก็ยิ่งหลงใหลควบคุมยาก ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุในวันนี้เริ่มมีสมาร์ทโฟน เล่นโปรแกรมไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่มีเวลาว่างและนิยมเล่นหวยใต้ดินอยู่แล้ว ถ้ามีหวยออนไลน์จะยิ่งส่งเสริมให้เล่นพนันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในชนบท หรือแม้แต่ข้าราชการที่เกษียณอายุ มีกลุ่มไลน์แลกเปลี่ยนข้อมูลเลขหวยตลอดเวลา

“ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่าการออกหวยออนไลน์หรือสลากประเภทอื่นๆ จะช่วยลดปัญหาคนเล่นหวยใต้ดินได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ไปแล้วว่า การเล่นหวยใต้ดินมีหลายปัจจัยเป็นเรื่องของเครือข่ายเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง การให้สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง มีความเชื่อใจและความสัมพันธ์หลายมิติ คงไม่สามารถแย่งลูกค้าหวยใต้ดินมาได้ ส่วนเรื่องการออกสลากให้ถี่ขึ้นมากกว่า 2 เดือนครั้ง ก็ไม่น่าแก้ปัญหา เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านเล่นหวยหุ้น หวยลาว หวยเวียดนาม ที่ออกแทบทุกวัน หวยออนไลน์มาทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินมากขึ้น คนสูงอายุปกติไม่มีงานทำก็เอาเงินเก็บหรือเงินที่ได้จากลูกหลานมาเล่นพนันหมด”

นักวิชาการข้างต้นกล่าวแนะนำต่อว่า รัฐบาลควรใช้ความคิดในการหาเงินหรือรายได้เข้ารัฐ ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า ใช้ทักษะหาเงินด้วยนโยบายใหม่ๆ ที่ยั่งยืน ไม่ควรบ่มเพาะนิสัยติดพนันหรือเปิดทางให้ชาวบ้านเล่นพนันรูปแบบอื่นๆ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

จากข้อมูลงานวิจัยหัวข้อ “การเล่นพนันในกลุ่มผู้สูงวัย : จุดเริ่มต้น สถานการณ์ และผลกระทบ” ของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุผลสำรวจปี 2560 พบตัวเลขนักพนันสูงวัยในไทยกว่า 4 ล้านคน และเกือบ 1.5 แสนคน มีหนี้สินจากการเล่นพนันเฉลี่ยต่อหัว 10,377 บาท รวมแล้วกว่า 1.5 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนผู้เล่นพนัน 4 ล้านคนนั้นเพิ่มจาก ปี 2558 ที่มี 3.39 ล้านคน เพิ่มถึงร้อยละ 21 ภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปี พื้นที่ภาคอีสานมีนักพนันสูงวัยมากสุด 1.63 ล้านคน รองลงมาคือภาคกลาง 7.93 แสนคน ภาคเหนือ 7.09 แสนคน ส่วนภาคใต้และกรุงเทพฯ ปริมณฑล ไม่ต่างกันมาก คือ 4.85 แสนคน และ 4.76 แสนคน ตามลำดับ

การพนันยอดนิยมในกลุ่มผู้สูงอายุได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล 3.07 ล้านคน และหวยใต้ดิน 2.56 ล้านคน ในจำนวนนี้เกือบ 7 แสนคนยอมรับว่าตนเองติดพนันและได้รับผลกระทบ 3 อันดับแรก คือ เกิดปัญหาความเครียด ร้อยละ 48 ปัญหาขาดเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำ ร้อยละ 41 และปัญหามีปากเสียงทะเลาะกับคนในครอบครัว ร้อยละ 29

ข้อมูลวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้สูงวัยมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของการพนันได้ง่าย เพราะมีเวลาว่าง มีความเหงา และมีเงินเก็บที่สะสมไว้ตั้งแต่วัยทำงาน เมื่อติดพนันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตเกิดความเครียดจากหนี้สิน กลายเป็นปัญหาครอบครัว และเมื่อสุขภาพเสื่อมโทรมลงก็ยากที่จะฟื้นฟูรักษา สรุปว่า ผู้สูงวัยเป็นกลุ่มเปราะบางต่อปัญหาติดพนัน

แม้ตัวแทนกองสลากฯ พยายามยืนยันว่าก่อนออกพนันรูปแบบใหม่จะทำประชาพิจารณ์และสอบถามความเหมาะสมกับทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เครือข่ายภาคประชาชนเคลื่อนไหวต่อต้านการพนันไม่ค่อยเชื่อมากนัก

เพราะคำสั่งนี้คงไม่มีใครกล้าแตะเบรก รู้ๆ กันอยู่ว่า “รัฐบาลใหม่” ต้องการ “หาเงินง่ายๆ” มาสั่งซื้อสั่งจ่ายตามนโยบายหาเสียงที่ “สัญญากับชาวบ้าน” ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา!

ลุงตู่ 2 บริหารไม่ง่ายเมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380513?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ 2 บริหารไม่ง่ายเมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

22 กรกฎาคม 2562 – 09:50 น.
อำนาจพิเศษ,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,209 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

รัฐบาลเก่าหมดอำนาจไป รัฐบาลใหม่มาแทนที่แต่ผู้นำรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดิม คือ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่​มีความต่าง​ตรง​ที่​การเป็น​นายกรัฐมนตรี​รอบ​สอง​ไร้​ซึ่ง​ “อำนาจ​พิเศษ” คือไม่มี​อำนาจ​ตาม ม.44 ที่สามารถ​จะ​ออก​หรือ​แก้ไข​กฎหมาย​โดย​ไม่​ผ่าน​สภา ไร้อำนาจ​พิเศษที่​จะเรียกคนซึ่ง​มี​ความ ​“เห็น​ต่าง” ไปปรับ​ทัศนคติอย่าง​เช่น​ 5 ปี​ที่ผ่านมา

เฉพาะ​การ​เรียก​บุคคล​ที่​เห็น​ต่าง​ซึ่ง​ คสช.เห็น​ว่า​อาจจะ​เป็น​ภัย​ต่อ​ความมั่นคง​ มีการเรียก​บุคคล​ไป​ปรับ​ทัศนคติ​ถึง​ 1,349 คนใน​ระยะเวลา​ 5 ปี​ มีการออกประกาศ​-คำสั่ง​ คสช. และม.44 ซึ่ง​ถือเป็น​กฎหมาย​พิเศษ​ที่​คสช.ใช้​อำนาจ​รัฏฐาธิปัตย์โดย​ไม่ต้อง​ผ่านสภา​ถึง​ 456 ฉบับ​ในช่วง​ 5 ปี​ที่ผ่านมา

แต่​นับจากนี้​ต่อไปไม่​มี​ คสช. ไม่มี​อำนาจ​ในการเรียกบุคคล​ไปปรับ​ทัศนคติ​ ไม่มี​อำนาจ​รัฏฐาธิปัตย์ในการประกาศใช้​กฎหมาย​ ทุกอย่าง​ต้อง​เข้า​สู่​ระบบ​ หาก​ใคร​เห็น​ต่าง​หรือ​เป็น​ภัย​ต่อ​ความมั่นคง​ก็จะต้อง​ดำเนินการ​ตาม​กระบวนการ​ปกติ​และ​ต้อง​เข้า​กระบวนการ​ศาล​ยุติธรรม​พลเรือน​ มิใช่​ศาล​ทหาร​ หาก​ต้องการ​ออก​หรือ​แก้ไข​กฎหมาย​ต้อง​เสนอ​ต่อ​รัฐสภา​ ยิ่ง​สภาพ​เป็น​รัฐบาล​เสียง​ปริ่ม​น้ำ​เช่น​นี้​การเสนอกฎหมาย​เข้า​สภา​ไม่ใช่​เรื่อง​ง่าย​เฉกเช่น​สภา​นิติ​บัญญัติ​ดัง​ 5 ปีที่ผ่านมา

ไม่​เพียง​ความ​ยากลำบาก​ในกระบวนการสภา​ที่​จะ​ผ่าน​ด่าน​ในการเสนอกฎหมาย​ หรือ​การ​เปลี่ยน​กระทู้​และ​ญัตติ​ต่าง​ๆ เพราะ​สภาเป็น​ที่​พูด​ ซึ่ง​ปัญหา​ใหญ่​ของ​ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ ​จันทร์​โอชา คือ​การ​ควบคุม​อารมณ์​ที่​จะสามารถรักษา​ภาพ​ความเป็​น “คุณ​ลุง​ใจดี” ดังเช่น​ที่​เริ่ม​ต้นใหม่​ ตั้งแต่​ 16 กรกฎาคม​ ที่ผ่านมา ​ว่า “เริ่ม​ต้น​ใหม่” ไปได้สักกี่น้ำ ​เพราะ​จะต้อง​ทนเผชิญ​กับ​แรง​ “ยั่ว​ยุ” ของ​ฝ่าย​ค้าน​ทั้ง​ใน​และ​นอก​สภา

การ​ยั่ว​ยุที่​จะเกิดขึ้น​ของ​ฝั่ง​ตรงข้าม​จะ​เป็น​ไป​ได้​ทั้ง​การ​ยั่วยุ​โดย​ข้อมูล​จริง​และ​ข้อมูล​ “ที่​สร้าง​ขึ้น” เพื่อ​ให้​ลุง​ตู่​ “ตกหลุม” แห่ง​การ​ยั่วยุ​ จะได้ระเบิด​อารมณ์​ และ​เกิด​ “เหตุ” ที่​คาด​ไม่ถึงขึ้น​ได้​ และ​เหตุ​นั่นจะเป็​น​ลบต่อ​รัฐบาล​มาก​กว่า​เป็น​บวก

ขบวนการ​ “ยั่วยุ” ที่​จะเกิดขึ้น​ทั้ง​ในและนอกสภานั้น​ สืบเนื่อง​จาก​ไม่​มี “อำนาจ​พิเศษ​” เป็น​เกราะ​ป้องกัน​ตน​หรือ​เล่น​งาน​คู่​ต่อ​สู้​ ทำให้​ไม่มี​ใคร​ “กลัว” อำนาจ​รัฐ​ปกติ​อีก​ต่อไป

จึง​ไม่​น่าแปลก​ใจที่จะ​เจอ​​คำขู่​ของ​ ร.ต.อ.เฉลิม​ อยู่​บำรุง​ ว่า​จะ​เผชิญ​กับ​ “นรก” แม้ว่า​ ร.ต.อ.เฉลิม ​จะ​ไม่​ได้มี​โอกาส​เข้า​สภา​ เพราะ​ส.ส.บัญชี​รายชื่อ​ของ​พรรค​เพื่อ​ไทย​สอบตก​ทั้ง​พรรค​ก็​ตาม แต่ ​“ยี่ห้อเฉลิม”​ เมื่อ​ออกมา​ขู่​ขนาด​นี้​ต้อง​สร้าง​แรง​ “ยั่วยุ” ถึง​นายกรัฐมนตรี​และ​รัฐบาล​ได้​มาก​โข

การ​ออกมา​ของร.ต.อ.เฉลิม​ เป็น​เพียง​ตัวอย่าง​หนึ่ง​หลัง​ “อำนาจ​พิเศษ” ของ​ลุงตู่หมด​ไป​ ก่อน​หน้า​นี้​ 5 ปี​ที่ผ่านมา​ จะ​ไม่​เห็น​ปฏิกิริยา​และ​การ​เคลื่อนไหว​ในลักษณะ​ “ต่อต้าน​-ยั่วยุ” ของ​ “ขุนศึก​ฝั่ง​ธน​” ผู้​นี้​มา​ก่อน

หลัง​จาก​นี้​นักการเมือง​ที่​ “แกล้ง​ตาย” อีก​หลาย​คน​จะ​ลุกขึ้น​มา​ท้าทาย​อำนาจ​ลุงตู่​ และ​ต้อง​บอกว่า​ “ไม่​ง่าย” ที่​จะรับมือ​ เพราะ​สถานการณ์​ต่อจากนี้​ไม่​เหมือน​ 5 ปี​ที่ผ่านมา​อีก​ต่อไป

ฝ่ายค้านท้ารบ”ลุงตู่”เมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380519?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านท้ารบ”ลุงตู่”เมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

22 กรกฎาคม 2562 – 08:35 น.
ลุงตู่,อำนาจพิเศษ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,636 ครั้ง

ฝ่ายค้านท้ารบ”ลุงตู่”เมื่อไม่มี”อำนาจพิเศษ”

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็นฝ่ายค้านท้ารบลุงตู่เมื่อไม่มีอำนาจพิเศษ

 “สมชาย” กล่าวว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลในไม่กี่วันข้างหน้านี้เป็นการอภิปรายของฝ่ายค้านหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณและประชุมครม.ครั้งแรกไปแล้ว โดย พล.อ.ประยุทธ์ มีอาการดีใจเพราะครั้งนี้ได้เป็นนายกฯ ที่มาจากรัฐสภา ตอนนี้หลายชาติ เช่น สหรัฐส่งหนังสือแสดงความยินดีมายัง พล.อ.ประยุทธ์ หลังจากห้าปีที่แล้วไม่ส่งหนังสือแสดงความยินดีเพราะตอนนั้นยึดอำนาจและสหรัฐวางหลักไว้ว่าคว่ำบาตรวิธีแบบนี้ แต่จากนี้ทุนของสหรัฐจะเข้ามาลงทุนในไทยมากเพราะจะกลับมาชิงการนำในอาเซียนรวมทั้งชาติต่างๆ จะทยอยส่งหนังสือแสดงความยินดีกับรัฐบาลนี้

ห้าปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจพิเศษของคสช.แต่วันนี้ไม่มีแล้ว การปรับทัศนคติของคสช.โดยเรียกมา 1,349 คนเมื่อห้าปีที่แล้วก็จะไม่มีแล้ว รวมทั้งยังเคยออกกฎระเบียบพิเศษสามส่วนจำนวน 45 6ฉบับ ที่มีสถานะเป็นกฎหมาย แม้จะยกเลิกไปมากและเหลืออยู่หกสิบห้าฉบับหากจะยกเลิกหรือแก้ไขต้องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาโดยทำในรูปแบบพ.ร.บ. ตรงนี้ก็จะไม่มีอำนาจพิเศษนั้นๆ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติในตอนนั้นคือ สนช. ออกกฎหมายสี่ร้อยห้าสิบหกฉบับก็จะไม่มีอีกเช่นกัน

ดังนั้นอำนาจปกติที่ฝ่ายค้านมีในตอนนี้และท้าทายอดีต คสช.ที่วันนี้ไม่มีอำนาจพิเศษแล้ว จะทดสอบ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะฝ่ายค้านจัดทีมอภิปรายหกด้านในการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลและคุณสมบัติรัฐมนตรีไว้หลายคนในสี่กลุ่มคือ กลุ่ม 3 ป. เรื่องสืบทอดอำนาจและเรื่องส่วนตัวในอดีต, กลุ่มหกรัฐมนตรีด้านคุณสมบัติที่เคยกล่าวในรายการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, กลุ่ม กปปส. คือข้อหากบฏ, กลุ่มครม.บางคนที่ถือหุ้นสื่อและรอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา โดยรัฐมนตรีบางคนนั้นอาจโดนไม่หนักเพราะน่าจะชี้แจงได้ บางคนอาจโดนหนักโดยเฉพาะในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะกลุ่ม 3 ป. คือหัวใจรัฐบาลเพราะฝ่ายค้านวาง ส.ส.ดาวสภาบางคนไว้แทนแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนที่ตอนนี้เป็นกุนซือให้ เพราะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ไม่ได้เข้าสภา

การอภิปรายครั้งนี้ไม่มีการลงมติ แต่ฝ่ายค้านจะใช้วิธีนี้ทำลายความเชื่อถือของรัฐบาลไปเรื่อยๆ และเน้นกลุ่ม 3 ป. กับพรรคพลังประชารัฐเพียงพรรคเดียว แต่อยู่ที่วิธีการชี้แจงสวนกลับของฝ่ายรัฐบาลหากทำได้ ฝ่ายค้านก็จะเสียคะแนนไปเอง

 “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่า ห้าปีที่แล้วสหรัฐบอยคอตไทยเพราะเกิดการยึดอำนาจตอนนั้นสหรัฐปล่อยให้จีนกับญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเยอะ แต่จากนี้สหรัฐและอียูจะกลับมาประสานกับไทยแบบปกติเพราะเสียโอกาสให้สองชาติดังกล่าวไป วันนี้อำนาจพิเศษที่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีแล้วนั้น เชื่อว่าองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลจะมีเหมือนในอดีต งานนี้เชื่อว่าดาวสภาของพรรคร่วมรัฐบาลจะดูแลรัฐมนตรีของตัวเองและปล่อยส.ส.พรรคพลังประชารัฐไปดูแลกลุ่ม 3 ป.ในวันนั้น

  “บากบั่น” สรุปว่า งานนี้เป็นปฐมบทและบททดสอบของพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะโดนฝ่ายค้านอภิปรายเป็นครั้งแรก รอดูว่า กลุ่ม 3 ป. จะชี้แจงอย่างไร

ส่วนวิธีจัดทัพของพรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทยในวันนี้นั้น “วีระศักดิ์” กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่สืบมาจากพรรคพลังประชาชนและพรรคไทยรักไทย วันนี้มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารพรรคแล้ว แม้ก่อนการเลือกตั้งจะมีสามพรรคคือ เพื่อไทย เพื่อธรรม ไทยรักษาชาติ ลงสนามเลือกตั้ง ตอนนั้นสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ถูกส่งไปเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม แต่มีการเปลี่ยนใจให้ไทยรักษาชาติเป็นพรรคที่รับบทรองจากเพื่อไทย สมพงษ์ จึงย้ายกลับมาลงส.ส.เชียงใหม่ของเพื่อไทย ลดบทบาทของเพื่อธรรมลงในตอนนั้น และน่าสงสัยว่าทำไมคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ไม่ลงมาเป็นหัวหน้าพรรคเองแต่ส่ง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรคแทน

ส่วนบทบาทของพรรคอนาคตใหม่ที่เพิ่งทำงานการเมืองมาระยะหนึ่งโดยมีคนฝ่ายซ้ายซึ่งเคยระดมความคิดให้พรรคไทยรักไทยในอดีตมาช่วยวางบทบาทให้พรรคอนาคตใหม่นั้น จะมีบทบาทเช่นใด เพราะวันนี้อนาคตใหม่ใช้วิธีให้ความรู้และเปลี่ยนความคิดแก่คนรุ่นใหม่ที่เป็นวิธีฝ่ายซ้ายใหม่นำมาใช้ และเลือกยึดเมืองหลักๆ ของประเทศให้ได้โดยวางคนไปทำงานการเมืองท้องถิ่น โดยใช้อดีตสมาชิกของพรรคเพื่อไทยมาลงสมัครในนามอนาคตใหม่ ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่าปีนี้น่าจะไม่มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อนาคตใหม่จึงเน้นเลือกตั้งนายก อบจ.ก่อน

“บากบั่น” วิเคราะห์ว่า มีตัวแทนสองกลุ่มในพรรคเพื่อไทยคือกลุ่มเจ๊หน่อยกับกลุ่มเจ๊แดงและซีกของทักษิณ ชินวัตร ที่ตอนนี้แทบไม่มีบทบาทแล้ว การที่สมพงษ์กลับมาอยู่เพื่อไทยและเป็นหัวหน้าพรรคในวันนี้ เพราะคราวนี้เพื่อไทยจะเล่นบทนำในรัฐสภาโดยที่สมพงษ์กลับมาครั้งนี้เพราะใครบางคนในกลุ่มสองเจ๊ดึงกลับมา โดยสมพงษ์จะประสานบางส่วนของพรรคพลังประชารัฐได้เพราะสมพงษ์เคยเป็นแกนนำกลุ่ม 16 และน่าจะประสาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้โดยสายสัมพันธ์ในอดีต ส่วนซีกของทักษิณ เช่นภูมิธรรม เวชยชัย อาจย้ายไปทำงานพรรคอื่น

เชื่อว่าโครงสร้างพรรคเพื่อไทยที่มีกลุ่มสองเจ๊นั้นทำงานยากเพราะเป็นปลาคนละน้ำ และได้ข่าวว่าบ้านจันทร์ส่องหล้าปิดประตูบ้านและท่อน้ำเลี้ยงตัน วันนี้กลุ่มสองเจ๊จึงต้องออกทุนในการบริหารพรรค เมื่อเป็นแบบนี้มองว่าจะฝากความหวังของพรรคเพื่อไทยในบทบาทฝ่ายค้านนั้นทำงานยากเพราะส.ส.เพื่อไทยในรัฐสภาบทบาทน้อยกว่าแกนนำพรรคที่ไม่ได้เป็นส.ส.

ส่วนอนาคตใหม่ที่ทำงานนอกสภานั้น ได้ยินมาว่าแกนนำหลังบ้านของอนาคตใหม่คือคนที่เคยทำงานให้ทักษิณและคนเดือนตุลาและมีกระแสข่าวว่าจะจับมือกับเพื่อไทยในการลงสนามท้องถิ่นบางจังหวัด แต่อย่าลืมว่าเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนเลือกตั้งส.ส. เพราะต้องมีปัจจัยกระสุนดินดำไว้ใช้ด้วย

“สมชาย” สรุปว่า คุณหญิงสุดารัตน์เลือกอยู่ตรงนั้นเพราะกลัวโดนตัดสิทธิทางการเมืองหากพรรคเพื่อไทยโดนสั่งยุบพรรค ส่วนอนาคตใหม่กำลังวางฐานแบบป่าล้อมเมืองคือทำงานการเมืองท้องถิ่น

รับมือวิกฤติแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380377?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือวิกฤติแล้ง

22 กรกฎาคม 2562 – 07:25 น.
ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 1,522 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562

  ปัญหาแล้งปีนี้ดูน่าวิตกอย่างยิ่ง แม้ยังไม่สิ้นฤดูฝนแต่สถานการณ์น้ำน้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนจะรุนแรงและส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ว่า นับแต่นี้ไปหลายพื้นที่คงจะตกอยู่ในภาวะกันดารจากฝนทิ้งช่วงมา 3 สัปดาห์ ส่งผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านอย่างมิอาจหลีกเลียง   ซึ่งล่าสุดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 14.85 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (เมตรรทก.) ซึ่งระดับที่เหมาะสมควรไม่ต่ำกว่า 15.00 เมตร รทก.  อีกทั้งน้ำในเขื่อนหลัก 4 เขื่อน ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่มีน้ำไหลลงอ่าง มีแต่การระบายออกจากอ่างเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เป็นหลัก

 รัฐบาลได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการด่วนให้ทุกเหล่าทัพสนับสนุนอากาศยานและกำลังพล เพื่อทำฝนเทียมเพิ่มปริมาณน้ำเหนือเขื่อนและร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำกับฝ่ายพลเรือนแบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมสรรพกำลังมาช่วยกัน เพราะปีนี้ฝนทิ้งช่วงยาวนานจึงมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติถึงร้อยละ 40  ภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประกาศพื้นที่เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือภัยแล้งในหลายจังหวัด พร้อมเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่างๆ

จากการลงพื้นที่ติดตามปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ของ 3 รมช.เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่ามีน้ำเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ของความจุ นับว่าน้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมาและคาดการณ์ว่าจะมีน้ำใช้ได้อีก 40 วันจึงได้สั่งการให้ลดการระบายน้ำลงแล้ว พร้อมกันนี้ได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 จังหวัด เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำ และการช่วยเหลือพื้นที่ภัยแล้ง ขณะที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า เผยภาพถ่ายดาวเทียมแม่น้ำโขง ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย เปรียบเทียบระหว่างฤดูฝนปีที่แล้วกับปีนี้ น้ำน้อยลงไปมากกว่าเท่าตัว เกิดความแห้งแล้งมากในพื้นที่การเกษตรริมแม่น้ำโขง  ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่าจีนลดการระบายน้ำเขื่อนจิ่งหง รวมถึงสปป.ลาวได้ทดสอบเขื่อนไฟฟ้าไซยะบุรี ส่งผลกระทบ 8 จังหวัด ริมแม่น้ำโขงในภาคเหนือและภาคอีสาน

 แม้หน่วยงานภาครัฐจะได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้มีการปล่อยน้ำลงมา รวมถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐเช่น จัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำ ปฏิบัติการฝนหลวง ขุดเจาะบ่อบาดาล เพิ่มความจุแหล่งน้ำ เป็นต้น จะช่วยบรรเทาความเป็นอยู่ให้ชาวบ้าน เกษตรกร ลงได้ แต่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถจัดการให้มีทรัพยากรใช้อย่างเพียงพอทั่วถึงตามศักยภาพของพื้นที่และความต้องการ มีการใช้น้ำที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้การพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลเองได้เร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นรูปธรรมเร็ววัน ขณะที่เกษตรกรเองก็ต้องช่วยเหลือตัวเองรวมไปถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เช่น กักเก็บน้ำไว้ใช้ในแหล่งน้ำของตัวเอง หรืองดการเพาะปลูกหรือรวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม รวมถึงวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์แล้งอย่างเป็นระบบด้วย

รอยทางคดีดัง อย่าให้ต้องไปต่ออีก 10 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/380335?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยทางคดีดัง อย่าให้ต้องไปต่ออีก 10 ปี

20 กรกฎาคม 2562 – 09:55 น.
คดีแพรวา,แพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา,สาวซีวิค,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 8,236 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ 20-21 ก.ค.52 หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

******************

ช่วงค่ำของวันที่ 27 ธันวาคม 2553 หรือเกือบ 10 ปีก่อน ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ฮอนด้าซีวิค ชนรถตู้โดยสาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต–อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่บรรทุกผู้โดยสาร 14 คน วิ่งไปบนทางยกระดับอุตราภิมุข

เหตุเกิดขึ้นบนทางยกระดับโทลล์เวย์ขาเข้า ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 9 คน รวมทั้งคนขับรถตู้ และมีผู้บาดเจ็บ 6 ราย ผู้ขับรถฮอนด้า คือ แพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ขณะนั้น อายุ 16 ปี 6 เดือน

จากกรณีดังกล่าวในทางคดีมีการต่อสู้กันทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ซึ่งทั้งสองคดีก็ถึงที่สุดแล้ว โดยจบที่ศาลฎีกาทั้งคู่ แต่เอาเข้าจริงๆ เรื่องยังไม่จบ วันนี้มาย้อนรอยดูลำดับคดีความที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจบจนอีกครั้ง

คดีอาญา

31 สิงหาคม 2555  ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินว่าจำเลยขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทรัพย์สินเสียหาย คำให้การในชั้นการพิจารณาเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี สั่งคุมประพฤติจำเลยโดยให้มารายงานตัวทุก 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมโดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่ ที่สุดจำเลยได้อุทธรณ์ต่อ

22 เมษายน 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้แก้ระยะเวลาการรอลงอาญาเป็น 4 ปี และให้คุมประพฤติเป็นเวลา 3 ปี ส่วนโทษอื่นให้คงตามศาลชั้นต้น แต่จำเลยก็ยังคงยื่นต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาต่อไป

ปี 2558 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงถือเป็นที่สุด

คดีแพ่ง

26 พฤศจิกายน 2558 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ ได้แก่ แพรวา บิดามารดาของแพรวา และเจ้าของรถที่แพรวานำมาขับ ชดใช้เงินแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวม 26,881,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุ คือ 27 ธันวาคม 2553 แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์

19 เมษายน 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลดเงินชดเชยค่าเสียหายให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหลือ 19 ล้านบาทเศษ โดยระบุว่าคนขับรถตู้ใช้ความเร็วสูง มีส่วนกระทำผิด แม้ไม่ได้ก่อผลโดยตรง แต่ยังคงมีการยื่นฎีกาต่อ

8 พฤษภาคม 2562 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ตามที่โจทก์ได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาแก้ ให้คงค่าสินไหมทดแทนตามศาลชั้นต้น คือให้จำเลยทั้งสี่จ่ายเงินให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยต้องชดใช้รวมเป็นทั้งสิ้น 24,756,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

และให้แพรวากับบิดามารดา จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ที่ 1-5, 9-19, 21-22, 25-28 โดยกำหนดเป็นค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาทด้วย

ที่สุดวันนี้ ขณะที่อยู่ระหว่างส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้ง 4 เพื่อให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ หากไม่ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดจะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี กล่าวคือ การสืบทรัพย์สินของจำเลยเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินนำออกมาขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชดใช้แก่โจทก์ต่อไป

โดยตามกฎหมายระบุว่า โจทก์สามารถร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ส่วนจะไปถึงขนาดนั้นหรือไม่ คนไทยต้องรอดู เพราะข่าวระบุว่าเรื่องที่ขอให้ทางกระทรวงยุติธรรมสำรองจ่ายเงินผู้เสียหายไปก่อนนั้น ตามระเบียบกองทุนยุติธรรมคงทำไม่ได้ ก็ต้องติดตามต่อไป

คดีใจ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย แต่ด้วยเหตุที่ว่า แม้เวลาผ่านมาจนเลยกำหนดชดเชยเงินแก่ผู้เสียหาย แต่ทางจำเลยยังไม่ได้มีการจ่ายเงินให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายแต่อย่างใด ที่หนักหนาคือว่ากันว่าไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยเลยสักคำ

ข่าวคราวจึงกลับมาร้อนแรงในกระแสสังคมอีกครั้ง จากการที่ วรัญญู เกตุชู อดีตนักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหยื่อผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ลุกขึ้นมาแฉผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย

ระบุในท่วงทำนองว่า ตลอด ปีกว่าที่ผ่านมาได้เจอแพรวาแค่ครั้งเดียว ส่วนค่าเสียหายนั้นทางฝ่ายจำเลยขอต่อรองมาตลอด แถมบอกว่าถ้าไม่ยอมก็ให้ไปฟ้องล้มละลายหรือยึดทรัพย์เอา จนถึงล่าสุดหลังศาลตัดสินแล้วก็ยังคงเงียบ

นอกจากนี้ยังอ้างแทนผู้เสียหายทุกคนว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาเลยตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ผู้เสียหายทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด แต่เป็นเรื่องความใส่ใจต่างหากที่เราไม่รู้สึกเลย

ทั้งนี้ ต่อมาเมื่อญาติผู้เสียหายรวมตัวกันมาออกรายการ “ถามตรงๆ กับจอมขวัญ” และมีการเปิดเผยถึงพฤติกรรมต่างๆ ของครอบครัวแพรวา ก็ส่งผลให้คดี “แพรวา 9 ศพ” กลับมาดังในโลกโซเชียลอีกครั้งหนึ่ง

และนั่นยังหมายความว่าชาวเน็ตได้ขุดเรื่องราวของเธอขึ้นมานำเสนออีกรอบอย่างที่เห็น